เมื่อเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งย่านบางใหญ่ ผมเห็นกีตาร์หลักสิบตัวแขวนเรียงรายอยู่บนกำแพง

กีตาร์แต่ละตัวที่แขวนอยู่มีร่องรอยการใช้งานปรากฏชัดเจน บางตัวมีบาดแผลที่เห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า สิ่งเหล่านี้บ่งบอกได้ว่าพวกมันผ่านการถูกใช้งานมาอย่างหนักหน่วง

นั่งรอในบ้านได้ไม่นาน เมธี อรุณ นักร้องนำวง LABANOON เจ้าของกีตาร์และเจ้าของบ้าน ก็เปิดประตูเข้ามาและทักทายพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่เพื่อนร่วมวงอีก 2 ชีวิตอย่าง อนันต์ สะมัน และ ณัฐนนท์ ทองอ่อน จะตามเข้ามาสมทบจนครบวงสนทนา

เรานัดพบกันในวาระที่ลาบานูนเป็น 1 ใน 8 ศิลปินที่มาร่วมในโปรเจกต์พิเศษของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ที่ชื่อ Bird Marathon Project ก่อนจะย้อนพูดคุยถึงเส้นทางดนตรีของวงตั้งแต่วันที่ยังเป็นเด็กน้อยในวงการมาจนกระทั่งวันที่ได้มาบรรจบร่วมงานกับนักร้องซูเปอร์สตาร์ในวันนี้

จากการสนทนาที่มีเสียงหัวเราะดังสลับความเงียบทำให้ผมรู้ว่า เส้นทางชีวิตของพวกเขาคล้ายกีตาร์ที่แขวนอยู่บนกำแพง

นั่นคือมันสวยงามดีแม้จะมีร่องรอยของการกระทบกระแทกก็ตาม   

  1.

เพลงมันพาเรามาไกล

ลาบานูนเป็นวงที่เริ่มต้นบนเส้นทางดนตรีอย่างเรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่มีความฝันยาวไกลในวันแรกๆ เหมือนวงร็อกวงอื่นๆ แต่จากจุดนั้นก็พาพวกเขามาอยู่จุดนี้

“คือเราอาจจะชอบดนตรี เราชอบฝัน แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องมีอัลบั้ม ต้องเป็นศิลปิน เราชอบร้องเพลง เราเล่นกีตาร์แล้วรู้สึกมันสนุก เมื่อก่อนเราประเมินฝีมือเราแล้วคิดว่ามันไม่สามารถไปถึงจุดอาชีพได้หรอก ประเมินอย่างนั้น ไม่คิดไม่ฝันหรอกว่าวันหนึ่งผมจะแต่งเพลงได้ ทำเพลงได้ เราไม่ได้ฝันเลยว่าจะเป็นลาบานูนอย่างทุกวันนี้” เมธีย้อนเล่าถึงวันที่ดนตรียังเป็นเพียงบางสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจไม่ใช่ปากท้อง

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตพวกเขาคือการเข้ารอบ 10 วงสุดท้ายในรายการประกวดวงดนตรีระดับมัธยมอย่างเวที Hotwave Music Awards ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2540

แม้จะไม่ได้แชมป์มาประดับโปรไฟล์แต่เอกลักษณ์ฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากวงอื่นๆ บนเวทีเดียวกันก็ไปสะดุดหู สะดุดตา และสะดุดใจ ของ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ แห่ง Music Bugs จนทำให้เขาได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินตั้งแต่ยังเรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมปลาย

ฟังดูเหมือนง่ายดายใช่ไหม นั่นแหละ เมื่อเรามองใครหรือสิ่งใดจากระยะไกลเป็นธรรมดาที่เราจะมองไม่เห็นถึงร่องรอยบาดแผลของสิ่งนั้น ไม่แปลกที่หลายคนจึงอิจฉาชีวิตของเหล่าศิลปิน โดยที่ไม่รู้ว่าพวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง

“ตอนที่ผมร้องเพลง ยาม ผมแทบท้อ อยากไปบอกพี่เอกว่า ไม่ออกแล้วอัลบั้ม ด้วยความที่เพิ่งรู้ตอนอยู่ในห้องอัดว่ามันยาก เราไม่ได้เกิดมาเพื่อร้องเพลง เราไม่ได้รู้เกี่ยวกับศาสตร์ดนตรีเลย เราไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ากูเป็นนักดนตรีเหรอวะ กูเป็นศิลปินเหรอวะ ไม่รู้ด้วยซ้ำ” เมธีย้อนเล่าถึงวันที่เข้าห้องอัดเพลงครั้งแรกในชีวิต

“บอกตรงๆ ว่าที่ผ่านมาก่อนหน้าเราทำอะไรด้วยความรู้สึกจริงๆ จะว่าเรามั่วก็ได้ ไม่มีศาสตร์อะไรเลย โน้ต โด เร มี คืออะไร ถ้าให้เอาเปียโนมากดแล้วให้ผมร้องตามโน้ตนั้น หูผมยังฟังไม่ได้เลยว่าเป็นโน้ตอะไร พอเจอเขาสอนก็รู้สึกว่า โห ทำไมมันยากจัง คอแทบพัง น้ำตาแทบไหล จนพี่เอกต้องค่อยๆ ป้อน ค่อยๆ ไป เหมือนเรียนวิชาวัดเส้าหลิน”

“ร้องไปกี่รอบ จำได้มั้ย” ผมถาม

“พันกว่ารอบ เมื่อก่อนร้องตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า ไม่ผ่านสักที ต้องเข้าใจว่าเมื่อก่อนไม่เหมือนสมัยนี้ที่จะจูนเสียงได้ ถ้าคุณร้องเพี้ยนก็ต้องอัดใหม่หมดเลย ต้องเอาให้ได้ มันก็เป็นผลพลอยได้ด้วยว่ามันก็ได้ฝึกไปในตัว เวลาร้องสดมันก็เป็นของจริงที่ออกมา” นักร้องผู้มีสำเนียงสุดแสนเป็นเอกลักษณ์ตอบด้วยรอยยิ้ม

โชคดีที่การร้องหลักพันรอบของเขาไม่สูญเปล่า เพลง ยาม คล้ายเป็นการป่าวประกาศให้คนทั้งประเทศรู้จักวงดนตรีที่ชื่อ ลาบานูน กลายเป็นเพลงฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองในยุคที่คำว่า ‘ไวรัล’ ยังไม่มีใครรู้จัก อัลบั้มแรกที่ชื่อ นมสด ซึ่งวางแผงเมื่อ พ.ศ. 2541 มียอดขายเกินล้านตลับ

ไม่มีเพลง ยาม ไม่มีลาบานูน-เมธีว่าอย่างนั้น

“ตอนนั้นผมเป็นคนจนคนหนึ่ง พ่อแม่ผมเงินเดือน 4,000 บาท ที่บ้านรับจ้างกรีดยางพารา บ้านที่อยู่เวลาฝนตกก็รั่วบ้างไม่รั่วบ้าง เพลง ยาม เปลี่ยนชีวืตผม คืออย่างน้อยก็ได้ซื้อที่ดินให้แม่ผมตัดยาง สร้างบ้านให้แม่อยู่แม้จะไม่ได้ใหญ่โตอะไร จากพื้นที่ไม่มีกระเบื้องก็ปูกระเบื้องให้ จากไม่มีรถก็มีรถมือสองขี่ มีทุนการศึกษาให้เราเรียน ส่งตัวเองได้ นี่คือการเปลี่ยนชีวิตที่ยิ่งใหญ่มากในชีวิตผม

“เพลงมันพาเรามาไกล ตอนแรกเราอาจจะเข้าใจว่าเพลงมีไว้ฟังเฉยๆ ตอนนี้มันให้อะไรกลับมาเยอะมาก”

 

ลาบานูน เบิร์ด ธงไชย

2.

ชีวิตเหมือนชิงช้าสวรรค์

3  อัลบั้มแรกของลาบานูน ไล่ตั้งแต่ นมสด, 191 และ คนตัวดำ ล้วนมียอดขายทะลุล้านตลับ ซึ่งต้องไม่ลืมว่าเป็นยอดขายล้านตลับโดยที่อยู่ค่ายเล็ก ไม่ได้มีสื่อในมือมากมายช่วยโปรโมต ในขณะที่อัลบั้มถัดๆ มาก็ได้รับการตอบรับที่น่าพอใจ

หากแต่อยู่ดีๆ พวกเขาก็หายไปจากวงการโดยไม่ได้มีการร่ำลา ไม่มีเพลงไม่มีอัลบั้มออกมาให้แฟนๆ ได้ฟัง

ตอนนั้นบางเสียงพูดกันถึงขั้นว่า ลาบานูนยุบวง

“ชีวิตเหมือนชิงช้าสวรรค์ มีขึ้นมีลง” เมธีสรุปสัจธรรมที่เรียนรู้จากชีวิตช่วงนั้น ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในเส้นทางสายดนตรี “7 – 8 ปีที่แล้วผมไม่ร้องเพลงไม่แตะกีตาร์เลยนะ ตอนนั้นเราเกือบยุบวงจริงๆ คิดว่าคงไม่มีลาบานูนแล้วจริงๆ ตอนแรกกีตาร์ 4 ตัวนี้ผมจะขายหมดเลย”

ใช่, นักร้องนำของวงพูดถึงกีตาร์บางตัวที่แขวนไว้บนกำแพงซึ่งปะทะสายตาของผมตั้งแต่เดินทางมาถึง

“วันหนึ่งลาบานูนเหมือนว่าเริ่มเชย แล้วท่ามกลางทุนนิยม ปลาใหญ่กินปลาเล็ก รูปแบบการบริหารงาน และทีมงานเก่าๆ ที่ช่วยกันสร้างลาบานูนมาก็แยกย้ายกันออกไป เหลือแค่เราที่ยังอยู่ เลยกลายเป็นว่าผมเบื่อ ผมรู้สึกว่าผมผิดหวัง รู้สึกว่าผมเจ็บ ความจริงตอนนั้นลาบานูนก็ยังมีงานจ้างอยู่นะ อย่างน้อยๆ เดือนหนึ่งเงินเป็นแสนก็ยังหาได้อยู่ แต่ผมไม่เอา ผมไม่อยากเล่น ตัดสินใจไปทำงานข้าราชการเงินเดือน 20,000”

หลังจากเมธีพูดจบ อนันต์ซึ่งผ่านช่วงเวลานั้นมาด้วยกันจึงเล่าเสริม “ณ ตอนนั้นถือว่าแต่ละคนก็ไปทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีคำตอบเหมือนกันว่า จะอีก 2 ปีมาเจอกันนะหรืออีก 1 ปีมาเจอกัน ไม่มีใครรู้เลยว่าจะกลับมาไม่หรือกลับมา อาจจะไม่กลับมาเลยก็ได้”

ช่วงเวลานั้นเมธีซึ่งเป็นนักร้องนำตัดสินใจสมัครเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ อนันต์ไปทำงานด้านไอทีในบริษัทเอกชน ในขณะที่สมพร มือกลองคนเก่าย้ายไปเล่นให้วงกะลา

“ตอนนั้นคิดเหรอว่าในชีวิตยังมีอะไรที่ทำได้ดีกว่าเล่นดนตรี” ผมถาม

“ไม่มี ได้รู้แล้วไงครับเมื่อไปทำอย่างอื่น” นักร้องนำของวงตอบทันที

“แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับมาสู่วงการดนตรีอีกรอบคือจุดไหน”

“พี่กบ (ขจรเดช พรมรักษา) กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง” เมธีบอกก่อนจะเล่าบางเหตุการณ์ที่ติดในความทรงจำ

“วันนั้นผมขับรถอยู่ กำลังจะไปสอนที่มหาวิทยาลัย ก็เปิดวิทยุ แล้วมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเขาบอกว่า อยากฟังลาบานูน เมื่อไหร่ลาบานูนจะออกเพลงใหม่คะ คือมันบังเอิญฟังวิทยุพอดีน่ะ เฮ้ย ยังมีคนคิดถึงลาบานูนอยู่เหรอวะ แล้วที่สำคัญพี่กบโทรมาบอกว่า ‘กูคิดถึงลาบานูนว่ะ’

“ผมก็อึ้งอยู่ ยังไม่ตอบอะไร สองเหตุการณ์นั่นแหละจุดประกายแรกเริ่ม ก็เลยคิดว่ายังไงดีวะ กลับไม่กลับ ตอนนั้นเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย 3 ปี ทำงาน อบจ. ได้ปีหนึ่ง รวม 4 ปี สุดท้ายก็ตัดสินใจว่ากลับ แต่ผมโชคดีตรงที่ ผมรู้สึกว่าพี่ๆ เขาคงคิดถึงผมอยู่เสมอ สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทิ้งผม ตอนที่รู้ว่าจะย้ายมาแกรมมี่ เขาก็พยายามให้ผมไป featuring กับพี่ตูน บอดี้แสลม มาคลุกคลีกันก่อน นั่นแหละ มันก็เลยทำให้รู้สึกอบอุ่น เราไม่ได้อยู่เดียวดาย

“ย้อนกลับไปตอนที่เลิกเล่นดนตรีผมจะขายกีตาร์หมดเลย โชคดีวันนั้นเจ้าของร้านไม่อยู่ที่ร้าน ออกไปข้างนอก พนักงานบอกเฮียกำลังมา ผมบอกว่าไม่ทันแล้ว ผมต้องขึ้นเครื่องแล้ว ผมก็เลยหิ้วกีตาร์กลับมา ทุกวันนี้เวลาผมดูกีตาร์ 4 ตัวนี้ น้ำตาผมไหลตลอดเลย มันมีความหมายมาก” 

อนันต์ ลาบานูน   3.

ถึงเวลาที่คนจะกลับมากินกะเพราไก่ไข่ดาว

หลังจากกลับมาทำเพลงอีกครั้ง วงได้สมาชิกใหม่คือ ณัฐนนท์ มือกลองคนปัจจุบันซึ่งย้ายมาจากวง Oblivious แทนมือกลองคนเดิม

“ตอนกลับมาผมก็ไม่มั่นใจนะว่าจะกลับมาได้ แต่ผมมาถูกจังหวะ มาถูกว่าวงการต้องการอาหารแบบนี้ ผมรู้สึกว่าคนไทยกินพวกแซลมอน สเต๊ก อาหารญี่ปุ่น มาเยอะแล้ว ผมรู้สึกว่าถึงเวลาที่คนไทยจะกลับมากินกะเพราไก่ไข่ดาว ผมรู้สึกว่าพริกเผา พริกแกง ได้เวลาของมันแล้ว”

อาหารเรียบง่าย กินง่ายที่เมธีว่าเขาหมายถึงเพลงซิงเกิลแรกอย่าง ศึกษานารี ที่ฟังแล้วคิดถึงลาบานูนในยุครุ่งเรือง เพลงอาจไม่ได้เหนือชั้นชนิดคนนั่งแกะคอร์ดต้องปวดหัว แต่เมธีเชื่อว่าคนฟังโหยหาเพลงแบบนี้ และเพลงแบบนี้คือนิยามของเพลงแบบลาบานูน

“ศาสตร์การแต่งเพลงของลาบานูนคือต่อให้โจทย์ยากยังไง เพลงต้องไม่เข้าใจยากเด็ดขาด ผมคิดเยอะนะ แต่เวลาทำจะไม่ทำให้ยากเด็ดขาด เอาให้ง่าย ไม่ซับซ้อน คือเหมือนขอให้ส่งบอลมาหน้าประตูให้ผม ผมยิงท่าง่ายๆ นี่แหละ ขอให้เข้าประตูก็พอ

“ซิงเกิ้ลแรกคือ ศึกษานารี ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ละคนมาท่ายาก ผมแต่งเพลงง่ายๆ นี่แหละ จนมาถึงซิงเกิล เชือกวิเศษ  7 เพลงแรกที่เป็นซิงเกิลมียอดวิวรวมกันพันกว่าล้าน พลังงานจน ร้อยกว่าล้าน เชือกวิเศษ สี่ร้อยกว่าล้าน แพ้ทาง สามร้อยกว่าล้าน ฉันก็คง ร้อยกว่าล้าน ใจกลางเมือง สองร้อยล้าน” เมธีย้อนเล่าการกลับมา

แต่แม้จะเอ่ยถึงตัวเลขยอดวิวในยุคที่ไม่มียอดขายเทปให้พูดถึง แต่สำหรับเมธี สิ่งที่มีค่าแท้จริงหาใช่ยอดวิวเหล่านั้น หากแต่มันคือการที่เพลงที่เขาเขียนที่เขาแต่งไปส่งแรงสั่นสะเทือนชีวิตของผู้ฟัง

“วินาทีที่ได้ร้อยล้านวิวผมก็ตื่นเต้นนะ แต่ก็ไม่ได้ดีใจภูมิใจอะไรกับมันมาก แต่อย่างเพลง ตายดาบหน้า มีคนดูแค่สามล้านกว่าวิว แต่ผมรู้สึกว่ามันมีค่า คือมีเพื่อนผมคนหนึ่งที่เป็นมือเบส เขาเป็นโรคมะเร็ง เมียขอหย่า เกือบจะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว แต่อยู่ๆ วันหนึ่งเขาฟังเพลง ตายดาบหน้า จบแล้วเขาส่งข้อความมาว่า ‘ขอบคุณเพลงเพื่อนว่ะ ที่ทำให้กูอยากมีชีวิตอยู่ต่อ’  คือเพลงบางเพลงมันทำให้คนที่คิดจะฆ่าตัวตายแล้ว คิดว่าชีวิตกูไม่มีความหมายแล้ว ได้รู้ว่าชีวิตมีค่า ซึ่งนี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต หรืออย่างเพลง พลังงานจน บางคนที่คิดว่าทำไมชีวิตต้องดิ้นรน ฟังแล้วบอกว่า ผมจะทำงาน เก็บตังค์ เลี้ยงดูพ่อแม่ คือนี่มันไม่ใช่แค่เพลงแล้ว

“ผมไม่ไม่รู้จะอธิบายยังไง เวลาดูยอดวิวผมตื่นเต้นกับมันนะ แต่มันก็ไม่ค่อยมีค่า ยอดวิวเป็นเรื่องที่เดี๋ยวมันก็ลง อย่างเพลง ตายดาบหน้า เป็นเพลงที่ไม่ดังเลยนะ แต่ผมไปเล่นคอนเสิร์ตผมก็ยังยืนร้อง บางคนไม่เคยรู้จักก็บอกว่า เมธีร้องเพลงอะไรวะ ซึ่งเขาคงไม่เข้าใจหรอก ผมร้องเพื่อคนคนหนึ่ง”

ลาบานูน

ณัฐนนท์ ลาบานูน

4.

การดำเนินชีวิตของพี่เบิร์ดคือครู

ไม่แปลกที่ใครสักคนซึ่งเคยเกือบบอกลาบอกเลิกบนเส้นทางที่เลือกเดินจะรู้สึกทึ่งกับใครอีกคนที่สามารถยืนระยะมาอย่างงยาวนานไม่ไขว้เขวหันเหออกนอกเส้นทางมาตลอดกว่า 30 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2529 ตอนที่อัลบั้ม หาดทราย สายลม สองเรา ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกของ ธงไชย แมคอินไตย์ วางแผง เมธีนักร้องนำอายุ 7 ขวบ อนันต์ มือกีตาร์ อายุ 5 ขวบ ส่วนณัฐนนท์ มือกลอง ยังไม่เกิดหรือลงลึกไปกว่านั้น แม่ของเขาอายุน้อยกว่าพี่เบิร์ดเสียอีก

สำหรับเมธี การยืนระยะของนักร้องซูเปอร์สตาร์จนเวียนมาร่วมงานกันใน Bird Marathon Project จึงถือเป็นเรื่องพิเศษอย่างยิ่ง

“ถามว่าทำไมท่ามกลาง พ.ศ. นี้ พี่เบิร์ดยังเป็นไอดอลอยู่เลย คือเรายอมรับว่าพี่เบิร์ดเขาเป็นมืออาชีพจริงๆ เขาเป็นศิลปินจริงๆ ตั้งแต่เรายังเด็กๆ เรารู้สึกว่านี่คือการดำรงชีวิตของคนซึ่งเป็นแบบอย่าง เป็นครู ในการเป็นศิลปินเลยก็ว่าได้”

การได้เป็น 1 ใน 8 ศิลปินทำให้วงลาบานูนได้ใกล้ชิดนักร้องที่ครั้งหนึ่งเขาเคยรู้สึกว่าอยู่ห่างไกลจากพวกเขา

“ตอนเด็กๆ เราอาจจะรู้จักพี่เบิร์ดในด้านเอนเตอร์เทนเนอร์ เราอาจจะรู้จักพี่เบิร์ดเป็นเหมือนซูเปอร์สตาร์คนหนึ่ง แต่วิธีการดำเนินชีวิต เราอาจไม่รู้จักพี่เบิร์ด ผมเพิ่งมาได้สัมผัสจริง โห แม่เจ้า พี่เบิร์ดเขาถึงขั้นนี้เลยเหรอ ผมขนลุกเลยที่รู้ว่าพี่เบิร์ดต้องซ้อมเต้น ตื่นมาตอนเช้าต้องวอร์มขา วอร์มเสียง แสดงว่าตลอดชีวิตของเราที่ผ่านมาเกือบ 20 – 30 ปี พี่เขาทำอย่างนี้ทุกวัน ในฐานะที่เป็นศิลปิน เราแทบไม่ได้ครึ่งเลยด้วยซ้ำ

“ผมว่านี่คือครู การดำเนินชีวิตของพี่เบิร์ดคือครู ไม่ใช่แค่ศิลปิน ผมว่าทุกคนมีโอกาสที่จะมีพรสวรรค์ แต่คนคนหนึ่งที่เขาจะมีวิชาชีพเป็นครูในเรื่องการดำรงชีวิต ในเรื่องการเป็นศิลปิน มีไม่กี่คน นี่คือศิลปินที่เป็นแบบอย่างให้กับศิลปิน ผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับพี่เบิร์ด”

เพลงที่ลาบานูนแต่งให้พี่เบิร์ดในโปรเจกต์นี้ชื่อเพลง ผู้ต้องหา เป็นการเล่นคำสไตล์ที่พวกเขาถนัด

“ตอนแต่งเรานึกว่าตอนนี้พี่เบิร์ดอายุจะ 60 แล้วนี่หว่า แล้วผมก็รู้สึกว่าสุดท้ายไม่ว่าพี่เบิร์ดจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ พี่เบิร์ดก็ยังต้องการความรักอยู่ ยังต้องหาความรักอยู่ เป็นผู้ต้องหา เราก็เล่นคำ เราก็นึกถึงเพลงคนไม่มีแฟน เราก็รู้สึกว่าเพลงนี้ถือเป็นภาคต่อ”

“รู้สึกเหลือเชื่อมั้ยที่วันหนึ่งได้มาร่วมงานกับพี่เบิร์ด” ผมสงสัย

“ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งพวกผมจะได้ออกเทป ได้ไปเจอพี่เบิร์ดเอง ได้อยู่ข้างๆ กัน ได้ทำงานเพลงให้พี่เบิร์ด ไม่เคยคาดคิด ยังนึกอยู่ว่าตอนนี้ฝันหรือเปล่า ไม่น่าเชื่อว่าดนตรีก็พาเรามาไกลขนาดนี้ สำหรับผมนี่คือจุดสุดยอดในการเป็นนักดนตรีของผมแล้ว เวลาเจอแฟนคลับ เจอคนที่ชอบลาบานูน ผมจะให้เกียรติเขามาก เพราะผมเข้าใจเขา เหมือนเวลาที่เราเจอพี่เบิร์ด เรามีความสุขมาก ไม่รู้จะอธิบายยังไง ต่อให้ทุกวันนี้เพลงเรามียอดวิวเป็นร้อยล้าน แต่เวลาเราเจอพี่เบิร์ดเราก็ยังประหม่าอยู่ เหมือนเรายังเป็นเด็กคนเดิมที่เคยฟังเคยเต้นเพลงพี่เบิร์ด ผมยังเป็นเด็กน้อยคนนั้น

“ที่สำคัญ อย่างหนึ่งในการทำงานกับพี่เบิร์ดคือผมรู้สึกว่าเวลาอะไรที่เป็นของจริง มันจะสื่อพลังบางอย่างให้กับคนรุ่นหลังด้วย พอนั่งคุยเสร็จพี่เบิร์ดสื่อพลังให้กับพวกเราวงลาบานูนด้วย รู้สึกเหมือนการต่ออายุให้กับวงพวกเราด้วย เป็นกำลังใจ ทั้งๆ ที่พี่เบิร์ด ไม่ได้บอกว่า ลาบานูนสู้ๆ นะ แต่มันเกิดจาการที่ได้สัมผัส ได้อยู่ใกล้ๆ ได้พูดคุย เราอยากสู้ อยากทำให้ดีที่สุด

“มีช่วงที่ลาบานูนเกือบจะขายกีตาร์ ช่วงที่เราไม่อยากเล่น พอพี่เบิร์ดรู้ก็บอกว่า ‘อย่าหยุดนะเว่ย ต้องอยู่ยาวๆ เขาก็บอกจะมีช่วงหนึ่งในชีวิตเราเป็นแบบนั้น ทุกคนทุกอาชีพมีหมดแหละ เราอาจจะมีบางอย่างที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต รู้สึกจำเจกับชีวิต รู้สึกอยากลอง ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ผิด อนันต์ก็เลยถามพี่เบิร์ดว่ามีช่วงแบบนี้มั้ย พี่เบิร์ดก็บอกว่ามี สุดท้ายมันก็คือเพลงหนึ่ง นั่นคือเพลง เธอผู้ไม่แพ้ เป็นเพลงที่พี่เขาให้เราสู้ต่อไป คือทุกคนเคยเป็นอย่างนี้หมด พี่เบิร์ดก็เคยเป็น แค่เราถามใจตัวเองว่าจะสู้ไปกับมันมั้ย ชีวิตเราไม่แน่นอน ความดังมันดิ่งลงได้ คนเราก็ต้องแก่ มันเป็นวัฏจักรชีวิต แต่ถ้าใจสู้ มันจะมีอะไรบางอย่างที่บันดาลใจเรา”

labanoon

 

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

คมทัตต์ นิลปั้น

หลงใหลในการถ่ายภาพตั้งแต่ยังเด็ก เก็บเกี่ยวประสบการณ์จนมีแนวทางเป็นของตัวเอง ชอบการถ่ายภาพทุกรูปแบบ คน สัตว์ สิ่งของ ปัจจุบันชื่นชอบงานถ่ายภาพ portrait และงาน fashion

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

42.195 คือระยะของการวิ่งมาราธอน

ด้วยความที่เป็นการวิ่งระยะไกล มีทั้งช่วงเวลาที่ต้องอาศัยทั้งแรงบันดาลใจและใจบันดาลแรงในการพาตัวเองไปจนถึงเส้นชัย มีทั้งช่วงเวลาที่ใจฮึกเหิมและห่อเหี่ยวสลับกันไป จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครหลายคนจะเปรียบเปรยชีวิตว่าคล้ายการวิ่งมาราธอน

ธงไชย แมคอินไตย์ หรือพี่เบิร์ดของแฟนๆ บอกผมว่า ชีวิตในวงการเพลงของเขาคล้ายการวิ่งมาราธอน

เรื่องระยะทางคงไม่มีใครสงสัย ตั้งแต่วันแรกที่ออกอัลบั้ม หาดทราย สายลม สองเรา จนถึงวันนี้ พี่เบิร์ดอยู่ในวงการเพลงมาแล้วกว่า 30 ปี หลายคนยกให้เขาเป็นซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของประเทศ แต่เขาก็ไม่เคยยกตัวนิยามตนเองว่าอย่างนั้น

เบิร์ด

ล่าสุดผมรู้ว่าซูเปอร์สตาร์ผู้นี้กำลังซุ่มทำโปรเจกต์ใหม่ล่าสุดที่ชื่อ ‘Bird Marathon Project’ ซึ่งเป็นเหมือนหมุดหมายสำคัญหนึ่งบนเส้นทางยาวไกล โดยได้ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ซึ่งล้วนแล้วแต่เติบโตมากับผลงานเพลงของเขามาร่วมงานกันในโปรเจกต์นี้ และเมื่อลองไล่สายตาดูรายชื่อศิลปินทั้งหมด ยอมรับว่าลึกๆ ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์และตื่นเต้นไม่น้อย

ความพิเศษหนึ่งของ Bird Marathon Project คือ การเปิดโอกาสให้ศิลปินที่ว่ามาทำเพลงในแบบฉบับตัวเองโดยไม่ต้องสนใจว่าคนร้องคือ ธงไชย แมคอินไตย์

UrboyTJ, LABANOON, POLYCAT, แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข, อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม, BOOM BOOM CASH, Getsunova และ BIG ASS คือรายชื่อศิลปินที่ว่า ยังไม่นับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่รับหน้าที่มาถ่ายทำภาพยนตร์สั้นประกอบผลงานเพลงในโปรเจกต์นี้

แน่นอนว่าแค่ฟังคอนเซปต์ก็รู้ว่าไม่ใช่งานง่ายของพี่เบิร์ด

พูนศักดิ์ จตุระบุล หรือ อ๊อฟ BIG ASS ซึ่งเป็น Executive Producer ควบคุมภาคดนตรีของโปรเจกต์นี้บอกกับผมหลังจากวันที่เข้าห้องอัดครั้งแรกว่า เขารู้สึกผิดอย่างรุนแรงระหว่างทางกลับบ้าน ที่ปล่อยให้พี่เบิร์ดร้องเพลงในห้องอัดวนไปร้อยกว่ารอบ

ลืมไปว่าพี่เบิร์ดอายุใกล้จะ 60 แล้ว-มือกีตาร์วงบิ๊กแอสว่าอย่างนั้น

ไม่ใช่แค่มือกีตาร์ผู้นี้หรอกที่ลืมอายุของนักร้องผู้นี้ เมื่อได้นั่งคุยกันในช่วงเช้าวันหนึ่ง ด้วยพลังงานของพี่เบิร์ดที่ส่งออกมาให้คนรอบข้าง ผมเองก็ลืมไปเช่นกันว่าผู้ที่กำลังสนทนาด้วยคือคนที่กำลังจะย่างเข้าสู่วัยเกษียณในปีหน้า

บนเส้นทางยาวไกล อะไรทำให้พี่เบิร์ดยังคงอยู่บนเส้นทางนี้ อะไรทำให้เขาเลือกที่จะลุกขึ้นมาทำโปรเจกต์แสนท้าทายที่ไม่รู้ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร และเบิร์ด ธงไชย ของทุกคนในวันนี้ยังคิดฝันสิ่งใด ลองมานั่งให้เขาเล่าสู่กันฟัง ธงไชย แมคอินไตย์

คนมักจะทึ่งที่พี่เบิร์ดอายุจะ 60 แล้วยังเหมือนคนหนุ่ม ทั้งการกระทำและรูปลักษณ์ภายนอก พี่เบิร์ดย้อนมองตัวเองแล้วรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อมั้ย

บางครั้ง อย่างที่เมื่อกี้เพิ่งให้สัมภาษณ์ เต๋อ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) มา พี่เดินมาแล้วก็นึกว่า เออ การพูดการจาของพี่มันเฟรชมากจนเราลืมอายุ ทำไมเราพูดได้ไม่หยุด ทำไมมันลื่นไหลขนาดนี้ เราต้องชมตัวเองบ้าง เพราะบางทีพี่ก็เครียดกับตัวเองเกินไปว่า อันนี้กินไม่ได้ อันนี้อ้วน แต่ว่าเบิร์ดจะ 60 ได้แค่นี้ก็บุญแล้ว (หัวเราะ) บางทีเราก็บอกตัวเองแบบนี้ บอกเขาบ้าง ผ่อนหน่อย แก่บ้างก็ได้นะเบิร์ด แต่มันก็ไม่ดีนะ

มันจะมีกระแสสังคมหรือว่าคนที่พูดใส่พี่ว่า ‘อายุเยอะแล้วนะพี่เบิร์ด เพลาๆ ลงบ้าง’ แต่พอเขาเห็นหน้า เห็นตา เห็นอาการ แล้วเขาลืมเลยไง เมื่อก่อนพี่ก็คิดนะว่า 50 ก็คงจะงั่ก แต่นี่จะ 60 แล้วเมื่อวานพี่ยังซ้อมเต้นอยู่ เรียน 3 ชั่วโมง ไม่หยุด ซ้อมจนครูฝึกพี่ไม่ไหว

 

คนภายนอกมองว่าพี่เบิร์ดไม่เปลี่ยนไปเลย แล้วพี่เบิร์ดมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรของตัวเองบ้าง

ใจ เราต้องดูแลเขาอย่างดีมากขึ้น ดูแลใจให้ไม่ถูกความห่วงของคนมาดึงเอาโฟกัสของเราไป พี่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม พี่มีประสบการณ์มากขึ้น แต่ทุกอย่างมันย้อนกลับไป หน้าพี่เด็กลง หุ่นพี่แข็งแรง กล้ามเนื้อบึกขึ้น เรารู้โนว์ฮาวในการดูแลตรงนี้ ในการที่จะเป็นธงไชยต่อไป ที่จะยืนตรงนี้ต่อไป ฉะนั้นมันดีเหลือเกินกับการที่อายุเยอะขึ้น

 

มันฝืนธรรมชาติไหม

ใช่

 

ทำไมถึงไม่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ

ไม่ ปล่อยไม่ได้ เพราะว่าเรารักตรงนี้ไง เราจะอยู่ตรงนี้ เราเลือกให้เขาได้ เลือกให้เขาเป็น เลือกให้เขาอยู่ เลือกให้เขากิน เบิร์นขนาดนี้กินอะไรได้แค่ไหน พี่จะคูณออกมาเลยว่า พี่จะกินกี่มื้อ กินหมูได้กี่มื้อ แต่เหล่านี้มันเป็นเรื่องที่สนุกนะ ถ้าเราทำได้เราจะชนะ เราจะสนุก เราจะเอนจอย ความเอนจอยเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทอง คนเราเอนจอยขึ้นมาอะไรก็ทำได้ แต่ถ้าเบื่อขึ้นมานี่ซวย

เบิร์ด

ซึ่งมันยากนะ การรักษาความเอนจอยให้อยู่มาตลอดหลายสิบปี

ถูก ถ้าพี่ไม่ต้องทำงานพี่ไม่เคยกินยานอนหลับ แต่ถ้าเป็นช่วงที่พี่ทำงานพี่นอนไม่หลับ พี่ alert พี่ขอยาหมอมาเลย บอกเขาว่า เบิร์ดต้องกิน กินให้หลับ แล้วถ้านอนถึง 8 ชั่วโมง เบิร์ดจะตื่นเต้นยังไงก็ได้ เหมือนลิงบนเวที พี่วิ่งรอบทิศ แต่ถ้าเกิดว่าพี่ไม่ทำอะไร สี่ห้าทุ่มพี่ก็หลับแล้ว

เราต้องบาลานซ์ ช่วงที่มีงานใช้ร่างกายเยอะเราต้องดูแล เราใช้อะไรเราต้องรู้จักเขา เราใช้พี่เบิร์ดเขามาก ปกติเขาเคยนอนกี่โมงเราก็ต้องฝืนให้เขานอน เวลาจะมีคอนเสิร์ตเราต้องปรับก่อน 2 เดือน เราต้องออกกำลังกายตอนหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม เพราะว่าเราต้องใช้กำลังเวลานั้น

 

เหมือนที่พี่เบิร์ดเคยพูดบนเวทีคอนเสิร์ตว่า “พี่เบิร์ดจะดูแลธงไชย แมคอินไตย์ ของทุกคนให้ดีที่สุด”

ใช่ อันนี้คือข้อปฏิบัติ ที่ดูแลมากที่สุดคือทัศนคติ วิธีคิด ของธงไชย แมคอินไตย์ ต้องคิดอย่างถูกต้อง คิดให้ดี แล้ววิธีคิดของพี่คือเราต้องรับคำติให้ได้

 

แต่พี่เบิร์ดเหมือนอยู่ในจุดที่ไม่มีใครกล้าติแล้วนะ

อันนั้นคืออันตรายที่สุด การที่ไม่มีคนตำหนิเราคือสิ่งที่อันตราย เราเลยต้องเข้มงวดกับตัวเราเอง เพราะว่าทุกคนพร้อมที่จะเซย์เยส ด้วยความรักที่เขาดูแลเรา เราต้องดูตัวเองว่าเราดีจริงอย่างที่เขาพูดมั้ย หรือถ้าเขาชมเรา เราก็ต้องทำให้ดีอย่างที่เขาชมให้ได้ เราเหลิงไม่ได้ ต้องสะกดไม่เป็น ยิ่งคนชื่นชมยินดี เรายิ่งต้องคิดว่าเรายังไม่ถึงขนาดนั้นนะ แต่เดี๋ยวเราจะทำให้ถึง บวกสิ่งที่เราต้องทำมากขึ้นไปอีก มันต้องทำแบบนี้ แล้วมันก็จะดีกับตัวเราเอง

 

แล้วกับวัยที่เพิ่มขึ้น พี่เบิร์ดสูญเสียอะไรไปบ้าง

ไม่มีเลย คือความสูญเสียมันเปรียบไม่ได้กับสิ่งที่ได้รับหรอก มันเทียบกันไม่ได้ สิ่งที่เราได้รับจากทุกๆ อย่าง เมื่อเอามาวัดแล้วเราจะไม่ติดกับการสูญเสีย เราเกิดจาก under zero พี่มาจากครอบครัวที่ยิ่งกว่าจน คือไม่มีอะไรเลย อยู่สลัม จากตอนนั้นมาถึงวันนี้จะสูญเสียอะไรล่ะ มันมีแต่ได้ ได้ดูแลพ่อดูแลแม่ให้ขึ้นสวรรค์ ได้ดูแลตัวเอง ได้ดูแลคนดูทั้งประเทศให้มีความสุข ให้ทุกคนเรียกชื่อเราได้ ให้ทุกคนเรียกชื่อแล้วยิ้ม เรียกชื่อแล้วมีความสุข แค่นี้มันก็เป็นทรัพย์สินมหาศาลของพี่ ตายไปก็ใช้ไม่หมด

 

หลายคนคงสงสัยว่าในชีวิตพี่เบิร์ดเคยรู้จักความเศร้าหรือผิดหวังบ้างไหม

การสูญเสียนั่นแหละ สูญเสียคนรัก เพราะว่าถ้ายังอยู่ เรายังพูดคุยกันได้

 

พี่เบิร์ดรับมือยังไงกับการสูญเสีย

เราต้องเข้าใจ เรามีความเข้าใจเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุดในมือ บางทีพี่ก็รำคาญนะ ทำไมเราต้องเข้าใจ มันอ๋อตลอดเวลา แล้วก็ทำให้ลบเลือนไป

ตอนแม่พี่เสียพี่ก็ร้องไห้จนกระทั่งไม่ไหวแล้ว สูญเสียไง สูญเสียแล้วก็สงสาร แต่ทีนี้ด้วยสังขาร ด้วยอะไร เราได้ทำให้เขาเต็มที่แล้ว แน่นแล้ว ได้บวชให้ ได้ดูแล แม่อยากได้อะไรก็ซัพพอร์ตและเติมเต็มให้แม่ คือเราเคยไม่มีข้าวกิน ต้องไปเซ็นข้าวสารเขา พอวันหนึ่งแม่อยากได้อะไรเราก็หาให้ บอกแม่ว่า “แม่ เดี๋ยวเบิร์ดจะเบิกเงินมานะแม่นะ เอาให้เต็มเตียงแม่เลย” เราก็นึกว่าแม่จะเอนจอย แม่หยิบเงินมาตั้งบนหัว แล้วบอกว่า “ขอให้อยู่กับลูกนานๆ” แม่ขอให้มันอยู่กับลูกชายเยอะๆ ไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย

เวลาของแม่เดินเร็วกว่าเวลาของเราตลอดเวลา อายุของแม่เดินเร็ว เพราะฉะนั้น เราต้องทำอะไรแข่งกับเวลา เพื่อให้แม่ได้ในสิ่งที่แม่เคยขาด แม่จะพูดออกมาหลายๆ ครั้งแล้วพี่ชื่นใจก็คือ “นี่บ้านแม่อุดมเหรอ นี่แหวนแม่อุดมเหรอ” คือเขาไม่คิดว่าจะมี เราก็บอกว่า “แม่ นี่บ้านเรา แม่เอาขี้ทาบ้านก็ได้ แม่จะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องกลัว” อะไรที่แม่ไม่มี พี่ก็พยายามให้แม่มี แล้ววันที่แม่ไปก็แค่ไม่เจอแม่ แต่เราก็คือผลงานของแม่ นี่คือแม่ให้เรามา แม่กับป๋ารวมกัน ออกมาเป็นเรา เราคือแม่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องอะไรเลย เบิร์ดทำให้ดีที่สุด แล้วตอนแม่อยู่ แม่ก็บอกตลอดเวลาว่า “เบิร์ด คิดถึงตัวเองบ้างนะลูก”

เข้าใจไหมที่แม่บอกว่า คิดถึงตัวเองบ้างนะลูก

เข้าใจ แต่ก็ยังไม่ได้ทำ

 

เหมือนพี่เบิร์ดคิดถึงคนอื่นมากกว่า

ใช่

 

มันถูกต้องใช่มั้ย คิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง

สำหรับพี่นะ เพราะว่าเขาให้เรามา เราก็อยู่เพื่อเขา ทำเพื่อเขา ให้เขามีความสุขกัน เหลือเล็กๆ น้อยๆ เพื่อตัวเรา เราก็ได้อยู่บ้านหลังดีๆ เราก็ได้สร้างบ้านให้พ่อให้แม่เราอยู่ พอพ่อแม่เราไป เราก็ได้ใช้ของฟรีต่อจากพ่อแม่ (หัวเราะ)

 

เห็นว่าชีวิตประจำวันพี่เบิร์ดออกไปไหนไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่ไปทำงาน

นานมาแล้วพี่เคยไปจตุจักร ไปแล้วพัง ของเขาล้มเป็นโดมิโน่เลย คนวิ่งกรูกันเข้ามา คนที่นั่นก็บอกว่า พวกเรารักพี่เบิร์ดนะ แต่อย่ามาเลย ฉะนั้น อยู่บ้านเถอะ อยู่บ้านแล้วก็ทำอะไรได้มากกว่า

 

อึดอัดบ้างไหมที่ชีวิตเหมือนถูกจำกัดพื้นที่เอาไว้

ไม่เลย เพราะพี่มีความสุขของพี่ บังเอิญพี่โชคดีที่พี่มีความสุขกับงานมาก (ลากเสียง) พี่อยากอยู่ พอพี่อยู่บ้านพี่ก็จะนึกถึงว่าออกไปทำงานอะไรมา แล้วพี่ก็มีความสุข ทำไมต้องไปเที่ยวด้วย มีคนบอกพี่นะว่า เบิร์ดต้องไป พี่เล็ก (บุษบา ดาวเรือง) นี่เข็นมา 30 ปีแล้ว “ไปเถอะค่ะ ไปเถอะค่ะ” เลขาพี่ก็บอก “ไปนะคะ แลกเงินไว้ให้แล้ว” แล้วจะใช้อะไรล่ะ ใช้ไปก็เสียดาย ทำไมเราต้องไป คือพี่คิดอย่างนี้ สมมติมีคนบอกให้ซื้อโซฟาใหม่ พี่จะถามว่าซื้อทำไม พี่อยู่บ้านกับพี่นกน้อย (พรพิชิต พัฒนถาบุตร) สมมติโซฟาราคา 2 แสน พี่หารไปเลย 2 แสนนี่ตกเดือนละเท่าไหร่ ตกชั่วโมงละเท่าไหร่ ต้องมาคิดให้พี่ดู ถ้ามีเหตุมีผลพอพี่ซื้อ พี่กำลังจะบอกว่าเวลาจะใช้เงินพี่จะไม่เวอร์ พี่จะคิดว่าฟังก์ชันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพี่ พี่ใช้ทุกอย่างเป็นฟังก์ชันหมดเลย พี่ทำบ้านไว้ออกกำลังกายในบ้าน เพื่อที่จะไม่ต้องออกไปไหน แต่ถ้าออกจากบ้านเมื่อไหร่พี่ต้องพร้อมเมื่อนั้น ถ้าไม่พร้อมอย่าออกจากบ้าน โชคดีพี่มีคุณสมบัติพิเศษที่พระให้มาคือเราชอบเจอคน เราไม่เคยหนีเลย เราทำตัวให้พร้อมสำหรับให้เขาถ่ายรูป สำหรับพูดคุยกับเขา มีสมองไว้จำชื่อเขา ถ้าจำได้ เพราะฉะนั้น แฟนเพลงพี่พี่เรียกชื่อได้หมดเลยถ้าเจอหน้า

เวลาพูดถึงความสัมพันธ์ พี่เบิร์ดมักพูดถึงแฟนเพลง เพื่อนร่วมงาน จริงๆ ในชีวิตพี่เบิร์ดมีเพื่อนบ้างไหม

ไม่มี พี่มีเพื่อน แต่เพื่อนแยกย้ายกันไปแล้ว เขาก็คงคิดไปต่างๆ นานา ก็คงแอบด่าพี่บ้าง แต่รู้มั้ยว่าพี่ก็อยากเจอพวกมัน สมมติถ้าเจอกัน พี่จะบอกว่ากูก็อยากเจอพวกมึง พวกมึงคิดกันมากเอง มึงคิดว่ากูเป็นยังไง

พี่มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ไปเจอกันที่ใต้ เป็นคนปัตตานี พี่ไปเล่นที่นั่น แล้วระหว่างขากลับสองข้างทางเป็นป่า ก็มีมอเตอร์ไซค์ขี่ตาม ใครๆ ก็กลัวกัน แต่พี่บอกให้ชะลอรถ แล้วพี่เปิดกระจกถามว่า มีอะไรครับ เปิดไปปุ๊บ เป็นเพื่อนเก่า แก่มากแล้ว ก็เข้าไปกอดมัน กอดมันจนร้องไห้ สักพักก็บอกว่าเดี๋ยวติดต่อกัน เขาก็มาหาที่แกรมมี่

 

ไม่มีเพื่อนแล้วโหยหามั้ย

ไม่ๆ พี่เต็ม คือพี่เก็บไว้เต็มแล้ว ปัจจุบันพี่ว่าเขาน่าจะดีใจที่เพื่อนมึงได้ดี พี่คิดอย่างนี้ แล้วตอนที่อยู่ด้วยกันพี่ก็เป็นหัวโจก ร้องเพลงไปกับพวกมัน เล่นไปกับพวกมัน

 

ที่ว่าเต็มหมายความว่ายังไง

คือตอนที่เราทำอะไร ถ้าเราทำเต็ม ถ้าเราคิดเต็ม ถ้าเรารักจริง เราจะไม่เสียเวลาเลยในวันที่ไม่มีเขา พี่เก็บไว้แล้ว พี่มั่นใจว่าเจอกันเมื่อไหร่มันก็ต่อติด ถ้าเกิดวันนั้นเราไม่เต็ม เราพร่อง วันนี้ไม่มีทางเป็นอย่างนี้ เพราะมันพร่องไปแล้ว

 

ทุกวันนี้สิ่งที่พี่เบิร์ดมักจะบอกรุ่นน้องในวงการคืออะไร

เอนจอยไว้ ทำตัวเราให้เบา อย่าไปหนักกับมัน อะไรก็เบาๆ ไว้ เบาๆ คือไม่เยอะ อย่าทำตัวเยอะ อย่ามีตัวตนมาก เพราะเราต่างเติบโตมาอย่างไม่มีอะไรทั้งนั้น

 

พูดถึง Bird Marathon Project ตอนที่ฟังเพลงที่น้องๆ 8 ศิลปินแต่งให้ครั้งแรก รู้สึกยังไง

ไม่มีอันไหนให้สบายใจเลยสักเพลง (หัวเราะ) ยังดีนะเป็นวัยรุ่นอยู่

 

ยากกว่าที่คิดหรือคิดว่างานนี้ยังไงก็ยากอยู่แล้ว

มันไม่ใช่ยาก มันแปลก มันเป็นความใหม่ที่พี่อยากให้แฟนเพลงพี่เขารู้สึกว่า “นี่พี่เบิร์ดเว้ยเฮ้ย” (เสียงตื่นเต้น) จะถูกระเบียบตลอดเวลามันก็เซ็งนะ เขาคงรอดูว่าพี่เบิร์ดจะมาไม้ไหน พี่บอกน้องๆ เลยว่าไม่ต้องกั๊ก ไม่ต้องกลัวว่าพี่จะเรียบร้อย ไม่จริง พี่ไปได้หมด ไม่ต้องมากลัวไอ้นู่นไอ้นี่ มาแบบสดๆ กันเลย เพราะพี่ชอบแบบออริจินัล เพลงที่เขาแต่งพอเรากลืนเข้าไปมันก็เป็นตัวเราเอง

 

โปรเจกต์นี้เรียกว่าออกจากคอมฟอร์ตโซนไหม

พี่ไม่มีโซน พี่อยู่ตามที่ต่างๆ ได้ ตรงไหนสนุกพี่อยู่ โลกใบนี้แหละคือคอมฟอร์ตของพี่ที่สุด วงการนี้คือคอมฟอร์ตโซนของพี่

 

การทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย สิ่งที่ยาก ไม่ใช่การออกจากคอมฟอร์ตโซนเหรอ

ไม่ใช่ ไม่มีงานไหนยากเลย เราบอกตัวเอง เราอนุญาตให้ตัวเองได้รับ เราอนุญาตจิตใจของเรา เราอนุญาตตัวเองให้ทำ อยากทำอะไรก็ทำ บอกตัวเองว่ามันสนุกนะเบิร์ด แล้วก็ทำเลย ถามว่าโปรเจกต์นี้เราทำเพื่ออะไร เพื่อเชื่อมต่อกับน้องๆ ใช่มั้ย อ๋อ โอเค เราอยู่กับน้องๆ ได้ เราไม่ได้ทอดทิ้งกลุ่มคนฟังกลุ่มนี้ ไม่ใช่ไม่แคร์เขาไปแคร์แค่ทาร์เก็ตของตัวเอง พี่ไม่มีทาร์เก็ต ส่วนใครจะชอบไม่ชอบนั่นอีกเรื่อง เขามีสิทธิ์ที่จะเลือก

เบิร์ด

โปรเจกต์นี้มีความหมายกับพี่เบิร์ดยังไงบ้าง

คุณค่าไม่ได้อยู่ที่เพลง แต่อยู่ที่น้องๆ ที่ร่วมงานมองมาที่พี่ สิ่งที่เขาคิด ที่เขารู้จักเรา สิ่งที่พ่อแม่พร่ำสอนหรือปลูกฝังเกี่ยวกับพี่ แล้วเราได้เอากลับมาแชร์กัน ความภาคภูมิใจมันคือการทำให้พี่เฟรชขึ้นมาอีก พี่มองไปถึงวันที่เขาทำให้พี่ เขาคุยกันว่าพี่เบิร์ดคือใครๆ พี่ชื่นใจตรงนี้มากกว่า เพราะการร้องการอะไรของพี่มันเรียนรู้กันได้ แล้วพี่ชอบเรียนรู้มาก แต่ที่สำคัญคือมันรีเฟรชความรู้สึกของเรา พี่เชื่อมต่อกับพวกเขาได้ โอ๊ย พี่มีความสุขมาก

 

เหมือนโปรเจกต์นี้กลับมาเติมพลัง

ใช่ เติมง่ายๆ เลยนะ

 

ถ้ามองชีวิตเป็นการวิ่ง มีเส้นชัยไหนไหมที่ถ้าไปถึงแล้วจะหยุดวิ่ง

ไม่มี จุดสิ้นสุดคือจุดเริ่มต้นของพี่ ทุกครั้งที่พี่ไปถึงเส้นชัย นั่นคือจุดเริ่มต้นที่พี่ต้องไปต่ออีก พี่วิ่งมาราธอนมาจนถึงคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด พอรอบสุดท้าย พี่โค้งปุ๊บ พี่รอเวลาที่พี่จะขึ้นใหม่ทันที พี่ไม่มีความคิดที่จะเลิกรา พี่เพิ่งตกลงกับพี่นกน้อยว่า เบิร์ดจะ 60 แล้ว พี่นก 62 แล้ว จะเที่ยวรอบโลกกันมั้ย หรือว่าอยู่กับบ้าน หรือจะไปจำศีลภาวนา หรืออะไร ไม่อย่างนั้นเบิร์ดเริ่มต้นใหม่หมดเลยนะ ก็คุยกัน โอเค เริ่มต้นใหม่

 

แต่เหนื่อยมาทั้งชีวิตแล้ว ไม่คิดว่าควรพักได้แล้วเหรอ

ไม่จริง ก็นี่ไง สบายจะตายแล้ว เรารักงาน เรารักชีวิตแบบนี้ เรารักการให้ เรารักเสียงเพลง เรารักการร้องเพลง เราชอบอยู่หน้ากล้อง ถ้าเราอยู่ไกล เราก็ขาดวิญญาณไปเลย ก็แบ๊ะๆ อยู่บ้าน หรือถ้าไปเที่ยวแล้วไงล่ะ สมมติวิวสวย 10 วันแล้วยังไงต่อ หรือไปซื้อของ ซื้อไปทำไม ของก็มีเยอะแยะ แล้วก็แบกกันกลับมาไว้ในบ้านรอเวลาใช้ แล้วเมื่อไหร่จะได้ใช้ถ้าไม่ได้ทำงาน แต่ถ้าได้ทำงานก็ได้ใช้ของที่เรามี เราได้ออกไป ได้ดูแลตัวเอง ได้ไปวิ่งเล่น มีความสุข

 

พี่เบิร์ดเหมือนนักวิ่งที่ไม่มีเส้นชัย

ไม่มี เหมือนทั้งชีวิตเป็นมาราธอน เหนื่อยพี่ก็พัก แล้วก็วิ่งต่อ สุขภาพเราก็ดี ได้เห็นข้างทาง ได้เห็นวิว ได้สูดอากาศให้เต็มที่ เราเหนื่อยแต่เราสูดอากาศเข้าไปอีกที เราก็ได้ออกซิเจน

 

แล้วที่พี่เบิร์ดบอกว่ามาเริ่มต้นใหม่ในวัยใกล้ 60 มันยังมีอะไรใหม่อีกเหรอ เพราะพี่เบิร์ดก็ผ่านมาหมดแล้ว

พี่คิดว่าความ continue คือความใหม่ของพี่ จริงๆ แฟนเพลงพี่เขาอาจจะไม่ต้องการอะไรใหม่ เขาก็ไม่รู้ด้วยว่าอะไรใหม่ เขารู้ว่าแค่มีพี่เบิร์ด แต่ความ continue ทำให้ดอกไม้บานในใจเขา อันนี้แหละคือความใหม่ แต่ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งที่คนคิดว่า You’re so old. ท่องอยู่อย่างนั้น มันก็เป็นอย่างนั้น เราต้องไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปเชื่อเรื่องอายุ ถ้าเราไปเชื่อเรื่องอายุ เคมีในร่างกายก็จะเชื่อ เราก็แค่ทำของเราไป ตื่นเช้ามาเราก็ออกกำลังกาย เรากิน เรานอน เราทำแบบนี้ มันก็ยังรีเฟรชอยู่ตลอดเวลา

 

พี่เบิร์ดเชื่อในสัจธรรมข้อนี้ไหม ที่ว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป

พี่เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง สิ่งที่เชื่อคือไม่มีอะไรอะไรคงอยู่ตลอดไป และพี่ก็เชื่อว่ามีอะไรคงอยู่ตลอดไป มันมีทั้งใช่และไม่ใช่ในคำนี้ ร่างกายมันก็ต้องมีบางอย่างที่สึกหรอไปแหละ ต้องย่อยสลาย แต่สิ่งที่เขาเคยทำมาตลอดจะอยู่เสมอไป ความรู้สึก ความรัก อยู่เสมอไป

 

หลายคนนึกตอนพี่เบิร์ดไม่ร้องเพลงไม่ออกแล้ว พี่เบิร์ดนึกภาพตัวเองตอนเลิกร้องเพลงออกไหม

ไม่นึก จะนึกไปทำไม นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ไม่อยากนึกด้วย ยังไงเราก็ร้องเพลง

 

ชีวิตพี่เบิร์ดดูมีครบทุกอย่างแล้ว ทั้งชื่อเสียง เงินทอง ดูเหมือนไม่มีอะไรให้ไขว่คว้าอีกแล้ว ทุกวันนี้ยังโหยหาอะไรอยู่บ้างไหม

นี่ไง งานนี่แหละ (หัวเราะ) มันพร่องตลอดเลย เรื่องงานอย่างเดียวที่เติมไม่เต็ม มาเถอะ เรื่องอื่นพี่ไม่สนใจ ขอให้มีงาน งานคือทุกสิ่งทุกอย่าง งานคือหู ตา ปาก จมูก ทวารทุกอย่างเปิดเมื่อทำงาน งานคือความสุข งานคือความสนุก งานคือความตื่นเต้น งานคือความหวัง งานคือเหตุ งานคือผล งานคือการ go งานคือการ move ของชีวิต งานคือคำถาม งานคือคำตอบ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load