หมายเหตุ : ผมไปขุดเจอบทความที่เคยเขียนไว้ตอนอายุ 30 เพื่อรำลึกถึงชีวิตตัวเองตอนวัย 13 นำมาปัดฝุ่นเล็กน้อยให้ทุกท่านได้เสพกันขอรับ

อายุ 13 ช่วงเวลาแห่งนมแตกพาน 

สมัยตอนอยู่ ม.ต้น ผมยังจำได้ดีครับ การจิ้มนมถือเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ยืนๆ อยู่ ถ้าไม่ทันตั้งตัวนี่ เป็นต้องโดนทุกที ผู้ก่อการร้ายมักจะเดินเข้ามาด้วยหน้าตาเรียบเฉย ท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ “เฮ้ย เป็นไงวะ วันนี้อากาศดีนะ.. เมื่อวานการ์ตูน แสลมดังค์ เล่ม 3 ออกแล้วนะเว้ย มึงได้อ่านยัง” 

“เออ เฮ้ยยังเลยว่ะ เป็นไงมั่ง ได้ข่าวว่..” จึ้ก! “อึก!” 

จึ้ก! เป็นเสียงของปลายฝ่ามือที่แหวกฝ่าอากาศมาอย่างรวดเร็ว แล้วทิ่มจึ้ก! เข้าไปตรงยอดของปทุมถันอย่างรุนแรง ส่วน อึก! เป็นเสียงสำลักลมปราณของเหยื่อบริสุทธิ์ ผู้เผลอเปิดช่องว่างให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าถึงจุดตายได้ ความเจ็บปวดรวดร้าวของเด็กอายุ 13 ที่ถูกจิ้มนมอย่างจัง ช่างหาอันใดเปรียบได้ยาก ไม่แน่อาจทัดเทียมกับการโดนเอาสันไม้บรรทัดฟุตเหล็กเคาะหน้าแข้ง หรือไม่ก็ตอนที่กำลังกินข้าวอร่อยๆ แล้วดันกัดช้อนเข้าไปเต็มๆ จนฟันแทบหัก 

ผู้ที่ถูกจิ้ม บางคนอาจถึงกับจุกจนพูดไม่ออก ลงไปนั่งกุมนมอยู่กับพื้น บ้างฝึกวรยุทธ์มาพอสมควร อาจสบถออกมาดังๆ เพื่อสลายความเจ็บ และรีบจิ้มสวนกลับไปทันที ถ้าไม่โดนก็วิ่งไล่ตามไป อีกฝ่ายหนึ่งก็รีบวิ่งหนี เด็ก 2 คนวิ่งไล่กันอย่างไม่คิดชีวิต ผ่านหน้าห้องพักครู อาจารย์วันเพ็ญเดินออกมาพอดี ต้องแกล้งทำเป็นเดินช้าๆ ทำเนียนเรียบร้อยทั้งคู่ “สวัสดีครับจารย์.. แหะๆๆ” 

อาจารย์ผ่านไปปุ๊บ วิ่งไล่กันต่อ ในที่สุด ฝ่ายโจทก์ก็หนีมาจนมุมอยู่ที่ซอกตึก ฝ่ายจำเลยผู้คั่งแค้นไม่รอรี เกร็งฝ่ามือทั้งสองข้าง แล้วก็กระหน่ำจิ้มลงไปอย่างเต็มกำลัง จึกๆๆๆๆ! อีกด้านหนึ่ง ไหนๆ ก็หนีไม่พ้นแล้ว ไม่ขอตายอย่างคนขลาด จิ้มสวนกลับไปบ้าง นี่แน่ะ! หมัดเพชรฆาตดาวเหนือ สตาร์แพลตทินั่ม โอร่าๆๆๆๆๆๆๆ! จึกๆๆๆๆๆๆๆ! 

ทั้งสองแลกเปลี่ยนกระบวนนิ้วสวนสลับกันไปมาอย่างรวดเร็วเกินกว่าสายตาคนธรรมดาจะมองเห็นได้ เวลาผ่านไป 3 ชั่ว รปภ. สิ่งที่ปรากฏหลังจากฝุ่นจาง เหลือเพียงภาพเด็กนักเรียนชาย 2 คน ในสภาพเสื้อหลุดลุ่ยเหงื่อโทรมกาย นั่งทรุดตัวพิงฝาหอบแฮ่กๆ มองหน้ากันแล้วก็ได้แต่หัวเราะไม่ยอมหยุด ความระบมนมยังมีอยู่เต็มเปี่ยม แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่แปลก ทั้งเจ็บทั้งขำ ทั้งน้ำตาจะหลั่งทั้งกลั้นหัวเราะไม่อยู่ แถมยังรู้สึกงี่เง่าตัวเองไปด้วยในเวลาเดียวกัน เป็นความสนุกของเด็กผู้ชาย ที่เด็กผู้หญิงอาจไม่มีวันเข้าใจ* (แต่ก็ไม่แน่นะ หรือว่าบางทีเด็กหญิงอายุ 13 ก็อาจมีการละเล่นแบบนี้เหมือนกัน?)

*หมายเหตุ : เรื่องนมแตกพานในเด็กชาย ภาษาอังกฤษเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Gynecomastia คือการที่เนื้อเยื่อต่อมนมขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะตอบสนองต่อการแกว่งของฮอร์โมนเพศ เกิดขึ้นในเด็กวัยรุ่นชายประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ และความเซนซิทีฟระบมนมมักคงอยู่ไม่เกิน 1 – 2 ปี ก็จางหายไปเอง

นั่นแหละครับ อายุ 13 วันวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เรื่องนมนี่แค่เรื่องหนึ่ง ไหนจะมีเรื่องสิวอีก เรื่องการปลูกป่าอีก สาหร่ายผมนางค่อยๆ งอกเป็นหย่อมๆ ในส่วนที่ไม่เคยมีขึ้นมาก่อน เด็กชายผลัดวัยเป็นเด็กหนุ่ม ต้องให้พ่อสอนใช้ที่โกนหนวดเป็นครั้งแรก เด็กหญิงเติบใหญ่เป็นเด็กสาว ต้องให้แม่สอนวิธีโกนเต่า และอื่นๆ อีกมากมาย

อีกอย่าง สำหรับเด็กวัยนี้ การได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูงถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในจักรวาล ความเป็นปัจเจกในตัวเองยังไม่ค่อยพัฒนา ไปห้างกันทีก็ต้องยกโขยงกันไปทั้งห้อง เห็นเพื่อนใส่เสื้อลายสก็อต กางเกงยีนส์ขาใหญ่ รองเท้า Dr. Martens หนังแก้วสีเหลือง ก็ต้องไปหามาใส่มั่ง (นี่ผมพูดถึงแฟชั่นยุคผมเริ่มแตกเนื้อหนุ่มนะ) การไม่มีในสิ่งที่เพื่อนๆ เขามีกัน ต่อให้สิ่งนั้นจะฟังดูงี่เง่าแค่ไหนก็ตาม บางครั้งก็นำมาซึ่งความรู้สึกปวดร้าวในลักษณะที่ผู้ใหญ่อาจคาดไม่ถึง และไม่เข้าใจ

สมัยนั้น ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อศิษฎา (อ่านว่า ‘สิด-ดา’ และมักถูกล้อเป็น ‘ซาดิสม์’) โศกนาฏกรรมของมันก่อกำเนิดขึ้นจากอารมณ์ประมาณว่า “ทำไมกูถึงไม่มีเหมือนเพื่อนวะ” เปล่าครับ สิ่งที่ศิษฎาไม่มีเหมือนเพื่อนในที่นี้ ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง ไม่ใช่แม้กระทั่งหน้าตาที่หล่อเหลา แต่เป็น ‘หัวนม’

ในขณะที่เพื่อนแทบทั้งห้องหัวนมแตกพานกันไปหมดเรียบร้อยแล้ว และวิ่งไล่จิ้มนมกันอย่างสนุกสนาน หัวนมของศิษฎายังคงบุ๋มบอด แทนที่จะเป็นตุ่มชูชันขึ้นมา มันกลับเป็นร่องลึกลงไปเหมือนของเด็กอ้วนที่ยังไม่โตเต็มที่ เรื่องนี้ผนวกกับเรื่องเสียงที่แหลมเล็กกว่าใครของมัน คงทำให้ศิษฎาแอบนึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ไม่น้อย

คืนวันหนึ่ง ที่บ้าน ศิษฎายืนถอดเสื้อส่องกระจก สำรวจหัวนมตัวเอง พยายามใช้นิ้วบีบเค้น ดุนให้มันปลิ้นเป็นตุ่มออกมาเหมือนอย่างชาวบ้าน “กระจกวิเศษบอกข้าสิ ทำไมหัวนมข้าถึงไม่เหมือนของคนอื่น” ศิษฎารำพันรันทดกับโชคชะตา หนักเข้าก็ถึงขั้นโกรธแค้น “งอกออกมาซักทีสิโว้ย ไอ้หัวนมบ้า!” ความไม่พอใจในนมที่ตนเองมีอยู่ มันอัดอั้นคับอก ราวกับตั๊กบงกชถูกบังคับให้ใส่บราเซียร์คัพ A 

ทว่า ทันใดนั้นเอง หลังจากพลิกพิจารณาดูรูหัวนมตัวเองอยู่พักหนึ่ง พลันศิษฎาก็เหลือบสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง! 

“เออ มันเป็นเหมือนขุยๆ ขาวๆ อะไรก็ไม่รู้ว่ะ ยื่นออกมา” นี่คือคำให้การของตัวศิษฎาเองตอนที่เล่าเรื่องให้เพื่อนๆ ฟัง “กูก็ไม่รู้เว้ย กูนึกว่าเป็นขี้ไคล กูก็พยายามบีบแคะมันออกมาเรื่อยๆ มันก็ค่อยๆ โผล่ยาวออกมา จนถึงจุดหนึ่ง กูก็รู้สึกว่าไม่ไหวว่ะ สงสัยเป็นเพราะนมบอด ทำให้รักษาความสะอาดลำบาก สิ่งสกปรกหรือพวกฝุ่นพวกแป้งอะไรพวกนี้มันคงเข้าไปอุดตันได้ง่าย สงสัยกูจะต้องกำจัดออกซะบ้าง ไม่แน่อาจจะเป็นขี้ไคลพวกนี้ก็ได้ ที่เป็นตัวขัดขวางการงอกของหัวนมกูอยู่”

“เออ แล้วจากนั้นมึงทำไงต่อวะ” เพื่อนๆ ถาม

“กูก็ ไปเอากรรไกรตัดเล็บมา…”

‘ขริบ’ เสียงกรรไกรตัดเล็บเฉือนผ่านติ่งแปลกปลอมสีขาวที่ยืนออกมาจากรูนมบอดของศิษฎา

‘ซู่ด!’ เสียงเลือดกระฉูด กระเด็น กระเซ็นไปเปรอะติดกระจก พร้อมกับทะลัก ทะลวง เอ่อไหล เยิ้มย้อย ออกมาจากปากแผล

‘เชี่ย!’ เสียงอุทานจากปากศิษฎา ‘กูตัดหัวนมตัวเองทิ้งเหรอวะเนี่ย! โอ้วว! ม่ายยยยยยยย’ 

ซูมเอาต์ทะลุออกมาจากหลังคาบ้าน…ฟาสฟอร์เวิร์ดมาอีก 15 ปีข้างหน้า คือตัวผมที่กำลังนั่งเขียนบทความนี้อยู่ในขณะนี้ 

ในฐานะนักเรียนชีววิทยาวัยย่างจะ 30 เมื่อได้ย้อนคิดถึงตัวเองและเพื่อนๆ ในวัย 13 มันก็ทำให้เกิดคำถามคิดเล่นๆ สนุกๆ ขึ้นมาข้อหนึ่ง

ดราม่าอันแสนสาหัสของเด็กชายนมบอดอายุ 13 ที่เผลอใช้กรรไกรตัดเล็บขริบหัวนมตัวเองขาด เพียงเพราะอยากมีหัวนมชูชันเหมือนคนอื่นๆ และเพราะหลงคิดว่าหัวนมตัวเองเป็นขี้ไคล นอกจากในมนุษย์แล้ว จะยังมีตัวอะไรในโลกอีกบ้างหรือไม่ ที่ในวัย 13 ต้องมาเผชิญกับชะตากรรมการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต ที่ขมขื่นถึงเพียงนี้?

การค้นคว้าหาข้อมูลในเรื่องดังกล่าว ได้นำพาผมไปยังมลรัฐทางใต้ของประเทศอเมริกา เพื่อทำความรู้จักกับจักจั่นชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า จักจั่น 13 ปี (13-Year Cicadas)

ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13

เช่นเดียวกับจักจั่นชนิดอื่นๆ ทั่วๆ ไป วัยเด็กของจักจั่น 13 ปี ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นมากนัก พวกมันอาศัยอยู่ใต้ดินลงไปประมาณ 1 ฟุต ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบและปลอดภัย ยังชีพด้วยการเจาะดูดน้ำเลี้ยงจากรากไม้กินไปเรื่อย ไม่ค่อยมีใครมายุ่งอะไรกับมันเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อวันเกิดอายุ 13 ของมันมาถึง 

จักจั่นทุกตัวในอาณาบริเวณจะถูกสัญชาตญาณความเป็นวัยรุ่น ผลักดันให้ขุดดินขึ้นมาสู่ผิวโลกเป็นครั้งแรก และสลัดคราบความเป็นเด็กทิ้งไปอย่างถาวร สำหรับแมลง การมีชีวิตยืนยาวอยู่ได้ถึง 13 ปี ก็นับว่าน่าทึ่งมากแล้ว แต่ปรากฏการณ์การผลัดวัยของพวกมันที่กำลังจะตามมา กลับมีความน่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่า เรียกได้ว่าทำเอาดราม่าแตกเนื้อหนุ่มของศิษฎาถึงกับชิดซ้ายไปเลยทีเดียว 

อันดับแรก ถ้าเป็นคนอายุ 13 แค่ขนงอก นมงอก แต่ของจักจั่นนี่ ยกเครื่องเปลี่ยนบอดี้ใหม่หมดเลยทั้งตัว ขาก็เปลี่ยน สีก็เปลี่ยน อยู่ดีๆ กลางหลังก็มีปีกงอกออกมา แถมร่างใหม่กว่าจะออกโบยบินได้ ยังต้องเบ่งดันทะลุผิวหนังเก่าของตัวเองออกมาให้ได้ก่อนอีก (ถ้าคนต้องลอกคราบแบบนั้นมั่ง คงสยองพิลึก) 

เมื่อกลายร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว วัยรุ่นของมันก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น วัยรุ่นจักจั่นเป็นวัยรุ่นมีปัญหาเช่นเดียวกับคน เพียงแต่ปัญหาของมันมิใช่แค่เรื่องจิ๊บๆ อย่างต้องคอยหาซื้อมือถือรุ่นเดียวกันกับเพื่อน ปัญหาของจักจั่นหนุ่มสาวเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตายอย่างแท้จริง ทันทีที่พวกมันโผล่ร่างขึ้นมาเหนือพื้นพิภพ ก็จะมีตัวอะไรต่อมิอะไรมาดักรอกินอยู่เต็มไปหมด ไล่ไปตั้งแต่ นก หมา แมว กระรอก กวาง หนู แร็กคูน มด จนกระทั่งถึงคน 

หนทางรอดของพวกมันมีอยู่ทางเดียว คือต้องอาศัยจำนวนเป็นเสมือนโล่ อาศัยฝูงชนเป็นเครื่องกำบัง ในสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งมีจักจั่นปรากฏตัวออกมาพร้อมกันมากมายเท่าไหร่ โอกาสที่ตัวใดตัวหนึ่งจะถูกจับกินก็ยิ่งลดลง พูดง่ายๆ คือเหมือนกับภาษิต ‘คนเดียวหัวหาย หลายคนเพื่อนตาย… ไม่เป็นไรตูยังรอด’

ด้วยเหตุนี้เอง จักจั่นอายุ 13 ปีทั้งละแวกจึงใช้กลยุทธ์พร้อมใจ โผล่ขึ้นมาจากดินทีเดียวพร้อมๆ กันราวกับได้มีการนัดหมายไว้ก่อน บวกรวมจำนวนแล้ว ไม่ใช่แค่หมื่นหรือแสน แต่นับเป็นพันๆ ล้านตัว! คราวนี้ ใครจะกินเท่าไหร่ก็ให้มันกินไป ยังไงพวกที่เหลือรอดก็ยังมีอีกเหลือเฟือ 

เช่นนี้แล้ว ทุกๆ 13 ปี ผู้คนที่อาศัยอยู่แถวนั้น จึงต้องเผชิญกับ ‘ห่ามรสุมจักจั่น’ ฤดูนี้มาถึงเมื่อไหร่ บ้านทั้งหลังอาจถูกปกคลุมด้วยจักจั่นล้วนๆ ต้นไม้ต้นหนึ่งอาจมีพวกมันมารวมตัวกัน 40,000 – 50,000 ตัว เดินออกจากบ้านแต่ละครั้ง บางทีถึงกับต้องกางร่ม เรื่องเสียงนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แค่ตัวผู้ตัวเดียวร้องก็วัดได้ดังถึง 90 เดซิเบลแล้ว (ระดับเดียวกับเลื่อยไฟฟ้า) แล้วถ้าเกิดเป็นล้านๆ ตัวร้องพร้อมๆ กัน มันจะประสาทขนาดไหน 

หลังรอดจากการตกเป็นอาหารมาได้ โจทย์ข้อต่อไปของจักจั่นหนุ่มสาวก็คือ ต้องหาแฟนแต่งงานมีลูกให้ได้อย่างไวที่สุด มิเช่นนั้นแล้วอายุขัยของมันก็จะสิ้นสุดลงเปล่าๆ ภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่อาทิตย์ ช่วงนี้ตัวผู้จะไม่ทำอะไรเลยนอกจากร้องประกาศหาเมียอย่างเดียว ผสมพันธุ์เสร็จปุ๊บก็แทบจะหมดแรงตกต้นไม้มาตายในทันที ส่วนตัวเมียพอผสมเสร็จ จะใช้กำลังเฮือกสุดท้าย หาที่เหมาะๆ ตามเปลือกของกิ่งไม้ เจาะวางไข่ลงไปที่ละ 20 ฟอง (วางหลายที่ รวมหมดราวๆ 500 ฟอง) แล้วก็ตาย

6 – 10 อาทิตย์ถัดมา ไข่ฟักเป็นตัว ตัวอ่อนตกพื้นตุบๆๆ แล้วก็มุดดุ๊บๆๆ ลงดินไป จากนั้นก็จะไม่มีใครได้เห็นหรือได้ยินจากพวกมันอีกเลย จนกระทั่งเมื่อครบ 13 ปีผ่านไป เด็กๆ รุ่นใหม่ถึงจะได้เวลายกพลกลับขึ้นบกมาอีกรอบ และวงจรทั้งหมดก็จะหมุนเวียนกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง (ตัวอย่างที่รัฐอัลบาม่า มันมาครั้งสุดท้ายเมื่อ ค.ศ. 2011 เพราะฉะนั้น จะมาอีกทีหนึ่งก็คือตอนฤดูใบไม้ผลิของ ค.ศ. 2024 ใครสนใจไปดูก็สั่งจองตั๋วเครื่องบินไว้ล่วงหน้าได้เลยครับ)

แล้วทำไมถึงต้องเป็นทุกๆ 13 ปีด้วย อันที่จริงเรื่องนี้ก็ยังเป็นปริศนาอยู่ แต่เท่าที่นักวิจัยได้ศึกษามา ก็สันนิษฐานว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่เลข 13 เป็นจำนวนเฉพาะ (หมายถึงจำนวนที่หารลงตัวได้เฉพาะเลข 1 กับตัวมันเอง) ญาติสนิทของจักจั่น 13 ปี ยังมีพวกชนิดอื่นที่มาทุกๆ 7 ปี และก็ทุกๆ 17 ปีอยู่ด้วย* 

ซึ่งเหล่านี้ต่างก็เป็นจำนวนเฉพาะทั้งสิ้น การมีวงจรชีวิตเป็นเลขจำนวนเฉพาะอาจช่วยป้องกันไม่ให้ศัตรูชนิดไหนมีวิวัฒนาการวงชีวิตมาจูนตรงกับของมันได้ง่ายๆ (เพราะมันหารลงตัวยาก*) ขณะเดียวกันก็ช่วยลดโอกาสไม่ให้จักจั่นคนละชนิดกันมาโผล่ตรงปีเดียวกันด้วย เพราะถ้าเกิดบังเอิญมาตรงปุ๊บ ประเดี๋ยวไอ้ตัว 13 ปี มีโอกาสไปผสมกับ 17 ปี ไม่แน่ลูกออกมามันอาจจะผิดเพี้ยนไปกลายเป็น 15 ปี ทำให้สูญเสียความพร้อมเพรียงในการขึ้นจากใต้ดินไป ซึ่งก็อาจส่งผลกระทบต่ออัตราการอยู่รอดได้ 

สังคมจักจั่นไม่มีที่สำหรับเด็กแนวที่จะมาบอกว่า ‘เฮ้ยคนอื่นแม่งออก 13 ปีกันหมด กูไม่อยากซ้ำใคร งั้นกูออก 12 ละกัน’ ถ้าทำแบบนั้น ผลลัพธ์คือมันก็จะโผล่หัวโด่มาตัวเดียว แล้วก็จะโดนคาบไปแดกในทันที เหตุนี้เอง การ ‘ทำตัวให้เหมือนกับคนอื่น’ ในโลกของจักจั่น จึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องงี่เง่า แต่กลับเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการอยู่รอดอย่างแท้จริง

*เรื่องนี้จริงๆ แล้วซับซ้อนพอสมควร ต้องขออภัยที่เนื้อที่มีไม่พอให้อธิบายอย่างแจ่มชัดได้ ถ้าใครสนใจศึกษา ขอแนะนำให้ไปเสิร์ชกูเกิลด้วยคำว่า Cicadas Prime Number ดูละกันนะครับ

*ค.ศ. 2021 นี้ที่อเมริกา แก๊งจักจั่น 17 ปีเพิ่งจะพร้อมใจกันลอกคราบขึ้นจากดินเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แก๊งนี้มีชื่อเล่นว่า Brood X โผล่มาทุก 17 ปี ในปริมาณซึ่งน่าจะถึงหลักพันล้านหรือล้านล้านตัว

ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13

สุดท้ายนี้ ที่อเมริกาเหนือยังมีสัตว์อีกชนิดหนึ่ง ที่ชะตากรรมความเป็นตายของวัยเด็ก ถูกแขวนไว้กับ Lucky Number อาถรรพ์หมายเลข 13 เหมือนๆ กัน ทว่าคราวนี้ไม่ใช่วัย 13 ปี แต่เป็นจำนวนหัวนม 13 หัวนม

เวอร์จิเนียโอพอสซัม (Virginia opossum) เป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่กี่ชนิดที่มีจำนวนหัวนมเป็นเลขคี่ แถมยังมีการจัดเรียงตัวของหัวนมที่แปลกประหลาดมาก คือ 12 อันเรียงกันเป็นวงกลม ล้อมรอบหัวนมที่ 13 ซึ่งผุดขึ้นมาอยู่ตรงกลาง*

*แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ว่าไว้ตามนี้นะ แต่บางที่ก็บอกว่าบางตัวมี 14 หัวนม ยังไงก็ตามการจัดเรียงยังคงเดิม คือมีหัวนมเดี่ยวอยู่ตรงกลาง ที่เหลือล้อมรอบ

พวกโอพอสซัมเป็นสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องประเภทเดียวกับจิงโจ้หรือโคอาล่า ดังนั้น จะออกลูกตัวเล็กมากๆ ตัวอ่อนแดงๆ อายุได้ ‘13 วัน’ จะคลานออกมาจากช่องคลอด แล้วค่อยไต่เข้าไปดูดนมโตต่อในกระเป๋า ติ่งนมของแม่ตอนแรกจะมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่พอโดนดูดปุ๊บ หัวนมจะค่อยๆ บวมใหญ่ขึ้นมา แล้วก็จะคาปากอยู่อย่างนั้นเลย ตัวอ่อนตัวไหนได้หัวนมเป็นของตัวเองแล้ว ก็จะไม่สามารถปล่อยปากจากหัวนมนั้นได้อีก จนกว่าจะเติบโตถึงวัยอันสมควร 

ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13
ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13
ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13

โดยปกติ แม่เวอร์จิเนียโอพอสซัมมักคลอดลูกเป็นตัวอ่อนแดงๆ ออกมาทีละประมาณเกือบ 20 ตัว ทว่าในจำนวนนี้ มีเพียงแค่ไม่เกิน 13 ตัวเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้

เหตุผลเป็นเพราะอะไรคงพอเดากันออกนะครับ นอกจากพวกผู้โชคดี 13 ตัวที่แข็งแรงและว่องไวเพียงพอจะคว้า 13 หัวนมมาไว้ในครอบครองได้ก่อนตัวอื่นๆ แล้ว ที่เหลือก็คงต้องจบชีวิตในวัย 13 วันของพวกมันลง เป็นได้แค่เพียงซากแห้งๆ ที่ตายติดเกรอะกรังอยู่ตามขนในกระเป๋าหน้าท้องของแม่มันนั้นเอง

ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13
ภาพ : Specialjake 

จาก 2 ตัวอย่างสัตว์ที่ยกมา สุดท้ายก็นำมาสู่ข้อสรุปที่ผมต้องการจะสื่อ

ปัญหาช่วงเปลี่ยนวัยในชีวิตคนเรา เมื่อผ่านมาได้แล้ว มองกลับไปก็มักกลายเป็นเรื่องขำๆ อย่างมากอาจนมขาด แต่ก็ไม่ถึงกับคอขาด… 

ผมว่าเราโชคดีแล้วครับ ที่ได้เกิดมาเป็นคน

ป.ล. ทุกวันนี้หัวนมของศิษฎางอกใหม่แล้ว เป็นหัวนมที่สวยงามและชูชันมากๆ

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

ช่วงนี้ฝนตกบ่อย

ผมนั่งจิบกาแฟรอเพื่อนอยู่หน้าบ้านแล้วเหม่อมองสวนไปพลางๆ บรรยากาศหลังฝนหยุดหมาดๆ มีกลิ่นไอความชื้น มีละอองฝนเล็กๆ ที่โปรยมาสาย 

“ไม่ทันแล้วน้อง พวกเม็ดใหญ่ๆ เขาตกกันไปหมดแล้ว” 

“โธ่ พี่ ก็น้องตัวเบานี่ โดนลมเป่าทีก็ปลิวไปปลิวมา กว่าจะลงมาถึงพื้นได้” ละอองฝนแก้ตัว ก่อนจะลอยลงเกาะบนใบสีเขียวสดของดงสะระแหน่ที่แม่ปลูกคลุมดินหน้าบ้านไว้ราวกับสนามหญ้า 

จริงๆ มันไม่ใช่สะระแหน่หรอก แต่ใบมันเหมือนมาก ผมก็ไม่รู้แม่เอามาจากไหนเหมือนกัน รู้แต่เห็นมันมาตั้งแต่เด็กแล้ว บนพรมสะระแหน่มีเฟิร์นเตี้ยๆ ขึ้นแซมเป็นหย่อมๆ แม่ชอบสวนสไตล์นี้ที่มีความเป็นป่าหน่อย และชอบเฟิร์นมากกกกกกก ช่วงหลังๆ ผมเองก็บ้าปลูกต้นไม้ ทุกโอกาสพิเศษเช่นสงกรานต์หรือวันเกิด ผมก็จะเอาใจแม่ด้วยการหาเฟิร์นต้นใหญ่ๆ มาปลูกให้แม่ชื่นชมตรงสวนหน้าบ้านนี่แหละ ล่าสุด ได้ ‘อุ้งตีนหมี’ มาต้นหนึ่ง เป็นเฟิร์นที่มีลำต้นอวบใหญ่ ตั้งตรง ชูชัน สูงประมาณเท่าหัวผมได้ และปกคลุมด้วยขนดกดำรุงรังอันเป็นที่มาของชื่อ ผมนั่งมองขนสีดำของพี่หมีตัดกับใบสีเขียวสดของน้องสะระแหน่ แล้วรู้สึกสดชื่นสายตาดีแท้

แค่นี้การชมสวนก็ชิลล์มากแล้ว แต่บรรยากาศน่าสนใจขึ้นอีก ด้วยแมลงปีกสีดำขนาดประมาณแมลงปอตัวเล็กๆ จำนวนเยอะพอสมควร คอยบินวนไปวนมาช้าๆ ในระดับไล่เรี่ยยอดเฟิร์นและพรมสะระแหน่ เหมือนเติมความเคลื่อนไหวให้ภาพนิ่ง เปล่า มันไม่ใช่แมลงสาบ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นผมคงไม่ชิลล์แล้ว พวกมันคือแมลงเม่า เหล่าความหวังของหมู่บ้านปลวกที่ส่งหนุ่มสาวรุ่นใหม่ออกมาโบยบินหาแฟนยามหลังฝนตก 

ปกติผมมักเห็นแมลงเม่าเฉพาะตอนกลางคืน เวลาพวกมันมาตอมไฟ ซึ่งมาทีเป็นกองทัพ แถมชอบลอดรูมุ้งลวดเข้ามาในบ้านอีก น่ารำคาญใช้ได้ แต่รอบนี้พอเห็นตอนกลางวัน แถมยังออกมาในปริมาณที่พอเหมาะ ผมว่าก็เป็นภาพที่สวยแปลกตาดีเหมือนกันนะ แอบชอบการกระพือปีกของมันที่เฟรมเรทต่ำเมื่อเทียบกับแมลงอื่น ถ้าเป็นผึ้ง แมลงวัน หรือแมลงปอ ตอนบินปีกมันจะขยับเร็วจนเบลอไปเลย แต่แมลงเม่านี่สายตาเรายังพอจับจังหวะการตีปีกได้ แถมปีกของมันยังบอบบางหลุดง่ายยิ่งกว่าปีกนางฟ้าวิคตอเรียซีเคร็ตเสียอีก ช่างเป็นแมลงตัวแทนของความอ่อนแอ อ้อยอิ่ง น่าเอาใจช่วยให้ปฏิบัติภารกิจสำเร็จยิ่งนัก แต่ขณะเดียวกัน โตมามันไม่น่ากินบ้านกูเลย

ต่อจากซีนแมลงเม่า ผมก็เริ่มสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างบนพื้นดิน เป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่แบบดุ๊กดิ๊กๆ แต่เป็นแบบกระดึ๊บๆ และก็ไม่ใช่กระดึ๊บแบบต่อเนื่องเหมือนหนอนหรือหอยทาก แต่เป็นกระดึ๊บแบบว่องไวแล้วหยุด กระดึ๊บ แล้วหยุด กระดึ๊บ แล้วหยุด มันคือคางคกนั่นเอง 

น้องคางคกตัวเล็กๆ ค่อยๆ โดดโผล่ออกมาจากซอกมุมต่างๆ แล้วกระดึ๊บข้ามบริเวณโล่งของสวนซึ่งปูด้วยศิลาแลง เพื่อมุ่งหน้าไปแสวงบุญยังโซนพรมสะระแหน่ ตอนแรกๆ ผมเห็นแค่สองสามตัว ก็รู้สึกว่าน่ารักดี แต่สักพักเริ่มเห็นออกมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนผ่านไป 5 นาทีผมว่าน่าจะถึง 20 ตัวได้ แถมยังมีความหลากหลายด้านขนาด ตั้งแต่คกเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย ไปจนถึงคกใหญ่เท่ากำปั้น ผมตะลึงว่าปกติไอ้พวกนี้มันนอนซ่อนกันอยู่ตรงไหนของบ้าน จะอย่างไรก็ตาม จากอารมณ์ชิลล์ๆ ตอนนี้เริ่มกลายเป็นตื่นเต้นแล้ว ดนตรีจูแรสสิกปาร์กเริ่มบรรเลงในหัว คางคกทุกเพศทุกวัยจากทุกสารทิศกรูต่างกันเข้าไปหาเหล่าแมลงเม่าตัวเป้งๆ ราวกับมีบุฟเฟต์เจ้าดังมาเปิดสาขาวันแรกแล้วประกาศให้กินฟรีแถวบ้าน 

ท่ามกลางดงสีเขียวสดของสะระแหน่ อุ้งตีนดำของเฟิร์นพี่หมี และปีกเฟรมเรทต่ำที่จะหลุดมิหลุดแหล่ของเหล่าแมลงเม่า เหล่าคางคกเริงร่ากระโดดผลุบโผล่ ตรงนู้นที ตรงนี้ที คางคกเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ แมลงเม่าเริ่มลดลงเรื่อยๆ ผมนั่งมองฉากที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างเพลิดเพลิน นี่มันซีนอะไรของมันวะเนี่ย 

โชคดีที่เพื่อนผมมาช้า ทำให้มีเวลาจินตนาการต่ออีก ผมนึกภาพในหัวว่า ถ้าเป็นฉากแบบนี้แต่เป็นยุคดึกดำบรรพ์จะเป็นยังไง หลายคนอาจจะเคยรู้อยู่แล้วว่าแมลงสมัยก่อนตัวใหญ่มาก ผมไม่รู้ว่าแมลงเม่าใหญ่สุดได้แค่ไหน แต่ถ้าเป็นกลุ่มแมลงปอ มีหลักฐานฟอสซิลบอกว่าชนิดใหญ่สุดกางปีกแล้วกว้าง 75 เซ็นติเมตร (ชื่อสปีชีส์ Meganeuropsis permiana) ส่วนลำตัวก็ให้นึกภาพประมาณตะบองจราจรที่เอาไว้ใช้โบกรถ ลองจินตนาการพวกนี้บินว่อนหลังฝนตก 

Meganeuropsis

ถ้าแมลงปอตัวใหญ่อีปิกขนาดนี้แล้ว คางคกที่จะมากินมันต้องตัวใหญ่อีปิกขนาดไหน ผมจำได้ว่าเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับการค้นพบฟอสซิลกบที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มันอาจไม่ใช่คางคก (สกุล Bufo) เสียทีเดียว แต่เอาเป็นว่าในบรรดาสัตว์ตระกูลกบ เขียด ปาด อึ่งอ่าง คางคก จงโคร่ง โจ๋งครึ่ม อะไรก็แล้วแต่ เจ้ากบดึกดำบรรพ์ตัวนี้แหละใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยพบมา มันมีความยาวจากหัวถึงรูตูดประมาณ 42 เซ็นติเมตร ยังไม่นับขา พูดง่ายๆ ก็คือตัวประมาณเท่าโถส้วมได้ ยิ่งคำบรรยายบอกปากมันกว้างมาก ยิ่งนึกภาพการเปิดปิดของฝาโถ เจ้ากบยักษ์นี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Beelzebufo ampinga สมญากบปีศาจ (Devil Frog) เคยมีชีวิตอยู่สมัยปลายยุคครีเตเชียส (65 ล้านปีก่อน) ช่วงที่ไดโนเสาร์กำลังใกล้จะสูญพันธุ์พอดี และนักวิทย์สันนิษฐานด้วยว่ามันอาจกินลูกไดโนเสาร์เป็นอาหาร โดยการงับกลืนคำเดียวทั้งตัว 

Beelzebufo ampinga สมญากบปีศาจ (Devil Frog
Beelzebufo ampinga สมญากบปีศาจ (Devil Frog

อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบแล้วเจ้าแมลงปอยักษ์ของเราเป็นสัตว์จากยุคเปอร์เมียน (275 ล้านปีก่อน) ซึ่งโลกยังไม่ทันมีไดโนเสาร์ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ในความเป็นจริงแล้ว กบยักษ์กับแมลงปอยักษ์คงไม่มีโอกาสได้มาเจอกัน ฮือ แต่โชคดีที่สวนในจินตนาการผมไม่ต้องสมจริงขนาดนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้น คิดต่อ เหลืออีกองค์ประกอบเดียวซีนอีปิกของผมก็จะสมบูรณ์แล้ว 

ผมอยากรู้ว่าทรีเฟิร์นแบบอุ้งตีนหมีในยุคดึกดำบรรพ์ใหญ่สุดได้ขนาดไหน ผลการหาข้อมูลทำให้แปลกใจพอสมควร เพราะต้นเฟิร์นที่สูงที่สุดกลับกลายเป็นเฟิร์นในปัจจุบันไม่ใช่เฟิร์นดึกดำบรรพ์ นั่นก็คือ Sphaeropteris excelsa เฟิร์นยักษ์สูง 20 เมตร ซึ่งขึ้นอยู่ที่เกาะนอร์ฟอล์ก ตรงประมาณกึ่งกลางระหว่างออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ (ผมรู้แล้วว่าของขวัญวันเกิดแม่ปีหน้าจะให้อะไร) 

เอาล่ะ เกร็ดความรู้แค่นี้พอ สรุป เราเซ็ตฉากด้วยป่าเฟิร์นยักษ์ยามหลังฝนตก ทุกอย่างเขียวชอุ่ม จินตนาการว่าเราค่อยๆ เดินย่างเข้าไปแล้วหันมองรอบๆ แมลงปอยักษ์ออกโบยบินเป็นร้อยๆ ตัว เสียงกระพือปีกของพวกมันดังกระหึ่ม สักพัก เสียง โอบบบ… โอบบบ… ดังก้องมาจากไกลๆ แอ่งน้ำขังที่นองอยู่บนพื้นสั่นกระเพื่อมเป็นวงคลื่น กบยักษ์จำนวนหลายสิบตัวกระโดดเข้าฉาก พวกมันอ้าปากกว้างไล่งับกินแมลงปออย่างตะกละตะกลาม แมลงปอหลายตัวว่องไวใช่เล่น บินหลบไปเกาะบนพุ่มไม้บ้าง บนโขดหินบ้าง แต่ทันทีที่มันนอนใจ พุ่มไม้และโขดหินก็อ้าปากเผยให้เห็นลิ้นสีชมพู ที่แท้กบพวกนี้พรางตัวได้ แมลงปอจะบินหนีแต่สายไปเสียแล้ว กบยักษ์ตวัดลิ้นงับปากอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ สิ่งสุดท้ายที่แมลงปอได้สัมผัสคือความตายสีชมพู 

ทว่า ทันใดนั้นเอง ความเคลื่อนไหวสีส้มก็ปลุกผมตื่นจากภวังค์ กลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริงหน้าบ้าน มีกิ้งก่าสีอมส้มตัวหนึ่งอยู่ดีๆ ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ ไต่ดุ๊กๆๆๆ ขึ้นไปบนลำต้นของอุ้งตีนหมี สีส้มของมันตัดกับสีดำของขนหมีอย่างดรามาติก จากนั้นมันก็ไปหยุดเกาะโพสต์ท่าสง่างามอยู่ตรงใกล้ๆ ยอด นับเป็นช็อตฟินาเล่ปิดฉากที่อีปิกมากๆ ถ้าเป็นในซีนสมมติของผมก็คงเป็นไดโนเสาร์หรือกิ้งก่ายักษ์สักตัวไต่ขึ้นเฟิร์นยักษ์ไป แล้วหันหน้าอ้าปากคำราม กล้องแพนลงมาเห็นวิวทั้งฉากจากมุมสูง (คิวเพลงจูแรสสิกปาร์ก) 

ทันใดนั้นเอง ความเคลื่อนไหวสีขาวดำก็ปลุกผมตื่นจากภวังค์ในภวังค์ 

“ไอ้อุน มาหน้าบ้านได้ไงฟะเนี่ย!” 

อุนจิคือหมาไซบีเรียนฮัสกี้ซึ่งปกติห้ามออกมาหน้าบ้านเด็ดขาด เพราะมันชอบทำลายต้นไม้ แถมเคยมีประวัติอมคางคก คงมีคนลืมปิดประตูกั้น ไอ้อุนโผล่หน้าออกมายืนโพสต์ท่าสง่าท่ามกลางเฟิร์นอุ้งตีน มวลหมู่แมลงเม่า และคางคกพุงกาง ผมต้องรีบลุกไปพามันกลับเข้าหลังบ้าน ความชิลล์ของวันนั้นจบลง (คิวเพลงจูแรสสิกปาร์ก)  

ไซบีเรียนฮัสกี้
ไซบีเรียนฮัสกี้

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load