คงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไรถ้าผมรู้เพียงว่า กลุ่มนักดนตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือศิลปินแนว EDM เพราะปัจจุบันดนตรีแนวนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด

แต่ที่ผมตื่นเต้นปนประหลาดใจ เป็นเพราะกลุ่มนักดนตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าประกอบด้วย อดีตแชมป์โลกโอเปร่า อดีตพนักงานรักษาความปลอดภัย และอดีตสมาชิกวงร็อก ผู้ผันตัวมาบุกเบิกแนวเพลง EDM ในวันที่ยังเป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมและไม่มีอะไรการันตีว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว

อย่างที่เรารู้กัน การบุกเบิกถางทางไม่เคยเป็นเรื่องง่ายสักครั้ง

สมาชิกของวงมีด้วยกัน 4 ชีวิต ได้แก่ หมิว-วริศรา อภิรักษ์เดชาชัย นักร้องนำ, แขก-ชาลาลีคาน อาลีฟ ซันคาน มือเบสและร้องแร็พ, เอ้-สัณหภาส บุนนาค มือกีตาร์และซินธิไซเซอร์, โอเล่-จิโรจน์ เอี่ยวจินดา มือกลอง
วงของพวกเขาชื่อ BOOM BOOM CASH

BOOM BOOM CASH

เมื่อสมาชิกของวงทยอยมานั่งลงตรงหน้า บทสนทนาของเราจึงดำเนินไปอย่างสนุกสนานไม่แพ้แนวเพลง EDM ของพวกเขา หลายๆ เรื่องเล่าของพวกเขาทำเอาผมประหลาดใจที่ทุกคนมารวมกันได้ในวันนี้-วันที่ BOOM BOOM CASH เป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินที่มาร่วมโปรเจ็กต์ Mini Marathon ของ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์

ก่อนหน้านี้ผมเคยฟังเพลงของ BOOM BOOM CASH มาแล้วหลายเพลง และเพลงเพลงหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเนื้อหาบางท่อนช่างเข้ากับสิ่งที่พวกเขากำลังทำชื่อ Keep Going เนื้อหาท่อนนั้นร้องว่า

‘เส้นทางที่ไม่เดินตามใคร คงไม่ต่างอะไรจากทะเลทราย ดูยังไง มองทางไหนก็ช่างโหดร้าย
หรือจะยอม’


1

คล้ายพรหมลิขิต-ผมคิดว่าอย่างนั้น เพราะหากวันนั้น เอ้ อดีตสมาชิกวงร็อกชื่อ SIX C.E ไม่พาตัวเองไปอยู่ในผับแห่งหนึ่ง บางทีวงการเพลงเมืองไทยอาจไม่มีวงดนตรี EDM ชื่อ BOOM BOOM CASH “มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังเรียนจบเราอยากเล่นดนตรีมาก จนวันนึงไปเที่ยวผับ ปกติผมก็ไปดื่มปกติ แต่วันนั้นไม่รู้ทำไม ผมน่าจะเป็นคนเดียวในร้านที่นั่งสังเกตว่าทำไมดีเจเปิดเพลงแบบนี้ แล้วไม่พูดอะไรสักคำ แล้วคนก็เต้นกันหมดคน 700 – 800 คน” เอ้ย้อนเล่า โดยเพลงที่เขาว่าคือแนวเพลง EDM ที่ในบ้านเรายังไม่มีใครสนใจจริงๆ จังๆ

BOOM BOOM CASH

“สมัยก่อนไม่มี MC ด้วยนะครับ เดี๋ยวนี้ต้องมี MC คอยบิลด์คน เมื่อก่อนมีดีเจแค่เปิดเพลงยังไงก็ได้ให้มีคนเต้น คืนนั้นผมก็คิดว่าเพลงที่เปิดไม่มีใครร้องได้สักคนเลยนะ แต่ว่าคนเขาเต้นกันน่ะ คือตอนเราทำวงร็อก ถ้าเล่นเพลงที่คนไม่รู้จัก เขายืนกอดอกดูน่ะ นึกออกไหม พอมาเห็นภาพนี้ โอ้โห กูเล่นดนตรีแทบตาย กระโดดแหกปาก ไม่เห็นมีใครกระโดดกับกูเลย แต่นี่เปิดเพลงแล้วคนเต้นพร้อมกันหมดเลย เพลงสื่อสารด้วยตัวมันเอง”

คืนนั้นชายหนุ่มกลับบ้านด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ ว่าอะไรทำให้ทุกคนในสถานบันเทิงแห่งนั้นคล้ายถูกดนตรีที่เขาไม่รู้จักร่ายมนตร์ให้ขยับแข้งขยับขาตามกันโดยไม่ต้องมีใครร้องขอ

“พอกลับบ้านก็เลยไปเสิร์ชดูว่ามันคืออะไร ก็เลยเจอทางใหม่ จริงๆ EDM ย่อมากจาก Electronic Dance Music ก็คือเพลงอิเล็กทรอนิกอะไรก็ได้ที่มันอยากเต้น ผมเลยตั้งใจกลับมาทำเพลง ช่วงนั้นเรากำลังใกล้เรียนจบพอดี รู้สึกว่าถ้าเราทำเพลงก็น่าจะทำวงได้แล้ว ก็กลับมาคิด ซึ่งตอนนั้นทุกคนในวงยังไม่ได้เจอกันนะ”

BOOM BOOM CASH

หลังจากเรียนจบ แทนที่จะหางานประจำตามสายอาชีพที่เรียนมาอย่างใครเขา ชายหนุ่มกลับเลือกทำงานที่ให้โอกาสเขาได้วางแผนทำเพลง งานที่เชื่อว่าไม่มีใครเดาออกว่าเขาจะไปทำ

“พอเรียนจบผมไม่อยากขอเงินที่บ้านแล้ว แต่อยากทำเพลง แล้วพอดีเพื่อนผมบอกว่าพ่อเขาทำบริษัทพนักงานรักษาความปลอดภัย ก็เลยโทรไปหาเพื่อน บอกว่ากูขอสมัครเข้าไปทำงาน เพื่อนก็บอกว่ามึงจะมาก็มา ผมก็เลยไปเป็นยาม แล้วใช้ช่วงเวลาที่ว่างหัดทำเพลงอยู่ปีหนึ่ง”

เมื่อมั่นใจว่าอยากบุกเบิกแนวเพลง EDM ในประเทศไทย เขาจึงตัดสินใจชวนอดีตเพื่อนร่วมวง SIX C.E อีก 2 คนคือ แขก มือเบส และ โอเล่ มือกลอง มาร่วมหัวจมท้ายอีกครั้ง

ขาดก็แต่เพียงนักร้องนำที่ยังรอใครสักคน

Mini Marathon Project


2

หญิงสาวหนึ่งเดียวในวงอย่างหมิว นั่งฟังช่วงเริ่มก่อการอย่างเงียบๆ จนกระทั่งผมชวนเธอคุยถึงช่วงที่พวกเขามาบรรจบพบเจอกัน แววตาของหญิงสาวเป็นประกายเมื่อย้อนเล่าถึงเส้นทางที่ผ่านมา

“หนูเรียนดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะหนูชอบแบบ classical พวกโอเปร่า จนกระทั่งไปเจอคุณครูที่สอนที่มหาวิทยาลัยมหิดลบอกว่ามีการเรียนการสอนแบบที่เป็น Pre-College ตั้งแต่ ม.4 – ม.6 เรียนโอเปร่าจริงๆ เลย เราก็เลยไปสมัครดู แล้วก็ได้เข้าไปเรียนแล้วเจอคุณครูที่ดีมาก เป็นนัมเบอร์วันในชีวิต เป็นเหมือนแม่อีกคน”

ที่สถานศึกษาแห่งนั้นหญิงสาวได้ร่ำเรียนทุกอย่างที่เธออยากรู้ เธอว่าตลอดชีวิตที่เรียนดนตรีไม่มีช่วงไหนเลยที่ไม่มีความสุข แม้เส้นทางจะโหดหินกว่าที่เธอจินตนาการเอาไว้ก่อนหน้า

“ตอนที่เรียนโอเปร่าโหดมาก คือทุกอย่างต้องฟิกซ์หมดเลย ต้องรักษาร่างกาย ตื่นตี 5 ทุกวันเพื่อที่จะไปว่ายน้ำที่มหาวิทยาลัย ว่ายถึง 7 – 8 โมง แล้วก็อาบน้ำไปเข้าแถวเคารพธงชาติ แล้วไม่ใช่แค่เรียนร้องอย่างเดียว เราเรียนทฤษฎีดนตรี เรียนเปียโน เรียนภาษา 4 ภาษา เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ เพราะมันคือสิ่งที่ควบคู่กับโอเปร่า คือเวลาร้องเพลงโอเปร่าจะมีสายประสาน เราต้องออกสำเนียงให้ถูกต้อง แล้วก็มีเรียนการแสดง เพราะว่าต้องไปแสดงโอเปร่าเป็นเรื่องๆ แล้วก็จะมีพวกแสดงละครเวทีบรอดเวย์ คือบอกว่าเรียนโอเปร่า แต่ความจริงเราต้องเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง”

หมิวบอกว่า ช่วงที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิตนักเรียนโอเปร่าคือช่วงที่เธอต้องซ้อมเพื่อไปแข่งชิงแชมป์โลก เธอเล่าว่าในระยะเวลา 6 เดือนเธอต้องร้องอยู่เพลงเดียว เพื่อให้วันแข่งขันสมบูรณ์แบบที่สุด

“ตอนนั้นหนูยังเด็กอยู่ประมาณ ม.6 ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอที่จะร้องเพลงที่เลือกได้ คือเพลงที่ครูให้หนูแข่ง เป็นเพลงที่เด็กปริญญาโทเขาร้องแข่งกัน ซึ่งมันจะใช้เทคนิคที่ต้องใช้ร่างกายพวกกล้ามเนื้อข้างใน ซึ่งตอนนั้นกล้ามเนื้อเรายังไม่แข็ง เราก็เลยต้องไปว่ายน้ำทุกวันให้กล้ามเนื้อมันชิน เราซ้อมเกือบทั้งปีเพื่อให้เขาตัดสินเราเพียงแค่ 3 – 4 นาทีเท่านั้น”

โชคดีที่เวลาเกือบปีไม่สูญเปล่า หมิวคือคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์โลกโอเปร่า ทั้งจากเวที Osaka International Music Competition และ Barry Alexander International Vocal Competition และครั้งหนึ่งในชีวิตเธอก็ได้ไปยืนร้องที่เมกกะแห่งวงการดนตรีคลาสิกอย่าง Carnegie Hall ในฐานะนักร้องโอเปร่าแชมป์โลก

“ตอนนั้นพอเราเดินไปถึงจุดจุดนั้นก็แอบคิดว่า เราทุ่มเทเกือบทั้งชีวิตมาตรงนี้แล้ว จะยังไงต่อดี ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ม.6 พอดีต้องขึ้นปี 1 หนูก็แบบเอาไงดีนะ เพราะว่าตอนนั้นก็ได้ทุนที่ออสเตรียกับเยอรมนี”

BOOM BOOM CASH

เมื่อครุ่นคิดกับตัวเองถ้วนถี่หญิงสาวกลับเลือกปฏิเสธทุนที่ได้รับแล้วเรียนต่อในไทยที่มหาวิทยาลัยมหิดล

“ตอนนั้นไม่รู้อนาคตโอเปร่าในไทยจะเป็นยังไง คนเขาจะเข้าใจเราหรือเปล่า เช่นเวลาร้องเพลง หนูฝึกแทบตายเพราะมันยากมาก แล้วหนูร้องภาษาเยอรมัน อิตาลี คำที่หนูร้องออกมาคนที่ฟังก็อาจจะไม่เข้าใจ หรือว่าโน้ตที่หนูร้อง หนูใช้เทคนิคนี้ คนก็อาจจะไม่เข้าใจหนูร้อยเปอร์เซ็นต์” หมิวอธิบายเหตุผลที่ไม่เลือกเดินทางไปศึกษาต่อเพื่อก้าวเป็นนักร้องโอเปร่าระดับโลก

ฟังเธอเล่ามาถึงจุดนี้ใครหลายคนย่อมประหลาดใจไม่ต่างกันว่าอะไรทำให้นักร้องโอเปร่าระดับแชมป์โลกอย่างหมิวกลายเป็นนักร้องนำวง EDM

“ประมาณตอนเรียนปี 2 ช่วงปลายๆ ใจเริ่มไปทางอื่นแล้ว คือยังมีความสุขกับการร้องโอเปร่าอยู่ แต่คิดว่าจบไปแล้วทำงานอะไรต่อ ก็เลยอยากจะร้องอย่างอื่นบ้าง ลองหาอะไรใหม่ๆ ทำดู แล้วตอนนั้นพี่เอ้ก็มาชวนว่ามาร้องเพลงกับวงพี่มั้ย แต่ทำวงแนว EDM นะ หนูก็ถามเป็นยังไงหรอ พี่เขาบอกว่าก็ยังไม่รู้เหมือนกัน คือทุกอย่างมันไม่เคยเกิดขึ้น คือมันเป็นจินตนาการที่ไม่สามารถบอกได้ว่า อ๋อ ก็เหมือนวงนั้นไง เพราะมันไม่มี พี่เขาก็บอกว่าเดี๋ยวทำเพลงส่งมาให้ฟัง คือตอนนั้นมันยังงงๆ อยู่ แล้วหนูก็งงๆ ชีวิตของตัวเอง ก็เลยบอกพี่เอ้ว่า โอเค มาลองทำกันดู”

“จากนักร้องโอเปร่าระดับแชมป์โลกมาเป็นนักร้องนำวง EDM ที่ยังไม่มีคนรู้จัก รู้สึกยังไง” ผมถามหญิงสาว

“ตอนนั้นเครียดมากเลย เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ถ้าเราเลือกทางนี้เราจะผิดไปตลอดชีวิตหรือเปล่านะ แล้วไม่มีใครสนับสนุนเลยทั้งพ่อแม่ ทั้งอาจารย์ เพราะเขาปูเราให้มาทางนี้ตั้งแต่เด็ก ตอนที่หนูเดินไปบอกอาจารย์ว่าหนูจะเปลี่ยนสาขา จะขอไปอยู่สาขาอื่นแทนโอเปร่า อาจารย์ใจสลายเลยค่ะ เขาบอกว่า why why why เธอผ่านสิ่งต่างๆ มาไกลมากแล้ว ทำไมถึงเลือกแบบนี้”

“แล้วไม่เสียดายสิ่งที่ผ่านมาเหรอ”

“ไม่เสียดายค่ะ เพราะว่าสิ่งที่หนูเรียน ประสบการณ์ทุกอย่างมันยังอยู่ในนี้ค่ะ มันอยู่ในตัวหนู มันยังหล่อหลอมหนูอยู่ทุกวันนี้ แล้วอย่างน้อยหนูก็พูดได้ว่า เราเคยไปถึงขั้นไหน เราประสบความสำเร็จจนถึงจุดจุดหนึ่งก็ โอเค เรารู้ว่าเราทำมันเต็มที่แล้ว เราไม่เสียดายที่ทำมัน เราทำไปจนถึงจุดสูงสุดแล้ว ก็อยากลองทำอย่างอื่นบ้าง”

และในที่สุด BOOM BOOM CASH ก็ได้นักร้องนำดีกรีแชมป์โอเปร่าโลก

BirdxBOOM BOOM CASH

3

ในช่วงที่ยังไม่มีใครรู้จัก BOOM BOOM CASH และแนวเพลง EDM เพลงที่ชื่อ BLUR BLUR ซึ่งเป็นซิงเกิลแรกของวงคล้ายเป็นนามบัตรของพวกเขาในการตระเวนเล่นตามสถานบันเทิงยามค่ำคืน

“วันแรกที่เราเล่นกับวงมันมีคนดูแค่ยี่สิบกว่าคนเองครับ มีค่ารถให้คนละ 600 ก็ไปเล่นกัน” เอ้เล่าบรรยากาศตอนแสดงสดครั้งแรก “ตอนช่วงแรกๆ มีนักข่าวไปหาบ่อยมาก เมื่อก่อนเล่นเสร็จตี 1 ตี 2 มารอเพื่อมาถามว่าอะไรคือ EDM แค่นั้นเอง ตอนนั้นวงเริ่มต้นใหม่ เราไม่รู้เลยว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น ห้ามใช้เงินเป็นที่ตั้งเลยในช่วงแรก เพราะไม่รู้เลยว่าจะได้เมื่อไหร่ เผลอๆ ทำไปปีหนึ่งอาจจะเจ๊งก็ได้ แต่อย่างน้อยๆ ทำให้มีความสุขแล้วกัน มันจะได้อยากทำ

“ตอนนั้นก็คิดว่าอยากจะอยู่รอดด้วยสิ่งนี้สักที คือได้ทำสิ่งที่รักแล้วรอด เราจะได้ทำไปตลอด ก่อนนอนก็จะคิดว่าได้ขึ้นเวทีใหญ่” เอ้เล่าถึงช่วงที่พวกเขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงแคบๆ

ด้วยความที่เป็นแนวดนตรีใหม่ที่ไม่เคยมีใครในวงเคยรู้จักมาก่อน ทุกคนจึงต้องปรับจูนใหม่หมด โดยเฉพาะนักร้องนำเสียงโอเปร่าอย่างหมิว

“มันแปลกมากๆ ต้องเรียนรู้อะไรใหม่หมดเลย เรียนรู้ด้วยตัวเอง เมื่อก่อนร้องโอเปร่าหนูไม่เคยใช้ไมโครโฟนมาก่อน ไม่เคยต้องร้องกับวงดนตรีสด เคยร้องแต่กับวงออร์เคสตรา ไม่เคยต้องพูด ไม่เคยต้องเอนเตอร์เทนคนดู เคยแต่ยืนสวยๆ ก้มสวยๆ แล้วก็เดินกลับไป (หัวเราะ) แต่พอมาเป็นนักร้องนำมันก็ต้องทำหน้าที่ให้ดี หนูก็เลยรู้สึกว่าเราเป็นเหมือนเบบี๋เลย แต่มันสนุกดีนะ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ทำอะไรใหม่

BOOM BOOM CASH

“ซิงเกิลแรกที่ชื่อ BLUR BLUR ประสบความสำเร็จเลยหรือเปล่า” ผมชวนพวกเขาย้อนมองซิงเกิลที่เป็นจุดเริ่มต้น

“สำเร็จในสิ่งที่เราอยากจะบอกให้คนรู้ว่าเราเป็นแบบนี้นะ เรามาแล้วนะ เหมือนแนะนำตัวให้คนรู้จัก” เอ้ตอบก่อนที่หมิวจะเล่าต่อ “โชว์แรกตอนแรกคนก็นั่งกันหมดเลย คือเขาก็คงงง มีเพลงแค่เพลงเดียวคือ BLUR BLUR ซึ่งเขาร้องเพลงเราไม่ได้อยู่แล้ว แล้วเขาจะสนุกกับเรามั้ยนะ แต่ภาพสุดท้ายที่เห็นก็คือ มีคนปีนโต๊ะ แล้วทุกคนยืนเต้น มีคนกระโดด

“คำพูดที่อยู่ในหัวหนูคือ นี่แหละ ใช่” หมิวเน้นเสียงที่คำท้าย “พอเล่นปุ๊บ แล้วแบบ โอ้โห ตัวเราเองสนุกจนลืมทุกอย่างไปเลย หันไปเห็นใครในวงก็มีแต่คนเล่นแล้วยิ้ม เล่นแล้วสนุก อย่างตอนหนูร้องโอเปร่าก็จะเครียดกัน เพราะมันต้องเป๊ะ อันนี้หันไปทุกคนเฮฮา หนูก็เลยคิดว่านี่แหละความสุขที่ต้องการ คือหนูเล่นดนตรีมาหลายแนวก็เลยรู้สึกมาก ขนาดคนเขาไม่รู้จักเพลงเราเขายังสนุกกับเราได้ เหมือนหนูเก็บกดยังไงไม่รู้ วันนั้นปีนเก้าอี้บ้าคลั่ง ขนาดเราเป็นแค่ศิลปินตัวเล็กๆ อยู่เลย คนฟังไม่รู้จักเรา เราก็ไม่รู้จักเขา แต่ทำไมมันสนุกขนาดนี้ นี่แหละสิ่งที่เราได้รับจากคนดู เวลาหนูร้องเพลง”

ฟังพวกเขาเล่าถึงตรงนี้ผมก็ย้อนนึกถึงค่ำคืนที่เอ้ค้นพบดนตรีปริศนาที่ทำให้คนลุกขึ้นมาเต้นราวกับโดนสะกดมาวันนี้เขาคงค้นพบคำตอบแล้วเรียบร้อย

หลังจากซิงเกิลแรกพวกเขาทยอยปล่อยซิงเกิลมาเรื่อยจน ชื่อของ BOOM BOOM CASH ไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในวงการดนตรีอีกต่อไป แล้วความฝันที่จะได้เล่นเวทีใหญ่ของเอ้ก็เป็นจริงเมื่อพวกเขาได้รับเลือกให้เล่นเป็นวงปิดในงาน Big Mountain Music Festival ครั้งที่ 5

“ป๋าเต็ด ยุทธนา เขาอยากให้วงเราเล่นวงปิดเทศกาลเขา วงเราขึ้นตอนตี 5 ตอนประมาณตี 4 ผมเดินไปดูลาดเลาอีกที มีคนประมาณ 10 คนกับขยะกองหนึ่ง” เอ้ย้อนเล่าถึงประสบการณ์บนเวทีใหญ่ครั้งแรก “ผมก็ไปบอกวงว่าไม่มีคนดูเลยว่ะ ขึ้นไปเล่นแค่สนุกก็พอ แล้วตอนนั้นพี่โจ้-โจอี้ บอย จะมาขึ้นด้วย เพิ่งอัดรายการทีวีเสร็จก็ดิ่งมาจากกรุงเทพฯ ระหว่างทางก็โทรมาถามว่าพวกเราขึ้นเวทีหรือยัง ผมก็บอกพี่โจ้ว่า ไม่มีคนเลย พี่ไม่ต้องมา สงสารพี่ คือพี่เขาอยากมาเล่นด้วย เพราะเราทำเพลงด้วยกัน 2 เพลง เขาก็บอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูไปเล่นกับพวกมึงแหละ ก็วางสายกันไป เราก็บูมอะไรกันเสร็จหลังเวที พอออกไปเราเห็นตอนนั้นเลยว่าคนมาดูสุดลูกหูลูกตา มันไม่มีเหลือที่ว่างเลย คือเราไม่ได้เห็นตอนที่คนมาไง โอ้โห อะไรวะนี่”

แล้วปฏิกิริยาจากผู้ชมคอนเสิร์ตครั้งนั้นก็คล้ายเป็นคำยืนยันว่าพวกเขาสามารถหว่านแนวเพลง EDM ลงในกลุ่มคนฟังได้สำเร็จ

หลังลงจากเวที ป๋าเต็ดซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Big Mountain Music Festival ถึงกับบอกว่า

“โชว์สนุกมาก เป็นวงปิดที่สมบูรณ์แบบ”

BOOM BOOM CASH

 

4

เพลงที่ BOOM BOOM CASH แต่งให้พี่เบิร์ด ธงไชย เพื่อเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ Mini Marathon ชื่อเพลงว่า พี่เปิดให้ โดยพวกเขารับหน้าที่เป็นคนร้องท่อนแร็พในเพลงนี้ด้วย

“ตอนแรกที่พี่อ๊อฟ Big Ass ติดต่อมาบอกให้เราทำเพลงให้พี่เบิร์ด เราคิดว่าพี่เขาอำ แล้วตอนทำเราก็ทำไปด้วยความรู้สึกว่าเดี๋ยวพี่เขาไม่เอาแน่เลย คือเหมือนดีใจนะ แต่จะมีความรู้สึกนี้อยู่ตลอด เราก็ทำเต็มที่ แล้วตอนแรกตอนพี่อ๊อฟบอกว่าให้แต่งให้พี่เบิร์ดร้อง แต่เราก็อยากให้มีเสียงคนในวงอยู่ในเพลงด้วย ก็เลยแต่งท่อนแร็พให้มันยากๆ ให้พี่เบิร์ดร้องไม่ได้

“สุดท้ายพี่เบิร์ดบอกว่า สงสัยพวกเราต้องอยู่ในเพลงแล้ว แล้วพวกเราผู้ชายก็แร็พกันทั้งสามคนครับ พอมาแร็พ แล้วไหนๆ ก็มากันสามคนแล้ว เลยให้หมิวร้องท่อนฮุกกับพี่เบิร์ดด้วยแล้วกัน” เมื่อเอ้ว่าถึงตรงนี้สมาชิกในวงทุกคนก็หัวเราะพร้อมกัน

แม้พวกเขาจะเล่าติดตลกไว้อย่างนั้น แต่เมื่อได้ฟังเนื้อเพลงที่พวกเขาแร็พและคิดถึงเส้นทางชีวิตที่พวกเขาเล่า ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมดีแล้วที่พวกเขาจะเป็นผู้ถ่ายทอด

บางวรรคของเนื้อเพลง พวกเขาแร็พว่า

พุ่งทะยานออกไปแล้วไม่หันกลับมามอง ถ้าคิดว่าจะมาหยุดทุกๆ อย่างไม่ต้องลอง

หนทางข้างหน้าไม่ใช่เงินและไม่ใช่ทอง แต่มันคือความฝันที่เรานั้นอยากจะครอง…

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

13 กุมภาพันธ์ 2561
10 K

เริ่มต้นใหม่’ เป็นคำที่ฟังดูทั้งมีความหวังและน่าหวั่นเกรง

ตลอดการสนทนากว่า 3 ชั่วโมงกับสมาชิกวง Big Ass ทั้ง 5 คน ผมได้ยินคำว่า ‘เริ่มต้นใหม่’ บ่อยครั้ง ได้ยินเป็นระยะ จนพอรู้ว่ามันมีนัยสำคัญกับวงวงนี้

เริ่มต้นเล่นดนตรี เริ่มต้นทำอัลบั้ม เริ่มต้นทำอัลบั้มอีกครั้ง เริ่มต้นทำอัลบั้มอีกครั้งเมื่อวงเปลี่ยนสมาชิก และเริ่มต้นพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

จากการพูดคุยกับพวกเขาซึ่งประกอบด้วย อ๊อฟ-พูนศักดิ์ จตุระบุล มือกีตาร์, หมู-อภิชาติ พรมรักษา มือกีตาร์, กบ-ขจรเดช พรมรักษา มือกลอง, โอ๊ค-พงศ์พันธ์ พลสิทธิ์ มือเบส และ เจ๋ง-เดชา โคนาโล นักร้องนำคนใหม่ ทำให้ผมพบว่า ชีวิตไม่ได้เริ่มต้นครั้งเดียวตอนเกิด หรือสิ้นสุดตอนตาย หากแต่ในช่วงต่างๆ ของชีวิตคนเรา มีบางสิ่งสิ้นสุดลง และบางอย่างเริ่มต้นขึ้นสลับกันไป

นี่อาจเป็นสัจธรรมที่มนุษย์รู้กันดีอยู่แล้วแต่มักหลงลืม

สิ้นสุดคือจุดเริ่มต้น คือชื่อเพลงที่ กบ ขจรเดช เขียนให้นักร้องที่เป็นต้นแบบในวงการของพวกเขาอย่าง เบิร์ด ธงไชย ในโปรเจ็กต์ Mini Marathon

หากไม่รู้จักพวกเขามาก่อน เพลงเพลงนี้ก็คงเป็นเพียงเพลงไพเราะธรรมดาเพลงหนึ่ง แต่หากได้นั่งลงฟังที่มาที่ไปของวงวงนี้ ได้เห็นก้อนกรวดบนเส้นทางที่เดินฝ่ามา คงรู้สึกเหมือนกันว่า เพลงเพลงนี้มาจากชีวิตของพวกเขา ซึ่งมันใช้ได้กับชีวิตของพวกเราด้วย

Big Ass

 

เริ่มต้นเล่นดนตรี

ผมนัดเจอกับพี่ๆ วงบิ๊กแอสที่บ้านของ อ๊อฟ หนึ่งในสมาชิกยุคก่อตั้งวง

บ้านหลังที่มีทั้งเสียงหัวเราะและร้องไห้ดังสลับกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นที่หลบเลียอาศัยยามชีวิตสิ้นหวังของวง ไม่ใช่เพียงเฉพาะผู้เป็นเจ้าของบ้าน

ตอนเริ่มต้นเล่นดนตรีเรานัดกันทุกวันศุกร์เพื่อเจอกันที่บ้านของอ๊อฟ” กบเล่าถึงช่วงเริ่มก่อร่างสร้างวงสมัยเรียนชั้นมัธยมต้น ซึ่งการนัดเจอที่บ้านของมือกีตาร์ของวงในวันวานยังเป็นกิจกรรมที่ทำกันมาต่อเนื่องจนปัจจุบัน รวมถึงวันที่เราพบกันด้วย

ถ้าถามว่ามีเป้าหมายอะไรในวันแรกที่เล่นดนตรีมันคือความสนุกอย่างเดียว ไม่มีการกอดคอกันฝันว่าสักวันจะเป็นนักดนตรีหรอก” อ๊อฟย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเล่นดนตรี

ตอนบอกว่าซ้อมดนตรีอยู่ เรายังสงสัยว่าเล่นได้จริงหรอวะ” กบขยายความถึงวันที่ทักษะในการเล่นดนตรียังอยู่ในขั้นเริ่มต้น “คือถามว่าเป็นความฝันไหม มันเป็นมาตลอดแหละ แต่มันเป็นฝันที่ดูไม่มีทางเป็นความจริงเลย ถ้าพูดออกไปว่ากูจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่ได้ใช้แค่ความกล้าอย่างเดียว คือถ้ามึงไม่บ้าก็ต้องเมา ผมว่าไม่มีทางที่เราจะกล้าคิดแบบนั้น”

เพราะอะไรถึงไม่กล้าคิดฝัน-ผมถามด้วยความสงสัยว่าพวกเขาอาจถ่อมตัว

ที่บ้านเราก็มีกระจกนะครับ” กบตอบ เรียกเสียงหัวเราะให้ดังก้องบ้าน ก่อนที่อ๊อฟจะเสริม “คือไปประกวดอะไรเราก็ตกรอบหมดเลย เรารู้แค่ว่าวันเสาร์ต้องออกไป ต้องมาเจอกัน ไปซ้อมกัน อยากเล่นเพลงที่อยากเล่น แค่นี้เอง มันไม่ได้มีอนาคตอะไรเลย”

เมื่อเหลียวมองพวกเขาในวันที่เติบใหญ่ กลายเป็นวงร็อกแถวหน้าของประเทศ เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังจำนวนมาก ต้องยอมรับตามตรงว่าผมนึกภาพที่พวกเขาเล่าไม่ออก-เจ้าพวกเด็กที่เล่นดนตรีโดยไม่สนว่าใครจะรู้จักพวกเขาหรือไม่

เมื่อมองย้อนกลับไปในวันที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่รู้ว่าเล่นผิดเล่นถูก ไม่รู้ว่าดีไม่ดี พวกคุณมองเห็นอะไร” ผมถามพวกเขา

ผมมองเห็นเด็กที่ไม่เก่ง หาจุดเด่นได้น้อยมาก แต่จุดสำคัญเดียวของพวกเราคือ เราเป็นเพื่อนกัน และความเป็นเพื่อนทำให้เราอดทน ทำให้เราคุยกันว่า ล้มก็ล้มด้วยกัน ขึ้นก็ขึ้นด้วยกัน แต่เราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะขึ้นหรือลงหรอกนะ เราคิดแค่ว่าไปก็ไปด้วยกัน จะเกิดอะไรขึ้นเราก็ไปด้วยกัน ไม่มีอะไรที่ไม่เอา ไม่ทำ พวกเรามีแต่ไปลุย ไปทำ เราไม่เคยถอยหลังเลยมั้ง เราไม่เคยหยุดแล้วรอโอกาส ถ้าโอกาสประตูนี้ปิด เราก็จะหาโอกาสประตูอื่นอยู่เรื่อยๆ”

Big Ass

 

เริ่มต้นทำอัลบั้ม

การเริ่มต้นครั้งใหม่เกิดขึ้นเมื่อประตูบานแรกเปิดขึ้น ประตูบานนั้นชื่อ Music Bugs

ที่ค่ายเพลงแห่งนี้พวกเขาได้โอกาสทำอัลบั้มกันเอง แต่งเอง เล่นเอง ร้องเอง ซึ่งนี่ถือเป็นจุดเด่นของวงดนตรีวงนี้ในมุมมองของผมมาจนวันนี้

“ทำเองผิดถูกก็ยังด่ากันได้ 10 ปีผ่านไปก็ยังกลับมาด่าตัวเองได้ แต่ถ้าไม่ทำเอง 10 ปี ผ่านไปเรากลับไปด่าคนอื่นไม่ได้นะ” หมูบอกเมื่อผมชวนคุยถึงข้อดีของการที่พวกเขาทำเองกันทุกกระบวนการ

อัลบั้มแรกของพวกเขาชื่อว่า Not Bad ที่มีเพลงดังอย่าง ทางผ่าน อยู่ในอัลบั้ม พวกเขาเล่าว่า ก่อนที่เขาจะออกอัลบั้มแรกการขายเทปยังอยู่ในยุครุ่งเรือง ยอดขายล้านตลับเป็นเรื่องที่ยังเป็นไปได้ การขายได้ 300,000 ตลับถือเป็นเรื่องธรรมดา

“ของเราตั้งเป้ากันไว้แค่ 30,000 เพราะถ้าเกินนี้เราจะได้ตังค์ ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรเลยอ๊อฟบอกถึงความคาดหวังอันน้อยนิด

ว่าแต่ถึงตรงนี้ลองเดาดูเล่นๆ หน่อยไหมว่าอัลบั้มแรกของพวกเขาขายได้กี่ตลับ

อัลบั้มแรกกดกันไปเต็มๆ หมื่นม้วน” กบเล่าเรื่องตลกร้ายที่เกือบทำให้ชื่อของบิ๊กแอสจบลง “สมัยนี้ขายได้หมื่นม้วนคงเฮกันแล้ว แต่ตอนนั้นต้องเรียกว่ากริบ อัลบั้มแรกต้องบอกว่ามันเจ๊งนะ เคยไปเล่นแล้วมีคนเมาถือขวดเหล้าอยู่คนเดียวอยู่หน้าเวที ไม่รู้ว่าต้องขอบคุณอะไรดี”

ตอนนั้นคิดว่า 30,000 ม้วนคงสบายๆ” ผมถาม

แน่นอน ก็ทุกคนเขาได้หมด เป็นมาตรฐาน” หมูตอบทันที มีบิ๊กแอสนี่แหละที่ผิดปกติ สร้างประวัติศาสตร์” อ๊อฟพูดติดตลก “แต่เราก็ไม่เลิก ที่ถามว่ามองเห็นอะไรในเด็กกลุ่มนั้น มองกลับไปก็รู้สึกดีใจแทนตัวเองที่เราเลือกเล่นดนตรี เพราะถ้าเขาก้าวเดินต่อมาจนถึงจุดที่ดีได้เขาจะมีความสุขมากในชีวิต โมเมนต์ที่เราชอบดนตรีแล้วเราได้ใช้ชีวิตร่วมกับมัน ได้มีประสบการณ์ค่อนชีวิตกับดนตรี มันสุดยอดแล้ว”

Big Ass เบิร์ด ธงไชย

Big Ass

 

เริ่มต้นอีกครั้ง

สิ่งที่ต่อลมหายใจให้บิ๊กแอส และทำให้วงที่อยู่ในช่วงมืดมิดได้มองเห็นแสงสว่าง คือการคว้ารางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมบนเวทีสีสัน อะวอร์ดส์

แม้อัลบั้มจะไม่เข้าหูคนฟัง แต่โชคดีที่มันยังไปเข้าตาคณะกรรมการ

ตอนนั้นเราก็ไม่รู้จะไปทำอะไร เรียนก็น้อย เล่นดนตรีก็ไม่ได้เก่ง ผมเรียนแค่ ปวช. ม.6” กบย้อนเล่าถึงชีวิตช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก่อนที่อ๊อฟจะเล่าต่อ “คือเราไม่ได้คิดเรื่องอนาคตกันเท่าไหร่ ไม่ได้คิดว่าจะสู้ต่อไป ไม่ได้คิดอะไรเลย มันไม่ได้มีโมเมนต์ที่จะได้ทำชุดสอง เพราะค่ายเขาไม่ให้”

แต่พอได้รางวัลกลับมาที่ออฟฟิศ ผมถือรางวัลเหมือนเรามีตัวประกัน เหมือนเอามีดจ่อคออยู่ พี่ต้องให้ผมทำชุดหน้าแล้วนะ คือพูดติดตลกน่ะ แต่เรารู้ว่ามีคนมองเห็นเรา ถึงแม้ว่าคนทั้งประเทศไม่รู้จักเรา แต่คนฟังที่เป็นนักวิจารณ์ เขาได้ยินเรา ถึงจะดูเหลิง ดูเข้าข้างตัวเองไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็มีคนได้ยินเพลงเรา สิ่งนั้นก็เลยทำให้เรามีชุดสอง ผมบอกน้าทิวา (ทิวา สาระจูฑะ) ตลอดว่า ถ้าผมไม่ได้รางวัลวันนั้นพวกผมไม่มีเหตุผลที่ได้ออกชุดถัดมา” มือกลองของวงเล่าถึงสิ่งที่ทำให้วงยังอยู่มาจนวันนี้

แม้อัลบั้มที่ 2 จะขายได้เพียง 22,000 ตลับ แต่อัลบั้มที่ชื่อ XL นี้ก็ทำให้พวกเขาค้นพบสิ่งที่ส่งผลอันยิ่งใหญ่สมชื่ออัลบั้ม

เราโชคดีที่ได้เจอเพลง ก่อนตาย เพลงนี้นอกจากมันจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว มันยังกำหนดความเป็นวงบิ๊กแอส แล้วเราก็เอาก่อนตายมาทำเป็นอัลบั้มชุดสาม เหมือนเราได้เจอแล้วว่าบิ๊กแอสคืออะไร” อ๊อฟซึ่งเป็นผู้เขียนเพลงเพลงนี้พูดถึงสิ่งที่ค้นพบ

ต้องขยายความก่อนว่า ก่อนตาย คือเพลงหนักที่มีเมโลดี้ที่เพราะ นี่คือคำจำกัดความของเพลงนี้ มันเลยเป็นคำจำกัดความของชุดต่อมา ว่าเราจะยึดตรงนี้แหละ” มือกลองของวงช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจ

ส่วนผลลัพธ์ของอัลบั้มถัดๆ มาหลังการค้นพบที่ว่าเป็นอย่างไร ถึงวันนี้พวกเราคงเห็นผลกันอยู่แล้ว

อัลบั้มที่ 4 ที่ชื่อ Seven ซึ่งพวกเขาย้ายมาอยู่ค่ายที่ใหญ่ขึ้นอย่าง genie records พาให้พวกเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดของอาชีพ ในอัลบั้มเต็มไปด้วยเพลงฮิตติดชาร์ต ฟังดูเหมือนชีวิตของพวกเขากำลังจะดีใช่ไหม

ชีวิตถ้าง่ายดายเช่นนั้นคงดี

Big Ass เบิร์ด

 

เริ่มต้นหลงระเริง

เพลงสุดท้ายหน้า B ก็ขึ้นอันดับหนึ่งตามคลื่นวิทยุ-อ๊อฟบอกเมื่อผมถามว่าอัลบั้ม Seven นั้นประสบความสำเร็จแค่ไหน

ผมมีวิธีการสังเกตคนที่เขาประสบความสำเร็จง่ายๆ คือ เพลงที่ไม่ได้คิดจะเป็นเพลงโปรโมตปล่อยมาก็ยังดัง นั่นแสดงว่ามันติดลมบน ทำอะไรคนก็เฮ ทำอะไรคนก็เอาหมด ไปเล่นคอนเสิร์ตก็เดือด ตอนนั้นจำได้ว่าเราเป็นวงแรกๆ ที่ไปเล่นคอนเสิร์ตกาชาดต่างจังหวัดที่ทำลายทุกสถิติ เหมือนกับว่าคนเคยมา 10,000 เราไปเขาก็มา 20,000 แทบจะทุกที่เลยตอนนั้น จำได้ว่าราบเป็นหน้ากลองเลย”

และเป็นช่วงนั้นเองที่พวกเขาบอกว่าคล้ายตัวเองตกอยู่ในทางสามแพร่งตลอดเวลา

ตอนนั้นลูกโป่งแห่งความสำเร็จได้โดนอัดฉีดเข้าไปจนลอยสูงสุด พร้อมที่จะแตก มันลอยขึ้นสูงที่สุดเลย แล้วสุดท้ายมันก็แตกจริงๆ เพราะพวกเราหลงระเริง” กบเล่าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม “ตอนนั้นชีวิตเราเหมือนรถซิ่ง พุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว พุ่งด้วยความเร็วและแรงมาก พอเจอก้อนหินนิดเดียวก็ทำให้เราพลิกไปเลย ผมเลยเข้าใจน้องๆ ทุกวันนี้ที่ขึ้นมาแรงๆ แล้วเราเห็นท่าทางเขา เหมือนพวกกูตอนนั้นเลย อยากบอกว่า เดี๋ยวก่อนน้อง ใจเย็นน้อง เดี๋ยวลง เดี๋ยวก็สะดุดหินเหมือนกู คือเราผ่านมาแล้ว

สุดท้ายมันก็เป็นอย่างที่เห็น” อ๊อฟพูดถึงเหตุการณ์ในวันวานที่อดีตเพื่อนร่วมวงขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ด้วยข่าวที่สังคมพากันกระหน่ำโจมตีพวกเขาจนแทบไม่เหลือที่ยืนในวงการดนตรี

กบบอกว่า ตอนนั้นพวกเขาคล้ายโดนคำสาปแห่งความสำเร็จเล่นงาน “สุดท้ายเราตั้งสติกันอยู่พอสมควรนะว่าจะเอายังไงดี ตอนนั้นผมคิดในใจแล้วว่า ใครจะฟังเพลงเราวะ เพราะเราโดนด่าทั้งเช้าทั้งเย็นเลยตามสื่อต่างๆ เขียนเพลงอะไรออกไปก็คงโดนด่า เอายังไงกันดี พวกเราถึงขั้นจะยุบวงเลยนะ ผมก็เลยโทรหาพี่ป้าง (นครินทร์ กิ่งศักดิ์) พี่ป้างเป็นที่ปรึกษาของผม พอผมบอกว่าจะยุบวง เขาก็บอกว่า มึงรู้ไหมว่ายังมีคนที่รอฟังเพลงมึงจากเหตุการณ์นี้อยู่ ผมก็เริ่มตั้งสติได้ เราจะทำยังไงกันดี หมูก็บอกว่า ระหว่างนี้ทำห้องซ้อมดีกว่า เราเลยสร้างห้องซ้อมด้วยมือของเราเอง หมูก็ออกแบบ เราก็ทาสีกันเอง แล้วก็จะมาดูข่าวช่อง 3 ด้วยกันทุกวัน ดูเขาด่าเรา

มันคือหินก้อนที่สำคัญมาก โชคดีที่เรายังเกาะกันไว้ด้วยดนตรี เราจะไม่ทิ้งดนตรีไปไหน เราเชื่อคำพูดพี่ป้าง เราก็แปลงคำพูดเหล่านั้นให้เป็นเพลง มันก็กลายมาเป็นเพลง ปลุกใจเสือป่า ในอัลบั้ม begins และเหตุการณ์นั้นก็กลายเป็นเพลง ข้าน้อยสมควรตาย คือเอาวะ กูผิดก็ได้วะ เราก็เอามาทำเป็นเพลง สังเกตว่าอัลบั้มนั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด เต็มไปด้วยการระบาย แต่ระบายอย่างมีเหตุผลและทำให้มันเป็นพลัง แล้วเราก็กลับมาได้ด้วยอัลบั้ม begins

“ชื่ออัลบั้ม begins มีนัยอะไรไหม”

มันคือเรื่องนี้เลย คือการเริ่มต้นใหม่ของพวกเรา เริ่มต้นใหม่ในวิญญาณเดิม” กบตอบก่อนที่โอ๊คจะเล่าต่อ “ถ้าไปดูอาร์ตเวิร์กหน้าปกมันจะมีผีเสื้อ ดักแด้ จากตอนแรกเราเป็นหนอนมา กลายเป็นดักแด้ แล้วจึงเป็นผีเสื้อ เราสื่อสารในอัลบั้มนี้ทั้งในอาร์ตเวิร์กและทุกอย่างเลย คือกูจะเริ่มใหม่ ไม่ยอมแพ้”

ฟังดูฮึกเหิมดีใช่ไหม แต่นั่นเป็นเพียงบททดสอบแรก ก่อนที่เขาจะเจอบททดสอบอีกบทซึ่งเล่นเอาพวกเขาบอบช้ำยิ่งกว่าเดิม

บิ๊กแอส เบิร์ด เจ๋ง บิ๊กแอส

 

เริ่มต้นอีกครั้งและอีกครั้ง

หลังจากอัลบั้ม begins พวกเขามีผลงานอีกหนึ่งอัลบั้มชื่อ LOVE ก่อนที่วงจะเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อพวกเขาตัดสินพักงานและแยกทางกับนักร้องนำซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เริ่มต้นทำวง และแน่นอน นี่เป็นเรื่องเจ็บปวด เป็นบาดแผลของวงมาจนทุกวันนี้

แต่เราก็ต้องเดินต่อไป-อ๊อฟย้ำประโยคนี้ผ่านสื่อเสมอ

หมูร้องไห้ตรงโต๊ะนี้ทุกวัน” โต๊ะนี้ที่อ๊อฟว่าคือโต๊ะที่เรากำลังนั่งคุยกัน

เรานั่งแชร์เรื่องที่เราไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน แชร์ความผิดพลาด แชร์สิ่งต่างๆ พอนั่งคุยกันไปก็เริ่มร้องไห้” หมูเล่าถึงช่วงที่พักงาน ก่อนที่โอ๊คจะเล่าต่อ “ตอนนั้นเราสูญเสียไฟในการเป็นนักดนตรี ก่อนที่จะมีเจ๋ง เราคิดว่าเราไม่อยากไปเล่นดนตรี เราคิดว่าเราเล่นไปวันๆ ไม่มีความตื่นเต้น ไม่อยากออกจากบ้านไปเล่น มันทำลายสิ่งที่เราเคยเป็นมาค่อนข้างเยอะ เราไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นขนาดนี้ได้” ช่วงเวลาที่วงกำลังสูญเสียศรัทธาในสิ่งที่เคยใฝ่ฝันอย่างดนตรีนั่นเองที่ เจ๋ง เริ่มมาคลุกคลีใช้ชีวิตกับวง

เหมือนเจ๋งมากระชากซากศพทั้งสี่คนให้ลุกขึ้นมา ด้วยคำพูดประโยคหนึ่ง” กบเริ่มเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของวง “เราเจอกันตอนนั้นเจ๋งเล่นกลางคืนอยู่ ได้เงินเดือนทั้งเดือนรวมแล้ว 20,000 บาท เราก็ตั้งไว้แล้วว่ามาอยู่กับเรา 3 เดือน เราให้เงินเดือนเจ๋งเท่าเดิม เราก็ควักส่วนตัวกันทุกเดือนคนละ 5,000 เพื่อเอามาเป็นเงินเดือนเจ๋ง แล้วตอนเราไปซ้อมกันครั้งแรก เราก็ซ้อมไป จ้องเจ๋งไป ขอให้ใช่เถอะ เพราะกูผ่านมา 2 – 3 คนแล้วมันไม่ใช่ ขอให้เป็นมึงได้ไหมวะ เราซ้อมตอนบ่าย 2 แล้วเจ๋งเพิ่งตื่นตอน 11 โมง พอร้องไปมันไม่ใช่ ทำไมมันไม่เหมือนที่กูไปดูมึงที่โคราชเลยวะ ทำไมมันเป็นแบบนี้

“เราก็คิดว่าฉิบหายแล้ว พังแล้ว พอพวกเราซ้อมเสร็จอ๊อฟก็ถามเจ๋งว่า พวกเราเป็นยังไงกันบ้าง เจ๋งก็ตอบว่า พวกพี่ก็เป็นบิ๊กแอส แต่พวกพี่มันได้มากกว่านี้ เราก็สบถในใจ มองหน้ากัน แล้วก็รู้สึกว่า เราต่างหากที่ไม่ใช่สำหรับเจ๋ง ผิดที่เราเองเลย เราทำอะไรกันอยู่วะ วันนั้นคือวันที่ผมวางเครื่องดนตรีทั้งหมด คำพูดเจ๋งถูกต้อง เราต้องกลับมารักษาหัวใจกันก่อน เราก็เลยต้องมาหลอมรวมกัน เพราะประโยคนั้นของเจ๋งประโยคเดียวเลยที่กระชากไอ้ 4 คนนี้ขึ้นมา

เบิร์ด ธงไชย Mini Marathon Project

เราก็มาอยู่บ้านหลังนี้แหละครับ มาเจอกันทุกวัน กิจวัตรทุกวันคือเล่นฟิตเนส ทำอาหารเย็นกินกัน คือมาแชร์ชีวิตด้วยกันก่อน วงดนตรีวงหนึ่งมันไม่ใช่แค่มาเล่นดนตรีด้วยกัน แต่มันต้องมาใช้ชีวิตด้วยกัน ก็เลยใช้วิธีนี้ เรื่องเพลงเราคุยกันน้อยมาก แต่เราจะคุยกันว่าแต่ละวันเป็นยังไง ให้เขาเรียนรู้และเปิดไพ่กันให้หมดว่าเรามีอะไรกันบ้าง เราเป็นใครอะไรยังไง ส่วนผมก็ไปเที่ยวทะเลกับเขาเลย เพื่อที่จะได้ดูว่าเขาเป็นยังไง มีคอนเสิร์ตเมืองนอกมาเราก็เฮโลกันไป ให้เขาได้เรียนรู้ด้วยกันว่าวงนี้จะเป็นยังไง แล้ววันหนึ่งจุดเปลี่ยนก็คือ อยู่ดีๆ เราเริ่มเบื่อการทำอาหารกันแล้ว อ๊อฟก็ไปจับกีตาร์ ก็เล่นๆ แจมๆ กันดู แล้วมันก็เป็นเพลงที่เป็นทำนองของเพลง แดนเนรมิต แต่ยังไม่สมบูรณ์นะครับ แล้วมันเหมือนเราดมกลิ่นอะไรบางอย่างแล้วมันสนุก

“ไม่นานเดโม่ทั้ง 5 เพลงก็เสร็จหมดเลย พอเสร็จแล้วทำยังไงต่อล่ะ เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ก็เลยเอาไปคุยกับพี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล) บอกว่าเราจะทำอัลบั้มนี้ แล้วทุกคนก็ทุ่มทุกอย่างให้งานของเรา มันเหมือนการตายแล้วเกิดใหม่ มันเหมือนจะเป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้พิสูจน์ว่าเราจะรอดหรือไม่รอดในวงการนี้ ซึ่งสำหรับเจ๋งเขาคงไม่รู้ว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหนสำหรับคนที่เคยตายมาแล้ว 4 คนนี้”

ฟังจากที่พวกเขาเล่า ผมไม่แปลกใจที่อัลบั้ม THE LION ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกหลังจากเปลี่ยนนักร้องนำ จึงมีความหมายยิ่งใหญ่กับพวกเขา

อัลบั้มนี้จะมีความหมายทุกครั้งหลังผ่านการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ถ้าเรากลับไปเห็นหมูนั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ หรือที่เราทะเลาะเบาะแว้งอะไรกัน อัลบั้มนี้มันจะเปล่งออร่าออกมาเลย แล้วมันก็เป็นหลักไมล์ในชีวิตที่ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมาถึงวันนี้ได้ ถ้านับจากวันที่หลงระเริงกันสุดๆ อัลบั้มนี้มันก็ช่วยเซ็ตระบบอะไรใหม่ในชีวิตพวกเราพอสมควร ค่อนข้างเป็นอัลบั้มตั้งไข่ของบิ๊กแอสในยุคนี้จริงๆ” อ๊อฟพูดด้วยรอยยิ้ม

มันคือจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริง” กบเสริมเพื่อนที่ฝ่าฟันร่วมกันมา

Big Ass

 

เริ่มต้นหลังจากสิ้นสุด

สิ้นสุดคือจุดเริ่มต้น คือชื่อเพลงที่กบเขียนให้นักร้องที่เป็นต้นแบบในวงการของพวกเขาอย่าง เบิร์ด ธงไชย ในโปรเจ็กต์ Mini Marathon

ชื่อเพลงนั้นนอกจากคล้ายเป็นบทสรุปชีวิตของวงบิ๊กแอสแล้ว กบยังบอกว่า เขาแต่งมาจากชีวิตของตัวเองที่ครั้งหนึ่งเคยตัดสินใจสิ้นสุดชีวิตเดิม เพื่อเริ่มชีวิตใหม่

ตอนได้รับโจทย์ว่าต้องแต่งเพลงให้พี่เบิร์ดผมก็มานั่งคิดว่าจะเอายังไงกับไอเดียนี้ดี ก็เลยกลับไปนั่งนึกถึงเพลงเพลงหนึ่งของพี่เบิร์ดที่ทำให้ผมรอดชีวิตมาได้ นั่นคือเพลง เธอผู้ไม่แพ้ อยู่ในชุด ธ.ธง ออกมาเมื่อปี 37 เท่าที่จำได้คร่าวๆ พระเอกเอ็มวีคือพี่เบิร์ดใส่ชุดออฟฟิศ ผูกเน็กไท เหมือนกำลังจะล่มสลายทางการงานอะไรสักอย่าง

ชีวิตผมตอนนั้นทำงานประจำเป็นพนักงานไปรษณีย์ ใส่ชุดเหมือนพี่เบิร์ดเป๊ะเลย อาการที่พี่เบิร์ดกำลังแสดงออกนั่นแหละคืออาการที่ผมกำลังเป็นในชั่วโมงนั้น คือผมเกลียดงานที่ผมทำอยู่มาก ผมอยากเป็นนักดนตรี แต่ผมต้องทำงานนั้นเพื่อหาเลี้ยงชีพ วินาทีที่ผมลาออกจากงานไปรษณีย์มาเพื่อเล่นดนตรี เพลงนี้มันดังก้องอยู่ในช่วงนั้นพอดี

ตอนนั้นผมกลัวอดตาย เพราะงานไปรษณีย์เป็นงานที่มั่นคง แล้วออกมาผมไม่มีอะไรเลย ไม่มีเงินสักบาท ผมก็ใช้เพลง เธอผู้ไม่แพ้ ในการบอกตัวเองว่า เอาวะ กูจะไม่แพ้ ถึงได้บอกว่าเพลงมันสามารถไปแตะหัวใจของคนที่กำลังเผชิญชีวิต เหมือนที่ผมเคยเจอ มันอาจจะช่วยชีวิตใครไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่ามันเตือนสติได้ ผมก็เลยเขียนเพลงนี้ออกมาให้ดีที่สุด พอผมเจอคำว่า ‘หัวใจของเธอแค่ผลัดใบ’ ผมรู้สึกว่าเพลงนี้มันรอดแล้ว ผมรู้สึกจริงๆ ว่าหัวใจคนเรามันแค่ผลัดใบแค่นั้นเอง ใบไม้ที่ปลิวหล่นจากกิ่งมันก็แค่จุดสิ้นสุดหนึ่ง วันหนึ่งมันจะงอกขึ้นมาใหม่

นี่คือจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นในจุดเดียวกัน” กบเล่าทิ้งท้ายคล้ายเขาเห็นความงามของการเริ่มต้นใหม่ไม่ใช่ความกลัวอย่างที่ผมเข้าใจ

Big Ass

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load