30 กันยายน 2562
12 K

“หน้าร้อนที่ญี่ปุ่นร้อนมาก ร้อนกว่าไทย” เพื่อนคนหนึ่งในออฟฟิศฉันรีบบอกเมื่อรู้ว่าฉันกำลังจะเดินทางไปญี่ปุ่นปลายช่วงเดือนสิงหาคม

“ร้อนแบบอึดอัด ชื้น ไม่มีลม ร้อนจนป่วย” เพื่อนฝั่งตรงข้ามผู้เคยมีประสบการณ์ไปในเดือนที่ว่ากันว่าร้อนที่สุดนั้นรีบเสริม

จะร้อนขนาดไหนกันเชียวนะ

ทันทีที่ก้าวแรกของฉันเหยียบลงโตเกียว แทบไม่ต้องรอพิสูจน์ ‘อืม…ร้อนจริง อย่างที่เขาว่า’

ก่อนร่างกายจะละลายเหลวไปกับพื้น รถบัสคันใหญ่ก็วนมาจอดตรงหน้า เพื่อพาฉันและผู้ร่วมทริปอีกเกือบๆ 30 คน เดินทางไป Marunouchi Forest Area ผืนป่าใจกลางย่านธุรกิจของโตเกียวดับร้อน

การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้
การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ทริปนี้ ฉันตามน้องๆ นักศึกษาฝึกงานในโครงการ AP Open House ที่ AP Thailand ตั้งใจพามาศึกษาต้นแบบการพัฒนาเมืองเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน โดยการสร้างสมดุลของระบบนิเวศอย่างเกื้อกูลกันขึ้นมาใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ Bio-Net Initiative ที่ต่อยอดมาจากปรัชญา Biodiversity (ความหลากหลายทางชีวภาพ) ของบริษัท Mitsubishi Estate Group ถึงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ไม่ใช่แค่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เมืองเท่านั้น ความน่าสนใจของแนวความคิดยังลงลึกไปถึงการทำให้พื้นที่ย่านไดมารูยู (Daimaruya District) กลายเป็นย่าน CBD (ศูนย์กลางธุรกิจ) ที่ใหญ่ที่สุด และแบ่งปันที่ดินราคาแพงระยับนี้มาสร้างสรรค์สังคมแห่งการอยู่ร่วมกันตั้งแต่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋ว คน จนถึงเมืองให้เติบโตไปพร้อมกัน

การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ยึดโยงพื้นที่สีเขียวในย่านธุรกิจด้วยจิตสาธารณะ

ภาพจำ เมื่อพูดถึงย่านศูนย์กลางธุรกิจ แน่นอนว่าแต่ละตารางเมตรนั้นถูกใช้อย่างคุ้มค่า และแน่นขนัดไปด้วยตึกสูงระฟ้า พื้นที่สีเขียวจำนวนน้อยนิดถูกสร้างขึ้นตามที่กฎหมายระบุไว้เท่านั้น ใครล่ะหนอจะยอมเสียพื้นที่ราคาสูงพอๆ กับชั้นตึกให้สิ่งมีชีวิตอื่นใดที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเป็นเม็ดเงิน

ภาพจริง เมื่อตัดมาที่ญี่ปุ่น ย่านไดมารูยู ซึ่งเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจสำคัญที่ครอบคลุมตั้งแต่ Marunouchi-Otemachi-Yurakucho กินพื้นที่มากกว่า 120 เฮกตาร์ (750 ไร่) ในแต่ละวันจะมีพนักงานเดินทางมาจากทั่วโตเกียวและเมืองใกล้เคียงเข้ามาทำงานไม่ต่ำกว่า 230,000 คน ฉะนั้น แผนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมระยะยาวที่ Mitsubishi Estate Group กำลังริเริ่มทำอย่างขะมักเขม้นตอนนี้ คือความตั้งใจทำให้พื้นที่ CBD แห่งนี้มีพื้นที่สีเขียวมากยิ่งขึ้น และอยากจะใช้ที่นี่เป็นต้นแบบของการพัฒนาเพื่อการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างคน สิ่งก่อสร้าง และพื้นที่สีเขียว

การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจ กลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้
การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ย้อนกลับเมื่อปี 1894  Mitsubishi Estate Group เป็นเจ้าแรกที่เข้ามาซื้อที่ดินย่าน Marunouchi ซึ่งถ้านึกไม่ออกที่ดินย่านนี้คือละแวกพื้นที่ปราสาทเอโดะนั่นเอง หลังจากสร้าง Mitsubishi Ichigokan ตึกทำการแรกของบริษัทมากว่า 120 ปี เขาก็เพิ่มพัฒนาที่ดินตรงนั้นมาเรื่อยๆ จากที่มีแต่ตึกออฟฟิศ ก็เริ่มกลายเป็นย่านที่มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ห้าง พิพิธภัณฑ์ และพื้นที่สาธารณะ ให้คนได้มาใช้ประโยชน์ในวันหยุด จนเมื่อปี 1995 เขาได้ประกาศสร้างอาคารที่ทำการใหม่ขึ้นอีกครั้ง 

ในระยะเวลา 10 ปีแรกของโครงการพัฒนา Marunouchi ขึ้นใหม่นี้ บวกกับตระหนักดีว่าภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบไปอย่างกว้างขวาง ทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความสมดุลของระบบนิเวศของสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติกำลังสูญเสียไป Mitsubishi Estate Group ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ให้ญี่ปุ่น และสร้างระบบนิเวศให้เกิดความสมดุลที่ดีขึ้นได้ จึงริเริ่มโปรเจกต์การสร้างพื้นที่และคืนความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ให้พื้นที่ในย่านธุรกิจนี้ไปด้วย อย่างการสร้างพื้นที่สีเขียวที่แทรกไปในทุกโครงการ ปลูกต้นไม้ตลอดสองฝั่งถนน สร้างจุดพักผ่อนที่เต็มไปด้วยร่มไม้ หรือแม้แต่ The Café by Aman คาเฟ่ที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่กว่า 3,600 ตารางเมตรอย่างกลมกลืน เปรียบเสมือน Forest Park In The City ผืนป่าใจกลางเมืองขนาดย่อม

The Café by Aman  การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ปัจจุบันพื้นที่ย่านไดมารูยูมีบริษัทอื่นเป็นร่วมเจ้าของ การจะสร้างพื้นที่ให้สอดรับกับแนวความคิดตั้งต้นของ บริษัท Mitsubishi Estate Group นั้น ใครๆ ต่างคิดว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ญี่ปุ่นก็คือญี่ปุ่น ทุกคน ทุกบริษัท ทุกองค์กร ให้ความสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมในทุกๆ มิติเช่นเดียวกัน ดังนั้น ความร่วมมือจึงเกิดขึ้นไม่ยาก

การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

และด้วยความที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักที่ผลักดันให้เกิดความร่วมมือกับหลายภาคส่วน คุณทากาโนริ มูรากามิ Deputy General Manager of Urban Development Promotion Department บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท เล่าว่า Mitsubishi Estate Group ทำการลงพื้นที่ศึกษาทุกตารางเมตรของโครงการ เพื่อหาวิธีในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ หลังจากนั้นจึงจัดทำเป็นหนังสือไกด์ไลน์เกี่ยวกับเรื่องออกแบบพื้นที่สีเขียวเพื่อให้ทุกคนพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน

การออกแบบพื้นที่ให้คนและสัตว์เป็นเจ้าของ

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ไม่ใช่แค่การพัฒนาพื้นที่สีเขียวในแต่ละโครงการให้มีพื้นที่มากๆ แต่พวกเขาให้ความสำคัญต่อทุกสิ่งมีชีวิตและมองไปถึงระดับโครงสร้างเมือง เพื่อออกแบบให้พื้นที่สีเขียวเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายจนกลายเป็นระบบนิเวศใหม่ที่เชื่อมกับสวนสาธรณะเดิมที่มีอยู่แล้วด้วย โดยตั้งใจให้นกหรือแมลงบินไปมาระหว่างพื้นที่สีเขียวนั้นๆ ได้ เช่น บินจากสวนไปยังสวนสาธารณะไปยังโครงการที่อยู่อาศัย บินต่อไปยังต้นไม้ระหว่างถนน แล้วบินวนกลับมายังสวนเดิมได้

เขาใช้วิธีการลงลึกศึกษาและคำนวณระยะการบินที่เป็นไปได้จริงของแมลงและนกแต่ละพันธุ์อย่างเช่น แมลงปอด่างจะบินได้ในระยะ 1 กิโลเมตรต่อครั้ง ผีเสื้อมีระยะการบินอยู่ที่ 200 เมตรต่อครั้ง ส่วนนกสายพันธุ์ Titmouse บินได้ระยะ 100 เมตรต่อครั้ง เป็นต้น จากนั้นค่อยปักหมุดสร้างสวนบนพื้นที่ที่เหมาะสม และในสวนนั้นจะมีจุดเชื่อมต่อที่วางรังนกเอาไว้ด้วย

 นอกจากนี้ยังคำนวณแม้กระทั่งการเว้นช่องว่างระหว่างหินและการปูพื้นเพื่อให้เพื่อให้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก และแมลงต่างๆ อาศัยอยู่ในซอกนั้นได้ แถมวัสดุปูพื้นที่เลือกใช้ยังกักเก็บและคลายความชื้นเพื่อช่วยลดอุณหภูมิได้ระดับหนึ่ง

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้
การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจ กลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

การลดอุณหภูมิที่ว่านี้ยังมีอีกหลายวิธี เช่น ทดลองปลูกหญ้าบนท้องถนน ซึ่งช่วยลดความร้อนที่ถนนปล่อยออกมาถึง 5 องศาเซลเซียส รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้อย่าง Dry Mist หรือละอองไอน้ำ มาใช้ในการลดอุณหภูมิอีกแรง

และเพื่อให้รู้สึกว่าหน้าที่การดูแลพื้นที่สาธารณะทั้งหมด ไม่ใช่แค่ผู้พัฒนาเท่านั้น เขาทำให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ผ่านแอปพลิเคชัน โดยถ้าพบเห็นสิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ถ่ายรูป อัพโหลดลงและระบุตำแหน่งลงในแอปฯ นี้ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้ามาเก็บข้อมูลและกลับไปเคลื่อนย้ายหรือดูแลรักษาต่อไป รวมถึงการจัดกิจกรรมให้คนมีส่วนร่วมด้วย เช่น การพาชมสัตว์ในเวลากลางวันและการคืน เพื่อปลูกจิตสำนึกในการรักและหวงแหนที่จะดูแลพื้นที่ เห็นไหม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่มันสร้างอิมแพคด้วยวิธีที่การน่ารัก

ระหว่างที่ฟังคุณมูรากามิเล่าอยู่นั้น พลันหูแว่วเสียงนก ฉันเงยหน้าขึ้นทันที มองตามเสียงก็เห็นเจ้านกน้อยบินออกมาโชว์ตัวอย่างรู้งาน

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ใช้ที่อยู่อาศัยให้คนใส่ใจสิ่งแวดล้อม

Mitsubishi Estate Group ไม่หยุดพัฒนาเพียงเท่านั้น พวกเขานำเอาปรัชญา Biodiversity ต่อยอดมาสู่แนวความคิด Bio-Net Initiative ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์การพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อรักษาสมดุลและการเชื่อมต่อของระบบนิเวศด้วย

คุณเรียว มัทสึโมโตะ Manager of Product Planning Department บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (บริษัท ในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป) กล่าวว่า Bio-Net Initiative เกิดขึ้นโดยมีแนวคิดที่สำคัญสองประการ อันดับแรกคือการใช้ที่อยู่อาศัยเป็นสื่อกลางทำให้ผู้อยู่อาศัยมีจิตสำนึก นึกถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อันดับที่สองคือการใช้บ้านและที่อยู่อาศัยเป็นจุดเชื่อมเส้นแต่ละจุดเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

จริงๆ แล้วตอนนี้ ทั้งทางรัฐบาลและ UN ก็ได้ดำเนินการหลายอย่างเพื่อพัฒนาเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเราอาจหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ได้ทางอินเตอร์เน็ตหรือจากสื่อต่างๆ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีข้อมูลที่แชร์มาถึงคนทั่วไปมากพอ ดังนั้นเขาเลยคิดว่าอยากจะเผยแพร่เรื่องนี้ให้ได้รู้กันมากขึ้น โดยใช้ที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร

“เวลาที่มีลูกค้ามาสนใจดูบ้าน ทางเซลล์จะเริ่มอธิบายเรื่องของ Bio-Net Initiative ให้ลูกค้าฟังก่อน เพราะคิดว่าตรงนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ลูกค้าหรือผู้ที่อยู่อาศัยเริ่มมีความสนใจเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าเกิดเรื่องนี้พัฒนาไปจนถึงได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆ จะถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก

“การสร้างความหลากหลายและการดูแลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในที่นี้ เราไม่ได้นำพืชมาจากข้างนอก แต่เราดูแลรักษาความหลากหลายของพืชพรรณที่มีในญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีตให้มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมั่นคง” คุณเรียวเล่าต่อ

เขาอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันมีโครงการอสังหาฯ ทั้งในรูปแบบของคอนโดมิเนียมแบรนด์ The Parkhouse พื้นที่สาธารณะ รวมถึงพื้นที่สำนักงานขนาดใหญ่อย่างไดมารูยู เป็นส่วนหนึ่งในโครงการภายใต้แนวความคิด Bio-Net Initiative ซึ่งมีมากกว่า 150 โครงการ และ Mitsubishi Estate Residence ตั้งใจให้ทุกๆ โครงการของ The Parkhouse เป็นเสมือนที่พักที่อุดมสมบูรณ์ให้แก่สิ่งมีชีวิตโดยรอบที่แวะเข้ามาพักอาศัย ด้วยการคิดคำนวณถึงสถานที่โดยรอบของโครงการว่าควรมีพืชพรรณ ดิน น้ำ ลมในปริมาณใด เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้ธรรมชาติเจริญเติบโตอย่างสมดุล

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

แนวคิดดีที่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้มีส่วนร่วม

แนวความคิด Bio-Net Initiative เปิดตัวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2015 การันตีด้วยรางวัล Good Design Award of 2015 และ Excellence Prize of the Biodiversity Action Grand Prize 2015 จากการออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยที่ใส่ใจสภาพแวดล้อม และเอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตในละแวกนั้น ไม่ว่าจะเป็นนก ผีเสื้อ หรือดอกไม้ ต้นหญ้า และการที่โครงการ The Parkhouse กลายเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศของธรรมชาตินั้นทำให้อีกกว่า 18 โครงการ ได้รับการรับรองเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ จากสถาบัน ABINC (Association for Business Innovation in harmony with Nature and Community) ด้วยเช่นเดียวกัน

ความดีงามอีกอย่างของแนวความคิด Bio-Net Initiative นี้ยังเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นตั้งใจทำขึ้นมาเองของ Mitsubishi Estate Residence เพื่อสร้างสมดุลให้ระบบนิเวศอย่างครอบคลุม และทำอย่างจริงจังมาเป็นเวลา 26 ปี โดยรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้มีส่วนร่วมกับการสร้างพื้นที่สีเขียวภายใต้ปรัชญาของเขาเลย

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้
การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ส่งต่อจากญี่ปุ่นสู่ไทย

ในไทยเอง AP Thailand ก็ได้จับมือกับ Mitsubishi Estate Residence นำแนวความคิดนี้ไปพัฒนาพื้นที่และออกแบบที่อยู่ เพื่อสร้างมาตรฐานของคุณภาพชีวิตที่ดีไปแล้วบ้าง

ในความเป็นจริงบ้านเรา การสร้างสวนหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้เชื่อมต่อกันได้อย่างที่นี่จะยากสักหน่อย และคงใช้เวลามากกว่าจะทำได้จริง แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อ Rome wasn’t built in a day ฉันใด เราเองก็อาจจะต้องใช้เวลาฉันนั้น ซึ่งถ้าพูดกันตามตรง การคิดที่จะลงมือทำก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีกว่าการไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย จริงไหม

ฉันใช้เวลาราวอีก 30 นาที เดินสำรวจรอบๆ ในละแวก Marunouchi Brick Square เพลินเพลินไปกับการส่องหาสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วตามซอกพื้น และมองดูผีเสื้อสีสวยบินไปมาคล้ายเต้นระบำ ก่อนนั่งพักบนม้านั่งใต้สวนแนวตั้งแล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา ครู่เดียว ลมเย็นพัดเอื่อยพอให้หน้าหนังสือปลิวจนต้องขยับมือจับให้กระชับ 

เกือบลืมไปเลยว่าฉันเดินทางมาญี่ปุ่นในฤดูร้อน และก่อนหน้านี้มันร้อนมาก!

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

Writer & Photographer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

1 กุมภาพันธ์ 2566
1 K

สวนลุมพินีคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสวนอเนกประสงค์ ผู้คนนิยมเข้ามาทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย หรือบางครั้งก็เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลอง แต่มี 1 อาคารที่หลายคนเกือบหลงลืมไปจากความทรงจำ นั่นคือ ‘ลุมพินีสถาน’ 

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

อาคารหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในสวนลุมพินี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงลีลาศโดยเฉพาะ และถือเป็นโรงเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทั้ง ๆ ที่เป็นอาคารที่มีความสำคัญมากในยุคหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพสังคมเปลี่ยน ลีลาศกลายเป็นความสนใจของคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีอาคารจัดงานที่ทันสมัยและใหญ่กว่าผุดขึ้นมาหลายที่ ลุมพินีสถานก็เงียบเหงาลงและปิดไม่ให้ใช้งานในที่สุด จนสภาพทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้ พา ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ หัวหน้าโครงการลุมพินีสถานฯ มาพูดคุยเรื่องราวของตัวอาคารก่อนถูกทิ้งร้างนานกว่า 10 ปี และแนวคิด Learning from The Past to Create the Future ที่ทำให้เกิดงาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ ที่จะปลุกให้ผู้คนได้ร่วมคิดต่อยอดการใช้งานอาคารให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ในวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ 

โรงเต้นรำ

ในอดีต ลุมพินีสถานเคยเป็นโรงลีลาศกลางพระนคร แต่แปลกที่ประวัติไม่มีการบันทึกไว้แน่ชัดว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ “ส่วนตัวผมประเมินว่าอาคารหลังนี้เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2498” อาจารย์ชาตรีเริ่มต้นเล่าประวัติให้เราฟัง อาคารหลังนี้ปูพื้นด้วยไม้ปาร์เกต์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นไม้ที่เหมาะกับการเต้นลีลาศมากที่สุด 

ในช่วงรุ่งเรืองของอาคารหลังนี้ ที่นี่มีลีลาศทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง เป็นการพบปะสังสรรค์ของหนุ่มสาว ในยุคนั้นลีลาศเป็นการเต้นที่นิยมมากที่สุด ซึ่งวงดนตรีที่คู่เคียงมากับลีลาศอย่าง ‘สุนทราภรณ์’ ก็แจ้งเกิดทั้งนักลีลาศและนักร้องหลายคน

“ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือเวทีกลม มันหมุนได้” อาจารย์ชาตรีนำเสนอ

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

สิ่งนี้สร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักดนตรี และเพื่อไม่ให้ดนตรีขาดช่วงตอนเปลี่ยนวงดนตรี เมื่อวงแรกกำลังจะเล่นจบ วงที่ 2 ก็เตรียมตัวอยู่บนเวทีอีกด้านและบรรเลงเพลงไปพร้อมกับวงแรก จากนั้นเวทีก็หมุนพาวงที่ 2 มาอยู่ด้านหน้าแทน สิ่งนี้ทำให้เสียงดนตรีไม่ขาดช่วง และนักเต้นลีลาศก็จะเต้นต่อได้โดยไม่ต้องหยุด ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าสถาปนิกหรือวิศวกรคนไหนเป็นผู้ออกแบบเวทีกลมนี้ 

แล้วเวทีนี้ยังหมุนได้ไหม – เราถาม

“หมุนไม่ได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าบูรณะ เครื่องจักรข้างล่างนี้อาจกลับมาหมุนได้อีกครั้ง” หลังจากเล่าเรื่องเวทีจบ อาจารย์พาเราเดินลงไปที่ห้องใต้ดินที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่าง เมื่อได้เห็นเครื่องจักร เรารู้สึกประหลาดใจมากว่าในสมัยนั้นทำได้ขนาดนี้ ถือว่าทันสมัยจริงอย่างที่อาจารย์เล่า

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

“พ.ศ. 2499 Benny Goodman ราชาเพลงสวิงเดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แต่เขาไม่ได้มาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือน BLACKPINK สมัยนี้นะ มันมีนัยทางการเมือง”

เขาเข้ามาโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น เพราะต้องการใช้ดนตรีเป็นสื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสื่อถึงความเป็น ‘โลกเสรี’ ด้วยดนตรีแจ๊สที่มีความลื่นไหล ไม่ต้องเล่นตามโน้ต และอิมโพรไวส์ได้ตามใจชอบ

ราวหลังทศวรรษ 2520 แม้จะยังเป็นที่เต้นลีลาศเรื่อยมา แต่ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง จากนั้นบริเวณชั้นลอยของลุมพินีสถานก็ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์ และในช่วงหลังกลายเป็นห้องจัดงานเลี้ยง ฟังก์ชันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย จนมาถึงยุคที่มีกลุ่มชุมนุมทางการเมืองที่ใช้สวนลุมพินีเป็นพื้นที่หลัก รวมถึงเข้ามาใช้ลุมพินีสถานในการทำกิจกรรม จึงเกิดความเสียหายในหลาย ๆ จุด

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2556 เมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างข้างใต้ พบว่าบางส่วนได้เสื่อมสภาพ สุดท้าย กทม. จึงตัดสินใจระงับการใช้ตึกนี้ใน พ.ศ. 2557 และถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน เป็นการปิดตำนานลุมพินีสถาน สถานที่เข้าสังคมของหนุ่มสาวยุคก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

อาคารสงครามเย็น 

ก่อนมาที่นี่ เราได้รู้มาว่าอาคารนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบทันสมัยยุคสงครามเย็น จึงถามอาจารย์ชาตรีว่าในยุคนั้นอาคารเป็นประมาณนี้หมดเลยไหม 

“เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Modern Architecture” เขาตอบ ในยุคสงครามเย็น วัฒนธรรมอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลมากต่อวัฒนธรรมไทย ทั้งในแง่ดนตรี ภาพยนตร์ วัฒนธรรม การแต่งกาย และสถาปัตยกรรม ซึ่งการสร้างพื้นที่วัฒนธรรมบันเทิงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกันเช่นกัน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ลุมพินีสถานเป็นอาคาร 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,500 ตารางเมตร พื้นที่บริเวณชั้น 1 สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฟลอร์เต้นลีลาศและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนบริเวณชั้น 2 มีลักษณะเป็นชั้นลอยรอบอาคาร กั้นห้องขนาดใหญ่ 6 ห้อง

“จะสังเกตว่าผมไม่ได้พูดถึงความสวยงามเลย เพราะอาคารนี้เน้นฟังก์ชันมากกว่า” ถึงไม่ได้เน้นความสวย แต่มี Ornament ที่สำคัญ คือเวทีหมุนและป้ายลุมพินีสถานที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาบอยู่ทั้งสองข้าง เป็นฟอนต์ตามเอกลักษณ์ของยุคนั้น ซึ่งป้ายก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ควรเก็บรักษา

ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s

“จริง ๆ เป้าหมายไม่ได้กำหนดอยู่ที่นี่” อาจารย์ชาตรีเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มทำวิจัย ‘ศิลปะกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทศวรรษ 2470 – 2520’ ตัวงานวิจัยจะเลือกผลงานศิลปะ โดยศิลปะในที่นี้อาจเป็น Art Objects สถาปัตยกรรม หรือดนตรีในยุคนี้ขึ้นมา 50 ชิ้น ไปจัดเป็นนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์ สังคม วัตถุ และสิ่งของ แต่ความมุ่งมั่นของอาจารย์ที่ทำวิจัยเสนอว่า ในวัตถุที่เลือกมา 50 ชิ้น จะดึงมาสักอันที่เป็นงานสถาปัตยกรรมซึ่งอาจถูกทิ้งร้างหรือหลงลืมไปในสังคมไทย เพื่อนำมาจัดกิจกรรมสาธารณะที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและผู้คนในสังคม

สุดท้ายแล้ว เขาตัดสินใจเลือกลุมพินีสถาน เพราะคิดว่าที่นี่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อสังคม ซึ่งงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสนใจแรกเริ่มที่มีต่อลีลาศ แต่เป็นเพราะตัวตึกที่นำพามาสู่ลีลาศ งานที่เกิดขึ้นจึงมีความพิเศษ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่วัฒนธรรมรุ่งเรืองผ่านตัวอาคารลุมพินีสถาน

“Jim Thompson Art Center ยินดีให้ผมนำชุดผ้าไหมของ Jim Thompson มาให้เราใช้งาน” จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นคนที่ทำให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก และอาจารย์ก็ได้ประสานไปยังพี่เจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center ซึ่งได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี จนสุดท้ายจึงได้เสื้อผ้าในคอลเลกชันยุคแรกที่เป็นชุดผ้าไหมในดีไซน์ยุค 50 – 60 มา และตัดสินใจให้วงสุนทราภรณ์ได้สวมใส่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 พร้อมกับทีมงานบางคนที่คัดเลือกมา

นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการสร้างบรรยากาศด้วยการนำรถคลาสสิกในยุคนั้นมาจอดโชว์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย

งานวันแรก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ จะพูดถึงคุณค่า ความทรงจำ สิ่งที่ไม่ควรลืมของพื้นที่ส่วนนี้ กับกิจกรรม ‘Walking Tour’ มีการเล่าถึงอดีตและอนาคตของลุมพินีสถานผ่านแสงและมัลติมีเดีย ในกิจกรรม ‘A Walk Through Time’ รวมถึงรื้อฟื้นความทรงจำไปกับราชาลีลาศเมืองไทย ‘บุญเลิศลีลาศ’ และ สุนทราภรณ์ บนเวทีที่สร้างขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ หน้าอาคารลุมพินีสถาน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ส่วนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จะเป็นการส่งต่ออนาคตของพื้นที่ เปิดเวทีระดมความเห็นว่าประชาชนอยากให้อาคารหลังนี้เป็นอย่างไร มีการแสดงดนตรีโดย ป๊อด โมเดิร์นด็อก ร่วมกับวงดนตรีบิ๊กแบนด์จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปิดท้ายด้วยการเต้น Stumbling Swingout ที่มาพร้อมครูสอนเต้น (สำหรับใครที่ไม่เคยเต้นมาก่อน) จาก Jelly Roll Dance Club

รื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น 

“ส่วนตัวผมอยากให้รีโนเวตแบบ Adaptive Reuse” เขาอยากให้มีฟังก์ชันเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และมีพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก ด้วยความที่ลุมพินีสถานมีประวัติน้อย ทำให้หลายคนเชื่อว่าฐานรากของอาคารเป็นไม้ทั้งหมด ดังนั้นจินตนาการถึงอนาคตของตึกนี้จึงมีข้อจำกัดมากเพราะความเชื่อดังกล่าว แต่อาจารย์ชาตรีบอกว่า ถ้าดูจากรูปแบบของอาคารและหลักฐานแวดล้อมทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ประกอบ เขาเชื่อว่ามันไม่ได้เก่าขนาดนั้น และฐานรากไม่น่าจะเป็นไม้ แต่ถ้าไม่ได้ขุดสำรวจก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

“ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ทางเลือกในการปรับปรุงอาคารจะเปิดกว้างมากขึ้น” อาจารย์บอกว่าสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและควรเก็บ คือเวทีกลมและเครื่องจักรด้านล่าง เพราะเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำ สะท้อนถึงความทันสมัยในอดีต หลายคนอาจมีความเห็นว่าอายุแค่ 60 ปีเอง ไม่เห็นเก่าเลย แต่สำหรับอาจารย์ชาตรีผู้รักตึกเก่า อีกไม่นานลุมพินีสถานจะครบ 100 ปี พอถึงเวลานั้น สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากขนาดไหน

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ช่วง 10 ปีที่อาคารถูกทิ้งร้าง ทำให้เกิดหลายความเห็นต่ออาคารหลังนี้ บางความเห็นอ้างรายงานการสำรวจความเสียหายที่ทำขึ้นใน พ.ศ. 2556 ว่าโครงสร้างเสื่อมโทรมแล้ว ควรรื้อทิ้งไปดีกว่า แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน หลายคนที่เชื่อว่ารากฐานเป็นไม้ ก็มีความเห็นว่ารื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้คล้ายเดิม แต่หากคิดว่าสถานที่นี้คือประวัติศาสตร์ “ผมว่ามันแข็งแรงกว่าที่คิด ควรเก็บอะไรได้มากกว่านั้น”

อาจารย์คิดอย่างไรกับเหล่าอาคารยุคโมเดิร์นที่ผู้คนถกเถียงกันว่าทุบหรือไม่ – เราถาม

“ผมเป็นหนึ่งในคนที่รณรงค์เรื่องตึกโมเดิร์นมานาน เพราะมันเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่ถึงเวลาแล้วสำหรับการต้องเริ่มคิดเก็บรักษาเอาไว้” อาจารย์ตอบเราด้วยความมั่นใจและให้เหตุผลอีกว่า ตึกโมเดิร์นยุคนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของโลกจากยุคโบราณสู่ยุคโมเดิร์น ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะตึกยุคโมเดิร์นเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ที่ผ่านมา หลายคนที่วิ่งออกกำลังกายในสวนลุมอาจผ่านลุมพินีสถานไปโดยไม่ทันสังเกต ทั้งที่อาคารทิ้งร้างแห่งนี้มีประวัติ เหตุการณ์ รวมถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมากมายให้ได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับเราที่จินตนาการถึงความรุ่งเรืองของอาคารนี้ในอดีตตลอดเวลาที่เข้าไปเดินชมอาคาร 

วันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ งาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ปลุกความทรงจำในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งคิดถึงอนาคตของอาคารแห่งนี้ร่วมกันด้วย

ภาพ : foto_momo

Writers

ธนพร ท้าวลา

ธนพร ท้าวลา

นิสิตปรัชญาปี 4 กำลังค้นหาตัวตนด้วยการเขียน หลงรักฤดูฝนในวันที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ถูกกับอากาศหนาว งานอดิเรกเต้นยับ เป็นอาร์มี่หัวใจสีม่วง

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load