“สัมภาษณ์เฉย ๆ ไม่ต้องใช้ภาพเคลื่อนไหวใช่ไหม อย่างนั้นผมขอทำตัวสบาย ๆ นะ” 

นี่คงเป็นการสัมภาษณ์ที่เป็นกันเองที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากให้พวกเราปล่อยใจสบาย ๆ แล้วนั่งคุยกันให้เหมือนอยู่นวงเหล้า คนตรงหน้าคือ เบ๊น อาปาเช่ เจ้าของลุคกวน ๆ อย่างที่เราเคยรู้จักเขาผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ข้างในนั้นเป็นอย่างไร ตัวจริงก็เป็นอย่างนั้น

‘เบ๊น อาปาเช่’ เป็นที่จดจำในฐานะหลานชายจอมแสบที่พาอาม่าเหม่งทึ้งไปเล่นอะไรแผลง ๆ จนเปิดเพจ Benz Apache – เบ๊น อาปาเช่ และกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน นอกจากยายหลานจะแจ้งเกิดพร้อมกันแล้ว เบ๊นยังเป็นคนแรก ๆ ที่กรุยทางในวงการอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อพิสูจน์ว่าวัยเก๋าก็เป็นคนดังที่ทรงอิทธิพลในโซเชียลมีเดียได้

จากวันที่คลิปอาม่ากลายเป็นไวรัล เบ๊นยังคงอยู่ในสปอตไลต์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเป็นคุณพ่อของลูกที่คว้าไมค์ขึ้นไปเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ คอมเมดี้สแตนอัพร่วมสมัยของประเทศไทย จนมีคนเข้าไปฟังในยูทูบกว่า 10 ล้านวิว 

จากหลานของอาม่า พ่อของลูก นักพูดเล่าเรื่องตลกที่ยังยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เขาเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง เราเลยชวน เบ๊น-อัครเดช โยธาจันทร์ มาจับเข่าคุยจริง ๆ จัง ๆ เรื่องบทบาทนักพูด ชีวิตของคนตลกแต่ไม่ตลอด และวันคืนที่ไม่มีอาม่าอยู่ข้าง ๆ 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

รู้สึกอย่างไรที่ได้มาเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’

การพูดในยืนเดี่ยวคือความท้าทายในชีวิตเลย ผมสนุกมากเพราะตอนที่เราเป็นยูทูบเบอร์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ถ่ายคลิปไปสิบรอบแล้วเอาไปตัดต่อได้ ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น แต่พอเรารู้ว่าเดือนหน้าจะต้องไปพูดที่ยืนเดี่ยว ตลอดทั้งเดือนก็จะไม่ค่อยมีความสุข เพราะกดดันมาก เกร็งมาก หรืออีกแง่หนึ่งความสุขของมันก็คือความท้าทายนี่แหละ หลังจากที่พูดจบแล้วคนดูขำกับมุกของเรา คนดูชอบ ผลตอบรับดี มีความสุขฉิบเป๋งเลย 

ที่บอกว่าท้าทาย การขึ้นไปยืนเดี่ยวมันท้าทายอย่างไร

ตลอดชีวิตนี้ผมรู้จักนักพูดสายฮาอยู่คนเดียวคือ พี่โน้ส-อุดม แต้พานิช จากเดี่ยวไม่โครโฟน แต่อยู่ ๆ เราต้องไปยืนเป็นโน้ส อุดม เสียเอง แล้วให้คนมายืนดูเรา คำว่าเดี่ยวไมโครโฟนคือยืนพูดอยู่คนเดียว คนฟังเขาก็นั่งฟังเราคนเดียว ตื่นเต้นและมันตรงที่ว่าสิ่งที่เราพูดออกไปจะโดนใจเขาไหม 

ผมว่าการเดี่ยวไมโครโฟนแต่ละครั้งจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่มุกแรก ผมขึ้นเวทีไปหกครั้ง ถ้ามีคนขำมุกแรกที่เตรียมไป วันนั้นจะสนุก แต่ถ้ามุกแรกไม่มาก็พังเลย

เตรียมตัวอย่างไรก่อนขึ้นไปพูด

สิ่งสำคัญที่สุดในยืนเดี่ยวคือความมั่นใจ ส่วนเนื้อเรื่องสำคัญรองลงมา ถ้าวันไหนเรามั่นใจแล้วไม่ประมาท พอขึ้นไปปุ๊บ เราครองเวทีได้ วันนั้นต่อให้เป็นเรื่องอะไรก็เล่ามัน ยิ่งถ้าคนดูสนุกไปกับเราแล้ว ต่อให้เล่าเรื่องต้นไม้ เล่าเรื่องขับรถก็สนุก เหมือนนั่งคุยในวงเหล้า

คุณชอบยืนเดี่ยวครั้งไหนของตัวเองที่สุด

ครั้งหนึ่งคือยืนเดี่ยวครั้งแรก อีกครั้งคือตอนไปพูดในเรือนจำ ผมมักจะติดตามศิลปินเข้าไปในเรือนจำบ่อย ๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี พอรู้ว่าตัวเองร้องเพลงไม่เป็น เต้นไม่เป็น วันนั้นเลยจับไมค์ขึ้นไปพูดให้คนในเรือนจำฟัง มันเต็มอิ่มเหมือนน้ำล้นแก้ว เพราะมีคนดูเราเป็นพัน ๆ คน อยู่ข้างในเรือนจำ ที่สำคัญคือข้างในนั้นไม่มีสมาร์ทโฟน สายตาทุกคู่จะมองมาที่เราคนเดียว 

ตอนนั้นคุณเล่าเรื่องอะไร

เรือนจำแรกที่ผมไปคือเรือนจำกลางนครปฐม ผมเล่าเรื่องความเป็นอยู่ของพี่เก่งลายพราง วิธีการผ่าอวัยวะเพศ การสักอวัยวะเพศ ผมถามเขาว่าข้างในนี้คนเขามีอะไรกันตรงไหนได้บ้าง แล้วเขาก็ชี้ให้ดู เฮกันใหญ่ คนข้างในเขาไม่รู้จักเราหรอก แต่ผมเข้าไปเป็นเพื่อน ไปเป็นรุ่นน้องของพี่ ๆ พอรู้สึกว่าสนิทกันแล้วเขาก็ฟังเรา พอเขาพร้อมที่จะฟัง เราก็พร้อมที่จะพูด ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร เขาก็พร้อมรับฟังและเล่นไปกับเรา 

เวลาเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวผมจะคั้นมุกตลกออกมา ต้องกลั่นกรองก่อนถึงจะเล่นได้ แต่พอมาเล่นในเรือนจำ เราคิดมุกไว้แค่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่คนที่นั่นตั้งใจฟังเต็มร้อย บางทีเราเล่นมุกโง่ ๆ เขาก็ยังให้เกียรติเรา ผมเลยคิดว่าเล่นในนี้แม่งมีความสุขฉิบหาย เวลาที่ได้ยินเสียงหัวเราะมันเติมเต็มเรามาก พูดในเรือนจำเนี่ยแหละเต็มอิ่มที่สุดแล้ว

ครั้งหน้าอยากชวนไปจัดยืนเดี่ยวข้างในนั้นบ้าง เพราะในกลุ่มยืนเดี่ยวคอมเมเดี้ยนเองก็มีหลายคนที่เคยใช้ยาเสพติด ใช้ชีวิตผิดพลาด ผมอยากชวนเขามาเล่ามุมดี ๆ ให้คนฟังรู้สึกว่าเขายังมีคุณค่า แล้วออกมาแล้วเริ่มต้นใหม่ได้อย่างคนคนหนึ่งในสังคม

ยังจำวันแรกที่ขึ้นไปเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวได้ไหม

จำได้ไม่ลืมว่าผมค่อนข้างหยาบคาย เรารู้ตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเล่าในยืนเดี่ยว ครั้งนั้นถือเป็นตำนาน เพราะตอนนี้คนเข้ามาดูคลิปเป็นสิบ ๆ ล้าน เราพูดเรื่องดาร์กของสังคม ใช้วลีหยาบคาย วันนั้นที่ผมพูดออกไปคนเขาก็ตกใจ ผมมองว่ามันสนุกตรงที่คนเอาเรื่องยาเสพติด เรื่องที่เคยทะเลาะกับพ่อแม่ ปัญหาครอบครัว มาพูดบนเวทีให้กลายเป็นมุกขำ ๆ ได้ รวมถึงเรื่องการเมือง ศาสนาด้วย บางครั้งเดี่ยวไมโครโฟนครั้งเดียวอาจเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเราไปได้เลย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

เทปแรกมีตอนที่คุณพูดถึงเรื่องครอบครัวด้วย บางบ้านอาจเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้เลย เพราะจะทำให้แตกหัก ทำไมคุณถึงกล้าเล่าเรื่องนี้บนเวทียืนเดี่ยว 

ผมมาจากครอบครัวที่แตกแยก พ่อแม่เลิกกันตอน ม.5 ป๊ามีลูกกับภรรยาใหม่ มองย้อนกลับไป โอ้โห หดหู่ว่ะ แต่พอโตมามันก็กลายเป็นเรื่องขำ ๆ ไปแล้ว อาจเป็นการสู้รบกับตัวเองด้วยมั้ง เพราะพอไปเล่าในที่สาธารณะแล้วก็กลายเป็นแค่เรื่องขำเรื่องหนึ่ง การผ่านความเลวร้ายในชีวิตก็ถือเป็นความสนุก ที่เราไม่ต้องเครียด ไม่ต้องจมกับความทุกข์ สุดท้ายก็เป็นแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่งที่เราเล่าออกไปเท่านั้นเอง 

วันนั้นผมเล่าว่าป๊าไปติดนักร้องคาเฟ่ ป๊านั่งแท็กซี่กลับบ้าน แม่ผมคอยดักหน้าบ้าน พอแท็กซี่ออกไป แม่ลงไปโบกแท็กซี่ปากซอย จ้างห้าร้อยบาทให้เขาพาไปหาผู้หญิงคนนั้น แต่ดันพาไปผิดที่ เพราะป๊าให้แท็กซี่ไปแล้วพันหนึ่ง เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าแม่ต้องจ้างห้าร้อย ส่วนแท็กซี่ก็เลยได้เงินไปเลยพันห้า นี่เป็นเรื่องแม่ตามจับเมียน้อย เปลี่ยนจากเรื่องเศร้าให้เป็นเรื่องตลก แถมวันนั้นป๊าก็ได้ฟังด้วยนะ

เรื่องแบบไหนที่คุณมักจะหยิบมาเล่า

เราดูตลกแล้วชอบพี่แจ๊ส ชวนชื่น, หนู คลองเตย เขาจะเอาเรื่องในชีวิตประจำวันที่แทบไม่มีอะไรด้วยซ้ำมาเล่าให้มันตลกได้ เราเลยชอบเล่าเรื่องในชีวิตประจำวัน อย่างคลิปแย่งโทรศัพท์กับอาม่า คลิปก๋วยเตี๋ยวเป็ด ซึ่งเป็นคลิปในตำนานของเบ๊น อาปาเช่ คลิปพวกนี้เราดูเอง เราไม่ขำเลย เพราะมันเป็นชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ขวบหน่อย ๆ มาจนถึงอายุสามสิบ แต่พอเราลงไปในโซเชียลมีเดียคนตลกเฉยเลย 

ผมอาจไม่ใช่คนตลก ไม่ใช่คนเดียวที่มีเรื่องเล่าเยอะ ทุกคนเองก็มีเรื่องราวในชีวิตประจำวันเหมือนกันกับผม เพียงแต่ผมช่างสังเกต เอานั่นเอานี่มาเล่า เป็นพวกบ้าคอนเทนต์ด้วยเลยมีเรื่องเยอะ ต้องขอบคุณภรรยาด้วยนะ แรก ๆ เราคิดว่าเขาจะเบื่อเรา บางทีเราขับรถอยู่แล้วเจอคอนเทนต์ข้างทาง ก็ต้องกลับรถไปยังจุดนั้นอีกครั้งเพื่อลงไปถ่าย

ทำไมถึงสนใจคอนเทนต์ข้างทางที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

อาม่าผมเป็นมนุษย์ป้าเจเนอเรชันแรก ๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ หมอมักจะเกลียดอาม่า เพราะอาม่าเป็นนักแซงคิวอันดับต้น ๆ ถ้าสมัยนี้อาม่ายังอยู่ต้องมีดราม่าแน่นอน เพราะกล้องวงจรปิดเยอะ เวลาไปโรงพยาบาลรัฐ ปกติเราต้องตื่นไปรอตั้งแต่ตีห้า แต่อาม่าแกเป็นคนตื่นสาย กว่าจะไปถึงก็สายแล้ว อาม่าเลยชอบแกล้งป่วย เขาเลยแซงคิวให้ไปเจอหมอเลย พอเข้าไปในห้องก็บอกหมอว่า “เมื่อกี้กูแกล้ง” 

บางทีผมขับรถตู้ให้อาม่านั่ง อาม่าชอบบอกให้ย้อนศรเข้าโรงพยาบาลไปเลย ซึ่งมันไม่ถูกต้อง พอตำรวจมาจับ อาม่าก็จะบอกเลยว่า “อั๊วไม่ไหวแล้ว อั๊วจะตายแล้ว” เหมือนเดิม สุดท้ายวันต่อมาดันไปเจอตำรวจคนเดิม อาม่าใช้มุกเดิม ตำรวจบอกว่าจำได้นะ อาม่าใช้มุกนี้ไปแล้ว เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน ที่พอเอามาเติมเครื่องปรุงนิดหน่อยให้มีรสชาติก็หยิบไปเล่าได้

รู้ตัวตอนไหนว่าเป็นคนชอบเล่าเรื่อง

ตั้งแต่มัธยม เวลามีงานกลุ่ม คนอื่นจะเกี่ยงกันพรีเซนต์ แต่เราจะเป็นคนแรกที่บอกว่า “พวกมึงทำงานไปนะ เดี๋ยวกูพรีเซนต์เอง” ผมชอบนำเสนอ ชอบเสนอหน้า ชอบเป็นพิธีกรบนเวที เรารู้ตัวเองว่าไม่ใช่คนร้องเพลงเก่ง เราไม่ใช่คนเต้นเก่ง ก็เลยพยายามหาว่าเรามีอะไรดี เรามีไอดอลเป็นน้าเน็ก พี่พีเค ที่เขาไม่ต้องร้อง ไม่ต้องเต้น แต่เขาก็อยู่บนเวทีได้

ครั้งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าตัวเองชอบพูดคือตอนเรียนอยู่ ม.กรุงเทพ เราเป็นเด็กนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณา ซึ่งมีวิชาบังคับคือวิชาพูด เรียนรวมกันหลายร้อยคน ประมาณสี่เซกชัน พอคะแนนออกมา ปรากฏว่าผมเป็นที่หนึ่งของรุ่น เลยรู้สึกว่ากูพูดได้เว้ย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

ชอบพูดแต่ไม่อยากทำงานพูด

ตอนนั้นตั้งใจจะเป็น Copywriter เพราะอยากทำงานในเอเจนซี่โฆษณา 

แล้วได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ไหม 

ไม่ครับ จบมางานแรกดันเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟ ตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยมีคนหัวกะทิเยอะ เราเลยสู้เขาไม่ได้ ผมอยากทำงานในเอเจนซี่มาก ยื่นพอร์ตไปสิบกว่าที่ ที่ดัง ๆ ทั้งนั้น แต่ไม่มีใครรับเลย สุดท้ายไปสมัครทำงานในร้านกาแฟร้านหนึ่งแถวจุฬาฯ แต่ข้อดีของการทำงานที่นั่นคือได้คุยกับลูกค้า เดือนหนึ่งเขาให้หยุดสี่วัน แต่ผมทำเต็ม ไม่หยุดเลยสักวัน เพราะผมชอบคุยกับคนมาก ยิ่งเวลามีคนสวย ๆ จากจุฬาฯ มา เราก็จะคอยโต้ตอบให้เขาสนุกสนาน  

แต่ก็สนุกได้ไม่นาน

ทำได้หนึ่งเดือน รู้สึกว่าไม่ใช่ก็เลยออก จะว่าลาออกก็ไม่ใช่ เพราะจริง ๆ แล้วโดนไล่ออก ตอนนั้นเราคุยกับคนนู้นคนนี้ วันหนึ่งดันไปคุยกับลูกสาวเจ้าของร้าน แต่เราไม่รู้ว่าเขาคือลูกสาวของประธานบริษัท เรื่องเป็นแบบ TikTok ที่กำลังดัง ๆ อยู่ตอนนี้เลย เราดันไปบอกลูกเขาว่า “ผมตั้งใจเข้ามาที่นี่เพราะจะมาจำสูตรให้หมด ผมจะขโมยสูตร แล้วผมจะไปเปิดร้านตัวเอง” 

ฉิบหาย เขาคือประธานบริษัท อีกวันพอเรื่องถึงหูพ่อเขา เราออกเลย 

เป็นงั้นไป แล้วคราวนี้ทำยังไงต่อ

หลังจากนั้นเลยไปสมัครงานทีวีที่เวิร์คพอยท์ เพราะเพื่อนที่จบครีเอทีฟจากมหาวิทยาลัยเดียวกันชวนไป เราไปกันสี่คน มีผมคนเดียวที่จบสายโฆษณา ไม่ตรงกับสายทีวี เลยไปตัวเปล่า กะไปเป็นเพื่อน แต่สุดท้ายก็สมัครด้วย อย่างกับสคริปต์หนังเลยนะครับ เพราะทั้งสามคนที่เอาพอร์ตไปด้วยไม่ติด แต่ผมดันติด เพราะตอนนั้นพี่ HR เขาพูดขึ้นมาว่า “ในหนึ่งนาทีนี้ ถ้ามึงเล่าเรื่องตลกให้กูขำได้ กูรับมึงเข้าทำงานเลย” ผมเลยเล่าเรื่องประธานบริษัทเมื่อกี้ให้ฟัง เลยได้เข้าไปทำงานคนเดียว 

เวิร์คพอยท์เวิร์กไหม

ความจริงแล้วโปรที่เวิร์คพอยท์มีทั้งหมดสามเดือน แต่ผมต่อโปรไปทั้งหมดสี่รอบ ไปอยู่ได้เจ็ดถึงแปดเดือนแต่ก็ยังไม่ผ่านโปร อยู่นานจนสนิทกับ HR เขาบอกเราว่านายมีของ แต่เรารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเราไม่มีของ ถ้ามีก็คงเป็นของคนละแบบกัน พอทำงานแผนกหนึ่งครบสามเดือน หัวหน้าบอกว่าคนนี้ทำงานไม่ได้ ซึ่งเราก็มองว่าเราทำงานทีวีไม่ได้จริง ๆ แค่หา Reference ยังไม่เข้าใจเลยว่าคืออะไร เขาเลยให้ย้ายไปอยู่ทีมซิตคอม อยู่ได้สองเดือน หัวหน้าทีมก็บอกว่าเราไม่ผ่านอีก HR บอกว่าเรามีของ ให้ต่ออีกสักเดือนสองเดือนเถอะ ผมต่อโปรจนบัตรพนักงานหมดอายุ เข้าตึกไม่ได้ สุดท้ายรู้สึกว่าต้องพอแล้วล่ะ (หัวเราะ)

แต่เวิร์คพอยท์ก็ยังเวิร์

ถึงจะอยู่แค่ไม่กี่เดือน แต่เรารู้จักเพื่อน ๆ พี่ ๆ เยอะมาก เราไม่ได้ไปทำอะไรเสียหาย เราทำตัวน่ารักกับทุกคน เลยมีคอนเนกชันมากมาย ผมได้เห็นการถ่ายทำทั้งทีมโปรดักชันและทีมครีเอทีฟหลังบ้าน ตอนนั้นอยู่โซนหลังบ้าน แต่หัวหน้าจะไม่ค่อยเจอผมที่โต๊ะหรอก เพราะผมชอบแวบไปอยู่ที่สตูฯ ไปดูเขาถ่ายทำ เราดู ชิงร้อยชิงล้าน มาตั้งแต่เด็ก เพิ่งรู้ว่าเขาถ่ายกันแบบนี้ ดู หม่ำโชว์ แค่สองชั่วโมงจบ แต่จริง ๆ แล้วหนึ่งเทปถ่ายกันนานเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง เราซึมซับ เราเห็นวิธีการถ่าย พอเข้าใจแล้ว เลยออกมาทำเพจเฟซบุ๊กของตัวเองเลย 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

คอนเทนต์แรกฉลองเพจเปิดใหม่คืออะไร

ถ่ายคลิปตัวเองลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นคลิปตลกโปกฮาทั่วไป มีคนไลก์เยอะพอสมควรเลย จนวันหนึ่งลองพาอาม่ามาถ่ายเล่น ๆ เพื่อแท็กให้ญาติ ๆ ของเรามาดูอาม่า บังเอิญคลิปนั้นแมส คนดันชอบ จนมาถึงคลิปที่สอง เราก็พาอาม่ามาถ่ายเล่นอีก ทีนี้คนก็ยิ่งชอบ แชร์หลักหมื่น เลยเริ่มรู้แล้วว่าน่าจะไปได้ดี 

ตอนนั้น พี่โจ๊ก ไอศกรีม เขาพูดประโยคหนึ่งกับผมว่า “ถ้ามึงไม่เอาอาม่ามาทำเพจ กูขอซื้ออาม่าต่อห้าหมื่น ถ้ามึงขายกูซื้อเลย” คือเขาไม่ได้จะซื้ออาม่าเราจริง ๆ หรอก เขาแค่พูดเล่น ๆ เพราะอยากให้เราทำเพจ แต่เราหวงอาม่า เลยตอบกลับไปว่า “กูไม่ขาย กูทำเองก็ได้” คืนนั้นเลยกลับบ้านไปตั้งเพจ แล้วคิดอยู่นานว่าจะใช้ชื่ออะไรดี เลยเป็นเบ๊น อาปาเช่ 

ทำไมถึงเป็น ‘เบ๊น อาปาเช่’ 

โห ชื่อสกุลนี้มันค่อนข้างหยาบโลนเหมือนนะ เคยตอบในรายการอื่น ๆ ว่ามันเป็นชื่อชนพื้นเมืองอเมริกันบ้าง อะไรบ้าง แต่วันนี้ผมจะตอบความจริงกับ The Cloud ว่า มันเป็นชื่อท่าร่วมเพศท่าหนึ่งที่กลุ่มเพื่อนพูดกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก่อนเราทำอะไร เพื่อน ๆ ในกลุ่มจะบอกว่า “เฮ้ย มึงแม่ง อาปาเช่ฉิบหายเลยว่ะ” เราเลยเอาคำนี้มาใช้

งานที่สามในชีวิต เป็นงานที่ใช่เลยไหม

ผมชอบทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ผมชอบเล่นอะไรแผลง ๆ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ ป.6 อาม่ามีหลานทั้งหมดยี่สิบเอ็ดคน แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่เหมือนแกะดำ แปลกประหลาด ไม่เหมือนคนอื่น แต่สุดท้ายความแปลกของเรามันกลายเป็นอาชีพที่ทำให้เราเลี้ยงครอบครัวได้

คุณแตกต่างจากหลานคนอื่น ๆ อย่างไร 

อาม่าพูดดีกับทุกคนเลย แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่อาม่าเรียกว่ามึง ตอนเด็ก ๆ น้อยใจว่าทำไมอาม่าพูดกับคนอื่นเพราะ แต่พูดไม่ดีกับเรา แต่สุดท้ายก็เข้าใจว่าอาม่าสนิทกับเราที่สุด และเราเป็นหลานที่พิเรนทร์ที่สุด ชอบแกล้งอาม่า

ตอนพาอาม่ามาทำเพจ ได้เตรียมใจไหมว่าอาม่าจะต้องจากไปสักวันหนึ่ง 

ผมเคยมองว่าถ้าเราถ่ายเล่นเองคนเดียวก็คงไม่มีใครมาดู การจะดังได้ต้องตลกที่สุด เสียงเพราะที่สุด เต้นเก่งที่สุด หรือทุเรศที่สุด แต่เราอยู่ตรงกลาง เป็นไอ้ตี๋ใส่แว่นคนหนึ่งที่ไม่มีคาแรกเตอร์ ไม่มีจุดขาย เราเลยดึงอาม่ามาเล่นด้วย อาม่าคือนักร้องนำ ส่วนเราคือแบ็กอัป วันหนึ่งอยู่ ๆ อาม่าหกล้มแล้วเสียไปเฉยเลย คนเขาพูดกันว่า เบ๊น อาปาเช่ จะทำอะไรต่อ มันตายแน่ ๆ เราตอบเขากลับไปว่า เป็นอย่างที่พูดกันนั่นแหละ ผมเองก็คิดว่าผมตายแน่

ตัดเรื่องหัวใจออกไปก่อนเลยนะ เพราะเราเสียใจอยู่แล้ว จะเล่าถึงเรื่องงานล้วน ๆ เลยว่าช่วงแรกก็เป๋ไปนิดหน่อย แต่สุดท้ายแล้วต่อให้นักร้องนำตาย วงดนตรีก็ต้องไปต่อ โชคดีที่แฟนเพจรักในความเป็นเบ๊นกับอาม่า พออาม่าหมดอายุขัยเขาก็ทำใจได้ มันคือความเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติ สุดท้ายสิ่งที่ยังอยู่คือการเป็นตัวเอง ผมเชื่อคำพูดหนึ่งที่บอกว่า “อย่าพยายามเป็นอะไร นอกจากตัวเอง” ทุกวันนี้เราเลยพยายามเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

ส่วนเรื่องของหัวใจ รับมืออย่างไร

เราตอบแทนเขาจนไม่ติดใจอะไรแล้ว เขาจากไปอย่างสวยงามที่สุดแล้ว ผมอยู่กับอาม่าจนวินาทีสุดท้าย คนจีนเขามักจะให้ลูกชายคนโตจัดการงานศพ แต่ในวันที่อาม่าเสีย เราบอกทุกคนเลยว่าไม่ต้อง เดี๋ยวผมจัดการเอง งานของอาม่าผมจะจัดให้อย่างสมเกียรติ ก่อนอาม่าจะจากไป ผมก็ให้อาม่าอยู่โรงพยาบาลดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ 

สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากอาม่าคือ

สิ่งแรกที่อาม่าสอนและทิ้งท้ายไว้ก่อนตายคือเรื่องตรงต่อเวลา ยอมรับนะว่าเมื่อก่อนไม่ค่อยมีวินัย ก่อนตายอาม่าบอกว่า “ถ้าวันหนึ่งกูไม่อยู่ มึงต้องไปรอเขานะ อย่าให้เขามารอเรา” อาม่ามีความเป็นมืออาชีพมาก ถ้ามีงานไหนนัดเก้าโมง ผมจะออกจากบ้านประมาณแปดโมง แต่อาม่าจะเป็นคนที่ออกตอนเจ็ดโมงหรือหกโมง อาม่าเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องเวลาและความพร้อมมาก

เบ๊นตอนที่มีอาม่า กับเบ๊นตอนไม่มีอาม่า แตกต่างกันอย่างไร

ถ้าเป็นเรื่องงานก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ ตอนมีอาม่าอยู่ อาม่าเป็นเหมือนเกราะป้องกันชั้นดี เพราะคนรักอาม่า เวลาเล่นมุกอะไรไม่ค่อยมีใครกล้าด่า มีแต่เสียงหัวเราะ หลังจากที่ไม่มีอาม่า ผมไม่มีเกราะป้องกันอะไรอีกแล้ว ผมอยู่ตัวคนเดียว แน่นอนว่าต้องมีคนที่ไม่ชอบเราอยู่แล้ว 

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของผมในทุกวันนี้คือ เวลาเราทำอะไรพลาดเพราะคิดน้อย เขาไม่ด่าผมอย่างเดียว เขาจะด่าว่า “นี่แหละ พอไม่มีอาม่าแม่งก็เหมือนขยะชิ้นหนึ่ง” “เมื่อก่อนเกาะอาม่ากินไง” “อาม่าไม่อยู่ ก็ไม่เคยดูอีกเลย” ประมาณนี้ 

ส่วนใหญ่คนที่ด่าเราจะไม่ใช่แฟนเพจ แล้วเวลาด่าเขาจะพยายามขุดอะไรหลาย ๆ อย่างที่รู้ว่าเราเจ็บขึ้นมาจี้ ที่รับไม่ได้เลยคือมาแตะลูกกับครอบครัวเรา เวลาเขาเถียงสู้เราไม่ได้ เขาจะใช้วิธีนี้เพราะเขารู้ว่าเราจะเจ็บ 

จัดการความรู้สึกอย่างไร

ต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันมีทั้งด้านบวก ด้านลบ 

แล้วด้านบวกของการเป็นบุคคลสาธารณะคืออะไร

ตอบตรง ๆ เลยคือเป็นงานที่รายได้ดี คลิปที่เราทำมันมีมูลค่า และผมมองว่ามันต่อยอดได้ เมื่อก่อนหน้าตาแบบผมคงไม่มีทางที่ได้ไปปรากฏตัวในซีรีส์หรือภาพยนตร์ แต่ไอ้เบ๊น อาปาเช่ กลับได้ไปเล่นซีรีส์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เล่นดีนะ เล่นแข็งเป็นก้อนหินเลย แต่เรามีโอกาสได้ไปทำอะไรใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำ ได้ไปพูดในเรือนจำ มีคนเชิญไปดูบอล ได้คอนเนกชันมากมาย 

สำคัญที่สุดคือเราได้ทำงานที่เรารักโดยเหมือนไม่ได้ทำงาน สำหรับผมนี่เป็นอาชีพที่มีความสุข เลือกวันหยุดตัวเองได้ ไปเที่ยวในวันที่คนเขาไม่ไปได้ด้วย ตอนนี้ผมยังมองเห็นแต่แง่ดีเป็นส่วนใหญ่ เพราะเรารักมันด้วยมั้งครับ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

เรื่องไม่ตลกของเบ๊น อาปาเช่

จริง ๆ ก็มีนะ ช่วงหลัง ๆ คนจะเล่นอะไรกับผมก็ได้จนรู้สึกว่าเราไม่ค่อยมีคุณค่า ข้อดีของการเป็นแบบนี้คือผู้ใหญ่เอ็นดู มองว่าไอ้นี่เป็นคนง่าย ๆ น่ารัก นี่ฟังจากคนอื่นมานะ ไม่ได้อวยตัวเอง 

แต่ข้อเสียก็คือ พอใครจะทำอะไรกับเราก็ได้ บางทีเขาไม่เห็นหัวเรา จะพูดอะไรก็ได้ คิดจะทำอะไรกับเราก็ได้ ไม่โกรธอยู่แล้ว ตัวเราก็ต้องเลือกเหมือนกันนะว่า จะเป็นแบบนี้ต่อไปหรือจะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่มีมาดมากขึ้น มีเกียรติมากขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้คนรู้สึกว่าเข้าถึงเรายาก เล่นไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว อย่างในเฟซบุ๊กส่วนตัว ผมมักจะลงแต่เรื่องดี ๆ บางคนมองว่าชีวิตเรามีแต่ความสุข บางครั้งเราลงเรื่องดราม่าไป คนก็โทรหาเราเป็นสิบ ๆ สาย มาคอนเมนต์กันเป็นร้อย ๆ เพราะไม่เคยเห็นเรามุมนี้ 

ผมว่าเราทุกคนมีเรื่องไม่ตลก แต่ผมขอเลือกที่จะไม่ไปอยู่ตรงนั้น ผมอยากให้คนจำเบ๊น อาปาเช่ ในมุมที่มีความสุขกว่า ปีนี้เป็นปีที่คิดเยอะเหมือนกัน เพราะว่าเราเริ่มโต มีครอบครัว มีลูกสี่ขวบแล้ว เราจะทำอะไรให้โตขึ้น ไม่ได้เล่นตลกโปกฮาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

เบ๊น อาปาเช่ เติบโตขึ้นอย่างไร

เปลี่ยนไปเยอะ แต่ยังเป็นเบ๊น อาปาเช่ คนเดิม ปีนี้ช่วยคนได้เยอะขึ้น เพียงแต่ใช้พื้นที่ของตัวเองเป็นกระบอกเสียงในการช่วยคนที่เดือนร้อนมากขึ้น อย่างวันนี้ต้องไปชัยภูมิตอนบ่ายเพราะมีงานด่วน มีเคสเด็กคนหนึ่งที่ซ้อนรถมากับคุณพ่อ แล้วคุณพ่อเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เราเลยตั้งใจจะส่งเขาเรียนจนจบปริญญาตรี

คุณเริ่มเปลี่ยนมาเป็นกระบอกเสียงช่วยเหลือคนอื่น ๆ ตอนไหน

ช่วงต้นปีที่เกิดโควิด-19 ระบาด มีคนทักมาขอเตียง เราคิดว่าตัวเองไม่ใช่หมอแล็บแพนด้า ไม่ใช่กลุ่มเส้นด้าย เขาจะทักมาขออะไร แต่ไหน ๆ ก็ขอมาแล้ว เราเลยส่งให้ พอส่งให้สำเร็จแล้ว เขาขอบคุณแล้วบอกว่ามันช่วยชีวิตคุณยายเขาไว้ เราเลยเริ่มช่วยหาเตียงและออกไปบริจาคของ

ยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า ครั้งแรกที่ไปแจกข้าวที่ราชดำเนิน ผมไปสร้างภาพ ถ่ายรูป ทำคอนเทนต์เท่านั้น แต่จากที่ไปสร้างภาพเราก็เริ่มมีความสุข เริ่มช่วยคนจริง ๆ จัง ๆ สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาคือความอิ่มใจที่ได้ทำเพื่อสังคม เราได้เงินจาการเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาเยอะ ก็เอาไปตอบแทนสังคมบ้าง เราอาจไม่ได้มีเงิน มีอำนาจมากพอ แต่เรามีเสียง ก็ใช้สิ่งนี้ช่วยไป

คุณคิดว่าอะไรทำให้คนตัดสินใจติดตามคุณ

เมื่อก่อนคืออาม่า สมัยนี้ตัวคนเดียวก็คงเป็นเพราะคือเราเป็นตัวของตัวเอง คนติดตามที่ผมเป็นไอ้เบ๊น ผมชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้นะ อยู่ในเพจผมเป็นคนยังไง อยู่ในวงเหล้ากับพี่ ๆ ผมก็เป็นอย่างนั้น ขึ้นเวทีผมก็เป็นอย่างนั้น ไปที่ไหนผมก็เป็นอย่างนั้น ผมเป็นแบบนี้กับทุกคนนี่แหละ เราเป็นพ่อบ้านสายเทา ไม่ใช่พ่อบ้านสายขาว เลิกงานเสร็จกลับบ้าน อาบน้ำให้ลูก ป้อนนม พาลูกนอน เรารักครอบครัว แต่ถ้าเมียเผลอ กูไปเลย ในเพจผมก็เป็นแบบนั้น

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

แล้วครอบครัวมีความเห็นอย่างไรกับการเป็น ‘พ่อบ้านสายเทา’

ต้องขอบคุณภรรยาที่คบมากันมาแปดปี อยู่กันมาตั้งแต่ผมยังไม่ทำเพจ เขาเห็นเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขารับได้ที่เราเป็นแบบนี้ ไม่เคยเช็กโทรศัพท์ ไม่เคยนั่งจับผิดกัน ผมลงรูปกับพริตตี้เยอะมาก แต่เขาไม่เคยต้องเสียใจเรื่องผู้หญิงเลย เราอยู่กันด้วยความเข้าใจ และเขาก็ไว้วางใจความเป็นเรา

การที่เราจะทำคอนเทนต์ให้สำเร็จได้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือพื้นฐานครอบครัว ภรรยาดูแลลูกเองได้เมื่อรู้ว่าปะป๊าไปถ่ายคลิป เข้าใจว่าคือการทำงานหาเงิน ผมเอาแม่ยายมาล้อเลียนในยืนเดี่ยวได้ แล้วแม่ยายก็เข้าใจด้วยว่าที่เราทำมันคือคอนเทนต์ บางครั้งผมอยู่ต่อหน้าแม่ยาย ต่อหน้าแฟน ไปเจอน้องพริตตี้ ผมสามารถเข้าไปกอดพริตตี้ได้โดยที่แม่ยายกับภรรยายังมาแซวด้วย แต่ที่สุดแล้วเราต้องให้เกียรติเขา ไม่ใช่ว่าสักแต่เล่นแต่ไม่ให้เกียรติเขาเลย

บางเรื่องสำหรับครอบครัวคุณเป็นเรื่องปกติ แต่อาจจะขัดใจครอบครัวอื่น ๆ คุณทำให้เนื้อหาที่นำเสนอสมดุลได้อย่างไร 

ผมไม่ใช่คนดี ผมเป็นคนแย่คนหนึ่งที่อยากเห็นสังคมดีขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อก่อนผมลงเรื่องดาร์ก เรื่อง 18+ เยอะ จนกระทั่งวันหนึ่งผมไปเที่ยวเขาใหญ่กับครอบครัวแล้วเจออีกครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่เขาไม่เคยดูเราหรอก แต่ลูกสาวเขาอยากถ่ายรูปด้วย ประมาณหกขวบเอง บอกว่าชอบพี่เบ๊นมาก เราเลยตกใจว่ามีเด็กดูเราด้วยเหรอ เราก็เลยต้องเปลี่ยนคอนเทนท์หลาย ๆ เรื่องให้เบาลงบ้าง เพราะว่ามีเด็กดู เขาดูแล้วเขาจำ จำแล้วทำตาม อย่าลืมนะครับว่าเทรนด์กินโรตีดิบก็มาจากโซเชียลมีเดีย

เบ๊นเรียนรู้อะไรจากบทบาทการเป็นบุคคลสาธารณะ

ผมไม่ใช่คนเก่ง แต่เพราะมีคอนเนกชันเยอะ มีพี่มีน้องเยอะเลยทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ งานที่เราได้ เรามักจะได้จากการไปเจอพี่ ๆ อาชีพนี้รายได้ดีก็จริง แต่บางครั้งผมไม่ได้ทำเพื่อเอาเงินเป็นอันดับแรก ผมไม่ค่อยถามเรื่องเงินเลยนะ ให้ใจไปก่อนเป็นอันดับแรก แล้ววันหนึ่งเราก็ได้สิ่งดี ๆ กลับมา เราไม่ได้หวัง แต่มักจะได้สิ่งดี ๆ กลับมาเสมอเลย

ผมเชื่อเรื่องความจริงใจ และมั่นใจว่าเราแทบไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครเลย วงการนี้หรือวงการไหน ๆ มันก็แคบหมด ไม่ต้องห่วงเลย เรื่องดี ๆ มันไม่ค่อยไปถึงกันหรอก แต่ถ้าเราพลาดหรือทำผิดอะไรนิดเดียว แป๊บเดียวรู้เรื่อง (หัวเราะ) ที่ผ่านมาเรายังโชคดีที่ว่าไม่เคยทำอะไรให้ใคร

คุณอยากให้คนจดจำ ‘เบ๊น’ ในฐานะอะไร 

อยากให้คนจดจำในฐานะไอ้เบ๊น อาปาเช่ ผู้ชายที่เป็นพ่อบ้านจอมกะล่อนคนหนึ่ง ผมอินกับความเป็นครอบครัวมาก แต่อีกมุมผมก็ชอบชีวิตวัยรุ่นของตัวเอง ชอบแสง สี เสียง ชอบเมือง ความเซ็กซี่เย้ายวน ผมเลยเรียกตัวเองว่าพ่อบ้านสีเทา ที่เมียเผลอแล้วเจอกัน เป็นไอ้เบ๊น อาปาเช่ ที่ได้ช่วยสังคมไปด้วย เล่นพิเรนทร์ไปด้วย เป็นคนคนหนึ่งที่ได้เป็นตัวเองเสมอ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

Writer

Avatar

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

Avatar

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ท่ามกลางความพลุกพล่านของย่านอนุสาวรีย์ เราเดินเลยบีทีเอสสนามเป้าไปเล็กน้อย เพื่อเข้าไปยังออฟฟิศใหม่เอี่ยมของ เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ หรือ เจมมี่เจมส์ นักแสดงผู้ควบบทบาทตั้งแต่นักร้อง นักธุรกิจ มาจนถึง ‘เชฟ’

สิ่งแรกที่เราเห็นไม่ใช่โต๊ะทำงานหรือห้องประชุม แต่เป็นห้องครัวที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เครื่องครัว เหมาะแก่การโชว์ให้แขกรู้ว่า เจ้าของเงินทุนทุ่มเทกับเรื่องการทำอาหารขนาดไหน

เรานั่งเก็บบรรยากาศสักพัก เจ้าของออฟฟิศก็เดินทางมาถึงและทักทายทุกคนอย่างเป็นมิตร

หากถามว่าบทสนทนาในครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับประเด็นใด ท่ามกลางความชื่นชอบอันหลากหลายและความสามารถอันมากมาย เสียงท้องที่ร้องประท้วงในช่วงเวลา 11 โมง คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

The Cloud ชวนกระเพาะของทุกท่านมาส่งเสียงร้องไปพร้อมกันกับเมนูชีวิตของเจมส์ในวัย 25 พร้อมมุมมองด้าน ‘อาหาร’ จากศิลปินที่ตอนนี้ต่อให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในครัวทั้งวันเขาก็ทำได้

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

Big Batch Appetizers
จุดเริ่มต้นของไข่เจียวไม่ธรรมดา

เพราะความชอบในการทำอาหาร แผนการเรียนต่อต่างประเทศด้านนี้จึงผุดขึ้นมาอย่างตั้งใจ รวมไปถึงการสร้าง ‘ห้องครัว’ ในออฟฟิศที่หมดเงินจุดเดียวเป็นหลักล้าน และจนถึงตอนนี้อุปกรณ์เครื่องครัวต่าง ๆ ก็งอกขึ้นมาอย่างไม่รู้จบ

เจมส์บอกว่า เขาต้องการสร้าง Living Space ผสม Co-working Space จึงตั้งใจโชว์ครัวไว้ด้านหน้าสุด เพื่อความสะดวกในการถ่ายรายการและวางเครื่องครัว ซึ่งดีกว่าการยกตู้เย็นขึ้นไปชั้นสองแน่นอน

“เวลาเข้าออฟฟิศของที่แพงคือของที่คนเห็น ผมคิดว่าจริง ผมมองว่าครัวนี้คือการลงทุนทางธุรกิจและเป็นความชอบ เมื่อเวลาผ่านไปมันจะคุ้มค่า ตรงนี้ก็อยากใช้สำหรับ Chef’s Table ครั้งต่อไปด้วย คาดว่าจะมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ตอนนี้อยู่ในช่วงพัฒนาเมนูอยู่”

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25
เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

เจมส์เก็บรวมประสบการณ์จากการทำ Chef’s Table ครั้งแรกมาพัฒนาครั้งต่อไป แต่กว่าชีวิตในครัวของเขาจะมาถึงจุดที่ทำอาหารทั้งวันก็ไม่เบื่อ เขาเคยเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ยืนมองคุณตาทอดไข่เจียวเท่านั้น

“ชีวิตผมวัยเด็กคงเหมือนข้าวไข่เจียวราดซอสพริก เพราะว่าข้าวไข่เจียวมันคือความธรรมดา เราก็เหมือนเด็กธรรมดา แต่แอบแซ่บเบา ๆ เลยใส่ซอสพริกเข้าไป” เจ้าตัวตอบอย่างขี้เล่น

เด็กชายธีรดนย์เติบโตขึ้นในบ้านที่มีวัฒนธรรมการกินแบบผสมผสานระหว่างจีนและไทย โดยมีคุณตาเป็นตัวแทนฝั่งจีน และคุณยายเป็นตัวแทนฝั่งไทย ส่วนคุณปู่คุณย่ามาจากจีนทั้งคู่

บ้านของเขามีเมนูซิกเนเจอร์ 5 เมนู ได้แก่ ไก่ซอสแดง กะหล่ำต้มเค็ม น้ำพริกกะปิ ข้าวต้มมัด และข้าวมันไก่ ชนิดครบจบทั้งคาวหวาน

“ข้าวมันไก่บ้านผมใช้เวลาทำนานมาก” แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เมนูนี้กลายมาเป็นอาหารจานสำคัญ เพราะเบื้องหลังที่ทรงคุณค่ากว่าคือการชวนให้ทุกคนในบ้านคิดถึงคุณยายผู้เป็นที่รัก

“ตายายเขามีไก่เจ้าประจำที่ไปซื้อ แต่ก่อนยังไม่มีแถวพระราม 5 ต้องไปแถวบางบัวทอง เอาไก่มาต้มเป็นชั่วโมง คอยตักมันที่ลอยออกมาไปทำข้าวมันไก่ ข้าวก็ต้องคลุกตลอดเวลา จากนั้นนำไก่ต้มมาหั่น ทำน้ำจิ้ม ใช้เวลาเสร็จสรรพประมาณ 3 ชั่วโมงได้ แต่เราได้เครื่องและข้าวที่อร่อยจัดเต็ม

“ข้าวมันไก่ของยายคือข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดสำหรับผม”

เขาเล่าต่อว่า แท้จริงแล้วสมัยเด็กแทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเข้าครัวเลย ทั้งหมดที่เขาทำคือการ ‘ยืนดูคนในบ้านทอดไข่เจียว’

“อีกเรื่องที่คนไม่รู้คือ จริง ๆ ผมชอบกินซีฟู้ดเผา ต้องกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดไทยสีเขียวเท่านั้น ไม่เอาสีแดง ตอนเด็กผมเคยแพ้กุ้งด้วย แต่ผมสู้กุ้งกลับ กินต่อจนมีภูมิมาจนถึงปัจจุบัน”

แน่นอนว่าเมื่อมีเมนูที่ชอบมากถึงขนาดนี้ ย่อมต้องมีเมนูที่ไม่ถูกจริตด้วยเช่นกัน เขาเบะปากเล็กน้อยก่อนสาธยายเมนูออกมา ทั้งชาเขียว คาโบนาร่า เครื่องใน อาหารประเภทที่ครีมสูง หรือแม้แต่ของหวาน อย่างไรก็ตาม การได้เข้าสู่วงการอาหารทำให้เขาเปิดใจมากขึ้นไม่น้อย

“ผมอาจจะแปลกหน่อย แต่ของคาวต้องติดหวาน ของหวานต้องหวานน้อย”

เจมส์ทิ้งท้ายด้วยรสนิยมการเลือกกินของเขา เวลาที่มีของอร่อยถูกปากมาช่วยหยุดเสียงร้องโครมครามของกระเพาะ นั่นคือช่วงเวลาสวรรค์ประทาน เช่นเดียวกับที่โชคชะตาประทานสายโทรศัพท์ เพื่อชวนเจมส์เข้าร่วมรายการอาหารสุดโหดและฮอตแห่งปีอย่าง MasterChef Celebrity Thailand Season 2

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

Main Course of Life
ชีวิตสูตรหนัก เน้น และเข้มข้น

ก่อนจะเข้าร่วมรายการ เจมส์เดินทางไปที่ประเทศออสเตรเลียเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Thirteen Lives หนังสัญชาติฮอลลีวูดว่าด้วยเรื่อง 13 หมูป่าติดในถ้ำหลวง ซึ่งการออกเดินทางไปใช้ชีวิตต่างแดนในครั้งนี้ไม่เพียงประสบการณ์กระทบไหล่นักแสดงระดับโลก แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้ลองทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับอาหารมากขึ้น

เมื่อไปถึงออสเตรเลีย นักแสดงไทยไม่สนใจแม้กระทั่งการแกะสัมภาระออกมาจัดเรียง เพราะแกะเดียวที่เขาสนใจ คือเนื้อแกะบนเตาย่าง!

“ผมชอบย่างเนื้ออยู่แล้ว ไปถึงมื้อแรกผมเข้าซูเปอร์ฯ ซื้อแกะที่นั่น พอ 3 ทุ่มผมมาย่างแกะเป็นมื้อแรก เซอร์มาก กระเป๋าไม่แกะ ย่างแกะก่อนเลย” เจมส์บรรยายภาพในวันนั้นให้ฟัง เราเชื่อว่าตลอดเวลาที่อยู่ออสเตรเลีย ชายคนนี้คงไม่ปล่อยให้ห้องครัวต้องเหงาเลยสักวัน

หลังกลับสู่บ้านเกิด ก็ประจวบเหมาะกับที่ทางรายการติดต่อมาพอดี เจมส์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่มีในหัวตอนนั้นแทบจะเป็นศูนย์ แต่สิ่งที่ปลุกไฟในตัวคือความรู้สึกอยากเอาชนะตัวเอง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของหลักสูตรเตรียมความพร้อมฉบับเร่งรัดเพื่อการแข่งขันในครั้งนี้

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

‘MasterChef Starter Pack’ เป็นชื่อที่ใช้นิยามสิ่งที่ควรทำได้ในรายการ MasterChef Celebrity Thailand Season 2 ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ตลอดการเทรนกับ พลอย-ณัฐณิชา บุญเลิศ จากรายการ MasterChef Thailand Season 1 ผู้ฝึกสอนเฉพาะกิจในครั้งนี้

การเทรนเปรียบเสมือนการเก็งข้อสอบของติวเตอร์ในสถาบันกวดวิชา สำหรับเจมส์แล้วช่างเป็นวิชาคหกรรมที่ยากไม่น้อย แถมเจ้าตัวยังไม่ถนัดดี

การฝึกฝนอย่างเข้มข้นเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น

“พาสต้าเส้นสดมีอะไรบ้าง มีเส้นแบบไหนที่คุณต้องทำได้ สำหรับตัวโปรตีน ถ้าคุณได้ไก่จะแล่ยังไง ปลาแล่ยังไง ไก่ ปลา หมู เนื้อทำอะไรได้บ้าง เอาไปซูวี (ปรุงอาหารภายใต้ถุงสุญญากาศ) อุณหภูมิกี่องศาฯ  หรือถ้าจะเอามาย่าง สุกทันไหม ตัวผักทำอะไรได้บ้าง ดองได้ ตัดแต่งได้ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่คุณต้องทำให้ได้ในมาสเตอร์เชฟแน่ ๆ นอกนั้นอยู่ที่ว่าคุณจะไปดัดแปลงเป็นเมนูยังไง”

ใช่ว่าการเทรนครั้งนี้จะจบที่การรู้จักวัตถุดิบและวิธีการปรุงอาหารเท่านั้น การจัดการเวลาก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เชฟมือใหม่ต้องฝึกในส่วนนี้เพิ่ม

เขาเสริมในช่วงแข่งขันว่า การได้เห็นผู้เข้าแข่งขันท่านอื่นที่ดูคุ้นเคยกับการทำอาหารอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ทำให้เขากดดันไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดเจมส์ก็ได้ค้นพบว่า คนที่เขาอยากจะเอาชนะมากที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือตัวของเขาเอง

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“ไม่ใช่การเอาชนะตัวเองที่ทำเพื่อชนะคนอื่น แต่เป็นทักษะที่เราเต็มที่ นี่คือวินัยในการฝึก การอินกับมัน การทุ่มเทเวลากับมัน การยอมรับความกดดัน ผมรู้สึกว่าการไปครั้งนี้ได้อะไรเยอะมาก เหมือนผมค้นพบตัวเองเลยนะว่าผมชอบการทำอาหารมาก”

ขณะที่รายการดำเนินมาถึงวันสุดท้าย การเดินทางบนเส้นทางอาหารของเจมส์กลับเพิ่งเริ่มต้น การเข้าคอร์สเพื่อเตรียมความพร้อมเบื้องต้นสำหรับการแข่งขัน เปลี่ยนไปเป็นการคิดคอนเซ็ปต์และพัฒนาเมนู เพื่อต่อยอดไปสู่การทำ Chef’s Table ของเจมส์ ซึ่งหลาย ๆ คนอาจคุ้นเคยกันดี หรืออาจจะเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างกับชื่อ ‘FOCA’

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“Chef’s Table เกิดขึ้นหลังไปมาสเตอร์เชฟ เราไปลั่นว่าผมทำ Chef’s Table แน่นอน ก็ไม่ได้รู้ว่ามันจะยากขนาดไหน มีวิธีการจัดการอะไรยังไง แต่พอพูดไปและเราก็อยากทำ เราเลยเอาซีฟู้ดของไทยที่เป็นรสไทย เมนูเหมือนไทย ๆ ทวิสต์ให้อยู่ในการเสิร์ฟแบบเมดิเตอร์เรเนียน” เชฟอธิบายที่มาและคอนเซ็ปต์ของร้าน ต่อด้วยการยกตัวอย่างเมนูที่ผ่านการพัฒนามาอย่างสร้างสรรค์

“ปาเอญ่า (ข้าวอบสเปน) ผมเอามามิกซ์กับข้าวขยำปู เสน่ห์ของมันคือปกติข้าวขยำปูจะค่อนข้างเป็นเม็ดหน่อย แล้วใส่น้ำยำลงไป ใส่ปูเป็นก้อน แต่พอเรามิกซ์กับปาเอญ่า ด้วยความที่ไม่ได้สุกมาก ข้าวจะมีสัมผัสความกรอบ ก็จะแบ่งครึ่งเป็นแบบออริจินัลกับแบบปาเอญ่าขยำปู เป็นเมนูตัวหลักของเรา”

นอกจากการคิดค้นเมนูและจัดการ Chef’s Table ให้ออกมาตามฝัน หนึ่งในแรงบันดาลใจต้นทางของเขา ยังเป็นเชฟที่ตนเองชื่นชอบอย่าง Grant Achatz เจ้าของร้านมิชลินไกด์ 3 ดาว Alinea

“ตอนแรกผมไม่รู้จักเขา แต่หลังจากเห็นเขาเป็นกรรมการในรายการ The Final Table เราเลยไปดู Documentary ของเขา เขาเป็นมะเร็งที่ลิ้น ลิ้นรับรสไม่ได้ แต่เขาสู้จนหาย แล้วมาเปิดร้าน

“เพลตติ้งเขาในเมนูของหวานเป็นโต๊ะใหญ่ ๆ เขาจะโยนและสาดทุกอย่างที่เป็นของกิน ผมว่านี่คือการเพลตติ้งที่มีความ Abstract มันคือศิลปะที่ผมชอบ” ผู้เล่าขยายความด้วยแววตาเป็นประกาย

ชีวิตของเขาก็เหมือนพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงาน แต่เป็นผลงานที่มาในรูปแบบของศิลปะที่เคี้ยวได้และมีหลายรสชาติ

Dessert of Love and Art
ศิลปะกินได้

แม้จะเคยเอ่ยปากว่าไม่ถูกกับของหวาน แต่เมื่อให้เจ้าตัวลองเปรียบความรักเป็นของหวานสักจาน เขากลับอธิบายได้อย่างน่าประทับใจ

ช็อกโกแลต สตรอว์เบอร์รี มี Flexible Ganache อยู่ตรงกลาง มีไอศกรีมช็อกโกแลต มีซอสสตรอว์เบอร์รี สตรอว์เบอร์รีหั่นเล็ก ๆ ใส่ลิควิดไนโตรเจนเข้าไป ครอบด้วยโดมช็อกโกแลต เวลาทานเราจะเคาะลงไป ตัวโดมมันจะแตกลงมา แล้วควันมันก็จะขึ้น มีความเวอร์วังอลังการอยู่นิดหนึ่ง แต่ก็เรียบง่ายด้วยวัตถุดิบเพียงไม่กี่อย่าง ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้มันยืนยาวได้คือแค่ความเรียบง่ายนี่แหละ” 

เมนูของหวานเป็นภาพแทนความรักของเขากับแฟนสาวที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันอย่างยาวนานได้เป็นอย่างดี

เมนูอาหารแต่ละจานของเจมส์ล้วนออกแบบอย่างละเมียดละไม เขาบอกว่าอาหารเป็นศิลปะที่ใส่ความเป็นตัวเองลงไปในจานได้ ไม่ต่างกับผืนผ้าใบที่วาดอะไรก็ได้ตามต้องการ และเสน่ห์ของอาหารไม่ต่างจากงานศิลปะที่ความชอบเป็นเรื่องของปัจเจก

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“นอกจากเสน่ห์พวกนี้ อีกอย่างที่ผมรู้สึกคือ อาหารมันพาความสุขเข้ามาในโต๊ะ การได้กินข้าวร่วมกัน คุยกันบนโต๊ะอาหาร มันมีความหมายมากกว่านั้น

“อาหารเป็นมากกว่าปัจจัย 4 มันไม่ใช่แค่สิ่งที่เราต้องมี แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เป็นศิลปะชนิดหนึ่งที่ประเทศเราไม่ค่อยสนับสนุน เราเสร็จงานแล้วหาความสุขให้ตัวเองได้ผ่านอาหารนี่แหละ” ชายหนุ่มพูดเสริมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

Cheers!
ชนแก้วสู่ความสำเร็จและก้าวย่างแห่งการเติบโต

จำได้ว่าผมเคยเล่นเกมทอยลูกเต๋าที่ให้เดินไปถึงเส้นชัยแล้วใครมีเงินมากสุดชนะ มีลูกเต๋าทอยอาชีพ มีตัวตลก ทหาร ครู หมอ นักธุรกิจ ทนาย นักธุรกิจเป็นอาชีพที่ได้เงินเยอะมาก เราก็รู้สึกว่านักธุรกิจเท่และอยากเป็นอาชีพนี้” เขาย้อนอดีตให้ฟังเพื่ออธิบายปัจจุบันและก้าวต่อไปในอนาคต

“ชีวิตอยู่กับการแข่งขันมาตลอด ผมเลยเป็นคนชอบเอาชนะ แต่ชีวิตผมก็ไปไม่สุดสักทาง พอเบื่อก็เลิก จนมาเจอการแสดงที่ไม่เบื่อเพราะเห็นผลลัพธ์ มีอะไรเป็นตัวการันตีว่าสำเร็จ เรายึดเป็นอาชีพได้และชอบมันด้วย จนกระทั่งในวัยนี้ก็เจอธุรกิจที่เป็นบาร์และการทำอาหารที่ชอบ”

การบริหารเวลาให้ทั้งการทำงานและความชอบอยู่ด้วยกันของเจมส์นั้นง่ายมาก เพราะเขาเปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นงานไปเลย ไม่ว่าจะเปิดบาร์เพราะชอบดื่ม เปิด Chef’s Table เพราะชอบทำอาหาร เปิดบีชคลับเพราะชอบไปทะเล หรือแม้แต่สร้างบริษัท JMJ LABEL เพื่อเป็นศูนย์รวมความชอบอื่น ๆ และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของรายการ เช่นเดียวกับสารคดีชีวิตส่วนตัวที่เผยแพร่มาแล้ว 5 ตอน

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“จุดประสงค์ของการทำสารคดีคือ ผมอยากแนะนำตัวเองใหม่ตอนอายุ 25 เพราะรู้สึกว่าเป็นเส้นทางใหม่ที่มันใช่กับชีวิตเรา ทั้งอาหาร ดริงก์ คนรัก อาร์ต เพื่อน ครอบครัว นี่คือสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตผมในขณะนี้ ผมอยากจะบอกคนดูว่า สวัสดีครับ ผมเจมส์ที่เป็นแบบนี้”

บทสนทนาดำเนินมาถึงจุดที่เรารับรู้เรื่องราวของเจมส์จนครบทุกรสชาติ แต่เท่านั้นยังไม่พอ เราลองให้เขาเปรียบชีวิตตัวเองในตอนนี้เป็นเมนูอาหารสัก 1 อย่าง

“Surf & Turf เสิร์ฟพร้อม Side Dish ที่มี Mashed Potato มีผักที่เอาไป Sautéed เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดแล้วก็ซอสไวน์แดง

“มีตัวเมน 2 อย่าง คือล็อบสเตอร์และเนื้อ เหมือนชีวิตนักแสดงกับเจ้าของธุรกิจ Mashed Potato เป็นพาร์ตเชฟที่เสริมเข้ามา ผักที่เป็นสีสันในจานเป็นเรื่องแฟชั่นที่เราชอบ ส่วนตัวซอสเพิ่มความสไปซี่อาจจะเป็นเรื่องดริงก์

“สิ่งที่อยากนิยามผ่านเรื่องนี้คือความวาไรตี้ที่อยู่ในจาน ผมค่อนข้างชอบคำนี้ เพราะชีวิตเรามันทำหลายอย่าง”

หลังเชฟนำเสนอเมนูอาหารเรียบร้อย คนฟังอย่างเรายังสงสัยเพิ่มว่า แล้ว ‘รสชาติ’ ชีวิตในวัย 25 จะเป็นอย่างไร

“คงครบรสมั้ง เหมือนผงชูรส แต่ Chef’s Table ผมไม่ได้ใช้ผงชูรสนะ (หัวเราะ) ทุกอย่างมันกลมกล่อมมากขึ้น เหมือนก่อนหน้านี้ชีวิตเราคงเปรี้ยวเกิน ขมเกิน หวานเกิน เผ็ดเกิน แต่วันนี้เราทำให้รสชาติมันกลมกล่อมขึ้นในวัย 25”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความกลมกล่อมคือนิยามที่เหมาะกับชีวิตหลายบทบาทของศิลปินไฟแรงคนนี้

มันเป็นความกลมกล่อมที่ไม่ได้เกิดจากผงชูรส แต่เกิดจากส่วนผสมประสบการณ์ที่รวมกันได้อย่างลงตัวผ่านกาลเวลา หลังนั่งฟังเขาเพลิน ๆ เราเดินออกจาก Cinema Club BKK โดยอดคิดไม่ได้ว่า

‘แล้วรสชาติของชีวิตเราในวันนี้เป็นรสอะไรกันนะ’

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

Writers

Avatar

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load