หากมองจากภายนอก ยืนมองจากข้างล่างเวที ผมคงตัดสินว่า UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ คือศิลปินหนุ่มวัย 25 ที่ชีวิตสนุกสนานดี รอยยิ้มและสิ่งที่เขาแสดงออกบนเวทีดูมีความสุขจนหลายคนอาจอิจฉาในจุดที่เขายืนอยู่

แต่จากบทสนทนาเพียงไม่กี่ชั่วโมงระหว่างเราทำให้ภาพดังกล่าวในหัวของผมเปลี่ยนไป

ผมนัดพบกับอดีตนักร้องวง 3.2.1 ที่ร้านกาแฟย่านทาวน์อินทาวน์ในวาระที่เขาเป็น 1 ใน 8 ศิลปินที่มาร่วมงานกับ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ในโปรเจ็กต์ชื่อ Mini Marathon ตอนที่ได้ยินยอมรับว่ารู้สึกเซอร์ไพรส์ไม่น้อยที่ศิลปินฮิปฮอปซึ่งปัจจุบันไม่ได้สังกัดค่ายใหญ่อย่างเขามาบรรจบพบเจอกับนักร้องซูเปอร์สตาร์อย่างพี่เบิร์ด

เราย้อนคุยกันถึงวันแรกที่เขาเข้าวงการมาจนกระทั่งถึงวันที่ได้ทำเพลงให้นักร้องที่เขาบอกว่าตัวเองเป็นแฟนคลับมาตั้งแต่เป็นเด็ก

จากการพูดคุยทำให้รู้ว่าเพลงมีความหมายกับทีเจมากกว่าแค่เป็นการงานที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

เพลงพาให้เขาผ่านช่วงชีวิตอันโหดร้ายมาได้ เพลงทำให้เขาไม่โดดเดี่ยวในวันที่ครอบครัวแตกสลาย เพลงทำให้เขากลับมามีชีวิตใหม่หลังโรคซึมเศร้าเข้าครอบงำ

และแน่นอน เพลงทำให้เรามาพบกันในวันที่เขาบอกว่า ทุกอย่างนั้นโอเค

UrboyTJ

1.

เพลงคือเพื่อน

ทีเจบอกผมว่า เพลงของธงไชย แมคอินไตย์ เป็นคล้ายเพลงประกอบชีวิตช่วงวัยเด็กของเขา

ฟังเผินๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการออกอัลบั้มมายาวนานต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2529 จนถึงตอนนี้ของพี่เบิร์ด ไม่ใครก็ใครในช่วงชีวิตหนึ่งย่อมมีเพลงของนักร้องผู้นี้ดังคลอประกอบการดำเนินชีวิตอยู่บ้าง

เพียงแต่ผมไม่คิดว่า เพลงประกอบชีวิตของนักร้องที่มองภายนอกดูมีความสุขดีผู้นี้ จะเป็นเพลงที่ดังคลอในช่วงครอบครัวแตกสลาย

เพลงเพลงนั้นชื่อ เล่าสู่กันฟัง

“ช่วงประมาณอายุ 15 – 16 พ่อกับแม่ผมหย่ากัน แล้วก็แยกกันอยู่ ช่วงนั้นมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิตผม พ่อไม่ยอม เอาตัวผมกลับไปอยู่ด้วย แล้วแม่ก็ไปดึงกลับมา ดึงกันไปดึงกันมา ตอนนั้นเราเป็นเด็กก็ไม่เข้าใจ มันคืออะไร เกิดอะไรขึ้น คนก็พยายามหลอกเราว่าไม่มีอะไร เราก็มารู้ทีหลังว่ามันคืออะไร

UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ

“ครั้งหนึ่งผมเคยนั่งรถกับพ่อจากบ้านแม่ไปเชียงราย โดยมีตังค์ติดตัวทั้งสองคนแค่บาทเดียว แล้วก็มีรถอยู่คันเดียว ตอนนั้นหิวข้าวก็ไม่มีอะไรกิน กินข้าวเหนียวกับเกลือบนรถ แล้วเงินบาทเดียวที่มีนั้นก็ใช้โทรหาแม่เพื่อให้แม่มารับ เพราะว่าน้ำมันรถหมดกลางทาง” ทีเจเล่าสู่กันฟังด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

มันเป็นช่วงชีวิตที่จะเรียกว่าสนุกก็สนุก ถ้าจะมองในมุมเศร้าก็เศร้า-นักร้องหนุ่มสรุป

“ชีวิตเราผ่านอะไรเศร้าๆ มาเยอะ ถ้าเปิดเพลง เล่าสู่กันฟัง เป็นซาวนด์แทร็กในช่วงชีวิตตอนนั้น ผมร้องไห้แน่นอน ผมรู้สึกว่ามันทัชผมมาก มันเป็นเพลงที่ดีมาก ที่ผมชอบเพราะว่ามันเป็นเรื่องของคนที่อยู่ไกลกัน แล้วประโยคแต่ละประโยคที่เขียน ที่ร้อง ออกมาผมรู้สึกว่ามันแทงใจ ฟังแล้วรู้สึกน้ำตาจะไหลตลอดเวลา เพราะว่าประสบการณ์ชีวิตของเราที่ใช้มา เราอยู่ไกลกับครอบครัวตลอด เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน”

แล้วระหว่างที่เราคุยกันถึงเพลงที่ว่า เขาก็ร้องบางท่อนของเพลงนั้นออกมา

“ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว ยังนอนดึกอยู่ใช่ไหม เธอผอมไปหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง”

UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ

2.

เพลงคือสิ่งยึดเหนี่ยว

“ตอนนั้นไม่มีความสุขอะไรเลย”

ทีเจตอบทันทีเมื่อผมชวนย้อนถึงช่วงวัยเด็ก ก่อนที่เขาจะกลายเป็นศิลปินที่คนรู้จักอย่างทุกวันนี้

“ไปเรียนหนังสือก็ไม่มีเพื่อนคบในโรงเรียน ผมเหมือนคนซึ่งผ่านเรื่องราวที่เด็กๆ อายุเท่ากันยังไม่เคยเจอมาก่อน มันเลยทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แล้วพอไปอยู่ในสังคมก็เลยกลายเป็นว่าคุยกับใครไม่รู้เรื่อง เด็กก็ไม่เข้าใจเรา สุดท้ายเพื่อนที่เรามีกลายเป็นคนอายุมากกว่า เป็นอาจารย์ หรือเป็นครูสอน ผมเลยกลายเป็นเด็กที่ไม่มีคนคบ ไม่มีเพื่อนตั้งแต่ตอนนั้น”

ช่วงนั้นเองที่เขาคลั่งไคล้ดนตรีฮิปฮอป เมื่อฟังมาก หลงใหลมาก เห็นคนอื่นทำเพลงกันเองได้โดยลำพัง เขาจึงเริ่มอยากทำให้คนอื่นฟังเองบ้าง

“หลังจากเริ่มทำเพลงเอง ผมก็ส่งเพลงไปให้วงไทยเทเนียม แต่ว่าโดนปฏิเสธ ที่โดนปฏิเสธเพราะว่าตอนนั้นเรายังเด็กมาก ทุกวันนี้ถ้าผมย้อนกลับไปฟังเพลงช่วงนั้นที่ทำ ผมก็คงรู้สึกเหมือนกันว่าไอ้เด็กนี่มันใครวะ ถ้าเป็นผมผมก็คงปฏิเสธ แต่ตอนนั้นเรายังไม่ยอมแพ้ เราก็ทำไปเรื่อยๆ จนได้มาเป็นเดโม่ 5 เพลง”

ในวันและวัยที่ไม่มีความสุขความภูมิใจใดๆ ในชีวิต ทีเจบอกว่ามินิอัลบั้มที่ทำเองคือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกภูมิใจ

จิรายุทธ ผโลประการ

“เหมือนเพลงเป็นสิ่งที่ทำให้ผ่านพ้นช่วงเวลาโดดเดี่ยวมาได้” ผมสรุปตามที่เข้าใจ

“ใช่ๆ มันคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเราอยากเลิกเรียนแล้วกลับมาทำตรงนี้ เพราะว่าตอนนั้นไม่มีอะไรที่ทำให้มีความสุข นอกจากได้ฟังเพลง ได้ร้องเพลง ได้เต้น ตอนมัธยมพอกลับมาจากโรงเรียน ผมจะมีห้องของตัวเอง ผมก็จะเปิดคอมพิวเตอร์ เปิดเพลงดังๆ แล้วก็เต้นไป ร้องไป ตั้งแต่อายุ 15 มันรู้สึกว่าเราได้ปลดปล่อย ได้ทำในสิ่งที่ชอบ อยากทำ”

แล้วมินิอัลบั้มนั้นก็เปลี่ยนชีวิตเขาเมื่อใครบางคนได้ฟังผ่าน Hi5 ส่วนตัวที่เขาไปลงไว้ เมื่อเห็นฝีไม้ลายมือ จึงติดต่อชักชวนให้เขาไปออดิชันเป็นศิลปิน

“ตอนนั้นเราไม่ปฏิเสธ เพราะว่าเราอยากทำ เราอยากเป็นศิลปิน เราอยากทำเพลง เลยเข้ามาออดิชันที่กรุงเทพฯ”

และนั่นคือที่มาของการเป็นหนึ่งในสมาชิกวง 3.2.1 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางสายดนตรีมาจนถึงวันนี้

Bird Mini Marathon

3.

เพลงคือยารักษา

ว่ากันตามเสียงตอบรับที่ผ่านหูผ่านตา เราคงต้องยอมรับว่าวง 3.2.1 ประสบความสำเร็จไม่น้อย

ในขณะที่ทุกอย่างคล้ายกำลังเข้าที่เข้าทาง ชีวิตของเขาเริ่มมีการงานให้ยึดเหนี่ยว แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็หายหน้าไปจากวงการเพลง

“มีช่วงหนึ่งที่พวกเราหยุดวงไป ตอนนั้นสัญญาหมด แล้วเพื่อนในวงไม่มีใครเลือกที่จะต่อสัญญาเลย แต่ใจเรายังอยากทำเพลงอยู่ พอไม่มีใครอยู่แล้ว เขาก็ยื่นข้อเสนอให้เป็นศิลปินเดี่ยว แต่เรารู้สึกว่าเราพอแล้วกับการโดนกำหนดให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ ก็เลยเลือกที่จะไม่ต่อสัญญา ผมเลยว่างงาน 6 เดือน

“ตอนนั้นทุกอย่างมันมารวมกันหมด ผมเครียด คือเราหาเลี้ยงตัวเองด้วยเงินจากตรงนี้ ถ้าเกิดเราออกจากการเป็นศิลปิน จะต้องเดือดร้อนพ่อแม่ ถ้าเราไม่ทำเพลงเราจะทำอะไรกิน คือทุกอย่างมันรวมกันมาให้คิดเยอะมาก ก็เลยกลายเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมา เวลา 6 เดือนนั้นเราต้องประคับประคองให้อยู่รอดให้ได้ ช่วงนั้นพยายามหาอะไรทำ ให้รู้สึกว่าชีวิตยังมีอะไรทำอยู่ แต่สุดท้ายเราก็ยังทิ้งดนตรีไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด แล้วเราจะทิ้งได้ยังไง ก็เลยเริ่มลุกขึ้นมาทำเพลงเก็บไว้”

ในชีวิตช่วงที่แย่ที่สุด-จนเขาออกตัวว่ามีบางเวลาไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ดนตรีก็ฉุดให้เขากลับมาสู่เส้นทางปกติอีกครั้ง

“ช่วงนั้นผมเอาเพลงเก่าๆ ที่เคยทำไว้มานั่งฟังดูซิ เอาเพลงเดิมนั่นแหละมาปรับแต่งนั่นนี่ เป็นเพลงที่เคยเอาไปเสนอค่ายเพลงตอนที่พยายามจะเป็นศิลปินเดี่ยวแต่เขาไม่เอา แล้วเพลงนั้นก็กลายเป็นซิงเกิลแรกของ UrboyTJ”

เพลงที่เคยนำไปเสนอแล้วค่ายเพลงไม่เอาที่เขาว่า คือเพลงที่วันนี้มียอดวิวในยูทูบ 80 ล้านวิว และเป็นเพลงที่ทำให้ทุกคนรู้จักทีเจอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว

เพลงนั้นชื่อเพลง เค้าก่อน

Bird Mini Marathon Bird UrboyTJ

“ตอนแรกเราไม่มั่นใจว่าเป็นศิลปินเดี่ยวแล้วจะประสบความสำเร็จมั้ย แต่หลังจากปล่อยเพลงออกไป ยอดวิวขึ้นมาวันละล้าน แล้วก็เริ่มมีงานติดต่อเข้ามา ผมเลยตัดสินใจทำต่อ ผมโชคดีอย่างหนึ่งคือตอนที่อยู่ค่ายเราทำเบื้องหลังด้วย ตั้งแต่เขียนเพลง ทำเพลงยังไง โปรโมตยังไง เรารู้หมด ก็เลยใช้แผนนั้นกลับมาทำของตัวเอง จนยาวมาถึงวันนี้”

“รู้สึกติดหนี้บุญคุณเพลงบ้างมั้ยที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ จากคนที่เกือบจะเป็นเด็กมีปัญหากลายมามีทุกวันนี้” ผมถาม

“ไม่เรียกว่าติดหนี้บุญคุณ รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่อยู่กับมันได้แล้วไม่เบื่อมัน เพราะว่าปกติผมอยู่กับอะไรไม่กี่เดือนผมก็เบื่อแล้ว ทำอะไรก็ตั้งเป้าหมายไว้ยิ่งใหญ่มาก แต่ก็ทำได้แป๊บเดียวก็เบื่อละ แต่มันมีอยู่อย่างเดียวที่ทำแล้วไม่เคยเบื่อ

“สิ่งนั้นคือเพลง”

UrboyTJ

4.

เพลงคือที่ระบาย

เมื่อชวนย้อนมองเพลงที่เขาทำในนาม UrboyTJ เขาว่าจุดร่วมหนึ่งคือ ส่วนใหญ่เป็นเพลงของคนที่ไม่สมหวัง 

ชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างไรเพลงที่แต่งก็เป็นอย่างนั้น เขาว่าสำหรับตัวเอง เพลงกับชีวิตแยกกันไม่ออก

“ผมเชื่อว่าเพลงที่เราจะสื่อสารได้ดีที่สุด คือเพลงที่เราประสบกับตัวเองมา มันจะรู้สึกอิน มันจะสื่อสารได้สมจริง คนจะเข้าถึงมัน คนจะเข้าใจว่าคนคนนี้ผ่านเรื่องนี้มายังไง

“ชีวิตที่ผ่านมาทำให้เราเขียนเพลงออกมาแล้วมีแต่เพลงเศร้า ลองไปฟังดู ส่วนมากเพลงของผมจะไม่มีเพลงที่สมหวังอะไรเท่าไหร่ มันจะเป็นเพลงเศร้าที่หลอกด้วยดนตรีสนุกสนาน เช่นเพลง เค้าก่อน คนฟังทั่วไปอาจจะรู้สึกว่าสนุกดี แต่จริงๆ เนื้อหามันคือเรื่องของการไปชอบคนคนหนึ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ผมเลือกที่ใช้มุมการนำเสนอที่ไม่ได้เศร้า”

“ทำไมต้องนำเสนอด้วยดนตรีสนุกสนานทั้งที่เป็นเรื่องเศร้า” ผมสงสัย

“มันเหมือนชีวิตเราเจอเรื่องเศร้ามาแล้วเราพยายามจะปกปิดความจริงที่ว่าเราอ่อนแอ เราพยายามเข้มแข็งให้ทุกคนเห็น แต่ว่าจริงๆ ข้างในเราอ่อนแอนะ มันเลยกลายเป็นคาแรกเตอร์ของเพลงผม เรารู้สึกว่าเพลงแต่ละเพลงของเรามันนำเสนอว่าเราเข้มแข็งมาตลอด

“เพลงที่ถูกสร้างขึ้นมาบนโลกนี้มีหลากหลายแนวมาก มันมีเพลงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกบวกกับฟังแล้วให้ความรู้สึกลบ เราเป็นคนที่ชอบฟังเพลงที่มันมีความบวก อย่างเช่นเพลงของบ๊อบ มาร์เลย์ ที่ฟังแล้วรู้สึกมีความสุข เขาจะพูดเสมอว่า Don’t worry, be happy. ก็คือทุกเวลาที่เรารู้สึกแย่แล้วเราได้ฟังเพลง มันเหมือนเป็นยารักษาช่วงเวลาสั้นๆ นั้นให้เรารู้สึกกลับมาดีขึ้นได้สักพัก แม้จะใช้ไม่ได้ผลตลอดเวลา แต่มันใช้ได้”

แล้วเมื่อได้รับการชักชวนจาก พูนศักดิ์ จตุระบุล หรือ อ๊อฟ BIG ASS ซึ่งเป็น Executive Producer ของโปรเจ็กต์ Mini Marathon มาทำเพลงให้นักร้องอย่างพี่เบิร์ด เขาก็ใช้วิธีคิดในการทำเพลงแบบเดียวกันกับที่เคยทำมาตลอด

พลงที่เขาแต่งมีชื่อสั้นๆ ว่า Okay

UrboyTJ พี่เบิร์ด

“อย่างที่บอก ผมทำเพลงออกมาแล้วอยากให้เป็นแนว positive พี่อ๊อฟเขาอธิบายว่าการวิ่งมาราธอนมี 8 สเตจ อยากให้เราแต่งเพลงที่พูดถึงสเตจที่เรียกว่า shock ผมก็คิดว่าถ้าเป็นเราคงจะรู้สึกดาวน์ รู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี ผมก็เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมา อยากที่จะบอกกับทุกคนนี้ว่า Everything is gonna be ok. ทุกอย่างมันจะผ่านไปได้ เราจะผ่านไปได้ ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องราวจะเลวร้ายแค่ไหน ทุกอย่างมันจะโอเค”

การมาร่วมงานกับศิลปินเจ้าของซาวนด์แทร็กในชีวิตวัยเด็กเป็นเรื่องพิเศษอยู่แล้วโดยไม่ต้องอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม แต่สิ่งที่พิเศษกว่านั้นคือการได้เห็นวิธีคิดและการทำงานของนักร้องในดวงใจ

“พอได้เจอผมก็รู้สึกเลยว่าทำไมทุกคนถึงเรียกเขาว่าซูเปอร์สตาร์ อย่างตอนที่ผมเขียนเพลง Okay ส่งไป ผมแปลกใจเหมือนกันที่มันผ่าน เพราะว่ามันฮิปฮอปมาก ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าพี่เบิร์ดจะร้องเพลงแบบนี้ยังไง สุดท้ายพอพี่เบิร์ดร้องเสร็จแล้วส่งกลับมาผมตกใจเลยว่าพี่เบิร์ดร้องแนวนี้ได้ด้วย

“พี่เบิร์ดไม่ได้เป็นแค่นักร้อง เขาเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ เวลาเขาเล่นคอนเสิร์ต เขาร้องเพลง เขาทำให้คนดูอินกับเขาได้ ทำให้คนฟังมีความสุข ซึ่งผมว่ามันแตกต่างจากนักร้องทั่วไปมาก ที่แค่ร้องเพลงไปโดยไม่ได้แคร์ว่าคนฟังจะรู้สึกยังไง พี่เบิร์ดเขาแคร์ทุกคนที่ฟังว่าเขาจะรู้สึกยังไง คนเลยอินไปกับเพลงที่เขาร้อง บางคนฟังเพลงเขาแล้วร้องไห้ออกมา”

ถึงตรงนี้ ชายหนุ่มไม่ได้ย้อนบอกอีกครั้งว่า ‘บางคน’ ที่ว่า รวมถึงเขาด้วย

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

คมทัตต์ นิลปั้น

หลงใหลในการถ่ายภาพตั้งแต่ยังเด็ก เก็บเกี่ยวประสบการณ์จนมีแนวทางเป็นของตัวเอง ชอบการถ่ายภาพทุกรูปแบบ คน สัตว์ สิ่งของ ปัจจุบันชื่นชอบงานถ่ายภาพ portrait และงาน fashion

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

6 กุมภาพันธ์ 2561
15 K

I walked along the avenue
I never thought I’d meet a girl like you
Meet a girl like you

เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยเสียงสังเคราะห์ปิ้วป้าวในงานแต่งงานแสนสวยริมทะเล นักร้องหนุ่มผมทองกุมไมค์ครวญเพลง I Ran ของ A Flock Of Seagulls ขณะที่เพื่อนร่วมวงร่วมเล่นดนตรีคัฟเวอร์เพลงซินธ์ป๊อปสุดจ๊าบจากยุค 80 ฉากสั้นๆ ในหนังเรื่อง Hangover Part II ไม่ได้แสดงแค่ความงามของภาคใต้เมืองไทย แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงดนตรีเล็กๆ จากเชียงใหม่

เปล่า, นะ-รัตน จันทร์ประสิทธิ์, เพียว-เพียว วาตานาเบะ และ โต้ง-พลากร กันจินะ ไม่ได้โด่งดังเป็นพลุแตกจากการปรากฏตัวในหนังฮอลลีวูด พวกเขาแค่ตกหลุมรักเสียงปลอมประหลาดเหมือนไม่ได้มาจากโลกนี้ของ Synthesizer ในยุคที่เครื่องสังเคราะห์เสียงเป็นของเฉิ่มเชยผิดยุคสมัย

POLYCAT

รักตกยุคทำให้ POLYCAT แปลกแยก ไร้ความมั่นใจ ตัวลีบเล็กอยู่ในวงการเพลงป๊อปอยู่นานหลายปี

จนกระทั่งการเปิดตัวซีรีส์มิวสิกวิดีโอของ POLYCAT 3 เพลงรวด ได้แก่ เพื่อนไม่จริง (Forever Mate), เวลาเธอยิ้ม (You Had Me At Hello) และ พบกันใหม่ (So Long) ที่ใช้ฟุตเทจละครเก่าเรื่อง พริกขี้หนูกับหมูแฮม มาตัดต่อ ชุบชีวิตเรื่องราวความรักเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วให้คนคิดถึงอีกครั้ง ซ้ำความแรงด้วยเพลงแอบรักอย่าง มันเป็นใคร (Alright) จนเกิดกระแส #เหย่ และ #ออลไรท์ ที่ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง แสงไฟจึงสาดส่องมาที่กลุ่มชายหนุ่มชุดวินเทจอย่างเต็มที่

แปลกดี, POLYCAT ดูจะมีดวงเกี่ยวพันกับหนังกับละคร แต่เส้นทางดนตรีของพวกเขาก็มีรสชาติสนุกไม่ต่างจากภาพยนตร์

ขอเชิญชมเรื่องราวของคนเล็กๆ ที่หลงรักสิ่งที่โลกลืมเลือน เรื่องราวของแมวเก้าชีวิตที่ปลุกดนตรีซินธ์ป๊อปยุค 80 ขึ้นมาอีกครั้ง

โพลีแคท เบิร์ด ธงไชย

I

กำเนิดแมวสังเคราะห์

เปิดฉากที่เชียงใหม่ วงดนตรีนักศึกษาชื่อ Ska Rangers กำลังซ้อมเพลงใหม่

ไม่ใช่เพลงนิวเวฟ ไม่ใช่ซินธ์ป๊อป กลุ่มเด็กหนุ่ม 5 คน ได้แก่ นะ เพียว โต้ง และอดีตสมาชิก 2 คน คือ ภูผา-พงศธร สวัสดิชัชวาล และ ดอย-กวีวิชย์ ไชยแก้ว เป็นส่วนหนึ่งของโลกดนตรีอินดี้ที่แสนคึกคักของเมืองเหนือ สกาเรนเจอร์สนุกกับการทดลองและโชว์ลีลาหลากหลาย ตั้งแต่พังก์ ร็อก สกา ไปจนถึงเรกเก้ โดยสังกัดอยู่ในกลุ่ม No Signal input รุ่นที่ 3

“เชียงใหม่เป็นเมืองเล็ก นักดนตรีรู้จักกันหมด โน ซิกแนล อินพุต คือกลุ่มคนที่คุยกันถูกคอ มีประมาณ 6 – 7 วง ทุกวงจะทำเพลงแนวไหนก็ได้ แต่มีเป้าหมายตรงกันว่าอยากให้นักดนตรีเชียงใหม่มีเพลงของตัวเองและมีพื้นที่ เราก็เลยสร้างซีนเล็กๆ ขึ้นมาด้วยกฎว่าต้องทำเพลงใหม่ ทำโชว์ใหญ่ทุกเดือน วงไหนไม่ทำ ต้องเลี้ยงเบียร์ทุกคนในกลุ่ม ถ้าทุกวงทำหมดก็ไม่มีใครเลี้ยงใคร และถ้าเดือนนั้นไม่มีใครทำอะไรเลยก็กินเบียร์กัน (หัวเราะ)”

เพียว มือเบสของวงเล่าความหลัง กฎที่ทรงประสิทธิภาพนี้ทำให้ชาวสกาเรนเจอร์ฝึกทำเพลงใหม่ได้ต่อเนื่อง โดยไม่รู้เลยว่าต่อมา บทเพลงที่ นะ หัวหน้าวงและนักร้องนำแต่งเหล่านี้จะถูกรวบรวมมาอยู่ในอัลบั้มแรกของพวกเขา

หลังจากตระเวนเล่นดนตรี ฝึกซ้อมฝีมือจนแข็งกล้าในย่านกลางคืนของเชียงใหม่ถึง 3 ปี จุดเปลี่ยนก็เข้าหาตัวเอกของเรื่อง โชคชะตาพาโอกาสแสดงหนังเรื่อง Hangover Part II เข้ามาหาสกาเรนเจอร์ผู้กระตือรือร้น

“ไม่รู้ทำไมพวกเราแคสต์ผ่าน” เพียวบอกตรงๆ ขณะที่นะและ โต้ง มือคีย์บอร์ดควบตำแหน่งทรัมเป็ต พยักหน้าหงึกหงัก

“ตอนแรกรู้แค่ว่ามีหนังต้องการวงดนตรีไปถ่ายที่กระบี่ ตอนนั้นวัยรุ่น เราคิดกันแค่ว่า ‘ไปกระบี่กันเถอะพวกเรา กระบี่เลยนะเว้ย’ ก็เลยสมัครไป เขาก็ส่งเพลง I Ran มาให้เราคัฟเวอร์ การเล่นเพลงนั้นในหนังเรื่องนั้นทำให้เราเริ่มเอาซินธิไซเซอร์มาใช้ในวง หลังจากนั้นเพลงใหม่ของพวกเราใน โน ซิกแนล อินพุต เลยมีซินธ์ไปโดยปริยาย”

ยิ่งค้นคว้าดนตรีนิวเวฟ เพลงเก่าเชย ทรงผมประหลาด ความเปรี้ยวของยุค 80 จับใจบรรดาเด็กปลาย 90 ต้นยุค 2000 พวกนี้เข้าเต็มเปา กลิ่นอายเก่าเก๋านี้ถูกจริตมากจนพวกเขาต้องนั่งลงปรึกษากันว่าต่อไปนี้ เสียงที่อยากจะให้ผู้ฟังได้ยินคือเสียงอะไร จะเป็นซินธ์สกา ซินธ์ร็อก หรือซินธ์ป๊อป

กลุ่มชายหนุ่มตัดสินใจเลือกซินธ์ป๊อป ได้เวลาถอดชุดสกาเรนเจอร์แล้วสวมบทบาทใหม่

POLYCAT แมวที่มีเสียงสังเคราะห์จึงเกิดขึ้นตอนนี้นี่เอง

โพลีแคท เบิร์ด ธงไชย POLYCAT

II

แมวจนมุม

ฉากต่อมาอยู่ที่กรุงเทพฯ เมื่อ POLYCAT เข้าสังกัดค่าย smallroom ความฝันด้านดนตรีของพวกเขาดูโชติช่วงสุกสกาว

“ซินธ์เป็นสิ่งที่คนนอกกระแสนิยมมาก ได้อิทธิพลมาจากวงเมืองนอก” นะอธิบายความหลงใหลของวง “ช่วงนั้นเป็นยุคซินธ์ป๊อป 2000 ที่พัฒนาจากยุค 80 ไปตามกาลเวลา มีแนวเพลงใหม่ เสียงใหม่ เทคนิคใหม่ มากขึ้น อัลบั้มแรกเราก็เป็นซินธ์ป๊อปร่วมสมัย”

POLYCAT เปิดตัวอัลบั้ม 05:57 ในปี 2011 ด้วยจุดเด่นว่าเป็นวงดนตรีซินธ์ป๊อปหนึ่งในไม่กี่วงของเมืองไทย แปลได้อีกอย่างว่ามีแนวเพลงที่คนไม่ค่อยรู้จัก ผลตอบรับที่ได้ตรงข้ามกับคำว่าโด่งดัง

“อยู่บ้านนอนหัวลีบ ต้มบะหมี่กับโจ๊กทุกวัน”

โต้งสรุปช่วงเวลานั้นอย่างสั้นง่ายได้ใจความ

ระหว่างนั้นเพื่อนร่วมวงอีก 2 คนก็ออกจากวงด้วยเหตุผลส่วนตัว ภูผา ตำแหน่งแซกโซโฟนออกไปแต่งงานมีครอบครัวและทำธุรกิจ ส่วนดอย มือกลอง บอกชัดเจนว่าตั้งใจมาส่งเพื่อนให้ถึงอัลบั้มแรก สมาชิกชาว POLYCAT จึงเหลือเพียง 3 คน

ท่ามกลางความมืดมน แสงไฟเวทีจะสาดมาถึงพวกเขา เมื่อได้ออกงานที่ค่ายพาหลายๆ วงไปออกพร้อมกันเท่านั้น

ถึงอย่างนั้น POLYCAT ก็ยังไม่ถอดใจ ไม่คิดโลเลเปลี่ยนใจจากเครื่องสังเคราะห์เสียง

“วงเราทำเพลงแบบไม่คาดหวัง หรือเพราะเป็นคนมักน้อยก็ไม่แน่ใจ เราแค่รู้สึกว่าเราชอบก็ทำ เอาสะใจเราไว้ก่อน ตอนทำอัลบั้ม 2 ก็เหมือนกัน เพลงแบบ 80 จ๋าๆ ไม่ดังแน่นอน นี่ยังพูดกันอยู่เลยว่าใครจะไปฟังวะ แต่นี่ล่ะ ที่เราอยากทำ”

นะเล่าความดื้อของ POLYCAT ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พวกเขาไม่ใช่คนเรื่องมากหรือไม่ยอมอะไรง่ายๆ แต่หัวใจของวงคือสิ่งที่พวกเขาต้องรักษาไว้ และแมวเสียงสังเคราะห์จะไม่ยอมเปลี่ยน

“เสน่ห์ของซินธ์ป๊อปคือการเลือกใช้และนำเสนอเสียงให้คนฟัง แค่เสียงเบส ตอนนี้มีวิธีเยอะแยะและง่ายมาก ที่จะทำให้เบสเสียงเต็มและอุ้มคนฟังด้วยเสียงที่ดี แต่ซินธ์ป๊อปกลับพรีเซนต์ด้วยเสียงคีย์บอร์ดเก่าๆ เหล็กๆ แต๊กๆ เสียงไฟฟ้าฟังแล้วไม่เพราะ แต่ทำจนกลายเป็นวัฒนธรรม เราก็เหมือนคนชอบใส่กางเกงลูกฟูกขาม้า เขาเลือกว่าจะแต่งตัวแบบนี้ เราก็เลือกการพรีเซนต์แบบนี้แล้วเหมือนกัน”

หัวหน้าวงชะโงกตัวมาข้างหน้า จับโต๊ะไม้ที่อยู่ตรงหน้าเขา

“โต๊ะตัวนี้ทำจากไม้ นี่คือเพลงทั่วไปที่ใช้เสียงทรัมเป็ตธรรมดา แต่ถ้าเราจะทำ เราจะทำโต๊ะจากโฟมทั้งหมด เป็นสิ่งที่เราประดิษฐ์มาแทนโต๊ะแล้วทาสีไม้เหมือนกัน แล้วแต่คนว่าจะชอบแบบไหน”

“มันเห่ย แต่เราชอบ เราภูมิใจ” โต้งกล่าวเสริม “ตอนเราทำอัลบั้ม 2 ผมว่ารู้สึกปลอดภัยกว่าเดิมอีก เพราะไม่น่าจะมีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว ยังไงก็กลับไปกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับโจ๊กอยู่ดี”

โพลีแคท โพลีแคท

III

ตะปบแสงไฟ

Fortune favors the bold.

สำนวนฝรั่งที่ว่า ‘โชคชะตาเข้าข้างคนกล้า’ ช่างเหมาะเจาะกับวงดนตรีที่สู้ไม่ถอย เพราะไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว อัลบั้ม 80 Kisses ที่ดึงกลิ่นอายยุค 80 มาเต็มเหนี่ยวดังถล่มทลายในปี 2016 ทุกเพลงติดหูและขึ้นอันดับบนสารพัดชาร์ตเพลง

ความสำเร็จนี้ทำให้ POLYCAT งุนงง เพราะพวกเขาเอาแต่ใจตัวเองเต็มที่กว่าอัลบั้มแรก ไม่สนใจเทรนด์หรือพยายามเอาใจใครอื่น

นะเล่าแนวคิดเบื้องหลังชุดเพลงอย่างตรงไปตรงมา

“ตอนแรกเราทำเพลงแบบต้องมีจังหวะให้คนกระโดดในคอนเสิร์ต ตอนแต่งคือ โต้ง มึงกระโดดดิ๊ โดดสนุกๆ แล้วเอาเป็นจังหวะเพลง เวลาเล่นก็คิดว่า ใช่เหรอวะ ให้เขาตะบี้ตะบันโดดไม่ได้แปลว่าเขามีความสุขนี่หว่า”

“เราคุยกันว่าคำว่าสนุกของเรามันคืออะไรวะ เวลาเราไปคอนเสิร์ตวงที่ถูกใจ เราสามคนไม่มีทางกระโดดเลย มากสุดก็พยักหน้า ขยับนิดๆ แบบนี้มันก็สนุกแล้วนี่หว่า” มือเบสเชื้อสายญี่ปุ่นกล่าวเสริม

นักร้องนำเล่าต่อ “เราก็เลยตัดทอนเรื่องเอาใจคน ลืมไปให้หมดเลยว่าคนอื่นอยากได้อะไร ผมอยากทำซินธ์ป๊อปจริงๆ จังๆ ที่กลับไปสู่จุดเริ่มต้น โต้งก็เป็นซินธ์ป๊อปยุคแปดศูนย์ บวกกับตอนนั้นเพียวกลับไปทำตัวจบที่คณะเป็นแจ๊สญี่ปุ่นยุค 80 แนวเพลงเราเลยเป็นอเมริกันรวมๆ กับญี่ปุ่น พบกันใหม่, เพื่อนไม่จริง, เวลาเธอยิ้ม จะออกมาประมาณนั้น

“เราปล่อย 3 เพลงรวดพร้อมกัน มีคนถามเหมือนกันว่าเราใช้ทีเด็ดไปหมดแล้ว ต่อไปจะทำยังไงให้คนสนใจอีก แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิด เราแค่ปล่อย Alright ออกไป คนกดดันที่สุดคงเป็นพี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์) นอกจากเป็นเจ้าของค่าย เขายังเป็นคนขออนุญาตและตัดเอ็มวีเองเลย เขาเป็นเด็ก 80 อยู่แล้ว มันมีอะไรพิเศษสำหรับเขา”

ความเชยของภาพแตกๆ ในละครและเสียงแบบแอนะล็อกทำให้ความโหยหาอดีตฟุ้งกระจาย จากยอดวิว 3 – 4 พันวิวในวันแรกบน YouTube คืบคลานมาเป็นหลายสิบล้านวิวด้วยความแรงสม่ำเสมอ ซินธ์ป๊อปที่ดังอยู่ในหูคนกลุ่มเล็กๆ มาตลอดหลายปี ได้พานะ เพียว และโต้งมาสู่แสงสว่าง มาสู่แฟนเพลงที่อ้าแขนต้อนรับตัวตนพวกเขาอย่างรักใคร่ชื่นชม

POLYCAT ไม่ได้หลงยุคโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว

POLYCAT นะ โพลีแคท

IV

มุ่งสู่อดีต

ฉากถัดมา แมวเสียงสังเคราะห์อยู่ที่ญี่ปุ่น

ก่อนไปสู่อัลบั้มที่ 3 POLYCAT แวะพักกลางทาง ปล่อยอัลบั้ม Doyobi No Terebi ที่บรรจุเพลงภาษาญี่ปุ่นทำนองน่ารัก 4 เพลง ในปลายปี 2017 อาจฟังดูเหนือความคาดหมาย แต่เหตุเกิดจากการไปแดนอาทิตย์อุทัย แล้วความทรงจำวิ่งย้อนกลับมาหานักแต่งเพลงประจำวง

“ผมชอบเพลงการ์ตูนตั้งแต่เด็ก แต่ลืมไปหมดแล้ว แล้วเพลง Slam Dunk ตอนไตเติลจะมีรถไฟสีเขียว พอไปญี่ปุ่นผมได้เห็นรถไฟนี้จริงๆ เพลงวิ่งเข้ามาในหัวเลย นี่มันแนวซิตี้ป๊อปนี่หว่า กูอยากทำสักอัลบั้มหนึ่ง เลยกลับไทยมาบอกพี่รุ่ง กะว่าจะทำเพลงไทย แต่พี่รุ่งบอกว่าถ้าจะทำซิตี้ป๊อปก็ต้องทำภาษาญี่ปุ่นให้ถึงไปเลย”

แม้ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น นะเขียนเนื้อเพลงภาษาไทยเกี่ยวกับดอกไม้ พายุ หน้าต่าง และต่างหู แล้วส่งไปให้เพื่อนที่แดนปลาดิบแปลกลับมา และให้ผู้รู้ภาษาช่วยคุมการออกเสียงระหว่างอัดเพลง รู้ทั้งรู้ว่าเพลงญี่ปุ่นไปไม่ถึงมวลชนมหาศาลในเมืองไทย แต่ POLYCAT ก็ขอลองดนตรีนุ่มสดใสย้อนวัยเด็กสักครั้ง

“ครั้งนี้ตามใจตัวเองที่สุดแล้ว โชคดีที่เรามีกลุ่มแฟนคอยซัพพอร์ตประมาณหนึ่ง ไม่รู้ว่ามีคนชอบกี่คน แต่แค่คนเดียวก็ดีใจแล้วครับ” นะกล่าวอย่างถ่อมตัว

ชาว POLYCAT ยืนยันว่าหลังจากนี้ อัลบั้ม 3 จะเต็มไปด้วยสิ่งที่ซาวนด์เชยๆ ภาษาสวยๆ ที่ใครต่อใครคาดหวัง แต่ก็จะใส่อะไรใหม่ๆ ให้ดนตรีของพวกเขาไม่ย่ำอยู่กับที่

โพลีแคท เบิร์ด นะ POLYCAT

V

แมวกระโดดกำแพง

ผ่านร้อนผ่านหนาวจนพากลิ่นอายอดีตมาอยู่ใจกลางวงการดนตรีไทย POLYCAT ได้เขียนเพลง กำแพง ให้เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ รุ่นพี่ในตำนานที่โด่งดังตั้งแต่ยุค 80 จนถึงปัจจุบัน จากวันที่นั่งดูพี่เบิร์ดในทีวี วันนี้วงดนตรีอินดี้ได้ทำงานร่วมกับบุคคลที่ส่งอิทธิพลต่อวัยเด็กและดนตรีของตัวเองแล้ว

“พี่เบิร์ดเหมือนณเดชน์ตอนนี้ ตอนเด็กๆ ถ้าจะบอกว่าหล่อก็ต้องบอกว่าหล่อเหมือนพี่เบิร์ด เป็นซูเปอร์อภิมหาไอดอลตั้งแต่เด็ก งานประจำปีที่โรงเรียนต้องมีสักหนึ่งระดับชั้นที่ต้องแสดงเพลงพี่เบิร์ด เรียกได้ว่าโตมาด้วยกัน” เพียวเอ่ยถึงซูเปอร์สตาร์รุ่นใหญ่อย่างนับถือ

“ตอนผมเป็นเด็ก นั่งดูทีวีอยู่กับแม่ แม่ผมชอบพี่เบิร์ดมาก ตาดูละครที่พี่เบิร์ดเล่นแล้วมือก็ป้อนข้าวผมโดยที่ไม่มองหน้าผม เอาช้อนทิ่มจมูกผม จนพ่อดุว่าเธอไม่ต้องป้อนข้าวลูกแล้ว แม่ฝากเรื่องนี้ไปบอกพี่เบิร์ดด้วย พอเล่าให้ฟัง พี่เบิร์ดเลยทำท่าป้อนข้าวผมแล้วให้ผมส่งรูปไปให้แม่ดู”

นะเล่ากลั้วเสียงหัวเราะ ก่อนเล่าต่อว่าการใช้คำสวยๆ ในเพลงของธงไชย แมคอินไตย์ เช่น ‘รักเธอสุดหัวใจ’ ‘แต่ไม่อยากจะถามเธอให้เสียบรรยากาศ’ บวกกับความจริงใจและเป็นธรรมชาติที่ไม่เคยเปลี่ยนของผู้ชายคนนี้ เป็นตัวอย่างการทำเพลงให้ POLYCAT

“พอเจอตัวจริง ดูออกเลยว่าพี่เบิร์ดเป็นคนบ้างาน เขาจริงใจ ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ทำอยู่ มาทำงานตรงนี้จะเหลาะแหละไม่ได้ ต้องเต็มที่กับทุกอย่าง เขาเคยบอกว่าเพลงเล่นๆ ยังร้องให้เพราะได้ แล้วเพลงที่น้องๆ อดหลับอดนอนตั้งใจแต่งมาให้ ทำไมจะร้องให้เพราะไม่ได้ พวกเราเลยเห็นความตั้งใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ”

กำแพง เป็นเพลงที่นะตั้งใจแต่งให้ย้อนยุค เหมือนช่วงแรกที่เบิร์ดร้องเพลงใหม่ๆ มีความวินเทจและให้ความหวังให้กำลังใจแบบ  POLYCAT แต่แฝงความกวนเอาไว้ และไอดอลของพวกเขาก็ถ่ายทอดได้ไพเราะจริงๆ

แมวหลงยุคจากเชียงใหม่กระโดดข้ามกำแพงชั้นแล้วชั้นเล่า กำแพงแห่งกาลเวลา กำแพงภาษา และกำแพงแห่งความทดท้อใจ ฉากสุดท้ายในเรื่องของแมวเสียงสังเคราะห์ ขอให้เพลงของ POLYCAT เล่าความจริงใจด้วยตัวเอง

โพลีแคท เบิร์ด ธงไชย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load