เครือข่ายต้นไม้ในเมือง คือกลุ่มคนที่รักต้นไม้และอยากเห็นเมืองร่มรื่น เขียวชอุ่ม ด้วยการตัดแต่งต้นไม้อย่างถูกวิธี จากการสร้างภาพจำให้คนในเมืองตระหนักถึงต้นไม้ในฐานะสินทรัพย์อันล้ำค่าและควรค่าแก่การอนุรักษ์ พวกเขาทำหน้าที่ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลต้นไม้ เพื่อฟื้นฟูต้นไม้ประวัติศาสตร์และต้นไม้โบราณทั่วกรุง โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นตะเคียน หลังวัดราชบพิธฯ คลองคูเมืองเดิม ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า เป็นต้นไม้ที่รัชกาลที่ 1 ทรงปลูก อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุมากที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ของกรุงรัตนโกสินทร์ 

จากความร่วมมือที่เกิดขึ้น ขยายผลให้เครือข่ายต้นไม้ในเมืองร่วมกับ BIG Trees กลุ่มคนเมืองที่ต้องการสร้างความเข้าใจให้คนในเมืองมีส่วนร่วมและรู้คุณค่าของการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืนให้กับเมือง และกระทรวงกลาโหม จัดทำโครงการ ‘การฟื้นฟูต้นมะขามและมะฮอกกานี บริเวณกระทรวงกลาโหม’ เพื่อแก้ไขปัญหาระบบรากต้นไม้ที่เข้าขั้นวิกฤต รวมทั้งป้องกันอันตรายก่อนต้นไม้จะหักโค่นลงมาสู่คนทั่วไปที่สัญจรอยู่ 

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'
ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของเหล่าคนรักต้นไม้ที่มีจุดหมายเดียวกัน คือการดูแลต้นไม้ด้วยวิธีการที่ถูกต้องบนพื้นฐานของความเข้าใจ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืนให้กับเมือง และต่อยอดไปสู่การดูแลต้นไม้ในเมืองทั่วประเทศ 

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

01

เมื่อย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครทางสถลมารคในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อเดือนพฤษภาคม จึงเกิดความร่วมมือของเหล่านักอนุรักษ์ขึ้น เพื่อฟื้นฟูต้นไม้ประวัติศาสตร์ในบริเวณพระราชพิธี รวมถึงต้นไม้สำคัญ เช่น ต้นตะเคียน หลังวัดพระราชบพิธฯ ให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม ซึ่งนักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่ารัชกาลที่ 1 ทรงให้ปลูกเพื่อใช้ในการสร้างเรือ ผลจากการดูแลต้นคุณปู่ตะเคียนมาเป็นเวลา 1 ปี ทำให้คุณปู่ตะเคียนออกจากห้องไอซียูได้แล้ว สร้างความอิ่มเอมใจและกำลังใจให้เหล่าคนรักต้นไม่น้อย

จากความร่วมมือที่ผ่านมา ขยายผลให้เกิดความร่วมมืออนุรักษ์ฟื้นฟูต่อยอดมาจนถึงต้นไม้ในย่านเดียวกัน คือ ต้นมะขามและมะฮอกกานีหน้ากระทรวงกลาโหมที่เรากำลังยืนอยู่นี้

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

02

เรากำลังอยู่ในพื้นที่การฟื้นฟูต้นมะขามและมะฮอกกานีบริเวณกระทรวงกลาโหม เสียงค้อนทุบพื้นฟุตพาทริมถนนดัง ‘ตุบ’ กับภาพที่เห็นคือพื้นรอบโคนต้นไม้ใหญ่กำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ ในขณะเดียวกันฉันเห็นกลุ่มคนกำลังใช้เสียมขุดดินอันแข็งดั่งหิน ลึกลงไปยังพื้นที่รอบโคนต้นไม้นั่นทำให้ฉันรู้ได้ในทันทีเลยว่า ที่ตรงนี้ได้มีการนำพื้นฟุตพาทออกไปแล้ว ภารกิจใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นหน้าบริเวณกระทรวงกลาโหมแห่งนี้  

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ พิมพ์-พรนภา ศิริบุญญฤทธิ์ หนึ่งในทีมฟื้นฟูต้นมะขามและมะฮอกกานี บริเวณกระทรวงกลาโหม บริษัทรุกขกรวิสาหกิจเพื่อสังคม สังกัด BIG Trees ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลต้นไม้อย่างถูกวิธีหรือที่เราเรียกว่า ‘ศาสตร์รุกขกรรม’ เปรียบเสมือน ‘อารักษ์’ ให้เหล่าคุณต้นไม้นั่นเอง 

พิมพ์เล่าให้เราฟังว่า ต้นมะขามหน้ากระทรวงกลาโหมเหล่านี้ เมื่อลองตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานของต้นไม้ตั้งแต่รากจนถึงใบ พบว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคงจะเป็นเรื่องระบบรากไม่ทำงาน สาเหตุมาจากดินข้างใต้ขาดสารอาหารอีกทั้งเป็นดินที่ผสมกับเศษอิฐ หิน และทราย รวมถึงโครงสร้างพื้นฟุตพาทที่บีบอัดแน่นจนเกินไป ทำให้ดินแข็ง ส่งผลให้รากหาอาหารไม่ได้ หนทางแก้คือต้องเร่งฟื้นฟูระบบรากของต้นไม้ให้กลับทำงานได้ปกติ ด้วยวิธีการดังนี้

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'
ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

1) การฟื้นฟูระบบรากด้วยการเปิดพื้นปูนเดิมออก

2) ใช้นวัตกรรมการฟื้นฟูต้นไม้ โดยเปลี่ยนดินที่เสื่อมสภาพด้วยการใช้เสียมขุด เอาดินเดิมออกโดยไม่ทำให้รากต้นไม้เสียหาย

3) เติมและบำรุงดินด้วยปุ๋ยและไบโอชาร์ (ถ่านชีวภาพ) ถ่านคุณภาพสูงที่มาจากการเผากิ่งไม้ที่มาจากการตัดแต่งต้นไม้เมื่อผสมกับดินและปุ๋ยให้กับต้นไม้ ไบโอชาร์จะกักเก็บสารอาหารแล้วค่อยๆ ปล่อยออกมาให้กับต้นไม้เป็นเวลานาน และเป็นการกักเก็บคาร์บอนลงในดิน

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

4) ผสมดินโครงสร้าง (Structural Soil) ซึ่งเป็นดินผสมหินขนาดเล็กใส่บริเวณโคนต้นไม้ เพื่อเพิ่มช่องว่างในดินไม่ให้ดินถูกบดอัดมากไป และอากาศจะแทรกอยู่ทำให้กระบวนการหายใจของรากเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

5) ปูด้วยบล็อกพรุน (Porous Block) อากาศและน้ำจึงซึมผ่านลงไปยังรากได้

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

พอได้ฟังแล้วเราครุ่นคิดได้ทันทีเลยว่า ‘หากเปรียบต้นไม้เป็นมนุษย์ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอุดรูจมูกไว้ เราคงอึดอัดและหายใจลำบากไม่น้อย’ 

03

เสียงเจื้อยแจ้วของเหล่าอาสาสมัครคนรักต้นไม้สอดประสานกันอยู่ริมถนน ช่างเป็นภาพหนึ่งนี่น่าประทับใจอย่างมาก ใบหน้าที่ยิ้มแย้มกับการกระทำที่คอยหยิบจับจอบเสียม ผสมดินและถ่านชาร์โคลให้กับต้นมะขาม ก่อนปิดทับด้วยบล็อกพรุน ในขณะที่ฉันกำลังเดินสนทนาอยู่กับ ปุ้ม-อรยา สูตะบุตร และ โช-สุนทร การินทร์ จากทีมคนรักต้นไม้ที่ร่วมฟื้นฟูต้นไม้มาแล้วทั่วกรุงจาก BIG Trees

“หนึ่งในสิ่งที่เป็นความกังวลจากการทำงานอนุรักษ์ต้นไม้มาแล้ว คือเราพบว่าคนทั่วไปไม่เข้าใจธรรมชาติของต้นไม้ ทุกวันเราขับรถผ่านท้องถนนที่เต็มไปด้วยต้นไม้อยู่ตามข้างทาง แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าต้นไม้เหล่านั้นมีปัญหาอะไร เห็นใบมีสีเขียวแสดงว่าต้นไม้ยังสมบูรณ์อยู่ แต่แท้จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้นแต่เราแค่ไม่รู้” ปุ้มพูดขึ้น

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

การลงมือปฏิบัติการฟื้นฟูต้นไม้ในเมืองโดยทีมเหล่าอาสาสมัคร จึงต้องเผยแพร่การทำงานสู่สาธารณะ เพื่อให้คนทั่วไปที่สัญจรผ่านไปมาได้เห็นการทำงานเกี่ยวกับต้นไม้และฉุกคิดถึงเรื่องของต้นไม้ขึ้น ไม่เพียงต้นไม้ในที่สาธารณะเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงต้นไม้ในบ้านเรือนด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเหมือนกัน ถือเป็นการสร้างความเข้าใจในเรื่องต้นไม้ทางอ้อมแก่คนทั่วไป โดยที่ไม่ต้องป่าวประกาศหรือจัดอมรมให้เอิกเกริก

ตลอดระยะเวลา 8 ปี ของกลุ่ม BIG Trees ที่ได้ดูแลต้นไม้ในเมืองไปจำนวนไม่น้อย และได้สร้างเครือข่าย แผ่ขยายรัศมีออกไปสู่สาธารณชน เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมชัดสุดคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการฟื้นฟูคุณปู่ตะเคียนให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์นั่นเอง  

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

“หากฟื้นฟูต้นมะขามทั้งหมดสิบเอ็ดต้นหน้ากระทรวงกลาโหมนี้เสร็จ และได้เห็นมันเติบโตขึ้นอีกหลายปีต่อจากนี้ เราก็รู้สึกภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์ต้นไม้กับเหล่าคนรักต้นไม้เหมือนกับเรา” โชพูดปิดท้าย

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

04

บทส่งท้าย

‘ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด’ เสียงลอดออกมาจากโทรศัพท์ ฉันกำลังจะได้คุยกับ อุ๊-ช่อผกา วิริยานนท์ บุคคลสำคัญที่ทำให้เกิดโครงการฟื้นฟูต้นมะขามและมะฮอกกานี บริเวณกระทรวงกลาโหม ฉันถามคุณอุ๊ถึงความคาดหวังเกี่ยวกับการอนุรักษ์ต้นไม้ในเมืองที่อยากจะเห็นในสังคม

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

“ทุกครั้งที่เราสร้างต้นแบบการฟื้นฟูระบบราก แปลว่าเรากำลังผ่าทางตันว่าในวิธีดูแลต้นไม้แบบเก่า คุณเคยกระทำการใดๆ ต่อรากต้นไม้ด้วยความจำเป็นมากมาย บัดนี้เราต้องเปลี่ยนการกระทำเหล่านั้น มันคือการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน ซึ่งไม่ง่ายเลย มันจะส่งผลกระทบมากมาย และการเริ่มต้นสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ คือโมเดลต้นแบบที่เอาไปประยุกต์และขยายผลต่อไปได้ในอีกหลายพื้นที่

“สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือต้องทำให้สังคมไทยมีชีวิตที่ร่มรื่นและปลอดภัยในการอยู่กับต้นไม้ ไปพร้อมๆ กับการเติบโตของต้นไม้ เพราะเรามีความเชื่อมั่นว่าต้นไม้ในเมืองคือสินทรัพย์ของคนในเมือง เราอยากให้กรุงเทพฯ และประเทศไทยสร้างต้นไม้ในเมืองและใช้ประโยชน์จากต้นไม้ได้อย่างมหาศาลต่อไป” คุณอุ๊ทิ้งท้ายถึงความหวังในการอยู่ร่วมกันของต้นไม้ในเมืองต่อไป

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

Writer

พิชญาภัค เจริญวัง

ชอบอ่านเรื่องความรัก ชอบคิดเรื่องเพ้อฝัน ชอบเขียนคำคมและบทกลอน วันว่างๆ ชอบวาดรูปธรรมชาติเก็บไว้เป็นไดอารี่ของตัวเอง

Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

‘เชียงราย’ เป็นเมืองขนาดกลางเหนือสุดในสยามที่เรามาเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง เท่าที่จำความได้ เชียงรายอุดมด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติที่สวยงาม แถมเป็นเมืองศิลปะที่มีศิลปินพำนักอยู่แทบทุกอำเภอ แต่น่าแปลกที่เมืองศิลปะแห่งนี้กลับไม่มีพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้เยาวชนและคนที่สนใจเข้าไปทิ้งตัวเท่าไหร่ ต่างจากเมืองศูนย์กลางอย่างกรุงเทพฯ ที่เดินย่านไหนก็พบพื้นที่สร้างสรรค์เก๋ ๆ เต็มไปหมด 

เมื่อรู้ว่ามีคนทำหนัง 2 คนย้ายสำมะโนครัวจากกรุงเทพฯ มาตั้งรกรากที่เชียงราย พร้อมเปิด ‘พก

ร้านหนังสือและโรงหนังสารคดีเคลื่อนที่ในรถตู้ขนาดกะทัดรัด ขนสารพัดหนังสือและหนังสารคดีไปฉายตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในและนอกจังหวัด เราก็อดตื่นเต้นไม่ได้และอยากพกใจไปสนทนากับทั้งคู่ทันที

พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ

พกไม่มีหน้าร้าน พกไม่มีวันหยุดหรือวันทำงานที่แน่นอน มีเพียงรถตู้คู่ใจที่พาคนทำหนังอย่าง เป๊ก-ธวัชชัย ดวงนภา และ ดา-สุดารัตน์ สาโรจน์จิตติ ไปทุกที่ พลันล้อรถตู้คันนี้หยุดหมุน พวกเขาก็ค่อย ๆ หยิบจอ เครื่องฉายหนังชั้นดี และกองหนังสือตั้งเล็ก ๆ ที่พกไปด้วยมาจัดวาง 

รอเวลาให้คนมานั่งหน้าจอ ดื่มด่ำกับหนังสารคดีที่คัดสรรให้เข้ากับสถานที่ แล้วปล่อยให้เสียงดนตรี ภาพฉาย และเรื่องราวที่นำเสนอทำงานกับหัวใจของผู้ชมในทุก ๆ พื้นที่ที่พกจะไปถึง

พกใจไปเชียงราย

จุดเริ่มต้นอาจแตกต่าง แต่ปลายทางคือฝั่งฝันเดียวกัน – ชีวิตของดาและเป๊กเป็นแบบนั้น
เป๊กคลุกคลีกับหนังสารคดีมานานกว่า 20 – 30 ปี เริ่มต้นตั้งแต่สารคดีจากรายการ กบนอกกะลา และรายการ คนค้นฅน แม้ตอนนั้นจะยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เสพคืออะไร แต่ 2 รายการนี้ทำให้เขาเข้าเรียนด้านสื่อสารมวลชน อีกทั้งทำงานเกี่ยวกับหนังและวิดีโอจวบจนปัจจุบัน – ซึ่งตรงกันข้ามกับดา 

แต่เดิมดารู้จักมักจี่เพียงการทำหนังฟิกชันตามกรอบตามขนบ เมื่อได้โจทย์ให้ไปทำหนังสารคดีกับชุมชน ภาพที่เห็นและเรื่องราวที่ได้ฟังทำให้เธอจึงตกหลุมรักความเป็นสารคดีเข้าอย่างจัง

“สารคดีเป็นเครื่องมือที่ทำให้เรารู้จักโลกอีกใบหนึ่ง เป็นโลกที่เราไม่อยากปรุงแต่งเยอะ เพราะเรื่องราวของเขามีคุณค่าอยู่แล้ว อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่สารคดีใหญ่ ๆ แบบสารคดีสัตว์โลก สารคดีก็พาเรากลับไปมองเรื่องเล็ก ๆ ใกล้ตัวที่เราอาจมองข้าม นี่แหละ คือเสน่ห์ที่ทำให้เราสนใจสารคดี” ดาอธิบาย

พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ

เมื่อคนทำหนังสองคนที่คลุกคลีกับวงการสร้างสรรค์ในกรุงเทพฯ ตัดสินใจย้ายมาอยู่ในเมืองขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กอย่างเชียงราย แต่เต็มไปด้วยมวลบางอย่างที่ทำงานกับหัวใจ สายตาของทั้งคู่ก็เริ่มสอดส่ายหาเป้าหมายอะไรบางอย่าง และ 1 ปีหลังจากตกตะกอนกับจังหวัดแห่งนี้ ‘พก’ จึงเกิดขึ้น

“ไม่ว่าจะเป็นสารคดีในรูปแบบของหนังหรือหนังสือ เรารู้ว่ามันมีพลังของเรื่องจริงที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมทั้งวงเล็กและวงใหญ่ แต่ในจังหวัดเชียงรายและอีกหลาย ๆ จังหวัดกลับไม่มีพื้นที่อย่างโรงหนังหรือร้านหนังสืออิสระที่จะนำเสนอเรื่องราวเหล่านั้นได้ เราเลยอยากทำมันขึ้นมาเอง” 

เมื่อพวกเขาตกลงปลงใจว่าจะสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในจังหวัดเชียงราย เป๊กและดาต้องหาโมเดลที่ตอบโจทย์ทั้งความฝันและเงินในกระเป๋า การก่อตั้งโรงหนังที่ตั้งอยู่เฉย ๆ รอให้คนแวะเวียนเข้ามาอาจไม่ตอบโจทย์ยุคสมัย แต่โมเดลของรถเคลื่อนที่ที่จะพาหนังไปหาคนดูจึงเข้าท่ากว่า

รถตู้คันมินิของพกจึงรับหน้าที่ที่สุดแสนจะบิ๊กตั้งแต่ตอนนั้น

พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ
พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ

พกหนังไปฉาย

แรกเริ่ม เป๊กและดาเน้นจัดฉายหนังโดยเก็บค่าเข้าชมในราคา 80 – 100 บาท เมื่อการมีอยู่ของพกเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น และเห็นว่าโมเดลนี้มีคุณค่ากับวงการสร้างสรรค์และประชาชนคนทั่วไป เจ้าของพื้นที่ต่าง ๆ ก็เริ่มเหมารอบหนังไปจัดฉาย เรียกว่าช่วยลดค่าตั๋วให้คนดูและช่วยให้พกอยู่ได้ด้วย 

“การที่เราฉายหนังแล้วมีคนยอมจ่ายค่าตั๋วมาดู ก็แสดงให้เห็นคุณค่าบางอย่างแล้ว แต่คุณค่าหลังจากนั้นคือ บางครั้งมีคนสนับสนุนเพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ถึงคนดูไม่เสียเงินแต่ก็เสียเวลาและอาจจะต้องเสียค่าเดินทาง แปลว่าภาพยนตร์มันทำงานกับเขาอย่างสุดหัวใจ” เป๊กเล่าถึงคุณค่าที่เขาพบ

วิธีการเลือกหนังไปฉายของพกไม่ได้ขึ้นอยู่กับเป๊กและดา แต่ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่นั้นคืออะไร เจ้าของพื้นที่ต้องการหนังรูปแบบไหน จากนั้นจึงจะคัดสรรหนังให้เจ้าของพื้นที่และตัวพื้นที่เลือกสรรอีกทีหนึ่ง  

พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ

“เราไม่ทำแบบนี้ก็ได้ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็จะไม่ใช่พก” เป๊กบอก

“เราสองคนรู้สึกด้วยซ้ำว่าพกมีชีวิต ทุกครั้งที่เราขับรถออกไปฉายหนัง ไม่ใช่เราสองคน แต่มันคือพก ซึ่งอยู่เดี่ยว ๆ ไม่ได้ แต่คือการไปต่อปลั๊กอินกับพื้นที่นั้น ๆ เพื่อเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งให้กับพื้นที่นั้น ที่อยากจะสื่อสารหรือลดทอนประเด็นบางอย่างที่อาจเข้าถึงยาก” ดาขยายความ

เธอยกตัวอย่างให้เราฟังว่า พกเข้าไปต่อปลั๊กอินกับพื้นที่นั้น ๆ แบบไหน ครั้งหนึ่งพกไปฉายหนังที่เทศกาลศิลปะเพื่อชุมชนของเชียงใหม่ เข้าไปสนับสนุนชุมชนศิลปะด้วยการฉายหนังสารคดีเรื่อง Kusama: Infinity พาผู้ชมไปทำความรู้จักเรื่องราวของศิลปินหญิงเจ้าของศิลปะลายจุดอย่าง Yayoi Kusama หรือ ไปฉายหนังที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย ทั้งคู่ก็มีโอกาสหยิบหนังสารคดี Inside The Uffizi ที่เล่าถึงเบื้องหลังการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์เก่าแก่ที่สุดในโลกมาฉาย

“วันนั้นคนวงการศิลปะในเชียงรายมาดูเต็มเลย คิดดูสิว่าภาพงานศิลปะที่ผู้กำกับตั้งใจถ่ายทอดอย่างดีมันทำงานกับผู้คนแค่ไหน” เป๊กย้อนเล่าถึงภาพเหตุการณ์ที่ยังคงติดอยู่ในหัวเขาเสมอ

นี่คงเป็นชีวิตของพกที่ทั้งคู่ว่าไว้ 

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

พกหนังสือไปเสิร์ฟ

แม้ในเพจเฟซบุ๊กของพกจะเล่าถึงหนังสารคดีมากกว่า แต่ความตั้งใจของทั้งคู่คือ ไม่ได้เป็นแค่โรงหนังเคลื่อนที่เท่านั้น แต่ยังเป็นร้านหนังสืออิสระขนาดมินิด้วย ความน่าสนใจคือหนังสือที่ทั้งคู่เลือกพกไปในแต่ละครั้ง สอดคล้องหรือเชื่อมโยงกับหนังสารคดีที่ทั้งคู่นำไปฉายเสมอ

“ทั้งหนังสือและหนังสารคดีมันคือเรื่องเล่าเหมือนกัน เพียงแต่มีวิธีการเสพแตกต่างกัน ในบางจังหวะ เราก็ต้องการเสพเรื่องราวในรูปแบบของหนังสือ เพื่อให้เรามีเวลาระหว่างบรรทัดในการเก็บเกี่ยวเรื่องเหล่านั้น แต่บางครั้งเราก็ต้องการการแพ็กรวมแบบหนัง แล้วค่อยใช้เวลาหลังจากนั้นเพื่อทบทวน 

“เราเอาหนังสือไปขาย เราไม่บอกว่าเล่มนี้ดีนะคะ เราวางหนังสือไว้เฉย ๆ ให้เขาสนทนากับหนังสือจนกว่าจะถามเรา เราเชื่อว่าถ้าหนังสือเรียกใครสักคนเข้ามา แสดงว่าหนังสือเล่มนั้นทำงานของมันแล้ว”

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

ดายกตัวอย่างให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเป๊กและดาเคยฉายหนังเรื่อง The World Better Your Feet เล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่ออกเดินทางด้วยเท้าหลายหมื่นกิโลเมตร เป็นหนังที่นำเสนอแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับ ‘เมือง’ หนังสือที่ทั้งคู่จะหยิบไปวางไว้ในวันนั้นก็จะเป็นหนังสือที่ว่าด้วยเมืองเช่นเดียวกัน

ถ้าครั้งไหนพกไปฉายหนังในจังหวัดหรือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยร้านหนังสืออิสระที่คนเข้าถึงได้อยู่แล้ว ทั้งคู่ก็จะวางหนังสือไว้ที่บ้าน แล้วพกเพียงหนังไปฉาย เพื่อให้เกียรติเจ้าของร้านหนังสือในพื้นที่นั้น

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

พกบทสนทนา

สนทนากับพกมาจนถึงตอนนี้ คอหนัง (ในโรง) อาจสงสัยแบบเราว่า คุณภาพของภาพที่ฉายคมชัดเพียงพอต่อความต้องการของผู้ชมมากน้อยแค่ไหน เป๊กอธิบายคร่าว ๆ ว่า โปรเจกเตอร์และเครื่องเสียงถูกคัดสรรมาเพียงพอที่จะฉายกลางแจ้งได้ และหลังพระอาทิตย์ตกดินคือเวลาฉายหนังที่เหมาะสมที่สุด

ตอนฉายแรก ๆ เรากังวลกันมาก” ดาบอกความในใจ “เรากังวลว่ามันต้องมืด ต้องเงียบ หรือต้องพยายามทำให้เป็นโรงหนัง แต่ท้ายที่สุด เราพบว่าไม่จำเป็นต้องมีขนบแบบโรงหนังก็ได้ เป็นอารมณ์เหมือนไปดูหนังบ้านเพื่อนที่ไม่มีคนมาบ่นว่าจอไม่มืด เสียงรถดัง และบรรยากาศคล้ายหนังกลางแปลงที่กินไป ดูหนังไปก็ได้ ล่าสุดเรากินราเมงนอนดูหนัง มันคือความอิสระที่อยู่บนฐานของความเคารพกัน” 

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

ด้วยรูปแบบการดูหนังแบบนี้เองที่ทำให้การฉายหนังของทั้งคู่นำมาซึ่งบทสนทนาระหว่างผู้ชม เจ้าของพื้นที่ และตัวพกเอง เช่นครั้งที่จัดฉายหนังว่าด้วยศิลปะ หลังหนังจบ ทุกคนก็พูดคุยเรื่องศิลปะกันต่อ ดาบอกว่าทั้งคู่ไม่ได้ตั้งใจจัดกิจกรรมทอล์กแต่อย่างใด แต่บทสนทนาเหล่านั้นเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ จากการที่ผู้ชมตกตะกอนอะไรบางอย่างและต้องการพรั่งพรูความคิดของตัวเองให้ใครสักคนฟัง ซึ่งการนั่งดูหนังผ่านสตรีมมิ่งที่บ้านด้วยกันไม่กี่คนก็อาจทำให้บทสนทนาเหล่านี้ขาดหายไป 

“นอกจากทำให้เกิดบทสนทนาแล้ว เรากับดาเพิ่งค้นพบความหมายใหม่ของหนังว่า หนังสร้างตัวเลือกทางเศรษฐกิจได้ อย่างตอนที่เราจัดฉายหนังเรื่อง Come Back Anytime เล่าเรื่องของคุณลุงคนหนึ่งที่ทำร้านราเมง กลายเป็นว่าร้านราเมงแถวนั้นขายได้ 50 ถ้วย มันทำให้เราเห็นความงดงามที่หนังได้ทำหน้าที่บางอย่างกับชุมชนตรงนั้น” 

เป๊กเสริมต่อจากดา ชวนให้เราเห็นว่า นอกจากจะพกหนังสือและหนังไปเติมเต็มความสร้างสรรค์ใหม่ ๆ พวกเขายังสร้างคุณค่าอื่น ๆ ให้กับผู้คนและสถานที่ด้วย

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

แล้วพกกันใหม่

ตลอดการสนทนากับดาและเป๊ก ทั้งคู่ย้ำกับเราเสมอว่า พกมีชีวิตเป็นของตัวเอง จนทั้งคู่พยายามไม่เอาแง่มุมธุรกิจไปครอบงำมากเกินไป นั่นทำให้พกยิ่งอยู่ยากเข้าไปใหญ่ และตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2020 ทั้งคู่ยังคงทำงานส่วนตัวเพื่อทำให้พกอยู่ต่อได้ เพราะค่าใช้จ่ายสูงสุดของพกคือค่าน้ำมัน

ทั้งคู่จึงอาศัยว่าถ้าใครไปทำงานที่ไหน ก็จะพกพกไปด้วย ถ้าพื้นที่ไหนเห็นคุณค่าและเหมารอบหนังไปฉาย ก็ถือเป็นการสนับสนุนผู้ชมและพกไปในตัว ช่วยลดความเสี่ยงหากคนดูน้อยเกินกว่าค่าน้ำมันที่ทั้งคู่จ่าย และเพื่อให้ล้อของพกหมุนต่อได้ ทั้งคู่จึงต้องขายหนังสือที่นำไปจัดวางในราคาเต็มเสมอ  

“พกเลี้ยงตัวเองไม่ได้ แต่มันเลี้ยงใจเรา” ดาเล่าพลางหัวเราะ 

“เราเคยตั้งคำถามกับพกเยอะนะ แต่ทุกครั้งที่เราฉายหนัง มันมีคำตอบให้เราทำต่อ อาจจะไม่ได้ตอบเรื่องธุรกิจ แต่มันตอบคุณค่าบางอย่าง คุณค่าของพื้นที่ คุณค่าของตัวเรา แล้วสุดท้ายภาพที่เราอยากเห็นคือ ทุก ๆ พื้นที่ควรจะเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้เท่า ๆ กัน” เธอพูดถึงสิ่งที่เธอปั้นมันขึ้นมา

“ถ้ามีคนทำสิ่งนี้ใกล้ ๆ บ้าน เราก็คงไม่ทำ เพราะอยากเป็นคนดูบ้าง แต่มันไม่มี เราเลยต้องทำ เพื่อวางรากฐานภาพยนตร์อิสระให้ค่อย ๆ งอกขึ้นมาในชุมชน เผื่อคนเห็นแล้วจุดไฟให้เขาอยากจัดฉายหนังเองบ้าง ซึ่งเรายินดีมาก สักวันมันจะเข้าไปหาผู้คน สุดท้ายก็จะส่งผลดีกับวงการภาพยนตร์อิสระและคนทำภาพยนตร์อิสระ” เป๊กบอกความตั้งใจ พร้อมเล่าว่ากระบวนการที่ทำให้พกอยู่ได้ด้วยตนเอง อาจต้องใช้เวลาและแรงกายมากกว่านี้  แต่เพราะพกเร่งรีบไม่ได้ ทั้งเป๊กและดาจึงค่อย ๆ ปั้นพกด้วยกัน

จุดเริ่มต้นอาจแตกต่าง แต่ปลายทางคือฝั่งฝันเดียวกัน – ชีวิตของดาและเป๊กเป็นแบบนั้น

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

ประภพ แก้วใจ

คนทำซาวนด์ที่บันทึกเรื่องราวของ ภาพ เสียง ความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load