เครือข่ายต้นไม้ในเมือง คือกลุ่มคนที่รักต้นไม้และอยากเห็นเมืองร่มรื่น เขียวชอุ่ม ด้วยการตัดแต่งต้นไม้อย่างถูกวิธี จากการสร้างภาพจำให้คนในเมืองตระหนักถึงต้นไม้ในฐานะสินทรัพย์อันล้ำค่าและควรค่าแก่การอนุรักษ์ พวกเขาทำหน้าที่ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลต้นไม้ เพื่อฟื้นฟูต้นไม้ประวัติศาสตร์และต้นไม้โบราณทั่วกรุง โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นตะเคียน หลังวัดราชบพิธฯ คลองคูเมืองเดิม ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า เป็นต้นไม้ที่รัชกาลที่ 1 ทรงปลูก อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุมากที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ของกรุงรัตนโกสินทร์ 

จากความร่วมมือที่เกิดขึ้น ขยายผลให้เครือข่ายต้นไม้ในเมืองร่วมกับ BIG Trees กลุ่มคนเมืองที่ต้องการสร้างความเข้าใจให้คนในเมืองมีส่วนร่วมและรู้คุณค่าของการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืนให้กับเมือง และกระทรวงกลาโหม จัดทำโครงการ ‘การฟื้นฟูต้นมะขามและมะฮอกกานี บริเวณกระทรวงกลาโหม’ เพื่อแก้ไขปัญหาระบบรากต้นไม้ที่เข้าขั้นวิกฤต รวมทั้งป้องกันอันตรายก่อนต้นไม้จะหักโค่นลงมาสู่คนทั่วไปที่สัญจรอยู่ 

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'
ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของเหล่าคนรักต้นไม้ที่มีจุดหมายเดียวกัน คือการดูแลต้นไม้ด้วยวิธีการที่ถูกต้องบนพื้นฐานของความเข้าใจ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืนให้กับเมือง และต่อยอดไปสู่การดูแลต้นไม้ในเมืองทั่วประเทศ 

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

01

เมื่อย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครทางสถลมารคในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อเดือนพฤษภาคม จึงเกิดความร่วมมือของเหล่านักอนุรักษ์ขึ้น เพื่อฟื้นฟูต้นไม้ประวัติศาสตร์ในบริเวณพระราชพิธี รวมถึงต้นไม้สำคัญ เช่น ต้นตะเคียน หลังวัดพระราชบพิธฯ ให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม ซึ่งนักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่ารัชกาลที่ 1 ทรงให้ปลูกเพื่อใช้ในการสร้างเรือ ผลจากการดูแลต้นคุณปู่ตะเคียนมาเป็นเวลา 1 ปี ทำให้คุณปู่ตะเคียนออกจากห้องไอซียูได้แล้ว สร้างความอิ่มเอมใจและกำลังใจให้เหล่าคนรักต้นไม่น้อย

จากความร่วมมือที่ผ่านมา ขยายผลให้เกิดความร่วมมืออนุรักษ์ฟื้นฟูต่อยอดมาจนถึงต้นไม้ในย่านเดียวกัน คือ ต้นมะขามและมะฮอกกานีหน้ากระทรวงกลาโหมที่เรากำลังยืนอยู่นี้

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

02

เรากำลังอยู่ในพื้นที่การฟื้นฟูต้นมะขามและมะฮอกกานีบริเวณกระทรวงกลาโหม เสียงค้อนทุบพื้นฟุตพาทริมถนนดัง ‘ตุบ’ กับภาพที่เห็นคือพื้นรอบโคนต้นไม้ใหญ่กำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ ในขณะเดียวกันฉันเห็นกลุ่มคนกำลังใช้เสียมขุดดินอันแข็งดั่งหิน ลึกลงไปยังพื้นที่รอบโคนต้นไม้นั่นทำให้ฉันรู้ได้ในทันทีเลยว่า ที่ตรงนี้ได้มีการนำพื้นฟุตพาทออกไปแล้ว ภารกิจใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นหน้าบริเวณกระทรวงกลาโหมแห่งนี้  

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ พิมพ์-พรนภา ศิริบุญญฤทธิ์ หนึ่งในทีมฟื้นฟูต้นมะขามและมะฮอกกานี บริเวณกระทรวงกลาโหม บริษัทรุกขกรวิสาหกิจเพื่อสังคม สังกัด BIG Trees ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลต้นไม้อย่างถูกวิธีหรือที่เราเรียกว่า ‘ศาสตร์รุกขกรรม’ เปรียบเสมือน ‘อารักษ์’ ให้เหล่าคุณต้นไม้นั่นเอง 

พิมพ์เล่าให้เราฟังว่า ต้นมะขามหน้ากระทรวงกลาโหมเหล่านี้ เมื่อลองตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานของต้นไม้ตั้งแต่รากจนถึงใบ พบว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคงจะเป็นเรื่องระบบรากไม่ทำงาน สาเหตุมาจากดินข้างใต้ขาดสารอาหารอีกทั้งเป็นดินที่ผสมกับเศษอิฐ หิน และทราย รวมถึงโครงสร้างพื้นฟุตพาทที่บีบอัดแน่นจนเกินไป ทำให้ดินแข็ง ส่งผลให้รากหาอาหารไม่ได้ หนทางแก้คือต้องเร่งฟื้นฟูระบบรากของต้นไม้ให้กลับทำงานได้ปกติ ด้วยวิธีการดังนี้

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'
ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

1) การฟื้นฟูระบบรากด้วยการเปิดพื้นปูนเดิมออก

2) ใช้นวัตกรรมการฟื้นฟูต้นไม้ โดยเปลี่ยนดินที่เสื่อมสภาพด้วยการใช้เสียมขุด เอาดินเดิมออกโดยไม่ทำให้รากต้นไม้เสียหาย

3) เติมและบำรุงดินด้วยปุ๋ยและไบโอชาร์ (ถ่านชีวภาพ) ถ่านคุณภาพสูงที่มาจากการเผากิ่งไม้ที่มาจากการตัดแต่งต้นไม้เมื่อผสมกับดินและปุ๋ยให้กับต้นไม้ ไบโอชาร์จะกักเก็บสารอาหารแล้วค่อยๆ ปล่อยออกมาให้กับต้นไม้เป็นเวลานาน และเป็นการกักเก็บคาร์บอนลงในดิน

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

4) ผสมดินโครงสร้าง (Structural Soil) ซึ่งเป็นดินผสมหินขนาดเล็กใส่บริเวณโคนต้นไม้ เพื่อเพิ่มช่องว่างในดินไม่ให้ดินถูกบดอัดมากไป และอากาศจะแทรกอยู่ทำให้กระบวนการหายใจของรากเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

5) ปูด้วยบล็อกพรุน (Porous Block) อากาศและน้ำจึงซึมผ่านลงไปยังรากได้

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

พอได้ฟังแล้วเราครุ่นคิดได้ทันทีเลยว่า ‘หากเปรียบต้นไม้เป็นมนุษย์ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอุดรูจมูกไว้ เราคงอึดอัดและหายใจลำบากไม่น้อย’ 

03

เสียงเจื้อยแจ้วของเหล่าอาสาสมัครคนรักต้นไม้สอดประสานกันอยู่ริมถนน ช่างเป็นภาพหนึ่งนี่น่าประทับใจอย่างมาก ใบหน้าที่ยิ้มแย้มกับการกระทำที่คอยหยิบจับจอบเสียม ผสมดินและถ่านชาร์โคลให้กับต้นมะขาม ก่อนปิดทับด้วยบล็อกพรุน ในขณะที่ฉันกำลังเดินสนทนาอยู่กับ ปุ้ม-อรยา สูตะบุตร และ โช-สุนทร การินทร์ จากทีมคนรักต้นไม้ที่ร่วมฟื้นฟูต้นไม้มาแล้วทั่วกรุงจาก BIG Trees

“หนึ่งในสิ่งที่เป็นความกังวลจากการทำงานอนุรักษ์ต้นไม้มาแล้ว คือเราพบว่าคนทั่วไปไม่เข้าใจธรรมชาติของต้นไม้ ทุกวันเราขับรถผ่านท้องถนนที่เต็มไปด้วยต้นไม้อยู่ตามข้างทาง แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าต้นไม้เหล่านั้นมีปัญหาอะไร เห็นใบมีสีเขียวแสดงว่าต้นไม้ยังสมบูรณ์อยู่ แต่แท้จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้นแต่เราแค่ไม่รู้” ปุ้มพูดขึ้น

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

การลงมือปฏิบัติการฟื้นฟูต้นไม้ในเมืองโดยทีมเหล่าอาสาสมัคร จึงต้องเผยแพร่การทำงานสู่สาธารณะ เพื่อให้คนทั่วไปที่สัญจรผ่านไปมาได้เห็นการทำงานเกี่ยวกับต้นไม้และฉุกคิดถึงเรื่องของต้นไม้ขึ้น ไม่เพียงต้นไม้ในที่สาธารณะเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงต้นไม้ในบ้านเรือนด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเหมือนกัน ถือเป็นการสร้างความเข้าใจในเรื่องต้นไม้ทางอ้อมแก่คนทั่วไป โดยที่ไม่ต้องป่าวประกาศหรือจัดอมรมให้เอิกเกริก

ตลอดระยะเวลา 8 ปี ของกลุ่ม BIG Trees ที่ได้ดูแลต้นไม้ในเมืองไปจำนวนไม่น้อย และได้สร้างเครือข่าย แผ่ขยายรัศมีออกไปสู่สาธารณชน เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมชัดสุดคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการฟื้นฟูคุณปู่ตะเคียนให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์นั่นเอง  

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

“หากฟื้นฟูต้นมะขามทั้งหมดสิบเอ็ดต้นหน้ากระทรวงกลาโหมนี้เสร็จ และได้เห็นมันเติบโตขึ้นอีกหลายปีต่อจากนี้ เราก็รู้สึกภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์ต้นไม้กับเหล่าคนรักต้นไม้เหมือนกับเรา” โชพูดปิดท้าย

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

04

บทส่งท้าย

‘ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด’ เสียงลอดออกมาจากโทรศัพท์ ฉันกำลังจะได้คุยกับ อุ๊-ช่อผกา วิริยานนท์ บุคคลสำคัญที่ทำให้เกิดโครงการฟื้นฟูต้นมะขามและมะฮอกกานี บริเวณกระทรวงกลาโหม ฉันถามคุณอุ๊ถึงความคาดหวังเกี่ยวกับการอนุรักษ์ต้นไม้ในเมืองที่อยากจะเห็นในสังคม

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

“ทุกครั้งที่เราสร้างต้นแบบการฟื้นฟูระบบราก แปลว่าเรากำลังผ่าทางตันว่าในวิธีดูแลต้นไม้แบบเก่า คุณเคยกระทำการใดๆ ต่อรากต้นไม้ด้วยความจำเป็นมากมาย บัดนี้เราต้องเปลี่ยนการกระทำเหล่านั้น มันคือการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน ซึ่งไม่ง่ายเลย มันจะส่งผลกระทบมากมาย และการเริ่มต้นสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ คือโมเดลต้นแบบที่เอาไปประยุกต์และขยายผลต่อไปได้ในอีกหลายพื้นที่

“สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือต้องทำให้สังคมไทยมีชีวิตที่ร่มรื่นและปลอดภัยในการอยู่กับต้นไม้ ไปพร้อมๆ กับการเติบโตของต้นไม้ เพราะเรามีความเชื่อมั่นว่าต้นไม้ในเมืองคือสินทรัพย์ของคนในเมือง เราอยากให้กรุงเทพฯ และประเทศไทยสร้างต้นไม้ในเมืองและใช้ประโยชน์จากต้นไม้ได้อย่างมหาศาลต่อไป” คุณอุ๊ทิ้งท้ายถึงความหวังในการอยู่ร่วมกันของต้นไม้ในเมืองต่อไป

ภารกิจใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมของ BIG Trees ผู้มองเห็นว่า 'ที่จริงแล้วต้นไม้ในเมืองมันมีปัญหาทั้งนั้น'

Writer

Avatar

พิชญาภัค เจริญวัง

ชอบอ่านเรื่องความรัก ชอบคิดเรื่องเพ้อฝัน ชอบเขียนคำคมและบทกลอน วันว่างๆ ชอบวาดรูปธรรมชาติเก็บไว้เป็นไดอารี่ของตัวเอง

Photographer

Avatar

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

3 กุมภาพันธ์ 2566
982

“ผม / หนู อยากเป็น…” 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ วัยประถมตอนปลายดังลั่นห้องเรียนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 

บรรยากาศภายในห้องดูไม่คุ้นชิน เพราะนักเรียนไม่ได้นั่งบนโต๊ะเรียงแถวตอนลึกอย่างที่เคยเป็น แต่กลับนั่งเป็นกลุ่มบนพื้น ความตึงเครียดของนักเรียนที่พบได้ทั่วไปกลับกลายเป็นความกระตือรือร้นแย่งกันตอบคำถาม

ห้องเรียนที่ดูแปลกตาไป ณ ขณะนี้ได้รับการเนรมิตจาก ‘มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์’ หรือรู้จักกันในนาม ‘Saturday School’ โรงเรียนคอนเซปต์สุดแหวกแนว ขนขบวนวิชานอกห้องเรียนมาพร้อมคุณครูอาสาถึงที่ นำทีมโดย ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้ง 

ภาพชุลมุนของเด็กน้อยที่วิ่งออกมาแปะความฝันของตนบนกระดานพื้นสีขาวด้านข้างห้อง ทำให้ใบหน้าที่มีเมฆดำลอยอยู่บนหัวแปรผันเป็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของนักเรียนทุกคน

“อย่าลืมความฝันของตัวเอง เมื่อใดที่เราไม่ลืม ทางเดินแห่งนั้นจะเปิดไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ” 

นี่คือข้อความเตือนใจที่ครูอาสากล่าวก่อนจะเริ่มการเรียนการสอน 

คุณครูไม่ได้สั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือไปหน้าที่เท่าไร หรือให้คัดตามคำบอก แต่นำหุ่นยนต์มาแสดงจำลอง รวมถึงอธิบายกลไกการทำงานของมัน เสียงร้องดีใจของเด็ก ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์เคลื่อนไหว เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขไปสู่โลกใบใหม่ของพวกเขา

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

เสาเข็มต้นแรก

ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Saturday School ก็เช่นกัน 

“จริง ๆ แล้วผมเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ไปเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงนั้นในสังคมมีปัญหาหลายอย่าง ตัวเราคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ เลยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษา เพราะว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้น”

จากชีวิตโปรแกรมเมอร์ เลือกเบนเส้นทางเป็นคุณครูในโรงเรียนย่านบางนาถึง 2 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยคืออะไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ลองทำที่โรงเรียน คือการศึกษาว่าจุดไหนสำคัญและเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเด็ก จึงออกมาเป็นกิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ มาวันเสาร์ ชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจการพัฒนาเด็ก ๆ มาสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเด็กก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนปกติ

“แต่ผมไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย เราไม่ได้ถนัด แต่มันทำให้รู้ว่าเราชอบการพัฒนาเด็ก เห็นเด็กเติบโตก็ดีใจ แต่การไปสอนเด็กทุกวันอาจจะไม่ใช่แนวทางของผม”

จากคุณครูประจำในโรงเรียน เริ่มทบทวนชีวิตว่าตัวเองสนใจการช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมากกว่า จึงเข้าสู่การก่อตั้งมูลนิธิอย่างเต็มตัว แต่การทำให้เด็กน้อยที่มีชื่อว่า Saturday School เดินอย่างเป็นสเตปจนเติบใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย

“เริ่มที่ห้องเรียนเดียวก่อน พอเทอมถัดไปก็ชวนเด็กมามากขึ้น จาก 1 ห้องเรียน กลายเป็น 3 ห้องเรียนในโรงเรียนเดิม พอดีตอนนั้นเราเริ่มเปิดแฟนเพจ รับสมัครคุณครู มีคนสนใจจำนวนมากเพียงพอให้ขยายไปเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ได้ เราเลยขยายไปอีกโรงเรียนหนึ่งในเทอมที่ 3 ก็คือปีที่ 2 ของมูลนิธิ ต่อมาจาก 2 โรงเรียนมาเป็น 7 และ 9 โรงเรียน

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“เราพยายามรักษาจำนวนโรงเรียนนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวะที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เริ่มขยายงานและมีพาร์ตเนอร์ในการทำงานด้วยมากขึ้น”

การมีบริวารที่ดีเท่ากับมีชัยไปมากกว่าครึ่ง คำนี้คงใช้ได้ดีกับยีราฟ เพราะบรรดาคุณครูและผู้อำนวยการโรงเรียนย่านบางนาล้วนเปิดโอกาสให้เขาสอน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของเขาอีกแรง เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องจักรพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย

จากเด็กที่ต้องคอยป้อนข้าวและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ บัดนี้ Saturday School ยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว 

เด็กเมือง

Saturday School กระจายตัวอยู่ตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ เยอะที่สุดก็จริง แต่จะพูดว่าเน้นเป็นหลักอาจไม่ได้ เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้ตั้งใจจะโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด 

เริ่มแรกมูลนิธิเคยพยายามขยายไปยังต่างจังหวัด แต่ด้วยเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องมีคนคอยจัดการประจำ ครูอาสาที่จังหวัดนั้น ๆ ต้องมาสอนทุกสัปดาห์ จึงอาจเป็นสิ่งเกินตัวยีราฟที่ยังดูแลได้ไม่เต็มที่ โครงการจึงต้องพับเก็บไปในที่สุด 

“ถ้ามองกันจริง ๆ ในกรุงเทพฯ มีเด็กที่ฐานะของครอบครัวไม่ได้ต่างจากเด็กที่อาศัยในชนบทมากนัก อาจเพราะในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงกว่า เด็กอาจจะเครียดกว่า แต่ในด้านการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เด็กกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทั้งเด็กเมืองและเด็กชนบทจึงมีความท้าทายที่ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน”

ปัจจุบันรากฐานของ Saturday School เริ่มแข็งแรง กำลังขยายไปอีกเกือบ 10 จังหวัด และจะขยายต่อไปเรื่อย ๆ

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

ห้องเรียนไม่ซ้ำแบบของโรงเรียนนอกเวลา

เมื่อห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบให้เด็ก ๆ ต้องพัฒนาทักษะหลายด้านโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือก Saturday School จึงใช้ช่องว่างของระบบการศึกษา เนรมิตห้องเรียนฉบับตามใจหนู ๆ 

“เราพยายามไม่ยัดอะไรให้เด็ก แต่เรามองว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาได้ยังไง ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเต้น ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี เมื่อเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” 

ห้องเรียนฉบับ Saturday School สอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นหลัก โดยยีราฟเล่าว่า อาสาสมัครของเขาใส่ใจกับเด็ก ๆ มาก พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไร้ความกลัว การแบ่งแยก และการตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“สิ่งที่เราจัดเสมอคือวัน Big Day ในวันนั้นเด็กจากทุกโรงเรียนจะมารวมตัวกันแล้วแสดงผลงานหรือความสามารถที่ตนได้เรียนมาตลอดโครงการของเรา ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับเขาได้โชว์ความสามารถของตัวเองออกมา แล้วได้รู้ว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับความสามารถของเขา” 

เป้าหมายของ Saturday School ไม่ใช่การพัฒนาให้เด็กเต้นเก่งหรือวาดรูปเก่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเด็กจากภายใน หรือ Soft Skills อันประกอบไปด้วย Growth Mindset (ความคิดแบบเติบโต) Self Awareness (การรู้จักตนเอง) Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้) และ Prosocial (ลักษณะนิสัยที่เอื้อหรือแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง) คือแก่นแท้ที่พวกเขามุ่งสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน 

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

อาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นครู

ตั้งต้นจากนักเรียน ออกแบบจากความตั้งใจของอาสา กว่าห้องเรียนวันเสาร์จะออกมาเป็นห้องที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนสนุก ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่าย เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครหลากความเชี่ยวชาญ ร่วมทำงานกันเป็นทีม ตั้งแต่ร่างเนื้อหาการสอน ไปจนถึงพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม

อาสาสมัครคือผู้ใกล้ชิดกับเด็กรองจากครู เมื่อผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ มีพื้นฐานเป็นอย่างไร และควรปรับการสอนไปเป็นแบบไหน ด้วยเหตุนี้ การวางกิจกรรมและหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานของเด็กแต่ละคนจึงเป็นโจทย์ใหญ่

“ความถนัดของอาสาสมัครแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่สอนเต้นเขาก็จะเต้นเพลงไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนต้องทำให้เด็กเชื่อว่า ทักษะความสามารถของพวกเขาพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

ยีราฟเชื่อว่าการออกแบบการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาระหว่างทางและการออกแบบห้องเรียนเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกทั้งอาสาสมัครทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

เพียงแต่ข้อสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือต้องเป็นวิชาที่เด็ก ๆ อยากเรียน แม้แต่การตั้งโจทย์ก็ต้องเป็นวิชาที่เด็กสนใจ แม้จุดนี้จะทำให้หาอาสาสมัครมาเข้าร่วมโครงการยากสักหน่อย แต่อีกด้าน สิ่งนี้การันตีได้ว่าทุกครั้งที่เปิดสอนจะมีเด็ก ๆ เฝ้ารอเสมอ 

ยีราฟบอกกับเราอีกว่า เมื่อเด็ก ๆ เริ่มคุ้นเคยกับครูอาสาสมัคร พวกเขาจะเริ่มเล่าหลายอย่างให้ฟัง ทั้งปัญหาที่บ้าน ปัญหาในชุมชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งบางปัญหาเป็นเรื่องที่โรงเรียนวันเสาร์เพียงองค์กรเดียวแก้ไขได้ยาก แต่พวกเขาก็คอยประสานงานเพื่อช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

อนาคตการศึกษาไทย 

แม้คนไทยจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น แต่ในมุมคุณภาพของการศึกษากลับยังเป็นปัญหาที่ต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น 

“เรื่องของคุณภาพการศึกษามันไม่ได้ปรับแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องปรับทั้งระบบ” ยีราฟว่า

“ทั้งระบบที่หมายถึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาครู การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะทำยังไงให้คนเก่งมาเป็นครู เศรษฐกิจ การบริหาร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งทุกจุดพัฒนาได้ทั้งนั้น” 

แล้วใครบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง – เราถาม

“ผมว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้หมดเลย คนมีอำนาจอาจจะช่วยได้มากหน่อย ส่วนคนทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน” เขาตอบ

แม้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาพใหญ่ทั้งระบบจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Saturday School นับเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก เพื่อสนับสนุนในมิติที่พวกเขาทำได้ 

ยีราฟบอกกับเราว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามขยายจำนวนห้องเรียนให้มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลำพังโรงเรียนวันเสาร์ไม่อาจเข้าถึงเด็กทุกคนในประเทศได้ การขับเคลื่อนระบบการศึกษาเชิงนโยบายในภาพใหญ่จึงเป็นสิ่งต่อไปที่เขากำลังสำรวจ

จงเติมคำในช่องว่างต่อไปนี้ 

สำหรับประเทศไทยในอุดมคติ ถ้าการศึกษาไทยดี… 

“ผมว่าคนจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมากขึ้น และสังคมจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพ” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร
Saturday School

Writers

เกษมณี ชาติมนตรี

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load