30 กันยายน 2562
11 K

“หน้าร้อนที่ญี่ปุ่นร้อนมาก ร้อนกว่าไทย” เพื่อนคนหนึ่งในออฟฟิศฉันรีบบอกเมื่อรู้ว่าฉันกำลังจะเดินทางไปญี่ปุ่นปลายช่วงเดือนสิงหาคม

“ร้อนแบบอึดอัด ชื้น ไม่มีลม ร้อนจนป่วย” เพื่อนฝั่งตรงข้ามผู้เคยมีประสบการณ์ไปในเดือนที่ว่ากันว่าร้อนที่สุดนั้นรีบเสริม

จะร้อนขนาดไหนกันเชียวนะ

ทันทีที่ก้าวแรกของฉันเหยียบลงโตเกียว แทบไม่ต้องรอพิสูจน์ ‘อืม…ร้อนจริง อย่างที่เขาว่า’

ก่อนร่างกายจะละลายเหลวไปกับพื้น รถบัสคันใหญ่ก็วนมาจอดตรงหน้า เพื่อพาฉันและผู้ร่วมทริปอีกเกือบๆ 30 คน เดินทางไป Marunouchi Forest Area ผืนป่าใจกลางย่านธุรกิจของโตเกียวดับร้อน

การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้
การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ทริปนี้ ฉันตามน้องๆ นักศึกษาฝึกงานในโครงการ AP Open House ที่ AP Thailand ตั้งใจพามาศึกษาต้นแบบการพัฒนาเมืองเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน โดยการสร้างสมดุลของระบบนิเวศอย่างเกื้อกูลกันขึ้นมาใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ Bio-Net Initiative ที่ต่อยอดมาจากปรัชญา Biodiversity (ความหลากหลายทางชีวภาพ) ของบริษัท Mitsubishi Estate Group ถึงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ไม่ใช่แค่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เมืองเท่านั้น ความน่าสนใจของแนวความคิดยังลงลึกไปถึงการทำให้พื้นที่ย่านไดมารูยู (Daimaruya District) กลายเป็นย่าน CBD (ศูนย์กลางธุรกิจ) ที่ใหญ่ที่สุด และแบ่งปันที่ดินราคาแพงระยับนี้มาสร้างสรรค์สังคมแห่งการอยู่ร่วมกันตั้งแต่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋ว คน จนถึงเมืองให้เติบโตไปพร้อมกัน

การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ยึดโยงพื้นที่สีเขียวในย่านธุรกิจด้วยจิตสาธารณะ

ภาพจำ เมื่อพูดถึงย่านศูนย์กลางธุรกิจ แน่นอนว่าแต่ละตารางเมตรนั้นถูกใช้อย่างคุ้มค่า และแน่นขนัดไปด้วยตึกสูงระฟ้า พื้นที่สีเขียวจำนวนน้อยนิดถูกสร้างขึ้นตามที่กฎหมายระบุไว้เท่านั้น ใครล่ะหนอจะยอมเสียพื้นที่ราคาสูงพอๆ กับชั้นตึกให้สิ่งมีชีวิตอื่นใดที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเป็นเม็ดเงิน

ภาพจริง เมื่อตัดมาที่ญี่ปุ่น ย่านไดมารูยู ซึ่งเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจสำคัญที่ครอบคลุมตั้งแต่ Marunouchi-Otemachi-Yurakucho กินพื้นที่มากกว่า 120 เฮกตาร์ (750 ไร่) ในแต่ละวันจะมีพนักงานเดินทางมาจากทั่วโตเกียวและเมืองใกล้เคียงเข้ามาทำงานไม่ต่ำกว่า 230,000 คน ฉะนั้น แผนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมระยะยาวที่ Mitsubishi Estate Group กำลังริเริ่มทำอย่างขะมักเขม้นตอนนี้ คือความตั้งใจทำให้พื้นที่ CBD แห่งนี้มีพื้นที่สีเขียวมากยิ่งขึ้น และอยากจะใช้ที่นี่เป็นต้นแบบของการพัฒนาเพื่อการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างคน สิ่งก่อสร้าง และพื้นที่สีเขียว

การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจ กลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้
การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ย้อนกลับเมื่อปี 1894  Mitsubishi Estate Group เป็นเจ้าแรกที่เข้ามาซื้อที่ดินย่าน Marunouchi ซึ่งถ้านึกไม่ออกที่ดินย่านนี้คือละแวกพื้นที่ปราสาทเอโดะนั่นเอง หลังจากสร้าง Mitsubishi Ichigokan ตึกทำการแรกของบริษัทมากว่า 120 ปี เขาก็เพิ่มพัฒนาที่ดินตรงนั้นมาเรื่อยๆ จากที่มีแต่ตึกออฟฟิศ ก็เริ่มกลายเป็นย่านที่มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ห้าง พิพิธภัณฑ์ และพื้นที่สาธารณะ ให้คนได้มาใช้ประโยชน์ในวันหยุด จนเมื่อปี 1995 เขาได้ประกาศสร้างอาคารที่ทำการใหม่ขึ้นอีกครั้ง 

ในระยะเวลา 10 ปีแรกของโครงการพัฒนา Marunouchi ขึ้นใหม่นี้ บวกกับตระหนักดีว่าภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบไปอย่างกว้างขวาง ทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความสมดุลของระบบนิเวศของสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติกำลังสูญเสียไป Mitsubishi Estate Group ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ให้ญี่ปุ่น และสร้างระบบนิเวศให้เกิดความสมดุลที่ดีขึ้นได้ จึงริเริ่มโปรเจกต์การสร้างพื้นที่และคืนความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ให้พื้นที่ในย่านธุรกิจนี้ไปด้วย อย่างการสร้างพื้นที่สีเขียวที่แทรกไปในทุกโครงการ ปลูกต้นไม้ตลอดสองฝั่งถนน สร้างจุดพักผ่อนที่เต็มไปด้วยร่มไม้ หรือแม้แต่ The Café by Aman คาเฟ่ที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่กว่า 3,600 ตารางเมตรอย่างกลมกลืน เปรียบเสมือน Forest Park In The City ผืนป่าใจกลางเมืองขนาดย่อม

The Café by Aman  การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ปัจจุบันพื้นที่ย่านไดมารูยูมีบริษัทอื่นเป็นร่วมเจ้าของ การจะสร้างพื้นที่ให้สอดรับกับแนวความคิดตั้งต้นของ บริษัท Mitsubishi Estate Group นั้น ใครๆ ต่างคิดว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ญี่ปุ่นก็คือญี่ปุ่น ทุกคน ทุกบริษัท ทุกองค์กร ให้ความสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมในทุกๆ มิติเช่นเดียวกัน ดังนั้น ความร่วมมือจึงเกิดขึ้นไม่ยาก

การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

และด้วยความที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักที่ผลักดันให้เกิดความร่วมมือกับหลายภาคส่วน คุณทากาโนริ มูรากามิ Deputy General Manager of Urban Development Promotion Department บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท เล่าว่า Mitsubishi Estate Group ทำการลงพื้นที่ศึกษาทุกตารางเมตรของโครงการ เพื่อหาวิธีในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ หลังจากนั้นจึงจัดทำเป็นหนังสือไกด์ไลน์เกี่ยวกับเรื่องออกแบบพื้นที่สีเขียวเพื่อให้ทุกคนพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน

การออกแบบพื้นที่ให้คนและสัตว์เป็นเจ้าของ

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ไม่ใช่แค่การพัฒนาพื้นที่สีเขียวในแต่ละโครงการให้มีพื้นที่มากๆ แต่พวกเขาให้ความสำคัญต่อทุกสิ่งมีชีวิตและมองไปถึงระดับโครงสร้างเมือง เพื่อออกแบบให้พื้นที่สีเขียวเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายจนกลายเป็นระบบนิเวศใหม่ที่เชื่อมกับสวนสาธรณะเดิมที่มีอยู่แล้วด้วย โดยตั้งใจให้นกหรือแมลงบินไปมาระหว่างพื้นที่สีเขียวนั้นๆ ได้ เช่น บินจากสวนไปยังสวนสาธารณะไปยังโครงการที่อยู่อาศัย บินต่อไปยังต้นไม้ระหว่างถนน แล้วบินวนกลับมายังสวนเดิมได้

เขาใช้วิธีการลงลึกศึกษาและคำนวณระยะการบินที่เป็นไปได้จริงของแมลงและนกแต่ละพันธุ์อย่างเช่น แมลงปอด่างจะบินได้ในระยะ 1 กิโลเมตรต่อครั้ง ผีเสื้อมีระยะการบินอยู่ที่ 200 เมตรต่อครั้ง ส่วนนกสายพันธุ์ Titmouse บินได้ระยะ 100 เมตรต่อครั้ง เป็นต้น จากนั้นค่อยปักหมุดสร้างสวนบนพื้นที่ที่เหมาะสม และในสวนนั้นจะมีจุดเชื่อมต่อที่วางรังนกเอาไว้ด้วย

 นอกจากนี้ยังคำนวณแม้กระทั่งการเว้นช่องว่างระหว่างหินและการปูพื้นเพื่อให้เพื่อให้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก และแมลงต่างๆ อาศัยอยู่ในซอกนั้นได้ แถมวัสดุปูพื้นที่เลือกใช้ยังกักเก็บและคลายความชื้นเพื่อช่วยลดอุณหภูมิได้ระดับหนึ่ง

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้
การออกแบบพื้นที่สีเขียวใจ กลางย่านธุรกิจของ ญี่ปุ่น ที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

การลดอุณหภูมิที่ว่านี้ยังมีอีกหลายวิธี เช่น ทดลองปลูกหญ้าบนท้องถนน ซึ่งช่วยลดความร้อนที่ถนนปล่อยออกมาถึง 5 องศาเซลเซียส รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้อย่าง Dry Mist หรือละอองไอน้ำ มาใช้ในการลดอุณหภูมิอีกแรง

และเพื่อให้รู้สึกว่าหน้าที่การดูแลพื้นที่สาธารณะทั้งหมด ไม่ใช่แค่ผู้พัฒนาเท่านั้น เขาทำให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ผ่านแอปพลิเคชัน โดยถ้าพบเห็นสิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ถ่ายรูป อัพโหลดลงและระบุตำแหน่งลงในแอปฯ นี้ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้ามาเก็บข้อมูลและกลับไปเคลื่อนย้ายหรือดูแลรักษาต่อไป รวมถึงการจัดกิจกรรมให้คนมีส่วนร่วมด้วย เช่น การพาชมสัตว์ในเวลากลางวันและการคืน เพื่อปลูกจิตสำนึกในการรักและหวงแหนที่จะดูแลพื้นที่ เห็นไหม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่มันสร้างอิมแพคด้วยวิธีที่การน่ารัก

ระหว่างที่ฟังคุณมูรากามิเล่าอยู่นั้น พลันหูแว่วเสียงนก ฉันเงยหน้าขึ้นทันที มองตามเสียงก็เห็นเจ้านกน้อยบินออกมาโชว์ตัวอย่างรู้งาน

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ใช้ที่อยู่อาศัยให้คนใส่ใจสิ่งแวดล้อม

Mitsubishi Estate Group ไม่หยุดพัฒนาเพียงเท่านั้น พวกเขานำเอาปรัชญา Biodiversity ต่อยอดมาสู่แนวความคิด Bio-Net Initiative ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์การพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อรักษาสมดุลและการเชื่อมต่อของระบบนิเวศด้วย

คุณเรียว มัทสึโมโตะ Manager of Product Planning Department บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (บริษัท ในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป) กล่าวว่า Bio-Net Initiative เกิดขึ้นโดยมีแนวคิดที่สำคัญสองประการ อันดับแรกคือการใช้ที่อยู่อาศัยเป็นสื่อกลางทำให้ผู้อยู่อาศัยมีจิตสำนึก นึกถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อันดับที่สองคือการใช้บ้านและที่อยู่อาศัยเป็นจุดเชื่อมเส้นแต่ละจุดเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

จริงๆ แล้วตอนนี้ ทั้งทางรัฐบาลและ UN ก็ได้ดำเนินการหลายอย่างเพื่อพัฒนาเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเราอาจหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ได้ทางอินเตอร์เน็ตหรือจากสื่อต่างๆ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีข้อมูลที่แชร์มาถึงคนทั่วไปมากพอ ดังนั้นเขาเลยคิดว่าอยากจะเผยแพร่เรื่องนี้ให้ได้รู้กันมากขึ้น โดยใช้ที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร

“เวลาที่มีลูกค้ามาสนใจดูบ้าน ทางเซลล์จะเริ่มอธิบายเรื่องของ Bio-Net Initiative ให้ลูกค้าฟังก่อน เพราะคิดว่าตรงนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ลูกค้าหรือผู้ที่อยู่อาศัยเริ่มมีความสนใจเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าเกิดเรื่องนี้พัฒนาไปจนถึงได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆ จะถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก

“การสร้างความหลากหลายและการดูแลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในที่นี้ เราไม่ได้นำพืชมาจากข้างนอก แต่เราดูแลรักษาความหลากหลายของพืชพรรณที่มีในญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีตให้มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมั่นคง” คุณเรียวเล่าต่อ

เขาอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันมีโครงการอสังหาฯ ทั้งในรูปแบบของคอนโดมิเนียมแบรนด์ The Parkhouse พื้นที่สาธารณะ รวมถึงพื้นที่สำนักงานขนาดใหญ่อย่างไดมารูยู เป็นส่วนหนึ่งในโครงการภายใต้แนวความคิด Bio-Net Initiative ซึ่งมีมากกว่า 150 โครงการ และ Mitsubishi Estate Residence ตั้งใจให้ทุกๆ โครงการของ The Parkhouse เป็นเสมือนที่พักที่อุดมสมบูรณ์ให้แก่สิ่งมีชีวิตโดยรอบที่แวะเข้ามาพักอาศัย ด้วยการคิดคำนวณถึงสถานที่โดยรอบของโครงการว่าควรมีพืชพรรณ ดิน น้ำ ลมในปริมาณใด เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้ธรรมชาติเจริญเติบโตอย่างสมดุล

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

แนวคิดดีที่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้มีส่วนร่วม

แนวความคิด Bio-Net Initiative เปิดตัวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2015 การันตีด้วยรางวัล Good Design Award of 2015 และ Excellence Prize of the Biodiversity Action Grand Prize 2015 จากการออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยที่ใส่ใจสภาพแวดล้อม และเอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตในละแวกนั้น ไม่ว่าจะเป็นนก ผีเสื้อ หรือดอกไม้ ต้นหญ้า และการที่โครงการ The Parkhouse กลายเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศของธรรมชาตินั้นทำให้อีกกว่า 18 โครงการ ได้รับการรับรองเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ จากสถาบัน ABINC (Association for Business Innovation in harmony with Nature and Community) ด้วยเช่นเดียวกัน

ความดีงามอีกอย่างของแนวความคิด Bio-Net Initiative นี้ยังเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นตั้งใจทำขึ้นมาเองของ Mitsubishi Estate Residence เพื่อสร้างสมดุลให้ระบบนิเวศอย่างครอบคลุม และทำอย่างจริงจังมาเป็นเวลา 26 ปี โดยรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้มีส่วนร่วมกับการสร้างพื้นที่สีเขียวภายใต้ปรัชญาของเขาเลย

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้
การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

ส่งต่อจากญี่ปุ่นสู่ไทย

ในไทยเอง AP Thailand ก็ได้จับมือกับ Mitsubishi Estate Residence นำแนวความคิดนี้ไปพัฒนาพื้นที่และออกแบบที่อยู่ เพื่อสร้างมาตรฐานของคุณภาพชีวิตที่ดีไปแล้วบ้าง

ในความเป็นจริงบ้านเรา การสร้างสวนหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้เชื่อมต่อกันได้อย่างที่นี่จะยากสักหน่อย และคงใช้เวลามากกว่าจะทำได้จริง แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อ Rome wasn’t built in a day ฉันใด เราเองก็อาจจะต้องใช้เวลาฉันนั้น ซึ่งถ้าพูดกันตามตรง การคิดที่จะลงมือทำก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีกว่าการไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย จริงไหม

ฉันใช้เวลาราวอีก 30 นาที เดินสำรวจรอบๆ ในละแวก Marunouchi Brick Square เพลินเพลินไปกับการส่องหาสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วตามซอกพื้น และมองดูผีเสื้อสีสวยบินไปมาคล้ายเต้นระบำ ก่อนนั่งพักบนม้านั่งใต้สวนแนวตั้งแล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา ครู่เดียว ลมเย็นพัดเอื่อยพอให้หน้าหนังสือปลิวจนต้องขยับมือจับให้กระชับ 

เกือบลืมไปเลยว่าฉันเดินทางมาญี่ปุ่นในฤดูร้อน และก่อนหน้านี้มันร้อนมาก!

การออกแบบพื้นที่สีเขียว ใจกลางย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่ทำให้นกและผีเสื้อบินไปมาระหว่างสวนได้

Writer & Photographer

ปาริฉัตร คำวาส

เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี(กับเธอ)

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

29 มิถุนายน 2564
1 K

“ปี๊ดดดด… กรรมการเป่านกหวีดหมดเวลา จบเกมเฉือนชนะไปสองประตูต่อหนึ่ง” 

แม้ไม่ใช่แฟนบอลตัวยง แต่ได้ยินเสียงพากย์ลุ้นระทึก เห็นทุกคนเฝ้าหน้าจอรอเชียร์ทีมในดวงใจเวลามีแมตช์สำคัญ ก็เข้าใจขึ้นมาทันทีเลยว่าฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นศาสนาที่หลายคนนับถือ 

แล้วถ้าให้ถามคอลูกหนังทั้งหลาย ร้อยทั้งร้อยคงอยากไปยืนเชียร์อย่างบ้าคลั่งถึงขอบสนามเสียมากกว่า 

Forest Green Rovers Eco Park Stadium สนามกีฬาเพื่อโลกที่คนไม่เล่นบอลก็ใช้ได้ทุกวัน

ในขณะเดียวกัน การก้าวเท้าเข้าสเตเดียมอย่างถ้วนทั่วของแฟนบอลเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจชั้นดี ถึงขนาดมีทัวร์ยุโรปเมื่อถึงคราวหน้าบอลโดยเฉพาะ จะว่าไปกีฬาฟุตบอลนี่ก็สนับสนุนการท่องเที่ยว ไล่ยาวไปจนถึงการพัฒนาประเทศได้เลย 

แต่น่าเสียดายที่สนามฟุตบอลกลายเป็นสิ่งเฉพาะกาล อนุญาตให้ตีตั๋วเข้าไปแค่เฉพาะกิจ ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะเปิดฟรีให้ใครต่อใครเข้าไปใช้งานเมื่อไหร่ก็ได้

ถึงกระนั้นสโมสรเจ้าถิ่นแห่งหนึ่งในอังกฤษ อย่าง Forest Green Rovers F.C. (FGR) ผนวกไอเดียกับ ซาฮา ฮาดิด (Zaha Hadid) เจ้าแม่แห่งวงการสถาปัตยกรรม สร้างสนามฟุตบอลสาธารณะ ‘Forest Green Rovers Eco Park Stadium’ แถมยังคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมโลกแบบสุดๆ เปิดให้เข้าได้ทุกวัน ไปดูกันว่าแมตช์นี้จะมันแค่ไหน

  ป.ล. แฟนบอลทีมอื่นโปรดเปิดใจให้ทีมนี้สักครั้ง

0 – 1 ฟุตบอลกระชับมิตร

ดูบอลเพื่อความสนุกมาก็นาน เพิ่งรู้ว่าวงการดวลแข้งเองสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากมายไม่แพ้อุตสาหกรรมอื่นบนโลก 

Forest Green Rovers Eco Park Stadium สนามกีฬาเพื่อโลกที่คนไม่เล่นบอลก็ใช้ได้ทุกวัน

เชื่อไหมว่า 3 ใน 4 ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกในโลกนี้ มาจากคอนกรีตแบบที่ใช้สร้างสนามฟุตบอล การดูแลรักษาสนามและหญ้าเขียวชอุ่มต้องใช้พลังงานแสงและน้ำปริมาณมหาศาล ยิ่งในประเทศอังกฤษ ซึ่งจัดอยู่ในโซนอากาศค่อนข้างหนาว ยิ่งต้องใช้พลังงานความร้อนมากเพื่อให้นักเตะและผู้ชมสบายกาย ไหนจะจอบอกคะแนน สปอตไลต์ หรือป้ายไฟที่ขอบสนาม ก็ใช้พลังงานทั้งนั้น ส่วนการขนส่งทั้งคนดูและอุปกรณ์ทั้งหลายมายังสเตเดียม ล้วนเตรียมปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งสิ้น

เดล วินซ์ (Dale Vince) ประธานสโมสรฟอเรสต์ กรีน โรเวอร์ส เห็นเช่นนั้นก็อดรนทนไม่ไหว ในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้ง Ecotricity บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว เลยขอใช้วิธีนี้มาแก้ปัญหาสนามบอลที่รัก

ล้ำตั้งแต่เริ่มคิดติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อลดการใช้พลังงาน แปลงน้ำฝนและน้ำมันเหลือใช้ให้เป็นพลังงานหมุนเวียนในสนาม 

Forest Green Rovers Eco Park Stadium สนามกีฬาเพื่อโลกที่คนไม่เล่นบอลก็ใช้ได้ทุกวัน
ภาพ : The Sun.co.uk

พอเหมาะพอเจาะเมื่อต้องเปลี่ยนไปอยู่ที่ The New Lawn ใน ค.ศ. 2006 ก็ใช้หุ่นยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ตัดหญ้าให้ (เป็นเครื่องแรกที่ใช้ในวงการฟุตบอลของอังกฤษด้วย) สร้างที่จอดรถให้มีที่ชาร์จไฟ เพราะคนจะได้หันไปใช้รถไฟฟ้ามาดูฟุตบอล แต่ถ้าเท่านี้ยังไม่พอ เขาขอบริการอาหารมังสวิรัติซึ่งเน้น Plant-based เป็นหลัก ให้นักเตะ พนักงาน และแฟนบอล ในวันแข่งขัน 

เลยไม่แปลกใจถ้า FIFA (สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ) จะยกให้สโมสรท้องถิ่นลีค 2 เมืองกลอสเตอร์เชอร์ (Gloucestershire) แห่งนี้ เป็นสโมสรสีเขียวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ยังติด 1 ใน 15 องค์กรที่ได้รางวัล UN ‘Momentum for Change’​ Climate Action Award ค.ศ. 2018 จนถูกขนานนามว่าสนามฟุตบอลออร์แกนิกแห่งแรกของโลก 

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ คลับเล็กบนเขาขอคิดการใหญ่ อยากรักษ์โลกให้สุด จนไปหยุดที่การสร้างสนามฟุตบอล

0 – 2 สโมสรสีเขียว เอฟซี

ผู้ช่วยวางแผนออกแบบ Eco Park Stadium ใหม่ให้สโมสรแห่งนี้ คือตำนานสถาปนิกลายเส้นคดโค้ง อย่าง Zaha Hadid (ZHA) ที่นี่กลายเป็นสนามฟุตบอลแห่งแรกในโลกที่ทำจากไม้ทั้งหมด เพื่อตอบโจทย์พลังงานยั่งยืนกันแบบครบองค์ และคงคอนเซปต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Forest Green Rovers Eco Park Stadium สนามกีฬาเพื่อโลกที่คนไม่เล่นบอลก็ใช้ได้ทุกวัน

การใช้ไม้ทั้งหมด เป็นข้อดีหลักในการช่วยแก้ปัญหา Carbon Footprint จากคอนกรีตที่ใช้สร้างสนามฟุตบอล วัสดุจากธรรมชาตินี้ แข็งแรงทนทาน มีปริมาณคาร์บอนต่ำ หรือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยมาก และนำกลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ แถมยังใช้ได้ทั้งโครงสร้าง คานบนหลังคา แม้แต่แผ่นพื้นและลานนั่งเล่นที่ปกติทำจากคอนกรีตหรือเหล็ก

เมื่อออกแบบ Eco Park Stadium ด้วยความโปร่งโล่ง เป็นรูปทรงชามโค้งมนเหมือนโครงกระดูกไม้ ทำให้ไม่บดบังทัศนียภาพโดยรอบ ส่วนผู้ชมก็มองเห็นสนามได้ชัดเจน และที่สำคัญ ผนวกกับการก่อสร้างโดยคำนึงถึงเรื่อง Carbon Footprint ด้วยแล้ว สนามแห่งนี้จึงมีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่าสนามฟุตบอลอื่นๆ ในโลก

Forest Green Rovers Eco Park Stadium สนามกีฬาเพื่อโลกที่คนไม่เล่นบอลก็ใช้ได้ทุกวัน

ส่วนปัญหาการดูแลรักษาสนามที่ต้องใช้ปริมาณพลังงานมหาศาล พวกเขาใช้การหุ้มหลังคาสนามกีฬาให้ปลอดโปร่ง สว่างด้วยแสงธรรมชาติ เพื่อให้หญ้าในสนามเติบโตได้ ขณะเดียวกันก็ลดการเกิดเงาดำสำหรับผู้เล่นและแฟนบอล การทำหลังคาเช่นนี้ จึงเป็นข้อดีที่ไม่ต้องใช้สปอตไลต์หรือพลังแสงเกินจำเป็น 

และปัญหาการเข้าชมของคนที่แวะเวียนมาด้วยรถส่วนตัว แก้ด้วยการทำอาคาร Park & Ride ใช้การขนส่งแบบปลอดควันเพื่อเข้าไปยังตัวสนาม แถมยังได้ฟื้นคืนคลองในละแวกนั้นด้วย

เมื่อสนามฟุตบอลสโมสรฟอเรสต์กรีนโรเวอร์สเอฟซี เมืองผู้ดี ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ และแบ่งพื้นที่ให้เป็นสาธารณะเพื่อคนรักกีฬา

ดูไปดูมาก็เข้าท่าดี แต่ในระยะแรกก็เป็นอันต้องถูกปัดตกไป เพราะชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ของเขตสเตเดียมใหม่อย่างเนลสเวิร์ธ (Nailsworth) มีข้อกังวลใจหลายเรื่อง อาทิ ความแออัดที่เพิ่มขึ้น ความสูงของสนามถึง 20 เมตร อาจทำลายความงามของหมู่บ้านเล็กๆ โดยรอบซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เสียงดังรบกวนจากการก่อสร้างไปจนถึงการต่อเติม รวมถึงการจราจรติดขัด เพราะคนอาจเลือกจอดรถข้างทางแทนในอาคารที่มีการเก็บค่าบริการ 

0 – 3 สนามแห่งอนาคต

เมื่อเกิดข้อกังขามากมาย ทางทีมดีไซเนอร์จึงปรับเปลี่ยนแบบ เพื่อไขทุกข้อกังวลใจและ Pitching ใหม่อีกครั้ง หลังเกิดความล่าช้าไปหลายปี การก่อสร้างสนามกีฬา Eco Park ได้รับการอนุมัติจากสภาเขตสเตราท์ (Stroud) เมื่อปลายเดือนธันวาคม ค.ศ. 2019 และล่าสุดได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมยั่งยืนจาก AR Future Project Awards 2021 

กลายเป็นสเตเดียมขนาด 5,000 ที่นั่งในระยะแรก เมื่อสโมสรเติบโตขึ้นระยะที่ 2 ก็เพิ่มที่นั่งได้อีกโดยไม่ต้องทำการก่อสร้างใหญ่ๆ และเมื่อใหญ่ขึ้นก็ขยายเรื่องการใช้งานอย่างยั่งยืนได้มากตาม 

เมื่อสนามฟุตบอลสโมสรฟอเรสต์กรีนโรเวอร์สเอฟซี เมืองผู้ดี ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ และแบ่งพื้นที่ให้เป็นสาธารณะเพื่อคนรักกีฬา
ภาพการพัฒนาโมเดล Forest Green Rovers Eco Park จาก Hewitt Studio 

นอกจากตัวสเตเดียมแล้ว การออกแบบสวนและสนามหญ้า มีลักษณะแตกต่างกันตามบริเวณ แนวคิดนี้เกิดขึ้นเพื่อคงสนามให้อยู่ได้ในทุกสภาพอากาศ และลดการสูญเสียพื้นที่สีเขียวโดยไม่จำเป็น รวมถึงปลูกต้นไม้เพิ่มเข้าไปอีก 500 ต้น และพวกเขาพยายามลดผลกระทบของสนามกีฬาจากภูมิทัศน์โดยรอบ เพื่อไม่ให้ทำลายประวัติศาสตร์ในละแวกประยุกต์การใช้งานในหลายรูปแบบ เพื่อให้ชุมชนรอบข้างได้เข้ามาใช้ทำกิจกรรมสันทนาการ พักผ่อนหย่อนใจ เป็นพื้นที่สาธารณะอีกหนึ่งแห่งของเมือง

ด้วยเหตุนี้ สเตเดียมจึงไม่ได้เปิดหรือมีประโยชน์แค่เฉพาะฤดูกาลกีฬา แต่ยังตั้งใจชวนให้คนมาใช้งานได้ทุกวัน และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับประเทศ โดยแบ่งส่วนหนึ่งทำเป็นสถานที่อำนวยความสะดวกสำหรับวิชาชีพต่างๆ อย่างสาธารณะ และจะเป็นฮับทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา อีกครึ่งหนึ่งจะกลายเป็นออฟฟิศ สร้างงานให้คนมากกว่า 4,000 คน 

เมื่อสนามฟุตบอลสโมสรฟอเรสต์กรีนโรเวอร์สเอฟซี เมืองผู้ดี ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ และแบ่งพื้นที่ให้เป็นสาธารณะเพื่อคนรักกีฬา

เป็นที่น่าติดตามต่อไปว่า ในอีก 3 – 4 ปีข้างหน้า หากสนามสีเขียวของ Forest Green Rovers F.C. สร้างเสร็จ จะตอบโจทย์เรื่องสนามฟุตบอลกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับยึดโยงชุมชนโดยรอบได้อย่างคาดหวังมากน้อยเพียงใด
ขึ้นไปอยู่บนตารางให้ได้นะ

เอาไว้นัดหน้ามาลุ้นกันใหม่! 

ภาพ : Forest Green Rovers และ Zaha Hadid Architects

ข้อมูลอ้างอิง

www.dezeen.com

www.fgr.co.uk

www.zaha-hadid.com

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load