00

ให้แสงนำทางเราไป

ช่วงเรียนใกล้จบมัธยมต้น เราต้องเลือกว่าจะเรียนต่อมัธยมปลายสายไหน วิทย์​หรือศิลป์ ซึ่งมันจะพาชีวิตเราไปสู่ทางสายต่อไป 

ตอนนั้นเลือกไม่ได้ เพราะเห็นโลกน้อยมาก ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร 

ครูคนหนึ่งบอกเราว่า ให้จินตนาการว่าอยากเป็นเหมือน ‘แสงนีออน’ ในเมืองใหญ่ หรือ ‘แสงหิ่งห้อย’ น้อยๆ กลางป่า

นั่นคือ ให้คิดถึงคุณค่าของชีวิตที่เราอยากเป็น อยู่ คือ แล้วเราจะรู้ว่า ‘แสง’ นั้นจะนำพาชีวิตเราบินไปทางไหน

เจอคำนี้ของครู ทำให้เราเลือกได้เลยว่าเราต้องเรียนสายศิลป์ และเรียนต่อมัธยมปลายในโรงเรียนเล็กๆ โรงเรียนเดิม ในเมืองเล็กๆ ที่เรามีความสุขกับการได้เดินเล่นนับหมอนไม้เลียบทางรถไฟสายปากน้ำเก่า แวะบ้านเพื่อน เดินไปเรียนด้วยกัน มากกว่าต้องย้ายไปอยู่โรงเรียนดังๆ ใจกลางเมืองใหญ่ ซึ่งเราต้องฝ่าฟันการจราจรที่ติดขัดไปโรงเรียน หรือต้องไปอยู่หอโรงเรียนกับคนที่ไม่รู้จัก ไม่ได้กินกับข้าวที่แม่ทำทุกวัน 

01

เราจะเรียนไปทำไม ถ้าเราไม่มีการส่วนในการเปลี่ยนแปลง (การ) เมืองที่เราอยู่

ห้องเรียนแห่งแสง ที่สอนให้เด็กลุกขึ้นแก้ปัญหา(การ)เมืองที่กระทบตัวเองด้วยการคิดเอง ทำเอง, โรงเรียนทางเลือก

เราไปยุโรปครั้งแรกเพราะมีถ่ายงานเรื่องโรงเรียนอนุบาลในป่าที่ออสเตรีย

เรารู้จักอะไรในประเทศออสเตรียบ้าง สิ่งที่เราได้ยินมา นอกจากโรงเรียนอนุบาลในป่าแล้ว คือมีเมืองหลวงชื่อเวียนนา เป็นที่ถ่ายทำ Before Sunrise หนังเรื่องโปรดของเรา เป็นเมืองน่าอยู่อันดับต้นๆ ของโลก เพราะคนอยู่อาศัยมีความเป็นอยู่ที่ดี ค่าครองชีพ ระบบขนส่งสาธารณะ ราคาไม่แพง เป็นเมืองสีเขียว เลนจักรยานใหญ่พอๆ กับถนนให้รถวิ่ง และมีการศึกษาทั้งในระบบและทางเลือกที่เอื้อต่อการเรียนรู้ที่แตกต่างหลากหลาย 

ห้องเรียนแห่งแสง ที่สอนให้เด็กลุกขึ้นแก้ปัญหา(การ)เมืองที่กระทบตัวเองด้วยการคิดเอง ทำเอง, โรงเรียนทางเลือก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็ไม่ได้ไปถึงเมืองหลวงของออสเตรีย เพราะแค่เดินทางมาถึงกราซ (Graz) เมืองเล็กๆ เราก็ได้เห็นภาพใหญ่แล้วว่าเมืองนี้เขาจัดการศึกษากันอย่างไร ทำไมจึงน่าอยู่และมีการเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบทุกมุมเมือง 

ครอบครัวน้องสาวเพื่อนมารอรับเราที่สถานีรถบัสในเมือง เธอมีลูกชาย 3 คน แต่ไม่ต้องมีรถเป็นของตัวเอง รถที่ขับมาวันนั้นเป็นรถเพื่อนบ้านที่จะคอยเวียนกันส่งลูกๆ ของแต่ละคนไปโรงเรียน ทำให้เราได้รู้จักแอนดี้ เจ้าของรถ ที่เพื่อนเราบอกว่า เป็นครูในโรงเรียนมัธยมของรัฐที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะมีห้องเรียนที่เราแอบมาตั้งชื่อให้เองว่า ‘ห้องเรียนแห่งแสง’

ไม่กี่วันต่อมา เราก็ได้ไปเยือนโรงเรียน BG/BRG UND MUSIKGYMNASIUM DREIHACKENGASSE และห้องเรียนของแอนดี้ เขาส่งแอปฯ แผนที่เส้นทางจักรยานให้เราปั่นไปโรงเรียน เลนจักรยานใหญ่เท่าๆ กับถนน เป็นเรื่องที่ไม่ได้ถีบด้วยตีนตัวเองไม่อยากจะเชื่อสายตาจริงๆ 

สาระของวิชาในห้องเรียนของเขาอยู่ที่การให้นักเรียนออกไปนอกห้องเรียน ค้นหา ‘ศักยภาพ’ และ ‘ปัญหา’ ของเมืองที่ตัวเองอยู่ 

แน่นอนว่าเมืองที่เราอยู่มีทั้งสองอย่าง เราจะไม่มองหาแต่ปัญหา โดยที่ไม่ได้มองเห็นศักยภาพ

ปัญหาที่เด็กๆ เลือกนำมาศึกษา คือเรื่องที่ห้องสมุดสาธารณะในเมืองของพวกเขาปิดในวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งทำให้พวกเขาไม่มีที่ไปในวันหยุด และเวลาปิดของห้องสมุดก็เร็วเกินไป ทำให้เลิกเรียนแล้วไม่มีที่ไปค้นคว้าหาหนังสือและทำการบ้าน

เราจึงถามเด็กๆ ว่า “ถามจริงเหอะ สมัยนี้แล้วเด็กๆ ยังไปค้นคว้าหาความรู้และทำการบ้านกันในห้องสมุดจริงๆ หรือ” 

พวกเขาตอบว่า ห้องสมุดบ้านเขามีหนังสือดีๆ ที่น่าสนใจมากมาย ทันสมัยเหมือนในร้านหนังสือ และเพราะคนในเมืองแนะนำหนังสือที่พวกเขาอยากอ่านให้บรรณารักษ์จัดหามาให้ได้ และยังมีพื้นที่สบายๆ ให้นั่งๆ นอนๆ เล่น ทำกิจกรรมร่วมกัน ดีกว่าไปเดินห้างฯ หรือไปที่อื่นตั้งมากมาย 

ฉะนั้น เมื่อเด็กๆ ค้นพบปัญหาต่างๆ ในเมืองที่กระทบต่อตัวเองแล้ว เรื่องต่อไปคือต้องหาวิธีการแก้ไข 

“ถ้าเราเห็นปัญหาแล้วไม่แก้ไข ก็เท่ากับเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้น” 

ปัญหาเวลาการเปิด-ปิด ห้องสมุดนี้จะแก้ไขอย่างไรดี เด็กๆ ต้องเป็นคนหาทางแก้ไขของพวกเขาเอง 

ตอนแรกเด็กๆ เลือกไปคุยกับบรรณารักษ์ห้องสมุดก่อน ซึ่งบรรณารักษ์บอกว่า ถ้าเสียงความต้องการนี้ส่งไปถึงผู้มีส่วนกำหนดนโยบายและสาธารณชนคนในเมือง แล้วเกิดการหันหน้าเข้ามาคุยกัน ก็มีความเป็นไปได้ที่เราจะเปลี่ยนนโยบายเปิดห้องสมุดในวันหยุด เด็กๆ จึงมีความหวังและเห็นแสงสว่าง 

เมื่อเห็นแสงส่องทางให้เดิน เด็กๆ จึงเริ่มหาเสียง ทำแคมเปญรณรงค์ ล่ารายชื่อจากคนในเมือง บอกให้พวกเขาทราบปัญหา ความต้องการ ความหวัง พวกเขาเขียนจดหมาย เขียนบทความไปถึงสื่อในเมือง เพื่อสื่อสารเรื่องนี้ในวงกว้าง กระบวนการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็ก ต้องใช้เวลา และไม่ใช่ว่าจะสำเร็จในคราวเดียว เด็กๆ บอกว่าใช้เวลาทั้งปีการศึกษาทีเดียว

ห้องเรียนแห่งแสง ที่สอนให้เด็กลุกขึ้นแก้ปัญหา(การ)เมืองที่กระทบตัวเองด้วยการคิดเอง ทำเอง, โรงเรียนทางเลือก

เด็กคนหนึ่งเล่าให้เราฟังว่า การก้าวออกจากห้องเรียนไปคุยกับผู้ใหญ่ สื่อ และออกไปสู่พื้นที่สาธารณะ เพื่อส่งเสียงให้คนอื่นได้ยิน เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญมากมาย ก้าวแรกที่กล้าก้าวออกไปมีแต่ความรู้สึกกลัว แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่ล้มเลิกโครงการนี้ไม่ใช่เพื่อเกรด เป็นเพราะพวกเขาเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงและเติบโตจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราออกจากพื้นที่สบายกันบ้าง ซึ่งพื้นที่ที่พวกเขาออกไปเรียกร้องนั้นไม่ใช่พื้นที่อันตราย และต้องหาคนที่ใช่คุยด้วย 

เมื่อเสียงของพวกเขาเริ่มดัง เด็กๆ จึงเดินเข้าไปหาผู้ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อพูดคุยกัน ขั้นตอนนี้ยากที่สุดตรงที่พวกเขาไม่พบคนที่ใช่ (The Right Person) ผู้มีอำนาจในการกำกับการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ สักที เมื่อไม่ได้พบคนคนนั้น การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นได้ยาก

แต่ในที่สุด เมื่อเสียงของพวกเขาดังพอ และดังไปถึงผู้มีอำนาจ การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นจากการได้นั่งคุยกันจริงๆ 

เด็กๆ ได้มีโอกาสนั่งคุยกับผู้ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ฟังกันและกัน 

เมืองกราซจึงมีการเปลี่ยนนโยบายให้ห้องสมุดเปิดในวันหยุด หยุดวันจันทร์ และยืดเวลาเปิดห้องสมุดในช่วงเย็นให้เด็กๆ มีเวลาไปใช้หลังเลิกเรียน 

นี่เป็นเพียงตัวอย่างโปรเจกต์เดียวที่เด็กๆ ระดับมัธยมมีส่วนในการเปลี่ยนแปลง 

ยังมีอีกหลายโครงการในห้องเรียนของพวกเขาที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลง (การ) เมืองที่พวกเขาอยู่ให้ดีขึ้น 

และเด็กๆ กลุ่มเปิดห้องสมุดนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก เกรตา ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) เด็กนักเรียนชาวสวีเดนที่ออกมาเรียกร้องเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ

02

เมืองสีเขียว ขยะเป็นศูนย์ มีพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงได้วิ่งเล่นกว้างๆ 

ยังมีอีกหลายโครงการที่เด็กๆ มัธยมโรงเรียนนี้ทำ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพื้นที่ปลูกผักในพื้นที่ว่างเปล่าในเมือง การเพิ่มพื้นที่วิ่งเล่นให้สัตว์เลี้ยงในสวนสาธารณะ การจัดพื้นที่แสดงนิทรรศการศิลปะในพื้นที่สาธารณะใจกลางเมือง 

เช้าวันหนึ่ง ครอบครัวเพื่อนที่เราไปอยู่ด้วยที่นั่นบอกให้เราเอาเศษอาหารที่เหลือจากการทำผัดไทยให้พวกเขากินไปใส่ในถังสีเขียวหน้าบ้าน เป็นถังขยะใหญ่ๆ แบบที่เมืองจัดให้เหมือนบ้านเรา แต่ถังขยะมีสีต่างกัน และมีชื่อเจ้าของบ้านนั้นติดอยู่ด้วย 

เพื่อนเราบอกว่า ให้เปิดถังสีน้ำตาลนะ ถังนั้นเขียนว่า BIOABFALL และมีแต่เศษอาหาร เราขยับไปสำรวจถังขยะสีอื่นๆ ของบ้านเพื่อน ก็เป็นขยะพวกที่นำกลับมาใช้ไม่ได้แล้ว ซึ่งเทศบาลจะมาเก็บไปเตาเผาไฟแรงสูงนอกเมือง แล้วส่งพลังงานจากการเผาสู่ท่อหมุนเวียนกลับมาใช้ในครัวเรือน กับพวกเครื่องทำน้ำอุ่น ส่วนขยะที่นำกลับมาใช้ได้ พวกเขาเก็บแยกประเภทไว้ในบ้าน แล้วนำออกมาทิ้งยังจุดทิ้งขยะที่นำกลับมาใช้ได้ซึ่งมีอยู่หลายมุมเมือง

เราอึ้งมากกับเจ้าถังสีน้ำตาลสำหรับทิ้งเศษอาหารในครัวเรือน ที่รถเทศบาลจะมาเก็บเฉพาะถังนี้ แล้วเอาไปหมักไว้ พอเศษอาหารย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย ชาวเมืองก็ไปซื้อหาปุ๋ยหมักนี้ได้ในราคาย่อมเยา เพื่อมาทำสวนในครัวเรือนของพวกเขา 

ระบบนี้ซับซ้อนตรงไหน ที่จะนำมาใช้ในบ้านในเมืองเราบ้าง

เด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งต้องการสร้างพื้นที่อาหารปลอดภัยที่พวกเขารู้ที่มาของอาหาร จึงค้นหาพื้นที่ว่างเปล่ารกร้างในเมือง และขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนั้นสร้างสวนผักของเมือง ชวนเพื่อนบ้านในย่านนั้นมาช่วยกันสร้างแปลงผัก และไปขอปุ๋ยหมัก ดินหมัก จากกองที่เทศบาลเมืองหมักขยะเศษอาหารในเมือง 

การรวบรวมเพื่อนบ้านย่านนั้น การไปพูดคุยขอใช้พื้นที่ว่างเปล่ารกร้างเป็นสวนผักคนเมือง เด็กกลุ่มนี้ก็ต้องใช้กระบวนการเดียวกัน คือส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจอนุญาตเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านี้ได้ 

03

ดอกไม้กำลังจะผลิบาน

ห้องเรียนแห่งแสง ที่สอนให้เด็กลุกขึ้นแก้ปัญหา(การ)เมืองที่กระทบตัวเองด้วยการคิดเอง ทำเอง, โรงเรียนทางเลือก

ฤดูใบไม้ผลิกำลังเบ่งบาน 

อุณหภูมิของแสงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เพียงไม่กี่วันที่เราได้อยู่ในเมืองนั้น ลำแสงอุ่นๆ ของห้องเรียนต่างๆ ในเมืองนี้ที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน ในสถาบันการศึกษา หากแต่ว่าอยู่ใน ‘วิถีชีวิต’ ของผู้คน ทำให้เรารู้สึกมีความหวัง และมีพลังที่จะกลับบ้าน 

แสงแห่งความหวังกำลังเปลี่ยนอุณหภูมิ เริ่มจากห้องเรียนที่ให้โอกาสเด็กๆ ก้าวออกจากห้องเรียนเพื่อค้นหาศักยภาพและปัญหาของเมือง แล้วกลับมาในห้องเรียนเพื่อค้นหาศักยภาพของตัวเองกลับไปแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง โดยมีผู้ใหญ่คอยรับฟัง 

ในตอนหน้าเรายังอยู่ที่เมืองกราซเพื่อส่งต่อเรื่องราวของหลากหลายห้องเรียนแห่งแสงในเมืองนี้ เพราะกราซยังมีห้องเรียนดนตรีที่ฝังรากของการฟัง ให้เด็กๆ ตัวเล็กตัวน้อยที่ได้เรียนรู้จักการฟังเสียงของตัวเองและเสียงของคนอื่นตั้งแต่ยังเยาว์วัย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และผู้นำที่รู้จักการฟัง

ห้องเรียนมัธยมของรัฐ และระบบการศึกษาที่เอื้อโอกาสให้เด็กวัยรุ่นมัธยมได้ทดลองผ่านประสบการณ์การทำสิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝันว่า จริงๆ แล้วมันใช่สิ่งแบบในจินตนาการของพวกเขาหรือเปล่า โดยไม่ต้องรอให้จบมหาวิทยาลัยซะก่อนถึงจะได้ทำงานมีประสบการณ์จริง

ห้องเรียนของผู้คนที่แตกต่างหลากหลายในพื้นที่สาธารณะ สระว่ายน้ำ เก้าอี้นั่ง ที่ไม่ได้โดนยึดเป็นของสาธารณะรัฐ แต่เป็นของผู้คนที่ได้ออกมาจัดเทศกาลของพวกเขา ทำให้เมืองเป็นพื้นที่ร่ำรวยทางวัฒนธรรม เยียวยาบาดแผลทางประวัติศาสตร์ 

เราเขียนบทความนี้ด้วยความหวัง ในคืนที่อุณหภูมิทางการเมืองของบ้านเรากำลังคุกรุ่น ถึงร้อนแรง 

สิ่งแรกที่เราฝันว่าอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือการศึกษา เราดีใจอย่างเปิดเผยได้เลยว่า มันถึงเวลาแล้วล่ะที่นักเรียนนักศึกษาของเราต้องออกจากห้องเรียน จากสถาบันการศึกษา เพราะเรามีระบบการศึกษาที่ดีไม่ได้สักที เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้กันไม่ได้สักที การศึกษาที่ดีควรสอนให้เรารู้จักตั้งคำถามไม่ใช่หรือ 

ทำไมเรียนไปตั้งมากมาย เรายังไม่รู้ว่าเราอยากเป็นอะไร 

ทำไมเรียนจบปริญญาหลายใบ แล้วยังกลัวการตกงาน 

นั่นแปลว่าการศึกษาในเสาหลักของเราล้มเหลวใช่หรือไม่ 

ปัญหาที่แท้จริงของบ้านเมืองอยู่ตรงไหน 

และศักยภาพที่แท้จริงของบ้านเมืองเราอยู่ที่ไหน 

ห้องเรียนแห่งแสงของนักศึกษาในสถานการณ์บ้านเมืองเราช่วงนี้ อาจจะอยู่ที่การออกมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะพวกเขาได้เรียนรู้มามากพอแล้วว่า ปัญหาของบ้านเมืองเราอาจจะอยู่ที่ #ถ้าการเมืองดี การศึกษาจะดี คุณภาพชีวิตจะดียิ่งกว่า และ “ถ้าเราเห็นปัญหาแล้วไม่ลงมือแก้ไข เราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา”

ห้องเรียนแห่งแสง ที่สอนให้เด็กลุกขึ้นแก้ปัญหา(การ)เมืองที่กระทบตัวเองด้วยการคิดเอง ทำเอง, โรงเรียนทางเลือก

ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกรอบโลกเพิ่มเติมในรายการ ‘บินสิ!’ ได้ทางทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

โรงเรียนทางเลือก

เรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกเปลี่ยนโลกจากทั่วโลก

01 ความรัก ความยุติธรรม และแรงบันดาลใจในการเก็บเมล็ดพันธุ์ 

ยังจำความรู้สึกวันนั้นได้อยู่เลยว่าตื่นเต้นขนาดไหน… 

วันนั้นเป็นวันที่ได้รับอีเมลจากคนต้นแบบของเราคนหนึ่ง ทำให้เราตื่นเต้น จองตั๋วจากอินเดียไปลงเดลี แล้วจองรถไฟจากเดลี ไปที่เมืองเดราดุน (Dehradun) ทางตอนเหนือของอินเดียในวันเดียวกัน ครั้งนั้นเป็นทริปที่ไปอินเดียครั้งที่เท่าไหร่นับไม่ถ้วน แม้ว่าทุกครั้งจะมีเรื่องราวน่าประทับใจไม่ซ้ำกัน แต่ครั้งนี้ฉันกำลังจะได้ไปพบกับป้าคนแกร่งคนหนึ่งของอินเดียชื่อ วันทนา ศิวะ เธอตอบอีเมลด้วยตัวเอง และบอกว่ายินดีมากที่จะให้ฉันเข้าพบและสัมภาษณ์ ในช่วงบ่ายของวันหนึ่งที่ศูนย์การเรียนรู้ ‘นวธัญญะ’ (Navdanya) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมุนาที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัย และมาหลอมรวมเป็นแม่น้ำคงคา ได้ยินมาว่าเมืองนี้สวยมาก 

นวธัญญะ หมายถึง เมล็ดพันธุ์เก้าเมล็ด และ ของขวัญใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม ผู้รักษาเมล็ดพันธุ์คือผู้ให้เมล็ดพันธุ์ที่แท้จริง

โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน
โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน

แม้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางจากไทยไปถึงที่นั่นรวดเดียว เพื่อพบ ป้าวันทนา ศิวะ เช้าวันนั้นเราก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย ถ้าใครรู้จักเธอจากภาพข่าว บทความสัมภาษณ์ หรือสารคดีต่างๆ บทสัมภาษณ์และท่าทางของเธอออกรสออกชาติดุเดือด เมื่อเธอพูดถึงปัญหาการตัดต่อ ครอบครองเมล็ดพันธุ์ของบรรษัทยักษ์ข้ามชาติและรัฐ แต่วันนั้นเธอเดินเข้ามาหาเราด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความเมตตาเอ็นดู 

คำถามแรกที่พุ่งไปหาเราพุ่งไปหาเธอเลยคือ “อะไรทำให้เธอมีความกล้าและอาวุธ ที่จะต่อสู้กับบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่จ้องจะครอบครองเมล็ดพันธุ์บนโลกใบนี้” 

เธอยิ้มอีกครั้ง แต่สายตาเธอเปลี่ยนไป ความดุดันเอาเรื่องและจริงจังส่อมาในแววตา 

คำตอบของเธอมี 3 ข้อ 

ข้อที่ 1 ‘ความรัก’ เธอบอกว่า เพราะว่าเธอเคยเป็นแม่คน และเป็นลูกสาวมาก่อน เธอทั้งรู้จักและให้และรับ ความรักแบบที่ไม่มีเงื่อนไข เธอบอกว่าเมล็ดพันธุ์ก็มีความรักแบบนั้นให้กับผืนดิน มนุษย์ และสรรพสิ่ง เมล็ดพันธุ์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีใครครอบครอง ตัดต่อ และหาผลประโยชน์ 

ข้อที่ 2 ‘ความยุติธรรม’ ถึงให้เราแสร้งปิดตา เราก็ต้องเห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชาวนา เกษตรกรในอินเดียที่ฆ่าตัวตายปีละเป็นแสน เพราะการหลอกลวงของบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ การตัดต่อพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์ทำให้วิถีการปลูก การกิน การขาย เป็นไปทางที่พวกเขากำหนดได้ ไม่ว่าจะเป็นราคา วิถีการปลูกที่ต้องใส่ปุ๋ย ยา และตลาดที่พวกเขาสร้างกลไกตลาดขึ้นมา ถ้ามองเห็นความยุติธรรมนี้แล้วไม่ทำอะไร จะมีไปสู่หน้ากับชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากินอยู่ทุกวันได้อย่างไร 

ข้อที่ 3 ‘แรงบันดาลใจ’ เธอได้แรงบันดาลใจจากคานธีที่ต่อสู้กับราชอาณาจักรอังกฤษ โดยใช้เมล็ดฝ้ายเล็กๆ ทำให้คนกลับมาปั่นฝ้าย ทอผ้าฝ้ายใช้เอง ไม่ใช้ผ้านำเข้าจากราชอาณาจักรในยุคสมัยนั้น และปลุกประเทศให้ได้รับเอกราชในเวลาต่อมา 

เธอคิดว่าโรงเรียนเก็บเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ กำลังต่อสู้เพื่อเอกราชอีกครั้งของประเทศอินเดีย ด้วยการเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน 

โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน
โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน

02 ความฝันเปลี่ยนไป เมื่อรักษาภูเขาลูกนั้นไว้ได้ 

คำถามที่สอง 2 เราคือ “อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนให้ ป้าวันทนา ศิวะ ทำในสิ่งที่ทำทุกวันนี้ ครอบครัว การศึกษา หรืออะไร”

เธอเล่าให้ฟังว่าเคยฝันจะเป็นนักฟิสิกส์ เรียนตรงมาทางสาขานั้น แต่ว่าเติบโตมาในครอบครัวนักกิจกรรมยุคคานธีที่ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราช จุดเปลี่ยนจากนักฟิสิกส์ของเธอเริ่มจากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เธอต้องออกไปเก็บข้อมูลที่หมู่บ้านในหุบเขาแห่งหนึ่งหกเดือน แทนที่เธอจะได้งานวิจัยฟิสิกส์ของเธอกลับมา เธอกลับได้มีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเข้าร่วมขบวนการต่อสู้เพื่อรักษาภูเขาและป่าไม้ตรงนั้น ไม่ให้ถูกสัมปทานโดยบริษัทข้ามชาติ ตั้งแต่นั้นการอยู่ในห้องแล็บไม่มีความหมายกับเธออีกต่อไป 

เธอเริ่มการทำงานกับขบวนการภาคสังคม เพื่อต่อสู้เรียกร้องเรื่องอธิปไตยในการเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม เพื่อรักษาเมล็ดพันธุ์อันอุดมสมบูรณ์ของอาหารที่หลากหลาย เธอทำงานในท้องไร่ ท้องนา สวนของเกษตรกรเป็นเวลาหลายปี จนเห็นว่ามันจับต้องและเห็นเป็นรูปธรรมได้ยาก จึงตั้งนวธัญญะขึ้นมา

นวธัญญะเป็นทั้งโรงเรียนเรื่องเมล็ดพันธุ์ มหาวิทยาลัยเรื่องนิเวศวิทยาในการดูแลโลก ฟื้นดูดิน น้ำ และความหลากลายทางชีวภาพ ผู้สอนและผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นคุณย่าคุณยายชาวนา เกษตรกรชาวบ้านกันเอง รื้อฟื้นความรู้พื้นเมืองที่อุดมไปด้วยอารยธรรมเชิงนิเวศของคนรุ่นก่อน 

นวธัญญะ มีธนาคารเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองจากชุมชนทั่วอินเดียกว่า 150 แห่ง โดยการออม แบ่งปัน และเพาะพันธุ์พันธุ์พื้นเมืองจาก 22 รัฐในอินเดีย เก็บโดยการ ปลูก กิน แจกจ่าย เมล็ดพันธุ์จึงจะมีวงจรชีวิตจริง 

นวธัญญะ ทำให้อาหารไม่ใช่สินค้าที่ผลิตด้วยสารพิษและสารเคมีสังเคราะห์ ซึ่งผลักดันให้สัตว์สูญพันธุ์ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แพร่โรคภัยไข้เจ็บ และโรคระบาดใหญ่ 

อาหารคือชีวิต อาหารคือสุขภาพ การปลูกอาหารในระบบนิเวศ คือการดูแลโลกและการฟื้นฟูดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อคุณเชื่อมต่อโดยตรงผ่านการรับประทานอาหารออร์แกนิก เพื่อดูแลสุขภาพและสุขภาพของผู้ผลิต เกษตรกร ผู้บริโภค และโลก ไปด้วยกัน 

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

03 กลับมาเรียนรู้จากคนรุ่นย่ายาย 

คำถามที่ 3 คือ “เธอเรียนรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์นี้จากไหน” 

เธอชี้ไปยังผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งแกะเมล็ดข้าวโพด เธอบอกว่าป้าคนนั้นชื่อ บิจา (Bija) เป็นคนทำงานในบ้านของเธอตั้งแต่ยังเล็ก ลำพังเธอเองโตมากับการศึกษากระแสหลักในโรงเรียน ไม่เคยได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้หรอก ตอนที่เธอประกาศว่าจะทำโรงเรียนเก็บเมล็ดพันธุ์ เธอก็ให้ป้าบิจาพาไปที่หมู่บ้านที่ป้าเกิด และเรียนรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่นั่น 

เธอได้เห็นพันธุ์ข้าวที่ไม่กลัวน้ำท่วม แต่จะสูงกระโดดยืดขึ้นมาในเวลาที่น้ำหลาก ได้เห็นพันธุ์มะเขือเทศหลายสิบชนิด และพืชพรรณธัญญาหารอื่นๆ ที่เธอไม่เคยได้กินมาก่อนในชีวิต เธอจึงขอให้ป้าบิจามาเป็นครูคนแรกของโรงเรียนเก็บเมล็ดพันธุ์แห่งนี้ รวมทั้งเชิญคุณป้าคุณย่าคุณยายที่อยู่ในหมู่บ้านทั่วประเทศอินเดียมาเป็นครู และแลกเปลี่ยนรวบรวมความรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ โดยทุกคนนำเมล็ดพันธุ์ที่ตัวเองและบรรพบุรุษเก็บสะสมต่อเนื่องกันไว้มาที่นี่ด้วย การเรียนรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จากบรรพบุรุษ ได้ถูกส่งต่อไปให้กับชาวนาเกษตรกรทั่วประเทศอินเดียแล้ว 

ที่นี่ยังทำงานวิจัย มีอาสาสมัครนักฝึกงานที่มาทำฐานข้อมูลเรื่องความหลากหลายทางชีวิภาพของเมล็ดพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเธอเคยเป็นนักฟิสิกส์มาก่อน เธอจึงต้องการฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เหล่านี้ไว้ด้วย 

วันที่เราไป เรายังได้พบกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมนี ที่มาเข้าเรียนโปรแกรม Earth Democracy University พวกเขาบอกว่าคอร์สเรียนมีระยะเวลา 6 เดือน ในช่วง 2 เดือนแรกต้องเขียนหลักสูตรการเรียนรู้ขึ้นมาเอง จากการได้ลงภาคสนามไปอยู่กับชาวนา เกษตรกร สืบค้นปัญหา ทดลองปฏิบัติ จนเข้าใจชีวิตและกลไกและหายนะของการครอบครองตัดต่อพันธุกรรมของเมล็ดพันธุ์ในสังคมอินเดียก่อน จากนั้นพวกเขาถึงจะได้เริ่มสืบค้นหาคำตอบ และวิธีการที่จะนำเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมและความหลากหลายกลับมา 

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

04 การศึกษาผลิตผู้บริโภคที่เชื่อง 

คำถามสุดท้าย “การศึกษาในกระแสหลักมีส่วนทำให้เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านและความหลากหลายหายไปได้อย่างไร” 

เธอหัวเราะให้คำถามนี้ และมีคำตอบที่ทำให้เรายิ้มไม่ออก เธอบอกว่าการศึกษาในโรงเรียนในสถาบันทุกวันนี้ ได้แต่สอนให้เราไปเป็นลูกจ้างของบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่เหล่านั้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และเปลี่ยนวิถีให้เราเป็นผู้บริโภคที่เชื่อง เราคิดว่าเราเป็นผู้มีการศึกษาเลือกอยู่เลือกกินได้ แต่ที่ไหนล่ะ ในตลาดทุกวันนี้มีพืชพันธุ์ผักอยู่ไม่กี่ชนิด ล้วนเป็นพืชพันธุ์ผักที่ตัดต่อพันธุกรรมเพื่อให้ขนส่งและเก็บได้นาน แต่หารสชาติที่แท้จริงของพืชพันธุ์เหล่านั้นไม่ได้เลย เราจึงต้องพึ่งสารปรุงรสต่างๆ ในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดโรคอีกมากมาย การศึกษาส่งเราไปในวิถีชีวิตที่เร่งรีบ และสุดท้ายเก็บเงินเพื่อรักษาตัวในบั้นปลายชีวิต 

นวธัญญะนอกจากเป็นโรงเรียนสำหรับชาวนา เกษตรกร นักกิจกรรมแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนที่มีการศึกษาแล้วรู้ตัวว่าได้เดินออกไปไกลจาก ปัจจัยพื้นฐานในการมีชีวิตที่แท้นั่นก็คือ ปัจจัย 4 อาหาร บ้าน ยา และความสุขเรียบง่ายที่ได้กลับมาใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัว ดิน น้ำ อากาศบริสุทธิ์ ผีเสื้อ ดอกไม้ มากกว่านี้ อะไรอีกที่ชีวิตเราต้องการนักหนา 

และที่นี่ทำให้คนเห็นว่า เมื่อเรามีพื้นฐานในชีวิตที่เรียบง่ายมากเท่าไหร่ เราก็จะแบ่งปันได้มากกว่า 

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

05 การส่งต่อเมล็ดพันธุ์

หลังจากได้พบกับ ป้าวันทนา ศิวะ ที่นวธัญญะในทริปอินเดียครั้งนั้น ฉันก็ไม่ได้กลับอินเดียอีกเลยในอีกหลายปี 

เมล็ดพันธุ์ที่ ป้าวันทนา ศิวะ ได้มอบให้ ไม่ได้เป็นเมล็ดพันธุ์สักเมล็ดที่จับต้องได้ในวันนั้น สิ่งที่ป้าวันทนาได้ส่งต่อให้ฉัน อาจจะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตอยู่ในใจของฉันมาตลอด วันหนึ่งที่ฉันได้มีโอกาสปักหลักลงดิน สร้างอาณาจักรเล็กๆ สวนศิลป์บินสิ Films Farm School ของฉันเอง ฉันก็ได้เริ่มเก็บเมล็ดพันธุ์ และส่งต่อของขวัญและเมล็ดพันธุ์ให้กับคนอื่นๆ ด้วยเช่นกันทั้งในไร่นาสวน และในใจของพวกเขา  

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load