หมายเหตุ : ผมไปขุดเจอบทความที่เคยเขียนไว้ตอนอายุ 30 เพื่อรำลึกถึงชีวิตตัวเองตอนวัย 13 นำมาปัดฝุ่นเล็กน้อยให้ทุกท่านได้เสพกันขอรับ

อายุ 13 ช่วงเวลาแห่งนมแตกพาน 

สมัยตอนอยู่ ม.ต้น ผมยังจำได้ดีครับ การจิ้มนมถือเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ยืนๆ อยู่ ถ้าไม่ทันตั้งตัวนี่ เป็นต้องโดนทุกที ผู้ก่อการร้ายมักจะเดินเข้ามาด้วยหน้าตาเรียบเฉย ท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ “เฮ้ย เป็นไงวะ วันนี้อากาศดีนะ.. เมื่อวานการ์ตูน แสลมดังค์ เล่ม 3 ออกแล้วนะเว้ย มึงได้อ่านยัง” 

“เออ เฮ้ยยังเลยว่ะ เป็นไงมั่ง ได้ข่าวว่..” จึ้ก! “อึก!” 

จึ้ก! เป็นเสียงของปลายฝ่ามือที่แหวกฝ่าอากาศมาอย่างรวดเร็ว แล้วทิ่มจึ้ก! เข้าไปตรงยอดของปทุมถันอย่างรุนแรง ส่วน อึก! เป็นเสียงสำลักลมปราณของเหยื่อบริสุทธิ์ ผู้เผลอเปิดช่องว่างให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าถึงจุดตายได้ ความเจ็บปวดรวดร้าวของเด็กอายุ 13 ที่ถูกจิ้มนมอย่างจัง ช่างหาอันใดเปรียบได้ยาก ไม่แน่อาจทัดเทียมกับการโดนเอาสันไม้บรรทัดฟุตเหล็กเคาะหน้าแข้ง หรือไม่ก็ตอนที่กำลังกินข้าวอร่อยๆ แล้วดันกัดช้อนเข้าไปเต็มๆ จนฟันแทบหัก 

ผู้ที่ถูกจิ้ม บางคนอาจถึงกับจุกจนพูดไม่ออก ลงไปนั่งกุมนมอยู่กับพื้น บ้างฝึกวรยุทธ์มาพอสมควร อาจสบถออกมาดังๆ เพื่อสลายความเจ็บ และรีบจิ้มสวนกลับไปทันที ถ้าไม่โดนก็วิ่งไล่ตามไป อีกฝ่ายหนึ่งก็รีบวิ่งหนี เด็ก 2 คนวิ่งไล่กันอย่างไม่คิดชีวิต ผ่านหน้าห้องพักครู อาจารย์วันเพ็ญเดินออกมาพอดี ต้องแกล้งทำเป็นเดินช้าๆ ทำเนียนเรียบร้อยทั้งคู่ “สวัสดีครับจารย์.. แหะๆๆ” 

อาจารย์ผ่านไปปุ๊บ วิ่งไล่กันต่อ ในที่สุด ฝ่ายโจทก์ก็หนีมาจนมุมอยู่ที่ซอกตึก ฝ่ายจำเลยผู้คั่งแค้นไม่รอรี เกร็งฝ่ามือทั้งสองข้าง แล้วก็กระหน่ำจิ้มลงไปอย่างเต็มกำลัง จึกๆๆๆๆ! อีกด้านหนึ่ง ไหนๆ ก็หนีไม่พ้นแล้ว ไม่ขอตายอย่างคนขลาด จิ้มสวนกลับไปบ้าง นี่แน่ะ! หมัดเพชรฆาตดาวเหนือ สตาร์แพลตทินั่ม โอร่าๆๆๆๆๆๆๆ! จึกๆๆๆๆๆๆๆ! 

ทั้งสองแลกเปลี่ยนกระบวนนิ้วสวนสลับกันไปมาอย่างรวดเร็วเกินกว่าสายตาคนธรรมดาจะมองเห็นได้ เวลาผ่านไป 3 ชั่ว รปภ. สิ่งที่ปรากฏหลังจากฝุ่นจาง เหลือเพียงภาพเด็กนักเรียนชาย 2 คน ในสภาพเสื้อหลุดลุ่ยเหงื่อโทรมกาย นั่งทรุดตัวพิงฝาหอบแฮ่กๆ มองหน้ากันแล้วก็ได้แต่หัวเราะไม่ยอมหยุด ความระบมนมยังมีอยู่เต็มเปี่ยม แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่แปลก ทั้งเจ็บทั้งขำ ทั้งน้ำตาจะหลั่งทั้งกลั้นหัวเราะไม่อยู่ แถมยังรู้สึกงี่เง่าตัวเองไปด้วยในเวลาเดียวกัน เป็นความสนุกของเด็กผู้ชาย ที่เด็กผู้หญิงอาจไม่มีวันเข้าใจ* (แต่ก็ไม่แน่นะ หรือว่าบางทีเด็กหญิงอายุ 13 ก็อาจมีการละเล่นแบบนี้เหมือนกัน?)

*หมายเหตุ : เรื่องนมแตกพานในเด็กชาย ภาษาอังกฤษเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Gynecomastia คือการที่เนื้อเยื่อต่อมนมขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะตอบสนองต่อการแกว่งของฮอร์โมนเพศ เกิดขึ้นในเด็กวัยรุ่นชายประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ และความเซนซิทีฟระบมนมมักคงอยู่ไม่เกิน 1 – 2 ปี ก็จางหายไปเอง

นั่นแหละครับ อายุ 13 วันวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เรื่องนมนี่แค่เรื่องหนึ่ง ไหนจะมีเรื่องสิวอีก เรื่องการปลูกป่าอีก สาหร่ายผมนางค่อยๆ งอกเป็นหย่อมๆ ในส่วนที่ไม่เคยมีขึ้นมาก่อน เด็กชายผลัดวัยเป็นเด็กหนุ่ม ต้องให้พ่อสอนใช้ที่โกนหนวดเป็นครั้งแรก เด็กหญิงเติบใหญ่เป็นเด็กสาว ต้องให้แม่สอนวิธีโกนเต่า และอื่นๆ อีกมากมาย

อีกอย่าง สำหรับเด็กวัยนี้ การได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูงถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในจักรวาล ความเป็นปัจเจกในตัวเองยังไม่ค่อยพัฒนา ไปห้างกันทีก็ต้องยกโขยงกันไปทั้งห้อง เห็นเพื่อนใส่เสื้อลายสก็อต กางเกงยีนส์ขาใหญ่ รองเท้า Dr. Martens หนังแก้วสีเหลือง ก็ต้องไปหามาใส่มั่ง (นี่ผมพูดถึงแฟชั่นยุคผมเริ่มแตกเนื้อหนุ่มนะ) การไม่มีในสิ่งที่เพื่อนๆ เขามีกัน ต่อให้สิ่งนั้นจะฟังดูงี่เง่าแค่ไหนก็ตาม บางครั้งก็นำมาซึ่งความรู้สึกปวดร้าวในลักษณะที่ผู้ใหญ่อาจคาดไม่ถึง และไม่เข้าใจ

สมัยนั้น ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อศิษฎา (อ่านว่า ‘สิด-ดา’ และมักถูกล้อเป็น ‘ซาดิสม์’) โศกนาฏกรรมของมันก่อกำเนิดขึ้นจากอารมณ์ประมาณว่า “ทำไมกูถึงไม่มีเหมือนเพื่อนวะ” เปล่าครับ สิ่งที่ศิษฎาไม่มีเหมือนเพื่อนในที่นี้ ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง ไม่ใช่แม้กระทั่งหน้าตาที่หล่อเหลา แต่เป็น ‘หัวนม’

ในขณะที่เพื่อนแทบทั้งห้องหัวนมแตกพานกันไปหมดเรียบร้อยแล้ว และวิ่งไล่จิ้มนมกันอย่างสนุกสนาน หัวนมของศิษฎายังคงบุ๋มบอด แทนที่จะเป็นตุ่มชูชันขึ้นมา มันกลับเป็นร่องลึกลงไปเหมือนของเด็กอ้วนที่ยังไม่โตเต็มที่ เรื่องนี้ผนวกกับเรื่องเสียงที่แหลมเล็กกว่าใครของมัน คงทำให้ศิษฎาแอบนึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ไม่น้อย

คืนวันหนึ่ง ที่บ้าน ศิษฎายืนถอดเสื้อส่องกระจก สำรวจหัวนมตัวเอง พยายามใช้นิ้วบีบเค้น ดุนให้มันปลิ้นเป็นตุ่มออกมาเหมือนอย่างชาวบ้าน “กระจกวิเศษบอกข้าสิ ทำไมหัวนมข้าถึงไม่เหมือนของคนอื่น” ศิษฎารำพันรันทดกับโชคชะตา หนักเข้าก็ถึงขั้นโกรธแค้น “งอกออกมาซักทีสิโว้ย ไอ้หัวนมบ้า!” ความไม่พอใจในนมที่ตนเองมีอยู่ มันอัดอั้นคับอก ราวกับตั๊กบงกชถูกบังคับให้ใส่บราเซียร์คัพ A 

ทว่า ทันใดนั้นเอง หลังจากพลิกพิจารณาดูรูหัวนมตัวเองอยู่พักหนึ่ง พลันศิษฎาก็เหลือบสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง! 

“เออ มันเป็นเหมือนขุยๆ ขาวๆ อะไรก็ไม่รู้ว่ะ ยื่นออกมา” นี่คือคำให้การของตัวศิษฎาเองตอนที่เล่าเรื่องให้เพื่อนๆ ฟัง “กูก็ไม่รู้เว้ย กูนึกว่าเป็นขี้ไคล กูก็พยายามบีบแคะมันออกมาเรื่อยๆ มันก็ค่อยๆ โผล่ยาวออกมา จนถึงจุดหนึ่ง กูก็รู้สึกว่าไม่ไหวว่ะ สงสัยเป็นเพราะนมบอด ทำให้รักษาความสะอาดลำบาก สิ่งสกปรกหรือพวกฝุ่นพวกแป้งอะไรพวกนี้มันคงเข้าไปอุดตันได้ง่าย สงสัยกูจะต้องกำจัดออกซะบ้าง ไม่แน่อาจจะเป็นขี้ไคลพวกนี้ก็ได้ ที่เป็นตัวขัดขวางการงอกของหัวนมกูอยู่”

“เออ แล้วจากนั้นมึงทำไงต่อวะ” เพื่อนๆ ถาม

“กูก็ ไปเอากรรไกรตัดเล็บมา…”

‘ขริบ’ เสียงกรรไกรตัดเล็บเฉือนผ่านติ่งแปลกปลอมสีขาวที่ยืนออกมาจากรูนมบอดของศิษฎา

‘ซู่ด!’ เสียงเลือดกระฉูด กระเด็น กระเซ็นไปเปรอะติดกระจก พร้อมกับทะลัก ทะลวง เอ่อไหล เยิ้มย้อย ออกมาจากปากแผล

‘เชี่ย!’ เสียงอุทานจากปากศิษฎา ‘กูตัดหัวนมตัวเองทิ้งเหรอวะเนี่ย! โอ้วว! ม่ายยยยยยยย’ 

ซูมเอาต์ทะลุออกมาจากหลังคาบ้าน…ฟาสฟอร์เวิร์ดมาอีก 15 ปีข้างหน้า คือตัวผมที่กำลังนั่งเขียนบทความนี้อยู่ในขณะนี้ 

ในฐานะนักเรียนชีววิทยาวัยย่างจะ 30 เมื่อได้ย้อนคิดถึงตัวเองและเพื่อนๆ ในวัย 13 มันก็ทำให้เกิดคำถามคิดเล่นๆ สนุกๆ ขึ้นมาข้อหนึ่ง

ดราม่าอันแสนสาหัสของเด็กชายนมบอดอายุ 13 ที่เผลอใช้กรรไกรตัดเล็บขริบหัวนมตัวเองขาด เพียงเพราะอยากมีหัวนมชูชันเหมือนคนอื่นๆ และเพราะหลงคิดว่าหัวนมตัวเองเป็นขี้ไคล นอกจากในมนุษย์แล้ว จะยังมีตัวอะไรในโลกอีกบ้างหรือไม่ ที่ในวัย 13 ต้องมาเผชิญกับชะตากรรมการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต ที่ขมขื่นถึงเพียงนี้?

การค้นคว้าหาข้อมูลในเรื่องดังกล่าว ได้นำพาผมไปยังมลรัฐทางใต้ของประเทศอเมริกา เพื่อทำความรู้จักกับจักจั่นชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า จักจั่น 13 ปี (13-Year Cicadas)

ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13

เช่นเดียวกับจักจั่นชนิดอื่นๆ ทั่วๆ ไป วัยเด็กของจักจั่น 13 ปี ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นมากนัก พวกมันอาศัยอยู่ใต้ดินลงไปประมาณ 1 ฟุต ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบและปลอดภัย ยังชีพด้วยการเจาะดูดน้ำเลี้ยงจากรากไม้กินไปเรื่อย ไม่ค่อยมีใครมายุ่งอะไรกับมันเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อวันเกิดอายุ 13 ของมันมาถึง 

จักจั่นทุกตัวในอาณาบริเวณจะถูกสัญชาตญาณความเป็นวัยรุ่น ผลักดันให้ขุดดินขึ้นมาสู่ผิวโลกเป็นครั้งแรก และสลัดคราบความเป็นเด็กทิ้งไปอย่างถาวร สำหรับแมลง การมีชีวิตยืนยาวอยู่ได้ถึง 13 ปี ก็นับว่าน่าทึ่งมากแล้ว แต่ปรากฏการณ์การผลัดวัยของพวกมันที่กำลังจะตามมา กลับมีความน่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่า เรียกได้ว่าทำเอาดราม่าแตกเนื้อหนุ่มของศิษฎาถึงกับชิดซ้ายไปเลยทีเดียว 

อันดับแรก ถ้าเป็นคนอายุ 13 แค่ขนงอก นมงอก แต่ของจักจั่นนี่ ยกเครื่องเปลี่ยนบอดี้ใหม่หมดเลยทั้งตัว ขาก็เปลี่ยน สีก็เปลี่ยน อยู่ดีๆ กลางหลังก็มีปีกงอกออกมา แถมร่างใหม่กว่าจะออกโบยบินได้ ยังต้องเบ่งดันทะลุผิวหนังเก่าของตัวเองออกมาให้ได้ก่อนอีก (ถ้าคนต้องลอกคราบแบบนั้นมั่ง คงสยองพิลึก) 

เมื่อกลายร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว วัยรุ่นของมันก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น วัยรุ่นจักจั่นเป็นวัยรุ่นมีปัญหาเช่นเดียวกับคน เพียงแต่ปัญหาของมันมิใช่แค่เรื่องจิ๊บๆ อย่างต้องคอยหาซื้อมือถือรุ่นเดียวกันกับเพื่อน ปัญหาของจักจั่นหนุ่มสาวเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตายอย่างแท้จริง ทันทีที่พวกมันโผล่ร่างขึ้นมาเหนือพื้นพิภพ ก็จะมีตัวอะไรต่อมิอะไรมาดักรอกินอยู่เต็มไปหมด ไล่ไปตั้งแต่ นก หมา แมว กระรอก กวาง หนู แร็กคูน มด จนกระทั่งถึงคน 

หนทางรอดของพวกมันมีอยู่ทางเดียว คือต้องอาศัยจำนวนเป็นเสมือนโล่ อาศัยฝูงชนเป็นเครื่องกำบัง ในสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งมีจักจั่นปรากฏตัวออกมาพร้อมกันมากมายเท่าไหร่ โอกาสที่ตัวใดตัวหนึ่งจะถูกจับกินก็ยิ่งลดลง พูดง่ายๆ คือเหมือนกับภาษิต ‘คนเดียวหัวหาย หลายคนเพื่อนตาย… ไม่เป็นไรตูยังรอด’

ด้วยเหตุนี้เอง จักจั่นอายุ 13 ปีทั้งละแวกจึงใช้กลยุทธ์พร้อมใจ โผล่ขึ้นมาจากดินทีเดียวพร้อมๆ กันราวกับได้มีการนัดหมายไว้ก่อน บวกรวมจำนวนแล้ว ไม่ใช่แค่หมื่นหรือแสน แต่นับเป็นพันๆ ล้านตัว! คราวนี้ ใครจะกินเท่าไหร่ก็ให้มันกินไป ยังไงพวกที่เหลือรอดก็ยังมีอีกเหลือเฟือ 

เช่นนี้แล้ว ทุกๆ 13 ปี ผู้คนที่อาศัยอยู่แถวนั้น จึงต้องเผชิญกับ ‘ห่ามรสุมจักจั่น’ ฤดูนี้มาถึงเมื่อไหร่ บ้านทั้งหลังอาจถูกปกคลุมด้วยจักจั่นล้วนๆ ต้นไม้ต้นหนึ่งอาจมีพวกมันมารวมตัวกัน 40,000 – 50,000 ตัว เดินออกจากบ้านแต่ละครั้ง บางทีถึงกับต้องกางร่ม เรื่องเสียงนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แค่ตัวผู้ตัวเดียวร้องก็วัดได้ดังถึง 90 เดซิเบลแล้ว (ระดับเดียวกับเลื่อยไฟฟ้า) แล้วถ้าเกิดเป็นล้านๆ ตัวร้องพร้อมๆ กัน มันจะประสาทขนาดไหน 

หลังรอดจากการตกเป็นอาหารมาได้ โจทย์ข้อต่อไปของจักจั่นหนุ่มสาวก็คือ ต้องหาแฟนแต่งงานมีลูกให้ได้อย่างไวที่สุด มิเช่นนั้นแล้วอายุขัยของมันก็จะสิ้นสุดลงเปล่าๆ ภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่อาทิตย์ ช่วงนี้ตัวผู้จะไม่ทำอะไรเลยนอกจากร้องประกาศหาเมียอย่างเดียว ผสมพันธุ์เสร็จปุ๊บก็แทบจะหมดแรงตกต้นไม้มาตายในทันที ส่วนตัวเมียพอผสมเสร็จ จะใช้กำลังเฮือกสุดท้าย หาที่เหมาะๆ ตามเปลือกของกิ่งไม้ เจาะวางไข่ลงไปที่ละ 20 ฟอง (วางหลายที่ รวมหมดราวๆ 500 ฟอง) แล้วก็ตาย

6 – 10 อาทิตย์ถัดมา ไข่ฟักเป็นตัว ตัวอ่อนตกพื้นตุบๆๆ แล้วก็มุดดุ๊บๆๆ ลงดินไป จากนั้นก็จะไม่มีใครได้เห็นหรือได้ยินจากพวกมันอีกเลย จนกระทั่งเมื่อครบ 13 ปีผ่านไป เด็กๆ รุ่นใหม่ถึงจะได้เวลายกพลกลับขึ้นบกมาอีกรอบ และวงจรทั้งหมดก็จะหมุนเวียนกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง (ตัวอย่างที่รัฐอัลบาม่า มันมาครั้งสุดท้ายเมื่อ ค.ศ. 2011 เพราะฉะนั้น จะมาอีกทีหนึ่งก็คือตอนฤดูใบไม้ผลิของ ค.ศ. 2024 ใครสนใจไปดูก็สั่งจองตั๋วเครื่องบินไว้ล่วงหน้าได้เลยครับ)

แล้วทำไมถึงต้องเป็นทุกๆ 13 ปีด้วย อันที่จริงเรื่องนี้ก็ยังเป็นปริศนาอยู่ แต่เท่าที่นักวิจัยได้ศึกษามา ก็สันนิษฐานว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่เลข 13 เป็นจำนวนเฉพาะ (หมายถึงจำนวนที่หารลงตัวได้เฉพาะเลข 1 กับตัวมันเอง) ญาติสนิทของจักจั่น 13 ปี ยังมีพวกชนิดอื่นที่มาทุกๆ 7 ปี และก็ทุกๆ 17 ปีอยู่ด้วย* 

ซึ่งเหล่านี้ต่างก็เป็นจำนวนเฉพาะทั้งสิ้น การมีวงจรชีวิตเป็นเลขจำนวนเฉพาะอาจช่วยป้องกันไม่ให้ศัตรูชนิดไหนมีวิวัฒนาการวงชีวิตมาจูนตรงกับของมันได้ง่ายๆ (เพราะมันหารลงตัวยาก*) ขณะเดียวกันก็ช่วยลดโอกาสไม่ให้จักจั่นคนละชนิดกันมาโผล่ตรงปีเดียวกันด้วย เพราะถ้าเกิดบังเอิญมาตรงปุ๊บ ประเดี๋ยวไอ้ตัว 13 ปี มีโอกาสไปผสมกับ 17 ปี ไม่แน่ลูกออกมามันอาจจะผิดเพี้ยนไปกลายเป็น 15 ปี ทำให้สูญเสียความพร้อมเพรียงในการขึ้นจากใต้ดินไป ซึ่งก็อาจส่งผลกระทบต่ออัตราการอยู่รอดได้ 

สังคมจักจั่นไม่มีที่สำหรับเด็กแนวที่จะมาบอกว่า ‘เฮ้ยคนอื่นแม่งออก 13 ปีกันหมด กูไม่อยากซ้ำใคร งั้นกูออก 12 ละกัน’ ถ้าทำแบบนั้น ผลลัพธ์คือมันก็จะโผล่หัวโด่มาตัวเดียว แล้วก็จะโดนคาบไปแดกในทันที เหตุนี้เอง การ ‘ทำตัวให้เหมือนกับคนอื่น’ ในโลกของจักจั่น จึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องงี่เง่า แต่กลับเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการอยู่รอดอย่างแท้จริง

*เรื่องนี้จริงๆ แล้วซับซ้อนพอสมควร ต้องขออภัยที่เนื้อที่มีไม่พอให้อธิบายอย่างแจ่มชัดได้ ถ้าใครสนใจศึกษา ขอแนะนำให้ไปเสิร์ชกูเกิลด้วยคำว่า Cicadas Prime Number ดูละกันนะครับ

*ค.ศ. 2021 นี้ที่อเมริกา แก๊งจักจั่น 17 ปีเพิ่งจะพร้อมใจกันลอกคราบขึ้นจากดินเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แก๊งนี้มีชื่อเล่นว่า Brood X โผล่มาทุก 17 ปี ในปริมาณซึ่งน่าจะถึงหลักพันล้านหรือล้านล้านตัว

ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13

สุดท้ายนี้ ที่อเมริกาเหนือยังมีสัตว์อีกชนิดหนึ่ง ที่ชะตากรรมความเป็นตายของวัยเด็ก ถูกแขวนไว้กับ Lucky Number อาถรรพ์หมายเลข 13 เหมือนๆ กัน ทว่าคราวนี้ไม่ใช่วัย 13 ปี แต่เป็นจำนวนหัวนม 13 หัวนม

เวอร์จิเนียโอพอสซัม (Virginia opossum) เป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่กี่ชนิดที่มีจำนวนหัวนมเป็นเลขคี่ แถมยังมีการจัดเรียงตัวของหัวนมที่แปลกประหลาดมาก คือ 12 อันเรียงกันเป็นวงกลม ล้อมรอบหัวนมที่ 13 ซึ่งผุดขึ้นมาอยู่ตรงกลาง*

*แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ว่าไว้ตามนี้นะ แต่บางที่ก็บอกว่าบางตัวมี 14 หัวนม ยังไงก็ตามการจัดเรียงยังคงเดิม คือมีหัวนมเดี่ยวอยู่ตรงกลาง ที่เหลือล้อมรอบ

พวกโอพอสซัมเป็นสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องประเภทเดียวกับจิงโจ้หรือโคอาล่า ดังนั้น จะออกลูกตัวเล็กมากๆ ตัวอ่อนแดงๆ อายุได้ ‘13 วัน’ จะคลานออกมาจากช่องคลอด แล้วค่อยไต่เข้าไปดูดนมโตต่อในกระเป๋า ติ่งนมของแม่ตอนแรกจะมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่พอโดนดูดปุ๊บ หัวนมจะค่อยๆ บวมใหญ่ขึ้นมา แล้วก็จะคาปากอยู่อย่างนั้นเลย ตัวอ่อนตัวไหนได้หัวนมเป็นของตัวเองแล้ว ก็จะไม่สามารถปล่อยปากจากหัวนมนั้นได้อีก จนกว่าจะเติบโตถึงวัยอันสมควร 

ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13
ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13
ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13

โดยปกติ แม่เวอร์จิเนียโอพอสซัมมักคลอดลูกเป็นตัวอ่อนแดงๆ ออกมาทีละประมาณเกือบ 20 ตัว ทว่าในจำนวนนี้ มีเพียงแค่ไม่เกิน 13 ตัวเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้

เหตุผลเป็นเพราะอะไรคงพอเดากันออกนะครับ นอกจากพวกผู้โชคดี 13 ตัวที่แข็งแรงและว่องไวเพียงพอจะคว้า 13 หัวนมมาไว้ในครอบครองได้ก่อนตัวอื่นๆ แล้ว ที่เหลือก็คงต้องจบชีวิตในวัย 13 วันของพวกมันลง เป็นได้แค่เพียงซากแห้งๆ ที่ตายติดเกรอะกรังอยู่ตามขนในกระเป๋าหน้าท้องของแม่มันนั้นเอง

ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13
ภาพ : Specialjake 

จาก 2 ตัวอย่างสัตว์ที่ยกมา สุดท้ายก็นำมาสู่ข้อสรุปที่ผมต้องการจะสื่อ

ปัญหาช่วงเปลี่ยนวัยในชีวิตคนเรา เมื่อผ่านมาได้แล้ว มองกลับไปก็มักกลายเป็นเรื่องขำๆ อย่างมากอาจนมขาด แต่ก็ไม่ถึงกับคอขาด… 

ผมว่าเราโชคดีแล้วครับ ที่ได้เกิดมาเป็นคน

ป.ล. ทุกวันนี้หัวนมของศิษฎางอกใหม่แล้ว เป็นหัวนมที่สวยงามและชูชันมากๆ

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

นักเรียนคนหนึ่ง : “ครู ๆ ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันอะ”

ข้อย : “อืม จะเอาคำตอบแบบจริงจังหรือตอบเล่น ๆ ล่ะ”

นักเรียนอีกคนหนึ่ง : “ครู ๆ แล้วคนเรามาจากไหน มาจากลิงจริงหรือเปล่า”

ข้อย : “โอเค ๆ พวกเธอใจเย็นก่อน”

ภารกิจแรกของผมในการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คือ การตอบคำถามเด็กนักเรียนมัธยมต้น

เดือนที่แล้ว ทางคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดค่ายยุวชนฯ พาเด็ก ม.1 – 3 ไปเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติที่กาญจนบุรี ประเทศไทย ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผมได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในอาจารย์ที่ตามไปดูแลเด็กด้วย

เช้าวันเดินทาง พวกรุ่นพี่นักศึกษานำน้องเกือบ 50 คน เต้นตะลุ่งตุ้งแช่เพื่อละลายพฤติกรรมกันก่อน ผมเองได้แต่นั่งด้อม ๆ มอง ๆ จ๋อย ๆ อยู่หลังห้อง ครั้นจะไปร่วมเต้นด้วยก็ขวยเขินเกินวัยไปนิดหนึ่ง แถมเป็นอาจารย์ใหม่ ยังไม่รู้จักใคร เลยรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างกับเด็กอนุบาลมาโรงเรียนวันแรกแล้วไม่มีเพื่อน

ในที่สุด ผมก็รวบรวมความกล้าและหาจังหวะเข้าไปแทรกกลางวงเด็ก ๆ เพื่อแนะนำตัว พอเด็กรู้ว่าเป็นอาจารย์สอนชีวะเท่านั้นแหละ คำถามมาเพียบเลย “ครู ๆ ทำไมปีกผีเสื้อถึงมีสี” “ครู ๆ โลกจะแตกจริงหรือเปล่า” เรื่อยมาจนถึงไก่กับไข่ อะไรจะเกิดก่อนกันนะ อิจิบัง เอ้กโรล อิจิบัง เอ้กโรล (ท่อนหลังนี่เด็กไม่ได้ร้อง แต่ลุง ๆ ป้า ๆ รุ่นเดียวกับผมน่าจะจำได้ บางทีก็อยากลบเมมโมรี่พวกนี้ทิ้ง เพื่อเพิ่มพื้นที่ในสมองเหมือนกันนะ เฮ่อ กินอะไร กินอะไร กินอะไรไปกินเอ็มเค)

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ภาพ : onlinelibrary.wiley.com

อย่างไรก็ตาม พอเด็กรุมถามปุ๊บ ผมสัมผัสได้ถึงความที่เด็กไม่ได้กะจะกวนตีนหรือบูลลี่ผม แต่ถามเพราะสงสัยอยากรู้จริง ๆ เท่านั้นแหละ สปิริตความเป็นครูของผมตื่นเลย

ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันใช่มั้ย

เอาล่ะ ก่อนอื่นพวกเธอต้องเข้าใจก่อนว่า ไก่เนี่ย เป็นไดโนเสาร์ชนิดหนึ่ง แค่นี้เด็กก็อึ้งแล้ว 

“หา ครูว่าไงนะ”

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ภาพ : www.rawpixel.com

“เอ้า ก็ไก่มันเป็นลูกหลานสายตรงที่วิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ จริง ๆ ก็ไม่ใช่แค่ไก่หรอก แต่นกทุกชนิด บรรพบุรุษล้วนเป็นไดโนเสาร์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ไดโนเสาร์มาก่อนไก่ถูกมั้ย ทีนี้ถามว่าไดโนเสาร์ออกลูกเป็นอะไร ไข่ใช่มั้ยล่ะ (อย่างน้อย ๆ ก็ตามที่ดูในหนัง Jurassic Park) ดังนั้น ไข่ย่อมมีมาตั้งแต่ก่อนมีไก่แล้ว”

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ฟอสซิลตัวอ่อนไดโนเสาร์ในไข่
ภาพ : edition.cnn.com

เอาให้ชัดยิ่งขึ้นไปอีก สัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่มีมาตั้งแต่ยุคที่โลกนี้ยังมีแต่ปลา แม้แต่สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก หรือสัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็นที่มาก่อนไดโนเสาร์ อย่างต้นตระกูลคุณเข้ คุณเต่า ก็ออกลูกเป็นไข่เหมือนกัน แม้แต่หอยโบราณหรือสัตว์มีเปลือกโบราณระดับ 500 ล้านปีก่อนอย่างพวกไทรโลไบต์ เราก็เจอฟอสซิลว่าออกลูกเป็นไข่ พวกนี้มาก่อนไก่แน่นอน เพราะฉะนั้น คำตอบที่ถูกต้องตามหลักชีววิทยาของคำถามว่า ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ก็ต้องไม่แคล้วเป็นไข่อย่างแน่นอน! ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง ถูกต้องนะคร้าบบบบ!

โอเค เคลียร์ไปหนึ่งคำถาม

ต่อไปเรื่องคนมาจากไหนใช่มั้ย อ้าว ยังไม่ทันได้ตอบ ปรากฏว่าหมดเวลาพักเที่ยงพอดี ทุกคนเลยแยกย้ายกันไปขึ้นรถก่อน โดยมีเด็กคนหนึ่งทิ้งประโยคซึ้งใจไว้ให้ผมว่า “ดีจังครู เดี๋ยวหนูมาถามอีก ปกติหนูสงสัยเรื่องพวกนี้แล้วไม่มีใครให้หนูถามเลย”

เช้าวันรุ่งขึ้น

มีกิจกรรมแหกขี้ตาตื่นมาดูนก

ผมเองเป็นสายชอบก้มหน้าชมธรรมชาติมากกว่าเงยหน้า ก็เลยจะได้เห็นพวกมด แมง แมลง กิ้งกืออะไรต่าง ๆ มากกว่าได้เห็นนก เด็กคนหนึ่งเห็นผมกำลังนั่งยองถ่ายรูปแมลงตัวสีแดง ๆ ก็เลยเข้ามาถาม

“นี่ตัวอะไรอะครับครู”

“น่าจะเป็นมวนชนิดหนึ่งนะ ปากมันจะแหลม ๆ เหมือนเข็มฉีดยา ปกติไว้เจาะดูดน้ำเลี้ยงต้นไม้ แต่นี่เห็นมั้ย ตัวนี้กำลังไล่จิ้มดูดซากแมลงเม่าอยู่”

“แล้วมันมีประโยชน์อะไรครับอาจารย์”

ผมนิ่งอึ้งไปแป๊บหนึ่ง คำถามแนวนี้มาแล้วเหรอ คือส่วนตัวผมจะค่อนข้างมีอคติกับการที่คนไทยชอบพูดว่า สัตว์พืชต่าง ๆ มีคุณค่าก็เพราะมันมีประโยชน์ เสือมีหน้าที่ควบคุมประชากรวัว วัวมีหน้าที่คุมประชากรหญ้า อะไรทำนองนั้น

“มันไม่จำเป็นต้องมีประโยชน์อะไรก็ได้” ผมตอบเด็กคนนั้นไป “แค่มันมีชีวิตอยู่รอดมาบนโลกนี้มาได้ แค่นี้ก็น่าทึ่งพอแล้ว”

จริง ๆ มันอยู่บนโลกมานานกว่าเราอีกนะ ผมคิดในใจระหว่างยิ้มหล่อให้เด็กคนนั้น ทันใดนั้นเอง เด็กอีกคนที่ถามเรื่องกำเนิดมนุษย์เมื่อวานก็เดินผ่านมาพอดี (คนนี้จำชื่อได้เลย ชื่อ น้องหยก)

“ครู ๆ ตกลงคนมาจากไหนกันแน่ ทำไมครูที่โรงเรียนหนูบอกว่ามาจากปลา ไม่ใช่มาจากลิง”

เอาล่ะ คราวนี้ได้โอกาสตอบจริงจังแล้ว

ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเริ่มกล่าว “คนมาจากไหนใช่มั้ย ก็ต้องถามก่อนว่าย้อนกลับไปกี่ปี

“เพราะถ้าย้อนไปแค่ 2 แสนปี คำตอบก็คือ ‘คนมาจากคน’ นี่แหละ แต่เป็นชาวแอฟริกัน ทุกวันนี้ทั้งชาวไทย จีน แขก ฝรั่ง ไม่ว่าจะทวีปไหน ล้วนมีต้นตระกูลเป็น ‘โฮโม เซเปียนส์’ ที่เริ่มออกเดินทางจากแอฟริกา แล้วค่อย ๆ อพยพถิ่นฐาน กระจายเผ่าพันธุ์มาเรื่อย ๆ จนตอนนี้กลายเป็นชาวต่าง ๆ อยู่ทั่วทุกมุมโลก เพราะฉะนั้น ไม่ว่าทุกวันนี้คุณจะมีนมสีอะไร บรรพบุรุษของเราล้วนมีนมดำเหมือนกันหมด (ท่อนหลังนี้ผมแค่คิดในใจ แต่ไม่ได้สอนเด็ก)

“ทีนี้ ถ้าถามย้อนไปไกลกว่านั้นอีก สักประมาณเกือบ 10 ล้านปีก่อน นั่นจะเป็นช่วงที่สายบรรพบุรุษของเราแยกจากสายบรรพบุรุษของชิมแปนซีปัจจุบันพอดี ซึ่งบรรพบุรุษที่ว่านั้นอาจจะไม่ใช่ลิงเสียทีเดียว แต่เรียกว่าเป็น เอปส์ (Apes) สักสายพันธุ์หนึ่งที่ทุกวันนี้ไม่มีอยู่แล้ว ซึ่งเอปส์กับลิงมีข้อแตกต่างของมันอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าย้อนกลับไปช่วงนั้น ก็ต้องบอกว่าคนมาจากเอปส์ไม่ใช่ลิง

“อ้าว แล้วตกลงเราพูดไม่ได้เหรอว่าคนมาจากลิง คนก็มาจากลิงจริง ๆ ไม่ได้ผิด แต่เราแค่ต้องย้อนกลับไปไกลอีกสักประมาณ 30 – 40 ล้านปี บรรพบุรุษของเราถึงจะเรียกว่าเป็นลิงได้เต็มปาก ซึ่งลิงที่ว่านี้ก็ไม่ใช่แค่เป็นบรรพบุรุษของเราด้วย แต่เป็นบรรพบุรุษร่วมของทั้งชิมแปนซี อุรังอุตัง กอริลล่า ชะนี บาบูน ลิงกัง ลิงแสม และลิงอื่น ๆ ทั้งหลายแหล่ ซึ่งเวลาไปเช็งเม้งที ก็ต้องไปพร้อมกันหมด

“ย้อนกลับไปไกลกว่านั้นอีก และขอข้ามยุคไดโนเสาร์ไปเลย คือกลับไปจนถึงยุคที่โลกนี้ยังมีแต่ปลา ยังไม่มีตัวอะไรที่ขึ้นมาเดินบนบกเลย นอกจากพวกสัตว์ไม่มีกระดูก นั่นก็คือเมื่อประมาณ 400 – 500 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่เราพูดได้เต็มปากเลยว่า ‘คนมาจากปลา’ แต่เราก็พูดได้เต็มปากด้วยว่า หมาก็มาจากปลาเหมือนกัน ไดโนเสาร์เต่าล้านปีก็มาจากปลาเหมือนกัน เสือ สิงห์ กระทิง แรด ช้าง ม้า วัว ควาย ทุกวันนี้ก็มาจากปลา หมู (เห็ดไม่เกี่ยว) เป็ด ไก่ ก็มาจากปลา พอย้อนกลับไปไกลขนาดนั้น ทุกอย่างก็มาจากปลาหมด ปลาเป็นโคตรบรรพบุรุษของสัตว์บกที่มีกระดูกทุกชนิด และงานเช็งเม้งของญาติแก๊งนี้ก็คงยิ่งใหญ่อลังการและวุ่นวายมาก

“แน่นอน เรายังย้อนกลับไปได้อีกเรื่อย ๆ ซึ่งพอถึงหลักพันล้านปี สิ่งมีชีวิตทุกอย่างก็จะมาจากแบคทีเรียหมด คราวนี้รวมพืชและเห็ดไปด้วย ซึ่งรอบนี้ผมว่าไม่ต้องจัดงานเช็งเม้งแล้ว อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าเราพูดได้เต็มปากเหมือนกันว่า ‘คนมาจากแบคทีเรีย’ โดยไม่ได้ผิดอะไร

“เพราะฉะนั้น คำถามที่ว่า ‘คนมาจากไหน’ และตกลงคนมาจากลิงหรือจากปลากันแน่ จึงตอบได้ว่า ‘ถูกทั้งหมด’ แต่แค่ต้องระบุก่อนถามว่าย้อนกลับไปกี่ปี”

ตอนที่ผมตอบน้องหยกจริง ๆ ผมอธิบายสั้นกว่าที่เขียนในบทความนี้นิดหนึ่ง เพราะไม่อยากทำให้เด็กธาตุไฟแตก แต่เมื่อเห็นน้องทำหน้าเหมือนปริศนากระจ่างแล้ว ผมก็อุ่นใจ นี่สินะ รางวัลตอบแทนของคนเป็นครู

หลังจากจบค่าย ผมยังกลับมานั่งคิดต่อเองว่า ที่จริงแล้วไอ้ ‘ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน’ เนี่ย มันยังมีคำตอบเวอร์ชันยาวที่ลึกซึ้งกว่าที่ตอบไปอยู่อีกนะ เพียงแต่มันอธิบายยากกว่าเยอะ ที่ผมตอบไป เอาจริง ๆ ก็เหมือนขี้โกงนิดหน่อย เพราะเลือกตีความให้ตอบได้ชัด ๆ โดยอาศัยประโยชน์จากความกำกวมของคำว่า ‘ไข่’ 

แต่ด้วยสปิริตที่แท้จริงของคำถามนี้ มันควรจะต้องถามว่า ‘ไก่’ กับ ‘ไข่ไก่’ อะไรเกิดก่อนกัน มากกว่า

คราวนี้ล่ะ ยากแล้ว

อะไรคือเส้นแบ่งที่ว่า ‘ไอ้ตัวนี้ออกลูกมาเป็นไข่ซึ่งโตมาจะถือว่าเป็นลูกไก่ แต่ขณะเดียวกันพ่อแม่มันยังไม่ใช่ไก่นะ เป็นแค่บรรพบุรุษไก่’ เส้นแบ่งที่ว่านี้มีอยู่จริงหรือ

ประเด็นนี้จะเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้าเราย้ายจากไก่มาดูสายวิวัฒนาการของมนุษย์

คุณริชาร์ด ดอว์กินส์ ฮีโร่ด้านวิชาการที่สอนให้ผมรู้จักเรื่องวิวัฒนาการ เขาบอกว่าให้ลองนึกภาพตามนี้

สมมติว่าให้คุณยืนจับมือพ่อหรือแม่ (เลือกเอาสักคน) แล้วก็ให้ท่านยื่นมืออีกข้างไปจับกับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งก็อาจเป็นหนึ่งในปู่ ย่า ตา ยายสักคน แล้วก็ให้ท่านยื่นมืออีกข้างไปจับกับรุ่นพ่อแม่ของท่านอีก ต่อเป็นแถวไปเรื่อย ๆ โดยสมมติว่าบรรพบุรุษทุก ๆ รุ่น ไม่ว่าจะทวดของทวดของทวด คืนชีพกลับมาเข้าแถวนี้ได้ในสภาพสมบูรณ์ดูดีและอยู่ในวัยผู้ใหญ่ปกติ ถ้านึกภาพตามนี้ เราจะเห็นกำแพงมนุษย์ที่เกิดจากคนจับมือต่อกันเป็นแถวยาวเหยียดคล้ายกำแพงเมืองจีน

ภาพ : Loo Cipher

ทีนี้สมมติว่า เราตั้งแถวแบบนี้ ย้อนกลับไปจนถึงบรรพบุรุษมนุษย์ยุคที่หน้าตาเหมือนวานร และเป็นบรรพบุรุษร่วมระหว่างคนกับชิมแปนซี ถามว่าหางแถวจะยาวไปจบที่ตรงไหน

ก่อนเฉลย เราอาจคิดว่ามันต้องเป็นแถวที่ยาวอีปิกแบบพันรอบโลกได้หลายรอบแน่ ๆ แต่ความน่าประหลาดใจอันดับแรกที่คุณดอว์กินส์ให้เราสังเกต คือ พอลองคำนวณดูจริง ๆ แล้วแถวนั้นไม่ยาวเลยแฮะ อยู่แค่ประมาณ 500 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางจากกรุงเทพฯ ไปชุมพร หรือถ้าขึ้นเหนือก็ไปถึงแค่อุตรดิตถ์เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่เราสนใจ ประเด็นหลักของเราตอนนี้คือ เราได้แถวที่ช่วงหัวแถวมีสมาชิกเป็นคนชัด ๆ ส่วนช่วงหางแถวก็มีสมาชิกหน้าตาเป็นวานรชัด ๆ แต่ทีนี้คำถามคือ แล้วสปีชีส์ของมนุษย์เริ่มต้นตรงไหนของแถว ไม่มีจุดไหนเลยที่เราเอาปากกาไปวงได้ว่า หลังจากนี้เป็นต้นไปถือว่าเป็นมนุษย์แล้วนะ ส่วนก่อนหน้านี้ไม่ใช่มนุษย์ และถ้าเราฝืนทำแบบนั้น เราก็จะได้แค่เส้นแบ่งที่สร้างขึ้นมาเองแบบสุ่ม ๆ ไอ้คนที่โดนขีดเส้นทับพอดีก็จะบ่นว่า “อิหยังวะ ตกลงกูเป็นคน แล้วพ่อแม่กูเป็นวานรเนี่ยนะ”

ในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ตรงไหนของแถว พอคุณหันไปมองหน้าบุพการีที่จับมือ (สมมติว่าข้างซ้าย) ท่านจะมีรูปลักษณ์เป็นสปีชีส์เดียวกับคุณแน่นอน และพอหันไปดูลูกที่จับมือขวาของคุณอยู่ ลูกก็จะเป็นสปีชีส์เดียวกับคุณอีกเช่นกัน ไม่มีจุดไหนในแถวที่พ่อ แม่ และลูกต่างกันจนเป็นสัตว์คนละชนิด แต่ถ้าเราขอตัวออกมาเดินดู ไล่จากหัวแถวไปหางแถว เราถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น

ภาพ : heaveninawildflower.tumblr.com

ไก่กับไข่ก็เช่นกัน

ไม่มีไข่ไก่ฟองไหน เกิดมาจากพ่อแม่ที่ไม่ใช่ไก่

และก็ไม่มีแม่ไก่ตัวไหน ออกไข่มาแล้วไม่ใช่ไข่ไก่

ถ้าถามว่าไก่ตัวแรกของโลกมาจากไหน ก็มาจากไข่ ไข่มันมาจากไหน ก็มาจากแม่ไก่ อ้าว งั้นมันก็ไม่ใช่ไก่ตัวแรก โอเค งั้นแม่มันเป็นไก่ตัวแรก แล้วแม่มันมาจากไหน ก็มาจากไข่อีก สุดท้ายต้องตัดจบดื้อ ๆ ว่า งั้นไข่ฟองนั้นแหละถือเป็น ‘ไข่ไก่ฟองแรกของโลก’ ตอบ ‘ไข่เกิดก่อน’ ส่วนแม่ของมันไม่นับเป็นไก่ อ้าว ไรวะ ตัดสินแบบนั้นไม่ได้สิ

และเมื่อพยายามจะเค้นคำตอบให้เป็น ‘ไก่เกิดก่อนไข่’ บ้าง เราก็จะเจอปัญหาความไม่สมเหตุสมผลแบบเดียวกัน เอาเป็นว่าท่านผู้อ่านน่าจะพอเห็นภาพแล้วล่ะ เพราะถ้าเขียนต่อจากนี้อีก คนเขียนจะเริ่มปวดหัวเอง

สรุปได้ว่า คอนเซ็ปต์มนุษย์คนแรก ไก่ตัวแรก เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ

ชีวิตเพียงแค่ผันแปรไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ไร้ที่สิ้นสุด

เส้นแบ่งที่มนุษย์สร้างเป็นเพียงเส้นสมมติ ดั่งจุดเริ่มต้นของแม่น้ำที่สายน้ำเองไม่เคยรู้จัก

คำตอบที่แท้จริงของคำถามไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันก็คือ ‘ไร้คำตอบ’

คนที่คิดปัญหาโลกแตกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก น่าจะเป็นคุณอริสโตตุ้ย ญาติของ อริสโตเติล ผมไม่รู้เลยว่าเขาตั้งใจให้คนเอามันมาขบคิดจริงจังขนาดไหน หรือจะรู้ไหมว่ามันโยงไปสอนเรื่องชีววิทยาและวิวัฒนาการได้ด้วย

แต่จะอย่างไรก็ตาม ผมก็ต้องขอขอบคุณ คุณอริสโตตุ้ย และขอขอบคุณน้อง ๆ ที่เอาคำถามเหล่านี้มาถามให้ผมได้ขบคิดต่อ หวังว่าเมื่อพวกเจ้าโตขึ้น และได้ไปร่วมต่อแถวจับมือในการเดินทางอันยาวนานของชีวิตจากอดีตสู่อนาคต เจ้าจะไม่ละทิ้งความช่างสงสัยเหล่านี้ไป เพราะมันคือสิ่งที่พิเศษมากของความเป็นมนุษย์

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load