“สัมภาษณ์เฉย ๆ ไม่ต้องใช้ภาพเคลื่อนไหวใช่ไหม อย่างนั้นผมขอทำตัวสบาย ๆ นะ” 

นี่คงเป็นการสัมภาษณ์ที่เป็นกันเองที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากให้พวกเราปล่อยใจสบาย ๆ แล้วนั่งคุยกันให้เหมือนอยู่นวงเหล้า คนตรงหน้าคือ เบ๊น อาปาเช่ เจ้าของลุคกวน ๆ อย่างที่เราเคยรู้จักเขาผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ข้างในนั้นเป็นอย่างไร ตัวจริงก็เป็นอย่างนั้น

‘เบ๊น อาปาเช่’ เป็นที่จดจำในฐานะหลานชายจอมแสบที่พาอาม่าเหม่งทึ้งไปเล่นอะไรแผลง ๆ จนเปิดเพจ Benz Apache – เบ๊น อาปาเช่ และกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน นอกจากยายหลานจะแจ้งเกิดพร้อมกันแล้ว เบ๊นยังเป็นคนแรก ๆ ที่กรุยทางในวงการอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อพิสูจน์ว่าวัยเก๋าก็เป็นคนดังที่ทรงอิทธิพลในโซเชียลมีเดียได้

จากวันที่คลิปอาม่ากลายเป็นไวรัล เบ๊นยังคงอยู่ในสปอตไลต์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเป็นคุณพ่อของลูกที่คว้าไมค์ขึ้นไปเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ คอมเมดี้สแตนอัพร่วมสมัยของประเทศไทย จนมีคนเข้าไปฟังในยูทูบกว่า 10 ล้านวิว 

จากหลานของอาม่า พ่อของลูก นักพูดเล่าเรื่องตลกที่ยังยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เขาเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง เราเลยชวน เบ๊น-อัครเดช โยธาจันทร์ มาจับเข่าคุยจริง ๆ จัง ๆ เรื่องบทบาทนักพูด ชีวิตของคนตลกแต่ไม่ตลอด และวันคืนที่ไม่มีอาม่าอยู่ข้าง ๆ 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

รู้สึกอย่างไรที่ได้มาเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’

การพูดในยืนเดี่ยวคือความท้าทายในชีวิตเลย ผมสนุกมากเพราะตอนที่เราเป็นยูทูบเบอร์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ถ่ายคลิปไปสิบรอบแล้วเอาไปตัดต่อได้ ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น แต่พอเรารู้ว่าเดือนหน้าจะต้องไปพูดที่ยืนเดี่ยว ตลอดทั้งเดือนก็จะไม่ค่อยมีความสุข เพราะกดดันมาก เกร็งมาก หรืออีกแง่หนึ่งความสุขของมันก็คือความท้าทายนี่แหละ หลังจากที่พูดจบแล้วคนดูขำกับมุกของเรา คนดูชอบ ผลตอบรับดี มีความสุขฉิบเป๋งเลย 

ที่บอกว่าท้าทาย การขึ้นไปยืนเดี่ยวมันท้าทายอย่างไร

ตลอดชีวิตนี้ผมรู้จักนักพูดสายฮาอยู่คนเดียวคือ พี่โน้ส-อุดม แต้พานิช จากเดี่ยวไม่โครโฟน แต่อยู่ ๆ เราต้องไปยืนเป็นโน้ส อุดม เสียเอง แล้วให้คนมายืนดูเรา คำว่าเดี่ยวไมโครโฟนคือยืนพูดอยู่คนเดียว คนฟังเขาก็นั่งฟังเราคนเดียว ตื่นเต้นและมันตรงที่ว่าสิ่งที่เราพูดออกไปจะโดนใจเขาไหม 

ผมว่าการเดี่ยวไมโครโฟนแต่ละครั้งจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่มุกแรก ผมขึ้นเวทีไปหกครั้ง ถ้ามีคนขำมุกแรกที่เตรียมไป วันนั้นจะสนุก แต่ถ้ามุกแรกไม่มาก็พังเลย

เตรียมตัวอย่างไรก่อนขึ้นไปพูด

สิ่งสำคัญที่สุดในยืนเดี่ยวคือความมั่นใจ ส่วนเนื้อเรื่องสำคัญรองลงมา ถ้าวันไหนเรามั่นใจแล้วไม่ประมาท พอขึ้นไปปุ๊บ เราครองเวทีได้ วันนั้นต่อให้เป็นเรื่องอะไรก็เล่ามัน ยิ่งถ้าคนดูสนุกไปกับเราแล้ว ต่อให้เล่าเรื่องต้นไม้ เล่าเรื่องขับรถก็สนุก เหมือนนั่งคุยในวงเหล้า

คุณชอบยืนเดี่ยวครั้งไหนของตัวเองที่สุด

ครั้งหนึ่งคือยืนเดี่ยวครั้งแรก อีกครั้งคือตอนไปพูดในเรือนจำ ผมมักจะติดตามศิลปินเข้าไปในเรือนจำบ่อย ๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี พอรู้ว่าตัวเองร้องเพลงไม่เป็น เต้นไม่เป็น วันนั้นเลยจับไมค์ขึ้นไปพูดให้คนในเรือนจำฟัง มันเต็มอิ่มเหมือนน้ำล้นแก้ว เพราะมีคนดูเราเป็นพัน ๆ คน อยู่ข้างในเรือนจำ ที่สำคัญคือข้างในนั้นไม่มีสมาร์ทโฟน สายตาทุกคู่จะมองมาที่เราคนเดียว 

ตอนนั้นคุณเล่าเรื่องอะไร

เรือนจำแรกที่ผมไปคือเรือนจำกลางนครปฐม ผมเล่าเรื่องความเป็นอยู่ของพี่เก่งลายพราง วิธีการผ่าอวัยวะเพศ การสักอวัยวะเพศ ผมถามเขาว่าข้างในนี้คนเขามีอะไรกันตรงไหนได้บ้าง แล้วเขาก็ชี้ให้ดู เฮกันใหญ่ คนข้างในเขาไม่รู้จักเราหรอก แต่ผมเข้าไปเป็นเพื่อน ไปเป็นรุ่นน้องของพี่ ๆ พอรู้สึกว่าสนิทกันแล้วเขาก็ฟังเรา พอเขาพร้อมที่จะฟัง เราก็พร้อมที่จะพูด ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร เขาก็พร้อมรับฟังและเล่นไปกับเรา 

เวลาเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวผมจะคั้นมุกตลกออกมา ต้องกลั่นกรองก่อนถึงจะเล่นได้ แต่พอมาเล่นในเรือนจำ เราคิดมุกไว้แค่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่คนที่นั่นตั้งใจฟังเต็มร้อย บางทีเราเล่นมุกโง่ ๆ เขาก็ยังให้เกียรติเรา ผมเลยคิดว่าเล่นในนี้แม่งมีความสุขฉิบหาย เวลาที่ได้ยินเสียงหัวเราะมันเติมเต็มเรามาก พูดในเรือนจำเนี่ยแหละเต็มอิ่มที่สุดแล้ว

ครั้งหน้าอยากชวนไปจัดยืนเดี่ยวข้างในนั้นบ้าง เพราะในกลุ่มยืนเดี่ยวคอมเมเดี้ยนเองก็มีหลายคนที่เคยใช้ยาเสพติด ใช้ชีวิตผิดพลาด ผมอยากชวนเขามาเล่ามุมดี ๆ ให้คนฟังรู้สึกว่าเขายังมีคุณค่า แล้วออกมาแล้วเริ่มต้นใหม่ได้อย่างคนคนหนึ่งในสังคม

ยังจำวันแรกที่ขึ้นไปเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวได้ไหม

จำได้ไม่ลืมว่าผมค่อนข้างหยาบคาย เรารู้ตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเล่าในยืนเดี่ยว ครั้งนั้นถือเป็นตำนาน เพราะตอนนี้คนเข้ามาดูคลิปเป็นสิบ ๆ ล้าน เราพูดเรื่องดาร์กของสังคม ใช้วลีหยาบคาย วันนั้นที่ผมพูดออกไปคนเขาก็ตกใจ ผมมองว่ามันสนุกตรงที่คนเอาเรื่องยาเสพติด เรื่องที่เคยทะเลาะกับพ่อแม่ ปัญหาครอบครัว มาพูดบนเวทีให้กลายเป็นมุกขำ ๆ ได้ รวมถึงเรื่องการเมือง ศาสนาด้วย บางครั้งเดี่ยวไมโครโฟนครั้งเดียวอาจเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเราไปได้เลย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

เทปแรกมีตอนที่คุณพูดถึงเรื่องครอบครัวด้วย บางบ้านอาจเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้เลย เพราะจะทำให้แตกหัก ทำไมคุณถึงกล้าเล่าเรื่องนี้บนเวทียืนเดี่ยว 

ผมมาจากครอบครัวที่แตกแยก พ่อแม่เลิกกันตอน ม.5 ป๊ามีลูกกับภรรยาใหม่ มองย้อนกลับไป โอ้โห หดหู่ว่ะ แต่พอโตมามันก็กลายเป็นเรื่องขำ ๆ ไปแล้ว อาจเป็นการสู้รบกับตัวเองด้วยมั้ง เพราะพอไปเล่าในที่สาธารณะแล้วก็กลายเป็นแค่เรื่องขำเรื่องหนึ่ง การผ่านความเลวร้ายในชีวิตก็ถือเป็นความสนุก ที่เราไม่ต้องเครียด ไม่ต้องจมกับความทุกข์ สุดท้ายก็เป็นแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่งที่เราเล่าออกไปเท่านั้นเอง 

วันนั้นผมเล่าว่าป๊าไปติดนักร้องคาเฟ่ ป๊านั่งแท็กซี่กลับบ้าน แม่ผมคอยดักหน้าบ้าน พอแท็กซี่ออกไป แม่ลงไปโบกแท็กซี่ปากซอย จ้างห้าร้อยบาทให้เขาพาไปหาผู้หญิงคนนั้น แต่ดันพาไปผิดที่ เพราะป๊าให้แท็กซี่ไปแล้วพันหนึ่ง เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าแม่ต้องจ้างห้าร้อย ส่วนแท็กซี่ก็เลยได้เงินไปเลยพันห้า นี่เป็นเรื่องแม่ตามจับเมียน้อย เปลี่ยนจากเรื่องเศร้าให้เป็นเรื่องตลก แถมวันนั้นป๊าก็ได้ฟังด้วยนะ

เรื่องแบบไหนที่คุณมักจะหยิบมาเล่า

เราดูตลกแล้วชอบพี่แจ๊ส ชวนชื่น, หนู คลองเตย เขาจะเอาเรื่องในชีวิตประจำวันที่แทบไม่มีอะไรด้วยซ้ำมาเล่าให้มันตลกได้ เราเลยชอบเล่าเรื่องในชีวิตประจำวัน อย่างคลิปแย่งโทรศัพท์กับอาม่า คลิปก๋วยเตี๋ยวเป็ด ซึ่งเป็นคลิปในตำนานของเบ๊น อาปาเช่ คลิปพวกนี้เราดูเอง เราไม่ขำเลย เพราะมันเป็นชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ขวบหน่อย ๆ มาจนถึงอายุสามสิบ แต่พอเราลงไปในโซเชียลมีเดียคนตลกเฉยเลย 

ผมอาจไม่ใช่คนตลก ไม่ใช่คนเดียวที่มีเรื่องเล่าเยอะ ทุกคนเองก็มีเรื่องราวในชีวิตประจำวันเหมือนกันกับผม เพียงแต่ผมช่างสังเกต เอานั่นเอานี่มาเล่า เป็นพวกบ้าคอนเทนต์ด้วยเลยมีเรื่องเยอะ ต้องขอบคุณภรรยาด้วยนะ แรก ๆ เราคิดว่าเขาจะเบื่อเรา บางทีเราขับรถอยู่แล้วเจอคอนเทนต์ข้างทาง ก็ต้องกลับรถไปยังจุดนั้นอีกครั้งเพื่อลงไปถ่าย

ทำไมถึงสนใจคอนเทนต์ข้างทางที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

อาม่าผมเป็นมนุษย์ป้าเจเนอเรชันแรก ๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ หมอมักจะเกลียดอาม่า เพราะอาม่าเป็นนักแซงคิวอันดับต้น ๆ ถ้าสมัยนี้อาม่ายังอยู่ต้องมีดราม่าแน่นอน เพราะกล้องวงจรปิดเยอะ เวลาไปโรงพยาบาลรัฐ ปกติเราต้องตื่นไปรอตั้งแต่ตีห้า แต่อาม่าแกเป็นคนตื่นสาย กว่าจะไปถึงก็สายแล้ว อาม่าเลยชอบแกล้งป่วย เขาเลยแซงคิวให้ไปเจอหมอเลย พอเข้าไปในห้องก็บอกหมอว่า “เมื่อกี้กูแกล้ง” 

บางทีผมขับรถตู้ให้อาม่านั่ง อาม่าชอบบอกให้ย้อนศรเข้าโรงพยาบาลไปเลย ซึ่งมันไม่ถูกต้อง พอตำรวจมาจับ อาม่าก็จะบอกเลยว่า “อั๊วไม่ไหวแล้ว อั๊วจะตายแล้ว” เหมือนเดิม สุดท้ายวันต่อมาดันไปเจอตำรวจคนเดิม อาม่าใช้มุกเดิม ตำรวจบอกว่าจำได้นะ อาม่าใช้มุกนี้ไปแล้ว เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน ที่พอเอามาเติมเครื่องปรุงนิดหน่อยให้มีรสชาติก็หยิบไปเล่าได้

รู้ตัวตอนไหนว่าเป็นคนชอบเล่าเรื่อง

ตั้งแต่มัธยม เวลามีงานกลุ่ม คนอื่นจะเกี่ยงกันพรีเซนต์ แต่เราจะเป็นคนแรกที่บอกว่า “พวกมึงทำงานไปนะ เดี๋ยวกูพรีเซนต์เอง” ผมชอบนำเสนอ ชอบเสนอหน้า ชอบเป็นพิธีกรบนเวที เรารู้ตัวเองว่าไม่ใช่คนร้องเพลงเก่ง เราไม่ใช่คนเต้นเก่ง ก็เลยพยายามหาว่าเรามีอะไรดี เรามีไอดอลเป็นน้าเน็ก พี่พีเค ที่เขาไม่ต้องร้อง ไม่ต้องเต้น แต่เขาก็อยู่บนเวทีได้

ครั้งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าตัวเองชอบพูดคือตอนเรียนอยู่ ม.กรุงเทพ เราเป็นเด็กนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณา ซึ่งมีวิชาบังคับคือวิชาพูด เรียนรวมกันหลายร้อยคน ประมาณสี่เซกชัน พอคะแนนออกมา ปรากฏว่าผมเป็นที่หนึ่งของรุ่น เลยรู้สึกว่ากูพูดได้เว้ย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

ชอบพูดแต่ไม่อยากทำงานพูด

ตอนนั้นตั้งใจจะเป็น Copywriter เพราะอยากทำงานในเอเจนซี่โฆษณา 

แล้วได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ไหม 

ไม่ครับ จบมางานแรกดันเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟ ตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยมีคนหัวกะทิเยอะ เราเลยสู้เขาไม่ได้ ผมอยากทำงานในเอเจนซี่มาก ยื่นพอร์ตไปสิบกว่าที่ ที่ดัง ๆ ทั้งนั้น แต่ไม่มีใครรับเลย สุดท้ายไปสมัครทำงานในร้านกาแฟร้านหนึ่งแถวจุฬาฯ แต่ข้อดีของการทำงานที่นั่นคือได้คุยกับลูกค้า เดือนหนึ่งเขาให้หยุดสี่วัน แต่ผมทำเต็ม ไม่หยุดเลยสักวัน เพราะผมชอบคุยกับคนมาก ยิ่งเวลามีคนสวย ๆ จากจุฬาฯ มา เราก็จะคอยโต้ตอบให้เขาสนุกสนาน  

แต่ก็สนุกได้ไม่นาน

ทำได้หนึ่งเดือน รู้สึกว่าไม่ใช่ก็เลยออก จะว่าลาออกก็ไม่ใช่ เพราะจริง ๆ แล้วโดนไล่ออก ตอนนั้นเราคุยกับคนนู้นคนนี้ วันหนึ่งดันไปคุยกับลูกสาวเจ้าของร้าน แต่เราไม่รู้ว่าเขาคือลูกสาวของประธานบริษัท เรื่องเป็นแบบ TikTok ที่กำลังดัง ๆ อยู่ตอนนี้เลย เราดันไปบอกลูกเขาว่า “ผมตั้งใจเข้ามาที่นี่เพราะจะมาจำสูตรให้หมด ผมจะขโมยสูตร แล้วผมจะไปเปิดร้านตัวเอง” 

ฉิบหาย เขาคือประธานบริษัท อีกวันพอเรื่องถึงหูพ่อเขา เราออกเลย 

เป็นงั้นไป แล้วคราวนี้ทำยังไงต่อ

หลังจากนั้นเลยไปสมัครงานทีวีที่เวิร์คพอยท์ เพราะเพื่อนที่จบครีเอทีฟจากมหาวิทยาลัยเดียวกันชวนไป เราไปกันสี่คน มีผมคนเดียวที่จบสายโฆษณา ไม่ตรงกับสายทีวี เลยไปตัวเปล่า กะไปเป็นเพื่อน แต่สุดท้ายก็สมัครด้วย อย่างกับสคริปต์หนังเลยนะครับ เพราะทั้งสามคนที่เอาพอร์ตไปด้วยไม่ติด แต่ผมดันติด เพราะตอนนั้นพี่ HR เขาพูดขึ้นมาว่า “ในหนึ่งนาทีนี้ ถ้ามึงเล่าเรื่องตลกให้กูขำได้ กูรับมึงเข้าทำงานเลย” ผมเลยเล่าเรื่องประธานบริษัทเมื่อกี้ให้ฟัง เลยได้เข้าไปทำงานคนเดียว 

เวิร์คพอยท์เวิร์กไหม

ความจริงแล้วโปรที่เวิร์คพอยท์มีทั้งหมดสามเดือน แต่ผมต่อโปรไปทั้งหมดสี่รอบ ไปอยู่ได้เจ็ดถึงแปดเดือนแต่ก็ยังไม่ผ่านโปร อยู่นานจนสนิทกับ HR เขาบอกเราว่านายมีของ แต่เรารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเราไม่มีของ ถ้ามีก็คงเป็นของคนละแบบกัน พอทำงานแผนกหนึ่งครบสามเดือน หัวหน้าบอกว่าคนนี้ทำงานไม่ได้ ซึ่งเราก็มองว่าเราทำงานทีวีไม่ได้จริง ๆ แค่หา Reference ยังไม่เข้าใจเลยว่าคืออะไร เขาเลยให้ย้ายไปอยู่ทีมซิตคอม อยู่ได้สองเดือน หัวหน้าทีมก็บอกว่าเราไม่ผ่านอีก HR บอกว่าเรามีของ ให้ต่ออีกสักเดือนสองเดือนเถอะ ผมต่อโปรจนบัตรพนักงานหมดอายุ เข้าตึกไม่ได้ สุดท้ายรู้สึกว่าต้องพอแล้วล่ะ (หัวเราะ)

แต่เวิร์คพอยท์ก็ยังเวิร์

ถึงจะอยู่แค่ไม่กี่เดือน แต่เรารู้จักเพื่อน ๆ พี่ ๆ เยอะมาก เราไม่ได้ไปทำอะไรเสียหาย เราทำตัวน่ารักกับทุกคน เลยมีคอนเนกชันมากมาย ผมได้เห็นการถ่ายทำทั้งทีมโปรดักชันและทีมครีเอทีฟหลังบ้าน ตอนนั้นอยู่โซนหลังบ้าน แต่หัวหน้าจะไม่ค่อยเจอผมที่โต๊ะหรอก เพราะผมชอบแวบไปอยู่ที่สตูฯ ไปดูเขาถ่ายทำ เราดู ชิงร้อยชิงล้าน มาตั้งแต่เด็ก เพิ่งรู้ว่าเขาถ่ายกันแบบนี้ ดู หม่ำโชว์ แค่สองชั่วโมงจบ แต่จริง ๆ แล้วหนึ่งเทปถ่ายกันนานเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง เราซึมซับ เราเห็นวิธีการถ่าย พอเข้าใจแล้ว เลยออกมาทำเพจเฟซบุ๊กของตัวเองเลย 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

คอนเทนต์แรกฉลองเพจเปิดใหม่คืออะไร

ถ่ายคลิปตัวเองลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นคลิปตลกโปกฮาทั่วไป มีคนไลก์เยอะพอสมควรเลย จนวันหนึ่งลองพาอาม่ามาถ่ายเล่น ๆ เพื่อแท็กให้ญาติ ๆ ของเรามาดูอาม่า บังเอิญคลิปนั้นแมส คนดันชอบ จนมาถึงคลิปที่สอง เราก็พาอาม่ามาถ่ายเล่นอีก ทีนี้คนก็ยิ่งชอบ แชร์หลักหมื่น เลยเริ่มรู้แล้วว่าน่าจะไปได้ดี 

ตอนนั้น พี่โจ๊ก ไอศกรีม เขาพูดประโยคหนึ่งกับผมว่า “ถ้ามึงไม่เอาอาม่ามาทำเพจ กูขอซื้ออาม่าต่อห้าหมื่น ถ้ามึงขายกูซื้อเลย” คือเขาไม่ได้จะซื้ออาม่าเราจริง ๆ หรอก เขาแค่พูดเล่น ๆ เพราะอยากให้เราทำเพจ แต่เราหวงอาม่า เลยตอบกลับไปว่า “กูไม่ขาย กูทำเองก็ได้” คืนนั้นเลยกลับบ้านไปตั้งเพจ แล้วคิดอยู่นานว่าจะใช้ชื่ออะไรดี เลยเป็นเบ๊น อาปาเช่ 

ทำไมถึงเป็น ‘เบ๊น อาปาเช่’ 

โห ชื่อสกุลนี้มันค่อนข้างหยาบโลนเหมือนนะ เคยตอบในรายการอื่น ๆ ว่ามันเป็นชื่อชนพื้นเมืองอเมริกันบ้าง อะไรบ้าง แต่วันนี้ผมจะตอบความจริงกับ The Cloud ว่า มันเป็นชื่อท่าร่วมเพศท่าหนึ่งที่กลุ่มเพื่อนพูดกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก่อนเราทำอะไร เพื่อน ๆ ในกลุ่มจะบอกว่า “เฮ้ย มึงแม่ง อาปาเช่ฉิบหายเลยว่ะ” เราเลยเอาคำนี้มาใช้

งานที่สามในชีวิต เป็นงานที่ใช่เลยไหม

ผมชอบทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ผมชอบเล่นอะไรแผลง ๆ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ ป.6 อาม่ามีหลานทั้งหมดยี่สิบเอ็ดคน แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่เหมือนแกะดำ แปลกประหลาด ไม่เหมือนคนอื่น แต่สุดท้ายความแปลกของเรามันกลายเป็นอาชีพที่ทำให้เราเลี้ยงครอบครัวได้

คุณแตกต่างจากหลานคนอื่น ๆ อย่างไร 

อาม่าพูดดีกับทุกคนเลย แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่อาม่าเรียกว่ามึง ตอนเด็ก ๆ น้อยใจว่าทำไมอาม่าพูดกับคนอื่นเพราะ แต่พูดไม่ดีกับเรา แต่สุดท้ายก็เข้าใจว่าอาม่าสนิทกับเราที่สุด และเราเป็นหลานที่พิเรนทร์ที่สุด ชอบแกล้งอาม่า

ตอนพาอาม่ามาทำเพจ ได้เตรียมใจไหมว่าอาม่าจะต้องจากไปสักวันหนึ่ง 

ผมเคยมองว่าถ้าเราถ่ายเล่นเองคนเดียวก็คงไม่มีใครมาดู การจะดังได้ต้องตลกที่สุด เสียงเพราะที่สุด เต้นเก่งที่สุด หรือทุเรศที่สุด แต่เราอยู่ตรงกลาง เป็นไอ้ตี๋ใส่แว่นคนหนึ่งที่ไม่มีคาแรกเตอร์ ไม่มีจุดขาย เราเลยดึงอาม่ามาเล่นด้วย อาม่าคือนักร้องนำ ส่วนเราคือแบ็กอัป วันหนึ่งอยู่ ๆ อาม่าหกล้มแล้วเสียไปเฉยเลย คนเขาพูดกันว่า เบ๊น อาปาเช่ จะทำอะไรต่อ มันตายแน่ ๆ เราตอบเขากลับไปว่า เป็นอย่างที่พูดกันนั่นแหละ ผมเองก็คิดว่าผมตายแน่

ตัดเรื่องหัวใจออกไปก่อนเลยนะ เพราะเราเสียใจอยู่แล้ว จะเล่าถึงเรื่องงานล้วน ๆ เลยว่าช่วงแรกก็เป๋ไปนิดหน่อย แต่สุดท้ายแล้วต่อให้นักร้องนำตาย วงดนตรีก็ต้องไปต่อ โชคดีที่แฟนเพจรักในความเป็นเบ๊นกับอาม่า พออาม่าหมดอายุขัยเขาก็ทำใจได้ มันคือความเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติ สุดท้ายสิ่งที่ยังอยู่คือการเป็นตัวเอง ผมเชื่อคำพูดหนึ่งที่บอกว่า “อย่าพยายามเป็นอะไร นอกจากตัวเอง” ทุกวันนี้เราเลยพยายามเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

ส่วนเรื่องของหัวใจ รับมืออย่างไร

เราตอบแทนเขาจนไม่ติดใจอะไรแล้ว เขาจากไปอย่างสวยงามที่สุดแล้ว ผมอยู่กับอาม่าจนวินาทีสุดท้าย คนจีนเขามักจะให้ลูกชายคนโตจัดการงานศพ แต่ในวันที่อาม่าเสีย เราบอกทุกคนเลยว่าไม่ต้อง เดี๋ยวผมจัดการเอง งานของอาม่าผมจะจัดให้อย่างสมเกียรติ ก่อนอาม่าจะจากไป ผมก็ให้อาม่าอยู่โรงพยาบาลดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ 

สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากอาม่าคือ

สิ่งแรกที่อาม่าสอนและทิ้งท้ายไว้ก่อนตายคือเรื่องตรงต่อเวลา ยอมรับนะว่าเมื่อก่อนไม่ค่อยมีวินัย ก่อนตายอาม่าบอกว่า “ถ้าวันหนึ่งกูไม่อยู่ มึงต้องไปรอเขานะ อย่าให้เขามารอเรา” อาม่ามีความเป็นมืออาชีพมาก ถ้ามีงานไหนนัดเก้าโมง ผมจะออกจากบ้านประมาณแปดโมง แต่อาม่าจะเป็นคนที่ออกตอนเจ็ดโมงหรือหกโมง อาม่าเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องเวลาและความพร้อมมาก

เบ๊นตอนที่มีอาม่า กับเบ๊นตอนไม่มีอาม่า แตกต่างกันอย่างไร

ถ้าเป็นเรื่องงานก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ ตอนมีอาม่าอยู่ อาม่าเป็นเหมือนเกราะป้องกันชั้นดี เพราะคนรักอาม่า เวลาเล่นมุกอะไรไม่ค่อยมีใครกล้าด่า มีแต่เสียงหัวเราะ หลังจากที่ไม่มีอาม่า ผมไม่มีเกราะป้องกันอะไรอีกแล้ว ผมอยู่ตัวคนเดียว แน่นอนว่าต้องมีคนที่ไม่ชอบเราอยู่แล้ว 

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของผมในทุกวันนี้คือ เวลาเราทำอะไรพลาดเพราะคิดน้อย เขาไม่ด่าผมอย่างเดียว เขาจะด่าว่า “นี่แหละ พอไม่มีอาม่าแม่งก็เหมือนขยะชิ้นหนึ่ง” “เมื่อก่อนเกาะอาม่ากินไง” “อาม่าไม่อยู่ ก็ไม่เคยดูอีกเลย” ประมาณนี้ 

ส่วนใหญ่คนที่ด่าเราจะไม่ใช่แฟนเพจ แล้วเวลาด่าเขาจะพยายามขุดอะไรหลาย ๆ อย่างที่รู้ว่าเราเจ็บขึ้นมาจี้ ที่รับไม่ได้เลยคือมาแตะลูกกับครอบครัวเรา เวลาเขาเถียงสู้เราไม่ได้ เขาจะใช้วิธีนี้เพราะเขารู้ว่าเราจะเจ็บ 

จัดการความรู้สึกอย่างไร

ต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันมีทั้งด้านบวก ด้านลบ 

แล้วด้านบวกของการเป็นบุคคลสาธารณะคืออะไร

ตอบตรง ๆ เลยคือเป็นงานที่รายได้ดี คลิปที่เราทำมันมีมูลค่า และผมมองว่ามันต่อยอดได้ เมื่อก่อนหน้าตาแบบผมคงไม่มีทางที่ได้ไปปรากฏตัวในซีรีส์หรือภาพยนตร์ แต่ไอ้เบ๊น อาปาเช่ กลับได้ไปเล่นซีรีส์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เล่นดีนะ เล่นแข็งเป็นก้อนหินเลย แต่เรามีโอกาสได้ไปทำอะไรใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำ ได้ไปพูดในเรือนจำ มีคนเชิญไปดูบอล ได้คอนเนกชันมากมาย 

สำคัญที่สุดคือเราได้ทำงานที่เรารักโดยเหมือนไม่ได้ทำงาน สำหรับผมนี่เป็นอาชีพที่มีความสุข เลือกวันหยุดตัวเองได้ ไปเที่ยวในวันที่คนเขาไม่ไปได้ด้วย ตอนนี้ผมยังมองเห็นแต่แง่ดีเป็นส่วนใหญ่ เพราะเรารักมันด้วยมั้งครับ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

เรื่องไม่ตลกของเบ๊น อาปาเช่

จริง ๆ ก็มีนะ ช่วงหลัง ๆ คนจะเล่นอะไรกับผมก็ได้จนรู้สึกว่าเราไม่ค่อยมีคุณค่า ข้อดีของการเป็นแบบนี้คือผู้ใหญ่เอ็นดู มองว่าไอ้นี่เป็นคนง่าย ๆ น่ารัก นี่ฟังจากคนอื่นมานะ ไม่ได้อวยตัวเอง 

แต่ข้อเสียก็คือ พอใครจะทำอะไรกับเราก็ได้ บางทีเขาไม่เห็นหัวเรา จะพูดอะไรก็ได้ คิดจะทำอะไรกับเราก็ได้ ไม่โกรธอยู่แล้ว ตัวเราก็ต้องเลือกเหมือนกันนะว่า จะเป็นแบบนี้ต่อไปหรือจะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่มีมาดมากขึ้น มีเกียรติมากขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้คนรู้สึกว่าเข้าถึงเรายาก เล่นไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว อย่างในเฟซบุ๊กส่วนตัว ผมมักจะลงแต่เรื่องดี ๆ บางคนมองว่าชีวิตเรามีแต่ความสุข บางครั้งเราลงเรื่องดราม่าไป คนก็โทรหาเราเป็นสิบ ๆ สาย มาคอนเมนต์กันเป็นร้อย ๆ เพราะไม่เคยเห็นเรามุมนี้ 

ผมว่าเราทุกคนมีเรื่องไม่ตลก แต่ผมขอเลือกที่จะไม่ไปอยู่ตรงนั้น ผมอยากให้คนจำเบ๊น อาปาเช่ ในมุมที่มีความสุขกว่า ปีนี้เป็นปีที่คิดเยอะเหมือนกัน เพราะว่าเราเริ่มโต มีครอบครัว มีลูกสี่ขวบแล้ว เราจะทำอะไรให้โตขึ้น ไม่ได้เล่นตลกโปกฮาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

เบ๊น อาปาเช่ เติบโตขึ้นอย่างไร

เปลี่ยนไปเยอะ แต่ยังเป็นเบ๊น อาปาเช่ คนเดิม ปีนี้ช่วยคนได้เยอะขึ้น เพียงแต่ใช้พื้นที่ของตัวเองเป็นกระบอกเสียงในการช่วยคนที่เดือนร้อนมากขึ้น อย่างวันนี้ต้องไปชัยภูมิตอนบ่ายเพราะมีงานด่วน มีเคสเด็กคนหนึ่งที่ซ้อนรถมากับคุณพ่อ แล้วคุณพ่อเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เราเลยตั้งใจจะส่งเขาเรียนจนจบปริญญาตรี

คุณเริ่มเปลี่ยนมาเป็นกระบอกเสียงช่วยเหลือคนอื่น ๆ ตอนไหน

ช่วงต้นปีที่เกิดโควิด-19 ระบาด มีคนทักมาขอเตียง เราคิดว่าตัวเองไม่ใช่หมอแล็บแพนด้า ไม่ใช่กลุ่มเส้นด้าย เขาจะทักมาขออะไร แต่ไหน ๆ ก็ขอมาแล้ว เราเลยส่งให้ พอส่งให้สำเร็จแล้ว เขาขอบคุณแล้วบอกว่ามันช่วยชีวิตคุณยายเขาไว้ เราเลยเริ่มช่วยหาเตียงและออกไปบริจาคของ

ยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า ครั้งแรกที่ไปแจกข้าวที่ราชดำเนิน ผมไปสร้างภาพ ถ่ายรูป ทำคอนเทนต์เท่านั้น แต่จากที่ไปสร้างภาพเราก็เริ่มมีความสุข เริ่มช่วยคนจริง ๆ จัง ๆ สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาคือความอิ่มใจที่ได้ทำเพื่อสังคม เราได้เงินจาการเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาเยอะ ก็เอาไปตอบแทนสังคมบ้าง เราอาจไม่ได้มีเงิน มีอำนาจมากพอ แต่เรามีเสียง ก็ใช้สิ่งนี้ช่วยไป

คุณคิดว่าอะไรทำให้คนตัดสินใจติดตามคุณ

เมื่อก่อนคืออาม่า สมัยนี้ตัวคนเดียวก็คงเป็นเพราะคือเราเป็นตัวของตัวเอง คนติดตามที่ผมเป็นไอ้เบ๊น ผมชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้นะ อยู่ในเพจผมเป็นคนยังไง อยู่ในวงเหล้ากับพี่ ๆ ผมก็เป็นอย่างนั้น ขึ้นเวทีผมก็เป็นอย่างนั้น ไปที่ไหนผมก็เป็นอย่างนั้น ผมเป็นแบบนี้กับทุกคนนี่แหละ เราเป็นพ่อบ้านสายเทา ไม่ใช่พ่อบ้านสายขาว เลิกงานเสร็จกลับบ้าน อาบน้ำให้ลูก ป้อนนม พาลูกนอน เรารักครอบครัว แต่ถ้าเมียเผลอ กูไปเลย ในเพจผมก็เป็นแบบนั้น

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

แล้วครอบครัวมีความเห็นอย่างไรกับการเป็น ‘พ่อบ้านสายเทา’

ต้องขอบคุณภรรยาที่คบมากันมาแปดปี อยู่กันมาตั้งแต่ผมยังไม่ทำเพจ เขาเห็นเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขารับได้ที่เราเป็นแบบนี้ ไม่เคยเช็กโทรศัพท์ ไม่เคยนั่งจับผิดกัน ผมลงรูปกับพริตตี้เยอะมาก แต่เขาไม่เคยต้องเสียใจเรื่องผู้หญิงเลย เราอยู่กันด้วยความเข้าใจ และเขาก็ไว้วางใจความเป็นเรา

การที่เราจะทำคอนเทนต์ให้สำเร็จได้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือพื้นฐานครอบครัว ภรรยาดูแลลูกเองได้เมื่อรู้ว่าปะป๊าไปถ่ายคลิป เข้าใจว่าคือการทำงานหาเงิน ผมเอาแม่ยายมาล้อเลียนในยืนเดี่ยวได้ แล้วแม่ยายก็เข้าใจด้วยว่าที่เราทำมันคือคอนเทนต์ บางครั้งผมอยู่ต่อหน้าแม่ยาย ต่อหน้าแฟน ไปเจอน้องพริตตี้ ผมสามารถเข้าไปกอดพริตตี้ได้โดยที่แม่ยายกับภรรยายังมาแซวด้วย แต่ที่สุดแล้วเราต้องให้เกียรติเขา ไม่ใช่ว่าสักแต่เล่นแต่ไม่ให้เกียรติเขาเลย

บางเรื่องสำหรับครอบครัวคุณเป็นเรื่องปกติ แต่อาจจะขัดใจครอบครัวอื่น ๆ คุณทำให้เนื้อหาที่นำเสนอสมดุลได้อย่างไร 

ผมไม่ใช่คนดี ผมเป็นคนแย่คนหนึ่งที่อยากเห็นสังคมดีขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อก่อนผมลงเรื่องดาร์ก เรื่อง 18+ เยอะ จนกระทั่งวันหนึ่งผมไปเที่ยวเขาใหญ่กับครอบครัวแล้วเจออีกครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่เขาไม่เคยดูเราหรอก แต่ลูกสาวเขาอยากถ่ายรูปด้วย ประมาณหกขวบเอง บอกว่าชอบพี่เบ๊นมาก เราเลยตกใจว่ามีเด็กดูเราด้วยเหรอ เราก็เลยต้องเปลี่ยนคอนเทนท์หลาย ๆ เรื่องให้เบาลงบ้าง เพราะว่ามีเด็กดู เขาดูแล้วเขาจำ จำแล้วทำตาม อย่าลืมนะครับว่าเทรนด์กินโรตีดิบก็มาจากโซเชียลมีเดีย

เบ๊นเรียนรู้อะไรจากบทบาทการเป็นบุคคลสาธารณะ

ผมไม่ใช่คนเก่ง แต่เพราะมีคอนเนกชันเยอะ มีพี่มีน้องเยอะเลยทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ งานที่เราได้ เรามักจะได้จากการไปเจอพี่ ๆ อาชีพนี้รายได้ดีก็จริง แต่บางครั้งผมไม่ได้ทำเพื่อเอาเงินเป็นอันดับแรก ผมไม่ค่อยถามเรื่องเงินเลยนะ ให้ใจไปก่อนเป็นอันดับแรก แล้ววันหนึ่งเราก็ได้สิ่งดี ๆ กลับมา เราไม่ได้หวัง แต่มักจะได้สิ่งดี ๆ กลับมาเสมอเลย

ผมเชื่อเรื่องความจริงใจ และมั่นใจว่าเราแทบไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครเลย วงการนี้หรือวงการไหน ๆ มันก็แคบหมด ไม่ต้องห่วงเลย เรื่องดี ๆ มันไม่ค่อยไปถึงกันหรอก แต่ถ้าเราพลาดหรือทำผิดอะไรนิดเดียว แป๊บเดียวรู้เรื่อง (หัวเราะ) ที่ผ่านมาเรายังโชคดีที่ว่าไม่เคยทำอะไรให้ใคร

คุณอยากให้คนจดจำ ‘เบ๊น’ ในฐานะอะไร 

อยากให้คนจดจำในฐานะไอ้เบ๊น อาปาเช่ ผู้ชายที่เป็นพ่อบ้านจอมกะล่อนคนหนึ่ง ผมอินกับความเป็นครอบครัวมาก แต่อีกมุมผมก็ชอบชีวิตวัยรุ่นของตัวเอง ชอบแสง สี เสียง ชอบเมือง ความเซ็กซี่เย้ายวน ผมเลยเรียกตัวเองว่าพ่อบ้านสีเทา ที่เมียเผลอแล้วเจอกัน เป็นไอ้เบ๊น อาปาเช่ ที่ได้ช่วยสังคมไปด้วย เล่นพิเรนทร์ไปด้วย เป็นคนคนหนึ่งที่ได้เป็นตัวเองเสมอ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load