00

ให้แสงนำทางเราไป

ช่วงเรียนใกล้จบมัธยมต้น เราต้องเลือกว่าจะเรียนต่อมัธยมปลายสายไหน วิทย์​หรือศิลป์ ซึ่งมันจะพาชีวิตเราไปสู่ทางสายต่อไป 

ตอนนั้นเลือกไม่ได้ เพราะเห็นโลกน้อยมาก ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร 

ครูคนหนึ่งบอกเราว่า ให้จินตนาการว่าอยากเป็นเหมือน ‘แสงนีออน’ ในเมืองใหญ่ หรือ ‘แสงหิ่งห้อย’ น้อยๆ กลางป่า

นั่นคือ ให้คิดถึงคุณค่าของชีวิตที่เราอยากเป็น อยู่ คือ แล้วเราจะรู้ว่า ‘แสง’ นั้นจะนำพาชีวิตเราบินไปทางไหน

เจอคำนี้ของครู ทำให้เราเลือกได้เลยว่าเราต้องเรียนสายศิลป์ และเรียนต่อมัธยมปลายในโรงเรียนเล็กๆ โรงเรียนเดิม ในเมืองเล็กๆ ที่เรามีความสุขกับการได้เดินเล่นนับหมอนไม้เลียบทางรถไฟสายปากน้ำเก่า แวะบ้านเพื่อน เดินไปเรียนด้วยกัน มากกว่าต้องย้ายไปอยู่โรงเรียนดังๆ ใจกลางเมืองใหญ่ ซึ่งเราต้องฝ่าฟันการจราจรที่ติดขัดไปโรงเรียน หรือต้องไปอยู่หอโรงเรียนกับคนที่ไม่รู้จัก ไม่ได้กินกับข้าวที่แม่ทำทุกวัน 

01

เราจะเรียนไปทำไม ถ้าเราไม่มีการส่วนในการเปลี่ยนแปลง (การ) เมืองที่เราอยู่

ห้องเรียนแห่งแสง ที่สอนให้เด็กลุกขึ้นแก้ปัญหา(การ)เมืองที่กระทบตัวเองด้วยการคิดเอง ทำเอง, โรงเรียนทางเลือก

เราไปยุโรปครั้งแรกเพราะมีถ่ายงานเรื่องโรงเรียนอนุบาลในป่าที่ออสเตรีย

เรารู้จักอะไรในประเทศออสเตรียบ้าง สิ่งที่เราได้ยินมา นอกจากโรงเรียนอนุบาลในป่าแล้ว คือมีเมืองหลวงชื่อเวียนนา เป็นที่ถ่ายทำ Before Sunrise หนังเรื่องโปรดของเรา เป็นเมืองน่าอยู่อันดับต้นๆ ของโลก เพราะคนอยู่อาศัยมีความเป็นอยู่ที่ดี ค่าครองชีพ ระบบขนส่งสาธารณะ ราคาไม่แพง เป็นเมืองสีเขียว เลนจักรยานใหญ่พอๆ กับถนนให้รถวิ่ง และมีการศึกษาทั้งในระบบและทางเลือกที่เอื้อต่อการเรียนรู้ที่แตกต่างหลากหลาย 

ห้องเรียนแห่งแสง ที่สอนให้เด็กลุกขึ้นแก้ปัญหา(การ)เมืองที่กระทบตัวเองด้วยการคิดเอง ทำเอง, โรงเรียนทางเลือก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็ไม่ได้ไปถึงเมืองหลวงของออสเตรีย เพราะแค่เดินทางมาถึงกราซ (Graz) เมืองเล็กๆ เราก็ได้เห็นภาพใหญ่แล้วว่าเมืองนี้เขาจัดการศึกษากันอย่างไร ทำไมจึงน่าอยู่และมีการเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบทุกมุมเมือง 

ครอบครัวน้องสาวเพื่อนมารอรับเราที่สถานีรถบัสในเมือง เธอมีลูกชาย 3 คน แต่ไม่ต้องมีรถเป็นของตัวเอง รถที่ขับมาวันนั้นเป็นรถเพื่อนบ้านที่จะคอยเวียนกันส่งลูกๆ ของแต่ละคนไปโรงเรียน ทำให้เราได้รู้จักแอนดี้ เจ้าของรถ ที่เพื่อนเราบอกว่า เป็นครูในโรงเรียนมัธยมของรัฐที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะมีห้องเรียนที่เราแอบมาตั้งชื่อให้เองว่า ‘ห้องเรียนแห่งแสง’

ไม่กี่วันต่อมา เราก็ได้ไปเยือนโรงเรียน BG/BRG UND MUSIKGYMNASIUM DREIHACKENGASSE และห้องเรียนของแอนดี้ เขาส่งแอปฯ แผนที่เส้นทางจักรยานให้เราปั่นไปโรงเรียน เลนจักรยานใหญ่เท่าๆ กับถนน เป็นเรื่องที่ไม่ได้ถีบด้วยตีนตัวเองไม่อยากจะเชื่อสายตาจริงๆ 

สาระของวิชาในห้องเรียนของเขาอยู่ที่การให้นักเรียนออกไปนอกห้องเรียน ค้นหา ‘ศักยภาพ’ และ ‘ปัญหา’ ของเมืองที่ตัวเองอยู่ 

แน่นอนว่าเมืองที่เราอยู่มีทั้งสองอย่าง เราจะไม่มองหาแต่ปัญหา โดยที่ไม่ได้มองเห็นศักยภาพ

ปัญหาที่เด็กๆ เลือกนำมาศึกษา คือเรื่องที่ห้องสมุดสาธารณะในเมืองของพวกเขาปิดในวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งทำให้พวกเขาไม่มีที่ไปในวันหยุด และเวลาปิดของห้องสมุดก็เร็วเกินไป ทำให้เลิกเรียนแล้วไม่มีที่ไปค้นคว้าหาหนังสือและทำการบ้าน

เราจึงถามเด็กๆ ว่า “ถามจริงเหอะ สมัยนี้แล้วเด็กๆ ยังไปค้นคว้าหาความรู้และทำการบ้านกันในห้องสมุดจริงๆ หรือ” 

พวกเขาตอบว่า ห้องสมุดบ้านเขามีหนังสือดีๆ ที่น่าสนใจมากมาย ทันสมัยเหมือนในร้านหนังสือ และเพราะคนในเมืองแนะนำหนังสือที่พวกเขาอยากอ่านให้บรรณารักษ์จัดหามาให้ได้ และยังมีพื้นที่สบายๆ ให้นั่งๆ นอนๆ เล่น ทำกิจกรรมร่วมกัน ดีกว่าไปเดินห้างฯ หรือไปที่อื่นตั้งมากมาย 

ฉะนั้น เมื่อเด็กๆ ค้นพบปัญหาต่างๆ ในเมืองที่กระทบต่อตัวเองแล้ว เรื่องต่อไปคือต้องหาวิธีการแก้ไข 

“ถ้าเราเห็นปัญหาแล้วไม่แก้ไข ก็เท่ากับเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้น” 

ปัญหาเวลาการเปิด-ปิด ห้องสมุดนี้จะแก้ไขอย่างไรดี เด็กๆ ต้องเป็นคนหาทางแก้ไขของพวกเขาเอง 

ตอนแรกเด็กๆ เลือกไปคุยกับบรรณารักษ์ห้องสมุดก่อน ซึ่งบรรณารักษ์บอกว่า ถ้าเสียงความต้องการนี้ส่งไปถึงผู้มีส่วนกำหนดนโยบายและสาธารณชนคนในเมือง แล้วเกิดการหันหน้าเข้ามาคุยกัน ก็มีความเป็นไปได้ที่เราจะเปลี่ยนนโยบายเปิดห้องสมุดในวันหยุด เด็กๆ จึงมีความหวังและเห็นแสงสว่าง 

เมื่อเห็นแสงส่องทางให้เดิน เด็กๆ จึงเริ่มหาเสียง ทำแคมเปญรณรงค์ ล่ารายชื่อจากคนในเมือง บอกให้พวกเขาทราบปัญหา ความต้องการ ความหวัง พวกเขาเขียนจดหมาย เขียนบทความไปถึงสื่อในเมือง เพื่อสื่อสารเรื่องนี้ในวงกว้าง กระบวนการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็ก ต้องใช้เวลา และไม่ใช่ว่าจะสำเร็จในคราวเดียว เด็กๆ บอกว่าใช้เวลาทั้งปีการศึกษาทีเดียว

ห้องเรียนแห่งแสง ที่สอนให้เด็กลุกขึ้นแก้ปัญหา(การ)เมืองที่กระทบตัวเองด้วยการคิดเอง ทำเอง, โรงเรียนทางเลือก

เด็กคนหนึ่งเล่าให้เราฟังว่า การก้าวออกจากห้องเรียนไปคุยกับผู้ใหญ่ สื่อ และออกไปสู่พื้นที่สาธารณะ เพื่อส่งเสียงให้คนอื่นได้ยิน เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญมากมาย ก้าวแรกที่กล้าก้าวออกไปมีแต่ความรู้สึกกลัว แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่ล้มเลิกโครงการนี้ไม่ใช่เพื่อเกรด เป็นเพราะพวกเขาเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงและเติบโตจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราออกจากพื้นที่สบายกันบ้าง ซึ่งพื้นที่ที่พวกเขาออกไปเรียกร้องนั้นไม่ใช่พื้นที่อันตราย และต้องหาคนที่ใช่คุยด้วย 

เมื่อเสียงของพวกเขาเริ่มดัง เด็กๆ จึงเดินเข้าไปหาผู้ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อพูดคุยกัน ขั้นตอนนี้ยากที่สุดตรงที่พวกเขาไม่พบคนที่ใช่ (The Right Person) ผู้มีอำนาจในการกำกับการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ สักที เมื่อไม่ได้พบคนคนนั้น การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นได้ยาก

แต่ในที่สุด เมื่อเสียงของพวกเขาดังพอ และดังไปถึงผู้มีอำนาจ การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นจากการได้นั่งคุยกันจริงๆ 

เด็กๆ ได้มีโอกาสนั่งคุยกับผู้ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ฟังกันและกัน 

เมืองกราซจึงมีการเปลี่ยนนโยบายให้ห้องสมุดเปิดในวันหยุด หยุดวันจันทร์ และยืดเวลาเปิดห้องสมุดในช่วงเย็นให้เด็กๆ มีเวลาไปใช้หลังเลิกเรียน 

นี่เป็นเพียงตัวอย่างโปรเจกต์เดียวที่เด็กๆ ระดับมัธยมมีส่วนในการเปลี่ยนแปลง 

ยังมีอีกหลายโครงการในห้องเรียนของพวกเขาที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลง (การ) เมืองที่พวกเขาอยู่ให้ดีขึ้น 

และเด็กๆ กลุ่มเปิดห้องสมุดนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก เกรตา ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) เด็กนักเรียนชาวสวีเดนที่ออกมาเรียกร้องเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ

02

เมืองสีเขียว ขยะเป็นศูนย์ มีพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงได้วิ่งเล่นกว้างๆ 

ยังมีอีกหลายโครงการที่เด็กๆ มัธยมโรงเรียนนี้ทำ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพื้นที่ปลูกผักในพื้นที่ว่างเปล่าในเมือง การเพิ่มพื้นที่วิ่งเล่นให้สัตว์เลี้ยงในสวนสาธารณะ การจัดพื้นที่แสดงนิทรรศการศิลปะในพื้นที่สาธารณะใจกลางเมือง 

เช้าวันหนึ่ง ครอบครัวเพื่อนที่เราไปอยู่ด้วยที่นั่นบอกให้เราเอาเศษอาหารที่เหลือจากการทำผัดไทยให้พวกเขากินไปใส่ในถังสีเขียวหน้าบ้าน เป็นถังขยะใหญ่ๆ แบบที่เมืองจัดให้เหมือนบ้านเรา แต่ถังขยะมีสีต่างกัน และมีชื่อเจ้าของบ้านนั้นติดอยู่ด้วย 

เพื่อนเราบอกว่า ให้เปิดถังสีน้ำตาลนะ ถังนั้นเขียนว่า BIOABFALL และมีแต่เศษอาหาร เราขยับไปสำรวจถังขยะสีอื่นๆ ของบ้านเพื่อน ก็เป็นขยะพวกที่นำกลับมาใช้ไม่ได้แล้ว ซึ่งเทศบาลจะมาเก็บไปเตาเผาไฟแรงสูงนอกเมือง แล้วส่งพลังงานจากการเผาสู่ท่อหมุนเวียนกลับมาใช้ในครัวเรือน กับพวกเครื่องทำน้ำอุ่น ส่วนขยะที่นำกลับมาใช้ได้ พวกเขาเก็บแยกประเภทไว้ในบ้าน แล้วนำออกมาทิ้งยังจุดทิ้งขยะที่นำกลับมาใช้ได้ซึ่งมีอยู่หลายมุมเมือง

เราอึ้งมากกับเจ้าถังสีน้ำตาลสำหรับทิ้งเศษอาหารในครัวเรือน ที่รถเทศบาลจะมาเก็บเฉพาะถังนี้ แล้วเอาไปหมักไว้ พอเศษอาหารย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย ชาวเมืองก็ไปซื้อหาปุ๋ยหมักนี้ได้ในราคาย่อมเยา เพื่อมาทำสวนในครัวเรือนของพวกเขา 

ระบบนี้ซับซ้อนตรงไหน ที่จะนำมาใช้ในบ้านในเมืองเราบ้าง

เด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งต้องการสร้างพื้นที่อาหารปลอดภัยที่พวกเขารู้ที่มาของอาหาร จึงค้นหาพื้นที่ว่างเปล่ารกร้างในเมือง และขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนั้นสร้างสวนผักของเมือง ชวนเพื่อนบ้านในย่านนั้นมาช่วยกันสร้างแปลงผัก และไปขอปุ๋ยหมัก ดินหมัก จากกองที่เทศบาลเมืองหมักขยะเศษอาหารในเมือง 

การรวบรวมเพื่อนบ้านย่านนั้น การไปพูดคุยขอใช้พื้นที่ว่างเปล่ารกร้างเป็นสวนผักคนเมือง เด็กกลุ่มนี้ก็ต้องใช้กระบวนการเดียวกัน คือส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจอนุญาตเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านี้ได้ 

03

ดอกไม้กำลังจะผลิบาน

ห้องเรียนแห่งแสง ที่สอนให้เด็กลุกขึ้นแก้ปัญหา(การ)เมืองที่กระทบตัวเองด้วยการคิดเอง ทำเอง, โรงเรียนทางเลือก

ฤดูใบไม้ผลิกำลังเบ่งบาน 

อุณหภูมิของแสงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เพียงไม่กี่วันที่เราได้อยู่ในเมืองนั้น ลำแสงอุ่นๆ ของห้องเรียนต่างๆ ในเมืองนี้ที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน ในสถาบันการศึกษา หากแต่ว่าอยู่ใน ‘วิถีชีวิต’ ของผู้คน ทำให้เรารู้สึกมีความหวัง และมีพลังที่จะกลับบ้าน 

แสงแห่งความหวังกำลังเปลี่ยนอุณหภูมิ เริ่มจากห้องเรียนที่ให้โอกาสเด็กๆ ก้าวออกจากห้องเรียนเพื่อค้นหาศักยภาพและปัญหาของเมือง แล้วกลับมาในห้องเรียนเพื่อค้นหาศักยภาพของตัวเองกลับไปแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง โดยมีผู้ใหญ่คอยรับฟัง 

ในตอนหน้าเรายังอยู่ที่เมืองกราซเพื่อส่งต่อเรื่องราวของหลากหลายห้องเรียนแห่งแสงในเมืองนี้ เพราะกราซยังมีห้องเรียนดนตรีที่ฝังรากของการฟัง ให้เด็กๆ ตัวเล็กตัวน้อยที่ได้เรียนรู้จักการฟังเสียงของตัวเองและเสียงของคนอื่นตั้งแต่ยังเยาว์วัย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และผู้นำที่รู้จักการฟัง

ห้องเรียนมัธยมของรัฐ และระบบการศึกษาที่เอื้อโอกาสให้เด็กวัยรุ่นมัธยมได้ทดลองผ่านประสบการณ์การทำสิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝันว่า จริงๆ แล้วมันใช่สิ่งแบบในจินตนาการของพวกเขาหรือเปล่า โดยไม่ต้องรอให้จบมหาวิทยาลัยซะก่อนถึงจะได้ทำงานมีประสบการณ์จริง

ห้องเรียนของผู้คนที่แตกต่างหลากหลายในพื้นที่สาธารณะ สระว่ายน้ำ เก้าอี้นั่ง ที่ไม่ได้โดนยึดเป็นของสาธารณะรัฐ แต่เป็นของผู้คนที่ได้ออกมาจัดเทศกาลของพวกเขา ทำให้เมืองเป็นพื้นที่ร่ำรวยทางวัฒนธรรม เยียวยาบาดแผลทางประวัติศาสตร์ 

เราเขียนบทความนี้ด้วยความหวัง ในคืนที่อุณหภูมิทางการเมืองของบ้านเรากำลังคุกรุ่น ถึงร้อนแรง 

สิ่งแรกที่เราฝันว่าอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือการศึกษา เราดีใจอย่างเปิดเผยได้เลยว่า มันถึงเวลาแล้วล่ะที่นักเรียนนักศึกษาของเราต้องออกจากห้องเรียน จากสถาบันการศึกษา เพราะเรามีระบบการศึกษาที่ดีไม่ได้สักที เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้กันไม่ได้สักที การศึกษาที่ดีควรสอนให้เรารู้จักตั้งคำถามไม่ใช่หรือ 

ทำไมเรียนไปตั้งมากมาย เรายังไม่รู้ว่าเราอยากเป็นอะไร 

ทำไมเรียนจบปริญญาหลายใบ แล้วยังกลัวการตกงาน 

นั่นแปลว่าการศึกษาในเสาหลักของเราล้มเหลวใช่หรือไม่ 

ปัญหาที่แท้จริงของบ้านเมืองอยู่ตรงไหน 

และศักยภาพที่แท้จริงของบ้านเมืองเราอยู่ที่ไหน 

ห้องเรียนแห่งแสงของนักศึกษาในสถานการณ์บ้านเมืองเราช่วงนี้ อาจจะอยู่ที่การออกมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะพวกเขาได้เรียนรู้มามากพอแล้วว่า ปัญหาของบ้านเมืองเราอาจจะอยู่ที่ #ถ้าการเมืองดี การศึกษาจะดี คุณภาพชีวิตจะดียิ่งกว่า และ “ถ้าเราเห็นปัญหาแล้วไม่ลงมือแก้ไข เราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา”

ห้องเรียนแห่งแสง ที่สอนให้เด็กลุกขึ้นแก้ปัญหา(การ)เมืองที่กระทบตัวเองด้วยการคิดเอง ทำเอง, โรงเรียนทางเลือก

ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกรอบโลกเพิ่มเติมในรายการ ‘บินสิ!’ ได้ทางทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

โรงเรียนทางเลือก

เรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกเปลี่ยนโลกจากทั่วโลก

01

ชุมชนแคมฮิลล์ 

ชุมชนนี้ก่อตั้งโดยเจตนาการอยู่ร่วมกันอย่างมีวิถีและปรัชญาที่คนในชุมชนเชื่อ (Intentional Community) ก่อตั้งโดย ดร.คาร์ล โคนิก (Dr.Karl König) กุมารแพทย์ชาวออสเตรียผู้ซึ่งหนีนาซีมาตั้งรกรากในสกอตแลนด์ใน พ.ศ.2482 และปัจจุบันได้แพร่ขยายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกกว่าร้อยแห่ง ในนาม ‘The Camphill Movement’ แนวคิดหลักของขบวนการแคมฮิลล์ คือหลักการมานุษยวิทยาปรัชญาของ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner) 

ความพิเศษของหัวใจในชุมชนแคมป์ฮิลล์ที่มีมากกว่า 100 แห่งในกว่า 20 ประเทศ คือการที่ทุกชุมชนอุทิศเพื่อการสร้างชุมชนสำหรับเด็กและผู้ใหญ่พิเศษ (Special Needs Children & Adult) ที่มีปัญหาทั้งทางกายภาพและสติปัญญาให้ได้เติบโตอย่างเป็นปกติสุข ได้รับการตอบสนองความต้องการ พัฒนาศักยภาพทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญาและจิตวิญญาณ อย่างที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ 

ตอนที่เราไปเรียนอยู่ที่อเมริกา ในโรงเรียนทางเลือก Upattinas School ในรัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา โรงเรียนเราอยู่ไม่ไกลจากลำธาร French Creek ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนอากาศดีๆ ชุมชนแถวนั้นจะไปรวมตัวกันริมลำธารโดยไม่ได้นัดหมาย และอดไม่ได้ต้องแวะกินไอศกรีมออร์แกนิกแสนอร่อยจากร้านค้าชุมชนของแคมฮิลล์ วิลเลจ คิมเบอร์ตัน (The Camphilll Village Kimberton) ที่ตั้งอยู่ ณ ริมลำธารสายเดียวกัน 

The Camphill School in Kimberton หมู่บ้านการศึกษาในป่าของเด็กและผู้ใหญ่พิเศษที่ USA

ภาพพิเศษที่เราจำได้จากริมลำธารนั้น เป็นภาพของแก๊งเด็กพิเศษ เจ้าถิ่นจากทางโรงเรียนแคมป์ฮิลล์ออกมาเริงร่า กินไอศกรีมกับพวกเรา เด็กพิเศษกลุ่มนี้ไม่ได้ดูมีปัญหาเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง พวกเขาพูดคุยเล่นกันเองอย่างสนุกสนาน รวมทั้งทักทาย สบตา สนทนา บางทีก็แบ่งชิมไอศกรีมกัน เล่นเกมด้วยกันริมลำธาร และปิกนิกด้วยกัน

วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ เราก็ได้โอกาสเข้าไปทักทายชุมชนคนพิเศษในแคมฮิลล์ถึงในอาณาจักรของพวกเขา บนพื้นที่ 432 เอเคอร์ เป็นทั้งฟาร์ม ป่า และที่อยู่อาศัยของคนกว่า 100 คน รวมทั้งผู้ใหญ่ที่มีความต้องการพิเศษ มีโรงเรียนกินอยู่ประจำของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และมีอาสาสมัครจากทั่วโลกมาอยู่เพื่อทำงานกับคนเหล่านี้เป็นระยะเวลานาน 

The Camphill School in Kimberton หมู่บ้านการศึกษาในป่าของเด็กและผู้ใหญ่พิเศษที่ USA
02

หมู่บ้านเด็กของ The Camphill School 

ที่แรกที่เราคิดว่าเป็นหัวใจของที่นี่ อาจเป็นหมู่บ้านเด็กๆ 

ช่วงนั้นใกล้วันคริสต์มาส เราได้ยินนิทานวันคริสต์มาสเรื่องหนึ่งจากหนังสือชื่อ Rock Crystal เล่าว่า มีเด็ก 2 คนหายไปในวันคริสต์มาสอีฟ บนธารน้ำแข็งที่แยกระหว่าง 2 หมู่บ้านของผู้ใหญ่ที่ไม่ถูกกันเลย ทำให้ผู้ใหญ่ที่อาศัยในหมู่บ้านทั้งสองต้องร่วมกันออกค้นหาเด็กทั้งสองคนนี้จนเจอ และจากนั้นมา ผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านทั้งสองก็เลิกมีอคติต่อกัน และร่วมกันสร้างหมู่บ้านในอุดมคติใหม่ให้เป็น ‘หมู่บ้านของเด็ก’ เป็นสถานที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและพัฒนาการ ให้แบ่งปันและอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ได้ด้วยการยอมรับและเป็นที่รัก ไม่ว่าเขาจะหลงทางไปที่ไหน เขาจะถูกค้นพบและพากลับมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข 

ในหมู่บ้านเด็กนั้นมีบ้านอยู่กว่า 10 หลัง เป็นพื้นที่สำหรับการเรียน การประชุม การแสดง การเฉลิมฉลองทั่วไป อาคารบำบัดรักษาทางการแพทย์ทั้งในด้านร่างกายและจิตวิญญาณ บ้านงานคราฟต์ ร้านกาแฟ ยุ้งฉางสำหรับพืชผลทางการเกษตร 

The Camphill School in Kimberton หมู่บ้านการศึกษาในป่าของเด็กและผู้ใหญ่พิเศษที่ USA
03

โรงเรียนปฐมวัยและมัธยมศึกษา

โรงเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยและมัธยมศึกษาที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนแคมฮิลล์ ใช้รูปแบบการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf education) เป็นโปรแกรมการบูรณาการสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในกลุ่มเล็กไม่เกิน 12 คน วันที่เราเข้าไปศึกษาดูงาน เด็กๆ กำลังแสดงเทพนิยายจากตุ๊กตาผ้ากันอยู่ ดูเหมือนเด็กๆ จะต่อบทการแสดงกันขึ้นมาเอง ต่อให้แสดงกี่รอบก็คงจะไม่เหมือนเดิม เรื่องราวที่จบตรงไหน ไม่มีใครรู้ได้เลย แม้แต่คนเล่นกันเอง 

แต่ทุกการแสดงต้องมีเวลาเลิกรา เมื่อถึงเวลาทำอาหารว่าง คุณครูร้องเพลงส่งสัญญาณให้เตรียมตัวมาจัดอาหารว่างกันเอง ในมุมเล็กๆ ในห้องนั้น มีมุมคล้ายครัวอยู่ เด็กๆ จัดอาหารว่างของตัวเอง เป็นผลไม้ แอปเปิ้ล แครอท ขนมปังกรอบ ชีส โดยที่คุณครูไม่ได้เข้าไปจัดแจง เมื่อได้อาหารว่างพร้อมบนโต๊ะ เด็กๆ ก็จะมานั่งกินร่วมกัน 

The Camphill School in Kimberton หมู่บ้านการศึกษาในป่าของเด็กและผู้ใหญ่พิเศษที่ USA
The Camphill School in Kimberton หมู่บ้านการศึกษาในป่าของเด็กและผู้ใหญ่พิเศษที่ USA

ช่วงบ่ายเป็นเวลา Free Play ในป่าเล็กๆ ข้างโรงเรียน เด็กๆ จัดแจงแต่งตัว เตรียมเป้น้ำดื่มพร้อม เพื่อออกไปนอกห้องเรียน ดูกระเป๋าแต่ละคนใบใหญ่ และมีอุปกรณ์หลากหลายในเป้ เวลานี้ดูเหมือนจะเป็น Free Play ใครอยากทำอะไรก็ทำ บางคนจับกลุ่มกันทำสวน บางกลุ่มเอาอุปกรณ์วาดภาพออกมาวาดระบายสี บางคนก็นั่งเล่นคุ้ยเขี่ยหาแมลงใต้ต้นไม้ ใบหญ้า ครูไม่ได้จัดกิจกรรมอะไรให้ เป็นเพียงผู้ช่วยเหลือให้เด็กแต่ละคนได้ดำเนินกิจกรรมที่เขาสนใจได้อย่างเต็มกำลัง แต่เราสังเกตเห็นว่าครูมีสมุดจดบันทึก ครูบางคนก็เขียนบทกวีไป ร้องเพลง เล่นอูคูเลเล่ไป  

ถ้าช่วงบ่ายของทุกโรงเรียนเป็นแบบนี้ เราคงมีผู้ใหญ่ที่มีความสุขเยอะเป็นพิเศษแน่ๆ เราแอบหวังในใจ 

The Camphill School in Kimberton หมู่บ้านการศึกษาในป่าของเด็กและผู้ใหญ่พิเศษที่ USA
04

โปรแกรมการเปลี่ยนผ่าน 

นักเรียนที่จบมัธยมปลายจากโรงเรียนแคมป์ฮิลล์ สามารถเข้าต่อในหลักสูตรวิชาชีพที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับนักเรียนที่มีอายุ 18 – 21 ปี ส่วนนี้ตั้งอยู่ใน Beaver Farm ห่างจากโรงเรียนแคมป์ฮิลล์ไปกว่า 10 ไมล์ ใกล้กับลำธาร French Creek

ที่นี่เป็นวิทยาเขตแก๊งเด็กพิเศษที่เราเจอที่ร้านไอศกรีมบ่อยๆ นั่นเอง นับเป็นวิทยาเขตอาชีวศึกษาในฟาร์มที่สวยสดชื่นที่สุดที่เราเคยได้พบเห็นมา 

โปรแกรมเปลี่ยนผ่าน (Rite of Passage) ที่นี่มุ่งเน้นให้ประสบการณ์อาชีวศึกษากับเด็กพิเศษ สร้างโอกาสในการเรียนรู้ แบ่งปันทักษะชีวิตในบ้านในชุมชน ทำความสะอาดบ้าน ซักรีด ประกอบอาหาร ทำปุ๋ยหมัก และการสนับสนุนทางวิชาการและการบำบัดอย่างต่อเนื่อง เช่น ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ งานช่าง เครื่องปั้นดินเผา การเกษตรชีวภาพ คณิตศาสตร์เชิงฟังก์ชัน ศิลปภาษา เหตุการณ์ปัจจุบัน วิชาเลือกตามความสนใจ 

The Camphill School in Kimberton หมู่บ้านการศึกษาในป่าของเด็กและผู้ใหญ่พิเศษที่ USA
The Camphill School in Kimberton หมู่บ้านการศึกษาในป่าของเด็กและผู้ใหญ่พิเศษที่ USA
The Camphill School in Kimberton หมู่บ้านการศึกษาในป่าของเด็กและผู้ใหญ่พิเศษที่ USA

โปรแกรมนี้สร้างพื้นที่ให้นักเรียนผ่านประสบการณ์การทำงานในชุมชน และการใช้ชีวิตตั้งแต่ในโรงเรียนไปจนถึงวัยผู้ใหญ่อย่างรู้สึกปลอดภัย และได้สำรวจการเปลี่ยนแปลงเติบโตของตัวเองอย่างเต็มที่ 

ชีวิตที่บีเวอร์ฟาร์ม นักเรียนอาชีวะในโปรแกรมจะได้เรียนรู้อยู่กับครอบครัวขยาย ผู้ปกครองบ้านอาสาสมัคร นักศึกษาฝึกงานจากนานาชาติต่างพึ่งพากันและกัน สร้างบรรยากาศแห่งความไว้ใจ เคารพซึ่งกันและกัน จังหวะชีวิตของที่นี่ดูเป็นรื่นรมย์มากๆ ยามเช้าเริ่มด้วยดนตรีศิลปะและทักษะในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้วัยรุ่นหนุ่มสาวที่นี่เข้าถึงศักยภาพของแต่ละคน ในระหว่างวันมีกิจกรรมสังคมมากมาย เช่น แฮงเอาต์ เล่นเพลิดเพลินกันกับเพื่อนๆ ในชุมชนรอบๆ บริเวณ เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ ดนตรี กีฬา พิพิธภัณฑ์ ว่ายน้ำที่ YMCA จัดเทศกาลประจำฤดูกาล 

ที่นี่มีนักบำบัดและกายภาพบำบัดมืออาชีพ ทำงานร่วมกับนักเรียนตามแผนการศึกษารายบุคคล (IEP) ของนักเรียนแต่ละคน เพื่อสนับสนุนนักเรียนอย่างต่อเนื่องให้ก้าวไปถึงระดับมหาวิทยาลัย หากนักเรียนมีความต้องการในสถาบัน Camphill Academy 

น่าเสียดายที่เราไม่ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชม Camphill Academy ซึ่งเป็นการศึกษาระดับอุดมศึกษาในอาณาจักรของแคมป์ฮิลล์ในวันนั้น

The Camphill School in Kimberton หมู่บ้านการศึกษาในป่าของเด็กและผู้ใหญ่พิเศษที่ USA
The Camphill School in Kimberton หมู่บ้านการศึกษาในป่าของเด็กและผู้ใหญ่พิเศษที่ USA
05

อาณาจักรของคนพิเศษ

เมื่อได้มาสัมผัสอาณาจักรของคนพิเศษ เราได้พบกับคนพิเศษที่มีความสุข เวลาและสิ่งแวดล้อมได้ทำให้ที่นี่รู้สึกเหมือน ‘บ้าน’ ของพวกเขาจริงๆ และพวกเขาไม่ได้แปลกแยกและแตกต่างจากคนอื่นๆ ในสังคมเลย 

ความพิเศษจนครบจบกระบวนการของที่นี่ ซึ่งมองไว้ชัดมากๆ คือการสร้างอาณาจักรที่ให้ความเคารพและเชื่อมั่นแก่เด็กกลุ่มนี้ ตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษา ให้เด็กพิเศษได้เรียนรู้ เติบโต เปลี่ยนผ่าน เป็นผู้ใหญ่อย่างที่พวกเขาควรเป็นอย่างรู้สึกปลอดภัย 

และความพิเศษสมบูรณ์แบบที่สุดของที่นี่ อาจเป็นการสร้างทุกสิ่งอยู่บนพื้นฐานความรู้สึกใน ‘บ้านและอาณาจักรที่ทำให้เขาไม่รู้สึกพิเศษ’ ไปกว่าคนอื่น

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load