หากมองจากภายนอก ยืนมองจากข้างล่างเวที ผมคงตัดสินว่า UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ คือศิลปินหนุ่มวัย 25 ที่ชีวิตสนุกสนานดี รอยยิ้มและสิ่งที่เขาแสดงออกบนเวทีดูมีความสุขจนหลายคนอาจอิจฉาในจุดที่เขายืนอยู่

แต่จากบทสนทนาเพียงไม่กี่ชั่วโมงระหว่างเราทำให้ภาพดังกล่าวในหัวของผมเปลี่ยนไป

ผมนัดพบกับอดีตนักร้องวง 3.2.1 ที่ร้านกาแฟย่านทาวน์อินทาวน์ในวาระที่เขาเป็น 1 ใน 8 ศิลปินที่มาร่วมงานกับ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ในโปรเจ็กต์ชื่อ Mini Marathon ตอนที่ได้ยินยอมรับว่ารู้สึกเซอร์ไพรส์ไม่น้อยที่ศิลปินฮิปฮอปซึ่งปัจจุบันไม่ได้สังกัดค่ายใหญ่อย่างเขามาบรรจบพบเจอกับนักร้องซูเปอร์สตาร์อย่างพี่เบิร์ด

เราย้อนคุยกันถึงวันแรกที่เขาเข้าวงการมาจนกระทั่งถึงวันที่ได้ทำเพลงให้นักร้องที่เขาบอกว่าตัวเองเป็นแฟนคลับมาตั้งแต่เป็นเด็ก

จากการพูดคุยทำให้รู้ว่าเพลงมีความหมายกับทีเจมากกว่าแค่เป็นการงานที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

เพลงพาให้เขาผ่านช่วงชีวิตอันโหดร้ายมาได้ เพลงทำให้เขาไม่โดดเดี่ยวในวันที่ครอบครัวแตกสลาย เพลงทำให้เขากลับมามีชีวิตใหม่หลังโรคซึมเศร้าเข้าครอบงำ

และแน่นอน เพลงทำให้เรามาพบกันในวันที่เขาบอกว่า ทุกอย่างนั้นโอเค

UrboyTJ

1.

เพลงคือเพื่อน

ทีเจบอกผมว่า เพลงของธงไชย แมคอินไตย์ เป็นคล้ายเพลงประกอบชีวิตช่วงวัยเด็กของเขา

ฟังเผินๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการออกอัลบั้มมายาวนานต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2529 จนถึงตอนนี้ของพี่เบิร์ด ไม่ใครก็ใครในช่วงชีวิตหนึ่งย่อมมีเพลงของนักร้องผู้นี้ดังคลอประกอบการดำเนินชีวิตอยู่บ้าง

เพียงแต่ผมไม่คิดว่า เพลงประกอบชีวิตของนักร้องที่มองภายนอกดูมีความสุขดีผู้นี้ จะเป็นเพลงที่ดังคลอในช่วงครอบครัวแตกสลาย

เพลงเพลงนั้นชื่อ เล่าสู่กันฟัง

“ช่วงประมาณอายุ 15 – 16 พ่อกับแม่ผมหย่ากัน แล้วก็แยกกันอยู่ ช่วงนั้นมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิตผม พ่อไม่ยอม เอาตัวผมกลับไปอยู่ด้วย แล้วแม่ก็ไปดึงกลับมา ดึงกันไปดึงกันมา ตอนนั้นเราเป็นเด็กก็ไม่เข้าใจ มันคืออะไร เกิดอะไรขึ้น คนก็พยายามหลอกเราว่าไม่มีอะไร เราก็มารู้ทีหลังว่ามันคืออะไร

UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ

“ครั้งหนึ่งผมเคยนั่งรถกับพ่อจากบ้านแม่ไปเชียงราย โดยมีตังค์ติดตัวทั้งสองคนแค่บาทเดียว แล้วก็มีรถอยู่คันเดียว ตอนนั้นหิวข้าวก็ไม่มีอะไรกิน กินข้าวเหนียวกับเกลือบนรถ แล้วเงินบาทเดียวที่มีนั้นก็ใช้โทรหาแม่เพื่อให้แม่มารับ เพราะว่าน้ำมันรถหมดกลางทาง” ทีเจเล่าสู่กันฟังด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

มันเป็นช่วงชีวิตที่จะเรียกว่าสนุกก็สนุก ถ้าจะมองในมุมเศร้าก็เศร้า-นักร้องหนุ่มสรุป

“ชีวิตเราผ่านอะไรเศร้าๆ มาเยอะ ถ้าเปิดเพลง เล่าสู่กันฟัง เป็นซาวนด์แทร็กในช่วงชีวิตตอนนั้น ผมร้องไห้แน่นอน ผมรู้สึกว่ามันทัชผมมาก มันเป็นเพลงที่ดีมาก ที่ผมชอบเพราะว่ามันเป็นเรื่องของคนที่อยู่ไกลกัน แล้วประโยคแต่ละประโยคที่เขียน ที่ร้อง ออกมาผมรู้สึกว่ามันแทงใจ ฟังแล้วรู้สึกน้ำตาจะไหลตลอดเวลา เพราะว่าประสบการณ์ชีวิตของเราที่ใช้มา เราอยู่ไกลกับครอบครัวตลอด เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน”

แล้วระหว่างที่เราคุยกันถึงเพลงที่ว่า เขาก็ร้องบางท่อนของเพลงนั้นออกมา

“ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว ยังนอนดึกอยู่ใช่ไหม เธอผอมไปหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง”

UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ

2.

เพลงคือสิ่งยึดเหนี่ยว

“ตอนนั้นไม่มีความสุขอะไรเลย”

ทีเจตอบทันทีเมื่อผมชวนย้อนถึงช่วงวัยเด็ก ก่อนที่เขาจะกลายเป็นศิลปินที่คนรู้จักอย่างทุกวันนี้

“ไปเรียนหนังสือก็ไม่มีเพื่อนคบในโรงเรียน ผมเหมือนคนซึ่งผ่านเรื่องราวที่เด็กๆ อายุเท่ากันยังไม่เคยเจอมาก่อน มันเลยทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แล้วพอไปอยู่ในสังคมก็เลยกลายเป็นว่าคุยกับใครไม่รู้เรื่อง เด็กก็ไม่เข้าใจเรา สุดท้ายเพื่อนที่เรามีกลายเป็นคนอายุมากกว่า เป็นอาจารย์ หรือเป็นครูสอน ผมเลยกลายเป็นเด็กที่ไม่มีคนคบ ไม่มีเพื่อนตั้งแต่ตอนนั้น”

ช่วงนั้นเองที่เขาคลั่งไคล้ดนตรีฮิปฮอป เมื่อฟังมาก หลงใหลมาก เห็นคนอื่นทำเพลงกันเองได้โดยลำพัง เขาจึงเริ่มอยากทำให้คนอื่นฟังเองบ้าง

“หลังจากเริ่มทำเพลงเอง ผมก็ส่งเพลงไปให้วงไทยเทเนียม แต่ว่าโดนปฏิเสธ ที่โดนปฏิเสธเพราะว่าตอนนั้นเรายังเด็กมาก ทุกวันนี้ถ้าผมย้อนกลับไปฟังเพลงช่วงนั้นที่ทำ ผมก็คงรู้สึกเหมือนกันว่าไอ้เด็กนี่มันใครวะ ถ้าเป็นผมผมก็คงปฏิเสธ แต่ตอนนั้นเรายังไม่ยอมแพ้ เราก็ทำไปเรื่อยๆ จนได้มาเป็นเดโม่ 5 เพลง”

ในวันและวัยที่ไม่มีความสุขความภูมิใจใดๆ ในชีวิต ทีเจบอกว่ามินิอัลบั้มที่ทำเองคือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกภูมิใจ

จิรายุทธ ผโลประการ

“เหมือนเพลงเป็นสิ่งที่ทำให้ผ่านพ้นช่วงเวลาโดดเดี่ยวมาได้” ผมสรุปตามที่เข้าใจ

“ใช่ๆ มันคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเราอยากเลิกเรียนแล้วกลับมาทำตรงนี้ เพราะว่าตอนนั้นไม่มีอะไรที่ทำให้มีความสุข นอกจากได้ฟังเพลง ได้ร้องเพลง ได้เต้น ตอนมัธยมพอกลับมาจากโรงเรียน ผมจะมีห้องของตัวเอง ผมก็จะเปิดคอมพิวเตอร์ เปิดเพลงดังๆ แล้วก็เต้นไป ร้องไป ตั้งแต่อายุ 15 มันรู้สึกว่าเราได้ปลดปล่อย ได้ทำในสิ่งที่ชอบ อยากทำ”

แล้วมินิอัลบั้มนั้นก็เปลี่ยนชีวิตเขาเมื่อใครบางคนได้ฟังผ่าน Hi5 ส่วนตัวที่เขาไปลงไว้ เมื่อเห็นฝีไม้ลายมือ จึงติดต่อชักชวนให้เขาไปออดิชันเป็นศิลปิน

“ตอนนั้นเราไม่ปฏิเสธ เพราะว่าเราอยากทำ เราอยากเป็นศิลปิน เราอยากทำเพลง เลยเข้ามาออดิชันที่กรุงเทพฯ”

และนั่นคือที่มาของการเป็นหนึ่งในสมาชิกวง 3.2.1 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางสายดนตรีมาจนถึงวันนี้

Bird Mini Marathon

3.

เพลงคือยารักษา

ว่ากันตามเสียงตอบรับที่ผ่านหูผ่านตา เราคงต้องยอมรับว่าวง 3.2.1 ประสบความสำเร็จไม่น้อย

ในขณะที่ทุกอย่างคล้ายกำลังเข้าที่เข้าทาง ชีวิตของเขาเริ่มมีการงานให้ยึดเหนี่ยว แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็หายหน้าไปจากวงการเพลง

“มีช่วงหนึ่งที่พวกเราหยุดวงไป ตอนนั้นสัญญาหมด แล้วเพื่อนในวงไม่มีใครเลือกที่จะต่อสัญญาเลย แต่ใจเรายังอยากทำเพลงอยู่ พอไม่มีใครอยู่แล้ว เขาก็ยื่นข้อเสนอให้เป็นศิลปินเดี่ยว แต่เรารู้สึกว่าเราพอแล้วกับการโดนกำหนดให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ ก็เลยเลือกที่จะไม่ต่อสัญญา ผมเลยว่างงาน 6 เดือน

“ตอนนั้นทุกอย่างมันมารวมกันหมด ผมเครียด คือเราหาเลี้ยงตัวเองด้วยเงินจากตรงนี้ ถ้าเกิดเราออกจากการเป็นศิลปิน จะต้องเดือดร้อนพ่อแม่ ถ้าเราไม่ทำเพลงเราจะทำอะไรกิน คือทุกอย่างมันรวมกันมาให้คิดเยอะมาก ก็เลยกลายเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมา เวลา 6 เดือนนั้นเราต้องประคับประคองให้อยู่รอดให้ได้ ช่วงนั้นพยายามหาอะไรทำ ให้รู้สึกว่าชีวิตยังมีอะไรทำอยู่ แต่สุดท้ายเราก็ยังทิ้งดนตรีไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด แล้วเราจะทิ้งได้ยังไง ก็เลยเริ่มลุกขึ้นมาทำเพลงเก็บไว้”

ในชีวิตช่วงที่แย่ที่สุด-จนเขาออกตัวว่ามีบางเวลาไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ดนตรีก็ฉุดให้เขากลับมาสู่เส้นทางปกติอีกครั้ง

“ช่วงนั้นผมเอาเพลงเก่าๆ ที่เคยทำไว้มานั่งฟังดูซิ เอาเพลงเดิมนั่นแหละมาปรับแต่งนั่นนี่ เป็นเพลงที่เคยเอาไปเสนอค่ายเพลงตอนที่พยายามจะเป็นศิลปินเดี่ยวแต่เขาไม่เอา แล้วเพลงนั้นก็กลายเป็นซิงเกิลแรกของ UrboyTJ”

เพลงที่เคยนำไปเสนอแล้วค่ายเพลงไม่เอาที่เขาว่า คือเพลงที่วันนี้มียอดวิวในยูทูบ 80 ล้านวิว และเป็นเพลงที่ทำให้ทุกคนรู้จักทีเจอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว

เพลงนั้นชื่อเพลง เค้าก่อน

Bird Mini Marathon Bird UrboyTJ

“ตอนแรกเราไม่มั่นใจว่าเป็นศิลปินเดี่ยวแล้วจะประสบความสำเร็จมั้ย แต่หลังจากปล่อยเพลงออกไป ยอดวิวขึ้นมาวันละล้าน แล้วก็เริ่มมีงานติดต่อเข้ามา ผมเลยตัดสินใจทำต่อ ผมโชคดีอย่างหนึ่งคือตอนที่อยู่ค่ายเราทำเบื้องหลังด้วย ตั้งแต่เขียนเพลง ทำเพลงยังไง โปรโมตยังไง เรารู้หมด ก็เลยใช้แผนนั้นกลับมาทำของตัวเอง จนยาวมาถึงวันนี้”

“รู้สึกติดหนี้บุญคุณเพลงบ้างมั้ยที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ จากคนที่เกือบจะเป็นเด็กมีปัญหากลายมามีทุกวันนี้” ผมถาม

“ไม่เรียกว่าติดหนี้บุญคุณ รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่อยู่กับมันได้แล้วไม่เบื่อมัน เพราะว่าปกติผมอยู่กับอะไรไม่กี่เดือนผมก็เบื่อแล้ว ทำอะไรก็ตั้งเป้าหมายไว้ยิ่งใหญ่มาก แต่ก็ทำได้แป๊บเดียวก็เบื่อละ แต่มันมีอยู่อย่างเดียวที่ทำแล้วไม่เคยเบื่อ

“สิ่งนั้นคือเพลง”

UrboyTJ

4.

เพลงคือที่ระบาย

เมื่อชวนย้อนมองเพลงที่เขาทำในนาม UrboyTJ เขาว่าจุดร่วมหนึ่งคือ ส่วนใหญ่เป็นเพลงของคนที่ไม่สมหวัง 

ชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างไรเพลงที่แต่งก็เป็นอย่างนั้น เขาว่าสำหรับตัวเอง เพลงกับชีวิตแยกกันไม่ออก

“ผมเชื่อว่าเพลงที่เราจะสื่อสารได้ดีที่สุด คือเพลงที่เราประสบกับตัวเองมา มันจะรู้สึกอิน มันจะสื่อสารได้สมจริง คนจะเข้าถึงมัน คนจะเข้าใจว่าคนคนนี้ผ่านเรื่องนี้มายังไง

“ชีวิตที่ผ่านมาทำให้เราเขียนเพลงออกมาแล้วมีแต่เพลงเศร้า ลองไปฟังดู ส่วนมากเพลงของผมจะไม่มีเพลงที่สมหวังอะไรเท่าไหร่ มันจะเป็นเพลงเศร้าที่หลอกด้วยดนตรีสนุกสนาน เช่นเพลง เค้าก่อน คนฟังทั่วไปอาจจะรู้สึกว่าสนุกดี แต่จริงๆ เนื้อหามันคือเรื่องของการไปชอบคนคนหนึ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ผมเลือกที่ใช้มุมการนำเสนอที่ไม่ได้เศร้า”

“ทำไมต้องนำเสนอด้วยดนตรีสนุกสนานทั้งที่เป็นเรื่องเศร้า” ผมสงสัย

“มันเหมือนชีวิตเราเจอเรื่องเศร้ามาแล้วเราพยายามจะปกปิดความจริงที่ว่าเราอ่อนแอ เราพยายามเข้มแข็งให้ทุกคนเห็น แต่ว่าจริงๆ ข้างในเราอ่อนแอนะ มันเลยกลายเป็นคาแรกเตอร์ของเพลงผม เรารู้สึกว่าเพลงแต่ละเพลงของเรามันนำเสนอว่าเราเข้มแข็งมาตลอด

“เพลงที่ถูกสร้างขึ้นมาบนโลกนี้มีหลากหลายแนวมาก มันมีเพลงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกบวกกับฟังแล้วให้ความรู้สึกลบ เราเป็นคนที่ชอบฟังเพลงที่มันมีความบวก อย่างเช่นเพลงของบ๊อบ มาร์เลย์ ที่ฟังแล้วรู้สึกมีความสุข เขาจะพูดเสมอว่า Don’t worry, be happy. ก็คือทุกเวลาที่เรารู้สึกแย่แล้วเราได้ฟังเพลง มันเหมือนเป็นยารักษาช่วงเวลาสั้นๆ นั้นให้เรารู้สึกกลับมาดีขึ้นได้สักพัก แม้จะใช้ไม่ได้ผลตลอดเวลา แต่มันใช้ได้”

แล้วเมื่อได้รับการชักชวนจาก พูนศักดิ์ จตุระบุล หรือ อ๊อฟ BIG ASS ซึ่งเป็น Executive Producer ของโปรเจ็กต์ Mini Marathon มาทำเพลงให้นักร้องอย่างพี่เบิร์ด เขาก็ใช้วิธีคิดในการทำเพลงแบบเดียวกันกับที่เคยทำมาตลอด

พลงที่เขาแต่งมีชื่อสั้นๆ ว่า Okay

UrboyTJ พี่เบิร์ด

“อย่างที่บอก ผมทำเพลงออกมาแล้วอยากให้เป็นแนว positive พี่อ๊อฟเขาอธิบายว่าการวิ่งมาราธอนมี 8 สเตจ อยากให้เราแต่งเพลงที่พูดถึงสเตจที่เรียกว่า shock ผมก็คิดว่าถ้าเป็นเราคงจะรู้สึกดาวน์ รู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี ผมก็เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมา อยากที่จะบอกกับทุกคนนี้ว่า Everything is gonna be ok. ทุกอย่างมันจะผ่านไปได้ เราจะผ่านไปได้ ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องราวจะเลวร้ายแค่ไหน ทุกอย่างมันจะโอเค”

การมาร่วมงานกับศิลปินเจ้าของซาวนด์แทร็กในชีวิตวัยเด็กเป็นเรื่องพิเศษอยู่แล้วโดยไม่ต้องอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม แต่สิ่งที่พิเศษกว่านั้นคือการได้เห็นวิธีคิดและการทำงานของนักร้องในดวงใจ

“พอได้เจอผมก็รู้สึกเลยว่าทำไมทุกคนถึงเรียกเขาว่าซูเปอร์สตาร์ อย่างตอนที่ผมเขียนเพลง Okay ส่งไป ผมแปลกใจเหมือนกันที่มันผ่าน เพราะว่ามันฮิปฮอปมาก ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าพี่เบิร์ดจะร้องเพลงแบบนี้ยังไง สุดท้ายพอพี่เบิร์ดร้องเสร็จแล้วส่งกลับมาผมตกใจเลยว่าพี่เบิร์ดร้องแนวนี้ได้ด้วย

“พี่เบิร์ดไม่ได้เป็นแค่นักร้อง เขาเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ เวลาเขาเล่นคอนเสิร์ต เขาร้องเพลง เขาทำให้คนดูอินกับเขาได้ ทำให้คนฟังมีความสุข ซึ่งผมว่ามันแตกต่างจากนักร้องทั่วไปมาก ที่แค่ร้องเพลงไปโดยไม่ได้แคร์ว่าคนฟังจะรู้สึกยังไง พี่เบิร์ดเขาแคร์ทุกคนที่ฟังว่าเขาจะรู้สึกยังไง คนเลยอินไปกับเพลงที่เขาร้อง บางคนฟังเพลงเขาแล้วร้องไห้ออกมา”

ถึงตรงนี้ ชายหนุ่มไม่ได้ย้อนบอกอีกครั้งว่า ‘บางคน’ ที่ว่า รวมถึงเขาด้วย

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

คมทัตต์ นิลปั้น

หลงใหลในการถ่ายภาพตั้งแต่ยังเด็ก เก็บเกี่ยวประสบการณ์จนมีแนวทางเป็นของตัวเอง ชอบการถ่ายภาพทุกรูปแบบ คน สัตว์ สิ่งของ ปัจจุบันชื่นชอบงานถ่ายภาพ portrait และงาน fashion

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

13 กุมภาพันธ์ 2561
10 K

เริ่มต้นใหม่’ เป็นคำที่ฟังดูทั้งมีความหวังและน่าหวั่นเกรง

ตลอดการสนทนากว่า 3 ชั่วโมงกับสมาชิกวง Big Ass ทั้ง 5 คน ผมได้ยินคำว่า ‘เริ่มต้นใหม่’ บ่อยครั้ง ได้ยินเป็นระยะ จนพอรู้ว่ามันมีนัยสำคัญกับวงวงนี้

เริ่มต้นเล่นดนตรี เริ่มต้นทำอัลบั้ม เริ่มต้นทำอัลบั้มอีกครั้ง เริ่มต้นทำอัลบั้มอีกครั้งเมื่อวงเปลี่ยนสมาชิก และเริ่มต้นพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

จากการพูดคุยกับพวกเขาซึ่งประกอบด้วย อ๊อฟ-พูนศักดิ์ จตุระบุล มือกีตาร์, หมู-อภิชาติ พรมรักษา มือกีตาร์, กบ-ขจรเดช พรมรักษา มือกลอง, โอ๊ค-พงศ์พันธ์ พลสิทธิ์ มือเบส และ เจ๋ง-เดชา โคนาโล นักร้องนำคนใหม่ ทำให้ผมพบว่า ชีวิตไม่ได้เริ่มต้นครั้งเดียวตอนเกิด หรือสิ้นสุดตอนตาย หากแต่ในช่วงต่างๆ ของชีวิตคนเรา มีบางสิ่งสิ้นสุดลง และบางอย่างเริ่มต้นขึ้นสลับกันไป

นี่อาจเป็นสัจธรรมที่มนุษย์รู้กันดีอยู่แล้วแต่มักหลงลืม

สิ้นสุดคือจุดเริ่มต้น คือชื่อเพลงที่ กบ ขจรเดช เขียนให้นักร้องที่เป็นต้นแบบในวงการของพวกเขาอย่าง เบิร์ด ธงไชย ในโปรเจ็กต์ Mini Marathon

หากไม่รู้จักพวกเขามาก่อน เพลงเพลงนี้ก็คงเป็นเพียงเพลงไพเราะธรรมดาเพลงหนึ่ง แต่หากได้นั่งลงฟังที่มาที่ไปของวงวงนี้ ได้เห็นก้อนกรวดบนเส้นทางที่เดินฝ่ามา คงรู้สึกเหมือนกันว่า เพลงเพลงนี้มาจากชีวิตของพวกเขา ซึ่งมันใช้ได้กับชีวิตของพวกเราด้วย

Big Ass

 

เริ่มต้นเล่นดนตรี

ผมนัดเจอกับพี่ๆ วงบิ๊กแอสที่บ้านของ อ๊อฟ หนึ่งในสมาชิกยุคก่อตั้งวง

บ้านหลังที่มีทั้งเสียงหัวเราะและร้องไห้ดังสลับกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นที่หลบเลียอาศัยยามชีวิตสิ้นหวังของวง ไม่ใช่เพียงเฉพาะผู้เป็นเจ้าของบ้าน

ตอนเริ่มต้นเล่นดนตรีเรานัดกันทุกวันศุกร์เพื่อเจอกันที่บ้านของอ๊อฟ” กบเล่าถึงช่วงเริ่มก่อร่างสร้างวงสมัยเรียนชั้นมัธยมต้น ซึ่งการนัดเจอที่บ้านของมือกีตาร์ของวงในวันวานยังเป็นกิจกรรมที่ทำกันมาต่อเนื่องจนปัจจุบัน รวมถึงวันที่เราพบกันด้วย

ถ้าถามว่ามีเป้าหมายอะไรในวันแรกที่เล่นดนตรีมันคือความสนุกอย่างเดียว ไม่มีการกอดคอกันฝันว่าสักวันจะเป็นนักดนตรีหรอก” อ๊อฟย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเล่นดนตรี

ตอนบอกว่าซ้อมดนตรีอยู่ เรายังสงสัยว่าเล่นได้จริงหรอวะ” กบขยายความถึงวันที่ทักษะในการเล่นดนตรียังอยู่ในขั้นเริ่มต้น “คือถามว่าเป็นความฝันไหม มันเป็นมาตลอดแหละ แต่มันเป็นฝันที่ดูไม่มีทางเป็นความจริงเลย ถ้าพูดออกไปว่ากูจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่ได้ใช้แค่ความกล้าอย่างเดียว คือถ้ามึงไม่บ้าก็ต้องเมา ผมว่าไม่มีทางที่เราจะกล้าคิดแบบนั้น”

เพราะอะไรถึงไม่กล้าคิดฝัน-ผมถามด้วยความสงสัยว่าพวกเขาอาจถ่อมตัว

ที่บ้านเราก็มีกระจกนะครับ” กบตอบ เรียกเสียงหัวเราะให้ดังก้องบ้าน ก่อนที่อ๊อฟจะเสริม “คือไปประกวดอะไรเราก็ตกรอบหมดเลย เรารู้แค่ว่าวันเสาร์ต้องออกไป ต้องมาเจอกัน ไปซ้อมกัน อยากเล่นเพลงที่อยากเล่น แค่นี้เอง มันไม่ได้มีอนาคตอะไรเลย”

เมื่อเหลียวมองพวกเขาในวันที่เติบใหญ่ กลายเป็นวงร็อกแถวหน้าของประเทศ เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังจำนวนมาก ต้องยอมรับตามตรงว่าผมนึกภาพที่พวกเขาเล่าไม่ออก-เจ้าพวกเด็กที่เล่นดนตรีโดยไม่สนว่าใครจะรู้จักพวกเขาหรือไม่

เมื่อมองย้อนกลับไปในวันที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่รู้ว่าเล่นผิดเล่นถูก ไม่รู้ว่าดีไม่ดี พวกคุณมองเห็นอะไร” ผมถามพวกเขา

ผมมองเห็นเด็กที่ไม่เก่ง หาจุดเด่นได้น้อยมาก แต่จุดสำคัญเดียวของพวกเราคือ เราเป็นเพื่อนกัน และความเป็นเพื่อนทำให้เราอดทน ทำให้เราคุยกันว่า ล้มก็ล้มด้วยกัน ขึ้นก็ขึ้นด้วยกัน แต่เราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะขึ้นหรือลงหรอกนะ เราคิดแค่ว่าไปก็ไปด้วยกัน จะเกิดอะไรขึ้นเราก็ไปด้วยกัน ไม่มีอะไรที่ไม่เอา ไม่ทำ พวกเรามีแต่ไปลุย ไปทำ เราไม่เคยถอยหลังเลยมั้ง เราไม่เคยหยุดแล้วรอโอกาส ถ้าโอกาสประตูนี้ปิด เราก็จะหาโอกาสประตูอื่นอยู่เรื่อยๆ”

Big Ass

 

เริ่มต้นทำอัลบั้ม

การเริ่มต้นครั้งใหม่เกิดขึ้นเมื่อประตูบานแรกเปิดขึ้น ประตูบานนั้นชื่อ Music Bugs

ที่ค่ายเพลงแห่งนี้พวกเขาได้โอกาสทำอัลบั้มกันเอง แต่งเอง เล่นเอง ร้องเอง ซึ่งนี่ถือเป็นจุดเด่นของวงดนตรีวงนี้ในมุมมองของผมมาจนวันนี้

“ทำเองผิดถูกก็ยังด่ากันได้ 10 ปีผ่านไปก็ยังกลับมาด่าตัวเองได้ แต่ถ้าไม่ทำเอง 10 ปี ผ่านไปเรากลับไปด่าคนอื่นไม่ได้นะ” หมูบอกเมื่อผมชวนคุยถึงข้อดีของการที่พวกเขาทำเองกันทุกกระบวนการ

อัลบั้มแรกของพวกเขาชื่อว่า Not Bad ที่มีเพลงดังอย่าง ทางผ่าน อยู่ในอัลบั้ม พวกเขาเล่าว่า ก่อนที่เขาจะออกอัลบั้มแรกการขายเทปยังอยู่ในยุครุ่งเรือง ยอดขายล้านตลับเป็นเรื่องที่ยังเป็นไปได้ การขายได้ 300,000 ตลับถือเป็นเรื่องธรรมดา

“ของเราตั้งเป้ากันไว้แค่ 30,000 เพราะถ้าเกินนี้เราจะได้ตังค์ ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรเลยอ๊อฟบอกถึงความคาดหวังอันน้อยนิด

ว่าแต่ถึงตรงนี้ลองเดาดูเล่นๆ หน่อยไหมว่าอัลบั้มแรกของพวกเขาขายได้กี่ตลับ

อัลบั้มแรกกดกันไปเต็มๆ หมื่นม้วน” กบเล่าเรื่องตลกร้ายที่เกือบทำให้ชื่อของบิ๊กแอสจบลง “สมัยนี้ขายได้หมื่นม้วนคงเฮกันแล้ว แต่ตอนนั้นต้องเรียกว่ากริบ อัลบั้มแรกต้องบอกว่ามันเจ๊งนะ เคยไปเล่นแล้วมีคนเมาถือขวดเหล้าอยู่คนเดียวอยู่หน้าเวที ไม่รู้ว่าต้องขอบคุณอะไรดี”

ตอนนั้นคิดว่า 30,000 ม้วนคงสบายๆ” ผมถาม

แน่นอน ก็ทุกคนเขาได้หมด เป็นมาตรฐาน” หมูตอบทันที มีบิ๊กแอสนี่แหละที่ผิดปกติ สร้างประวัติศาสตร์” อ๊อฟพูดติดตลก “แต่เราก็ไม่เลิก ที่ถามว่ามองเห็นอะไรในเด็กกลุ่มนั้น มองกลับไปก็รู้สึกดีใจแทนตัวเองที่เราเลือกเล่นดนตรี เพราะถ้าเขาก้าวเดินต่อมาจนถึงจุดที่ดีได้เขาจะมีความสุขมากในชีวิต โมเมนต์ที่เราชอบดนตรีแล้วเราได้ใช้ชีวิตร่วมกับมัน ได้มีประสบการณ์ค่อนชีวิตกับดนตรี มันสุดยอดแล้ว”

Big Ass เบิร์ด ธงไชย

Big Ass

 

เริ่มต้นอีกครั้ง

สิ่งที่ต่อลมหายใจให้บิ๊กแอส และทำให้วงที่อยู่ในช่วงมืดมิดได้มองเห็นแสงสว่าง คือการคว้ารางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมบนเวทีสีสัน อะวอร์ดส์

แม้อัลบั้มจะไม่เข้าหูคนฟัง แต่โชคดีที่มันยังไปเข้าตาคณะกรรมการ

ตอนนั้นเราก็ไม่รู้จะไปทำอะไร เรียนก็น้อย เล่นดนตรีก็ไม่ได้เก่ง ผมเรียนแค่ ปวช. ม.6” กบย้อนเล่าถึงชีวิตช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก่อนที่อ๊อฟจะเล่าต่อ “คือเราไม่ได้คิดเรื่องอนาคตกันเท่าไหร่ ไม่ได้คิดว่าจะสู้ต่อไป ไม่ได้คิดอะไรเลย มันไม่ได้มีโมเมนต์ที่จะได้ทำชุดสอง เพราะค่ายเขาไม่ให้”

แต่พอได้รางวัลกลับมาที่ออฟฟิศ ผมถือรางวัลเหมือนเรามีตัวประกัน เหมือนเอามีดจ่อคออยู่ พี่ต้องให้ผมทำชุดหน้าแล้วนะ คือพูดติดตลกน่ะ แต่เรารู้ว่ามีคนมองเห็นเรา ถึงแม้ว่าคนทั้งประเทศไม่รู้จักเรา แต่คนฟังที่เป็นนักวิจารณ์ เขาได้ยินเรา ถึงจะดูเหลิง ดูเข้าข้างตัวเองไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็มีคนได้ยินเพลงเรา สิ่งนั้นก็เลยทำให้เรามีชุดสอง ผมบอกน้าทิวา (ทิวา สาระจูฑะ) ตลอดว่า ถ้าผมไม่ได้รางวัลวันนั้นพวกผมไม่มีเหตุผลที่ได้ออกชุดถัดมา” มือกลองของวงเล่าถึงสิ่งที่ทำให้วงยังอยู่มาจนวันนี้

แม้อัลบั้มที่ 2 จะขายได้เพียง 22,000 ตลับ แต่อัลบั้มที่ชื่อ XL นี้ก็ทำให้พวกเขาค้นพบสิ่งที่ส่งผลอันยิ่งใหญ่สมชื่ออัลบั้ม

เราโชคดีที่ได้เจอเพลง ก่อนตาย เพลงนี้นอกจากมันจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว มันยังกำหนดความเป็นวงบิ๊กแอส แล้วเราก็เอาก่อนตายมาทำเป็นอัลบั้มชุดสาม เหมือนเราได้เจอแล้วว่าบิ๊กแอสคืออะไร” อ๊อฟซึ่งเป็นผู้เขียนเพลงเพลงนี้พูดถึงสิ่งที่ค้นพบ

ต้องขยายความก่อนว่า ก่อนตาย คือเพลงหนักที่มีเมโลดี้ที่เพราะ นี่คือคำจำกัดความของเพลงนี้ มันเลยเป็นคำจำกัดความของชุดต่อมา ว่าเราจะยึดตรงนี้แหละ” มือกลองของวงช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจ

ส่วนผลลัพธ์ของอัลบั้มถัดๆ มาหลังการค้นพบที่ว่าเป็นอย่างไร ถึงวันนี้พวกเราคงเห็นผลกันอยู่แล้ว

อัลบั้มที่ 4 ที่ชื่อ Seven ซึ่งพวกเขาย้ายมาอยู่ค่ายที่ใหญ่ขึ้นอย่าง genie records พาให้พวกเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดของอาชีพ ในอัลบั้มเต็มไปด้วยเพลงฮิตติดชาร์ต ฟังดูเหมือนชีวิตของพวกเขากำลังจะดีใช่ไหม

ชีวิตถ้าง่ายดายเช่นนั้นคงดี

Big Ass เบิร์ด

 

เริ่มต้นหลงระเริง

เพลงสุดท้ายหน้า B ก็ขึ้นอันดับหนึ่งตามคลื่นวิทยุ-อ๊อฟบอกเมื่อผมถามว่าอัลบั้ม Seven นั้นประสบความสำเร็จแค่ไหน

ผมมีวิธีการสังเกตคนที่เขาประสบความสำเร็จง่ายๆ คือ เพลงที่ไม่ได้คิดจะเป็นเพลงโปรโมตปล่อยมาก็ยังดัง นั่นแสดงว่ามันติดลมบน ทำอะไรคนก็เฮ ทำอะไรคนก็เอาหมด ไปเล่นคอนเสิร์ตก็เดือด ตอนนั้นจำได้ว่าเราเป็นวงแรกๆ ที่ไปเล่นคอนเสิร์ตกาชาดต่างจังหวัดที่ทำลายทุกสถิติ เหมือนกับว่าคนเคยมา 10,000 เราไปเขาก็มา 20,000 แทบจะทุกที่เลยตอนนั้น จำได้ว่าราบเป็นหน้ากลองเลย”

และเป็นช่วงนั้นเองที่พวกเขาบอกว่าคล้ายตัวเองตกอยู่ในทางสามแพร่งตลอดเวลา

ตอนนั้นลูกโป่งแห่งความสำเร็จได้โดนอัดฉีดเข้าไปจนลอยสูงสุด พร้อมที่จะแตก มันลอยขึ้นสูงที่สุดเลย แล้วสุดท้ายมันก็แตกจริงๆ เพราะพวกเราหลงระเริง” กบเล่าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม “ตอนนั้นชีวิตเราเหมือนรถซิ่ง พุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว พุ่งด้วยความเร็วและแรงมาก พอเจอก้อนหินนิดเดียวก็ทำให้เราพลิกไปเลย ผมเลยเข้าใจน้องๆ ทุกวันนี้ที่ขึ้นมาแรงๆ แล้วเราเห็นท่าทางเขา เหมือนพวกกูตอนนั้นเลย อยากบอกว่า เดี๋ยวก่อนน้อง ใจเย็นน้อง เดี๋ยวลง เดี๋ยวก็สะดุดหินเหมือนกู คือเราผ่านมาแล้ว

สุดท้ายมันก็เป็นอย่างที่เห็น” อ๊อฟพูดถึงเหตุการณ์ในวันวานที่อดีตเพื่อนร่วมวงขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ด้วยข่าวที่สังคมพากันกระหน่ำโจมตีพวกเขาจนแทบไม่เหลือที่ยืนในวงการดนตรี

กบบอกว่า ตอนนั้นพวกเขาคล้ายโดนคำสาปแห่งความสำเร็จเล่นงาน “สุดท้ายเราตั้งสติกันอยู่พอสมควรนะว่าจะเอายังไงดี ตอนนั้นผมคิดในใจแล้วว่า ใครจะฟังเพลงเราวะ เพราะเราโดนด่าทั้งเช้าทั้งเย็นเลยตามสื่อต่างๆ เขียนเพลงอะไรออกไปก็คงโดนด่า เอายังไงกันดี พวกเราถึงขั้นจะยุบวงเลยนะ ผมก็เลยโทรหาพี่ป้าง (นครินทร์ กิ่งศักดิ์) พี่ป้างเป็นที่ปรึกษาของผม พอผมบอกว่าจะยุบวง เขาก็บอกว่า มึงรู้ไหมว่ายังมีคนที่รอฟังเพลงมึงจากเหตุการณ์นี้อยู่ ผมก็เริ่มตั้งสติได้ เราจะทำยังไงกันดี หมูก็บอกว่า ระหว่างนี้ทำห้องซ้อมดีกว่า เราเลยสร้างห้องซ้อมด้วยมือของเราเอง หมูก็ออกแบบ เราก็ทาสีกันเอง แล้วก็จะมาดูข่าวช่อง 3 ด้วยกันทุกวัน ดูเขาด่าเรา

มันคือหินก้อนที่สำคัญมาก โชคดีที่เรายังเกาะกันไว้ด้วยดนตรี เราจะไม่ทิ้งดนตรีไปไหน เราเชื่อคำพูดพี่ป้าง เราก็แปลงคำพูดเหล่านั้นให้เป็นเพลง มันก็กลายมาเป็นเพลง ปลุกใจเสือป่า ในอัลบั้ม begins และเหตุการณ์นั้นก็กลายเป็นเพลง ข้าน้อยสมควรตาย คือเอาวะ กูผิดก็ได้วะ เราก็เอามาทำเป็นเพลง สังเกตว่าอัลบั้มนั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด เต็มไปด้วยการระบาย แต่ระบายอย่างมีเหตุผลและทำให้มันเป็นพลัง แล้วเราก็กลับมาได้ด้วยอัลบั้ม begins

“ชื่ออัลบั้ม begins มีนัยอะไรไหม”

มันคือเรื่องนี้เลย คือการเริ่มต้นใหม่ของพวกเรา เริ่มต้นใหม่ในวิญญาณเดิม” กบตอบก่อนที่โอ๊คจะเล่าต่อ “ถ้าไปดูอาร์ตเวิร์กหน้าปกมันจะมีผีเสื้อ ดักแด้ จากตอนแรกเราเป็นหนอนมา กลายเป็นดักแด้ แล้วจึงเป็นผีเสื้อ เราสื่อสารในอัลบั้มนี้ทั้งในอาร์ตเวิร์กและทุกอย่างเลย คือกูจะเริ่มใหม่ ไม่ยอมแพ้”

ฟังดูฮึกเหิมดีใช่ไหม แต่นั่นเป็นเพียงบททดสอบแรก ก่อนที่เขาจะเจอบททดสอบอีกบทซึ่งเล่นเอาพวกเขาบอบช้ำยิ่งกว่าเดิม

บิ๊กแอส เบิร์ด เจ๋ง บิ๊กแอส

 

เริ่มต้นอีกครั้งและอีกครั้ง

หลังจากอัลบั้ม begins พวกเขามีผลงานอีกหนึ่งอัลบั้มชื่อ LOVE ก่อนที่วงจะเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อพวกเขาตัดสินพักงานและแยกทางกับนักร้องนำซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เริ่มต้นทำวง และแน่นอน นี่เป็นเรื่องเจ็บปวด เป็นบาดแผลของวงมาจนทุกวันนี้

แต่เราก็ต้องเดินต่อไป-อ๊อฟย้ำประโยคนี้ผ่านสื่อเสมอ

หมูร้องไห้ตรงโต๊ะนี้ทุกวัน” โต๊ะนี้ที่อ๊อฟว่าคือโต๊ะที่เรากำลังนั่งคุยกัน

เรานั่งแชร์เรื่องที่เราไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน แชร์ความผิดพลาด แชร์สิ่งต่างๆ พอนั่งคุยกันไปก็เริ่มร้องไห้” หมูเล่าถึงช่วงที่พักงาน ก่อนที่โอ๊คจะเล่าต่อ “ตอนนั้นเราสูญเสียไฟในการเป็นนักดนตรี ก่อนที่จะมีเจ๋ง เราคิดว่าเราไม่อยากไปเล่นดนตรี เราคิดว่าเราเล่นไปวันๆ ไม่มีความตื่นเต้น ไม่อยากออกจากบ้านไปเล่น มันทำลายสิ่งที่เราเคยเป็นมาค่อนข้างเยอะ เราไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นขนาดนี้ได้” ช่วงเวลาที่วงกำลังสูญเสียศรัทธาในสิ่งที่เคยใฝ่ฝันอย่างดนตรีนั่นเองที่ เจ๋ง เริ่มมาคลุกคลีใช้ชีวิตกับวง

เหมือนเจ๋งมากระชากซากศพทั้งสี่คนให้ลุกขึ้นมา ด้วยคำพูดประโยคหนึ่ง” กบเริ่มเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของวง “เราเจอกันตอนนั้นเจ๋งเล่นกลางคืนอยู่ ได้เงินเดือนทั้งเดือนรวมแล้ว 20,000 บาท เราก็ตั้งไว้แล้วว่ามาอยู่กับเรา 3 เดือน เราให้เงินเดือนเจ๋งเท่าเดิม เราก็ควักส่วนตัวกันทุกเดือนคนละ 5,000 เพื่อเอามาเป็นเงินเดือนเจ๋ง แล้วตอนเราไปซ้อมกันครั้งแรก เราก็ซ้อมไป จ้องเจ๋งไป ขอให้ใช่เถอะ เพราะกูผ่านมา 2 – 3 คนแล้วมันไม่ใช่ ขอให้เป็นมึงได้ไหมวะ เราซ้อมตอนบ่าย 2 แล้วเจ๋งเพิ่งตื่นตอน 11 โมง พอร้องไปมันไม่ใช่ ทำไมมันไม่เหมือนที่กูไปดูมึงที่โคราชเลยวะ ทำไมมันเป็นแบบนี้

“เราก็คิดว่าฉิบหายแล้ว พังแล้ว พอพวกเราซ้อมเสร็จอ๊อฟก็ถามเจ๋งว่า พวกเราเป็นยังไงกันบ้าง เจ๋งก็ตอบว่า พวกพี่ก็เป็นบิ๊กแอส แต่พวกพี่มันได้มากกว่านี้ เราก็สบถในใจ มองหน้ากัน แล้วก็รู้สึกว่า เราต่างหากที่ไม่ใช่สำหรับเจ๋ง ผิดที่เราเองเลย เราทำอะไรกันอยู่วะ วันนั้นคือวันที่ผมวางเครื่องดนตรีทั้งหมด คำพูดเจ๋งถูกต้อง เราต้องกลับมารักษาหัวใจกันก่อน เราก็เลยต้องมาหลอมรวมกัน เพราะประโยคนั้นของเจ๋งประโยคเดียวเลยที่กระชากไอ้ 4 คนนี้ขึ้นมา

เบิร์ด ธงไชย Mini Marathon Project

เราก็มาอยู่บ้านหลังนี้แหละครับ มาเจอกันทุกวัน กิจวัตรทุกวันคือเล่นฟิตเนส ทำอาหารเย็นกินกัน คือมาแชร์ชีวิตด้วยกันก่อน วงดนตรีวงหนึ่งมันไม่ใช่แค่มาเล่นดนตรีด้วยกัน แต่มันต้องมาใช้ชีวิตด้วยกัน ก็เลยใช้วิธีนี้ เรื่องเพลงเราคุยกันน้อยมาก แต่เราจะคุยกันว่าแต่ละวันเป็นยังไง ให้เขาเรียนรู้และเปิดไพ่กันให้หมดว่าเรามีอะไรกันบ้าง เราเป็นใครอะไรยังไง ส่วนผมก็ไปเที่ยวทะเลกับเขาเลย เพื่อที่จะได้ดูว่าเขาเป็นยังไง มีคอนเสิร์ตเมืองนอกมาเราก็เฮโลกันไป ให้เขาได้เรียนรู้ด้วยกันว่าวงนี้จะเป็นยังไง แล้ววันหนึ่งจุดเปลี่ยนก็คือ อยู่ดีๆ เราเริ่มเบื่อการทำอาหารกันแล้ว อ๊อฟก็ไปจับกีตาร์ ก็เล่นๆ แจมๆ กันดู แล้วมันก็เป็นเพลงที่เป็นทำนองของเพลง แดนเนรมิต แต่ยังไม่สมบูรณ์นะครับ แล้วมันเหมือนเราดมกลิ่นอะไรบางอย่างแล้วมันสนุก

“ไม่นานเดโม่ทั้ง 5 เพลงก็เสร็จหมดเลย พอเสร็จแล้วทำยังไงต่อล่ะ เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ก็เลยเอาไปคุยกับพี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล) บอกว่าเราจะทำอัลบั้มนี้ แล้วทุกคนก็ทุ่มทุกอย่างให้งานของเรา มันเหมือนการตายแล้วเกิดใหม่ มันเหมือนจะเป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้พิสูจน์ว่าเราจะรอดหรือไม่รอดในวงการนี้ ซึ่งสำหรับเจ๋งเขาคงไม่รู้ว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหนสำหรับคนที่เคยตายมาแล้ว 4 คนนี้”

ฟังจากที่พวกเขาเล่า ผมไม่แปลกใจที่อัลบั้ม THE LION ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกหลังจากเปลี่ยนนักร้องนำ จึงมีความหมายยิ่งใหญ่กับพวกเขา

อัลบั้มนี้จะมีความหมายทุกครั้งหลังผ่านการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ถ้าเรากลับไปเห็นหมูนั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ หรือที่เราทะเลาะเบาะแว้งอะไรกัน อัลบั้มนี้มันจะเปล่งออร่าออกมาเลย แล้วมันก็เป็นหลักไมล์ในชีวิตที่ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมาถึงวันนี้ได้ ถ้านับจากวันที่หลงระเริงกันสุดๆ อัลบั้มนี้มันก็ช่วยเซ็ตระบบอะไรใหม่ในชีวิตพวกเราพอสมควร ค่อนข้างเป็นอัลบั้มตั้งไข่ของบิ๊กแอสในยุคนี้จริงๆ” อ๊อฟพูดด้วยรอยยิ้ม

มันคือจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริง” กบเสริมเพื่อนที่ฝ่าฟันร่วมกันมา

Big Ass

 

เริ่มต้นหลังจากสิ้นสุด

สิ้นสุดคือจุดเริ่มต้น คือชื่อเพลงที่กบเขียนให้นักร้องที่เป็นต้นแบบในวงการของพวกเขาอย่าง เบิร์ด ธงไชย ในโปรเจ็กต์ Mini Marathon

ชื่อเพลงนั้นนอกจากคล้ายเป็นบทสรุปชีวิตของวงบิ๊กแอสแล้ว กบยังบอกว่า เขาแต่งมาจากชีวิตของตัวเองที่ครั้งหนึ่งเคยตัดสินใจสิ้นสุดชีวิตเดิม เพื่อเริ่มชีวิตใหม่

ตอนได้รับโจทย์ว่าต้องแต่งเพลงให้พี่เบิร์ดผมก็มานั่งคิดว่าจะเอายังไงกับไอเดียนี้ดี ก็เลยกลับไปนั่งนึกถึงเพลงเพลงหนึ่งของพี่เบิร์ดที่ทำให้ผมรอดชีวิตมาได้ นั่นคือเพลง เธอผู้ไม่แพ้ อยู่ในชุด ธ.ธง ออกมาเมื่อปี 37 เท่าที่จำได้คร่าวๆ พระเอกเอ็มวีคือพี่เบิร์ดใส่ชุดออฟฟิศ ผูกเน็กไท เหมือนกำลังจะล่มสลายทางการงานอะไรสักอย่าง

ชีวิตผมตอนนั้นทำงานประจำเป็นพนักงานไปรษณีย์ ใส่ชุดเหมือนพี่เบิร์ดเป๊ะเลย อาการที่พี่เบิร์ดกำลังแสดงออกนั่นแหละคืออาการที่ผมกำลังเป็นในชั่วโมงนั้น คือผมเกลียดงานที่ผมทำอยู่มาก ผมอยากเป็นนักดนตรี แต่ผมต้องทำงานนั้นเพื่อหาเลี้ยงชีพ วินาทีที่ผมลาออกจากงานไปรษณีย์มาเพื่อเล่นดนตรี เพลงนี้มันดังก้องอยู่ในช่วงนั้นพอดี

ตอนนั้นผมกลัวอดตาย เพราะงานไปรษณีย์เป็นงานที่มั่นคง แล้วออกมาผมไม่มีอะไรเลย ไม่มีเงินสักบาท ผมก็ใช้เพลง เธอผู้ไม่แพ้ ในการบอกตัวเองว่า เอาวะ กูจะไม่แพ้ ถึงได้บอกว่าเพลงมันสามารถไปแตะหัวใจของคนที่กำลังเผชิญชีวิต เหมือนที่ผมเคยเจอ มันอาจจะช่วยชีวิตใครไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่ามันเตือนสติได้ ผมก็เลยเขียนเพลงนี้ออกมาให้ดีที่สุด พอผมเจอคำว่า ‘หัวใจของเธอแค่ผลัดใบ’ ผมรู้สึกว่าเพลงนี้มันรอดแล้ว ผมรู้สึกจริงๆ ว่าหัวใจคนเรามันแค่ผลัดใบแค่นั้นเอง ใบไม้ที่ปลิวหล่นจากกิ่งมันก็แค่จุดสิ้นสุดหนึ่ง วันหนึ่งมันจะงอกขึ้นมาใหม่

นี่คือจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นในจุดเดียวกัน” กบเล่าทิ้งท้ายคล้ายเขาเห็นความงามของการเริ่มต้นใหม่ไม่ใช่ความกลัวอย่างที่ผมเข้าใจ

Big Ass

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load