หากมองจากภายนอก ยืนมองจากข้างล่างเวที ผมคงตัดสินว่า UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ คือศิลปินหนุ่มวัย 25 ที่ชีวิตสนุกสนานดี รอยยิ้มและสิ่งที่เขาแสดงออกบนเวทีดูมีความสุขจนหลายคนอาจอิจฉาในจุดที่เขายืนอยู่

แต่จากบทสนทนาเพียงไม่กี่ชั่วโมงระหว่างเราทำให้ภาพดังกล่าวในหัวของผมเปลี่ยนไป

ผมนัดพบกับอดีตนักร้องวง 3.2.1 ที่ร้านกาแฟย่านทาวน์อินทาวน์ในวาระที่เขาเป็น 1 ใน 8 ศิลปินที่มาร่วมงานกับ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ในโปรเจ็กต์ชื่อ Mini Marathon ตอนที่ได้ยินยอมรับว่ารู้สึกเซอร์ไพรส์ไม่น้อยที่ศิลปินฮิปฮอปซึ่งปัจจุบันไม่ได้สังกัดค่ายใหญ่อย่างเขามาบรรจบพบเจอกับนักร้องซูเปอร์สตาร์อย่างพี่เบิร์ด

เราย้อนคุยกันถึงวันแรกที่เขาเข้าวงการมาจนกระทั่งถึงวันที่ได้ทำเพลงให้นักร้องที่เขาบอกว่าตัวเองเป็นแฟนคลับมาตั้งแต่เป็นเด็ก

จากการพูดคุยทำให้รู้ว่าเพลงมีความหมายกับทีเจมากกว่าแค่เป็นการงานที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

เพลงพาให้เขาผ่านช่วงชีวิตอันโหดร้ายมาได้ เพลงทำให้เขาไม่โดดเดี่ยวในวันที่ครอบครัวแตกสลาย เพลงทำให้เขากลับมามีชีวิตใหม่หลังโรคซึมเศร้าเข้าครอบงำ

และแน่นอน เพลงทำให้เรามาพบกันในวันที่เขาบอกว่า ทุกอย่างนั้นโอเค

UrboyTJ

1.

เพลงคือเพื่อน

ทีเจบอกผมว่า เพลงของธงไชย แมคอินไตย์ เป็นคล้ายเพลงประกอบชีวิตช่วงวัยเด็กของเขา

ฟังเผินๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการออกอัลบั้มมายาวนานต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2529 จนถึงตอนนี้ของพี่เบิร์ด ไม่ใครก็ใครในช่วงชีวิตหนึ่งย่อมมีเพลงของนักร้องผู้นี้ดังคลอประกอบการดำเนินชีวิตอยู่บ้าง

เพียงแต่ผมไม่คิดว่า เพลงประกอบชีวิตของนักร้องที่มองภายนอกดูมีความสุขดีผู้นี้ จะเป็นเพลงที่ดังคลอในช่วงครอบครัวแตกสลาย

เพลงเพลงนั้นชื่อ เล่าสู่กันฟัง

“ช่วงประมาณอายุ 15 – 16 พ่อกับแม่ผมหย่ากัน แล้วก็แยกกันอยู่ ช่วงนั้นมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิตผม พ่อไม่ยอม เอาตัวผมกลับไปอยู่ด้วย แล้วแม่ก็ไปดึงกลับมา ดึงกันไปดึงกันมา ตอนนั้นเราเป็นเด็กก็ไม่เข้าใจ มันคืออะไร เกิดอะไรขึ้น คนก็พยายามหลอกเราว่าไม่มีอะไร เราก็มารู้ทีหลังว่ามันคืออะไร

UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ

“ครั้งหนึ่งผมเคยนั่งรถกับพ่อจากบ้านแม่ไปเชียงราย โดยมีตังค์ติดตัวทั้งสองคนแค่บาทเดียว แล้วก็มีรถอยู่คันเดียว ตอนนั้นหิวข้าวก็ไม่มีอะไรกิน กินข้าวเหนียวกับเกลือบนรถ แล้วเงินบาทเดียวที่มีนั้นก็ใช้โทรหาแม่เพื่อให้แม่มารับ เพราะว่าน้ำมันรถหมดกลางทาง” ทีเจเล่าสู่กันฟังด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

มันเป็นช่วงชีวิตที่จะเรียกว่าสนุกก็สนุก ถ้าจะมองในมุมเศร้าก็เศร้า-นักร้องหนุ่มสรุป

“ชีวิตเราผ่านอะไรเศร้าๆ มาเยอะ ถ้าเปิดเพลง เล่าสู่กันฟัง เป็นซาวนด์แทร็กในช่วงชีวิตตอนนั้น ผมร้องไห้แน่นอน ผมรู้สึกว่ามันทัชผมมาก มันเป็นเพลงที่ดีมาก ที่ผมชอบเพราะว่ามันเป็นเรื่องของคนที่อยู่ไกลกัน แล้วประโยคแต่ละประโยคที่เขียน ที่ร้อง ออกมาผมรู้สึกว่ามันแทงใจ ฟังแล้วรู้สึกน้ำตาจะไหลตลอดเวลา เพราะว่าประสบการณ์ชีวิตของเราที่ใช้มา เราอยู่ไกลกับครอบครัวตลอด เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน”

แล้วระหว่างที่เราคุยกันถึงเพลงที่ว่า เขาก็ร้องบางท่อนของเพลงนั้นออกมา

“ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว ยังนอนดึกอยู่ใช่ไหม เธอผอมไปหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง”

UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ

2.

เพลงคือสิ่งยึดเหนี่ยว

“ตอนนั้นไม่มีความสุขอะไรเลย”

ทีเจตอบทันทีเมื่อผมชวนย้อนถึงช่วงวัยเด็ก ก่อนที่เขาจะกลายเป็นศิลปินที่คนรู้จักอย่างทุกวันนี้

“ไปเรียนหนังสือก็ไม่มีเพื่อนคบในโรงเรียน ผมเหมือนคนซึ่งผ่านเรื่องราวที่เด็กๆ อายุเท่ากันยังไม่เคยเจอมาก่อน มันเลยทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แล้วพอไปอยู่ในสังคมก็เลยกลายเป็นว่าคุยกับใครไม่รู้เรื่อง เด็กก็ไม่เข้าใจเรา สุดท้ายเพื่อนที่เรามีกลายเป็นคนอายุมากกว่า เป็นอาจารย์ หรือเป็นครูสอน ผมเลยกลายเป็นเด็กที่ไม่มีคนคบ ไม่มีเพื่อนตั้งแต่ตอนนั้น”

ช่วงนั้นเองที่เขาคลั่งไคล้ดนตรีฮิปฮอป เมื่อฟังมาก หลงใหลมาก เห็นคนอื่นทำเพลงกันเองได้โดยลำพัง เขาจึงเริ่มอยากทำให้คนอื่นฟังเองบ้าง

“หลังจากเริ่มทำเพลงเอง ผมก็ส่งเพลงไปให้วงไทยเทเนียม แต่ว่าโดนปฏิเสธ ที่โดนปฏิเสธเพราะว่าตอนนั้นเรายังเด็กมาก ทุกวันนี้ถ้าผมย้อนกลับไปฟังเพลงช่วงนั้นที่ทำ ผมก็คงรู้สึกเหมือนกันว่าไอ้เด็กนี่มันใครวะ ถ้าเป็นผมผมก็คงปฏิเสธ แต่ตอนนั้นเรายังไม่ยอมแพ้ เราก็ทำไปเรื่อยๆ จนได้มาเป็นเดโม่ 5 เพลง”

ในวันและวัยที่ไม่มีความสุขความภูมิใจใดๆ ในชีวิต ทีเจบอกว่ามินิอัลบั้มที่ทำเองคือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกภูมิใจ

จิรายุทธ ผโลประการ

“เหมือนเพลงเป็นสิ่งที่ทำให้ผ่านพ้นช่วงเวลาโดดเดี่ยวมาได้” ผมสรุปตามที่เข้าใจ

“ใช่ๆ มันคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเราอยากเลิกเรียนแล้วกลับมาทำตรงนี้ เพราะว่าตอนนั้นไม่มีอะไรที่ทำให้มีความสุข นอกจากได้ฟังเพลง ได้ร้องเพลง ได้เต้น ตอนมัธยมพอกลับมาจากโรงเรียน ผมจะมีห้องของตัวเอง ผมก็จะเปิดคอมพิวเตอร์ เปิดเพลงดังๆ แล้วก็เต้นไป ร้องไป ตั้งแต่อายุ 15 มันรู้สึกว่าเราได้ปลดปล่อย ได้ทำในสิ่งที่ชอบ อยากทำ”

แล้วมินิอัลบั้มนั้นก็เปลี่ยนชีวิตเขาเมื่อใครบางคนได้ฟังผ่าน Hi5 ส่วนตัวที่เขาไปลงไว้ เมื่อเห็นฝีไม้ลายมือ จึงติดต่อชักชวนให้เขาไปออดิชันเป็นศิลปิน

“ตอนนั้นเราไม่ปฏิเสธ เพราะว่าเราอยากทำ เราอยากเป็นศิลปิน เราอยากทำเพลง เลยเข้ามาออดิชันที่กรุงเทพฯ”

และนั่นคือที่มาของการเป็นหนึ่งในสมาชิกวง 3.2.1 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางสายดนตรีมาจนถึงวันนี้

Bird Mini Marathon

3.

เพลงคือยารักษา

ว่ากันตามเสียงตอบรับที่ผ่านหูผ่านตา เราคงต้องยอมรับว่าวง 3.2.1 ประสบความสำเร็จไม่น้อย

ในขณะที่ทุกอย่างคล้ายกำลังเข้าที่เข้าทาง ชีวิตของเขาเริ่มมีการงานให้ยึดเหนี่ยว แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็หายหน้าไปจากวงการเพลง

“มีช่วงหนึ่งที่พวกเราหยุดวงไป ตอนนั้นสัญญาหมด แล้วเพื่อนในวงไม่มีใครเลือกที่จะต่อสัญญาเลย แต่ใจเรายังอยากทำเพลงอยู่ พอไม่มีใครอยู่แล้ว เขาก็ยื่นข้อเสนอให้เป็นศิลปินเดี่ยว แต่เรารู้สึกว่าเราพอแล้วกับการโดนกำหนดให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ ก็เลยเลือกที่จะไม่ต่อสัญญา ผมเลยว่างงาน 6 เดือน

“ตอนนั้นทุกอย่างมันมารวมกันหมด ผมเครียด คือเราหาเลี้ยงตัวเองด้วยเงินจากตรงนี้ ถ้าเกิดเราออกจากการเป็นศิลปิน จะต้องเดือดร้อนพ่อแม่ ถ้าเราไม่ทำเพลงเราจะทำอะไรกิน คือทุกอย่างมันรวมกันมาให้คิดเยอะมาก ก็เลยกลายเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมา เวลา 6 เดือนนั้นเราต้องประคับประคองให้อยู่รอดให้ได้ ช่วงนั้นพยายามหาอะไรทำ ให้รู้สึกว่าชีวิตยังมีอะไรทำอยู่ แต่สุดท้ายเราก็ยังทิ้งดนตรีไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด แล้วเราจะทิ้งได้ยังไง ก็เลยเริ่มลุกขึ้นมาทำเพลงเก็บไว้”

ในชีวิตช่วงที่แย่ที่สุด-จนเขาออกตัวว่ามีบางเวลาไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ดนตรีก็ฉุดให้เขากลับมาสู่เส้นทางปกติอีกครั้ง

“ช่วงนั้นผมเอาเพลงเก่าๆ ที่เคยทำไว้มานั่งฟังดูซิ เอาเพลงเดิมนั่นแหละมาปรับแต่งนั่นนี่ เป็นเพลงที่เคยเอาไปเสนอค่ายเพลงตอนที่พยายามจะเป็นศิลปินเดี่ยวแต่เขาไม่เอา แล้วเพลงนั้นก็กลายเป็นซิงเกิลแรกของ UrboyTJ”

เพลงที่เคยนำไปเสนอแล้วค่ายเพลงไม่เอาที่เขาว่า คือเพลงที่วันนี้มียอดวิวในยูทูบ 80 ล้านวิว และเป็นเพลงที่ทำให้ทุกคนรู้จักทีเจอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว

เพลงนั้นชื่อเพลง เค้าก่อน

Bird Mini Marathon Bird UrboyTJ

“ตอนแรกเราไม่มั่นใจว่าเป็นศิลปินเดี่ยวแล้วจะประสบความสำเร็จมั้ย แต่หลังจากปล่อยเพลงออกไป ยอดวิวขึ้นมาวันละล้าน แล้วก็เริ่มมีงานติดต่อเข้ามา ผมเลยตัดสินใจทำต่อ ผมโชคดีอย่างหนึ่งคือตอนที่อยู่ค่ายเราทำเบื้องหลังด้วย ตั้งแต่เขียนเพลง ทำเพลงยังไง โปรโมตยังไง เรารู้หมด ก็เลยใช้แผนนั้นกลับมาทำของตัวเอง จนยาวมาถึงวันนี้”

“รู้สึกติดหนี้บุญคุณเพลงบ้างมั้ยที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ จากคนที่เกือบจะเป็นเด็กมีปัญหากลายมามีทุกวันนี้” ผมถาม

“ไม่เรียกว่าติดหนี้บุญคุณ รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่อยู่กับมันได้แล้วไม่เบื่อมัน เพราะว่าปกติผมอยู่กับอะไรไม่กี่เดือนผมก็เบื่อแล้ว ทำอะไรก็ตั้งเป้าหมายไว้ยิ่งใหญ่มาก แต่ก็ทำได้แป๊บเดียวก็เบื่อละ แต่มันมีอยู่อย่างเดียวที่ทำแล้วไม่เคยเบื่อ

“สิ่งนั้นคือเพลง”

UrboyTJ

4.

เพลงคือที่ระบาย

เมื่อชวนย้อนมองเพลงที่เขาทำในนาม UrboyTJ เขาว่าจุดร่วมหนึ่งคือ ส่วนใหญ่เป็นเพลงของคนที่ไม่สมหวัง 

ชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างไรเพลงที่แต่งก็เป็นอย่างนั้น เขาว่าสำหรับตัวเอง เพลงกับชีวิตแยกกันไม่ออก

“ผมเชื่อว่าเพลงที่เราจะสื่อสารได้ดีที่สุด คือเพลงที่เราประสบกับตัวเองมา มันจะรู้สึกอิน มันจะสื่อสารได้สมจริง คนจะเข้าถึงมัน คนจะเข้าใจว่าคนคนนี้ผ่านเรื่องนี้มายังไง

“ชีวิตที่ผ่านมาทำให้เราเขียนเพลงออกมาแล้วมีแต่เพลงเศร้า ลองไปฟังดู ส่วนมากเพลงของผมจะไม่มีเพลงที่สมหวังอะไรเท่าไหร่ มันจะเป็นเพลงเศร้าที่หลอกด้วยดนตรีสนุกสนาน เช่นเพลง เค้าก่อน คนฟังทั่วไปอาจจะรู้สึกว่าสนุกดี แต่จริงๆ เนื้อหามันคือเรื่องของการไปชอบคนคนหนึ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ผมเลือกที่ใช้มุมการนำเสนอที่ไม่ได้เศร้า”

“ทำไมต้องนำเสนอด้วยดนตรีสนุกสนานทั้งที่เป็นเรื่องเศร้า” ผมสงสัย

“มันเหมือนชีวิตเราเจอเรื่องเศร้ามาแล้วเราพยายามจะปกปิดความจริงที่ว่าเราอ่อนแอ เราพยายามเข้มแข็งให้ทุกคนเห็น แต่ว่าจริงๆ ข้างในเราอ่อนแอนะ มันเลยกลายเป็นคาแรกเตอร์ของเพลงผม เรารู้สึกว่าเพลงแต่ละเพลงของเรามันนำเสนอว่าเราเข้มแข็งมาตลอด

“เพลงที่ถูกสร้างขึ้นมาบนโลกนี้มีหลากหลายแนวมาก มันมีเพลงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกบวกกับฟังแล้วให้ความรู้สึกลบ เราเป็นคนที่ชอบฟังเพลงที่มันมีความบวก อย่างเช่นเพลงของบ๊อบ มาร์เลย์ ที่ฟังแล้วรู้สึกมีความสุข เขาจะพูดเสมอว่า Don’t worry, be happy. ก็คือทุกเวลาที่เรารู้สึกแย่แล้วเราได้ฟังเพลง มันเหมือนเป็นยารักษาช่วงเวลาสั้นๆ นั้นให้เรารู้สึกกลับมาดีขึ้นได้สักพัก แม้จะใช้ไม่ได้ผลตลอดเวลา แต่มันใช้ได้”

แล้วเมื่อได้รับการชักชวนจาก พูนศักดิ์ จตุระบุล หรือ อ๊อฟ BIG ASS ซึ่งเป็น Executive Producer ของโปรเจ็กต์ Mini Marathon มาทำเพลงให้นักร้องอย่างพี่เบิร์ด เขาก็ใช้วิธีคิดในการทำเพลงแบบเดียวกันกับที่เคยทำมาตลอด

พลงที่เขาแต่งมีชื่อสั้นๆ ว่า Okay

UrboyTJ พี่เบิร์ด

“อย่างที่บอก ผมทำเพลงออกมาแล้วอยากให้เป็นแนว positive พี่อ๊อฟเขาอธิบายว่าการวิ่งมาราธอนมี 8 สเตจ อยากให้เราแต่งเพลงที่พูดถึงสเตจที่เรียกว่า shock ผมก็คิดว่าถ้าเป็นเราคงจะรู้สึกดาวน์ รู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี ผมก็เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมา อยากที่จะบอกกับทุกคนนี้ว่า Everything is gonna be ok. ทุกอย่างมันจะผ่านไปได้ เราจะผ่านไปได้ ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องราวจะเลวร้ายแค่ไหน ทุกอย่างมันจะโอเค”

การมาร่วมงานกับศิลปินเจ้าของซาวนด์แทร็กในชีวิตวัยเด็กเป็นเรื่องพิเศษอยู่แล้วโดยไม่ต้องอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม แต่สิ่งที่พิเศษกว่านั้นคือการได้เห็นวิธีคิดและการทำงานของนักร้องในดวงใจ

“พอได้เจอผมก็รู้สึกเลยว่าทำไมทุกคนถึงเรียกเขาว่าซูเปอร์สตาร์ อย่างตอนที่ผมเขียนเพลง Okay ส่งไป ผมแปลกใจเหมือนกันที่มันผ่าน เพราะว่ามันฮิปฮอปมาก ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าพี่เบิร์ดจะร้องเพลงแบบนี้ยังไง สุดท้ายพอพี่เบิร์ดร้องเสร็จแล้วส่งกลับมาผมตกใจเลยว่าพี่เบิร์ดร้องแนวนี้ได้ด้วย

“พี่เบิร์ดไม่ได้เป็นแค่นักร้อง เขาเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ เวลาเขาเล่นคอนเสิร์ต เขาร้องเพลง เขาทำให้คนดูอินกับเขาได้ ทำให้คนฟังมีความสุข ซึ่งผมว่ามันแตกต่างจากนักร้องทั่วไปมาก ที่แค่ร้องเพลงไปโดยไม่ได้แคร์ว่าคนฟังจะรู้สึกยังไง พี่เบิร์ดเขาแคร์ทุกคนที่ฟังว่าเขาจะรู้สึกยังไง คนเลยอินไปกับเพลงที่เขาร้อง บางคนฟังเพลงเขาแล้วร้องไห้ออกมา”

ถึงตรงนี้ ชายหนุ่มไม่ได้ย้อนบอกอีกครั้งว่า ‘บางคน’ ที่ว่า รวมถึงเขาด้วย

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

คมทัตต์ นิลปั้น

หลงใหลในการถ่ายภาพตั้งแต่ยังเด็ก เก็บเกี่ยวประสบการณ์จนมีแนวทางเป็นของตัวเอง ชอบการถ่ายภาพทุกรูปแบบ คน สัตว์ สิ่งของ ปัจจุบันชื่นชอบงานถ่ายภาพ portrait และงาน fashion

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข บอกกับเราทันทีที่รู้ว่าเราจะชวนคุยเรื่องเส้นทางในการทำงานดนตรี เขากล่าวออกมาทั้งที่กำลังให้ช่างลงแป้งบนใบหน้าว่า “โอ้โห มันเหมือนการท่องจักรวาลเลยครับพี่ สิบกว่าปีที่ผ่านมานี่…เหมือนเดินทางท่องกาแล็กซี่น่ะ…” แต่ก่อนที่ประโยคถัดไปจะตามมา ช่างแต่งหน้าก็เอ่ยปากด้วยความเกรงใจว่าขอให้เขาอยู่เฉยๆ ก่อนเพื่อความราบรื่นในการทำงานของเธอ “เดี๋ยวค่อยคุยต่อพี่” แสตมป์บอกกับเรา ก่อนจะนั่งนิ่งและหลับตาลง…

ปล่อยให้เรานึกย้อนไปในความหลังว่าก่อนที่นักฟังเพลงจะรู้จักกับศิลปินหนุ่มที่ชื่อแสตมป์คนนี้ 15 ปีที่แล้วหรือใน พ.ศ. 2545 อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข กระโจนเข้าสู่กาแล็กซี่แห่งเสียงเพลง (อย่างที่เขาเปรียบเปรย) ด้วยการทำเพลงประกอบละครเวทีเรื่อง ปริศนา ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ซึ่งแสตมป์ศึกษาอยู่และเขาได้ส่งเพลงดังกล่าวไปยังคลื่นวิทยุ 104.5 แฟต เรดิโอ ทันทีที่เพลงถูกเปิดออกอากาศ…นั่นคือก้าวเล็กๆ ของชายคนหนึ่งซึ่งกลายเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของวงการเพลงไทย คล้อยหลังจากนั้นไม่นาน แสตมป์ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกวงนูเมทัลนาม ‘กล้วยไทย’ ในตำแหน่งมือกีตาร์ในระยะสั้นๆ ก่อนจะออกมาก่อตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆ ในชื่อ เซเว่นธ์ซีน (7thScene) ในฐานะนักร้องนำสังกัดค่าย LOVEiS และออกอัลบั้มแรกในชื่อเดียวกับวงใน พ.ศ. 2548 และหลังจากนั้น…

“พร้อมแล้วครับพี่” เสียงของแสตมป์ดังขึ้น เขาลากเก้าอี้ไม้ไร้พนักพิงสไตล์ญี่ปุ่นมานั่งใกล้ๆ เราเป็นสัญญาณบอกว่าพร้อมแล้วสำหรับการพูดคุยถึงเส้นทางดนตรีของเขา การเดินทางที่-อย่างที่บอกไปแล้วว่า-เจ้าตัวเปรียบเหมือนการเดินทางท่องอวกาศ กระโจนจากดาวดวงหนึ่งแหวกว่ายท่ามกลางความเวิ้งว้างอันไพศาลของอวกาศไปยังดาวอีกดวงหนึ่งเพื่อไปยังดาวอีกดวงหนึ่ง ราวกับนิยายเรื่องเจ้าชายน้อยของอองต็วน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี เวอร์ชันที่มีเสียงเพลงจากกีตาร์โปร่งเก่าคร่ำคร่าของเขาเป็นเพลงประกอบเรื่องราว เขาพร้อมแล้ว เราก็พร้อมแล้ว และหากคุณพร้อมแล้วโปรดเตรียมตัวให้พร้อม สวมชุดอวกาศ ใส่หมวกแก้วทนไฟ แล้วออกเดินทางไปพร้อมกัน…

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

1.

แฟต เรดิโอ-ดาวดวงอ้วนที่ใฝ่ฝัน

“แรกๆ ผมเล่นดนตรีด้วยความมันนะครับ เล่นเพราะอยากจะเป็นเหมือนศิลปินที่ผมชื่นชอบ ตอนที่เรียนสถาปัตย์ฯ สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวมันเป็นอินดี้กันหมดเลย ฟังเพลงอินดี้ ดูหนังอินดี้ อะไรที่อยู่ในกระแสเป็นเมนสตรีมก็ไม่เอา จะอินดี้กันอย่างเดียว ผมก็เลยอินดี้ด้วย แล้วตอนนั้นคลื่นวิทยุแฟต เรดิโอ ดังมากกับการเปิดเพลงอินดี้ ผมก็เลยเป็นเด็กแฟตตัวจริง โตมากับการฟังเพลงแฟต เรดิโอ จำได้ว่าตอนเรียนปี 4 ผมไปงานแฟต เฟสติวัล ที่ (สนามม้า) นางเลิ้งแล้วได้ดูวงสครับบ์เล่นสด แล้วคิดว่า เฮ้ย! มันช่างยิ่งใหญ่มาก แฟตฯ เป็นโลกทั้งใบของผมก็ว่าได้ การได้ทำเพลงแล้วแฟตฯ เปิดเพลงเรา หรือได้ไปเล่นที่งานแฟตฯ นี่มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผม เป็นดาวดวงที่ผมอยากเดินทางไปถึง พูดง่ายๆ ก็คือแฟตฯ เป็นทั้งหมดของผม เป็นเป้าหมายสูงสุด ไม่เคยคิดเรื่องอื่นเลย” แสตมป์ย้อนความหลังให้เราฟัง

หลังจากส่งเพลงที่แต่งให้ละครเวทีประจำคณะไปยังแฟต เรดิโอ เพื่อเปิดในช่วง Bedroom Studio อันเปรียบเสมือนเวทีแจ้งเกิดให้กับว่าที่ศิลปินทั้งหลายแล้ว เขาและเพื่อนอีกสองคนได้แก่ กฤช วิรยศิริ และ ชัชวาล วิศวบำรุงชัย ก็เกิดความฮึกเหิมในการทำเพลง ทั้งสามรวมตัวฟอร์มวงดนตรีชื่อ 7thScene ทำเดโมเพื่อเสนอค่ายเพลงต่างๆ และเป็นเดโมชุดนั้นที่เมื่อเดินทางมาถึงมือของ บอย โกสิยพงษ์ แล้วกลายไปสู่การได้ออกอัลบั้มชุดแรกชื่อเดียวกับวงใน พ.ศ. 2551 และหากจะบันทึกกันอย่างเป็นทางการก็สามารถกล่าวได้ว่า แสตมป์ได้ย่ำเท้าก้าวแรกของตนเองลงในแผนที่ดนตรีไทยร่วมสมัยเป็นที่เรียบร้อย

“ตอนนั้นคิดว่ากำไรชีวิตแล้วนะ ใครจะไปคิดว่าจะได้ทำเพลง ได้ไปเล่นงานแฟตฯ พอได้ทำตามที่ฝันไว้มันก็ฟินมาก แต่พอหลังจากนั้นก็เรียนจบ มันก็คือการใช้ชีวิตจริงๆ แล้ว ก็เกิดคำถามว่าเราจะเอายังไงต่อ เพราะยอมรับว่าผมไม่ได้คิดเรื่องการทำงานตามที่เรียนมาเลย ไม่ได้ตั้งเข็มว่าจะหางานออกแบบบ้านทำแล้วก็ไม่ได้คิดเรื่องจะเป็นนักดนตรีอาชีพด้วยซ้ำ คิดแค่ว่าอะไรอยู่ตรงหน้าเรา-เราก็ทำสิ่งนั้น พอได้ทำอัลบั้ม 7thScene เสร็จเราก็พบว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราก็คือ…การทำเพลง”

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

2.

เขียนเพลง- ค้นพบว่ามันก็มีดาวอยู่หลายดวง

การได้เป็นศิลปินในสังกัด LOVEiS ตลอดจนการได้เข้ามาช่วยบอย โกสิยพงษ์ ในการเขียนเพลงต่างๆ ให้กับศิลปินในค่ายเปรียบเสมือนการเปิดประตูให้แสตมป์ได้รู้จักดาวดวงอื่นๆ ในกาแล็กซี่ เขาได้เรียนรู้ว่าวงการเพลงไทยไม่ได้มีแค่เพลงอินดี้หรือแฟต เรดิโอ อย่างที่เคยเข้าใจ การได้พบผู้คนมากมายซึ่งแตกต่างไปจากบริบทเดิมๆ มันก็ทำให้แสตมป์รู้ว่าในจักรวาลนี้ก็ยังมีดาวอื่นๆ อยู่อีกหลายดวง

“อาจจะเรียกว่าเราทะเยอทะยานมากขึ้นก็ได้นะ แต่ผมเพิ่งเข้าใจว่ามันก็มีดาวอีกหลายดวงนี่หว่า ไหนลองออกไปท่องจักรวาลหน่อยสิ ดูซิว่าจะพิชิตดาวอะไรได้บ้างไหมคือพอหลังจากทำวงเสร็จ เรียนจบ แล้วตอนนั้นวงการเพลงไทยกำลังเปลี่ยน ผู้ใหญ่เขาก็มองไม่เห็นว่าถ้าทำวงเราไปแล้วจะขายยังไง วงก็เลยต้องหยุดก่อน ระหว่างนั้นผมก็มาช่วยพี่บอยเขียนเพลง ช่วงทำอัลบั้ม Rhythm & Boyd E1EVEV1H ให้แกนี่แหละที่ทำให้ผมได้เห็นดาวอีกหลายดวง ได้เห็นว่าเขาอยู่กันยังไง เขาคิดเห็นยังไง ได้เข้าใจว่า เฮ้ย มันมีความหลากหลายมากกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลยนะโว้ย เกิดความคิดว่าอยากสื่อสารในวงกว้างดูบ้างก็เลยหันมาลองเขียนเพลงทำเพลง ไปขอเพื่อนๆ เขาทำนู่นทำนี่ พี่บอยก็ช่วยสอนว่าเขียนเพลงเขาเขียนยังไง วิธีเล่าเรื่องในเพลงเนี่ยมันทำยังไง มันก็เลยกลายเป็นอาชีพใหม่ของเราคือเป็นนักแต่งเพลง เขียนเพลงให้ศิลปินต่างๆ ให้เหมาะสมกับตัวเขาแฟนเพลงของเขา ซึ่งมันเป็นความท้าทายสำหรับผมว่าจะทำได้ไหม นั่นแหละที่บอกว่าเราได้ไปเห็นดาวหลายดวง” แสตมป์กล่าวด้วยแววตาที่คล้ายจะมีความสุข “อ้อ แล้วก็ได้มาเขียนเพลง น้ำตา ซึ่งเป็นเพลงที่เปลี่ยนชีวิตผมเพลงหนึ่งอีกด้วย”

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

3.

น้ำตา-การติดดาวครั้งแรก

เพลง น้ำตา ที่แสตมป์กล่าวถึงคือเพลงที่เขาเขียนทั้งเนื้อร้องและทำนอง (ร่วมกับพิสิทธิ์ พัทยากรพิสุทธิ์) ให้กับ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของเมืองไทยใช้ร้องในอัลบั้ม Simply Bird และเป็นเพลงแรกที่ทำให้แสตมป์ได้รับรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 20 ประจำ พ.ศ. 2550 ในสาขาเพลงยอดเยี่ยม นี่คือเพลงแรกของแสตมป์ที่ได้รับการติดดาวการันตีจากคนในวงการว่าโดดเด่นที่สุดทั้งด้านเนื้อร้องและทำนองซึ่งการได้รางวัลแรกในชีวิตนี้เป็นเสมือนการยืนยันกับตัวเองว่าเขาเลือกเส้นทางถูกแล้ว

“พอรู้ข่าว ผมนี่ช็อกมากๆ เพราะไม่คิดว่าจะได้รางวัล ไม่ได้ไปรับรางวัลเขาด้วยซ้ำ เพราะไม่คิดว่าเพลงมันเข้ารอบ ผมว่าที่ได้รางวัลส่วนหนึ่งเป็นเพราะพี่เบิร์ดถ่ายทอดเพลงนี้ได้ดีมากๆ ทั้งที่จริงๆ เพลงนี้มันร้องยาก เนื้อเพลงมันเยอะ ทีนี้พอได้รางวัลแล้ว หลังจากนั้นสักพัก ผมไปเจอพี่โด๋ว (มรกต โกมลบุตร) ที่งานไหนสักงาน ตอนนั้นแกยังเป็นดีเจที่แฟตอยู่ แกก็เดินมาคุยกับผมเรื่องเพลง น้ำตา นี่แหละ แกถามผมว่าทำไมผมไม่เขียนเพลงให้ตัวเองแบบนี้บ้าง ทำไมผมไม่ลองหันไปทาง ศิลปิน-นักร้อง-นักแต่งเพลง ดูบ้าง เออ…ผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนจนกระทั่งพี่โด๋วบอก ก็เลยลองทำดู”

คำแนะนำจากรุ่นพี่ซึ่งเป็นดีเจชื่อดังนั้นเปรียบเสมือนการบรรจุเชื้อเพลิงลงในกระสวยอวกาศโดยมีแสตมป์เป็นผู้โดยสารอยู่ในนั้นให้พุ่งทะยานโคจรไปในความกว้างใหญ่ของวงการเพลงไทย เพราะหลังจากนั้นแสตมป์ก็เริ่มเขียนเพลงให้ตัวเองและเราก็เริ่มรู้จักศิลปินเดี่ยวที่มีชื่อว่า แสตมป์ อภิวัชร์

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

“ตอนนั้นผมก็เลยลองทำดู เอาเพลงที่เขียนให้เพื่อนๆ แต่ดันหวงขึ้นมานี่แหละมาทำ บอกเพื่อนว่า ‘เฮ้ย กูขอเก็บไว้ก่อนนะ’ เพลงอย่าง ความคิด, คนที่คุณก็รู้ว่าใคร อะไรนี่แหละมารวมเป็นเดโมไปให้พี่บอยฟัง กะว่าเป็นโปรเจกต์ทำเล่นๆ เป็นอัลบั้ม The Million Ways to Write Part I ทีนี้ระหว่างนั้นเพลง ความคิด มันก็ไปถึงมือคุณโอ-ณัฐพล วงศ์ตรีเนตรกุล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง A Moment in June เขาได้ฟังแล้วเขาชอบเพลงนี้ก็เลยขอไปเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ปรากฏว่าเพลงมันลงตัวกับหนังมากก็เลยทำให้เพลงมันดังขึ้นมา ทีวีก็เปิดเพราะเขาใช้โปรโมตหนัง วิทยุก็เล่น ผมก็ช็อกอีก เฮ้ย เพลงมันดังว่ะ ก่อนหน้านั้นไม่มีใครรู้จักผมเลยนะ ตอนนั้นใครก็เรียกผมว่า ‘คนที่ร้องเพลงความคิด’ คือไม่มีใครรู้จัก ขนาดงานจ้างไปเล่นซึ่งเริ่มมีเข้ามาหลังจากเพลงมันดังหลายงานเลยนะที่เขาไม่ให้ผมเข้างาน แต่ก็นั่นแหละหลังจากนั้นก็เริ่มมีงานโชว์งานจ้าง เริ่มทำให้ผมมีรายได้จากการเป็นศิลปินอย่างเป็นเรื่องเป็นราว”

แม้จะอยู่ในช่วงที่อุตสาหกรรมเพลงไทยซบเซาเพราะการเปลี่ยนของเทคโนโลยี แต่ The Million Ways to Write Part I อัลบั้มแรกของแสตมป์ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ของการเป็นที่ยอมรับและทำให้เขาได้รับการจับตามองในฐานะศิลปินผู้เป็นความหวังให้กับวงการเพลงไทย

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุขแสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

4.

ความสำเร็จ-ดาวดวงอื่นซึ่งตามมา

หลังจาก ความคิด และความสำเร็จแรกอันเป็นการแจ้งเกิดให้กับเจ้าตัว ชื่อของแสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ก็ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในการรับรู้ของคนฟังเพลงไทย จำนวนงานที่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปทำการแสดงเริ่มลดน้อยลงไปจนกระทั่งไม่เหลือเลย เพลงของเขาหลายเพลงจากอัลบั้มต่อๆ มาไม่ว่าจะเป็น เพลงที่นานมาแล้วไม่ได้ฟัง, ชายกลาง, โอมจงเงย, ให้ตายสิพับผ่า, กาลครั้งหนึ่ง, วิญญาณ กลายเป็นเพลงฮิต เช่นเดียวกับเพลงที่เขาแต่งให้ศิลปินต่างๆ ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง ที่คนฟังอาจคุ้นหูหน่อยก็อาทิ ราตรีสวัสดิ์ ของฟักกลิ้งฮีโร่, เงินล้าน ของโมเดิร์นด็อก, หวานขม ของ บอย โกสิยพงษ์ และ ธนชัย อุชชิน เป็นต้น แสตมป์กลายเป็นคนดังมากขึ้นจากการเป็นหนึ่งในคอมเมนเตเตอร์ให้รายการ The Voice Thailand ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง เขายังเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาให้กับสินค้าจำนวนมาก รูปภาพของเขาขึงเป็นที่พบเห็นได้โดยทั่วไป รวมความแล้วก็คือแสตมป์กลายเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในระยะเวลาไม่กี่ปี

“ตอนแรกผมบอกว่าผมเล่นดนตรีเพื่อความมัน ใช่ ตอนนั้นก็เป็นอย่างนั้น แต่พอเวลาผ่านไปเราเริ่มพอจะมีชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าช่วงเวลาที่ออกอัลบั้มชุดที่สอง เพลงที่นานมาแล้วไม่ได้ฟัง (2553) ผมทำเพลงเพื่อความสำเร็จ พอมาชุดที่ 3 ก็อยากรักษาความสำเร็จนั้นไว้เลยตั้งชื่อว่า Supermarket  (2556) เพราะอยากให้มัน ‘โคตรตลาด’ อยากทำเพลงให้มันฮิต และมันก็น่าจะเป็นชุดที่ประสบความมากที่สุดนะ คือตอนนั้นผมไม่รู้ตัวเลย ไม่มีเวลาได้หยุดคิดอะไร ความสำเร็จมันมาเราก็สานต่อตามน้ำไป เหมือนเราต้องกระโจนไปเรื่อยๆ น่ะ โดดไปดาวดวงโน้นทีดวงนี้ที ระหว่างนั้นมันก็มีเรื่องมีราวมีดราม่าต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย มาจนถึงชุด Sci-Fi (2557) ซึ่งเป็นชุดที่ผมรู้สึกว่าผมจะทำเพลงเพื่อตัวเอง ทำในสิ่งที่อยากทำจริงๆ แล้ว แล้วตอนนั้นเราก็มีของมากขึ้นมันก็เลยออกมาเป็นชุดที่ผมพอใจมากที่สุดนะในบรรดาอัลบั้มเพลงไทย”

“แล้วทุกวันนี้แสตมป์ทำเพลงเพื่ออะไร” เราถามเขาหลังจากได้ข้อสรุปว่าการเดินทางในกาแล็กซี่แห่งเสียงเพลงของเขานั้นได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปในระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

แสตมป์ตอบคำถามนี้ด้วยความรวดเร็วราวกับรู้ว่าจะถูกถามแบบนี้ “ผมเพิ่งคิดเรื่องนี้ได้ไม่นานนี้เลยนะ ผมเคยถามตัวเองว่าตอนนี้ผมทำเพลงเพื่ออะไร คำตอบก็คือผมทำเพราะเอ็นจอยกับทุกอย่างในตอนนี้ ผมยินดีและสนุกกับทุกโอกาสที่ผมได้รับ ผมไม่ได้คิดว่ามันจะต้องประสบความสำเร็จเหมือนเดิม หรือมันจะต้องสะใจ แบบ ‘เป็นไง กูเจ๋งหรือเปล่าล่ะ’ แบบตอนวัยรุ่น วันนี้ผมขอแค่ยังสนุกกับการได้ทำเพลงแค่นั้น พูดกันตามตรงตอนนี้ผมก็ไม่ได้ดังเหมือนตอนมีเพลง ความคิด อีกแล้ว และเพลงของเราก็อาจจะไม่โดนใจวัยรุ่นแล้ว แต่ผมก็ยังพยายามอยู่นะ ดังนั้นผมจึงคิดทุกครั้งเลยว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของผมแล้ว ผมอยากสนุกกับมันให้มากที่สุด ทำเพลงที่ผมชอบที่สุดก่อน”

‘สนุกกับทุกโอกาสที่ได้รับ’ สิ่งนี้ดูจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กระสวยอวกาศของเขายังคงทะยานไปในหมู่ดาว และมันก็ทำให้ แสตมป์ ทะยานไปไกลถึงญี่ปุ่นเมื่อค่ายเพลง Parabolica Records ออกอัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษชุดแรกในชื่อ STH ให้กับเขาซึ่งทำให้เขาได้ร่วมงานกับศิลปินต่างประเทศอย่าง Depapepe และ คริสโตเฟอร์ ชู

“คือเป็นความฝันที่แอบๆ ซ่อนๆ มานานนะ ไม่กล้าบอกใครหรอก คือนอกจากฝันอยากได้เล่นงานแฟตฯ แล้วก็อยากลองไปทำงานต่างประเทศดูบ้าง ไปดาวดวงอื่นดูบ้าง คือพอไปทำงานกับโปรดิวเซอร์ต่างชาติก็รู้ว่า เฮ้ย เขาทำกันอย่างนี้เอง ก็ทำให้เราได้เรียนรู้พอสมควรนะ ที่เห็นชัดๆ เลยก็คือความรู้จักพอ คือที่ผ่านมานิสัยผมนี่เวลาทำเพลงเรามีอะไรก็ใส่มันเข้าไป ยิ่งเล่นเยอะคือเก่ง ปรากฏว่าของเขาไม่ทำอย่างนั้น เขารู้จักความพอดีมากกว่าผม แบบ…พอมันถึงจุดที่พอแล้ว เมื่อดีไซน์ดีแล้วมันออกมาดีมากเลย เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน”

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

5.

ในที่สุดการเดินทางก็พามาเจอดาวดวงหนึ่ง…ในพริบตา

ตอนที่เราถามถึงการเขียนเพลง พริบตา ที่แสตมป์เขียนให้กับพี่เบิร์ด เขาดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ราวกับว่านี่ก็เป็นหนึ่งในหลายความสนุกที่มาจาก ‘โอกาสที่ได้รับ’ และโอกาสที่ว่านั้นก็มาจากดาวฤกษ์ดวงใหญ่ของวงการเพลงไทยที่ชื่อ ธงไชย แมคอินไตย์

“รู้ไหมว่าผมเขียนเพลงนี้จากอะไร” แสตมป์เว้นช่วงแล้วมองหน้าเรา เมื่อเห็นว่าเราคงตอบไม่ได้ เขาจึงเฉลยที่มาของเพลงที่เขาเขียน “มาจากหนังเรื่อง Your Name เมื่อปีที่แล้วยังไงล่ะ หนังเรื่องนี้มีดาวตกจำได้ไหม คือตอนที่รู้ว่าจะได้ทำเพลงให้พี่เบิร์ด พี่อ๊อฟ BIG ASS (พูนศักดิ์ จตุระบุล) Executive Producer ก็อธิบายให้ผมฟังว่ามันแบ่งเป็นสเตจๆ นะ ของผมนี่เป็นสเตจที่สิ้นหวังหดหู่ (หัวเราะ) ไม่รู้พี่อ๊อฟคิดยังไง แต่ก็บอกว่าของแตมป์ต้องสิ้นหวัง ผมก็เลยคิดถึงอะไรสักอย่างที่มันสว่าง แต่ว่ามันสิ้นหวัง ก็พอดีได้ดูหนังเรื่องนี้ จึงคิดถึงดาวตกในชั่วพริบตามันสว่างไสวเลยนะ แต่มันก็วูบดับไป คือรวมๆ เป็นเพลงสิ้นหวังที่มีความหวัง ผมก็เลยอยากให้บรรยากาศเพลงนี้มันสว่างเพราะ…ผมนึกไม่ออกว่าจะให้พี่เบิร์ดร้องเพลงสิ้นหวังได้ยังไง แต่พี่อ๊อฟเขาบอกว่าให้ลืมพี่เบิร์ดไปเลย คิดว่าอยากทำอะไรก็ทำไป ค่อนข้างเปิดกว้างมาก ผมดีใจนะที่ได้เขียนเพลงให้พี่เบิร์ด เหมือนเราเดินทางมาพอสมควร สุดท้ายเราก็ได้มาเจอดาวดวงหนึ่ง มาเจอดาวพี่เบิร์ด ดาวที่คุณควรเดินทางมาชื่นชมน่ะ” แสตมป์กล่าวปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

ขอบคุณสถานที่ถ่ายทำ โนเบิล เกเบิล วัชรพล

Writer

จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load