เครือข่ายต้นไม้ในเมือง คือกลุ่มคนที่รักต้นไม้และอยากเห็นเมืองร่มรื่น เขียวชอุ่ม ด้วยการตัดแต่งต้นไม้อย่างถูกวิธี จากการสร้างภาพจำให้คนในเมืองตระหนักถึงต้นไม้ในฐานะสินทรัพย์อันล้ำค่าและควรค่าแก่การอนุรักษ์ พวกเขาทำหน้าที่ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลต้นไม้ เพื่อฟื้นฟูต้นไม้ประวัติศาสตร์และต้นไม้โบราณทั่วกรุง โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นตะเคียน หลังวัดราชบพิธฯ คลองคูเมืองเดิม ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า เป็นต้นไม้ที่รัชกาลที่ 1 ทรงปลูก อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุมากที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ของกรุงรัตนโกสินทร์ 

จากความร่วมมือที่เกิดขึ้น ขยายผลให้เครือข่ายต้นไม้ในเมืองร่วมกับ BIG Trees กลุ่มคนเมืองที่ต้องการสร้างความเข้าใจให้คนในเมืองมีส่วนร่วมและรู้คุณค่าของการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืนให้กับเมือง และกระทรวงกลาโหม จัดทำโครงการ ‘การฟื้นฟูต้นมะขามและมะฮอกกานี บริเวณกระทรวงกลาโหม’ เพื่อแก้ไขปัญหาระบบรากต้นไม้ที่เข้าขั้นวิกฤต รวมทั้งป้องกันอันตรายก่อนต้นไม้จะหักโค่นลงมาสู่คนทั่วไปที่สัญจรอยู่ 

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'
ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของเหล่าคนรักต้นไม้ที่มีจุดหมายเดียวกัน คือการดูแลต้นไม้ด้วยวิธีการที่ถูกต้องบนพื้นฐานของความเข้าใจ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืนให้กับเมือง และต่อยอดไปสู่การดูแลต้นไม้ในเมืองทั่วประเทศ 

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

01

เมื่อย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครทางสถลมารคในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อเดือนพฤษภาคม จึงเกิดความร่วมมือของเหล่านักอนุรักษ์ขึ้น เพื่อฟื้นฟูต้นไม้ประวัติศาสตร์ในบริเวณพระราชพิธี รวมถึงต้นไม้สำคัญ เช่น ต้นตะเคียน หลังวัดพระราชบพิธฯ ให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม ซึ่งนักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่ารัชกาลที่ 1 ทรงให้ปลูกเพื่อใช้ในการสร้างเรือ ผลจากการดูแลต้นคุณปู่ตะเคียนมาเป็นเวลา 1 ปี ทำให้คุณปู่ตะเคียนออกจากห้องไอซียูได้แล้ว สร้างความอิ่มเอมใจและกำลังใจให้เหล่าคนรักต้นไม่น้อย

จากความร่วมมือที่ผ่านมา ขยายผลให้เกิดความร่วมมืออนุรักษ์ฟื้นฟูต่อยอดมาจนถึงต้นไม้ในย่านเดียวกัน คือ ต้นมะขามและมะฮอกกานีหน้ากระทรวงกลาโหมที่เรากำลังยืนอยู่นี้

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

02

เรากำลังอยู่ในพื้นที่การฟื้นฟูต้นมะขามและมะฮอกกานีบริเวณกระทรวงกลาโหม เสียงค้อนทุบพื้นฟุตพาทริมถนนดัง ‘ตุบ’ กับภาพที่เห็นคือพื้นรอบโคนต้นไม้ใหญ่กำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ ในขณะเดียวกันฉันเห็นกลุ่มคนกำลังใช้เสียมขุดดินอันแข็งดั่งหิน ลึกลงไปยังพื้นที่รอบโคนต้นไม้นั่นทำให้ฉันรู้ได้ในทันทีเลยว่า ที่ตรงนี้ได้มีการนำพื้นฟุตพาทออกไปแล้ว ภารกิจใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นหน้าบริเวณกระทรวงกลาโหมแห่งนี้  

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ พิมพ์-พรนภา ศิริบุญญฤทธิ์ หนึ่งในทีมฟื้นฟูต้นมะขามและมะฮอกกานี บริเวณกระทรวงกลาโหม บริษัทรุกขกรวิสาหกิจเพื่อสังคม สังกัด BIG Trees ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลต้นไม้อย่างถูกวิธีหรือที่เราเรียกว่า ‘ศาสตร์รุกขกรรม’ เปรียบเสมือน ‘อารักษ์’ ให้เหล่าคุณต้นไม้นั่นเอง 

พิมพ์เล่าให้เราฟังว่า ต้นมะขามหน้ากระทรวงกลาโหมเหล่านี้ เมื่อลองตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานของต้นไม้ตั้งแต่รากจนถึงใบ พบว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคงจะเป็นเรื่องระบบรากไม่ทำงาน สาเหตุมาจากดินข้างใต้ขาดสารอาหารอีกทั้งเป็นดินที่ผสมกับเศษอิฐ หิน และทราย รวมถึงโครงสร้างพื้นฟุตพาทที่บีบอัดแน่นจนเกินไป ทำให้ดินแข็ง ส่งผลให้รากหาอาหารไม่ได้ หนทางแก้คือต้องเร่งฟื้นฟูระบบรากของต้นไม้ให้กลับทำงานได้ปกติ ด้วยวิธีการดังนี้

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'
ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

1) การฟื้นฟูระบบรากด้วยการเปิดพื้นปูนเดิมออก

2) ใช้นวัตกรรมการฟื้นฟูต้นไม้ โดยเปลี่ยนดินที่เสื่อมสภาพด้วยการใช้เสียมขุด เอาดินเดิมออกโดยไม่ทำให้รากต้นไม้เสียหาย

3) เติมและบำรุงดินด้วยปุ๋ยและไบโอชาร์ (ถ่านชีวภาพ) ถ่านคุณภาพสูงที่มาจากการเผากิ่งไม้ที่มาจากการตัดแต่งต้นไม้เมื่อผสมกับดินและปุ๋ยให้กับต้นไม้ ไบโอชาร์จะกักเก็บสารอาหารแล้วค่อยๆ ปล่อยออกมาให้กับต้นไม้เป็นเวลานาน และเป็นการกักเก็บคาร์บอนลงในดิน

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

4) ผสมดินโครงสร้าง (Structural Soil) ซึ่งเป็นดินผสมหินขนาดเล็กใส่บริเวณโคนต้นไม้ เพื่อเพิ่มช่องว่างในดินไม่ให้ดินถูกบดอัดมากไป และอากาศจะแทรกอยู่ทำให้กระบวนการหายใจของรากเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

5) ปูด้วยบล็อกพรุน (Porous Block) อากาศและน้ำจึงซึมผ่านลงไปยังรากได้

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

พอได้ฟังแล้วเราครุ่นคิดได้ทันทีเลยว่า ‘หากเปรียบต้นไม้เป็นมนุษย์ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอุดรูจมูกไว้ เราคงอึดอัดและหายใจลำบากไม่น้อย’ 

03

เสียงเจื้อยแจ้วของเหล่าอาสาสมัครคนรักต้นไม้สอดประสานกันอยู่ริมถนน ช่างเป็นภาพหนึ่งนี่น่าประทับใจอย่างมาก ใบหน้าที่ยิ้มแย้มกับการกระทำที่คอยหยิบจับจอบเสียม ผสมดินและถ่านชาร์โคลให้กับต้นมะขาม ก่อนปิดทับด้วยบล็อกพรุน ในขณะที่ฉันกำลังเดินสนทนาอยู่กับ ปุ้ม-อรยา สูตะบุตร และ โช-สุนทร การินทร์ จากทีมคนรักต้นไม้ที่ร่วมฟื้นฟูต้นไม้มาแล้วทั่วกรุงจาก BIG Trees

“หนึ่งในสิ่งที่เป็นความกังวลจากการทำงานอนุรักษ์ต้นไม้มาแล้ว คือเราพบว่าคนทั่วไปไม่เข้าใจธรรมชาติของต้นไม้ ทุกวันเราขับรถผ่านท้องถนนที่เต็มไปด้วยต้นไม้อยู่ตามข้างทาง แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าต้นไม้เหล่านั้นมีปัญหาอะไร เห็นใบมีสีเขียวแสดงว่าต้นไม้ยังสมบูรณ์อยู่ แต่แท้จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้นแต่เราแค่ไม่รู้” ปุ้มพูดขึ้น

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

การลงมือปฏิบัติการฟื้นฟูต้นไม้ในเมืองโดยทีมเหล่าอาสาสมัคร จึงต้องเผยแพร่การทำงานสู่สาธารณะ เพื่อให้คนทั่วไปที่สัญจรผ่านไปมาได้เห็นการทำงานเกี่ยวกับต้นไม้และฉุกคิดถึงเรื่องของต้นไม้ขึ้น ไม่เพียงต้นไม้ในที่สาธารณะเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงต้นไม้ในบ้านเรือนด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเหมือนกัน ถือเป็นการสร้างความเข้าใจในเรื่องต้นไม้ทางอ้อมแก่คนทั่วไป โดยที่ไม่ต้องป่าวประกาศหรือจัดอมรมให้เอิกเกริก

ตลอดระยะเวลา 8 ปี ของกลุ่ม BIG Trees ที่ได้ดูแลต้นไม้ในเมืองไปจำนวนไม่น้อย และได้สร้างเครือข่าย แผ่ขยายรัศมีออกไปสู่สาธารณชน เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมชัดสุดคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการฟื้นฟูคุณปู่ตะเคียนให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์นั่นเอง  

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

“หากฟื้นฟูต้นมะขามทั้งหมดสิบเอ็ดต้นหน้ากระทรวงกลาโหมนี้เสร็จ และได้เห็นมันเติบโตขึ้นอีกหลายปีต่อจากนี้ เราก็รู้สึกภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์ต้นไม้กับเหล่าคนรักต้นไม้เหมือนกับเรา” โชพูดปิดท้าย

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

04

บทส่งท้าย

‘ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด’ เสียงลอดออกมาจากโทรศัพท์ ฉันกำลังจะได้คุยกับ อุ๊-ช่อผกา วิริยานนท์ บุคคลสำคัญที่ทำให้เกิดโครงการฟื้นฟูต้นมะขามและมะฮอกกานี บริเวณกระทรวงกลาโหม ฉันถามคุณอุ๊ถึงความคาดหวังเกี่ยวกับการอนุรักษ์ต้นไม้ในเมืองที่อยากจะเห็นในสังคม

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

“ทุกครั้งที่เราสร้างต้นแบบการฟื้นฟูระบบราก แปลว่าเรากำลังผ่าทางตันว่าในวิธีดูแลต้นไม้แบบเก่า คุณเคยกระทำการใดๆ ต่อรากต้นไม้ด้วยความจำเป็นมากมาย บัดนี้เราต้องเปลี่ยนการกระทำเหล่านั้น มันคือการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน ซึ่งไม่ง่ายเลย มันจะส่งผลกระทบมากมาย และการเริ่มต้นสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ คือโมเดลต้นแบบที่เอาไปประยุกต์และขยายผลต่อไปได้ในอีกหลายพื้นที่

“สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือต้องทำให้สังคมไทยมีชีวิตที่ร่มรื่นและปลอดภัยในการอยู่กับต้นไม้ ไปพร้อมๆ กับการเติบโตของต้นไม้ เพราะเรามีความเชื่อมั่นว่าต้นไม้ในเมืองคือสินทรัพย์ของคนในเมือง เราอยากให้กรุงเทพฯ และประเทศไทยสร้างต้นไม้ในเมืองและใช้ประโยชน์จากต้นไม้ได้อย่างมหาศาลต่อไป” คุณอุ๊ทิ้งท้ายถึงความหวังในการอยู่ร่วมกันของต้นไม้ในเมืองต่อไป

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

Writer

Avatar

พิชญาภัค เจริญวัง

ชอบอ่านเรื่องความรัก ชอบคิดเรื่องเพ้อฝัน ชอบเขียนคำคมและบทกลอน วันว่างๆ ชอบวาดรูปธรรมชาติเก็บไว้เป็นไดอารี่ของตัวเอง

Photographer

Avatar

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load