ดีโมครีตัส นักปราชญ์ชาวกรีก กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างประกอบขึ้นมาจากอนุภาคที่เล็กมากๆ อยู่และรวมตัวกันด้วยวิธีการต่างๆ โดยที่อนุภาคนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแตกแยกเป็นชิ้นส่วนใดๆ ที่เล็กกว่านี้ได้อีก ดีโมครีตัสเรียกชื่อมันว่า อะตอม

ก่อนที่คุณจะสงสัยว่านี่ใช่ ‘วิกิพีเดีย’ หรือเปล่า เราขอให้ข้อมูลเรื่องทฤษฎีอะตอมอีกสักเรื่อง

ประโยชน์จากการรู้จักโครงสร้างอะตอม ทำให้เราสามารถศึกษากาแล็กซี ดวงดาว และดาวเคราะห์ต่างๆ โดยพิจารณาจากสเปกตรัมของดวงดาว

เหตุผลที่เรานัดหมายกับ อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม ไม่ใช่เรื่องการค้นพบข้อทฤษฎีตำราทางวิทยาศาสตร์นี้ แต่ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือจงใจ เพราะเพลงใหม่ที่เขาร่วมเป็น 1 ใน 8 ศิลปินที่มาร่วมในโปรเจกต์พิเศษ Mini Marathon Project ของพี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ นั้นเล่าถึงระยะทางอนันต์ในช่วงจักรวาลพอดิบพอดี

ก่อนจะใช้สิทธิ์หน้าที่ในทางมิชอบ แอบฟังเพลงหวานๆ นี้ก่อนใคร

การถ่ายทอดความรู้สึกของพี่เบิร์ด จากคำร้องและทำนองของนักร้องรุ่นน้องคนนี้ ทำให้เราเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่าใครหลายคนจะได้รับพลังงานชั้นดีในแบบที่เขาทั้งคู่ถ่ายทอดและส่งต่อถึงแฟนเพลงเสมอมา

นอกจากเรื่องการทำงานกับพี่เบิร์ดในโปรเจกต์พิเศษ เราชวน อะตอม ชนกันต์ สนทนาถึงเส้นทางการตามหาความฝัน ตัวอย่างของคนที่ใช้พรสววรรค์ที่มีอย่างถูกทาง

พร้อมแล้ว ขอเชิญคุณเข้าห้องทดลองและสังเกตธรรมชาติ ปรากฏการณ์ที่อิเล็กตรอนในวงโคจรของอะตอมที่วิ่งมาชนกัน

อะตอม ชนกันต์

นักบินอวกาศฝึกหัด

ก่อนจะมาเป็นนักร้องหนุ่มในสไตล์แจ๊ส โซล อาร์แอนด์บี แบบนี้ อะตอมในวัยอนุบาลรักการร้องลูกทุ่งมาก่อน เพราะมีแม่ที่ชอบ พุ่มพวง ดวงจันทร์ มาก ก่อนจะเริ่มหัดเล่นกีตาร์ในสมัยประถม ลองแต่งเพลงจากความเจ้าบทเจ้ากลอนของตัวเองในสมัยมัธยมต้น ลองทำเดโม่และยื่นสมัครเข้าค่ายเพลงในช่วงมัธยมปลาย

แต่นี่คือชีวิตจริงไม่อิงละครช่องสถานีไหนๆ การยื่นเดโม่เทปครั้งที่ 1 ไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ให้ผลตามความคิดฝัน เส้นทางสายดนตรีของเขา เริ่มต้นและออกเดินทางเหมือนใครหลายคนที่หลงใหลในเสียงเพลง

ในขณะที่ทุกคนก็รู้ว่าอะตอมเป็นนักเรียนกฎหมายจากโรงเรียนกฎหมายมีชื่อของประเทศ ที่ตัดสินใจเดินตามเส้นทางของครอบครัว โชคดีที่อะตอมไม่ได้ตัดสินใจเป็นนักกฎหมาย ทนาย หรืออัยการ ไปเสียก่อน เราจึงได้ฟังเพลงภาษาสวยๆ เนื้อหากินใจ ในแนวเพลงแปลกใหม่ อย่างที่เป็นอยู่

แต่ก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดี ว่าการทำเพลงในแบบของอะตอมนั้น ใช้หลักการหรือแนวคิดทางนิติศาสตร์ที่เรียนมาอย่างไรบ้าง

“ช่วยเรื่องการเขียนเนื้อเพลงนะ” อะตอมรีบตอบคำถาม แน่ล่ะ เชื่อแล้วก็ได้ว่าเรียนมา

“เวลาสอบ ไม่ว่าจะเป็นวิชาอะไรก็ตามของกฎหมาย แน่นอนว่าไม่มีตัวเลือกคำตอบให้เขียนตอบสั้นๆ ในโจทย์ 5 ข้อนั้นกำหนดให้เขียนบรรยายคำตอบข้อละ 4 – 5 หน้า เขียนให้เหตุและผลสนับสนุนข้อกฎหมายนั้นๆ ผมจึงเชี่ยวชาญเรื่องเรียงความเหมือนนักศึกษากฎหมายทุกคน การเขียนและการใช้คำให้เหตุผลมากว่าศาสตร์สายอื่น ยิ่งผมเป็นคนชอบภาษา ชอบบทกลอน เมื่อประกอบกันจึงมีผลต่อการเขียนเพลง ลำดับความคิดให้เหตุผลและตรรกะของเพลง เน้นให้ประเด็นหลักของเนื้อเพลงชัดขึ้น” ได้ยินแบบนี้ เราก็ไม่แปลกใจว่าทำไมเพลงของนักร้องหนุ่มถึงออกมาตรงหัวใจเสมอ

ไม่ต้องถึงมือผู้พิพากษาก็ได้ แค่นี้ก็ยอมความแล้วทุกสิ่ง

อะตอม ชนกันต์ อะตอม ชนกันต์

สภาวะไร้น้ำหนัก

หลังจากส่งเดโม่เทปและเข้าสู่การเตรียมตัวเป็นศิลปิน บททดสอบแรกก็มาถึง

น้อยคนจะรู้ว่า กว่าที่เพลงแรกในชีวิตของเขาจะพาเขามาถึงทุกวันนี้ อะตอมต้องผ่านกระบวนการอดทนรอแบบที่ศิลปินฝึกหัดทุกคนล้วนต้องเจอ

เราถามอะตอมว่า เขามีวิธีบอกตัวเองอย่างไร ไม่ให้ถอดใจกลับไปเป็นทนายอาชีพเสียก่อน

“เรารอนานแค่ไหนก็ได้ มีจุดของการเปลี่ยนที่เราต้องการ จุดที่ถ้าผ่านจุดนี้แล้วไม่รอดเราจะยอมแพ้ ซึ่งก็คือ การที่เพลงของเราไปถึงคนฟังแล้วคนฟังไม่ชอบ ตอนนั้นแหละเราจะยอมถอดใจ แต่ช่วงเวลาที่รออยู่นั้นเพลงเรายังไม่ออกมาเลย เราก็เลยรู้สึกว่าถ้าไม่ลองให้รู้ตอนนี้เราคงเสียใจไปตลอดชีวิต” อะตอมบอกว่า เขาให้เครดิตความดื้อของตัวเอง

และในที่สุดเขาก็พบคำตอบว่าเขารอเพื่ออะไร อะตอมบอกว่า เขารอเพื่อคุยกับตัวเองให้รู้เรื่อง รอเพื่อเจอคนที่เข้าใจ คนที่ใช่ จนได้เจอทีมโปรดิวเซอร์ (กันต์ รุจิณรงค์ และ กวิน อินทวงษ์) เจอคุณอาร์ม (รัฐการ น้อยประสิทธิ์) และนั่นก็ทำให้เขามีความพร้อมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

“จุดที่ใช่ จุดที่คลิกกัน คือจุดเหตุการณ์หรือความรู้สึกแบบไหน” เราถาม

“เหมือนเจอผู้หญิงเลย บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่มันคือเคมี มันคือความคุยกันรู้เรื่อง ความเข้าใจ ความไม่พยายามเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายหนึ่ง” อะตอมตอบ ก่อนเล่าความประทับใจช่วงที่ใช้เวลาอยู่ร่วมกับทีมงานทุกคนซึ่งล้วนทำงานเบื้องหลังให้กับ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ และวง Groove Riders จึงทำให้อะตอมมีโอกาสร่วมทัวร์คอนเสิร์ตเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมาย

“ในเรื่องการทำงาน เราพบว่าเราชอบอะไรเหมือนๆ กัน เป็นเรื่องที่ทำให้คุยกันรู้เรื่อง เราชอบแนวดนตรีคล้ายกัน ชอบ Blues, Soul, Jazz ชอบดนตรีคนผิวสี อีกเรื่องคือประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทีมให้คำแนะนำกับผมเสมอ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเชื่อในตัวเรา ไม่ว่าใครก็ตามล้วนต้องการอยู่กับคนที่เชื่อในตัวเราทั้งนั้น กับทีมนี้ผมได้ลองทำ ได้รับโอกาส มีงานเป็นชิ้นเป็นอัน ให้เวลาและพลังของเขาแก่เราอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาตัวเองขึ้นมาในฐานะศิลปิน” อะตอมตอบ และเป็นเราที่แอบยิ้มให้กับคำตอบเหล่านั้น ดีใจที่ใครบางคนเจอกับใครที่เหมาะและสมกัน และเราในฐานะคนฟังเพลงผู้ชื่นชอบดนตรีในแนว Blues, Soul, Jazz เหมือนกันจึงได้มีโอกาสฟังเพลงดีๆ จากศิลปินกลุ่มนี้

อะตอม ชนกันต์ เบิร์ด ธงไชย

สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น

เรื่องหนึ่งที่ต้องขอสารภาพตอนนี้อย่างเสียไม่ได้คือ เพลงของอะตอมมักจะมีพระเอกมิวสิกวิดีโอที่เก่งกาจเรื่องการดึงความสนใจ โชคดีที่จิตใจเราแข็งแกร่งพอประมาณ ไม่เสียสมาธิ จึงสัมผัสเนื้อความอันชอกช้ำที่ซ่อนอยู่ในบทเพลงได้เต็มที่

อะไรทำให้เนื้อเพลงของอะตอมหม่นหมองอย่างแตกต่าง

ในกระบวนการคิดและเขียนเพลงที่ดี อะตอมเล่าสั้นๆ ว่า นักเขียนเพลงที่ดีจะเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องภาษาเยอะๆ เพราะภาษาไทยละเอียดอ่อนมากเมื่อเทียบกับภาษาอังกฤษ มีวรรณยุกต์ สัมผัส และการให้ความหมายของคำ

“คำแนะนำแรกๆ ที่พอจะให้ได้คือเรื่องของภาษา ลำดับต่อมาคือการฟังเพลง สำคัญมากๆ เป็นครูที่เราสามารถหาได้ทุกที่ ยิ่งสมัยนี้ยิ่งสบาย ก็อยู่ที่เราว่าจะขวนขวายขนาดไหน แต่ถ้าถามลักษณะเฉพาะของนักแต่งเพลงที่ดีเลยจริงๆ ข้อนี้ไม่รู้เลย ผมก็ไม่แน่ใจว่าคนอื่นเป็นอย่างไรบ้าง เขาอาจจะเป็นคนที่ละเอียดอ่อนกว่าคนปกติประมาณหนึ่ง” อะตอมตอบ ก่อนจะเสริมว่าความอ่อนไหวก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะหากไม่มีความรู้สึกต่อสิ่งใดง่ายๆ ก็คงเขียนอะไรไม่ได้

หนึ่งในเรื่องตลกร้ายที่แสนจริงก็คือ เมื่อโตขึ้นความอ่อนไหวที่เคยมีจะยิ่งหายไป ดังนั้นจึงอย่าแปลกใจ หากช่วงนี้เราจะได้ฟังเพลงใหม่จากอะตอมรัวๆ

สิ่งสำคัญต่อมาก็คือทำนอง เมโลดี้แปลกหูที่ถูกใจคนฟังเพลงเกิดจากรสนิยมการเลือกใส่แนวเพลงเท่ๆ แบบที่อะตอมและทีมโปรดิวเซอร์คู่ใจชอบ ผสมลงไปในความเป็นเพลงป๊อปฟังง่าย ละลายกำแพงระหว่างดนตรีในกระแสและนอกกระแส

และถ้าคุณเป็นแฟนตัวจริงของอะตอม คุณจะพบพรสวรรค์ข้อนี้

เรื่องเล่าและการเล่าเรื่อง อะตอมบอกว่า เขารักและผูกพันกับทุกเพลงที่แต่ง เพราะเรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงกับตัวเขา

“ทุกครั้งที่อ่านเนื้อเพลงหรือทุกครั้งที่ได้ยิน ภาพจริงที่เกิดขึ้นก็วนอยู่ในนั้น” คำตอบของเขาทำให้เราเลี่ยงที่จะสบตาตรงๆ

แม้เรื่องราวในเนื้อเพลงจะเคยเกิดขึ้นจริงกับอะตอม เป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ แต่แปลกดีที่เพลงของเขาก็วิ่งเข้าไปหาใจของคนฟังอย่างเราๆ ด้วย

อะตอม ชนกันต์ เบิร์ด ธงไชย

“ผมคิดว่ามันจริงใจดีนะที่เราได้แบ่งปันเรื่องของเราเข้าไปในเพลงจริงๆ แล้วคนฟังก็ตอบรับกลับมาด้วย เป็นความสัมพันธ์อีกรูปแบบที่เราเพิ่งได้สัมผัสเมื่อเป็นนักร้อง เวลาไปร้องสดแล้วคนดูร้องกลับมา เช่น เสียงตะโกนร้องที่ฟังดูแค้นใครเมื่อเพลง อ้าว ดังขึ้น หรือเต็มไปด้วยเสียงความสะใจ ผมว่าคนจะอินเพลงนี้ก็ยังรักคนที่มาง้ออยู่แหละ เป็นประสบการณ์ที่ใครก็คงเคยเจอ ความรู้สึกของการทำให้เป็นของตาย แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ทำใจได้แล้วเขาดันกลับมา” อะตอมเล่าความรู้สึกและบรรยากาศที่เขารอพบเจอทุกครั้งเมื่อแสดงสด

โดยสรุปแล้ว นักร้องทุกคนล้วนมีคาแรกเตอร์ในการถ่ายทอดเพลงแตกต่างกันไป และสำหรับเขาที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้ เขาบอกว่า เขาเป็นคนเล่าเรื่องและเรื่องก็เป็นของเขาอีก จึงเป็นธรรมดาที่จะรู้สึกอินไปใหญ่

“ผมรู้สึกว่าจุดร่วมของนักเขียนเพลงที่ดีเขาจะมีปมอะไรบางอย่าง ความเจ็บปวดหรืออะไรในชีวิต ความรู้สึกอ่อนไหวกับบางเรื่อง แล้วบรรยายมันออกมา แม้แต่เพลงรักก็ตาม ถ้าคุณจิตใจแข็งแรงไม่แคร์ใคร ใครจะมารักคุณ คุณก็ไม่สน มันก็คงเขียนเพลงรักออกมาไม่ได้”

เดาไม่ยาก ว่าเรื่องที่จะทำให้เขาอ่อนไหวที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องความรัก

อะตอมหัวเราะรับแทนคำตอบ

“เรื่องความรักของผม จริงๆ มันก็ไม่ได้บ่อยกว่าคนรุ่นเดียวกันเท่าไหร่หรอก เพียงแค่รู้สึกว่ามันหนักและเราเองก็เป็นคนละเอียดอ่อนในการจับความรู้สึกเหล่านี้มาเขียนเป็นเพลง หรือการคิดถึงมันซ้ำๆ และถ่ายทอดมันออกมาเราค่อนข้างจะทำได้เยอะ เรื่องเรื่องเดียว โอเค มาเป็นถาด (หัวเราะ) มีเพลงอีกเยอะที่ก็ยังเก็บไว้เพราะคิดว่ายังดีไม่พอ อยู่ระหว่างพัฒนาให้เสร็จ แต่ 3 – 4 เพลงแรกที่ทุกคนได้ยินมันค่อนข้างจะสดมากๆ เขียนขึ้นมาในเวลาสั้นๆ อย่างเพลง PLEASE ผมใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง แล้วไม่แก้เนื้อร้องอีกเลย”

“ถ้างั้นเราก็ต้องอวยพรให้อะตอมผิดหวังในความรักอีกบ่อยๆ จะได้มีเพลงดีๆ ฟังอีก” ทีมงานที่อยู่ร่วมวงสนทนานี้ด้วยกันร้องสรุปสิ่งที่ฟังเมื่อสักครู่ ก่อนที่อะตอมจะทิ้งท้ายเรื่องความเศร้าและสวยงามในความสัมพันธ์ว่า

“ผมคิดว่าที่มันแย่และเจ็บปวดเพราะมันเคยมีช่วงเวลาที่ดีมากๆ ด้วยกัน แล้วมันก็ต้องหยุด ต้องแยกกันไป และเราก็ไปนึกถึงช่วงเวลาที่ดีนี่แหละ ไม่งั้นก็คงไม่เศร้าหรอก”

ฟังแล้วก็อยากลอยตัวไปให้ไกล สู่ความเวิ้งว้างแล้วเคว้งคว้างให้ไกลโพ้น

ใช่ ถ้าไม่มีความสุขมาก่อน มันก็คงไม่มีความเศร้าให้คิดถึง

กอบกู้จักรวาลและกาแล็กซี่

อะตอม ชนกันต์ เบิร์ด ธงไชย

ตั้งแต่จำความได้ เด็กชายอะตอมรู้จักและจดจำพี่เบิร์ดผ่านทุกสื่อบันเทิงในบ้านเรา โทรทัศน์ หนัง ละคร เทปเพลง

“แม่ยังเคยเล่าให้ฟังว่า ผมเต้นเพลง พริกขี้หนู ในงานโรงเรียนสมัยอนุบาล แม้จะจำเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้ แต่รู้เสมอว่าเพลงพี่เบิร์ดอยู่กับเรามาตลอด เรารู้ว่าพี่เบิร์ดเป็น superstar แต่เราก็เด็กเกินไปที่จะเข้าใจความหมายของคำนี้ ไม่รู้ความยากลำบากหรือเรื่องการวางตัวสำหรับการเป็นขวัญใจมหาชนของคนทุกเพศทุกวัย”

ในช่วงที่โตขึ้นและมีโอกาสทำงานในสายดนตรี เมื่ออะตอมย้อนกลับไปฟังเนื้อหาของเพลงพี่เบิร์ดอีกที เขาก็รู้สึกทึ่งระคนกับความตื่นเต้นที่พี่เบิร์ดได้ร่วมงานกับนักแต่งเพลงเก่งๆ มาโดยตลอด และยิ่งเป็นพี่เบิร์ดที่ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านคำร้องเหล่านั้นออกมา ทุกอย่างก็ลงตัวไปหมด

ไม่แปลกใจว่าทำไมใครต่อใครถึงรักเพลงพี่เบิร์ดและร้องตามได้เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเท่าไหร่

“เรารู้สึกว่าคงไม่มีพี่เบิร์ดคนที่ 2 ไม่มีอีกแล้วยุคที่ใครจะขึ้นมาเป็น superstar แบบนี้ได้อีก ด้วยพลัง ด้วยความคิด และความตั้งใจ ของคนในยุคนั้น เด็กรุ่นใหม่อย่างเราไม่มีทางทำได้แบบนั้น ความทุ่มเท่ ยอมสละชีวิตส่วนตัว และความสะดวกสบายบางอย่าง เพื่ออยู่กับแฟนเพลง เพื่ออยู่ตรงนี้ เพื่อทำงานของตัวเองให้ดี แบบที่พี่เบิร์ดเป็น ถ้าถามเราว่า เรายอมแลกสิ่งที่ต้องเสียไปเหมือนพี่เบิร์ดได้ไหม ตอบได้เลยว่า ทำไม่ได้จริงๆ พี่เบิร์ดเป็นคนสุดท้ายในความทรงจำของเราที่จะขึ้นไปอยู่จุดนั้นได้” อะตอมตอบ ก่อนที่เราจะถามเขาถึงเพลงพี่เบิร์ดที่เขาชอบที่สุด

เบิร์ด ธงไชย

“ผมชอบเพลง ขอบใจจริงๆ ได้ยินมานานแล้ว แต่ตอนเด็กเราไม่เข้าใจว่าขอบใจจริงๆ ขอบใจอะไร”

เราไม่จำเป็นต้องถามว่า อะตอมชอบเพลงนี้มากแค่ไหน หรืออะตอมในวันนี้รู้แน่ชัดแล้วใช่ไหมว่าพี่เบิร์ดขอบใจอะไร แต่โปรดติดตามเพลงลำดับต่อไปจากเขา ที่หยิบเนื้อเพลง ขอบใจจริงๆ ในท่อน ‘ฉันเจ็บครั้งนี้ ฉันมีเธอเป็นดั่งครู’ มาเป็นแรงบันดาลใจ

เพื่ออรรถรส เราจะเปิดเผยเนื้อความประมาณหนึ่งให้คุณได้เตรียมตัวก่อนใคร

จาก ‘ฉันเจ็บครั้งนี้ ฉันมีเธอเป็นดั่งครู’ สู่ถ้อยคำทักทายคุณครูในวันที่บังเอิญพบหน้า กับเนื้อหาประมาณว่า Good morning teacher. How are you today? และต่อด้วย I’m fine. I’m ok, better than yesterday แล้วนะ เป็นอย่างไรล่ะ ได้ยินแค่นั้นเราก็อยากให้เขาปล่อยเพลงนี้ออกมาในเร็ววัน

สำหรับโปรเจ็กต์นี้ อะตอมได้รับโจทย์ระยะทางวิ่งมาราธอนในช่วงแห่งการยืนยันที่จะไปต่อ แม้จะยากลำบาก ผ่านเพลงเนื้อหาน่ารักที่ชื่อว่า กว่าจักรวาล พูดถึงการยอมลำบากเพื่อคนที่รัก เพราะขอเพียงมีเธอรออยู่ ต่อให้ไกลแค่ไหนก็จะไปให้ถึง โดยมีแรงบันดาลใจจากเรื่องราวสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่พ่อและแม่จะขับรถจากบ้านที่ศาลายา นครปฐม มาเยี่ยมที่หอพักใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต ปทุมธานี ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ แม้อะตอมจะบอกให้ท่านทั้งสองไม่ต้องมาหาบ้างในบางสัปดาห์เพราะกลัวจะเหนื่อยเกินไป คำตอบจากพ่อและแม่ก็ทำให้เขาปฏิเสธไม่ลง คำที่บอกว่า เขาจะเข้าใจความรู้สึกนี้ในวันที่มีลูก ความไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือลำบากในระยะทางหากเพียงได้มาเห็นหน้า

เหตุผลที่เพลงนี้มีเนื้อหาสดใสและเต็มไปด้วยความสุขสมหวังกว่าที่เคย นักร้องหนุ่มผู้สารภาพว่ารักใคร่ในเพลงที่มีเนื้อหาเจ็บปวด รีบเฉลยว่า เขาแต่งเพลงนี้พร้อมอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้จะร้องเองหรือคิดว่าจะให้ใครร้อง จนวันเข้าร่วมประชุมโปรเจ็กต์นี้ พี่เบิร์ด ทีมงาน และศิลปินท่านอื่นๆ ต่างก็เห็นตรงกันว่าเพลงนี้น่าจะเหมาะสม เพราะเนื้อหาค่อนข้าง positive

อะตอม ชนกันต์ เบิร์ด ธงไชย

ก่อนที่อะตอมจะเล่าอย่างติดตลกว่าเขาถ่ายทอดความคิดเชิงบวกเหล่านี้ไม่อยู่ เมื่อเทียบกับพี่เบิร์ดผู้ผ่านมาหมดแล้วทั้งเพลงเศร้า เพลงสดใส เพลงให้กำลังใจคน

“เราทึ่งในความสามารถของพี่เบิร์ด 8 ศิลปิน 8 สไตล์ พี่เบิร์ดเป็นได้ทุกอย่างจริงๆ จุดสำคัญที่ประทับใจมากๆ คือพี่เบิร์ดไม่มีกำแพง ไม่เคยตั้งกำแพงในการทำงานของตัวเองหรือเมื่อต้องร่วมงานกับใคร สัมผัสพลังเหลือล้นและความพร้อมที่จะเปิดใจลองทุกอย่าง ผมไม่เคยได้ยินคำว่าทำไม่ได้จากพี่เบิร์ดเลย ได้ยินแต่คำว่าลองดูๆ ซ้ำๆ แบบนั้น เป็นพลังที่ดีที่ทุกคนที่อยู่รอบตัวพี่เบิร์ดได้รับร่วมกัน” อะตอมเล่าความรู้สึกที่ได้รับจากการทำงานร่วมกับพี่เบิร์ดในโปรเจ็กต์นี้

จากเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่หมั่นจดตำราและทบทวนตัวเอง ผ่านการสังเกตพี่เบิร์ดอยู่ห่างๆ ในวันที่ได้รับโอกาสทำงานร่วมกัน ส่วนผสมที่ลงตัว ทั้งจากเนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและถ้อยคำกินใจในแบบอะตอม รวมกับพลังความสดใสของพี่เบิร์ดที่ดึงพลังที่ดีให้ออกมาจากเพลงแบบที่พี่เบิร์ดทำอยู่เสมอ ส่งให้เพลงนี้เข้าไปอยู่ในใจของทุกคนได้ไม่ยาก

ราวกับจะบอกว่า จักรวาลของคุณจะกว้างเท่าไหร่ไม่สำคัญ ในวันที่คุณตัดสินใจจะไปแล้ว ลองมองหาเหตุผลที่ทำให้เราอยู่ตรงนี้

ต่อให้นานเพียงไหน ต่อให้ไกลกว่านั้น ฉันจะไปให้ถึงสักวัน เมื่อรักที่เธอให้ฉันยิ่งใหญ่กว่าจักรวาล

อะตอม ชนกันต์

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

42.195 คือระยะของการวิ่งมาราธอน

ด้วยความที่เป็นการวิ่งระยะไกล มีทั้งช่วงเวลาที่ต้องอาศัยทั้งแรงบันดาลใจและใจบันดาลแรงในการพาตัวเองไปจนถึงเส้นชัย มีทั้งช่วงเวลาที่ใจฮึกเหิมและห่อเหี่ยวสลับกันไป จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครหลายคนจะเปรียบเปรยชีวิตว่าคล้ายการวิ่งมาราธอน

ธงไชย แมคอินไตย์ หรือพี่เบิร์ดของแฟนๆ บอกผมว่า ชีวิตในวงการเพลงของเขาคล้ายการวิ่งมาราธอน

เรื่องระยะทางคงไม่มีใครสงสัย ตั้งแต่วันแรกที่ออกอัลบั้ม หาดทราย สายลม สองเรา จนถึงวันนี้ พี่เบิร์ดอยู่ในวงการเพลงมาแล้วกว่า 30 ปี หลายคนยกให้เขาเป็นซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของประเทศ แต่เขาก็ไม่เคยยกตัวนิยามตนเองว่าอย่างนั้น

เบิร์ด

ล่าสุดผมรู้ว่าซูเปอร์สตาร์ผู้นี้กำลังซุ่มทำโปรเจกต์ใหม่ล่าสุดที่ชื่อ ‘Bird Marathon Project’ ซึ่งเป็นเหมือนหมุดหมายสำคัญหนึ่งบนเส้นทางยาวไกล โดยได้ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ซึ่งล้วนแล้วแต่เติบโตมากับผลงานเพลงของเขามาร่วมงานกันในโปรเจกต์นี้ และเมื่อลองไล่สายตาดูรายชื่อศิลปินทั้งหมด ยอมรับว่าลึกๆ ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์และตื่นเต้นไม่น้อย

ความพิเศษหนึ่งของ Bird Marathon Project คือ การเปิดโอกาสให้ศิลปินที่ว่ามาทำเพลงในแบบฉบับตัวเองโดยไม่ต้องสนใจว่าคนร้องคือ ธงไชย แมคอินไตย์

UrboyTJ, LABANOON, POLYCAT, แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข, อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม, BOOM BOOM CASH, Getsunova และ BIG ASS คือรายชื่อศิลปินที่ว่า ยังไม่นับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่รับหน้าที่มาถ่ายทำภาพยนตร์สั้นประกอบผลงานเพลงในโปรเจกต์นี้

แน่นอนว่าแค่ฟังคอนเซปต์ก็รู้ว่าไม่ใช่งานง่ายของพี่เบิร์ด

พูนศักดิ์ จตุระบุล หรือ อ๊อฟ BIG ASS ซึ่งเป็น Executive Producer ควบคุมภาคดนตรีของโปรเจกต์นี้บอกกับผมหลังจากวันที่เข้าห้องอัดครั้งแรกว่า เขารู้สึกผิดอย่างรุนแรงระหว่างทางกลับบ้าน ที่ปล่อยให้พี่เบิร์ดร้องเพลงในห้องอัดวนไปร้อยกว่ารอบ

ลืมไปว่าพี่เบิร์ดอายุใกล้จะ 60 แล้ว-มือกีตาร์วงบิ๊กแอสว่าอย่างนั้น

ไม่ใช่แค่มือกีตาร์ผู้นี้หรอกที่ลืมอายุของนักร้องผู้นี้ เมื่อได้นั่งคุยกันในช่วงเช้าวันหนึ่ง ด้วยพลังงานของพี่เบิร์ดที่ส่งออกมาให้คนรอบข้าง ผมเองก็ลืมไปเช่นกันว่าผู้ที่กำลังสนทนาด้วยคือคนที่กำลังจะย่างเข้าสู่วัยเกษียณในปีหน้า

บนเส้นทางยาวไกล อะไรทำให้พี่เบิร์ดยังคงอยู่บนเส้นทางนี้ อะไรทำให้เขาเลือกที่จะลุกขึ้นมาทำโปรเจกต์แสนท้าทายที่ไม่รู้ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร และเบิร์ด ธงไชย ของทุกคนในวันนี้ยังคิดฝันสิ่งใด ลองมานั่งให้เขาเล่าสู่กันฟัง ธงไชย แมคอินไตย์

คนมักจะทึ่งที่พี่เบิร์ดอายุจะ 60 แล้วยังเหมือนคนหนุ่ม ทั้งการกระทำและรูปลักษณ์ภายนอก พี่เบิร์ดย้อนมองตัวเองแล้วรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อมั้ย

บางครั้ง อย่างที่เมื่อกี้เพิ่งให้สัมภาษณ์ เต๋อ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) มา พี่เดินมาแล้วก็นึกว่า เออ การพูดการจาของพี่มันเฟรชมากจนเราลืมอายุ ทำไมเราพูดได้ไม่หยุด ทำไมมันลื่นไหลขนาดนี้ เราต้องชมตัวเองบ้าง เพราะบางทีพี่ก็เครียดกับตัวเองเกินไปว่า อันนี้กินไม่ได้ อันนี้อ้วน แต่ว่าเบิร์ดจะ 60 ได้แค่นี้ก็บุญแล้ว (หัวเราะ) บางทีเราก็บอกตัวเองแบบนี้ บอกเขาบ้าง ผ่อนหน่อย แก่บ้างก็ได้นะเบิร์ด แต่มันก็ไม่ดีนะ

มันจะมีกระแสสังคมหรือว่าคนที่พูดใส่พี่ว่า ‘อายุเยอะแล้วนะพี่เบิร์ด เพลาๆ ลงบ้าง’ แต่พอเขาเห็นหน้า เห็นตา เห็นอาการ แล้วเขาลืมเลยไง เมื่อก่อนพี่ก็คิดนะว่า 50 ก็คงจะงั่ก แต่นี่จะ 60 แล้วเมื่อวานพี่ยังซ้อมเต้นอยู่ เรียน 3 ชั่วโมง ไม่หยุด ซ้อมจนครูฝึกพี่ไม่ไหว

 

คนภายนอกมองว่าพี่เบิร์ดไม่เปลี่ยนไปเลย แล้วพี่เบิร์ดมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรของตัวเองบ้าง

ใจ เราต้องดูแลเขาอย่างดีมากขึ้น ดูแลใจให้ไม่ถูกความห่วงของคนมาดึงเอาโฟกัสของเราไป พี่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม พี่มีประสบการณ์มากขึ้น แต่ทุกอย่างมันย้อนกลับไป หน้าพี่เด็กลง หุ่นพี่แข็งแรง กล้ามเนื้อบึกขึ้น เรารู้โนว์ฮาวในการดูแลตรงนี้ ในการที่จะเป็นธงไชยต่อไป ที่จะยืนตรงนี้ต่อไป ฉะนั้นมันดีเหลือเกินกับการที่อายุเยอะขึ้น

 

มันฝืนธรรมชาติไหม

ใช่

 

ทำไมถึงไม่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ

ไม่ ปล่อยไม่ได้ เพราะว่าเรารักตรงนี้ไง เราจะอยู่ตรงนี้ เราเลือกให้เขาได้ เลือกให้เขาเป็น เลือกให้เขาอยู่ เลือกให้เขากิน เบิร์นขนาดนี้กินอะไรได้แค่ไหน พี่จะคูณออกมาเลยว่า พี่จะกินกี่มื้อ กินหมูได้กี่มื้อ แต่เหล่านี้มันเป็นเรื่องที่สนุกนะ ถ้าเราทำได้เราจะชนะ เราจะสนุก เราจะเอนจอย ความเอนจอยเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทอง คนเราเอนจอยขึ้นมาอะไรก็ทำได้ แต่ถ้าเบื่อขึ้นมานี่ซวย

เบิร์ด

ซึ่งมันยากนะ การรักษาความเอนจอยให้อยู่มาตลอดหลายสิบปี

ถูก ถ้าพี่ไม่ต้องทำงานพี่ไม่เคยกินยานอนหลับ แต่ถ้าเป็นช่วงที่พี่ทำงานพี่นอนไม่หลับ พี่ alert พี่ขอยาหมอมาเลย บอกเขาว่า เบิร์ดต้องกิน กินให้หลับ แล้วถ้านอนถึง 8 ชั่วโมง เบิร์ดจะตื่นเต้นยังไงก็ได้ เหมือนลิงบนเวที พี่วิ่งรอบทิศ แต่ถ้าเกิดว่าพี่ไม่ทำอะไร สี่ห้าทุ่มพี่ก็หลับแล้ว

เราต้องบาลานซ์ ช่วงที่มีงานใช้ร่างกายเยอะเราต้องดูแล เราใช้อะไรเราต้องรู้จักเขา เราใช้พี่เบิร์ดเขามาก ปกติเขาเคยนอนกี่โมงเราก็ต้องฝืนให้เขานอน เวลาจะมีคอนเสิร์ตเราต้องปรับก่อน 2 เดือน เราต้องออกกำลังกายตอนหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม เพราะว่าเราต้องใช้กำลังเวลานั้น

 

เหมือนที่พี่เบิร์ดเคยพูดบนเวทีคอนเสิร์ตว่า “พี่เบิร์ดจะดูแลธงไชย แมคอินไตย์ ของทุกคนให้ดีที่สุด”

ใช่ อันนี้คือข้อปฏิบัติ ที่ดูแลมากที่สุดคือทัศนคติ วิธีคิด ของธงไชย แมคอินไตย์ ต้องคิดอย่างถูกต้อง คิดให้ดี แล้ววิธีคิดของพี่คือเราต้องรับคำติให้ได้

 

แต่พี่เบิร์ดเหมือนอยู่ในจุดที่ไม่มีใครกล้าติแล้วนะ

อันนั้นคืออันตรายที่สุด การที่ไม่มีคนตำหนิเราคือสิ่งที่อันตราย เราเลยต้องเข้มงวดกับตัวเราเอง เพราะว่าทุกคนพร้อมที่จะเซย์เยส ด้วยความรักที่เขาดูแลเรา เราต้องดูตัวเองว่าเราดีจริงอย่างที่เขาพูดมั้ย หรือถ้าเขาชมเรา เราก็ต้องทำให้ดีอย่างที่เขาชมให้ได้ เราเหลิงไม่ได้ ต้องสะกดไม่เป็น ยิ่งคนชื่นชมยินดี เรายิ่งต้องคิดว่าเรายังไม่ถึงขนาดนั้นนะ แต่เดี๋ยวเราจะทำให้ถึง บวกสิ่งที่เราต้องทำมากขึ้นไปอีก มันต้องทำแบบนี้ แล้วมันก็จะดีกับตัวเราเอง

 

แล้วกับวัยที่เพิ่มขึ้น พี่เบิร์ดสูญเสียอะไรไปบ้าง

ไม่มีเลย คือความสูญเสียมันเปรียบไม่ได้กับสิ่งที่ได้รับหรอก มันเทียบกันไม่ได้ สิ่งที่เราได้รับจากทุกๆ อย่าง เมื่อเอามาวัดแล้วเราจะไม่ติดกับการสูญเสีย เราเกิดจาก under zero พี่มาจากครอบครัวที่ยิ่งกว่าจน คือไม่มีอะไรเลย อยู่สลัม จากตอนนั้นมาถึงวันนี้จะสูญเสียอะไรล่ะ มันมีแต่ได้ ได้ดูแลพ่อดูแลแม่ให้ขึ้นสวรรค์ ได้ดูแลตัวเอง ได้ดูแลคนดูทั้งประเทศให้มีความสุข ให้ทุกคนเรียกชื่อเราได้ ให้ทุกคนเรียกชื่อแล้วยิ้ม เรียกชื่อแล้วมีความสุข แค่นี้มันก็เป็นทรัพย์สินมหาศาลของพี่ ตายไปก็ใช้ไม่หมด

 

หลายคนคงสงสัยว่าในชีวิตพี่เบิร์ดเคยรู้จักความเศร้าหรือผิดหวังบ้างไหม

การสูญเสียนั่นแหละ สูญเสียคนรัก เพราะว่าถ้ายังอยู่ เรายังพูดคุยกันได้

 

พี่เบิร์ดรับมือยังไงกับการสูญเสีย

เราต้องเข้าใจ เรามีความเข้าใจเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุดในมือ บางทีพี่ก็รำคาญนะ ทำไมเราต้องเข้าใจ มันอ๋อตลอดเวลา แล้วก็ทำให้ลบเลือนไป

ตอนแม่พี่เสียพี่ก็ร้องไห้จนกระทั่งไม่ไหวแล้ว สูญเสียไง สูญเสียแล้วก็สงสาร แต่ทีนี้ด้วยสังขาร ด้วยอะไร เราได้ทำให้เขาเต็มที่แล้ว แน่นแล้ว ได้บวชให้ ได้ดูแล แม่อยากได้อะไรก็ซัพพอร์ตและเติมเต็มให้แม่ คือเราเคยไม่มีข้าวกิน ต้องไปเซ็นข้าวสารเขา พอวันหนึ่งแม่อยากได้อะไรเราก็หาให้ บอกแม่ว่า “แม่ เดี๋ยวเบิร์ดจะเบิกเงินมานะแม่นะ เอาให้เต็มเตียงแม่เลย” เราก็นึกว่าแม่จะเอนจอย แม่หยิบเงินมาตั้งบนหัว แล้วบอกว่า “ขอให้อยู่กับลูกนานๆ” แม่ขอให้มันอยู่กับลูกชายเยอะๆ ไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย

เวลาของแม่เดินเร็วกว่าเวลาของเราตลอดเวลา อายุของแม่เดินเร็ว เพราะฉะนั้น เราต้องทำอะไรแข่งกับเวลา เพื่อให้แม่ได้ในสิ่งที่แม่เคยขาด แม่จะพูดออกมาหลายๆ ครั้งแล้วพี่ชื่นใจก็คือ “นี่บ้านแม่อุดมเหรอ นี่แหวนแม่อุดมเหรอ” คือเขาไม่คิดว่าจะมี เราก็บอกว่า “แม่ นี่บ้านเรา แม่เอาขี้ทาบ้านก็ได้ แม่จะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องกลัว” อะไรที่แม่ไม่มี พี่ก็พยายามให้แม่มี แล้ววันที่แม่ไปก็แค่ไม่เจอแม่ แต่เราก็คือผลงานของแม่ นี่คือแม่ให้เรามา แม่กับป๋ารวมกัน ออกมาเป็นเรา เราคือแม่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องอะไรเลย เบิร์ดทำให้ดีที่สุด แล้วตอนแม่อยู่ แม่ก็บอกตลอดเวลาว่า “เบิร์ด คิดถึงตัวเองบ้างนะลูก”

เข้าใจไหมที่แม่บอกว่า คิดถึงตัวเองบ้างนะลูก

เข้าใจ แต่ก็ยังไม่ได้ทำ

 

เหมือนพี่เบิร์ดคิดถึงคนอื่นมากกว่า

ใช่

 

มันถูกต้องใช่มั้ย คิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง

สำหรับพี่นะ เพราะว่าเขาให้เรามา เราก็อยู่เพื่อเขา ทำเพื่อเขา ให้เขามีความสุขกัน เหลือเล็กๆ น้อยๆ เพื่อตัวเรา เราก็ได้อยู่บ้านหลังดีๆ เราก็ได้สร้างบ้านให้พ่อให้แม่เราอยู่ พอพ่อแม่เราไป เราก็ได้ใช้ของฟรีต่อจากพ่อแม่ (หัวเราะ)

 

เห็นว่าชีวิตประจำวันพี่เบิร์ดออกไปไหนไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่ไปทำงาน

นานมาแล้วพี่เคยไปจตุจักร ไปแล้วพัง ของเขาล้มเป็นโดมิโน่เลย คนวิ่งกรูกันเข้ามา คนที่นั่นก็บอกว่า พวกเรารักพี่เบิร์ดนะ แต่อย่ามาเลย ฉะนั้น อยู่บ้านเถอะ อยู่บ้านแล้วก็ทำอะไรได้มากกว่า

 

อึดอัดบ้างไหมที่ชีวิตเหมือนถูกจำกัดพื้นที่เอาไว้

ไม่เลย เพราะพี่มีความสุขของพี่ บังเอิญพี่โชคดีที่พี่มีความสุขกับงานมาก (ลากเสียง) พี่อยากอยู่ พอพี่อยู่บ้านพี่ก็จะนึกถึงว่าออกไปทำงานอะไรมา แล้วพี่ก็มีความสุข ทำไมต้องไปเที่ยวด้วย มีคนบอกพี่นะว่า เบิร์ดต้องไป พี่เล็ก (บุษบา ดาวเรือง) นี่เข็นมา 30 ปีแล้ว “ไปเถอะค่ะ ไปเถอะค่ะ” เลขาพี่ก็บอก “ไปนะคะ แลกเงินไว้ให้แล้ว” แล้วจะใช้อะไรล่ะ ใช้ไปก็เสียดาย ทำไมเราต้องไป คือพี่คิดอย่างนี้ สมมติมีคนบอกให้ซื้อโซฟาใหม่ พี่จะถามว่าซื้อทำไม พี่อยู่บ้านกับพี่นกน้อย (พรพิชิต พัฒนถาบุตร) สมมติโซฟาราคา 2 แสน พี่หารไปเลย 2 แสนนี่ตกเดือนละเท่าไหร่ ตกชั่วโมงละเท่าไหร่ ต้องมาคิดให้พี่ดู ถ้ามีเหตุมีผลพอพี่ซื้อ พี่กำลังจะบอกว่าเวลาจะใช้เงินพี่จะไม่เวอร์ พี่จะคิดว่าฟังก์ชันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพี่ พี่ใช้ทุกอย่างเป็นฟังก์ชันหมดเลย พี่ทำบ้านไว้ออกกำลังกายในบ้าน เพื่อที่จะไม่ต้องออกไปไหน แต่ถ้าออกจากบ้านเมื่อไหร่พี่ต้องพร้อมเมื่อนั้น ถ้าไม่พร้อมอย่าออกจากบ้าน โชคดีพี่มีคุณสมบัติพิเศษที่พระให้มาคือเราชอบเจอคน เราไม่เคยหนีเลย เราทำตัวให้พร้อมสำหรับให้เขาถ่ายรูป สำหรับพูดคุยกับเขา มีสมองไว้จำชื่อเขา ถ้าจำได้ เพราะฉะนั้น แฟนเพลงพี่พี่เรียกชื่อได้หมดเลยถ้าเจอหน้า

เวลาพูดถึงความสัมพันธ์ พี่เบิร์ดมักพูดถึงแฟนเพลง เพื่อนร่วมงาน จริงๆ ในชีวิตพี่เบิร์ดมีเพื่อนบ้างไหม

ไม่มี พี่มีเพื่อน แต่เพื่อนแยกย้ายกันไปแล้ว เขาก็คงคิดไปต่างๆ นานา ก็คงแอบด่าพี่บ้าง แต่รู้มั้ยว่าพี่ก็อยากเจอพวกมัน สมมติถ้าเจอกัน พี่จะบอกว่ากูก็อยากเจอพวกมึง พวกมึงคิดกันมากเอง มึงคิดว่ากูเป็นยังไง

พี่มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ไปเจอกันที่ใต้ เป็นคนปัตตานี พี่ไปเล่นที่นั่น แล้วระหว่างขากลับสองข้างทางเป็นป่า ก็มีมอเตอร์ไซค์ขี่ตาม ใครๆ ก็กลัวกัน แต่พี่บอกให้ชะลอรถ แล้วพี่เปิดกระจกถามว่า มีอะไรครับ เปิดไปปุ๊บ เป็นเพื่อนเก่า แก่มากแล้ว ก็เข้าไปกอดมัน กอดมันจนร้องไห้ สักพักก็บอกว่าเดี๋ยวติดต่อกัน เขาก็มาหาที่แกรมมี่

 

ไม่มีเพื่อนแล้วโหยหามั้ย

ไม่ๆ พี่เต็ม คือพี่เก็บไว้เต็มแล้ว ปัจจุบันพี่ว่าเขาน่าจะดีใจที่เพื่อนมึงได้ดี พี่คิดอย่างนี้ แล้วตอนที่อยู่ด้วยกันพี่ก็เป็นหัวโจก ร้องเพลงไปกับพวกมัน เล่นไปกับพวกมัน

 

ที่ว่าเต็มหมายความว่ายังไง

คือตอนที่เราทำอะไร ถ้าเราทำเต็ม ถ้าเราคิดเต็ม ถ้าเรารักจริง เราจะไม่เสียเวลาเลยในวันที่ไม่มีเขา พี่เก็บไว้แล้ว พี่มั่นใจว่าเจอกันเมื่อไหร่มันก็ต่อติด ถ้าเกิดวันนั้นเราไม่เต็ม เราพร่อง วันนี้ไม่มีทางเป็นอย่างนี้ เพราะมันพร่องไปแล้ว

 

ทุกวันนี้สิ่งที่พี่เบิร์ดมักจะบอกรุ่นน้องในวงการคืออะไร

เอนจอยไว้ ทำตัวเราให้เบา อย่าไปหนักกับมัน อะไรก็เบาๆ ไว้ เบาๆ คือไม่เยอะ อย่าทำตัวเยอะ อย่ามีตัวตนมาก เพราะเราต่างเติบโตมาอย่างไม่มีอะไรทั้งนั้น

 

พูดถึง Bird Marathon Project ตอนที่ฟังเพลงที่น้องๆ 8 ศิลปินแต่งให้ครั้งแรก รู้สึกยังไง

ไม่มีอันไหนให้สบายใจเลยสักเพลง (หัวเราะ) ยังดีนะเป็นวัยรุ่นอยู่

 

ยากกว่าที่คิดหรือคิดว่างานนี้ยังไงก็ยากอยู่แล้ว

มันไม่ใช่ยาก มันแปลก มันเป็นความใหม่ที่พี่อยากให้แฟนเพลงพี่เขารู้สึกว่า “นี่พี่เบิร์ดเว้ยเฮ้ย” (เสียงตื่นเต้น) จะถูกระเบียบตลอดเวลามันก็เซ็งนะ เขาคงรอดูว่าพี่เบิร์ดจะมาไม้ไหน พี่บอกน้องๆ เลยว่าไม่ต้องกั๊ก ไม่ต้องกลัวว่าพี่จะเรียบร้อย ไม่จริง พี่ไปได้หมด ไม่ต้องมากลัวไอ้นู่นไอ้นี่ มาแบบสดๆ กันเลย เพราะพี่ชอบแบบออริจินัล เพลงที่เขาแต่งพอเรากลืนเข้าไปมันก็เป็นตัวเราเอง

 

โปรเจกต์นี้เรียกว่าออกจากคอมฟอร์ตโซนไหม

พี่ไม่มีโซน พี่อยู่ตามที่ต่างๆ ได้ ตรงไหนสนุกพี่อยู่ โลกใบนี้แหละคือคอมฟอร์ตของพี่ที่สุด วงการนี้คือคอมฟอร์ตโซนของพี่

 

การทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย สิ่งที่ยาก ไม่ใช่การออกจากคอมฟอร์ตโซนเหรอ

ไม่ใช่ ไม่มีงานไหนยากเลย เราบอกตัวเอง เราอนุญาตให้ตัวเองได้รับ เราอนุญาตจิตใจของเรา เราอนุญาตตัวเองให้ทำ อยากทำอะไรก็ทำ บอกตัวเองว่ามันสนุกนะเบิร์ด แล้วก็ทำเลย ถามว่าโปรเจกต์นี้เราทำเพื่ออะไร เพื่อเชื่อมต่อกับน้องๆ ใช่มั้ย อ๋อ โอเค เราอยู่กับน้องๆ ได้ เราไม่ได้ทอดทิ้งกลุ่มคนฟังกลุ่มนี้ ไม่ใช่ไม่แคร์เขาไปแคร์แค่ทาร์เก็ตของตัวเอง พี่ไม่มีทาร์เก็ต ส่วนใครจะชอบไม่ชอบนั่นอีกเรื่อง เขามีสิทธิ์ที่จะเลือก

เบิร์ด

โปรเจกต์นี้มีความหมายกับพี่เบิร์ดยังไงบ้าง

คุณค่าไม่ได้อยู่ที่เพลง แต่อยู่ที่น้องๆ ที่ร่วมงานมองมาที่พี่ สิ่งที่เขาคิด ที่เขารู้จักเรา สิ่งที่พ่อแม่พร่ำสอนหรือปลูกฝังเกี่ยวกับพี่ แล้วเราได้เอากลับมาแชร์กัน ความภาคภูมิใจมันคือการทำให้พี่เฟรชขึ้นมาอีก พี่มองไปถึงวันที่เขาทำให้พี่ เขาคุยกันว่าพี่เบิร์ดคือใครๆ พี่ชื่นใจตรงนี้มากกว่า เพราะการร้องการอะไรของพี่มันเรียนรู้กันได้ แล้วพี่ชอบเรียนรู้มาก แต่ที่สำคัญคือมันรีเฟรชความรู้สึกของเรา พี่เชื่อมต่อกับพวกเขาได้ โอ๊ย พี่มีความสุขมาก

 

เหมือนโปรเจกต์นี้กลับมาเติมพลัง

ใช่ เติมง่ายๆ เลยนะ

 

ถ้ามองชีวิตเป็นการวิ่ง มีเส้นชัยไหนไหมที่ถ้าไปถึงแล้วจะหยุดวิ่ง

ไม่มี จุดสิ้นสุดคือจุดเริ่มต้นของพี่ ทุกครั้งที่พี่ไปถึงเส้นชัย นั่นคือจุดเริ่มต้นที่พี่ต้องไปต่ออีก พี่วิ่งมาราธอนมาจนถึงคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด พอรอบสุดท้าย พี่โค้งปุ๊บ พี่รอเวลาที่พี่จะขึ้นใหม่ทันที พี่ไม่มีความคิดที่จะเลิกรา พี่เพิ่งตกลงกับพี่นกน้อยว่า เบิร์ดจะ 60 แล้ว พี่นก 62 แล้ว จะเที่ยวรอบโลกกันมั้ย หรือว่าอยู่กับบ้าน หรือจะไปจำศีลภาวนา หรืออะไร ไม่อย่างนั้นเบิร์ดเริ่มต้นใหม่หมดเลยนะ ก็คุยกัน โอเค เริ่มต้นใหม่

 

แต่เหนื่อยมาทั้งชีวิตแล้ว ไม่คิดว่าควรพักได้แล้วเหรอ

ไม่จริง ก็นี่ไง สบายจะตายแล้ว เรารักงาน เรารักชีวิตแบบนี้ เรารักการให้ เรารักเสียงเพลง เรารักการร้องเพลง เราชอบอยู่หน้ากล้อง ถ้าเราอยู่ไกล เราก็ขาดวิญญาณไปเลย ก็แบ๊ะๆ อยู่บ้าน หรือถ้าไปเที่ยวแล้วไงล่ะ สมมติวิวสวย 10 วันแล้วยังไงต่อ หรือไปซื้อของ ซื้อไปทำไม ของก็มีเยอะแยะ แล้วก็แบกกันกลับมาไว้ในบ้านรอเวลาใช้ แล้วเมื่อไหร่จะได้ใช้ถ้าไม่ได้ทำงาน แต่ถ้าได้ทำงานก็ได้ใช้ของที่เรามี เราได้ออกไป ได้ดูแลตัวเอง ได้ไปวิ่งเล่น มีความสุข

 

พี่เบิร์ดเหมือนนักวิ่งที่ไม่มีเส้นชัย

ไม่มี เหมือนทั้งชีวิตเป็นมาราธอน เหนื่อยพี่ก็พัก แล้วก็วิ่งต่อ สุขภาพเราก็ดี ได้เห็นข้างทาง ได้เห็นวิว ได้สูดอากาศให้เต็มที่ เราเหนื่อยแต่เราสูดอากาศเข้าไปอีกที เราก็ได้ออกซิเจน

 

แล้วที่พี่เบิร์ดบอกว่ามาเริ่มต้นใหม่ในวัยใกล้ 60 มันยังมีอะไรใหม่อีกเหรอ เพราะพี่เบิร์ดก็ผ่านมาหมดแล้ว

พี่คิดว่าความ continue คือความใหม่ของพี่ จริงๆ แฟนเพลงพี่เขาอาจจะไม่ต้องการอะไรใหม่ เขาก็ไม่รู้ด้วยว่าอะไรใหม่ เขารู้ว่าแค่มีพี่เบิร์ด แต่ความ continue ทำให้ดอกไม้บานในใจเขา อันนี้แหละคือความใหม่ แต่ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งที่คนคิดว่า You’re so old. ท่องอยู่อย่างนั้น มันก็เป็นอย่างนั้น เราต้องไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปเชื่อเรื่องอายุ ถ้าเราไปเชื่อเรื่องอายุ เคมีในร่างกายก็จะเชื่อ เราก็แค่ทำของเราไป ตื่นเช้ามาเราก็ออกกำลังกาย เรากิน เรานอน เราทำแบบนี้ มันก็ยังรีเฟรชอยู่ตลอดเวลา

 

พี่เบิร์ดเชื่อในสัจธรรมข้อนี้ไหม ที่ว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป

พี่เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง สิ่งที่เชื่อคือไม่มีอะไรอะไรคงอยู่ตลอดไป และพี่ก็เชื่อว่ามีอะไรคงอยู่ตลอดไป มันมีทั้งใช่และไม่ใช่ในคำนี้ ร่างกายมันก็ต้องมีบางอย่างที่สึกหรอไปแหละ ต้องย่อยสลาย แต่สิ่งที่เขาเคยทำมาตลอดจะอยู่เสมอไป ความรู้สึก ความรัก อยู่เสมอไป

 

หลายคนนึกตอนพี่เบิร์ดไม่ร้องเพลงไม่ออกแล้ว พี่เบิร์ดนึกภาพตัวเองตอนเลิกร้องเพลงออกไหม

ไม่นึก จะนึกไปทำไม นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ไม่อยากนึกด้วย ยังไงเราก็ร้องเพลง

 

ชีวิตพี่เบิร์ดดูมีครบทุกอย่างแล้ว ทั้งชื่อเสียง เงินทอง ดูเหมือนไม่มีอะไรให้ไขว่คว้าอีกแล้ว ทุกวันนี้ยังโหยหาอะไรอยู่บ้างไหม

นี่ไง งานนี่แหละ (หัวเราะ) มันพร่องตลอดเลย เรื่องงานอย่างเดียวที่เติมไม่เต็ม มาเถอะ เรื่องอื่นพี่ไม่สนใจ ขอให้มีงาน งานคือทุกสิ่งทุกอย่าง งานคือหู ตา ปาก จมูก ทวารทุกอย่างเปิดเมื่อทำงาน งานคือความสุข งานคือความสนุก งานคือความตื่นเต้น งานคือความหวัง งานคือเหตุ งานคือผล งานคือการ go งานคือการ move ของชีวิต งานคือคำถาม งานคือคำตอบ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load