42.195 คือระยะของการวิ่งมาราธอน

ด้วยความที่เป็นการวิ่งระยะไกล มีทั้งช่วงเวลาที่ต้องอาศัยทั้งแรงบันดาลใจและใจบันดาลแรงในการพาตัวเองไปจนถึงเส้นชัย มีทั้งช่วงเวลาที่ใจฮึกเหิมและห่อเหี่ยวสลับกันไป จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครหลายคนจะเปรียบเปรยชีวิตว่าคล้ายการวิ่งมาราธอน

ธงไชย แมคอินไตย์ หรือพี่เบิร์ดของแฟนๆ บอกผมว่า ชีวิตในวงการเพลงของเขาคล้ายการวิ่งมาราธอน

เรื่องระยะทางคงไม่มีใครสงสัย ตั้งแต่วันแรกที่ออกอัลบั้ม หาดทราย สายลม สองเรา จนถึงวันนี้ พี่เบิร์ดอยู่ในวงการเพลงมาแล้วกว่า 30 ปี หลายคนยกให้เขาเป็นซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของประเทศ แต่เขาก็ไม่เคยยกตัวนิยามตนเองว่าอย่างนั้น

เบิร์ด

ล่าสุดผมรู้ว่าซูเปอร์สตาร์ผู้นี้กำลังซุ่มทำโปรเจกต์ใหม่ล่าสุดที่ชื่อ ‘Bird Marathon Project’ ซึ่งเป็นเหมือนหมุดหมายสำคัญหนึ่งบนเส้นทางยาวไกล โดยได้ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ซึ่งล้วนแล้วแต่เติบโตมากับผลงานเพลงของเขามาร่วมงานกันในโปรเจกต์นี้ และเมื่อลองไล่สายตาดูรายชื่อศิลปินทั้งหมด ยอมรับว่าลึกๆ ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์และตื่นเต้นไม่น้อย

ความพิเศษหนึ่งของ Bird Marathon Project คือ การเปิดโอกาสให้ศิลปินที่ว่ามาทำเพลงในแบบฉบับตัวเองโดยไม่ต้องสนใจว่าคนร้องคือ ธงไชย แมคอินไตย์

UrboyTJ, LABANOON, POLYCAT, แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข, อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม, BOOM BOOM CASH, Getsunova และ BIG ASS คือรายชื่อศิลปินที่ว่า ยังไม่นับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่รับหน้าที่มาถ่ายทำภาพยนตร์สั้นประกอบผลงานเพลงในโปรเจกต์นี้

แน่นอนว่าแค่ฟังคอนเซปต์ก็รู้ว่าไม่ใช่งานง่ายของพี่เบิร์ด

พูนศักดิ์ จตุระบุล หรือ อ๊อฟ BIG ASS ซึ่งเป็น Executive Producer ควบคุมภาคดนตรีของโปรเจกต์นี้บอกกับผมหลังจากวันที่เข้าห้องอัดครั้งแรกว่า เขารู้สึกผิดอย่างรุนแรงระหว่างทางกลับบ้าน ที่ปล่อยให้พี่เบิร์ดร้องเพลงในห้องอัดวนไปร้อยกว่ารอบ

ลืมไปว่าพี่เบิร์ดอายุใกล้จะ 60 แล้ว-มือกีตาร์วงบิ๊กแอสว่าอย่างนั้น

ไม่ใช่แค่มือกีตาร์ผู้นี้หรอกที่ลืมอายุของนักร้องผู้นี้ เมื่อได้นั่งคุยกันในช่วงเช้าวันหนึ่ง ด้วยพลังงานของพี่เบิร์ดที่ส่งออกมาให้คนรอบข้าง ผมเองก็ลืมไปเช่นกันว่าผู้ที่กำลังสนทนาด้วยคือคนที่กำลังจะย่างเข้าสู่วัยเกษียณในปีหน้า

บนเส้นทางยาวไกล อะไรทำให้พี่เบิร์ดยังคงอยู่บนเส้นทางนี้ อะไรทำให้เขาเลือกที่จะลุกขึ้นมาทำโปรเจกต์แสนท้าทายที่ไม่รู้ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร และเบิร์ด ธงไชย ของทุกคนในวันนี้ยังคิดฝันสิ่งใด ลองมานั่งให้เขาเล่าสู่กันฟัง ธงไชย แมคอินไตย์

คนมักจะทึ่งที่พี่เบิร์ดอายุจะ 60 แล้วยังเหมือนคนหนุ่ม ทั้งการกระทำและรูปลักษณ์ภายนอก พี่เบิร์ดย้อนมองตัวเองแล้วรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อมั้ย

บางครั้ง อย่างที่เมื่อกี้เพิ่งให้สัมภาษณ์ เต๋อ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) มา พี่เดินมาแล้วก็นึกว่า เออ การพูดการจาของพี่มันเฟรชมากจนเราลืมอายุ ทำไมเราพูดได้ไม่หยุด ทำไมมันลื่นไหลขนาดนี้ เราต้องชมตัวเองบ้าง เพราะบางทีพี่ก็เครียดกับตัวเองเกินไปว่า อันนี้กินไม่ได้ อันนี้อ้วน แต่ว่าเบิร์ดจะ 60 ได้แค่นี้ก็บุญแล้ว (หัวเราะ) บางทีเราก็บอกตัวเองแบบนี้ บอกเขาบ้าง ผ่อนหน่อย แก่บ้างก็ได้นะเบิร์ด แต่มันก็ไม่ดีนะ

มันจะมีกระแสสังคมหรือว่าคนที่พูดใส่พี่ว่า ‘อายุเยอะแล้วนะพี่เบิร์ด เพลาๆ ลงบ้าง’ แต่พอเขาเห็นหน้า เห็นตา เห็นอาการ แล้วเขาลืมเลยไง เมื่อก่อนพี่ก็คิดนะว่า 50 ก็คงจะงั่ก แต่นี่จะ 60 แล้วเมื่อวานพี่ยังซ้อมเต้นอยู่ เรียน 3 ชั่วโมง ไม่หยุด ซ้อมจนครูฝึกพี่ไม่ไหว

 

คนภายนอกมองว่าพี่เบิร์ดไม่เปลี่ยนไปเลย แล้วพี่เบิร์ดมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรของตัวเองบ้าง

ใจ เราต้องดูแลเขาอย่างดีมากขึ้น ดูแลใจให้ไม่ถูกความห่วงของคนมาดึงเอาโฟกัสของเราไป พี่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม พี่มีประสบการณ์มากขึ้น แต่ทุกอย่างมันย้อนกลับไป หน้าพี่เด็กลง หุ่นพี่แข็งแรง กล้ามเนื้อบึกขึ้น เรารู้โนว์ฮาวในการดูแลตรงนี้ ในการที่จะเป็นธงไชยต่อไป ที่จะยืนตรงนี้ต่อไป ฉะนั้นมันดีเหลือเกินกับการที่อายุเยอะขึ้น

 

มันฝืนธรรมชาติไหม

ใช่

 

ทำไมถึงไม่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ

ไม่ ปล่อยไม่ได้ เพราะว่าเรารักตรงนี้ไง เราจะอยู่ตรงนี้ เราเลือกให้เขาได้ เลือกให้เขาเป็น เลือกให้เขาอยู่ เลือกให้เขากิน เบิร์นขนาดนี้กินอะไรได้แค่ไหน พี่จะคูณออกมาเลยว่า พี่จะกินกี่มื้อ กินหมูได้กี่มื้อ แต่เหล่านี้มันเป็นเรื่องที่สนุกนะ ถ้าเราทำได้เราจะชนะ เราจะสนุก เราจะเอนจอย ความเอนจอยเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทอง คนเราเอนจอยขึ้นมาอะไรก็ทำได้ แต่ถ้าเบื่อขึ้นมานี่ซวย

เบิร์ด

ซึ่งมันยากนะ การรักษาความเอนจอยให้อยู่มาตลอดหลายสิบปี

ถูก ถ้าพี่ไม่ต้องทำงานพี่ไม่เคยกินยานอนหลับ แต่ถ้าเป็นช่วงที่พี่ทำงานพี่นอนไม่หลับ พี่ alert พี่ขอยาหมอมาเลย บอกเขาว่า เบิร์ดต้องกิน กินให้หลับ แล้วถ้านอนถึง 8 ชั่วโมง เบิร์ดจะตื่นเต้นยังไงก็ได้ เหมือนลิงบนเวที พี่วิ่งรอบทิศ แต่ถ้าเกิดว่าพี่ไม่ทำอะไร สี่ห้าทุ่มพี่ก็หลับแล้ว

เราต้องบาลานซ์ ช่วงที่มีงานใช้ร่างกายเยอะเราต้องดูแล เราใช้อะไรเราต้องรู้จักเขา เราใช้พี่เบิร์ดเขามาก ปกติเขาเคยนอนกี่โมงเราก็ต้องฝืนให้เขานอน เวลาจะมีคอนเสิร์ตเราต้องปรับก่อน 2 เดือน เราต้องออกกำลังกายตอนหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม เพราะว่าเราต้องใช้กำลังเวลานั้น

 

เหมือนที่พี่เบิร์ดเคยพูดบนเวทีคอนเสิร์ตว่า “พี่เบิร์ดจะดูแลธงไชย แมคอินไตย์ ของทุกคนให้ดีที่สุด”

ใช่ อันนี้คือข้อปฏิบัติ ที่ดูแลมากที่สุดคือทัศนคติ วิธีคิด ของธงไชย แมคอินไตย์ ต้องคิดอย่างถูกต้อง คิดให้ดี แล้ววิธีคิดของพี่คือเราต้องรับคำติให้ได้

 

แต่พี่เบิร์ดเหมือนอยู่ในจุดที่ไม่มีใครกล้าติแล้วนะ

อันนั้นคืออันตรายที่สุด การที่ไม่มีคนตำหนิเราคือสิ่งที่อันตราย เราเลยต้องเข้มงวดกับตัวเราเอง เพราะว่าทุกคนพร้อมที่จะเซย์เยส ด้วยความรักที่เขาดูแลเรา เราต้องดูตัวเองว่าเราดีจริงอย่างที่เขาพูดมั้ย หรือถ้าเขาชมเรา เราก็ต้องทำให้ดีอย่างที่เขาชมให้ได้ เราเหลิงไม่ได้ ต้องสะกดไม่เป็น ยิ่งคนชื่นชมยินดี เรายิ่งต้องคิดว่าเรายังไม่ถึงขนาดนั้นนะ แต่เดี๋ยวเราจะทำให้ถึง บวกสิ่งที่เราต้องทำมากขึ้นไปอีก มันต้องทำแบบนี้ แล้วมันก็จะดีกับตัวเราเอง

 

แล้วกับวัยที่เพิ่มขึ้น พี่เบิร์ดสูญเสียอะไรไปบ้าง

ไม่มีเลย คือความสูญเสียมันเปรียบไม่ได้กับสิ่งที่ได้รับหรอก มันเทียบกันไม่ได้ สิ่งที่เราได้รับจากทุกๆ อย่าง เมื่อเอามาวัดแล้วเราจะไม่ติดกับการสูญเสีย เราเกิดจาก under zero พี่มาจากครอบครัวที่ยิ่งกว่าจน คือไม่มีอะไรเลย อยู่สลัม จากตอนนั้นมาถึงวันนี้จะสูญเสียอะไรล่ะ มันมีแต่ได้ ได้ดูแลพ่อดูแลแม่ให้ขึ้นสวรรค์ ได้ดูแลตัวเอง ได้ดูแลคนดูทั้งประเทศให้มีความสุข ให้ทุกคนเรียกชื่อเราได้ ให้ทุกคนเรียกชื่อแล้วยิ้ม เรียกชื่อแล้วมีความสุข แค่นี้มันก็เป็นทรัพย์สินมหาศาลของพี่ ตายไปก็ใช้ไม่หมด

 

หลายคนคงสงสัยว่าในชีวิตพี่เบิร์ดเคยรู้จักความเศร้าหรือผิดหวังบ้างไหม

การสูญเสียนั่นแหละ สูญเสียคนรัก เพราะว่าถ้ายังอยู่ เรายังพูดคุยกันได้

 

พี่เบิร์ดรับมือยังไงกับการสูญเสีย

เราต้องเข้าใจ เรามีความเข้าใจเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุดในมือ บางทีพี่ก็รำคาญนะ ทำไมเราต้องเข้าใจ มันอ๋อตลอดเวลา แล้วก็ทำให้ลบเลือนไป

ตอนแม่พี่เสียพี่ก็ร้องไห้จนกระทั่งไม่ไหวแล้ว สูญเสียไง สูญเสียแล้วก็สงสาร แต่ทีนี้ด้วยสังขาร ด้วยอะไร เราได้ทำให้เขาเต็มที่แล้ว แน่นแล้ว ได้บวชให้ ได้ดูแล แม่อยากได้อะไรก็ซัพพอร์ตและเติมเต็มให้แม่ คือเราเคยไม่มีข้าวกิน ต้องไปเซ็นข้าวสารเขา พอวันหนึ่งแม่อยากได้อะไรเราก็หาให้ บอกแม่ว่า “แม่ เดี๋ยวเบิร์ดจะเบิกเงินมานะแม่นะ เอาให้เต็มเตียงแม่เลย” เราก็นึกว่าแม่จะเอนจอย แม่หยิบเงินมาตั้งบนหัว แล้วบอกว่า “ขอให้อยู่กับลูกนานๆ” แม่ขอให้มันอยู่กับลูกชายเยอะๆ ไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย

เวลาของแม่เดินเร็วกว่าเวลาของเราตลอดเวลา อายุของแม่เดินเร็ว เพราะฉะนั้น เราต้องทำอะไรแข่งกับเวลา เพื่อให้แม่ได้ในสิ่งที่แม่เคยขาด แม่จะพูดออกมาหลายๆ ครั้งแล้วพี่ชื่นใจก็คือ “นี่บ้านแม่อุดมเหรอ นี่แหวนแม่อุดมเหรอ” คือเขาไม่คิดว่าจะมี เราก็บอกว่า “แม่ นี่บ้านเรา แม่เอาขี้ทาบ้านก็ได้ แม่จะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องกลัว” อะไรที่แม่ไม่มี พี่ก็พยายามให้แม่มี แล้ววันที่แม่ไปก็แค่ไม่เจอแม่ แต่เราก็คือผลงานของแม่ นี่คือแม่ให้เรามา แม่กับป๋ารวมกัน ออกมาเป็นเรา เราคือแม่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องอะไรเลย เบิร์ดทำให้ดีที่สุด แล้วตอนแม่อยู่ แม่ก็บอกตลอดเวลาว่า “เบิร์ด คิดถึงตัวเองบ้างนะลูก”

เข้าใจไหมที่แม่บอกว่า คิดถึงตัวเองบ้างนะลูก

เข้าใจ แต่ก็ยังไม่ได้ทำ

 

เหมือนพี่เบิร์ดคิดถึงคนอื่นมากกว่า

ใช่

 

มันถูกต้องใช่มั้ย คิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง

สำหรับพี่นะ เพราะว่าเขาให้เรามา เราก็อยู่เพื่อเขา ทำเพื่อเขา ให้เขามีความสุขกัน เหลือเล็กๆ น้อยๆ เพื่อตัวเรา เราก็ได้อยู่บ้านหลังดีๆ เราก็ได้สร้างบ้านให้พ่อให้แม่เราอยู่ พอพ่อแม่เราไป เราก็ได้ใช้ของฟรีต่อจากพ่อแม่ (หัวเราะ)

 

เห็นว่าชีวิตประจำวันพี่เบิร์ดออกไปไหนไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่ไปทำงาน

นานมาแล้วพี่เคยไปจตุจักร ไปแล้วพัง ของเขาล้มเป็นโดมิโน่เลย คนวิ่งกรูกันเข้ามา คนที่นั่นก็บอกว่า พวกเรารักพี่เบิร์ดนะ แต่อย่ามาเลย ฉะนั้น อยู่บ้านเถอะ อยู่บ้านแล้วก็ทำอะไรได้มากกว่า

 

อึดอัดบ้างไหมที่ชีวิตเหมือนถูกจำกัดพื้นที่เอาไว้

ไม่เลย เพราะพี่มีความสุขของพี่ บังเอิญพี่โชคดีที่พี่มีความสุขกับงานมาก (ลากเสียง) พี่อยากอยู่ พอพี่อยู่บ้านพี่ก็จะนึกถึงว่าออกไปทำงานอะไรมา แล้วพี่ก็มีความสุข ทำไมต้องไปเที่ยวด้วย มีคนบอกพี่นะว่า เบิร์ดต้องไป พี่เล็ก (บุษบา ดาวเรือง) นี่เข็นมา 30 ปีแล้ว “ไปเถอะค่ะ ไปเถอะค่ะ” เลขาพี่ก็บอก “ไปนะคะ แลกเงินไว้ให้แล้ว” แล้วจะใช้อะไรล่ะ ใช้ไปก็เสียดาย ทำไมเราต้องไป คือพี่คิดอย่างนี้ สมมติมีคนบอกให้ซื้อโซฟาใหม่ พี่จะถามว่าซื้อทำไม พี่อยู่บ้านกับพี่นกน้อย (พรพิชิต พัฒนถาบุตร) สมมติโซฟาราคา 2 แสน พี่หารไปเลย 2 แสนนี่ตกเดือนละเท่าไหร่ ตกชั่วโมงละเท่าไหร่ ต้องมาคิดให้พี่ดู ถ้ามีเหตุมีผลพอพี่ซื้อ พี่กำลังจะบอกว่าเวลาจะใช้เงินพี่จะไม่เวอร์ พี่จะคิดว่าฟังก์ชันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพี่ พี่ใช้ทุกอย่างเป็นฟังก์ชันหมดเลย พี่ทำบ้านไว้ออกกำลังกายในบ้าน เพื่อที่จะไม่ต้องออกไปไหน แต่ถ้าออกจากบ้านเมื่อไหร่พี่ต้องพร้อมเมื่อนั้น ถ้าไม่พร้อมอย่าออกจากบ้าน โชคดีพี่มีคุณสมบัติพิเศษที่พระให้มาคือเราชอบเจอคน เราไม่เคยหนีเลย เราทำตัวให้พร้อมสำหรับให้เขาถ่ายรูป สำหรับพูดคุยกับเขา มีสมองไว้จำชื่อเขา ถ้าจำได้ เพราะฉะนั้น แฟนเพลงพี่พี่เรียกชื่อได้หมดเลยถ้าเจอหน้า

เวลาพูดถึงความสัมพันธ์ พี่เบิร์ดมักพูดถึงแฟนเพลง เพื่อนร่วมงาน จริงๆ ในชีวิตพี่เบิร์ดมีเพื่อนบ้างไหม

ไม่มี พี่มีเพื่อน แต่เพื่อนแยกย้ายกันไปแล้ว เขาก็คงคิดไปต่างๆ นานา ก็คงแอบด่าพี่บ้าง แต่รู้มั้ยว่าพี่ก็อยากเจอพวกมัน สมมติถ้าเจอกัน พี่จะบอกว่ากูก็อยากเจอพวกมึง พวกมึงคิดกันมากเอง มึงคิดว่ากูเป็นยังไง

พี่มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ไปเจอกันที่ใต้ เป็นคนปัตตานี พี่ไปเล่นที่นั่น แล้วระหว่างขากลับสองข้างทางเป็นป่า ก็มีมอเตอร์ไซค์ขี่ตาม ใครๆ ก็กลัวกัน แต่พี่บอกให้ชะลอรถ แล้วพี่เปิดกระจกถามว่า มีอะไรครับ เปิดไปปุ๊บ เป็นเพื่อนเก่า แก่มากแล้ว ก็เข้าไปกอดมัน กอดมันจนร้องไห้ สักพักก็บอกว่าเดี๋ยวติดต่อกัน เขาก็มาหาที่แกรมมี่

 

ไม่มีเพื่อนแล้วโหยหามั้ย

ไม่ๆ พี่เต็ม คือพี่เก็บไว้เต็มแล้ว ปัจจุบันพี่ว่าเขาน่าจะดีใจที่เพื่อนมึงได้ดี พี่คิดอย่างนี้ แล้วตอนที่อยู่ด้วยกันพี่ก็เป็นหัวโจก ร้องเพลงไปกับพวกมัน เล่นไปกับพวกมัน

 

ที่ว่าเต็มหมายความว่ายังไง

คือตอนที่เราทำอะไร ถ้าเราทำเต็ม ถ้าเราคิดเต็ม ถ้าเรารักจริง เราจะไม่เสียเวลาเลยในวันที่ไม่มีเขา พี่เก็บไว้แล้ว พี่มั่นใจว่าเจอกันเมื่อไหร่มันก็ต่อติด ถ้าเกิดวันนั้นเราไม่เต็ม เราพร่อง วันนี้ไม่มีทางเป็นอย่างนี้ เพราะมันพร่องไปแล้ว

 

ทุกวันนี้สิ่งที่พี่เบิร์ดมักจะบอกรุ่นน้องในวงการคืออะไร

เอนจอยไว้ ทำตัวเราให้เบา อย่าไปหนักกับมัน อะไรก็เบาๆ ไว้ เบาๆ คือไม่เยอะ อย่าทำตัวเยอะ อย่ามีตัวตนมาก เพราะเราต่างเติบโตมาอย่างไม่มีอะไรทั้งนั้น

 

พูดถึง Bird Marathon Project ตอนที่ฟังเพลงที่น้องๆ 8 ศิลปินแต่งให้ครั้งแรก รู้สึกยังไง

ไม่มีอันไหนให้สบายใจเลยสักเพลง (หัวเราะ) ยังดีนะเป็นวัยรุ่นอยู่

 

ยากกว่าที่คิดหรือคิดว่างานนี้ยังไงก็ยากอยู่แล้ว

มันไม่ใช่ยาก มันแปลก มันเป็นความใหม่ที่พี่อยากให้แฟนเพลงพี่เขารู้สึกว่า “นี่พี่เบิร์ดเว้ยเฮ้ย” (เสียงตื่นเต้น) จะถูกระเบียบตลอดเวลามันก็เซ็งนะ เขาคงรอดูว่าพี่เบิร์ดจะมาไม้ไหน พี่บอกน้องๆ เลยว่าไม่ต้องกั๊ก ไม่ต้องกลัวว่าพี่จะเรียบร้อย ไม่จริง พี่ไปได้หมด ไม่ต้องมากลัวไอ้นู่นไอ้นี่ มาแบบสดๆ กันเลย เพราะพี่ชอบแบบออริจินัล เพลงที่เขาแต่งพอเรากลืนเข้าไปมันก็เป็นตัวเราเอง

 

โปรเจกต์นี้เรียกว่าออกจากคอมฟอร์ตโซนไหม

พี่ไม่มีโซน พี่อยู่ตามที่ต่างๆ ได้ ตรงไหนสนุกพี่อยู่ โลกใบนี้แหละคือคอมฟอร์ตของพี่ที่สุด วงการนี้คือคอมฟอร์ตโซนของพี่

 

การทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย สิ่งที่ยาก ไม่ใช่การออกจากคอมฟอร์ตโซนเหรอ

ไม่ใช่ ไม่มีงานไหนยากเลย เราบอกตัวเอง เราอนุญาตให้ตัวเองได้รับ เราอนุญาตจิตใจของเรา เราอนุญาตตัวเองให้ทำ อยากทำอะไรก็ทำ บอกตัวเองว่ามันสนุกนะเบิร์ด แล้วก็ทำเลย ถามว่าโปรเจกต์นี้เราทำเพื่ออะไร เพื่อเชื่อมต่อกับน้องๆ ใช่มั้ย อ๋อ โอเค เราอยู่กับน้องๆ ได้ เราไม่ได้ทอดทิ้งกลุ่มคนฟังกลุ่มนี้ ไม่ใช่ไม่แคร์เขาไปแคร์แค่ทาร์เก็ตของตัวเอง พี่ไม่มีทาร์เก็ต ส่วนใครจะชอบไม่ชอบนั่นอีกเรื่อง เขามีสิทธิ์ที่จะเลือก

เบิร์ด

โปรเจกต์นี้มีความหมายกับพี่เบิร์ดยังไงบ้าง

คุณค่าไม่ได้อยู่ที่เพลง แต่อยู่ที่น้องๆ ที่ร่วมงานมองมาที่พี่ สิ่งที่เขาคิด ที่เขารู้จักเรา สิ่งที่พ่อแม่พร่ำสอนหรือปลูกฝังเกี่ยวกับพี่ แล้วเราได้เอากลับมาแชร์กัน ความภาคภูมิใจมันคือการทำให้พี่เฟรชขึ้นมาอีก พี่มองไปถึงวันที่เขาทำให้พี่ เขาคุยกันว่าพี่เบิร์ดคือใครๆ พี่ชื่นใจตรงนี้มากกว่า เพราะการร้องการอะไรของพี่มันเรียนรู้กันได้ แล้วพี่ชอบเรียนรู้มาก แต่ที่สำคัญคือมันรีเฟรชความรู้สึกของเรา พี่เชื่อมต่อกับพวกเขาได้ โอ๊ย พี่มีความสุขมาก

 

เหมือนโปรเจกต์นี้กลับมาเติมพลัง

ใช่ เติมง่ายๆ เลยนะ

 

ถ้ามองชีวิตเป็นการวิ่ง มีเส้นชัยไหนไหมที่ถ้าไปถึงแล้วจะหยุดวิ่ง

ไม่มี จุดสิ้นสุดคือจุดเริ่มต้นของพี่ ทุกครั้งที่พี่ไปถึงเส้นชัย นั่นคือจุดเริ่มต้นที่พี่ต้องไปต่ออีก พี่วิ่งมาราธอนมาจนถึงคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด พอรอบสุดท้าย พี่โค้งปุ๊บ พี่รอเวลาที่พี่จะขึ้นใหม่ทันที พี่ไม่มีความคิดที่จะเลิกรา พี่เพิ่งตกลงกับพี่นกน้อยว่า เบิร์ดจะ 60 แล้ว พี่นก 62 แล้ว จะเที่ยวรอบโลกกันมั้ย หรือว่าอยู่กับบ้าน หรือจะไปจำศีลภาวนา หรืออะไร ไม่อย่างนั้นเบิร์ดเริ่มต้นใหม่หมดเลยนะ ก็คุยกัน โอเค เริ่มต้นใหม่

 

แต่เหนื่อยมาทั้งชีวิตแล้ว ไม่คิดว่าควรพักได้แล้วเหรอ

ไม่จริง ก็นี่ไง สบายจะตายแล้ว เรารักงาน เรารักชีวิตแบบนี้ เรารักการให้ เรารักเสียงเพลง เรารักการร้องเพลง เราชอบอยู่หน้ากล้อง ถ้าเราอยู่ไกล เราก็ขาดวิญญาณไปเลย ก็แบ๊ะๆ อยู่บ้าน หรือถ้าไปเที่ยวแล้วไงล่ะ สมมติวิวสวย 10 วันแล้วยังไงต่อ หรือไปซื้อของ ซื้อไปทำไม ของก็มีเยอะแยะ แล้วก็แบกกันกลับมาไว้ในบ้านรอเวลาใช้ แล้วเมื่อไหร่จะได้ใช้ถ้าไม่ได้ทำงาน แต่ถ้าได้ทำงานก็ได้ใช้ของที่เรามี เราได้ออกไป ได้ดูแลตัวเอง ได้ไปวิ่งเล่น มีความสุข

 

พี่เบิร์ดเหมือนนักวิ่งที่ไม่มีเส้นชัย

ไม่มี เหมือนทั้งชีวิตเป็นมาราธอน เหนื่อยพี่ก็พัก แล้วก็วิ่งต่อ สุขภาพเราก็ดี ได้เห็นข้างทาง ได้เห็นวิว ได้สูดอากาศให้เต็มที่ เราเหนื่อยแต่เราสูดอากาศเข้าไปอีกที เราก็ได้ออกซิเจน

 

แล้วที่พี่เบิร์ดบอกว่ามาเริ่มต้นใหม่ในวัยใกล้ 60 มันยังมีอะไรใหม่อีกเหรอ เพราะพี่เบิร์ดก็ผ่านมาหมดแล้ว

พี่คิดว่าความ continue คือความใหม่ของพี่ จริงๆ แฟนเพลงพี่เขาอาจจะไม่ต้องการอะไรใหม่ เขาก็ไม่รู้ด้วยว่าอะไรใหม่ เขารู้ว่าแค่มีพี่เบิร์ด แต่ความ continue ทำให้ดอกไม้บานในใจเขา อันนี้แหละคือความใหม่ แต่ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งที่คนคิดว่า You’re so old. ท่องอยู่อย่างนั้น มันก็เป็นอย่างนั้น เราต้องไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปเชื่อเรื่องอายุ ถ้าเราไปเชื่อเรื่องอายุ เคมีในร่างกายก็จะเชื่อ เราก็แค่ทำของเราไป ตื่นเช้ามาเราก็ออกกำลังกาย เรากิน เรานอน เราทำแบบนี้ มันก็ยังรีเฟรชอยู่ตลอดเวลา

 

พี่เบิร์ดเชื่อในสัจธรรมข้อนี้ไหม ที่ว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป

พี่เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง สิ่งที่เชื่อคือไม่มีอะไรอะไรคงอยู่ตลอดไป และพี่ก็เชื่อว่ามีอะไรคงอยู่ตลอดไป มันมีทั้งใช่และไม่ใช่ในคำนี้ ร่างกายมันก็ต้องมีบางอย่างที่สึกหรอไปแหละ ต้องย่อยสลาย แต่สิ่งที่เขาเคยทำมาตลอดจะอยู่เสมอไป ความรู้สึก ความรัก อยู่เสมอไป

 

หลายคนนึกตอนพี่เบิร์ดไม่ร้องเพลงไม่ออกแล้ว พี่เบิร์ดนึกภาพตัวเองตอนเลิกร้องเพลงออกไหม

ไม่นึก จะนึกไปทำไม นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ไม่อยากนึกด้วย ยังไงเราก็ร้องเพลง

 

ชีวิตพี่เบิร์ดดูมีครบทุกอย่างแล้ว ทั้งชื่อเสียง เงินทอง ดูเหมือนไม่มีอะไรให้ไขว่คว้าอีกแล้ว ทุกวันนี้ยังโหยหาอะไรอยู่บ้างไหม

นี่ไง งานนี่แหละ (หัวเราะ) มันพร่องตลอดเลย เรื่องงานอย่างเดียวที่เติมไม่เต็ม มาเถอะ เรื่องอื่นพี่ไม่สนใจ ขอให้มีงาน งานคือทุกสิ่งทุกอย่าง งานคือหู ตา ปาก จมูก ทวารทุกอย่างเปิดเมื่อทำงาน งานคือความสุข งานคือความสนุก งานคือความตื่นเต้น งานคือความหวัง งานคือเหตุ งานคือผล งานคือการ go งานคือการ move ของชีวิต งานคือคำถาม งานคือคำตอบ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

ชีวิตมีความหมายในตัวมันเอง ไม่ว่าเราจะรู้ว่ามันมีความหมายหรือไม่

วง Getsunova ประกอบด้วยหลายชีวิต ได้แก่ เนม-ปราการ ไรวา นักร้องนำ, นต-ปณต คุณประเสริฐ มือกีตาร์, นาฑี-นาฑี โอสถานุเคราะห์ มือกีตาร์ และ ไปร์ท-คมฆเดช แสงวัฒนาโรจน์ มือกลอง

เพลงที่ทำให้ผมรู้จักวงดนตรีวงนี้คือ ไกลแค่ไหน คือ ใกล้ ที่สร้างปรากฏการณ์เป็นเพลงไทยเพลงแรกที่มียอดวิวในยูทูบเกินร้อยล้าน

มาถึงทุกวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากวันนั้น ยอดวิวเพลงที่ว่ามาไกลถึง 255 ล้าน ส่วนวงของพวกเขากลายเป็นวงที่มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงเพลงล่าสุดอย่าง ชีวิตเดี่ยว ที่ได้แต่งให้นักร้องขวัญใจในวัยเด็กอย่าง พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์

แค่เพลงเดียวก็ดังเลย

หลายคนคงรู้สึกแบบนั้นกับพวกเขา เมื่อเพลง ไกลแค่ไหน คือ ใกล้ ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อได้นั่งฟังถึงเส้นทางดนตรีที่ผ่านมาของวง ทำให้ผมพบว่าพวกเขาเป็นวงดนตรีที่น่าเห็นใจไม่น้อย

ด้วยความที่สมาชิกในวงแต่ละคนมาจากบ้านที่มีฐานะ สื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยเรียกขานพวกเขาว่า วงดนตรีไฮโซ ทำให้บ่อยครั้งหลายคนอาจลืมไปว่าชีวิตพวกเขาเองก็มีสิ่งที่ต้องฟันฝ่า มีขวากหนามที่ผ่านมา มีปมที่ต้องแก้ให้ได้ ไม่ต่างจากคนอื่นๆ

และต่อไปนี้คือ ชีวิตของพวกเขา

Getsunova

1

ชีวิตไม่ง่ายอย่างที่คิด

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของวง มาจากช่วงที่เนมและนตพบกันในช่วงที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ด้วยความชอบในดนตรี พวกเขาจึงรวมตัวเพื่อนที่รู้จักกันอยู่แล้วอย่างนาฑีและไปร์ท ตั้งวงที่ชื่อ Getsunova ร้องเล่นกันตามประสาคนหนุ่มที่มีพลัง มีความใฝ่ฝัน

ตอนนั้นจริงจังในการทำเพลง ซ้อม เล่น แต่ไม่ได้จริงจังว่าจะต้องประสบความสำเร็จหรือเปล่า ผมว่ามันคือวัยรุ่นที่อยากทำเพลง อยากเล่นอะไรก็เล่นเลย จังหวะนั้นคงไม่ได้มานั่งคิดว่าคนทั้งประเทศเขาจะฟังเราหรือเปล่า ผมว่ามันไม่มีตรงนั้นอยู่ในหัว มันคือความสนุก ความอยาก อย่างเดียวเลย แต่ถามว่าจริงจังไหม จริงจังแน่ๆ ซ้อมกัน เล่นกันเกือบทุกวันเลย”

“ตอนนั้นความฝันในการเป็นศิลปินห่างไกลความจริงไหม” ผมโยนคำถามลงกลางวงสนทนา

ไม่ห่างไกล เพราะว่าเนมเคยมีอัลบั้มเดี่ยวมาแล้วตอนนั้น ก็เลยมาขายฝันให้เพื่อนๆ” เนมซึ่งเป็นนักร้องนำของวงย้อนเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ “แต่หารู้ไม่ 10 ปีหลังจากนั้นกว่าจะมีอัลบั้ม”

10 ปี เป็นเวลานานแค่ไหน อยู่ที่เราใช้มันไปกับอะไร ซึ่งสำหรับพวกเขา 10 ปีนั้นนานแน่นอน เมื่อมันหมดไปกับสิ่งที่เรียกว่า การรอคอย

พวกเขาเล่าว่า ทำอัลบั้มกันเสร็จแล้วด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากเพลงที่ทำปล่อยออกมาไม่มีทีท่าว่าจะประสบความสำเร็จ ไม่มีเพลงใดเป็นเพลงฮิต ค่ายที่พวกเขาสังกัดในตอนนั้นจึงยังไม่ปล่อยอัลบั้ม

เขาใช้คำว่าชะลอไว้ก่อน ไม่ได้ทิ้ง เหมือนกับว่าอาจจะได้ออก มีสิทธิ์จะได้ออก ถ้ามีเพลงดังสักเพลงเดี๋ยวออกอัลบั้มให้ แต่มันก็ชะลอจนจอดนิ่ง เราก็รอ” พวกเขาช่วยกันเล่าถึงช่วงเวลาที่เคว้งคว้างที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต “คือถ้าสุดท้ายมันไม่ได้มีเพลงดัง มันไม่ได้มีเพลงฮิต สุดท้ายอัลบั้มมันก็ไม่ได้มีความหมายขนาดนั้นอยู่ดี เขาก็เลยไม่ให้ออก ซึ่งแน่นอนมันเป็นธุรกิจ มีการลงทุน มีการขาดทุน กำไร เรื่องเหล่านี้ตอนนั้นเรายังเด็กก็ยังไม่อยากเข้าใจเท่าไหร่

หลังจากนั้นเราก็เริ่มโตแล้วจากวันแรกที่เราปล่อยซิงเกิลไปปี 2007 มาถึงปี 2012 พอ 5 ปีผ่านมาเราเริ่มโต เราเริ่มรู้สึกมีบาดแผลจากสงครามการปล่อยซิงเกิลที่หนึ่ง สอง สาม ถึงหก จำได้ว่าเราเองรู้สึกอายเวลาออกไปเล่นคอนเสิร์ต เรามีเพลงตั้ง 6 ซิงเกิล แต่คนไม่รู้จักสักซิงเกิลเลย ตอนนั้นมันไม่มีคนดู มันมีหลายโมเมนต์มากที่ไปร้อง คือเราก็ตื่นเวทีอยู่แล้ว แล้วเราต้องมาพยายามร้อง เล่นดนตรีให้คนมาชื่นชอบเราในวันที่เรารู้ว่ายังไม่มีใครชอบเราขนาดนั้น มันโหดร้ายมากต่อจิตใจ แล้วมันยิ่งทำให้ทุกอย่างไม่ดี ด่ากันเองบ้าง นอยด์บ้าง กดดันกันเองบ้าง เราอยากจะให้มันดีแต่คนไม่เอา” เนมเล่าถึงเรื่องเจ็บปวดที่ไม่มีใครรู้

แค่เพลงเดียวก็ดังเลย

หลายคนคงรู้สึกแบบนั้นกับวงดนตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ แต่เมื่อฟังเขาเล่าผมก็พบความจริงที่ว่าประโยคนั้นไม่ใช่ความจริง

Getsunova Getsunova

2

ชีวิตต้องสู้

เราแค่อยากเล่นคอนเสิร์ตหรือเราอยากเล่นคอนเสิร์ตด้วยเพลงของเราแล้วคนรู้จัก คนร้องตามกันได้ มันก็เลยมีจุดเปลี่ยนตรงนั้น” เนมเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ในเมื่อปัจจัยภายนอกเปลี่ยนยาก เขาจึงเริ่มเปลี่ยนจากภายใน เปลี่ยนที่ตัวเอง

มันมีช่วงหนึ่งที่ไม่ได้ออกผลงานไปนานเหมือนกัน ก่อนจะปล่อยซิงเกิลชื่อ ดอกไม้ปลอม หลังจากทิ้งมาประมาณปีหนึ่ง แต่เหมือนเพลง ดอกไม้ปลอม ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย เราก็เลยรู้สึกว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องของค่าย ไม่ใช่เรื่องอะไรข้างนอก แต่มันคือเรื่องของคนภายใน สิ่งที่เราทำลงไปมันไม่ได้ตอบโจทย์

เรารู้สึกว่าถ้าจะทำเพลงแล้วต้องไปกระทบกับผู้ใหญ่ที่เขาดูแลเรา มันไม่น่าจะถูกต้อง การทำสิ่งนี้ไม่น่าจะใช่การตอบสนองความสุขของเด็ก 4 คน แล้วบริษัทต้องมาแบกรับ นั่นก็เป็นจุดหนึ่งที่เรามาคิดว่าจะทำยังไงกับวงให้มันมีมูลค่า เอาง่ายๆ ก็คือให้มันขายได้”

คำถามที่เหมือนง่ายๆ แต่บางวงใช้เวลาหาทั้งชีวิตก็ยังไม่ค้นพบคำตอบ ทำให้พวกเขาต้องกลับไปคุยกันว่าจะไปในทิศทางใด

“เท่าที่ฟังมันมีองค์ประกอบทุกอย่างที่จะทำให้ทุกคนเลิกทำ คนก็ไม่ฟัง อัลบั้มก็ไม่รู้จะออกเมื่อไหร่ ทำไมยังคิดจะดิ้นรนกันอีก ทั้งที่ใครๆ ก็รู้ว่าทุกคนก็ไม่เดือดร้อนหากไม่ได้ทำดนตรี เพราะที่บ้านก็มีงานรองรับ” ผมถามให้พวกเขาได้ทบทวน

ตอนนั้นพี่เนมก็พูดว่า ถ้าเพลงต่อไปเราไม่ได้ในระดับที่เราพึงพอใจก็พอเหอะ” นตย้อนเล่าว่าความคิดที่จะเลิกก็มีอยู่ในหัว แต่ไหนๆ ก็ยื้อกันมาถึงจุดนั้นแล้ว ก็ขอสู้กันอีกสักตั้ง ถ้าจะไม่สำเร็จพวกเขาก็พร้อมยกธงยอมแพ้ “ทุกคนก็พยายามหาตัวตนของเรากันใหม่ เหมือนรีเสิร์ชกันใหม่ ไม่ใช่ว่า โห กูเป็นเด็กนอกกูต้องทำเพลงนอก กลับมาทำเพลงง่ายๆ บ้าง แล้วก็ใช้เวลา 1 ปี กว่าจะกลับมาทำเพลงกันอีกครั้ง

ตอนนั้นไม่ได้กดดันแล้ว เพราะเราสู้เหมือนเราไม่เหลืออะไรแล้ว เราก็แค่ทำให้ดีที่สุด มันไม่ได้มีการคาดหวังหรืออะไร เราแค่พยายามผลักให้สุดเท่าที่จะทำได้”

สุดท้ายนตจึงแต่งเพลงเพลงหนึ่งขึ้นมา เป็นเพลงสุดท้ายที่เดิมพันว่าพวกเขาจะได้ไปต่อหรือแยกย้าย

เพลงนั้นชื่อว่า ไกลแค่ไหน คือ ใกล้

ธงไชย แมคอินไตย์

3

ชีวิตเปลี่ยน

ไกลแค่ไหน คือ ใกล้ คือเพลงไทยเพลงแรกที่มียอดวิวในยูทูบเกินร้อยล้าน และวันนี้มียอดวิวในยูทูบ 300 ล้าน

ไกลแค่ไหน คือ ใกล้ ทำให้วงของเขาคว้ารางวัลไนน์เอ็นเตอร์เทน อวอร์ด ครั้งที่ 6 สาขาเพลงแห่งปี

ไกลแค่ไหน คือ ใกล้ ทำให้วงของเขาเป็นที่รู้จัก

ไกลแค่ไหน คือ ใกล้ ทำให้เขายังอยู่มาจนถึงวันนี้

“มันก็คงจะโชคดีหลายๆ อย่าง ช่วงนั้นไม่มีเพลงดัง ไม่มีเพลงไหนช้าๆ เป็นตัวเป็นตนในวงการ เราปล่อยไปเป็นจังหวะที่ดี มันน่าจะโดน เพราะเนื้อหามันคนรู้สึกได้ง่าย มันมีทั้งคนที่อกหัก ถูกบอกเลิก หรือมีคนรักอยู่แล้วรักไม่เหมือนเดิม หรือคนแอบชอบก็รู้สึกได้

เราก็พยายามกลับมานั่งมองว่าเราทำอะไรถูกบ้าง เพราะตอนที่ทำก็ไม่รู้หรอก เราแค่รู้ว่าเราทำอะไรผิดมาแล้ว ไอ้ที่ทำตอน 6 ซิงเกิลแรกคืออย่าทำ อันที่ 7 คือเราถึงรู้ว่าถูกอันแรกคืออะไร จังหวะนั้นเราฟังมันก็เพราะนะ แต่ไม่รู้จริงๆ ว่ามันจะทำให้เรามาถึงทุกวันนี้” นตซึ่งเป็นคนแต่งเพลงต่อชีวิตย้อนทบทวน

ชีวิตมันเปลี่ยนไปยังไง หลังจากเพลงนี้

“จากนอนอยู่บ้านเดือนหนึ่ง 30 วัน กลายเป็นอยู่บ้านเดือนหนึ่ง 7 วัน หลังจากนั้นก็เริ่มมาเรื่อยๆ” ไปร์ทเล่าก่อนที่เนมจะสมทบเพื่อน “ชีวิตเปลี่ยนอย่างที่ไปร์ทบอก อยู่ดีๆ ก็ได้ไปเล่นต่างจังหวัด ได้ไปลงสนามจริง ตอนเจอสถานที่ เจอคน แล้วช็อก เพราะว่าคนมาดูต้องการฟังวงที่มีคุณภาพ แต่ศักยภาพเราตอนนั้นยังไม่ถึงขั้นนั้น performance เรายังไม่แข็งแรง เลยแบบมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ตอนนั้นเราต้องแบกรับตัวเพลงที่ค่อนข้างจะดังมากๆ ด้วย แล้วโชว์มันไม่ได้เล่นแค่เพลงเดียว ค่ายเลยบอกว่าต้องพักงานมาฝึกก่อน ตอนนั้นได้พี่พล (คชภัค ผลธนโชติ) เป็นโปรดิวเซอร์ เขาก็พาไปเข้าค่ายฝึก ตั้งแต่เล่นอะคูสติก ต้องมองตาแล้วรู้ใจ ไม่ใช่ต่างคนต่างเล่น มันต้องผสมผสานกัน”

ด้วยตัวเลขคนฟังที่หลอกลวงกันไม่ได้และรางวัลมากมายที่คว้ามาครอง ทำให้หลายคนมองว่าวง Getsunova ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่พวกเขาบอกว่ายังอีกไกลหากจะใช้คำนั้น

ตอนนั้นในหัวถ้าถามว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง ต้องบอกว่าอีกไกลมาก เพราะกลายเป็นว่าพอเราตีประตูแตกไปแล้วอันหนึ่ง เราเจอประตูอีกเยอะมากหลังจากนั้น ก่อนหน้านั้นเราไม่เคยนึกถึงประตูเหล่าหน้านั้นมาก่อนเลย วันแรกที่เราผลักประตูแล้วได้เพลงฮิตหนึ่งเพลง โห เห็นประตูบานเลยข้างหลัง ที่เราต้องไปเปิดต่อ นั่นแหละเป็นเพลงต่อๆ มาที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ”

“แล้วทุกวันนี้ตลกมาก เวลาไปเล่นที่ไหน คนแบบอยากฟังเพลงเก่าเพลงนี้ อยากฟังเพลง เศษส่วน เพลงนั้นเพลงนี้ เมื่อก่อนเราปล่อยไปทำไมไม่ฟังกันนะ ไม่งั้นพวกเรารอดไปนานแล้ว”

สิ้นประโยคของเนมพวกเราก็หัวเราะให้กับเรื่องราวที่เกือบทำให้เราไม่ได้มาเจอกันในวันนี้

Getsunova ธงไชย แมคอินไตย์ Getsunova

4

ชีวิตดี

Getsunova เป็นศิลปินไทยวงแรกที่มียอดวิวทะลุร้อยล้านในยูทูบ 3 เพลง คือ ไกลแค่ไหน คือ ใกล้, อยู่ตรงนี้ นานกว่านี้ และ คำถามซึ่งไร้คำตอบ

ทุกวันนี้พวกเขามีอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกแล้วชื่อตรงตัวว่า The First Album หลังจากเฝ้ารอมาเป็นสิบปีนับตั้งแต่เริ่มทำเพลง

ผมในฐานะผู้เฝ้ามองก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่าดีแล้วกับสิ่งที่พวกเขาแลกมา ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกับคำวิจารณ์หรือความไม่เข้าใจของที่บ้าน

“คำวิจารณ์พวกนี้มีมาตั้งนานแล้ว ก่อนจะมี ไกลแค่ไหน คือ ใกล้ แรงกระแทกมันแรง เพราะตอนนั้นวงก็ไม่ดัง เพลงก็ไม่ดัง ทุกอย่างรวมกัน ไม่มีอะไร approve เลย เถียงเขาไม่ได้ ผมพูดกับทุกคนที่ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า โอเค จะมองอย่างนั้นก็ไม่ผิด เพราะว่าครอบครัวพวกเรามีฐานะ มีธุรกิจ แต่ว่าการจะเป็นนักดนตรีมันเริ่มจากจุดเดียวกันหรือเปล่า” เนมอธิบายถึงอุปสรรคที่คนภายนอกอย่างผมอาจจะไม่เคยเข้าใจ

“เสียงวิจารณ์ถูกแก้ด้วยเพลง ไกลแค่ไหน คือ ใกล้ นี่แหละ” นตอธิบายต่อ “มันถูกแก้หมดแล้วว่า เห็นมั้ย เรายังต้องใช้เวลาถึง 5 ปี อัลบั้มออกมาแล้วก็มีเพลงที่ไม่ดัง พวกเราพลาดมาได้ขนาดนี้ เพลงมันเลยช่วยเราเรื่องนี้ คนไม่ได้ดูถูกเรื่องนี้แล้ว คนส่วนใหญ่เริ่มมองเป็นบวกว่าเราพยายามจริงๆ”

ผมนึกภาพตามเรื่องเล่าของพวกเขา จากวงดนตรีที่ไม่มีใครรู้จัก ร้องเพลงไม่มีใครร้องตาม วันหนึ่งพวกเขาก็พิสูจน์ตัวเองจนมาถึงวันนี้ วันที่ชีวิตเวียนมาบรรจบพบเจอนักร้องที่เขาผูกพันผ่านเสียงร้องตั้งแต่วัยเด็ก

ธงไชย แมคอินไตย์ Getsunova

5

ชีวิตเดี่ยว

ผลงานล่าสุดที่พวกเขาแต่งชื่อเพลง ชีวิตเดี่ยว ในโปรเจกต์พิเศษที่ชื่อ Mini Marathon แต่ศิลปินที่ร้องเพลงนี้ไม่ใช่นักร้องนำของวงอย่างที่เราคุ้นเคย หากแต่เป็นพี่เบิร์ด ธงไชย นักร้องที่พวกเขาติดตามผลงานมาตั้งแต่วันที่ยังมีสถานะเป็นเพียงแฟนเพลง ไม่ใช่ศิลปินอย่างทุกวันนี้

นต ซึ่งรับหน้าที่แต่งเพลงได้รับโจทย์ให้แต่งเพลงที่สื่อถึงช่วงที่รู้สึกโดดเดี่ยวในการวิ่งมาราธอน

“ตอนที่จะแต่งเพลงนี้ผมคุยกับพี่เบิร์ดเกี่ยวกับความโดดเดี่ยวของตัวเอง คือเหมือนพี่เบิร์ดเป็นคนสนุกสนานมากเลย เหมือนไม่มีความเศร้าอยู่ในตัว ในมุมมองของเขามันไม่มีมุมมองที่จะเหงาได้เลย เรารู้สึกว่าการที่คุยกับพี่เบิร์ดซึ่งไม่มีความเชื่อเรื่องความโดดเดี่ยวเป็นโจทย์ที่ทำให้เพลงนี้ยาก เราคุยกันเยอะเหมือนกันจนกระทั่งไปย้อนฟังเพลงเก่าๆ ว่าเขามีอารมณ์ประมาณไหนมาแล้วบ้าง”

เมื่อย้อนกลับไปฟังเพลงที่สื่อถึงความโดดเดี่ยวมือกีตาร์ของวงบอกว่ามีเพลงเพลงหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างง่ายดายยิ่งขึ้น เพลงนั้นชื่อ คนไม่มีแฟน

“คือเรื่องที่พี่เบิร์ดเล่าในเพลงคนฟังแล้วเชื่อมากๆ เลย ฟังแล้วรู้สึกว่ามีแพลตฟอร์มแล้วรู้สึกว่าชีวิตมีทางไป ก็เลยเป็นที่มาของเพลงชื่อ ชีวิตเดี่ยว คือทุกคนมองหาชีวิตคู่ คิดว่าเมื่อไหร่ชีวิตเดี่ยวจะจบสักที”

ผมฟังแล้วย้อนนึกถึงเพลงที่พาพวกเขามาจนถึงวันนี้แล้วก็คิดว่าคล้ายทุกอย่างถูกกำหนดไว้ หากไม่มี ไกลแค่ไหน คือ ใกล้ ก็อาจไม่มี ชีวิตเดี่ยว และอีกหลายๆ เพลงในวันข้างหน้า

“มีช่วงเวลาไหนที่ตอกย้ำว่าพวกเราทำสิ่งที่เชื่อสำเร็จแล้วบ้างไหม” ผมถามก่อนเราจะแยกย้ายโดยไม่เฉพาะเจาะจงคนตอบ

“สำหรับผมคือตอนที่วงเราได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยมแห่งปี จากไนน์เอ็นเตอร์เทน” เนมพูดถึงโมเมนต์ที่ทั้งวงน่าจะรู้สึกร่วมคล้ายกัน “คือเมื่อก่อนเจอเพื่อนถามบ่อยว่าเมื่อไหร่มึงจะเลิกสักทีวะ พ่อแม่ก็ถามทุกวัน ตอนนั้นก็เป็นช่วงที่ดื้อ แม่ก็จะถามว่าเมื่อไหร่ลูกจะพอสักที น้องสาวก็บอกว่าพี่เนมพอได้แล้ว โมเมนต์ที่ประกาศรางวัลแล้วได้ยินชื่อวงเรา เราก็ขึ้นไปบนเวทีรับถ้วยรางวัล พอลงมาเห็นพ่อกับน้องสาวร้องไห้ดีใจ คือเขาไม่อยากจะเชื่อว่าลูกชายกับเพื่อนๆ จะทำได้ขนาดนี้

“วงเราเริ่มจากติดลบด้วยซ้ำ จากการที่คนมาตัดสินเราจากสิ่งที่มันถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะฉะนั้น เราติดลบตั้งแต่เริ่มแล้วว่าบ้านมีตังค์มันจะง่ายกว่าคนอื่น ซึ่งเราก็ทำให้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะกว่าเราจะมีเพลงดังก็ตั้ง 5 – 6 ปีนะ คนมองเราลบมาตั้งแต่ก่อนฟังเพลงด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น วงเราต้องใช้ความพยายาม ความอดทน ทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเอง”

อย่างที่พวกเขาเล่า ในที่สุดพวกเขาก็พิสูจน์ตัวเองมาถึงวันที่พวกเขาได้รางวัล

รางวัลที่มีความหมายกว้างกว่าสิ่งที่เขาได้รับมอบบนเวที

ธงไชย แมคอินไตย์ Getsunova

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load