มีวงดนตรีไม่มากในไทยที่ยังคงอยู่ได้นานกว่า 25 ปีโดยไม่ถูกกลืนกินเป็นเพียงชื่อในบัญชีโนสตัลเจีย
Big Ass คือหนึ่งในนั้น — และเรื่องราวของพวกเขาบอกว่าการอยู่รอดนั้นไม่ใช่เรื่องของโชค
จากห้องเรียนสตรีวิทยา 2 สู่ค่าย Genie Records

การรวมตัวกันของ Big Ass เริ่มจาก อภิชาติ พรมรักษา (หมู) และ พูนศักดิ์ จตุระบุล (อ๊อฟ) เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนสมัยมัธยมที่โรงเรียนสตรีวิทยา 2 และได้ร่วมกันตั้งวงขึ้นมาแต่ไม่ได้จริงจังนัก จนกระทั่งเรียนจบมัธยมก็ได้แยกย้ายกันไป
อ๊อฟไปเรียนต่อที่วิทยาลัยก่อสร้างดุสิต จึงชักชวน เอกรัตน์ วงศ์ฉลาด (แด๊ก) เพื่อนร่วมโรงเรียนมาร่วมวง ขณะที่หมูเรียนอยู่ที่วิทยาลัยช่างศิลป์ก็ชักชวน เอกรัตน์ รัตนปิณฑะ (ต้น) มาด้วย แต่ทั้งสี่ยังขาดมือกลอง จึงชวน ขจรเดช พรมรักษา (กบ) น้องชายของหมูมาเสริมทีม และกลายมาเป็น Big Ass
วงที่เกิดจากเครือข่ายเพื่อนโรงเรียนและพี่น้องแบบนี้ มักมีทั้งความแข็งแกร่งที่สุดและความเปราะบางที่สุดในคราวเดียวกัน เพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวกับงานดนตรีมันแยกออกจากกันไม่ได้
ก้าวแรกและรางวัลที่ยืนยัน
หลังจากคว้ารางวัลสีสันอวอร์ด สาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม ปี 2541 Big Ass ก็ก้าวเข้าสู่วงการอย่างเป็นทางการ
ปี 2541 คือช่วงเวลาที่วงการเพลงร็อคไทยกำลังเข้มแข็งมาก รางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมในเวทีที่คนในวงการให้ความสำคัญ คือการยืนยันว่า Big Ass ไม่ใช่แค่เสียงดังจากห้องซ้อมชาวบ้าน แต่คือวงที่มีของจริง
ยุคทอง เมื่อชีวิตใช้เรา
ในยุคที่วง Big Ass กลายเป็นวงดนตรีร็อคแถวหน้าของเมืองไทย ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีเพลงดังมากมาย กบบอกว่า “เราไม่ได้ใช้ชีวิตเลยครับ ชีวิตใช้เรา มันเหมือนกับรถที่วิ่งเร็วๆ” หมูเสริม “มันไม่เห็นอะไรข้างทาง”
คำพูดนั้นไม่ได้ฟังดูเป็นการบ่น แต่เป็นการบอกความจริงของคนที่อยู่ท่ามกลางความสำเร็จโดยไม่ทันตั้งตัว ความดังนั้นพยุงพวกเขาไปข้างหน้า แต่ไม่ได้ให้เวลาพักเพื่อตรวจสอบว่าตัวเองกำลังไปทางไหน
เพลงอย่าง “ทางผ่าน” “ก่อนตาย” “ลมเปลี่ยนทิศ” และ “พรหมลิขิต” คือหลักฐานว่าในยุคนั้น Big Ass เขียนเพลงที่คนฟังแล้วรู้สึกว่ามันพูดแทนตัวเองได้
วิกฤต การเปลี่ยนแปลง และการเริ่มต้นใหม่

ทุกวงที่อยู่มานานพอ ต่างผ่านช่วงเวลาที่เกือบจะจบ และ Big Ass ก็เช่นกัน
สมาชิกที่เข้าออก ดราม่าที่เกิดขึ้น และช่วงเวลาที่วงต้องหยุดพักหรือปรับโครงสร้าง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ทำให้พวกเขาเป็นอย่างที่เห็นในวันนี้ วงที่ผ่านมาได้ทุกอย่างมักทำเพลงที่ลึกกว่าวงที่ไม่เคยสะดุด เพราะมันมาจากที่จริง
กบพูดถึงช่วงเวลานั้นว่า “เราไม่ได้ขับชีวิตด้วยเราเองน่ะ”
สิ้นสุดคือจุดเริ่มต้น เพลงให้เบิร์ด ธงไชย
ในโปรเจกต์ Mini Marathon ที่รวมศิลปินหลากหลายมาแต่งเพลงให้กัน กบ ขจรเดช ได้รับโจทย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือแต่งเพลงให้ เบิร์ด ธงไชย นักร้องที่เขาบอกว่าคือต้นแบบ
กบบอกว่า “ตอนได้รับโจทย์ว่าต้องแต่งเพลงให้พี่เบิร์ด ผมก็มานั่งคิดว่าจะเอายังไงกับไอเดียนี้ดี ก็เลยกลับไปนั่งนึกถึงเพลงเพลงหนึ่งของพี่เบิร์ดที่ทำให้ผมรอดชีวิตมาได้ นั่นคือเพลง เธอผู้ไม่แพ้”
ชื่อเพลงที่กบเขียนให้เบิร์ดคือ “สิ้นสุดคือจุดเริ่มต้น” ซึ่งนอกจากจะคล้ายเป็นบทสรุปชีวิตของวง Big Ass แล้ว กบยังบอกว่าแต่งมาจากชีวิตของตัวเองที่ครั้งหนึ่งเคยตัดสินใจสิ้นสุดชีวิตเดิมเพื่อเริ่มชีวิตใหม่
ชื่อเพลงนั้นสรุปทุกอย่างที่ Big Ass เคยเป็นและเป็นอยู่ได้ในสี่คำ ทุกครั้งที่สิ้นสุด มันพิสูจน์ว่าไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเปลี่ยน
25 ปี สิ่งที่ทำให้วงยังอยู่
สิ่งที่ทำให้ Big Ass ยังอยู่ได้ในโลกที่วงดนตรีส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยไม่ถึงสิบปีคืออะไร?
คำตอบน่าจะไม่ใช่เรื่องของโชคหรือกระแส แต่คือการที่พวกเขายังทำเพลงที่มาจากประสบการณ์ของตัวเองจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความผิดพลาด หรือช่วงเวลาที่มืดที่สุด ทุกอย่างกลายมาเป็นเนื้อเพลงที่คนฟังแล้วรู้ว่ามันจริง
Begin Again (And Again) ไม่ใช่แค่ชื่อเซสชั่น แต่คือปรัชญาที่ Big Ass ดำรงตามมาตลอดกว่า 25 ปี ล้มแล้วลุก เริ่มต้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงวันนี้
