ซานะ-มิยาบิ-อาโออิ-คุมะน้อย-ซาฮ่า-ชินเอม่อน-เกห์รี่-อิระอิระ-อันโดะ-ยูคิ-บูตะ

คล้ายเป็นเจ้าของตัวจริงของทาวน์เฮาส์ขนาด 3 ชั้นหลังนี้

ทันทีที่เราก้าวเท้าเข้าประตู เหล่าเจ้าของบ้านค่อยๆ เดินมาต้อนรับอย่างรู้งาน

พร้อมอีกหนึ่ง แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ Design Director แห่ง P.O.P. studio สถาปนิก และอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย

ชื่อแมวชอบเลี้ยงแมว นี่อาจบังเอิญหรือตั้งใจไม่ทราบ

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

“ของเล่นแมวจะเยอะหน่อยนะครับ” เขาว่าพลางหยิบปลาคาร์ฟของเล่นให้เจ้าอาโออิ ก่อนเชื้อเชิญให้เราไปนั่งคุยกันที่โต๊ะใกล้ครัว มิยาบิเดินตาม เธอกระโดดขึ้นอย่างคล่องแคล่ว แล้วหย่อนตัวบนตระกร้า ร่วมวงสนทนาด้วย

ไม่ใช่แค่แมว ใต้โต๊ะยังมีเหล่าแฮมสเตอร์ที่เขาเลี้ยงไว้อีกนับสิบตัว

เลี้ยงแมวกับเลี้ยงหนู นี่อาจบังเอิญหรือตั้งไม่ทราบ

เราทดความสงสัยนี้เอาไว้ ก่อนเริ่มต้นคุยกับเขา

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

ผู้ชายชื่อแมวที่ชอบเลี้ยงแมว

“สมัยก่อน คุณแม่ไม่ได้ไปอัลตราซาวด์ดูเพศครับ คุณพ่อคิดเอาเองว่าอาจจะเป็นผู้หญิงเลยตั้งชื่อ ‘แมว’ ไว้ ตอนเด็กก็เขินๆ ครับ เวลาบอกใคร คนก็จะอ้าว! ชื่อเหมือนผู้หญิงเลย” เขาเล่าที่มาที่ไปของชื่อ-เป็นความบังเอิญ

“ตอนเด็กบ้านเชียงใหม่มีแมวจรที่มาขอกินข้าว พอให้ก็อยู่ยาว คุณแม่เลยรับเลี้ยง แต่ก็เลี้ยงแบบบ้านๆ ให้ข้าว ให้น้ำ ชื่อเจ้าทอง ตอนหลังเขาไปติดโรคมาจนป่วยตาย เราเสียใจมาก อีกอย่างคงเป็นความผูกพัน เรามักจะมีความประทับใจกับบางสิ่งบางอย่าง ในวัยเด็กของพี่คือเรื่องอยู่กับแมวมาตลอด จากนั้นก็หยุดเลี้ยงไป เพิ่งกลับมาเลี้ยงอีกทีสี่ปีที่แล้ว ครั้งนี้ เราก็อยากเลี้ยงให้มันดี ตอนแรกไม่คิดจะเลี้ยงแมวเลย เพราะว่าเวลางานเรายุ่ง ไม่น่าจะมีเวลาดูแล ไม่เต็มที่ แต่สุดท้ายพอเลี้ยงแล้วก็ติดพัน บานปลาย ” เขาเล่าที่มาที่ไปของความชอบ-เป็นความตั้งใจ

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

“อุดมคติของคนเลี้ยงแมว ก็ต้องมีคู่น่ารักๆ อยู่ เหมือนเพื่อนกันสองตัว ตอนแรกกะเลี้ยงสองตัวเท่านั้น แต่เราดันไปถูกชะตากับอีกตัว เลยกลายเป็นตัวผู้สองตัว ตัวเมียตัวที่สาม ซึ่งตัวนี้ดราม่าเลยเขาเอาโรคมาติดตายไปหนึ่งตัว

“ยังไงก็ต้องมีตัวเมียอีกตัว เราก็ไปรับมาเพิ่มอีกตัว แล้วตัวนี้ คนขายดันคิดว่าเป็นตัวเมีย แต่จริงๆ คือตัวผู้ ทีนี้กลายเป็นว่าตัวผู้เยอะขึ้นกว่าเดิม เลยไปเอาตัวเมียมาอีกคู่หนึ่ง พอเหลือสี่ยังไม่ครบคู่ เลยไปพาตัวเมียมาหนึ่ง ระหว่างนั้นตัวเมียที่อยู่ที่ห้องท้อง (หัวเราะ) คลอดมาสองตัว เป็นหกแล้ว จากนั้นก็… บานปลายไปเรื่อย” เขาแจกแจงสมาชิกในบ้านที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างตั้งใจ ก่อนหัวเราะลั่น

บ้านแมว

เดิมทีแมวอยู่คอนโดฯ เมื่อตัดสินใจจะเลี้ยงแมว (แค่ 2 ตัว) จึงมองหาที่ทางใหม่ และย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้มากว่า 3 ปีแล้ว

ทาวน์เฮาส์ 3 ชั้นแบ่งพื้นที่อย่างเรียบง่าย ชั้นแรกเป็นส่วนนั่งเล่น ครัว และสวนหลังบ้าน ชั้นสองมีห้องเลี้ยงแมว (ที่เคยจะเป็นห้องทำงาน) เชื่อมต่อกับระเบียงหน้าบ้านให้ออกไปนั่งเล่นได้ ส่วนชั้น 3 เป็นห้องนอน

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

เพราะอยากให้บ้านเกิดการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับตัวเอง สถาปนิกเจ้าของบ้านตั้งใจเลือกวัสดุที่เป็นพื้นผิวแบบธรรมชาติอย่างไม้ เหล็ก ปูน และเปลือยให้เห็นสัจจะของมันที่แปรผันตามกาลเวลาอย่างไรก็อย่างนั้น

“เหล็กที่เป็นสนิมหรือว่าไม้เก่า บางอย่างที่มันเป็นจังหวะชีวิต เป็นเรื่องของ Timing เหมือนกันนะที่เราไปได้ไม้ชุดหนึ่งจากผู้รับเหมา ซึ่งเป็นโครงฝ้าแบบสมัยก่อนที่เป็นไม้ท่อน แล้วเอามาถอนตะปูออก พอมันเหลือรอยตะปู มันมีเรื่องราวของมัน เรารู้สึกว่า เขาเคยทำหน้าที่อีกแบบ เราเปลี่ยนเขาไปทำหน้าที่แบบอื่น” ชายหนุ่มผู้หลงใหลในจังหวะธรรมชาติเสริม

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

เพราะของเยอะ (แล้วเป็นคนไม่ค่อยมีระเบียบ-เขาว่า) โจทย์แรกที่คิดไว้ คือจะทำอย่างไรให้มีที่เก็บของอย่างเรียบร้อยและเนียนไปกับผนัง

จากผนังเดิมซึ่งเป็นแบบหล่อสำเร็จ เจาะยาก เขาไม่ได้ทุบออก แต่เลือกใช้วิธีทำเป็นตู้ให้เหมือนผนังมาติดแทนที่

ชั้นแรก แพตเทิร์นไม้ระแนงแนวตั้ง ร้อยต่อเชื่อมเป็นเรื่องราวเดียวกับเพดาน ลดทอนความแข็งกระด้างด้วยความคดโค้งที่เรียงสลับความสูงต่ำที่เจ้าตัวตั้งใจให้รู้สึกเหมือนในถ้ำ ซึ่งช่วยซ่อนไฟและหลบคานไปด้วย และอีกเทคนิคที่น่าสนใจ คือใช้ไม้ท่อนหน้าตัด 4 x 4 นิ้วนี้แฝงไว้ทั่วทั้งบ้าน ตั้งแต่ราวบันได ขาโต๊ะ มือจับประตู

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

ส่วนข้างบน ชั้นไม้ปาร์ติเคิลบอร์ดแบ่งช่องทำเป็นวางของ วางหนังสือ แต่ซ่อนกลอน ซ่อนสวิตซ์ไฟ และซ่อนประตูห้องน้ำเอาไว้ เขาว่าแม้จะเป็นคนแนว Old School ชอบธรรมชาติ แต่ครึ่งหนึ่งก็ชอบนวัตกรรม กลอนประตูทุกห้องเป็นสแกนนิ้วเพราะอยากให้บ้านดูไฮเทคนิดๆ แบบเด็กผู้ชายที่ชอบดูหนังแนว Iron Man -นับว่ามีความคอนทราสต์ในตัวเองเหมือนกัน

ยังไม่หมดเท่านี้ มีในห้องน้ำด้วย เขาแปลงอิฐช่องลมให้กลายเป็นช่องเก็บของที่เล่นกับวัสดุได้อย่างน่าสนใจ แหงนมองขึ้นไปบนฝ้าเพดาน ตีไม้เอียงแนวดิ่งให้เกิดมิติ เวลาเปิดไฟคล้ายเงาต้นไม้ที่เกิดจากแสงลอดผ่านใบ

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio
บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

“ทุกจุดของบ้านนี้เก็บของหมดเลย เน้นเก็บของแบบเนียนๆ แล้วก็ค่อยดูอีกทีว่าพฤติกรรม เราทำอะไรตรงไหน ของก็อยู่แถวๆ นั้น อย่างเราชอบอ่านหนังสือตรงโซฟา ก็หนังสือเยอะ ขนมเยอะ (หัวเราะ) เตรียมไว้ก่อน เหลือพื้นที่ในอนาคตที่เก็บของได้อีก

“มันอาจจะเสียพื้นที่ไปนิดหน่อย แต่เป็นการบาลานซ์ ซึ่งทุกงานมันต้องบาลานซ์ว่าอะไรสำคัญที่สุด เราให้ความสำคัญแบบไหน มันไม่มีแบบถูกผิดหรือว่ามันมีความพอดีมันอยู่ตรงไหน พอดีระหว่างที่เรา ถ้าเราไม่ทำชั้นออกมาเนี่ย ของรกแน่นอน ซึ่งเราจะยอมนั่งอยู่กับของรกๆ เยอะๆ เหรอ มันก็ปิดไปดีกว่าแคบลงนิดหน่อย แต่มันคุ้มกว่ารึเปล่า พี่ว่าบาลานซ์มันอยู่ตรงนั้น” แมวว่า ก่อนลุกขึ้นเดินไปเปิดบานตู้แต่ละบานให้ดู

เกือบลืมเล่าถึงผนังหินภูเขาไฟสีดำ สำหรับพื้นที่ส่วนรับประทานอาหารที่ให้ความรู้สึกเหมือนถ้ำอีกอย่าง ตรงข้ามเป็นมุมแพนทรีเล็กๆ ก็เก็บของเข้าตู้อย่างเรียบร้อย

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

บ้านแมว-หนู-นก

และก็เพราะเป็นบ้านที่อยู่ร่วมกับแมวอีก 11 ตัว รวมถึงแฮมสเตอร์นับสิบตัว บางอย่างต้องคิดออกแบบเพื่อสัตว์เลี้ยงไว้ระดับหนึ่ง หัวใจสำคัญคือต้องเช็ดถูดูแลง่าย รวมถึงต้องแยกกันอยู่ เผื่อถ้าตัวไหนไม่สบาย จะได้คุมโซน

ฉะนั้น ชั้นหนึ่งเจ้าของตัวจริงคือ ซานะ มิยาบิ อาโออิ คุมะน้อย และหนูๆ ชั้นสองเป็น 4 พี่น้อง (ลูกของมิยาบิกับอาโออิ อันโดะ) ชื่อ ซาฮ่า ชินเอม่อน เกห์รี่ อิระอิระ และชั้นสามเขายกให้ อันโดะ (จ่าฝูง) ยูคิ บูตะ

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

“กระเบื้องต้องทำความสะอาดง่าย ซึ่งมีผลมาก บางทีเขาอ้วกบ้าง มีขนเยอะบ้างต้องเก็บกวาด ส่วนไม้ระแนงแนวตั้งแบบนี้ ทำให้มันไม่เก็บฝุ่น จริงๆ ไม้ทำความสะอาดง่ายกว่ากำแพงปูนนะ เพราะว่าไม้มันถูกเคลือบ พื้นผิวลื่นกว่า แค่ไม้ขนไก่รูดทีเดียวฝุ่นก็ออก

“พวกเฟอร์นิเจอร์นี่ตอนแรกกลัวโซฟา แต่ปรากฏว่าจริงๆ ถ้ามีที่ลับเล็บให้เขา มันก็จะไม่ข่วนโซฟา แต่ม่านไม่รอด (หัวเราะ) ธรรมชาติของแมวต้องลับเล็บ ถ้าไม่ได้ลับจะหงุดหงิด พอมีที่ที่สนุกกว่าเขาก็จะไม่มายุ่งกับโซฟา

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

“พูดถึงม่าน ตอนแรกๆ ที่ติดมา เขาข่วน ตกใจมากเลยนะ รุ่ยๆ อยู่ริมๆ แล้วก็ลามจนรุ่ยทั้งหมดเลย พอคิดอีกที เรากลับรู้สึกว่าแบบมันก็สวยดี แค่เป็นม่านชิ้นเดียว จะฝืนธรรมชาติแล้วไปทุกข์ระทมกับม่านรุ่ยมันก็ไม่ใช่ เมื่อมองให้เป็นศิลปะ มันก็กลายเป็นม่านที่มีชิ้นเดียวในโลก สร้างโดยแมวของเราตัวนี้ ชื่อบูตะ สมมติถ้าวันหนึ่งบูตะไม่อยู่ ม่านนี้จะเป็นความทรงจำที่บูตะได้สร้างไว้ นี่ก็เป็นเรื่องของจังหวะเวลาที่มันน่าสนใจ”

เสียงนกในโทรทัศน์ร้องดังขึ้นพร้อมเสียงน้ำตกไหลเอื่อย ชวนให้จมไปกับความคิด แมวเหมียวฟังแล้วรีแลกซ์เช่นไร เราก็รู้สึกเช่นนั้นด้วย เพื่อทำลายความเคลิบเคลิ้ม แมวเอ่ยปากชวนให้เดินขึ้นบันไดไปยังด้านบนบ้าน

เสียงนกน้อยตัวใหม่ (ในโทรทัศน์บนชั้นสอง) ตอบรับอย่างรู้งาน

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

บ้านช่องห้องหับ

เดินขึ้นบันได-แม้โดยรวมบ้านภายในบ้านล้วนสีเข้มขรึม แต่เขาไม่ลืมให้ความสำคัญเรื่องแสง ที่ช่วยให้บ้านเล็กไม่ทึบตัน

“อันนี้เรียกว่า Sense of Place มันก็คือโอกาสหรือว่าจุดบอด กลายเป็นจุดเด่นของพื้นที่” สถาปนิกหนุ่มเลกเชอร์พลางชี้ให้ดูร่องแสงที่ลอดเข้าจากหน้าต่างเล็กๆ เหนือหัว

“ปกติตรงบันไดทาวน์เฮาส์มันจะมืด แต่ว่าเราสังเกตเห็นร่องตรงนั้น ถ้าเราไปปิดมันก็ต้องมืดข้างใน เราเลยแยกช่องว่างไว้ แล้วดีไซน์ตัวราวกันตกบันไดใหม่ ให้เหลือช่องแสงที่มันสอดทะลุเข้ามาได้ เราต้องสังเกตว่ามันเป็นเซนส์ของพื้นที่ที่เราออกแบบให้ลงตัวกลมกล่อมได้”

เปิดประตูห้องชั้นสอง-เดิมทีห้องนี้ตั้งใจทำไว้เป็นห้องทำงาน แต่ตอนนี้ยกให้เป็นห้องแมวเหมียว 4 พี่น้องแทน

บานประตูตู้เก็บของ งดงามเต็มผืนด้วยภาพสเก็ตช์ดินสอโดย Untitled Project เขาใช้เทคนิคทาเคลือบไว้ไม่ให้เลือน ตรงข้ามเป็นหน้าต่างบานใหญ่ มีที่นั่งไว้เอกเขนกข้างหน้าต่าง ด้านล่างซ่อนตู้เก็บของเอาไว้ และเปิดออกไปยังระเบียงได้ ซึ่งเขาทำเป็นที่นั่งสำหรับสังสรรค์ บางวันก็เป็นที่อ่านหนังสือใต้ร่มต้นชงโคที่มองเห็นจากทุกส่วนของบ้าน

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

เดินขึ้นบันได เปิดประตูชั้นสาม-ห้องนอนโทนสีเข้มขรึมกลับดูโปร่งโล่งเพราะรื้อเพดานเดิมออก แต่ยังเก็บโครงสร้างเอาไว้ กรุทับใหม่ด้วยไม้ไวท์โอ๊คเติมความอบอุ่น อีกฝั่งเป็นผนังซ่อนห้องแต่งตัวอย่างแนบเนียน

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

สวนคุมะ-สวนที่จอดรถได้

“พูดแล้วน้ำตาจะไหล เราเอาเขามาฝังไว้ใต้สวนด้านหลัง แล้วก็ตั้งชื่อว่า ‘สวนคุมะ’ เพราะเขาชื่อคุมะ” ไม่ทันเห็นน้ำตาคลอ เขารีบเล่าต่อ

“บ้านนี้มีสองสวน ด้านหน้าเราตั้งใจทำสวนที่จอดรถได้ ไม่ได้ทำที่จอดรถแล้วก็จัดสวน ซึ่งมันคือพอยต์ตอนแรกที่เราตั้งไว้ เพื่อชี้นำทิศทางของเรา สมมติว่าถ้าเราคิดว่าตกแต่งที่จอดรถ เซนส์มันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง เราต้องรู้ตัวว่าเราชอบอะไร เราออกแบบสวนให้สวนมันจอดรถได้ พอเรารู้ฟังก์ชันปุ๊บ เราก็ถอดข้อจำกัดที่ใช้ดีไซน์ออกไปได้

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

“อย่างหินหน้าบ้าน ที่มันสโลปลงไป แล้วเวลารดต้นใหญ่ให้น้ำไหลล้นลงไปข้างล่าง ครั้งหนึ่งเคยมีนกพิราบติดเมล็ด ต้นไทรแล้วมาเกาะที่พื้น ไม่นานมันก็แทรกขึ้นมาจากใต้คอนกรีต ใต้หิน ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเราออกแบบอะไรคล้ายๆ อย่างนี้ได้ก็น่าสนใจนะ เราออกแบบทิศทางของมัน ทำสวนโดยที่ยังไม่ต้องใส่ต้นไม้ แล้วให้งอกขึ้นมาเอง และงดงามในแบบของมัน

“ตู้รองเท้าหน้าบ้านนี่ก็เหมือนกัน เราอยากออกแบบตู้รองเท้า สมมติเรากำหนดฟังก์ชันว่าต้องใส่รองเท้าได้สิบคู่ โดยคิดว่ามันเป็นเฟอร์นิเจอร์ เราก็จะออกแบบมาเป็นตู้เฟอร์นิเจอร์ แต่ถ้าคิดว่าอยากออกแบบ Sculpture ให้ Sculpture อันนั้นใส่รองเท้าได้สิบคู่ มันต่างกันนิดเดียว แต่มีความอิสระกว่า แล้วผลลัพธ์ก็ออกมาต่างไปเลย” เขาเล่าก่อนชวนเดินออกไปดูประติมากรรมไม้แสนเก๋ที่ใส่รองเท้าอย่างเขาว่า

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

อีกหนึ่งสวนที่ตอนแรกตั้งใจให้เพื่อนมาช่วยจัด แต่ด้วยความที่รู้ตัวว่าไม่ใช่นักดูแลเท่าไหร่ เขาจึงใช้วิธีดีไซน์ผนังให้กลายเป็นกระถางช่วยควบคุมให้ดูเป็นระเบียบ แล้วปล่อยให้เกิดสนิมตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับต้นไม้ก็ให้ธรรมชาติเป็นผู้เลือกสรร

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

“เรารู้สึกว่ามันโตขึ้น บ้านมันมีชีวิตไปพร้อมกับเรา ถึงแม้มันโทรมหรือดูไม่สวย ไม่ยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตอยู่ในนั้นก็ได้ ซึ่งเราเห็นการเปลี่ยนแปลงของสวนนี้หลายฤดูกาลมาก

“นี่คือวิถีของธรรมชาติ ซึ่งแปลว่า พอดี ไม่เยอะเกินความจำเป็น ถ้าเราประยุกต์ใช้กับการออกแบบได้ ก็เป็นเรื่องที่ดี คิดว่านะ”

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

ธรรมดา ธรรมชาติ สั(ตว์)จธรรม

“เราอยากใช้ชีวิตสโลวไลฟ์ ตื่นมาจิบกาแฟ ชาร้อนหอมๆ ตอนเช้า อยู่ในวิวที่กว้างใหญ่อยู่ในเชิงเขา ต้นไม้ล้อมรอบ

“ทุกคนมักฝันถึงความสุขที่ยิ่งใหญ่แตกต่างกันไป แต่การที่เรามีโชคชะตาได้เลี้ยงแมว หรือการได้มีสวนเล็กๆ ขนาดเท่าห้องเก็บของอยู่หลังบ้านนั้น อาจเป็นความสุขที่เพียงพอแล้วก็เป็นได้ ได้เรียนรู้การเกิด การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติเล็กๆ แม้กระทั่งการสูญเสีย ทั้งหมดล้วนทำให้เราเติบโตและเข้าใจชีวิตมากขึ้น ซึ่งเหล่านี้มีอิทธิพลกับแนวความคิดในการทำงานของเราอย่างมาก เราเรียนรู้ทฤษฎีในการออกแบบต่างๆ แต่ธรรมชาติในงานออกแบบของเรานั้นได้จากประสบการณ์ เราสนใจสร้างงานออกแบบที่มีความเป็นธรรมชาติ และเกาะเกี่ยวกับการเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับชีวิตที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

“เรารู้สึกว่าวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่มันธรรมชาติมีความงามแบบหนึ่ง ไม่ได้ถูกแต่งเติม เวลาเราออกแบบ เราชอบยึดติดกับทฤษฎีว่าจะต้องบาลานซ์เข้าไป ร้านอาหารจะต้อง Symmetry ต้องเจอ Foyer ก่อน ซึ่งก็ไม่ผิดนะ แต่บางทีการทำตามทฤษฎีมันกลายเป็นความไม่ธรรมชาติ แต่การที่สถาปัตยกรรมมันเกิดขึ้นและมีวิถีชีวิตเข้าไปใช้ แล้วมันหลอมกลายเป็นธรรมชาติ

“ธรรมชาติมันถูกสร้างด้วยเวลา เวลาเป็นตัวดีไซน์บางอย่าง ยกตัวอย่างที่บอกว่าวัดสร้างใหม่ ทาสีใหม่ ไม่สวยเท่าวัดที่ทาสีไปแล้วสิบปี สีเมื่อมันโดนแดด โดนฝน เกิดความซีดจาง พอเหมาะพอดี แต่ทุกอย่างต้องบาลานซ์กับความเป็นไปได้และการใช้งานด้วย เช่น เราชอบวัสดุธรรมชาติ ชอบไม้จริง หรือหินธรรมชาติ หินเผาไฟ อย่างพื้นกระเบื้อง ใช้วัสดุที่ทดแทนธรรมชาติ เพราะถูกกว่า ใช้งานและติดตั้งง่ายกว่า เราไม่จำเป็นต้องใช้ธรรมชาติมากจนเถรตรงเกินไป มันไม่มีถูกผิด แต่มีว่าความพอดีกับเราอยู่ตรงไหน

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

“พอเราโตขึ้น เราสังเกตจากการใช้ชีวิตในบ้าน ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากแมวที่เราเลี้ยง จากการใช้ชีวิตในบ้านแล้วสังเกตว่ามันเวิร์กไหม เราดีไซน์พื้นที่ว่างไว้สำหรับเก็บของแต่ละจุด แล้วก็มาดีไซน์ชีวิตเราเองอีกทีหนึ่งว่าเราจะใส่ของไปในที่ว่างยังไง เราชอบอ่านหนังสือ ก็เอาหนังสือไปไว้ตรงนู้น ชอบกินขนมตอนดูทีวี ใส่ไว้ใกล้ๆ โซฟาก็เอื้อมไปหยิบขนมง่าย เป็นการดีไซน์พื้นที่เพื่อรองรับการใช้ชีวิต

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

“ที่บอกว่าใช้เซนส์แบบสัตว์ในการออกแบบ คือจากสัญชาตญาณที่เกิดจากธรรมชาติจริงๆ ไม่ได้ปรุงแต่งขึ้นมา ถ้าเราใช้เซนส์แบบแมวในการจับงานออกแบบ มันจะเป็นอิสระกว่าที่เป็นก็ได้ เพราะบางอย่างเรายังยึดติดว่าเข้าบ้านต้องมีห้องรับแขก ห้องอาหาร ห้องครัว มันเป็นแพตเทิร์นที่เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถามว่าผิดไหม ไม่ผิดหรอก เพราะเขาคิดมาอย่างลงตัวแล้วว่าเข้ามาควรรับแขก เสิร์ฟอาหาร แต่ถ้าเราถอดเอาความต้องการที่แท้จริง เข้ามาแล้วเราต้องการอะไร ต้องการนั่ง ต้องการกินข้าว สุดท้ายมันเป็นโซฟาก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่โซฟาก็ได้ มันจะอิสระเลย อันนี้เป็นชุดความเชื่อในช่วงเวลานี้ของเรา ซึ่งก็อาจเปลี่ยนไปในอีกห้าปี หรือแก่ขึ้น ก็อาจคิดอีกแบบหนึ่งก็ได้”

บทสนทนาจบลง แมวบนตักของแมวหลับตาพริ้ม สายตาของสถาปนิกหนุ่มทอดมองออกไปยังสวนเบื้องหน้า ราวกับดำดิ่งลงไปในห้วงตะกอนความคิด

เราปล่อยความเงียบเป็นคำถามสุดท้าย ให้เขาขมวดความคิด

ไม่นาน-เสียงคำตอบนั้นคงดังขึ้นในใจของเขาแล้ว

บ้านของสถาปนิกชื่อแมว ที่สร้างให้แมว 11 ตัวและแมว 1 คนอยู่, แมว-ภราดร กู้เกียรตินันท์ P.O.P. studio

* คัมภีร์การจำชื่อ

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

จะมีบ้านสักกี่หลังกันเชียวที่ตั้งโจทย์รีโนเวตบ้านเก่า จากเพลง 3 เพลง… 

เป็นเพลงของเธอ ของเขา และ ‘ของเรา’ บ้านที่เขาให้คำนิยามว่า เป็นบ้านธรรมดาที่พิเศษ ซึ่งมีเจ้าของบ้านเป็นแมว 3 ตัว และคน 2 คน

ฟรีด้า โป่งน้อย, โอดอย ป่าจี้ และ ดีดี้ ห้วยทราย คือชื่อแมว

จ๋า-วาสุธา และ ม่อน-คุณวุฒิ นั่นชื่อคน 

ทั้งสองไม่ใช่คนเชียงใหม่แต่กำเนิด แต่เลือกลงหลักปักฐานทำงานทำการที่นี่ ทั้งคู่เคยรีโนเวตบ้านทาวน์เฮาส์ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้อย่างถูกใจ แต่มีเหตุต้องย้ายเพราะสภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนไป จึงหาบ้านหลังใหม่ใต้คอนเซ็ปต์ซื้อบ้านเก่าปรับปรุงใหม่ แต่ครั้งนี้บ้านหลังใหญ่ขึ้นและทั้งสองเพิ่งเริ่มงานประจำใหม่ เลยตั้งใจเลือกสถาปนิกมารีโนเวตบ้าน ตามความต้องการที่ว่า สมาชิกหลักของบ้าน 3 ตัวต้องอยู่สบาย มีที่วางตำแหน่งแห่งที่ให้เครื่องเล่นแผ่นเสียงและของสะสมอย่างลงตัว ขอห้องทำงานโปร่ง แสงธรรมชาติเข้าได้  และให้บรรยากาศของบ้านอวลอยู่ในท่วงทำนองของเพลง 3 เพลง คือ Champagne Supernova ของ Oasis, No Surrprise ของ Radiohead และ Stop Where You Are ของ Corinne Bailey Rae  

Champagne Supernova เพลงของเรา

“ผมเลือกเพลงหนึ่ง จ๋าเลือกเพลงหนึ่ง และเราเลือกเพลงหนึ่ง เพราะ Champagne Supernova จ๋าก็ชอบเหมือนกัน… ผมอยากเริ่มอย่างครับว่า 3 เพลงนี้ไม่ใช่ 3 เพลงที่ผมกับจ๋าชอบที่สุด ไม่ใช่เพลงที่ Represent ตัวตนของเรา แต่ Represent บ้านเรา (เสียงจ๋าแทรกขึ้น “บรรยากาศที่เราอยากอยู่”) ใช่ ๆ ฉะนั้นมันอาจจะไม่ใช่เพลงที่เราชอบที่สุด แต่เราคิดว่าเราจะอยู่กับ Vibe ของบ้านยังไง เพราะฉะนั้นโจทย์ก็คือ แล้วเพลงไหนที่เราฟังได้โดยที่เราไม่เลี่ยน ไม่เบื่อมัน” 

ม่อนและจ๋าอธิบายเริ่มต้นถึงแนวคิดในการปรับปรุงบ้าน ไอเดียเลือกเพลงให้สถาปนิกนำไปขบคิดและตีโจทย์ออกมาเป็นหน้าตาบ้านที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ในตอนนี้ และ HUES Development ก็สามารถออกแบบได้อย่างลงตัว 

ม่อนขยายความต่อถึงเพลงนี้ว่า “ผมคิดว่าเพลงเพลงนี้ของวงโอเอซิสเป็นเพลงที่คลาสสิก แล้วก็ฟังได้ไม่มีวันเบื่อ เป็นมาสเตอร์พีซ และผมกับจ๋าก็อยากให้บ้านของเรา ที่แม้ว่าโทนสีหลัก ๆ จะเป็นสีขาวกับไม้ แต่เมื่อเวลาเปิดไฟแล้วมันจะมีแสงเป็นสีชมพู เป็นสีที่อาจจะไม่ใช่สีของแชมเปญเป๊ะ ๆ แต่อยู่ในบรรยากาศนั้น 

“และเนื้อเพลงก็สำคัญนะ ในเพลงมีท่อนหนึ่งที่พูดว่า Where were you while we were getting high? ประมาณว่า บ้านนี้เป็นที่ที่เราอยากจะกลับมา มาอยู่กับแมวเรา อยู่กับที่ของเรา อยู่กับ Vibe ที่เราคุ้นเคย เพราะฉะนั้น มันต้องอยู่ครบ ไม่ใช่ครบแค่ผมกับจ๋าเท่านั้นนะ แมว ๆ ก็ต้องอยู่ครบ 

“จ๋ากับผมไม่ใช่คนเชียงใหม่ ก็เหมือนเรามาเริ่มต้นที่นี่กัน 2 คน ฉะนั้น Vibe ที่จะทำให้ความรู้สึกเป็น ‘บ้าน’ ไม่ขาดหายไปต้องเป็นอย่างนี้นะ ตอนที่คิดถึงเพลงนี้ ก็ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเองเนอะ (หันไปทางจ๋า) คิดถึงแมวด้วย เพราะเราไม่ได้เลี้ยงเขาเป็นสัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกของครอบครัวเรา” 

How many special people change?

How many lives are living strange?

Where were you while we were getting high?

ในชีวิตเรามีคนที่เข้ามาแล้วก็ไป ทุกคนก็ใช้ชีวิตไปในแบบของตัวเอง นี่เราก็อยู่ของเรา แล้วคุณล่ะไปอยู่ที่ไหนกัน ขณะที่เรามีความสุขกันอยู่ ไม่ได้สิ ‘เรา’ ต้องอยู่ด้วยกัน

ม่อนพูดถึงเนื้อเพลงท่อนนี้ให้ฟังก่อนจะแปลแบบเร็ว ๆ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ทั้งสองคนมองว่าคือหัวใจหลักของบ้าน และนอกจากเนื้อเพลงแล้ว เขายังบอกว่า ท่วงทำนองของเพลงฟังแล้วให้พลัง 

“ผมคิดว่า คนที่ไม่ได้เป็นแฟนเพลงประเภทนี้อาจจะนึกไม่ออกว่าบ้านมันเกี่ยวอะไรกับเพลง แต่เมื่อบ้านเสร็จและผมลองเข้ามาอยู่บ้าน แล้วลองเปิดเพลงพวกนี้ฟัง ผมรู้สึกว่าบรรยากาศมันเป็นอย่างที่เราอยากอยู่และเพลงก็เข้ากับบ้านเลย อันนี้ผมต้องให้เครดิตสถาปนิกมาก ๆ” 

สถาปนิกที่พูดถึง คือบริษัท HUES Development ซึ่งเล่าให้ฟังว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับโจทย์การทำงานเป็นเพลง 3 เพลง ที่นอกเหนือไปจากฟังก์ชันและภาพรวมของบ้านที่อยากได้ ออม-กุหลาบ เลิศมัลลิกาพร สถาปนิกผู้ออกแบบเล่าเบื้องหลังการทำงานว่า เปิดฟัง 3 เพลงนี้วนไปวนมาตลอดการทำงาน และตีความออกมาเป็นมู้ดแอนด์โทนของบ้าน วางแพนโทนสี และดีไซน์อย่างที่เห็นนี้ 

“เราตีความออกมาเป็น Abstract มากกว่า ลองดูเมโลดี้ของเพลงแล้วก็ใส่เส้นเคิร์ฟไปให้มันดูสมูท ทั้งเรื่องขององค์ประกอบของบ้าน สี ก็มาทางวอร์มโทน เอิร์ธโทน และใส่กิมมิกรายละเอียดเล็ก ๆ ของวัสดุที่ไม่ได้ดูเรียบร้อยเกินไป คือมีความเหลื่อมกันของสี รู้สึกเหมือนกับเพลงที่มีโน้ต มีเมโลดี้ต่าง ๆ แต่มาอยู่แล้วกลืนกัน มีความรู้สึกนี่คือบ้าน มีความอบอุ่น 

“ถ้าจะบอกว่าบ้านเป็นสไตล์อะไร จริง ๆ จะบอกเป๊ะ ๆ ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะมันไม่เป็นแบบนั้นซะทีเดียว แต่ถ้าพูดรวม ๆ ก็ว่าได้ว่ามาจากยุค 80 90 เพราะแนวเพลงของคุณม่อนอยู่ในยุคนั้น เหมือนฟังเพลงแล้วเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็ยังอยู่ในช่วงนั้น เข้ากับการใช้แผ่นเสียง ของสะสม และเราก็ผสมโมเดิร์นเข้าไปด้วย” 

การรีโนเวตหลัก ๆ คือการเปิดพื้นที่ด้านล่างจากที่กั้นห้องย่อย ๆ ให้ทะลุถึงกัน แล้วออกแบบพื้นที่การใช้งานใหม่ ชั้นล่างเปิดโล่งเชื่อมต่อกันตั้งแต่พื้นที่ห้องนั่งเล่น พักผ่อน ห้องครัว และเดย์เบดที่ปรับเป็นมุมทานข้าวได้ และด้านข้างนั้นยังเป็นประตูเล็กออกไปสู่กรงแมวด้านนอก ให้สมาชิกหลัก 3 เหมียวเข้าออกนอกในบ้านอย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะวิ่งหลุดออกไปนอกบ้าน 

ม่อนเล่าถึงตรงนี้ว่า แมวกลายเป็นเหมือนคอมฟอร์ตโซนของเราไปแล้ว พอมาทำบ้านนี่ก็เป็นโจทย์หลักของเราด้วยนอกจากชีวิตเราสองคน ก็คือบ้านต้องเข้ากับแมวด้วย บอกคุณออมว่าขอให้แมวอยู่ได้โดยที่ไม่เป็นภาระกับเรามาก เพราะแต่ก่อนต้องคอยเก็บอึในบ้าน ซึ่งคนที่เลี้ยงแมวจะรู้ และมันจะมีกลิ่นแน่นอน ถึงจะดูแลยังไงก็ตาม แต่อันนี้สบายเลย และก็ทำให้มีที่ให้วิ่งเล่น”

ห้องที่เจ้าของบ้านประทับใจมากคือ ห้องทำงานด้านล่างของคุณม่อนที่ปรับมาจากห้องซักล้างและเก็บของ โดยผลักฝ้าด้านบนเปิดทะทุขึ้นไป เพื่อให้เกิดช่องแสงอย่างที่ต้องการ ส่วนฝ้าที่ถูกดันขึ้นก็ออกแบบยกพื้นให้กลายเป็นเตียงเล่นระดับในห้องทำงานของคุณจ๋า กลายเป็นมุมนอนเล่นในวันทำงาน หรือห้องนอนแขกก็ได้ 

No Surprise เพลงของเขา

ไม่น่าแปลกใจหรอกที่บ้านหลังนี้จะอวลไปด้วยท่วงทำนองของเพลงต่าง ๆ หากรู้ว่าม่อนเป็นนักฟังเพลงจริงจัง เป็นนักดูคอนเสิร์ตที่แทบไม่พลาดทุกคอนเสิร์ตของวงโปรด และเป็นนักวิจารณ์เพลงที่เขียนให้กับนิตยสารเพลงอย่าง Music Express ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง แม้ทุกวันนี้จะทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม เขาก็ยังเป็นนักฟังเพลงอย่างจริงจังไม่เคยเปลี่ยน การฟังเพลงของเขาอยู่ในแทบทุกช่วงเวลาของชีวิต ไม่ใช่แค่ฟังผ่าน ๆ แต่ลงลึกไปถึงเนื้อหา ที่มาที่ไป และประวัติศาสตร์ชีวิตของศิลปินที่ชื่นชอบ

“การฟังเพลงของผมมันเป็นมากกว่างานอดิเรก กลายเป็นชีวิตผมไปแล้ว ถ้าผมชอบเพลงไหน ผมจะฟังเพลงนั้นอยู่เพลงเดียว สามสี่วัน แล้วผมก็จะไม่ฟังมันอีกเลย ดังนั้น เพลงไหนล่ะที่ผมฟังได้เรื่อย ๆ ไม่มีเบื่อ เพลงนั้นจึงเป็นที่มาของบรรยากาศบ้านที่ผมอยากอยู่ 

“ตอนเลือกเพลงของผม มีหลายเพลงมากที่เข้ามาให้รู้สึก แวบแรกผมนึกถึง No Surprise ของ Radiohead ก่อน ถ้าเทียบกับเพลงอื่นของวง เพลงนี้อาจจะไม่ได้ดังมาก แต่เป็นเพลงที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่า เราตั้งสติได้ เป็นเพลงที่เวลาฟังปุ๊บมันจะหม่น รู้สึกไร้พลัง เกิดสภาวะบางอย่างเหมือนเราอยากเอนตัวลงบนฟูกแล้วก็คิดทบทวนกับตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าสภาวะแบบนี้เราควรทำในชีวิตบ่อย ๆ 

“เพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังแล้วมีสติ ผมฟังบ่อยมากก่อนจะทำงานที่ต้องคิดเยอะ ๆ ก่อนเขียนวิทยานิพนธ์ของผม หรือว่างานเขียนต่าง ๆ มันไม่ใช่เพลงที่ให้ Vibe ที่ว้าว ปัง อลังการ หรูหรา แต่เป็น Vibe ธรรมดาที่เราจะไม่มีทางเลี่ยน ไม่มีทางเบื่อ อยู่กับมันได้เรื่อย ๆ ไปตลอด โดยที่กราฟจะนิ่ง ไม่ขึ้นไม่ลง ฟังแล้วก็ฟังได้อีก สำหรับผม Vibe ของบ้านมันควรจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่งั้นก็จะเห่อบ้านอยู่แวบหนึ่ง แล้วก็จะไม่อะไรกับบ้าน ไม่อยากดูแลบ้านละ ผมอยากให้มันเป็นบ้านธรรมดาที่พิเศษสำหรับเรามากกว่า”

ถามนักฟังเพลงอย่างม่อนว่า แล้วเชียงใหม่เหมาะกับการฟังเพลงไหม

“ถ้าเรื่องเสียง ความเงียบสงบ ผมว่าเชียงใหม่เหมาะมาก ๆ เลย อธิบายอย่างนี้ดีกว่า ผมว่า Vibe กรุงเทพฯ เหมาะกับการฟังดนตรีสด คือผมเป็น Concert-goer นะ ก่อนโควิดผมไปไม่ต่ำกว่า 10 เพราะฉะนั้นกรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่เหมาะกับการฟังคอนเสิร์ตอิมพอร์ตอันดับหนึ่งอยู่แล้ว เพราะเชียงใหม่มันไม่มี แต่ว่าถ้าเราพูดถึงดนตรีสดแบบแจ๊ส แบบแจมมิ่ง ใครขึ้นไปแจมก็ได้ เชียงใหม่ก็ยังเป็น Vibe ที่ดี 

“ถ้าพูดถึงการฟังดนตรีแบบตั้งใจฟังอยู่ที่บ้าน เชียงใหม่อาจจะเหมาะกับผมมากกว่ากรุงเทพฯ อันดับหนึ่งคือ บ้านผมพ่อแม่อยู่ ถ้าฟังก็คงรบกวนเขา อันดับสองคือ ผมอยู่สาทร เมืองที่แม้ว่าตอนกลางคืนรถไม่ติด แต่ก็ยังมีเสียงแตร เสียงบ้านคนนั้นคนนี้ ไม่มีความเงียบชนิดที่ว่าเราจะตั้งใจฟังเพลงได้ เพราะฉะนั้น Vibe ในเชียงใหม่เหมาะกับการฟังเพลงคนเดียวที่บ้าน และอาจจะมีบรรยากาศอย่างอื่นเสริมเข้ามาอีก เช่น บ้านเราอยู่ตีนดอย ฟังโฟล์กจากฟิลาเดลเฟีย The Milk Carton Kids ซึ่งเป็นวงที่ผมชอบ ก็เหมาะมากเลย ตอนเช้ามีหมอกลงนิด ๆ เป็น Vibe ที่เข้ากั๊นเข้ากัน ผมคงจะฟังโฟล์กในกรุงเทพฯ ด้วยความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ มู้ดมันก็คงไม่ไหว” 

ในห้องทำงานของม่อน มีกรอบรูปดึงดูดสายตาอยู่กลุ่มหนึ่ง ม่อนบอกว่านี่คือ Set List เพลงในคอนเสิร์ตที่เขาไปฟัง “ผมไปขอเขา แล้วไปขอลายเซ็นจากนักดนตรี” เรื่องเล่าของ Set List ฟังสนุกมากหลากที่มา ล่าสุดนั้นเป็นคอนเสิร์ตแรกที่จัดขึ้นในช่วงโควิด ลักษณะ Live จากสตูดิโอ และส่ง Set List กับบัตรมาให้ทางบ้าน

“ถ้าเทียบกับโปสเตอร์ที่ยังมีวงการเก็บสะสม Set List อย่างนี้คนยังไม่ค่อยเก็บ ผมหมายถึงในเมืองไทยนะ แต่ต่างประเทศก็มีราคานะ” 

Stop Where You Are เพลงของเธอ

โลกนอกบ้านจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน ได้อยู่กับสิ่งที่รัก วางใจลงจากความวุ่นวาย และเป็นตัวของตัวเองที่สุด คงเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้บ้านมีความหมายอย่างนั้น เป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับเรา ซึ่งเพลงของเธอที่เลือกมาสะท้อนความรู้สึกที่ว่านี้ 

“เป็นแนวเพลงโซลออกแจ๊ส ฟังแล้วสบาย ๆ แบบที่เราอยากให้บ้านอยู่ในบรรยากาศนั้น คือเราเป็นสาวออฟฟิศเนอะ กลับบ้านมาก็อยากรู้สึกได้พักผ่อน ได้รู้สึกอบอุ่นในบ้านของเรา และจ๋าดูที่เนื้อเพลงด้วยค่ะ ประมาณว่า แสงตอนเช้าที่เข้ามานะ ให้หยุดอยู่กับตรงนี้ ที่คุณอยู่แล้วก็คิดถึงตัวเอง คิดถึงชีวิต อาจจะมีความคล้ายกับม่อนนิด ๆ ที่มันสะท้อนตัวเอง เมื่อตอนเด็ก ๆ จ๋าไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน และได้รู้จักนักดนตรี 2 คนที่ทำให้ผ่านช่วงนั้นมาได้ คือคนนี้ Corinne กับ นอร่า โจนส์ เลยเป็นแฟนเพลงมาตั้งแต่ตอนนั้น คือจ๋าฟังเพลงอยู่ไม่มาก ก็เลยเลือกเพลงของเขามา เป็นเพลงในอัลบั้มใหม่”

ความกลมกลืนของบ้าน ความอบอุ่นในแสงไฟยามค่ำ สีของอิฐที่วางตัวเก๋ด้านหน้าล้อไปกับโค้งของฝ้าเพดาน กรอบหน้าต่าง สีของไม้ กระเบื้องสีแชมเปญ งานศิลปะภาพเธอและเขาจากศิลปิน Aura ที่จ๋าชื่นชอบ โปสเตอร์คอนเสิร์ต ภาพจิ๊กซอว์ ฟรีดา คาห์โล เคียงคู่ ดิเอโก ริเบรา เสียงเพลงจากแผ่นเสียง และ ฟรีดา ดีดี้ และ โอดอย คือองค์ประกอบหลักที่ทำให้ความรู้สึกถูกเติมเต็ม

จ๋าเล่าถึงที่มาของงานศิลปะผลงาน Aura ว่า เลือกเป็นภาพในงานแต่งงานแทนภาพพรีเวดดิ้ง เป็นภาพในการ์ดเชิญ 

“จ๋าเห็นผลงานคุณออร่าจากไอจี ก็ติดต่อไปค่ะ บอกไปว่าอยากได้ภาพที่เราใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน เขาส่งสเก็ตช์มา แล้วเราก็เลือกภาพกัน เราประทับใจในความประณีตของเขา ม่อนขอให้เขาทำแมวให้ เขาก็เติมให้มีรายละเอียด มีหนวด มีขนแมวด้วย (ยิ้ม)” 

“ผมคิดว่าแมวเป็นอีกปัจจัยในชีวิตนอกจากการฟังเพลง กลับมาบ้าน มาเหนื่อย ๆ มาเจอแมวที่เรารับมาเลี้ยง 3 ตัว ความเหนื่อยก็หายไป บางคนใช้คำว่าทาสแมว ผมคิดว่าคำนี้มีปัญหา ไม่ใช่ทาสหรือไม่ทาสนะ แต่มันเป็นสมาชิกในครอบครัว เราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะบอกว่ามันเป็นทาสเราก็ไม่ใช่อีก คือมันไม่ได้น่ารักเหมือนหมาไง มันมีนิสัยประหลาด ๆ เช่น ขี้อิจฉา ขี้หงุดหงิด บางวันอยากอ้อนให้เราดูแล บางวันไม่อยากให้ยุ่ง แล้วเราคงให้มันทุกอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้ 

“แต่ถ้าเรามองว่าเขาเป็นสมาชิกในครอบครัว เออ นี่ไง สมาชิกในครอบครัวเรามันมีคนแบบนี้ไง มีแมวแบบที่กรัมปี้หน่อย มีแบบขี้อ้อนหน่อย มีแบบไนซ์ที่ดูแลคนในครอบครัว มีแมวที่ขี้กลัวไม่ค่อยอยากยุ่งกับคน มีแมวที่เป็นอินโทรเวิร์ตสักตัว ก็เป็นสีสันของสมาชิกในครอบครัว มันไม่จำเป็นต้องเป็นคนก็ได้”

“แมว 3 ตัว ชื่อ ฟรีด้า ดีดีเย่ และโอดอย ทั้ง 3 ตัวมี ด เด็ก เรียกง่าย ๆ ว่า ด้า ดี้ ดอย ได้ และผมตั้งให้มันคล้องจองกัน คือ ฟรีด้า โป่งน้อย, โอดอย ป่าจี้ แล้วก็ดีดี้ ห้วยทราย 3 ที่ที่มันถูกเลี้ยงดูขึ้นมา” 

เวลาพูดถึงแมว ดวงตาม่อนส่องประกายตลอดเวลาไม่ต่างจากเวลาพูดถึงเพลงเลย เขาบอกว่า ตอนที่ยังมีฟรีด้าเพียงตัวเดียว มีครั้งหนึ่งที่เขาต้องไปเวิร์กชอปที่ซานฟรานซิสโก วันนั้นเขาเข้าไปชมหอศิลป์ แล้วเกิดคิดถึงฟรีด้าขึ้นมา (คิดถึงมากกว่าจ๋าเหรอ “ใช่ๆ”) (หัวเราะ) 

เขาจึงเลือกซื้อจิ๊กซอว์รูปฟรีด้านี้กลับมา “พอกลับมาบ้าน ก็มาช่วยกันต่อกับจ๋า” ภาพนี้แขวนอยู่บริเวณครัวทางเชื่อมต่อไปห้องทำงานของม่อน 

“ไปต่างประเทศหรือไปต่างจังหวัดนาน ๆ ก็จะคิดถึง เพลงมันฟังที่ไหนก็ได้ แต่แมวที่เราเลี้ยงไม่มีที่ไหนนอกจากที่บ้านเรา”

Writer

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load