เมื่อเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งย่านบางใหญ่ ผมเห็นกีตาร์หลักสิบตัวแขวนเรียงรายอยู่บนกำแพง

กีตาร์แต่ละตัวที่แขวนอยู่มีร่องรอยการใช้งานปรากฏชัดเจน บางตัวมีบาดแผลที่เห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า สิ่งเหล่านี้บ่งบอกได้ว่าพวกมันผ่านการถูกใช้งานมาอย่างหนักหน่วง

นั่งรอในบ้านได้ไม่นาน เมธี อรุณ นักร้องนำวง LABANOON เจ้าของกีตาร์และเจ้าของบ้าน ก็เปิดประตูเข้ามาและทักทายพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่เพื่อนร่วมวงอีก 2 ชีวิตอย่าง อนันต์ สะมัน และ ณัฐนนท์ ทองอ่อน จะตามเข้ามาสมทบจนครบวงสนทนา

เรานัดพบกันในวาระที่ลาบานูนเป็น 1 ใน 8 ศิลปินที่มาร่วมในโปรเจกต์พิเศษของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ที่ชื่อ Bird Marathon Project ก่อนจะย้อนพูดคุยถึงเส้นทางดนตรีของวงตั้งแต่วันที่ยังเป็นเด็กน้อยในวงการมาจนกระทั่งวันที่ได้มาบรรจบร่วมงานกับนักร้องซูเปอร์สตาร์ในวันนี้

จากการสนทนาที่มีเสียงหัวเราะดังสลับความเงียบทำให้ผมรู้ว่า เส้นทางชีวิตของพวกเขาคล้ายกีตาร์ที่แขวนอยู่บนกำแพง

นั่นคือมันสวยงามดีแม้จะมีร่องรอยของการกระทบกระแทกก็ตาม   

  1.

เพลงมันพาเรามาไกล

ลาบานูนเป็นวงที่เริ่มต้นบนเส้นทางดนตรีอย่างเรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่มีความฝันยาวไกลในวันแรกๆ เหมือนวงร็อกวงอื่นๆ แต่จากจุดนั้นก็พาพวกเขามาอยู่จุดนี้

“คือเราอาจจะชอบดนตรี เราชอบฝัน แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องมีอัลบั้ม ต้องเป็นศิลปิน เราชอบร้องเพลง เราเล่นกีตาร์แล้วรู้สึกมันสนุก เมื่อก่อนเราประเมินฝีมือเราแล้วคิดว่ามันไม่สามารถไปถึงจุดอาชีพได้หรอก ประเมินอย่างนั้น ไม่คิดไม่ฝันหรอกว่าวันหนึ่งผมจะแต่งเพลงได้ ทำเพลงได้ เราไม่ได้ฝันเลยว่าจะเป็นลาบานูนอย่างทุกวันนี้” เมธีย้อนเล่าถึงวันที่ดนตรียังเป็นเพียงบางสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจไม่ใช่ปากท้อง

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตพวกเขาคือการเข้ารอบ 10 วงสุดท้ายในรายการประกวดวงดนตรีระดับมัธยมอย่างเวที Hotwave Music Awards ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2540

แม้จะไม่ได้แชมป์มาประดับโปรไฟล์แต่เอกลักษณ์ฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากวงอื่นๆ บนเวทีเดียวกันก็ไปสะดุดหู สะดุดตา และสะดุดใจ ของ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ แห่ง Music Bugs จนทำให้เขาได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินตั้งแต่ยังเรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมปลาย

ฟังดูเหมือนง่ายดายใช่ไหม นั่นแหละ เมื่อเรามองใครหรือสิ่งใดจากระยะไกลเป็นธรรมดาที่เราจะมองไม่เห็นถึงร่องรอยบาดแผลของสิ่งนั้น ไม่แปลกที่หลายคนจึงอิจฉาชีวิตของเหล่าศิลปิน โดยที่ไม่รู้ว่าพวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง

“ตอนที่ผมร้องเพลง ยาม ผมแทบท้อ อยากไปบอกพี่เอกว่า ไม่ออกแล้วอัลบั้ม ด้วยความที่เพิ่งรู้ตอนอยู่ในห้องอัดว่ามันยาก เราไม่ได้เกิดมาเพื่อร้องเพลง เราไม่ได้รู้เกี่ยวกับศาสตร์ดนตรีเลย เราไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ากูเป็นนักดนตรีเหรอวะ กูเป็นศิลปินเหรอวะ ไม่รู้ด้วยซ้ำ” เมธีย้อนเล่าถึงวันที่เข้าห้องอัดเพลงครั้งแรกในชีวิต

“บอกตรงๆ ว่าที่ผ่านมาก่อนหน้าเราทำอะไรด้วยความรู้สึกจริงๆ จะว่าเรามั่วก็ได้ ไม่มีศาสตร์อะไรเลย โน้ต โด เร มี คืออะไร ถ้าให้เอาเปียโนมากดแล้วให้ผมร้องตามโน้ตนั้น หูผมยังฟังไม่ได้เลยว่าเป็นโน้ตอะไร พอเจอเขาสอนก็รู้สึกว่า โห ทำไมมันยากจัง คอแทบพัง น้ำตาแทบไหล จนพี่เอกต้องค่อยๆ ป้อน ค่อยๆ ไป เหมือนเรียนวิชาวัดเส้าหลิน”

“ร้องไปกี่รอบ จำได้มั้ย” ผมถาม

“พันกว่ารอบ เมื่อก่อนร้องตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า ไม่ผ่านสักที ต้องเข้าใจว่าเมื่อก่อนไม่เหมือนสมัยนี้ที่จะจูนเสียงได้ ถ้าคุณร้องเพี้ยนก็ต้องอัดใหม่หมดเลย ต้องเอาให้ได้ มันก็เป็นผลพลอยได้ด้วยว่ามันก็ได้ฝึกไปในตัว เวลาร้องสดมันก็เป็นของจริงที่ออกมา” นักร้องผู้มีสำเนียงสุดแสนเป็นเอกลักษณ์ตอบด้วยรอยยิ้ม

โชคดีที่การร้องหลักพันรอบของเขาไม่สูญเปล่า เพลง ยาม คล้ายเป็นการป่าวประกาศให้คนทั้งประเทศรู้จักวงดนตรีที่ชื่อ ลาบานูน กลายเป็นเพลงฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองในยุคที่คำว่า ‘ไวรัล’ ยังไม่มีใครรู้จัก อัลบั้มแรกที่ชื่อ นมสด ซึ่งวางแผงเมื่อ พ.ศ. 2541 มียอดขายเกินล้านตลับ

ไม่มีเพลง ยาม ไม่มีลาบานูน-เมธีว่าอย่างนั้น

“ตอนนั้นผมเป็นคนจนคนหนึ่ง พ่อแม่ผมเงินเดือน 4,000 บาท ที่บ้านรับจ้างกรีดยางพารา บ้านที่อยู่เวลาฝนตกก็รั่วบ้างไม่รั่วบ้าง เพลง ยาม เปลี่ยนชีวืตผม คืออย่างน้อยก็ได้ซื้อที่ดินให้แม่ผมตัดยาง สร้างบ้านให้แม่อยู่แม้จะไม่ได้ใหญ่โตอะไร จากพื้นที่ไม่มีกระเบื้องก็ปูกระเบื้องให้ จากไม่มีรถก็มีรถมือสองขี่ มีทุนการศึกษาให้เราเรียน ส่งตัวเองได้ นี่คือการเปลี่ยนชีวิตที่ยิ่งใหญ่มากในชีวิตผม

“เพลงมันพาเรามาไกล ตอนแรกเราอาจจะเข้าใจว่าเพลงมีไว้ฟังเฉยๆ ตอนนี้มันให้อะไรกลับมาเยอะมาก”

 

ลาบานูน เบิร์ด ธงไชย

2.

ชีวิตเหมือนชิงช้าสวรรค์

3  อัลบั้มแรกของลาบานูน ไล่ตั้งแต่ นมสด, 191 และ คนตัวดำ ล้วนมียอดขายทะลุล้านตลับ ซึ่งต้องไม่ลืมว่าเป็นยอดขายล้านตลับโดยที่อยู่ค่ายเล็ก ไม่ได้มีสื่อในมือมากมายช่วยโปรโมต ในขณะที่อัลบั้มถัดๆ มาก็ได้รับการตอบรับที่น่าพอใจ

หากแต่อยู่ดีๆ พวกเขาก็หายไปจากวงการโดยไม่ได้มีการร่ำลา ไม่มีเพลงไม่มีอัลบั้มออกมาให้แฟนๆ ได้ฟัง

ตอนนั้นบางเสียงพูดกันถึงขั้นว่า ลาบานูนยุบวง

“ชีวิตเหมือนชิงช้าสวรรค์ มีขึ้นมีลง” เมธีสรุปสัจธรรมที่เรียนรู้จากชีวิตช่วงนั้น ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในเส้นทางสายดนตรี “7 – 8 ปีที่แล้วผมไม่ร้องเพลงไม่แตะกีตาร์เลยนะ ตอนนั้นเราเกือบยุบวงจริงๆ คิดว่าคงไม่มีลาบานูนแล้วจริงๆ ตอนแรกกีตาร์ 4 ตัวนี้ผมจะขายหมดเลย”

ใช่, นักร้องนำของวงพูดถึงกีตาร์บางตัวที่แขวนไว้บนกำแพงซึ่งปะทะสายตาของผมตั้งแต่เดินทางมาถึง

“วันหนึ่งลาบานูนเหมือนว่าเริ่มเชย แล้วท่ามกลางทุนนิยม ปลาใหญ่กินปลาเล็ก รูปแบบการบริหารงาน และทีมงานเก่าๆ ที่ช่วยกันสร้างลาบานูนมาก็แยกย้ายกันออกไป เหลือแค่เราที่ยังอยู่ เลยกลายเป็นว่าผมเบื่อ ผมรู้สึกว่าผมผิดหวัง รู้สึกว่าผมเจ็บ ความจริงตอนนั้นลาบานูนก็ยังมีงานจ้างอยู่นะ อย่างน้อยๆ เดือนหนึ่งเงินเป็นแสนก็ยังหาได้อยู่ แต่ผมไม่เอา ผมไม่อยากเล่น ตัดสินใจไปทำงานข้าราชการเงินเดือน 20,000”

หลังจากเมธีพูดจบ อนันต์ซึ่งผ่านช่วงเวลานั้นมาด้วยกันจึงเล่าเสริม “ณ ตอนนั้นถือว่าแต่ละคนก็ไปทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีคำตอบเหมือนกันว่า จะอีก 2 ปีมาเจอกันนะหรืออีก 1 ปีมาเจอกัน ไม่มีใครรู้เลยว่าจะกลับมาไม่หรือกลับมา อาจจะไม่กลับมาเลยก็ได้”

ช่วงเวลานั้นเมธีซึ่งเป็นนักร้องนำตัดสินใจสมัครเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ อนันต์ไปทำงานด้านไอทีในบริษัทเอกชน ในขณะที่สมพร มือกลองคนเก่าย้ายไปเล่นให้วงกะลา

“ตอนนั้นคิดเหรอว่าในชีวิตยังมีอะไรที่ทำได้ดีกว่าเล่นดนตรี” ผมถาม

“ไม่มี ได้รู้แล้วไงครับเมื่อไปทำอย่างอื่น” นักร้องนำของวงตอบทันที

“แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับมาสู่วงการดนตรีอีกรอบคือจุดไหน”

“พี่กบ (ขจรเดช พรมรักษา) กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง” เมธีบอกก่อนจะเล่าบางเหตุการณ์ที่ติดในความทรงจำ

“วันนั้นผมขับรถอยู่ กำลังจะไปสอนที่มหาวิทยาลัย ก็เปิดวิทยุ แล้วมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเขาบอกว่า อยากฟังลาบานูน เมื่อไหร่ลาบานูนจะออกเพลงใหม่คะ คือมันบังเอิญฟังวิทยุพอดีน่ะ เฮ้ย ยังมีคนคิดถึงลาบานูนอยู่เหรอวะ แล้วที่สำคัญพี่กบโทรมาบอกว่า ‘กูคิดถึงลาบานูนว่ะ’

“ผมก็อึ้งอยู่ ยังไม่ตอบอะไร สองเหตุการณ์นั่นแหละจุดประกายแรกเริ่ม ก็เลยคิดว่ายังไงดีวะ กลับไม่กลับ ตอนนั้นเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย 3 ปี ทำงาน อบจ. ได้ปีหนึ่ง รวม 4 ปี สุดท้ายก็ตัดสินใจว่ากลับ แต่ผมโชคดีตรงที่ ผมรู้สึกว่าพี่ๆ เขาคงคิดถึงผมอยู่เสมอ สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทิ้งผม ตอนที่รู้ว่าจะย้ายมาแกรมมี่ เขาก็พยายามให้ผมไป featuring กับพี่ตูน บอดี้แสลม มาคลุกคลีกันก่อน นั่นแหละ มันก็เลยทำให้รู้สึกอบอุ่น เราไม่ได้อยู่เดียวดาย

“ย้อนกลับไปตอนที่เลิกเล่นดนตรีผมจะขายกีตาร์หมดเลย โชคดีวันนั้นเจ้าของร้านไม่อยู่ที่ร้าน ออกไปข้างนอก พนักงานบอกเฮียกำลังมา ผมบอกว่าไม่ทันแล้ว ผมต้องขึ้นเครื่องแล้ว ผมก็เลยหิ้วกีตาร์กลับมา ทุกวันนี้เวลาผมดูกีตาร์ 4 ตัวนี้ น้ำตาผมไหลตลอดเลย มันมีความหมายมาก” 

อนันต์ ลาบานูน   3.

ถึงเวลาที่คนจะกลับมากินกะเพราไก่ไข่ดาว

หลังจากกลับมาทำเพลงอีกครั้ง วงได้สมาชิกใหม่คือ ณัฐนนท์ มือกลองคนปัจจุบันซึ่งย้ายมาจากวง Oblivious แทนมือกลองคนเดิม

“ตอนกลับมาผมก็ไม่มั่นใจนะว่าจะกลับมาได้ แต่ผมมาถูกจังหวะ มาถูกว่าวงการต้องการอาหารแบบนี้ ผมรู้สึกว่าคนไทยกินพวกแซลมอน สเต๊ก อาหารญี่ปุ่น มาเยอะแล้ว ผมรู้สึกว่าถึงเวลาที่คนไทยจะกลับมากินกะเพราไก่ไข่ดาว ผมรู้สึกว่าพริกเผา พริกแกง ได้เวลาของมันแล้ว”

อาหารเรียบง่าย กินง่ายที่เมธีว่าเขาหมายถึงเพลงซิงเกิลแรกอย่าง ศึกษานารี ที่ฟังแล้วคิดถึงลาบานูนในยุครุ่งเรือง เพลงอาจไม่ได้เหนือชั้นชนิดคนนั่งแกะคอร์ดต้องปวดหัว แต่เมธีเชื่อว่าคนฟังโหยหาเพลงแบบนี้ และเพลงแบบนี้คือนิยามของเพลงแบบลาบานูน

“ศาสตร์การแต่งเพลงของลาบานูนคือต่อให้โจทย์ยากยังไง เพลงต้องไม่เข้าใจยากเด็ดขาด ผมคิดเยอะนะ แต่เวลาทำจะไม่ทำให้ยากเด็ดขาด เอาให้ง่าย ไม่ซับซ้อน คือเหมือนขอให้ส่งบอลมาหน้าประตูให้ผม ผมยิงท่าง่ายๆ นี่แหละ ขอให้เข้าประตูก็พอ

“ซิงเกิ้ลแรกคือ ศึกษานารี ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ละคนมาท่ายาก ผมแต่งเพลงง่ายๆ นี่แหละ จนมาถึงซิงเกิล เชือกวิเศษ  7 เพลงแรกที่เป็นซิงเกิลมียอดวิวรวมกันพันกว่าล้าน พลังงานจน ร้อยกว่าล้าน เชือกวิเศษ สี่ร้อยกว่าล้าน แพ้ทาง สามร้อยกว่าล้าน ฉันก็คง ร้อยกว่าล้าน ใจกลางเมือง สองร้อยล้าน” เมธีย้อนเล่าการกลับมา

แต่แม้จะเอ่ยถึงตัวเลขยอดวิวในยุคที่ไม่มียอดขายเทปให้พูดถึง แต่สำหรับเมธี สิ่งที่มีค่าแท้จริงหาใช่ยอดวิวเหล่านั้น หากแต่มันคือการที่เพลงที่เขาเขียนที่เขาแต่งไปส่งแรงสั่นสะเทือนชีวิตของผู้ฟัง

“วินาทีที่ได้ร้อยล้านวิวผมก็ตื่นเต้นนะ แต่ก็ไม่ได้ดีใจภูมิใจอะไรกับมันมาก แต่อย่างเพลง ตายดาบหน้า มีคนดูแค่สามล้านกว่าวิว แต่ผมรู้สึกว่ามันมีค่า คือมีเพื่อนผมคนหนึ่งที่เป็นมือเบส เขาเป็นโรคมะเร็ง เมียขอหย่า เกือบจะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว แต่อยู่ๆ วันหนึ่งเขาฟังเพลง ตายดาบหน้า จบแล้วเขาส่งข้อความมาว่า ‘ขอบคุณเพลงเพื่อนว่ะ ที่ทำให้กูอยากมีชีวิตอยู่ต่อ’  คือเพลงบางเพลงมันทำให้คนที่คิดจะฆ่าตัวตายแล้ว คิดว่าชีวิตกูไม่มีความหมายแล้ว ได้รู้ว่าชีวิตมีค่า ซึ่งนี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต หรืออย่างเพลง พลังงานจน บางคนที่คิดว่าทำไมชีวิตต้องดิ้นรน ฟังแล้วบอกว่า ผมจะทำงาน เก็บตังค์ เลี้ยงดูพ่อแม่ คือนี่มันไม่ใช่แค่เพลงแล้ว

“ผมไม่ไม่รู้จะอธิบายยังไง เวลาดูยอดวิวผมตื่นเต้นกับมันนะ แต่มันก็ไม่ค่อยมีค่า ยอดวิวเป็นเรื่องที่เดี๋ยวมันก็ลง อย่างเพลง ตายดาบหน้า เป็นเพลงที่ไม่ดังเลยนะ แต่ผมไปเล่นคอนเสิร์ตผมก็ยังยืนร้อง บางคนไม่เคยรู้จักก็บอกว่า เมธีร้องเพลงอะไรวะ ซึ่งเขาคงไม่เข้าใจหรอก ผมร้องเพื่อคนคนหนึ่ง”

ลาบานูน

ณัฐนนท์ ลาบานูน

4.

การดำเนินชีวิตของพี่เบิร์ดคือครู

ไม่แปลกที่ใครสักคนซึ่งเคยเกือบบอกลาบอกเลิกบนเส้นทางที่เลือกเดินจะรู้สึกทึ่งกับใครอีกคนที่สามารถยืนระยะมาอย่างงยาวนานไม่ไขว้เขวหันเหออกนอกเส้นทางมาตลอดกว่า 30 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2529 ตอนที่อัลบั้ม หาดทราย สายลม สองเรา ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกของ ธงไชย แมคอินไตย์ วางแผง เมธีนักร้องนำอายุ 7 ขวบ อนันต์ มือกีตาร์ อายุ 5 ขวบ ส่วนณัฐนนท์ มือกลอง ยังไม่เกิดหรือลงลึกไปกว่านั้น แม่ของเขาอายุน้อยกว่าพี่เบิร์ดเสียอีก

สำหรับเมธี การยืนระยะของนักร้องซูเปอร์สตาร์จนเวียนมาร่วมงานกันใน Bird Marathon Project จึงถือเป็นเรื่องพิเศษอย่างยิ่ง

“ถามว่าทำไมท่ามกลาง พ.ศ. นี้ พี่เบิร์ดยังเป็นไอดอลอยู่เลย คือเรายอมรับว่าพี่เบิร์ดเขาเป็นมืออาชีพจริงๆ เขาเป็นศิลปินจริงๆ ตั้งแต่เรายังเด็กๆ เรารู้สึกว่านี่คือการดำรงชีวิตของคนซึ่งเป็นแบบอย่าง เป็นครู ในการเป็นศิลปินเลยก็ว่าได้”

การได้เป็น 1 ใน 8 ศิลปินทำให้วงลาบานูนได้ใกล้ชิดนักร้องที่ครั้งหนึ่งเขาเคยรู้สึกว่าอยู่ห่างไกลจากพวกเขา

“ตอนเด็กๆ เราอาจจะรู้จักพี่เบิร์ดในด้านเอนเตอร์เทนเนอร์ เราอาจจะรู้จักพี่เบิร์ดเป็นเหมือนซูเปอร์สตาร์คนหนึ่ง แต่วิธีการดำเนินชีวิต เราอาจไม่รู้จักพี่เบิร์ด ผมเพิ่งมาได้สัมผัสจริง โห แม่เจ้า พี่เบิร์ดเขาถึงขั้นนี้เลยเหรอ ผมขนลุกเลยที่รู้ว่าพี่เบิร์ดต้องซ้อมเต้น ตื่นมาตอนเช้าต้องวอร์มขา วอร์มเสียง แสดงว่าตลอดชีวิตของเราที่ผ่านมาเกือบ 20 – 30 ปี พี่เขาทำอย่างนี้ทุกวัน ในฐานะที่เป็นศิลปิน เราแทบไม่ได้ครึ่งเลยด้วยซ้ำ

“ผมว่านี่คือครู การดำเนินชีวิตของพี่เบิร์ดคือครู ไม่ใช่แค่ศิลปิน ผมว่าทุกคนมีโอกาสที่จะมีพรสวรรค์ แต่คนคนหนึ่งที่เขาจะมีวิชาชีพเป็นครูในเรื่องการดำรงชีวิต ในเรื่องการเป็นศิลปิน มีไม่กี่คน นี่คือศิลปินที่เป็นแบบอย่างให้กับศิลปิน ผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับพี่เบิร์ด”

เพลงที่ลาบานูนแต่งให้พี่เบิร์ดในโปรเจกต์นี้ชื่อเพลง ผู้ต้องหา เป็นการเล่นคำสไตล์ที่พวกเขาถนัด

“ตอนแต่งเรานึกว่าตอนนี้พี่เบิร์ดอายุจะ 60 แล้วนี่หว่า แล้วผมก็รู้สึกว่าสุดท้ายไม่ว่าพี่เบิร์ดจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ พี่เบิร์ดก็ยังต้องการความรักอยู่ ยังต้องหาความรักอยู่ เป็นผู้ต้องหา เราก็เล่นคำ เราก็นึกถึงเพลงคนไม่มีแฟน เราก็รู้สึกว่าเพลงนี้ถือเป็นภาคต่อ”

“รู้สึกเหลือเชื่อมั้ยที่วันหนึ่งได้มาร่วมงานกับพี่เบิร์ด” ผมสงสัย

“ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งพวกผมจะได้ออกเทป ได้ไปเจอพี่เบิร์ดเอง ได้อยู่ข้างๆ กัน ได้ทำงานเพลงให้พี่เบิร์ด ไม่เคยคาดคิด ยังนึกอยู่ว่าตอนนี้ฝันหรือเปล่า ไม่น่าเชื่อว่าดนตรีก็พาเรามาไกลขนาดนี้ สำหรับผมนี่คือจุดสุดยอดในการเป็นนักดนตรีของผมแล้ว เวลาเจอแฟนคลับ เจอคนที่ชอบลาบานูน ผมจะให้เกียรติเขามาก เพราะผมเข้าใจเขา เหมือนเวลาที่เราเจอพี่เบิร์ด เรามีความสุขมาก ไม่รู้จะอธิบายยังไง ต่อให้ทุกวันนี้เพลงเรามียอดวิวเป็นร้อยล้าน แต่เวลาเราเจอพี่เบิร์ดเราก็ยังประหม่าอยู่ เหมือนเรายังเป็นเด็กคนเดิมที่เคยฟังเคยเต้นเพลงพี่เบิร์ด ผมยังเป็นเด็กน้อยคนนั้น

“ที่สำคัญ อย่างหนึ่งในการทำงานกับพี่เบิร์ดคือผมรู้สึกว่าเวลาอะไรที่เป็นของจริง มันจะสื่อพลังบางอย่างให้กับคนรุ่นหลังด้วย พอนั่งคุยเสร็จพี่เบิร์ดสื่อพลังให้กับพวกเราวงลาบานูนด้วย รู้สึกเหมือนการต่ออายุให้กับวงพวกเราด้วย เป็นกำลังใจ ทั้งๆ ที่พี่เบิร์ด ไม่ได้บอกว่า ลาบานูนสู้ๆ นะ แต่มันเกิดจาการที่ได้สัมผัส ได้อยู่ใกล้ๆ ได้พูดคุย เราอยากสู้ อยากทำให้ดีที่สุด

“มีช่วงที่ลาบานูนเกือบจะขายกีตาร์ ช่วงที่เราไม่อยากเล่น พอพี่เบิร์ดรู้ก็บอกว่า ‘อย่าหยุดนะเว่ย ต้องอยู่ยาวๆ เขาก็บอกจะมีช่วงหนึ่งในชีวิตเราเป็นแบบนั้น ทุกคนทุกอาชีพมีหมดแหละ เราอาจจะมีบางอย่างที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต รู้สึกจำเจกับชีวิต รู้สึกอยากลอง ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ผิด อนันต์ก็เลยถามพี่เบิร์ดว่ามีช่วงแบบนี้มั้ย พี่เบิร์ดก็บอกว่ามี สุดท้ายมันก็คือเพลงหนึ่ง นั่นคือเพลง เธอผู้ไม่แพ้ เป็นเพลงที่พี่เขาให้เราสู้ต่อไป คือทุกคนเคยเป็นอย่างนี้หมด พี่เบิร์ดก็เคยเป็น แค่เราถามใจตัวเองว่าจะสู้ไปกับมันมั้ย ชีวิตเราไม่แน่นอน ความดังมันดิ่งลงได้ คนเราก็ต้องแก่ มันเป็นวัฏจักรชีวิต แต่ถ้าใจสู้ มันจะมีอะไรบางอย่างที่บันดาลใจเรา”

labanoon

 

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

คมทัตต์ นิลปั้น

หลงใหลในการถ่ายภาพตั้งแต่ยังเด็ก เก็บเกี่ยวประสบการณ์จนมีแนวทางเป็นของตัวเอง ชอบการถ่ายภาพทุกรูปแบบ คน สัตว์ สิ่งของ ปัจจุบันชื่นชอบงานถ่ายภาพ portrait และงาน fashion

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

I walked along the avenue
I never thought I’d meet a girl like you
Meet a girl like you

เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยเสียงสังเคราะห์ปิ้วป้าวในงานแต่งงานแสนสวยริมทะเล นักร้องหนุ่มผมทองกุมไมค์ครวญเพลง I Ran ของ A Flock Of Seagulls ขณะที่เพื่อนร่วมวงร่วมเล่นดนตรีคัฟเวอร์เพลงซินธ์ป๊อปสุดจ๊าบจากยุค 80 ฉากสั้นๆ ในหนังเรื่อง Hangover Part II ไม่ได้แสดงแค่ความงามของภาคใต้เมืองไทย แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงดนตรีเล็กๆ จากเชียงใหม่

เปล่า, นะ-รัตน จันทร์ประสิทธิ์, เพียว-เพียว วาตานาเบะ และ โต้ง-พลากร กันจินะ ไม่ได้โด่งดังเป็นพลุแตกจากการปรากฏตัวในหนังฮอลลีวูด พวกเขาแค่ตกหลุมรักเสียงปลอมประหลาดเหมือนไม่ได้มาจากโลกนี้ของ Synthesizer ในยุคที่เครื่องสังเคราะห์เสียงเป็นของเฉิ่มเชยผิดยุคสมัย

POLYCAT

รักตกยุคทำให้ POLYCAT แปลกแยก ไร้ความมั่นใจ ตัวลีบเล็กอยู่ในวงการเพลงป๊อปอยู่นานหลายปี

จนกระทั่งการเปิดตัวซีรีส์มิวสิกวิดีโอของ POLYCAT 3 เพลงรวด ได้แก่ เพื่อนไม่จริง (Forever Mate), เวลาเธอยิ้ม (You Had Me At Hello) และ พบกันใหม่ (So Long) ที่ใช้ฟุตเทจละครเก่าเรื่อง พริกขี้หนูกับหมูแฮม มาตัดต่อ ชุบชีวิตเรื่องราวความรักเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วให้คนคิดถึงอีกครั้ง ซ้ำความแรงด้วยเพลงแอบรักอย่าง มันเป็นใคร (Alright) จนเกิดกระแส #เหย่ และ #ออลไรท์ ที่ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง แสงไฟจึงสาดส่องมาที่กลุ่มชายหนุ่มชุดวินเทจอย่างเต็มที่

แปลกดี, POLYCAT ดูจะมีดวงเกี่ยวพันกับหนังกับละคร แต่เส้นทางดนตรีของพวกเขาก็มีรสชาติสนุกไม่ต่างจากภาพยนตร์

ขอเชิญชมเรื่องราวของคนเล็กๆ ที่หลงรักสิ่งที่โลกลืมเลือน เรื่องราวของแมวเก้าชีวิตที่ปลุกดนตรีซินธ์ป๊อปยุค 80 ขึ้นมาอีกครั้ง

โพลีแคท เบิร์ด ธงไชย

I

กำเนิดแมวสังเคราะห์

เปิดฉากที่เชียงใหม่ วงดนตรีนักศึกษาชื่อ Ska Rangers กำลังซ้อมเพลงใหม่

ไม่ใช่เพลงนิวเวฟ ไม่ใช่ซินธ์ป๊อป กลุ่มเด็กหนุ่ม 5 คน ได้แก่ นะ เพียว โต้ง และอดีตสมาชิก 2 คน คือ ภูผา-พงศธร สวัสดิชัชวาล และ ดอย-กวีวิชย์ ไชยแก้ว เป็นส่วนหนึ่งของโลกดนตรีอินดี้ที่แสนคึกคักของเมืองเหนือ สกาเรนเจอร์สนุกกับการทดลองและโชว์ลีลาหลากหลาย ตั้งแต่พังก์ ร็อก สกา ไปจนถึงเรกเก้ โดยสังกัดอยู่ในกลุ่ม No Signal input รุ่นที่ 3

“เชียงใหม่เป็นเมืองเล็ก นักดนตรีรู้จักกันหมด โน ซิกแนล อินพุต คือกลุ่มคนที่คุยกันถูกคอ มีประมาณ 6 – 7 วง ทุกวงจะทำเพลงแนวไหนก็ได้ แต่มีเป้าหมายตรงกันว่าอยากให้นักดนตรีเชียงใหม่มีเพลงของตัวเองและมีพื้นที่ เราก็เลยสร้างซีนเล็กๆ ขึ้นมาด้วยกฎว่าต้องทำเพลงใหม่ ทำโชว์ใหญ่ทุกเดือน วงไหนไม่ทำ ต้องเลี้ยงเบียร์ทุกคนในกลุ่ม ถ้าทุกวงทำหมดก็ไม่มีใครเลี้ยงใคร และถ้าเดือนนั้นไม่มีใครทำอะไรเลยก็กินเบียร์กัน (หัวเราะ)”

เพียว มือเบสของวงเล่าความหลัง กฎที่ทรงประสิทธิภาพนี้ทำให้ชาวสกาเรนเจอร์ฝึกทำเพลงใหม่ได้ต่อเนื่อง โดยไม่รู้เลยว่าต่อมา บทเพลงที่ นะ หัวหน้าวงและนักร้องนำแต่งเหล่านี้จะถูกรวบรวมมาอยู่ในอัลบั้มแรกของพวกเขา

หลังจากตระเวนเล่นดนตรี ฝึกซ้อมฝีมือจนแข็งกล้าในย่านกลางคืนของเชียงใหม่ถึง 3 ปี จุดเปลี่ยนก็เข้าหาตัวเอกของเรื่อง โชคชะตาพาโอกาสแสดงหนังเรื่อง Hangover Part II เข้ามาหาสกาเรนเจอร์ผู้กระตือรือร้น

“ไม่รู้ทำไมพวกเราแคสต์ผ่าน” เพียวบอกตรงๆ ขณะที่นะและ โต้ง มือคีย์บอร์ดควบตำแหน่งทรัมเป็ต พยักหน้าหงึกหงัก

“ตอนแรกรู้แค่ว่ามีหนังต้องการวงดนตรีไปถ่ายที่กระบี่ ตอนนั้นวัยรุ่น เราคิดกันแค่ว่า ‘ไปกระบี่กันเถอะพวกเรา กระบี่เลยนะเว้ย’ ก็เลยสมัครไป เขาก็ส่งเพลง I Ran มาให้เราคัฟเวอร์ การเล่นเพลงนั้นในหนังเรื่องนั้นทำให้เราเริ่มเอาซินธิไซเซอร์มาใช้ในวง หลังจากนั้นเพลงใหม่ของพวกเราใน โน ซิกแนล อินพุต เลยมีซินธ์ไปโดยปริยาย”

ยิ่งค้นคว้าดนตรีนิวเวฟ เพลงเก่าเชย ทรงผมประหลาด ความเปรี้ยวของยุค 80 จับใจบรรดาเด็กปลาย 90 ต้นยุค 2000 พวกนี้เข้าเต็มเปา กลิ่นอายเก่าเก๋านี้ถูกจริตมากจนพวกเขาต้องนั่งลงปรึกษากันว่าต่อไปนี้ เสียงที่อยากจะให้ผู้ฟังได้ยินคือเสียงอะไร จะเป็นซินธ์สกา ซินธ์ร็อก หรือซินธ์ป๊อป

กลุ่มชายหนุ่มตัดสินใจเลือกซินธ์ป๊อป ได้เวลาถอดชุดสกาเรนเจอร์แล้วสวมบทบาทใหม่

POLYCAT แมวที่มีเสียงสังเคราะห์จึงเกิดขึ้นตอนนี้นี่เอง

โพลีแคท เบิร์ด ธงไชย POLYCAT

II

แมวจนมุม

ฉากต่อมาอยู่ที่กรุงเทพฯ เมื่อ POLYCAT เข้าสังกัดค่าย smallroom ความฝันด้านดนตรีของพวกเขาดูโชติช่วงสุกสกาว

“ซินธ์เป็นสิ่งที่คนนอกกระแสนิยมมาก ได้อิทธิพลมาจากวงเมืองนอก” นะอธิบายความหลงใหลของวง “ช่วงนั้นเป็นยุคซินธ์ป๊อป 2000 ที่พัฒนาจากยุค 80 ไปตามกาลเวลา มีแนวเพลงใหม่ เสียงใหม่ เทคนิคใหม่ มากขึ้น อัลบั้มแรกเราก็เป็นซินธ์ป๊อปร่วมสมัย”

POLYCAT เปิดตัวอัลบั้ม 05:57 ในปี 2011 ด้วยจุดเด่นว่าเป็นวงดนตรีซินธ์ป๊อปหนึ่งในไม่กี่วงของเมืองไทย แปลได้อีกอย่างว่ามีแนวเพลงที่คนไม่ค่อยรู้จัก ผลตอบรับที่ได้ตรงข้ามกับคำว่าโด่งดัง

“อยู่บ้านนอนหัวลีบ ต้มบะหมี่กับโจ๊กทุกวัน”

โต้งสรุปช่วงเวลานั้นอย่างสั้นง่ายได้ใจความ

ระหว่างนั้นเพื่อนร่วมวงอีก 2 คนก็ออกจากวงด้วยเหตุผลส่วนตัว ภูผา ตำแหน่งแซกโซโฟนออกไปแต่งงานมีครอบครัวและทำธุรกิจ ส่วนดอย มือกลอง บอกชัดเจนว่าตั้งใจมาส่งเพื่อนให้ถึงอัลบั้มแรก สมาชิกชาว POLYCAT จึงเหลือเพียง 3 คน

ท่ามกลางความมืดมน แสงไฟเวทีจะสาดมาถึงพวกเขา เมื่อได้ออกงานที่ค่ายพาหลายๆ วงไปออกพร้อมกันเท่านั้น

ถึงอย่างนั้น POLYCAT ก็ยังไม่ถอดใจ ไม่คิดโลเลเปลี่ยนใจจากเครื่องสังเคราะห์เสียง

“วงเราทำเพลงแบบไม่คาดหวัง หรือเพราะเป็นคนมักน้อยก็ไม่แน่ใจ เราแค่รู้สึกว่าเราชอบก็ทำ เอาสะใจเราไว้ก่อน ตอนทำอัลบั้ม 2 ก็เหมือนกัน เพลงแบบ 80 จ๋าๆ ไม่ดังแน่นอน นี่ยังพูดกันอยู่เลยว่าใครจะไปฟังวะ แต่นี่ล่ะ ที่เราอยากทำ”

นะเล่าความดื้อของ POLYCAT ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พวกเขาไม่ใช่คนเรื่องมากหรือไม่ยอมอะไรง่ายๆ แต่หัวใจของวงคือสิ่งที่พวกเขาต้องรักษาไว้ และแมวเสียงสังเคราะห์จะไม่ยอมเปลี่ยน

“เสน่ห์ของซินธ์ป๊อปคือการเลือกใช้และนำเสนอเสียงให้คนฟัง แค่เสียงเบส ตอนนี้มีวิธีเยอะแยะและง่ายมาก ที่จะทำให้เบสเสียงเต็มและอุ้มคนฟังด้วยเสียงที่ดี แต่ซินธ์ป๊อปกลับพรีเซนต์ด้วยเสียงคีย์บอร์ดเก่าๆ เหล็กๆ แต๊กๆ เสียงไฟฟ้าฟังแล้วไม่เพราะ แต่ทำจนกลายเป็นวัฒนธรรม เราก็เหมือนคนชอบใส่กางเกงลูกฟูกขาม้า เขาเลือกว่าจะแต่งตัวแบบนี้ เราก็เลือกการพรีเซนต์แบบนี้แล้วเหมือนกัน”

หัวหน้าวงชะโงกตัวมาข้างหน้า จับโต๊ะไม้ที่อยู่ตรงหน้าเขา

“โต๊ะตัวนี้ทำจากไม้ นี่คือเพลงทั่วไปที่ใช้เสียงทรัมเป็ตธรรมดา แต่ถ้าเราจะทำ เราจะทำโต๊ะจากโฟมทั้งหมด เป็นสิ่งที่เราประดิษฐ์มาแทนโต๊ะแล้วทาสีไม้เหมือนกัน แล้วแต่คนว่าจะชอบแบบไหน”

“มันเห่ย แต่เราชอบ เราภูมิใจ” โต้งกล่าวเสริม “ตอนเราทำอัลบั้ม 2 ผมว่ารู้สึกปลอดภัยกว่าเดิมอีก เพราะไม่น่าจะมีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว ยังไงก็กลับไปกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับโจ๊กอยู่ดี”

โพลีแคท โพลีแคท

III

ตะปบแสงไฟ

Fortune favors the bold.

สำนวนฝรั่งที่ว่า ‘โชคชะตาเข้าข้างคนกล้า’ ช่างเหมาะเจาะกับวงดนตรีที่สู้ไม่ถอย เพราะไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว อัลบั้ม 80 Kisses ที่ดึงกลิ่นอายยุค 80 มาเต็มเหนี่ยวดังถล่มทลายในปี 2016 ทุกเพลงติดหูและขึ้นอันดับบนสารพัดชาร์ตเพลง

ความสำเร็จนี้ทำให้ POLYCAT งุนงง เพราะพวกเขาเอาแต่ใจตัวเองเต็มที่กว่าอัลบั้มแรก ไม่สนใจเทรนด์หรือพยายามเอาใจใครอื่น

นะเล่าแนวคิดเบื้องหลังชุดเพลงอย่างตรงไปตรงมา

“ตอนแรกเราทำเพลงแบบต้องมีจังหวะให้คนกระโดดในคอนเสิร์ต ตอนแต่งคือ โต้ง มึงกระโดดดิ๊ โดดสนุกๆ แล้วเอาเป็นจังหวะเพลง เวลาเล่นก็คิดว่า ใช่เหรอวะ ให้เขาตะบี้ตะบันโดดไม่ได้แปลว่าเขามีความสุขนี่หว่า”

“เราคุยกันว่าคำว่าสนุกของเรามันคืออะไรวะ เวลาเราไปคอนเสิร์ตวงที่ถูกใจ เราสามคนไม่มีทางกระโดดเลย มากสุดก็พยักหน้า ขยับนิดๆ แบบนี้มันก็สนุกแล้วนี่หว่า” มือเบสเชื้อสายญี่ปุ่นกล่าวเสริม

นักร้องนำเล่าต่อ “เราก็เลยตัดทอนเรื่องเอาใจคน ลืมไปให้หมดเลยว่าคนอื่นอยากได้อะไร ผมอยากทำซินธ์ป๊อปจริงๆ จังๆ ที่กลับไปสู่จุดเริ่มต้น โต้งก็เป็นซินธ์ป๊อปยุคแปดศูนย์ บวกกับตอนนั้นเพียวกลับไปทำตัวจบที่คณะเป็นแจ๊สญี่ปุ่นยุค 80 แนวเพลงเราเลยเป็นอเมริกันรวมๆ กับญี่ปุ่น พบกันใหม่, เพื่อนไม่จริง, เวลาเธอยิ้ม จะออกมาประมาณนั้น

“เราปล่อย 3 เพลงรวดพร้อมกัน มีคนถามเหมือนกันว่าเราใช้ทีเด็ดไปหมดแล้ว ต่อไปจะทำยังไงให้คนสนใจอีก แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิด เราแค่ปล่อย Alright ออกไป คนกดดันที่สุดคงเป็นพี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์) นอกจากเป็นเจ้าของค่าย เขายังเป็นคนขออนุญาตและตัดเอ็มวีเองเลย เขาเป็นเด็ก 80 อยู่แล้ว มันมีอะไรพิเศษสำหรับเขา”

ความเชยของภาพแตกๆ ในละครและเสียงแบบแอนะล็อกทำให้ความโหยหาอดีตฟุ้งกระจาย จากยอดวิว 3 – 4 พันวิวในวันแรกบน YouTube คืบคลานมาเป็นหลายสิบล้านวิวด้วยความแรงสม่ำเสมอ ซินธ์ป๊อปที่ดังอยู่ในหูคนกลุ่มเล็กๆ มาตลอดหลายปี ได้พานะ เพียว และโต้งมาสู่แสงสว่าง มาสู่แฟนเพลงที่อ้าแขนต้อนรับตัวตนพวกเขาอย่างรักใคร่ชื่นชม

POLYCAT ไม่ได้หลงยุคโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว

POLYCAT นะ โพลีแคท

IV

มุ่งสู่อดีต

ฉากถัดมา แมวเสียงสังเคราะห์อยู่ที่ญี่ปุ่น

ก่อนไปสู่อัลบั้มที่ 3 POLYCAT แวะพักกลางทาง ปล่อยอัลบั้ม Doyobi No Terebi ที่บรรจุเพลงภาษาญี่ปุ่นทำนองน่ารัก 4 เพลง ในปลายปี 2017 อาจฟังดูเหนือความคาดหมาย แต่เหตุเกิดจากการไปแดนอาทิตย์อุทัย แล้วความทรงจำวิ่งย้อนกลับมาหานักแต่งเพลงประจำวง

“ผมชอบเพลงการ์ตูนตั้งแต่เด็ก แต่ลืมไปหมดแล้ว แล้วเพลง Slam Dunk ตอนไตเติลจะมีรถไฟสีเขียว พอไปญี่ปุ่นผมได้เห็นรถไฟนี้จริงๆ เพลงวิ่งเข้ามาในหัวเลย นี่มันแนวซิตี้ป๊อปนี่หว่า กูอยากทำสักอัลบั้มหนึ่ง เลยกลับไทยมาบอกพี่รุ่ง กะว่าจะทำเพลงไทย แต่พี่รุ่งบอกว่าถ้าจะทำซิตี้ป๊อปก็ต้องทำภาษาญี่ปุ่นให้ถึงไปเลย”

แม้ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น นะเขียนเนื้อเพลงภาษาไทยเกี่ยวกับดอกไม้ พายุ หน้าต่าง และต่างหู แล้วส่งไปให้เพื่อนที่แดนปลาดิบแปลกลับมา และให้ผู้รู้ภาษาช่วยคุมการออกเสียงระหว่างอัดเพลง รู้ทั้งรู้ว่าเพลงญี่ปุ่นไปไม่ถึงมวลชนมหาศาลในเมืองไทย แต่ POLYCAT ก็ขอลองดนตรีนุ่มสดใสย้อนวัยเด็กสักครั้ง

“ครั้งนี้ตามใจตัวเองที่สุดแล้ว โชคดีที่เรามีกลุ่มแฟนคอยซัพพอร์ตประมาณหนึ่ง ไม่รู้ว่ามีคนชอบกี่คน แต่แค่คนเดียวก็ดีใจแล้วครับ” นะกล่าวอย่างถ่อมตัว

ชาว POLYCAT ยืนยันว่าหลังจากนี้ อัลบั้ม 3 จะเต็มไปด้วยสิ่งที่ซาวนด์เชยๆ ภาษาสวยๆ ที่ใครต่อใครคาดหวัง แต่ก็จะใส่อะไรใหม่ๆ ให้ดนตรีของพวกเขาไม่ย่ำอยู่กับที่

โพลีแคท เบิร์ด นะ POLYCAT

V

แมวกระโดดกำแพง

ผ่านร้อนผ่านหนาวจนพากลิ่นอายอดีตมาอยู่ใจกลางวงการดนตรีไทย POLYCAT ได้เขียนเพลง กำแพง ให้เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ รุ่นพี่ในตำนานที่โด่งดังตั้งแต่ยุค 80 จนถึงปัจจุบัน จากวันที่นั่งดูพี่เบิร์ดในทีวี วันนี้วงดนตรีอินดี้ได้ทำงานร่วมกับบุคคลที่ส่งอิทธิพลต่อวัยเด็กและดนตรีของตัวเองแล้ว

“พี่เบิร์ดเหมือนณเดชน์ตอนนี้ ตอนเด็กๆ ถ้าจะบอกว่าหล่อก็ต้องบอกว่าหล่อเหมือนพี่เบิร์ด เป็นซูเปอร์อภิมหาไอดอลตั้งแต่เด็ก งานประจำปีที่โรงเรียนต้องมีสักหนึ่งระดับชั้นที่ต้องแสดงเพลงพี่เบิร์ด เรียกได้ว่าโตมาด้วยกัน” เพียวเอ่ยถึงซูเปอร์สตาร์รุ่นใหญ่อย่างนับถือ

“ตอนผมเป็นเด็ก นั่งดูทีวีอยู่กับแม่ แม่ผมชอบพี่เบิร์ดมาก ตาดูละครที่พี่เบิร์ดเล่นแล้วมือก็ป้อนข้าวผมโดยที่ไม่มองหน้าผม เอาช้อนทิ่มจมูกผม จนพ่อดุว่าเธอไม่ต้องป้อนข้าวลูกแล้ว แม่ฝากเรื่องนี้ไปบอกพี่เบิร์ดด้วย พอเล่าให้ฟัง พี่เบิร์ดเลยทำท่าป้อนข้าวผมแล้วให้ผมส่งรูปไปให้แม่ดู”

นะเล่ากลั้วเสียงหัวเราะ ก่อนเล่าต่อว่าการใช้คำสวยๆ ในเพลงของธงไชย แมคอินไตย์ เช่น ‘รักเธอสุดหัวใจ’ ‘แต่ไม่อยากจะถามเธอให้เสียบรรยากาศ’ บวกกับความจริงใจและเป็นธรรมชาติที่ไม่เคยเปลี่ยนของผู้ชายคนนี้ เป็นตัวอย่างการทำเพลงให้ POLYCAT

“พอเจอตัวจริง ดูออกเลยว่าพี่เบิร์ดเป็นคนบ้างาน เขาจริงใจ ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ทำอยู่ มาทำงานตรงนี้จะเหลาะแหละไม่ได้ ต้องเต็มที่กับทุกอย่าง เขาเคยบอกว่าเพลงเล่นๆ ยังร้องให้เพราะได้ แล้วเพลงที่น้องๆ อดหลับอดนอนตั้งใจแต่งมาให้ ทำไมจะร้องให้เพราะไม่ได้ พวกเราเลยเห็นความตั้งใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ”

กำแพง เป็นเพลงที่นะตั้งใจแต่งให้ย้อนยุค เหมือนช่วงแรกที่เบิร์ดร้องเพลงใหม่ๆ มีความวินเทจและให้ความหวังให้กำลังใจแบบ  POLYCAT แต่แฝงความกวนเอาไว้ และไอดอลของพวกเขาก็ถ่ายทอดได้ไพเราะจริงๆ

แมวหลงยุคจากเชียงใหม่กระโดดข้ามกำแพงชั้นแล้วชั้นเล่า กำแพงแห่งกาลเวลา กำแพงภาษา และกำแพงแห่งความทดท้อใจ ฉากสุดท้ายในเรื่องของแมวเสียงสังเคราะห์ ขอให้เพลงของ POLYCAT เล่าความจริงใจด้วยตัวเอง

โพลีแคท เบิร์ด ธงไชย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load