“สัมภาษณ์เฉย ๆ ไม่ต้องใช้ภาพเคลื่อนไหวใช่ไหม อย่างนั้นผมขอทำตัวสบาย ๆ นะ” 

นี่คงเป็นการสัมภาษณ์ที่เป็นกันเองที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากให้พวกเราปล่อยใจสบาย ๆ แล้วนั่งคุยกันให้เหมือนอยู่นวงเหล้า คนตรงหน้าคือ เบ๊น อาปาเช่ เจ้าของลุคกวน ๆ อย่างที่เราเคยรู้จักเขาผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ข้างในนั้นเป็นอย่างไร ตัวจริงก็เป็นอย่างนั้น

‘เบ๊น อาปาเช่’ เป็นที่จดจำในฐานะหลานชายจอมแสบที่พาอาม่าเหม่งทึ้งไปเล่นอะไรแผลง ๆ จนเปิดเพจ Benz Apache – เบ๊น อาปาเช่ และกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน นอกจากยายหลานจะแจ้งเกิดพร้อมกันแล้ว เบ๊นยังเป็นคนแรก ๆ ที่กรุยทางในวงการอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อพิสูจน์ว่าวัยเก๋าก็เป็นคนดังที่ทรงอิทธิพลในโซเชียลมีเดียได้

จากวันที่คลิปอาม่ากลายเป็นไวรัล เบ๊นยังคงอยู่ในสปอตไลต์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเป็นคุณพ่อของลูกที่คว้าไมค์ขึ้นไปเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ คอมเมดี้สแตนอัพร่วมสมัยของประเทศไทย จนมีคนเข้าไปฟังในยูทูบกว่า 10 ล้านวิว 

จากหลานของอาม่า พ่อของลูก นักพูดเล่าเรื่องตลกที่ยังยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เขาเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง เราเลยชวน เบ๊น-อัครเดช โยธาจันทร์ มาจับเข่าคุยจริง ๆ จัง ๆ เรื่องบทบาทนักพูด ชีวิตของคนตลกแต่ไม่ตลอด และวันคืนที่ไม่มีอาม่าอยู่ข้าง ๆ 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

รู้สึกอย่างไรที่ได้มาเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’

การพูดในยืนเดี่ยวคือความท้าทายในชีวิตเลย ผมสนุกมากเพราะตอนที่เราเป็นยูทูบเบอร์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ถ่ายคลิปไปสิบรอบแล้วเอาไปตัดต่อได้ ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น แต่พอเรารู้ว่าเดือนหน้าจะต้องไปพูดที่ยืนเดี่ยว ตลอดทั้งเดือนก็จะไม่ค่อยมีความสุข เพราะกดดันมาก เกร็งมาก หรืออีกแง่หนึ่งความสุขของมันก็คือความท้าทายนี่แหละ หลังจากที่พูดจบแล้วคนดูขำกับมุกของเรา คนดูชอบ ผลตอบรับดี มีความสุขฉิบเป๋งเลย 

ที่บอกว่าท้าทาย การขึ้นไปยืนเดี่ยวมันท้าทายอย่างไร

ตลอดชีวิตนี้ผมรู้จักนักพูดสายฮาอยู่คนเดียวคือ พี่โน้ส-อุดม แต้พานิช จากเดี่ยวไม่โครโฟน แต่อยู่ ๆ เราต้องไปยืนเป็นโน้ส อุดม เสียเอง แล้วให้คนมายืนดูเรา คำว่าเดี่ยวไมโครโฟนคือยืนพูดอยู่คนเดียว คนฟังเขาก็นั่งฟังเราคนเดียว ตื่นเต้นและมันตรงที่ว่าสิ่งที่เราพูดออกไปจะโดนใจเขาไหม 

ผมว่าการเดี่ยวไมโครโฟนแต่ละครั้งจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่มุกแรก ผมขึ้นเวทีไปหกครั้ง ถ้ามีคนขำมุกแรกที่เตรียมไป วันนั้นจะสนุก แต่ถ้ามุกแรกไม่มาก็พังเลย

เตรียมตัวอย่างไรก่อนขึ้นไปพูด

สิ่งสำคัญที่สุดในยืนเดี่ยวคือความมั่นใจ ส่วนเนื้อเรื่องสำคัญรองลงมา ถ้าวันไหนเรามั่นใจแล้วไม่ประมาท พอขึ้นไปปุ๊บ เราครองเวทีได้ วันนั้นต่อให้เป็นเรื่องอะไรก็เล่ามัน ยิ่งถ้าคนดูสนุกไปกับเราแล้ว ต่อให้เล่าเรื่องต้นไม้ เล่าเรื่องขับรถก็สนุก เหมือนนั่งคุยในวงเหล้า

คุณชอบยืนเดี่ยวครั้งไหนของตัวเองที่สุด

ครั้งหนึ่งคือยืนเดี่ยวครั้งแรก อีกครั้งคือตอนไปพูดในเรือนจำ ผมมักจะติดตามศิลปินเข้าไปในเรือนจำบ่อย ๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี พอรู้ว่าตัวเองร้องเพลงไม่เป็น เต้นไม่เป็น วันนั้นเลยจับไมค์ขึ้นไปพูดให้คนในเรือนจำฟัง มันเต็มอิ่มเหมือนน้ำล้นแก้ว เพราะมีคนดูเราเป็นพัน ๆ คน อยู่ข้างในเรือนจำ ที่สำคัญคือข้างในนั้นไม่มีสมาร์ทโฟน สายตาทุกคู่จะมองมาที่เราคนเดียว 

ตอนนั้นคุณเล่าเรื่องอะไร

เรือนจำแรกที่ผมไปคือเรือนจำกลางนครปฐม ผมเล่าเรื่องความเป็นอยู่ของพี่เก่งลายพราง วิธีการผ่าอวัยวะเพศ การสักอวัยวะเพศ ผมถามเขาว่าข้างในนี้คนเขามีอะไรกันตรงไหนได้บ้าง แล้วเขาก็ชี้ให้ดู เฮกันใหญ่ คนข้างในเขาไม่รู้จักเราหรอก แต่ผมเข้าไปเป็นเพื่อน ไปเป็นรุ่นน้องของพี่ ๆ พอรู้สึกว่าสนิทกันแล้วเขาก็ฟังเรา พอเขาพร้อมที่จะฟัง เราก็พร้อมที่จะพูด ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร เขาก็พร้อมรับฟังและเล่นไปกับเรา 

เวลาเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวผมจะคั้นมุกตลกออกมา ต้องกลั่นกรองก่อนถึงจะเล่นได้ แต่พอมาเล่นในเรือนจำ เราคิดมุกไว้แค่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่คนที่นั่นตั้งใจฟังเต็มร้อย บางทีเราเล่นมุกโง่ ๆ เขาก็ยังให้เกียรติเรา ผมเลยคิดว่าเล่นในนี้แม่งมีความสุขฉิบหาย เวลาที่ได้ยินเสียงหัวเราะมันเติมเต็มเรามาก พูดในเรือนจำเนี่ยแหละเต็มอิ่มที่สุดแล้ว

ครั้งหน้าอยากชวนไปจัดยืนเดี่ยวข้างในนั้นบ้าง เพราะในกลุ่มยืนเดี่ยวคอมเมเดี้ยนเองก็มีหลายคนที่เคยใช้ยาเสพติด ใช้ชีวิตผิดพลาด ผมอยากชวนเขามาเล่ามุมดี ๆ ให้คนฟังรู้สึกว่าเขายังมีคุณค่า แล้วออกมาแล้วเริ่มต้นใหม่ได้อย่างคนคนหนึ่งในสังคม

ยังจำวันแรกที่ขึ้นไปเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวได้ไหม

จำได้ไม่ลืมว่าผมค่อนข้างหยาบคาย เรารู้ตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเล่าในยืนเดี่ยว ครั้งนั้นถือเป็นตำนาน เพราะตอนนี้คนเข้ามาดูคลิปเป็นสิบ ๆ ล้าน เราพูดเรื่องดาร์กของสังคม ใช้วลีหยาบคาย วันนั้นที่ผมพูดออกไปคนเขาก็ตกใจ ผมมองว่ามันสนุกตรงที่คนเอาเรื่องยาเสพติด เรื่องที่เคยทะเลาะกับพ่อแม่ ปัญหาครอบครัว มาพูดบนเวทีให้กลายเป็นมุกขำ ๆ ได้ รวมถึงเรื่องการเมือง ศาสนาด้วย บางครั้งเดี่ยวไมโครโฟนครั้งเดียวอาจเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเราไปได้เลย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

เทปแรกมีตอนที่คุณพูดถึงเรื่องครอบครัวด้วย บางบ้านอาจเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้เลย เพราะจะทำให้แตกหัก ทำไมคุณถึงกล้าเล่าเรื่องนี้บนเวทียืนเดี่ยว 

ผมมาจากครอบครัวที่แตกแยก พ่อแม่เลิกกันตอน ม.5 ป๊ามีลูกกับภรรยาใหม่ มองย้อนกลับไป โอ้โห หดหู่ว่ะ แต่พอโตมามันก็กลายเป็นเรื่องขำ ๆ ไปแล้ว อาจเป็นการสู้รบกับตัวเองด้วยมั้ง เพราะพอไปเล่าในที่สาธารณะแล้วก็กลายเป็นแค่เรื่องขำเรื่องหนึ่ง การผ่านความเลวร้ายในชีวิตก็ถือเป็นความสนุก ที่เราไม่ต้องเครียด ไม่ต้องจมกับความทุกข์ สุดท้ายก็เป็นแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่งที่เราเล่าออกไปเท่านั้นเอง 

วันนั้นผมเล่าว่าป๊าไปติดนักร้องคาเฟ่ ป๊านั่งแท็กซี่กลับบ้าน แม่ผมคอยดักหน้าบ้าน พอแท็กซี่ออกไป แม่ลงไปโบกแท็กซี่ปากซอย จ้างห้าร้อยบาทให้เขาพาไปหาผู้หญิงคนนั้น แต่ดันพาไปผิดที่ เพราะป๊าให้แท็กซี่ไปแล้วพันหนึ่ง เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าแม่ต้องจ้างห้าร้อย ส่วนแท็กซี่ก็เลยได้เงินไปเลยพันห้า นี่เป็นเรื่องแม่ตามจับเมียน้อย เปลี่ยนจากเรื่องเศร้าให้เป็นเรื่องตลก แถมวันนั้นป๊าก็ได้ฟังด้วยนะ

เรื่องแบบไหนที่คุณมักจะหยิบมาเล่า

เราดูตลกแล้วชอบพี่แจ๊ส ชวนชื่น, หนู คลองเตย เขาจะเอาเรื่องในชีวิตประจำวันที่แทบไม่มีอะไรด้วยซ้ำมาเล่าให้มันตลกได้ เราเลยชอบเล่าเรื่องในชีวิตประจำวัน อย่างคลิปแย่งโทรศัพท์กับอาม่า คลิปก๋วยเตี๋ยวเป็ด ซึ่งเป็นคลิปในตำนานของเบ๊น อาปาเช่ คลิปพวกนี้เราดูเอง เราไม่ขำเลย เพราะมันเป็นชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ขวบหน่อย ๆ มาจนถึงอายุสามสิบ แต่พอเราลงไปในโซเชียลมีเดียคนตลกเฉยเลย 

ผมอาจไม่ใช่คนตลก ไม่ใช่คนเดียวที่มีเรื่องเล่าเยอะ ทุกคนเองก็มีเรื่องราวในชีวิตประจำวันเหมือนกันกับผม เพียงแต่ผมช่างสังเกต เอานั่นเอานี่มาเล่า เป็นพวกบ้าคอนเทนต์ด้วยเลยมีเรื่องเยอะ ต้องขอบคุณภรรยาด้วยนะ แรก ๆ เราคิดว่าเขาจะเบื่อเรา บางทีเราขับรถอยู่แล้วเจอคอนเทนต์ข้างทาง ก็ต้องกลับรถไปยังจุดนั้นอีกครั้งเพื่อลงไปถ่าย

ทำไมถึงสนใจคอนเทนต์ข้างทางที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

อาม่าผมเป็นมนุษย์ป้าเจเนอเรชันแรก ๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ หมอมักจะเกลียดอาม่า เพราะอาม่าเป็นนักแซงคิวอันดับต้น ๆ ถ้าสมัยนี้อาม่ายังอยู่ต้องมีดราม่าแน่นอน เพราะกล้องวงจรปิดเยอะ เวลาไปโรงพยาบาลรัฐ ปกติเราต้องตื่นไปรอตั้งแต่ตีห้า แต่อาม่าแกเป็นคนตื่นสาย กว่าจะไปถึงก็สายแล้ว อาม่าเลยชอบแกล้งป่วย เขาเลยแซงคิวให้ไปเจอหมอเลย พอเข้าไปในห้องก็บอกหมอว่า “เมื่อกี้กูแกล้ง” 

บางทีผมขับรถตู้ให้อาม่านั่ง อาม่าชอบบอกให้ย้อนศรเข้าโรงพยาบาลไปเลย ซึ่งมันไม่ถูกต้อง พอตำรวจมาจับ อาม่าก็จะบอกเลยว่า “อั๊วไม่ไหวแล้ว อั๊วจะตายแล้ว” เหมือนเดิม สุดท้ายวันต่อมาดันไปเจอตำรวจคนเดิม อาม่าใช้มุกเดิม ตำรวจบอกว่าจำได้นะ อาม่าใช้มุกนี้ไปแล้ว เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน ที่พอเอามาเติมเครื่องปรุงนิดหน่อยให้มีรสชาติก็หยิบไปเล่าได้

รู้ตัวตอนไหนว่าเป็นคนชอบเล่าเรื่อง

ตั้งแต่มัธยม เวลามีงานกลุ่ม คนอื่นจะเกี่ยงกันพรีเซนต์ แต่เราจะเป็นคนแรกที่บอกว่า “พวกมึงทำงานไปนะ เดี๋ยวกูพรีเซนต์เอง” ผมชอบนำเสนอ ชอบเสนอหน้า ชอบเป็นพิธีกรบนเวที เรารู้ตัวเองว่าไม่ใช่คนร้องเพลงเก่ง เราไม่ใช่คนเต้นเก่ง ก็เลยพยายามหาว่าเรามีอะไรดี เรามีไอดอลเป็นน้าเน็ก พี่พีเค ที่เขาไม่ต้องร้อง ไม่ต้องเต้น แต่เขาก็อยู่บนเวทีได้

ครั้งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าตัวเองชอบพูดคือตอนเรียนอยู่ ม.กรุงเทพ เราเป็นเด็กนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณา ซึ่งมีวิชาบังคับคือวิชาพูด เรียนรวมกันหลายร้อยคน ประมาณสี่เซกชัน พอคะแนนออกมา ปรากฏว่าผมเป็นที่หนึ่งของรุ่น เลยรู้สึกว่ากูพูดได้เว้ย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

ชอบพูดแต่ไม่อยากทำงานพูด

ตอนนั้นตั้งใจจะเป็น Copywriter เพราะอยากทำงานในเอเจนซี่โฆษณา 

แล้วได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ไหม 

ไม่ครับ จบมางานแรกดันเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟ ตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยมีคนหัวกะทิเยอะ เราเลยสู้เขาไม่ได้ ผมอยากทำงานในเอเจนซี่มาก ยื่นพอร์ตไปสิบกว่าที่ ที่ดัง ๆ ทั้งนั้น แต่ไม่มีใครรับเลย สุดท้ายไปสมัครทำงานในร้านกาแฟร้านหนึ่งแถวจุฬาฯ แต่ข้อดีของการทำงานที่นั่นคือได้คุยกับลูกค้า เดือนหนึ่งเขาให้หยุดสี่วัน แต่ผมทำเต็ม ไม่หยุดเลยสักวัน เพราะผมชอบคุยกับคนมาก ยิ่งเวลามีคนสวย ๆ จากจุฬาฯ มา เราก็จะคอยโต้ตอบให้เขาสนุกสนาน  

แต่ก็สนุกได้ไม่นาน

ทำได้หนึ่งเดือน รู้สึกว่าไม่ใช่ก็เลยออก จะว่าลาออกก็ไม่ใช่ เพราะจริง ๆ แล้วโดนไล่ออก ตอนนั้นเราคุยกับคนนู้นคนนี้ วันหนึ่งดันไปคุยกับลูกสาวเจ้าของร้าน แต่เราไม่รู้ว่าเขาคือลูกสาวของประธานบริษัท เรื่องเป็นแบบ TikTok ที่กำลังดัง ๆ อยู่ตอนนี้เลย เราดันไปบอกลูกเขาว่า “ผมตั้งใจเข้ามาที่นี่เพราะจะมาจำสูตรให้หมด ผมจะขโมยสูตร แล้วผมจะไปเปิดร้านตัวเอง” 

ฉิบหาย เขาคือประธานบริษัท อีกวันพอเรื่องถึงหูพ่อเขา เราออกเลย 

เป็นงั้นไป แล้วคราวนี้ทำยังไงต่อ

หลังจากนั้นเลยไปสมัครงานทีวีที่เวิร์คพอยท์ เพราะเพื่อนที่จบครีเอทีฟจากมหาวิทยาลัยเดียวกันชวนไป เราไปกันสี่คน มีผมคนเดียวที่จบสายโฆษณา ไม่ตรงกับสายทีวี เลยไปตัวเปล่า กะไปเป็นเพื่อน แต่สุดท้ายก็สมัครด้วย อย่างกับสคริปต์หนังเลยนะครับ เพราะทั้งสามคนที่เอาพอร์ตไปด้วยไม่ติด แต่ผมดันติด เพราะตอนนั้นพี่ HR เขาพูดขึ้นมาว่า “ในหนึ่งนาทีนี้ ถ้ามึงเล่าเรื่องตลกให้กูขำได้ กูรับมึงเข้าทำงานเลย” ผมเลยเล่าเรื่องประธานบริษัทเมื่อกี้ให้ฟัง เลยได้เข้าไปทำงานคนเดียว 

เวิร์คพอยท์เวิร์กไหม

ความจริงแล้วโปรที่เวิร์คพอยท์มีทั้งหมดสามเดือน แต่ผมต่อโปรไปทั้งหมดสี่รอบ ไปอยู่ได้เจ็ดถึงแปดเดือนแต่ก็ยังไม่ผ่านโปร อยู่นานจนสนิทกับ HR เขาบอกเราว่านายมีของ แต่เรารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเราไม่มีของ ถ้ามีก็คงเป็นของคนละแบบกัน พอทำงานแผนกหนึ่งครบสามเดือน หัวหน้าบอกว่าคนนี้ทำงานไม่ได้ ซึ่งเราก็มองว่าเราทำงานทีวีไม่ได้จริง ๆ แค่หา Reference ยังไม่เข้าใจเลยว่าคืออะไร เขาเลยให้ย้ายไปอยู่ทีมซิตคอม อยู่ได้สองเดือน หัวหน้าทีมก็บอกว่าเราไม่ผ่านอีก HR บอกว่าเรามีของ ให้ต่ออีกสักเดือนสองเดือนเถอะ ผมต่อโปรจนบัตรพนักงานหมดอายุ เข้าตึกไม่ได้ สุดท้ายรู้สึกว่าต้องพอแล้วล่ะ (หัวเราะ)

แต่เวิร์คพอยท์ก็ยังเวิร์

ถึงจะอยู่แค่ไม่กี่เดือน แต่เรารู้จักเพื่อน ๆ พี่ ๆ เยอะมาก เราไม่ได้ไปทำอะไรเสียหาย เราทำตัวน่ารักกับทุกคน เลยมีคอนเนกชันมากมาย ผมได้เห็นการถ่ายทำทั้งทีมโปรดักชันและทีมครีเอทีฟหลังบ้าน ตอนนั้นอยู่โซนหลังบ้าน แต่หัวหน้าจะไม่ค่อยเจอผมที่โต๊ะหรอก เพราะผมชอบแวบไปอยู่ที่สตูฯ ไปดูเขาถ่ายทำ เราดู ชิงร้อยชิงล้าน มาตั้งแต่เด็ก เพิ่งรู้ว่าเขาถ่ายกันแบบนี้ ดู หม่ำโชว์ แค่สองชั่วโมงจบ แต่จริง ๆ แล้วหนึ่งเทปถ่ายกันนานเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง เราซึมซับ เราเห็นวิธีการถ่าย พอเข้าใจแล้ว เลยออกมาทำเพจเฟซบุ๊กของตัวเองเลย 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

คอนเทนต์แรกฉลองเพจเปิดใหม่คืออะไร

ถ่ายคลิปตัวเองลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นคลิปตลกโปกฮาทั่วไป มีคนไลก์เยอะพอสมควรเลย จนวันหนึ่งลองพาอาม่ามาถ่ายเล่น ๆ เพื่อแท็กให้ญาติ ๆ ของเรามาดูอาม่า บังเอิญคลิปนั้นแมส คนดันชอบ จนมาถึงคลิปที่สอง เราก็พาอาม่ามาถ่ายเล่นอีก ทีนี้คนก็ยิ่งชอบ แชร์หลักหมื่น เลยเริ่มรู้แล้วว่าน่าจะไปได้ดี 

ตอนนั้น พี่โจ๊ก ไอศกรีม เขาพูดประโยคหนึ่งกับผมว่า “ถ้ามึงไม่เอาอาม่ามาทำเพจ กูขอซื้ออาม่าต่อห้าหมื่น ถ้ามึงขายกูซื้อเลย” คือเขาไม่ได้จะซื้ออาม่าเราจริง ๆ หรอก เขาแค่พูดเล่น ๆ เพราะอยากให้เราทำเพจ แต่เราหวงอาม่า เลยตอบกลับไปว่า “กูไม่ขาย กูทำเองก็ได้” คืนนั้นเลยกลับบ้านไปตั้งเพจ แล้วคิดอยู่นานว่าจะใช้ชื่ออะไรดี เลยเป็นเบ๊น อาปาเช่ 

ทำไมถึงเป็น ‘เบ๊น อาปาเช่’ 

โห ชื่อสกุลนี้มันค่อนข้างหยาบโลนเหมือนนะ เคยตอบในรายการอื่น ๆ ว่ามันเป็นชื่อชนพื้นเมืองอเมริกันบ้าง อะไรบ้าง แต่วันนี้ผมจะตอบความจริงกับ The Cloud ว่า มันเป็นชื่อท่าร่วมเพศท่าหนึ่งที่กลุ่มเพื่อนพูดกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก่อนเราทำอะไร เพื่อน ๆ ในกลุ่มจะบอกว่า “เฮ้ย มึงแม่ง อาปาเช่ฉิบหายเลยว่ะ” เราเลยเอาคำนี้มาใช้

งานที่สามในชีวิต เป็นงานที่ใช่เลยไหม

ผมชอบทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ผมชอบเล่นอะไรแผลง ๆ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ ป.6 อาม่ามีหลานทั้งหมดยี่สิบเอ็ดคน แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่เหมือนแกะดำ แปลกประหลาด ไม่เหมือนคนอื่น แต่สุดท้ายความแปลกของเรามันกลายเป็นอาชีพที่ทำให้เราเลี้ยงครอบครัวได้

คุณแตกต่างจากหลานคนอื่น ๆ อย่างไร 

อาม่าพูดดีกับทุกคนเลย แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่อาม่าเรียกว่ามึง ตอนเด็ก ๆ น้อยใจว่าทำไมอาม่าพูดกับคนอื่นเพราะ แต่พูดไม่ดีกับเรา แต่สุดท้ายก็เข้าใจว่าอาม่าสนิทกับเราที่สุด และเราเป็นหลานที่พิเรนทร์ที่สุด ชอบแกล้งอาม่า

ตอนพาอาม่ามาทำเพจ ได้เตรียมใจไหมว่าอาม่าจะต้องจากไปสักวันหนึ่ง 

ผมเคยมองว่าถ้าเราถ่ายเล่นเองคนเดียวก็คงไม่มีใครมาดู การจะดังได้ต้องตลกที่สุด เสียงเพราะที่สุด เต้นเก่งที่สุด หรือทุเรศที่สุด แต่เราอยู่ตรงกลาง เป็นไอ้ตี๋ใส่แว่นคนหนึ่งที่ไม่มีคาแรกเตอร์ ไม่มีจุดขาย เราเลยดึงอาม่ามาเล่นด้วย อาม่าคือนักร้องนำ ส่วนเราคือแบ็กอัป วันหนึ่งอยู่ ๆ อาม่าหกล้มแล้วเสียไปเฉยเลย คนเขาพูดกันว่า เบ๊น อาปาเช่ จะทำอะไรต่อ มันตายแน่ ๆ เราตอบเขากลับไปว่า เป็นอย่างที่พูดกันนั่นแหละ ผมเองก็คิดว่าผมตายแน่

ตัดเรื่องหัวใจออกไปก่อนเลยนะ เพราะเราเสียใจอยู่แล้ว จะเล่าถึงเรื่องงานล้วน ๆ เลยว่าช่วงแรกก็เป๋ไปนิดหน่อย แต่สุดท้ายแล้วต่อให้นักร้องนำตาย วงดนตรีก็ต้องไปต่อ โชคดีที่แฟนเพจรักในความเป็นเบ๊นกับอาม่า พออาม่าหมดอายุขัยเขาก็ทำใจได้ มันคือความเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติ สุดท้ายสิ่งที่ยังอยู่คือการเป็นตัวเอง ผมเชื่อคำพูดหนึ่งที่บอกว่า “อย่าพยายามเป็นอะไร นอกจากตัวเอง” ทุกวันนี้เราเลยพยายามเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

ส่วนเรื่องของหัวใจ รับมืออย่างไร

เราตอบแทนเขาจนไม่ติดใจอะไรแล้ว เขาจากไปอย่างสวยงามที่สุดแล้ว ผมอยู่กับอาม่าจนวินาทีสุดท้าย คนจีนเขามักจะให้ลูกชายคนโตจัดการงานศพ แต่ในวันที่อาม่าเสีย เราบอกทุกคนเลยว่าไม่ต้อง เดี๋ยวผมจัดการเอง งานของอาม่าผมจะจัดให้อย่างสมเกียรติ ก่อนอาม่าจะจากไป ผมก็ให้อาม่าอยู่โรงพยาบาลดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ 

สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากอาม่าคือ

สิ่งแรกที่อาม่าสอนและทิ้งท้ายไว้ก่อนตายคือเรื่องตรงต่อเวลา ยอมรับนะว่าเมื่อก่อนไม่ค่อยมีวินัย ก่อนตายอาม่าบอกว่า “ถ้าวันหนึ่งกูไม่อยู่ มึงต้องไปรอเขานะ อย่าให้เขามารอเรา” อาม่ามีความเป็นมืออาชีพมาก ถ้ามีงานไหนนัดเก้าโมง ผมจะออกจากบ้านประมาณแปดโมง แต่อาม่าจะเป็นคนที่ออกตอนเจ็ดโมงหรือหกโมง อาม่าเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องเวลาและความพร้อมมาก

เบ๊นตอนที่มีอาม่า กับเบ๊นตอนไม่มีอาม่า แตกต่างกันอย่างไร

ถ้าเป็นเรื่องงานก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ ตอนมีอาม่าอยู่ อาม่าเป็นเหมือนเกราะป้องกันชั้นดี เพราะคนรักอาม่า เวลาเล่นมุกอะไรไม่ค่อยมีใครกล้าด่า มีแต่เสียงหัวเราะ หลังจากที่ไม่มีอาม่า ผมไม่มีเกราะป้องกันอะไรอีกแล้ว ผมอยู่ตัวคนเดียว แน่นอนว่าต้องมีคนที่ไม่ชอบเราอยู่แล้ว 

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของผมในทุกวันนี้คือ เวลาเราทำอะไรพลาดเพราะคิดน้อย เขาไม่ด่าผมอย่างเดียว เขาจะด่าว่า “นี่แหละ พอไม่มีอาม่าแม่งก็เหมือนขยะชิ้นหนึ่ง” “เมื่อก่อนเกาะอาม่ากินไง” “อาม่าไม่อยู่ ก็ไม่เคยดูอีกเลย” ประมาณนี้ 

ส่วนใหญ่คนที่ด่าเราจะไม่ใช่แฟนเพจ แล้วเวลาด่าเขาจะพยายามขุดอะไรหลาย ๆ อย่างที่รู้ว่าเราเจ็บขึ้นมาจี้ ที่รับไม่ได้เลยคือมาแตะลูกกับครอบครัวเรา เวลาเขาเถียงสู้เราไม่ได้ เขาจะใช้วิธีนี้เพราะเขารู้ว่าเราจะเจ็บ 

จัดการความรู้สึกอย่างไร

ต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันมีทั้งด้านบวก ด้านลบ 

แล้วด้านบวกของการเป็นบุคคลสาธารณะคืออะไร

ตอบตรง ๆ เลยคือเป็นงานที่รายได้ดี คลิปที่เราทำมันมีมูลค่า และผมมองว่ามันต่อยอดได้ เมื่อก่อนหน้าตาแบบผมคงไม่มีทางที่ได้ไปปรากฏตัวในซีรีส์หรือภาพยนตร์ แต่ไอ้เบ๊น อาปาเช่ กลับได้ไปเล่นซีรีส์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เล่นดีนะ เล่นแข็งเป็นก้อนหินเลย แต่เรามีโอกาสได้ไปทำอะไรใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำ ได้ไปพูดในเรือนจำ มีคนเชิญไปดูบอล ได้คอนเนกชันมากมาย 

สำคัญที่สุดคือเราได้ทำงานที่เรารักโดยเหมือนไม่ได้ทำงาน สำหรับผมนี่เป็นอาชีพที่มีความสุข เลือกวันหยุดตัวเองได้ ไปเที่ยวในวันที่คนเขาไม่ไปได้ด้วย ตอนนี้ผมยังมองเห็นแต่แง่ดีเป็นส่วนใหญ่ เพราะเรารักมันด้วยมั้งครับ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

เรื่องไม่ตลกของเบ๊น อาปาเช่

จริง ๆ ก็มีนะ ช่วงหลัง ๆ คนจะเล่นอะไรกับผมก็ได้จนรู้สึกว่าเราไม่ค่อยมีคุณค่า ข้อดีของการเป็นแบบนี้คือผู้ใหญ่เอ็นดู มองว่าไอ้นี่เป็นคนง่าย ๆ น่ารัก นี่ฟังจากคนอื่นมานะ ไม่ได้อวยตัวเอง 

แต่ข้อเสียก็คือ พอใครจะทำอะไรกับเราก็ได้ บางทีเขาไม่เห็นหัวเรา จะพูดอะไรก็ได้ คิดจะทำอะไรกับเราก็ได้ ไม่โกรธอยู่แล้ว ตัวเราก็ต้องเลือกเหมือนกันนะว่า จะเป็นแบบนี้ต่อไปหรือจะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่มีมาดมากขึ้น มีเกียรติมากขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้คนรู้สึกว่าเข้าถึงเรายาก เล่นไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว อย่างในเฟซบุ๊กส่วนตัว ผมมักจะลงแต่เรื่องดี ๆ บางคนมองว่าชีวิตเรามีแต่ความสุข บางครั้งเราลงเรื่องดราม่าไป คนก็โทรหาเราเป็นสิบ ๆ สาย มาคอนเมนต์กันเป็นร้อย ๆ เพราะไม่เคยเห็นเรามุมนี้ 

ผมว่าเราทุกคนมีเรื่องไม่ตลก แต่ผมขอเลือกที่จะไม่ไปอยู่ตรงนั้น ผมอยากให้คนจำเบ๊น อาปาเช่ ในมุมที่มีความสุขกว่า ปีนี้เป็นปีที่คิดเยอะเหมือนกัน เพราะว่าเราเริ่มโต มีครอบครัว มีลูกสี่ขวบแล้ว เราจะทำอะไรให้โตขึ้น ไม่ได้เล่นตลกโปกฮาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

เบ๊น อาปาเช่ เติบโตขึ้นอย่างไร

เปลี่ยนไปเยอะ แต่ยังเป็นเบ๊น อาปาเช่ คนเดิม ปีนี้ช่วยคนได้เยอะขึ้น เพียงแต่ใช้พื้นที่ของตัวเองเป็นกระบอกเสียงในการช่วยคนที่เดือนร้อนมากขึ้น อย่างวันนี้ต้องไปชัยภูมิตอนบ่ายเพราะมีงานด่วน มีเคสเด็กคนหนึ่งที่ซ้อนรถมากับคุณพ่อ แล้วคุณพ่อเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เราเลยตั้งใจจะส่งเขาเรียนจนจบปริญญาตรี

คุณเริ่มเปลี่ยนมาเป็นกระบอกเสียงช่วยเหลือคนอื่น ๆ ตอนไหน

ช่วงต้นปีที่เกิดโควิด-19 ระบาด มีคนทักมาขอเตียง เราคิดว่าตัวเองไม่ใช่หมอแล็บแพนด้า ไม่ใช่กลุ่มเส้นด้าย เขาจะทักมาขออะไร แต่ไหน ๆ ก็ขอมาแล้ว เราเลยส่งให้ พอส่งให้สำเร็จแล้ว เขาขอบคุณแล้วบอกว่ามันช่วยชีวิตคุณยายเขาไว้ เราเลยเริ่มช่วยหาเตียงและออกไปบริจาคของ

ยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า ครั้งแรกที่ไปแจกข้าวที่ราชดำเนิน ผมไปสร้างภาพ ถ่ายรูป ทำคอนเทนต์เท่านั้น แต่จากที่ไปสร้างภาพเราก็เริ่มมีความสุข เริ่มช่วยคนจริง ๆ จัง ๆ สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาคือความอิ่มใจที่ได้ทำเพื่อสังคม เราได้เงินจาการเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาเยอะ ก็เอาไปตอบแทนสังคมบ้าง เราอาจไม่ได้มีเงิน มีอำนาจมากพอ แต่เรามีเสียง ก็ใช้สิ่งนี้ช่วยไป

คุณคิดว่าอะไรทำให้คนตัดสินใจติดตามคุณ

เมื่อก่อนคืออาม่า สมัยนี้ตัวคนเดียวก็คงเป็นเพราะคือเราเป็นตัวของตัวเอง คนติดตามที่ผมเป็นไอ้เบ๊น ผมชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้นะ อยู่ในเพจผมเป็นคนยังไง อยู่ในวงเหล้ากับพี่ ๆ ผมก็เป็นอย่างนั้น ขึ้นเวทีผมก็เป็นอย่างนั้น ไปที่ไหนผมก็เป็นอย่างนั้น ผมเป็นแบบนี้กับทุกคนนี่แหละ เราเป็นพ่อบ้านสายเทา ไม่ใช่พ่อบ้านสายขาว เลิกงานเสร็จกลับบ้าน อาบน้ำให้ลูก ป้อนนม พาลูกนอน เรารักครอบครัว แต่ถ้าเมียเผลอ กูไปเลย ในเพจผมก็เป็นแบบนั้น

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

แล้วครอบครัวมีความเห็นอย่างไรกับการเป็น ‘พ่อบ้านสายเทา’

ต้องขอบคุณภรรยาที่คบมากันมาแปดปี อยู่กันมาตั้งแต่ผมยังไม่ทำเพจ เขาเห็นเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขารับได้ที่เราเป็นแบบนี้ ไม่เคยเช็กโทรศัพท์ ไม่เคยนั่งจับผิดกัน ผมลงรูปกับพริตตี้เยอะมาก แต่เขาไม่เคยต้องเสียใจเรื่องผู้หญิงเลย เราอยู่กันด้วยความเข้าใจ และเขาก็ไว้วางใจความเป็นเรา

การที่เราจะทำคอนเทนต์ให้สำเร็จได้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือพื้นฐานครอบครัว ภรรยาดูแลลูกเองได้เมื่อรู้ว่าปะป๊าไปถ่ายคลิป เข้าใจว่าคือการทำงานหาเงิน ผมเอาแม่ยายมาล้อเลียนในยืนเดี่ยวได้ แล้วแม่ยายก็เข้าใจด้วยว่าที่เราทำมันคือคอนเทนต์ บางครั้งผมอยู่ต่อหน้าแม่ยาย ต่อหน้าแฟน ไปเจอน้องพริตตี้ ผมสามารถเข้าไปกอดพริตตี้ได้โดยที่แม่ยายกับภรรยายังมาแซวด้วย แต่ที่สุดแล้วเราต้องให้เกียรติเขา ไม่ใช่ว่าสักแต่เล่นแต่ไม่ให้เกียรติเขาเลย

บางเรื่องสำหรับครอบครัวคุณเป็นเรื่องปกติ แต่อาจจะขัดใจครอบครัวอื่น ๆ คุณทำให้เนื้อหาที่นำเสนอสมดุลได้อย่างไร 

ผมไม่ใช่คนดี ผมเป็นคนแย่คนหนึ่งที่อยากเห็นสังคมดีขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อก่อนผมลงเรื่องดาร์ก เรื่อง 18+ เยอะ จนกระทั่งวันหนึ่งผมไปเที่ยวเขาใหญ่กับครอบครัวแล้วเจออีกครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่เขาไม่เคยดูเราหรอก แต่ลูกสาวเขาอยากถ่ายรูปด้วย ประมาณหกขวบเอง บอกว่าชอบพี่เบ๊นมาก เราเลยตกใจว่ามีเด็กดูเราด้วยเหรอ เราก็เลยต้องเปลี่ยนคอนเทนท์หลาย ๆ เรื่องให้เบาลงบ้าง เพราะว่ามีเด็กดู เขาดูแล้วเขาจำ จำแล้วทำตาม อย่าลืมนะครับว่าเทรนด์กินโรตีดิบก็มาจากโซเชียลมีเดีย

เบ๊นเรียนรู้อะไรจากบทบาทการเป็นบุคคลสาธารณะ

ผมไม่ใช่คนเก่ง แต่เพราะมีคอนเนกชันเยอะ มีพี่มีน้องเยอะเลยทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ งานที่เราได้ เรามักจะได้จากการไปเจอพี่ ๆ อาชีพนี้รายได้ดีก็จริง แต่บางครั้งผมไม่ได้ทำเพื่อเอาเงินเป็นอันดับแรก ผมไม่ค่อยถามเรื่องเงินเลยนะ ให้ใจไปก่อนเป็นอันดับแรก แล้ววันหนึ่งเราก็ได้สิ่งดี ๆ กลับมา เราไม่ได้หวัง แต่มักจะได้สิ่งดี ๆ กลับมาเสมอเลย

ผมเชื่อเรื่องความจริงใจ และมั่นใจว่าเราแทบไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครเลย วงการนี้หรือวงการไหน ๆ มันก็แคบหมด ไม่ต้องห่วงเลย เรื่องดี ๆ มันไม่ค่อยไปถึงกันหรอก แต่ถ้าเราพลาดหรือทำผิดอะไรนิดเดียว แป๊บเดียวรู้เรื่อง (หัวเราะ) ที่ผ่านมาเรายังโชคดีที่ว่าไม่เคยทำอะไรให้ใคร

คุณอยากให้คนจดจำ ‘เบ๊น’ ในฐานะอะไร 

อยากให้คนจดจำในฐานะไอ้เบ๊น อาปาเช่ ผู้ชายที่เป็นพ่อบ้านจอมกะล่อนคนหนึ่ง ผมอินกับความเป็นครอบครัวมาก แต่อีกมุมผมก็ชอบชีวิตวัยรุ่นของตัวเอง ชอบแสง สี เสียง ชอบเมือง ความเซ็กซี่เย้ายวน ผมเลยเรียกตัวเองว่าพ่อบ้านสีเทา ที่เมียเผลอแล้วเจอกัน เป็นไอ้เบ๊น อาปาเช่ ที่ได้ช่วยสังคมไปด้วย เล่นพิเรนทร์ไปด้วย เป็นคนคนหนึ่งที่ได้เป็นตัวเองเสมอ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

อันที่จริงผมไม่ควรเอาชื่อเพลงอย่าง You’ll never walk alone มาตั้งเป็นชื่อบทสัมภาษณ์ เพราะเดี๋ยวจะชวนเข้าใจผิดว่าเนื้อหาเอนเอียงไปทางสโมสรใดสโมสรหนึ่ง

(หากจะมีเหตุผลที่สนับสนุนชื่อนี้อยู่บ้าง ก็คงเป็นการที่ เดียร์-วทันยา วงษ์โอภาสี หรือ ‘มาดามเดียร์’ ของแฟนฟุตบอลชาวไทยเป็นแฟนหงส์แดง)

แต่ที่ตั้งใจเอาชื่อเพลงมาใช้เป็นชื่อเรื่อง เพราะผมรู้สึกว่าความหมายของมันช่างตรงกับชีวิตการทำเพจที่ชื่อ ‘ขอบสนาม’ ของ เบลล์-อรรถพล ไข่ทอง

ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำเพจ เขาไม่ได้เดินเดียวดายบนเส้นทางที่ตัวเองเชื่อ อย่างน้อยก็มีเพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ และพอมีคนเห็นค่าในสิ่งที่เขาทำ

หากใครติดตามเพจของชายวัยเพียง 26 ผู้นี้อย่างสม่ำเสมอย่อมเห็นจุดเด่นที่ทำให้เพจนี้แตกต่างจากเพจฟุตบอลที่มีอยู่เกลื่อนโลกออนไลน์

แทนที่จะนำเสนอผ่านตัวอักษรและภาพนิ่ง เพจนี้กลับใช้วิธีอ่านให้ฟังด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ขันเฉพาะตัว และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เพจของเขามีคนติดตามล้นหลาม ตัวเลขคนไลก์เพจขึ้นหลักล้านอย่างรวดเร็ว และกำลังเดินทางสู่ 4 ล้านในอีกไม่ช้า

ซึ่งข่าวล่าสุดที่อาจทำให้ใครหลายคนอาจประหลาดใจ คือข่าวคราวการเข้ามาเทกโอเวอร์พร้อมนั่งแท่นผู้บริหารเพจขอบสนามของอดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์อย่าง เดียร์-วทันยา

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่จำนวนเงินที่ฝ่ายหนึ่งยื่นเสนอให้อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ผมสนใจวิธีคิดของทั้งสองฝ่ายก่อนจะเกิดดีลสะเทือนไท์ไลน์เฟซบุ๊กมากกว่า

อะไรทำให้คนสองคนที่มองเผินๆ ช่างแตกต่างกันสุดขั้วโคจรมาเจอกัน ชายหนุ่มทำอย่างไรให้เพจที่แรกเริ่มมีเพียงโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์อย่างละเครื่องก้าวมาสู่จุดนี้ หญิงสาวคิดอะไรจึงตัดสินใจเทกโอเวอร์เพจที่คนติดตามส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่ม และก้าวข้างหน้าของขอบสนามจะเป็นอย่างไร

คำตอบของทุกคำถามที่ว่า อยู่ในบรรทัดถัดไป

คุณสองคนเริ่มสนใจฟุตบอลกันตั้งแต่เมื่อไหร่

เดียร์: จริงๆ เดียร์ดูฟุตบอลมาเรื่อยๆ นะ เพียงแต่ว่าช่วงเรียนหนังสืออาจจะดูตามเป็นเทศกาล เช่น ฟุตบอลโลก ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ อย่างตอนฟรองซ์ 98 ที่บราซิลมีโรนัลโด้ โรนัลดินโญ่ ตอนนั้นเดียร์เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว

เบลล์: ส่วนผมอยู่ ป.2 (หัวเราะ)

เดียร์: ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อยู่หอดูฟุตบอลกับเพื่อน แต่ที่มาดูจริงจังจริงๆ ก็คือช่วงสัก 9 – 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสามีเป็นคนบ้าบอลมาก แล้วพื้นฐานเราเป็นคนดูบอลอยู่แล้ว พอเจอคนบ้าบอลในไลฟ์สไตล์ก็เลยกลายเป็นคนดูฟุตบอลตามไปด้วย เวลาเขาดูแมตช์ไหนก็นั่งดูตามไปตลอด

ตอนนั้นเวลาดูคุณเข้าใจฟุตบอลมากแค่ไหน

เดียร์: จำได้เลยตอนมหาวิทยาลัยเพื่อนบอกเราว่า ‘ดูบอลสิๆ’ เดียร์ดูไม่เป็น ก็เลยบอกเพื่อนว่า ถ้าอย่างนั้นสอนเราดูสิ ว่าต้องดูยังไง เพื่อนก็บอกว่า ‘ไม่ยากเลย มึงเลือกเลย มีแค่ 2 ทีม มึงจะเลือกทีมไหน เชียร์ทีมไหน’ (หัวเราะ) นั่นคือครั้งแรกที่เริ่มดูบอล ก็เลยรู้สึกว่ามันสนุก หลังจากนั้นมันก็ค่อยๆ รู้เองว่า อ๋อ อันนี้คือล้ำหน้านะ อย่างนี้ไม่ได้นะ คือเราเริ่มดูจากความสนุกมากกว่าที่จะมาซีเรียสทางด้านเทคนิคว่าเบสิกคืออะไร

เบลล์: ส่วนผมโตมากับฟรองซ์ 98 ตอนนั้นริกกี้ มาร์ติน โก โก โก อาเล อาเล้ อาเล ทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วตอนนั้นผมอยู่ ป.2 มันเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มจำความได้ ดูบราซิล ดูโรนัลโด้ นั่นแหละคือนักฟุตบอลที่ผมรู้จักคนแรก ต่อเนื่องมา ปี 99 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทริปเปิ้ลแชมป์ ชนะบาเยิร์น มิวนิค นัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และผมก็เริ่มชอบฟุตบอลตั้งแต่ตอนนั้น

แล้วแปลกมาก ผมเป็นคนประเภทชอบดูสถิติ ชอบศึกษา ฟุตบอลโลกครั้งไหนใครเป็นคู่ชิง เตะกันที่สนามอะไร เราชอบศึกษาอะไรแบบนี้ พวกความรู้ ข้อมูล ชอบฟังชอบอ่าน มันทำให้วันนี้เรามีคลังคำมาใช้เยอะ พี่โทน คุง (พีระณัฐ จำปาเงิน) เป็นต้นแบบของผม ทำให้ผมรู้สึกว่าการพากย์บอลมันไม่ใช่แค่การมาอธิบายสถิติ 5 นัดที่ผ่านมา แต่เป็นเรื่องของการเอาเรื่องในโลกแห่งความจริง ไปบวกไปใส่ เอาภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันไปใส่

แล้วตอนเริ่มทำเพจขอบสนามคิดอะไร เพราะเพจฟุตบอลก็มีคนทำเยอะอยู่แล้ว

เบลล์: ผมเริ่มจากการเป็นครีเอทีฟของพี่บี้ เดอะสกา แต่จริงๆ แล้วผมชอบกีฬา ระหว่างทำงานประจำก็ไป เปิดเพจขอบสนาม เราก็คิดว่าทำยังไงให้มันเป็นรายได้ แค่เดือนหนึ่งสักสองสามพันก็พอแล้ว แต่ช่วงแรกแรงกดดันยังไม่มากพอ ผมก็ทำแค่เอาภาพข่าวมาแปะลงไป แล้วก็เอาเนื้อข่าวยาวๆ 20 – 30 บรรทัดมาลง พอทำไปสักครึ่งเดือน คนไลก์ไม่กระเตื้องเลย เพราะเราทำไม่แตกต่าง เพจอื่นเขาก็มีนี่หว่า ที่เอาภาพมาแล้วเนื้อข่าวสิบบรรทัดยี่สิบบรรทัด

แล้วจุดเปลี่ยนของเพจคือจุดไหน

เบลล์: จุดที่ผมเริ่มจับสังคมออนไลน์ได้คือวันที่ผมตั้งใจดึงดูดคนด้วยการจัดกิจกรรมแจกเงิน แล้วคนเขาไม่อ่านกติกาที่ผมเขียน คือผมเขียนแค่ประมาณ 9 – 10 บรรทัดเองนะ กติกาง่ายๆ เลย ให้คนดูทายสกอร์และคนยิง กติกาไม่ยาว แจกเงิน 500 บาท ปรากฏคนเขียนกันมาแต่สกอร์ เป็นร้อยเป็นพันคน คือเขาอยากได้รางวัลนะ แต่ไม่อ่าน ผมก็เลย อ๋อ นี่ไง คนไม่อ่านกัน ที่เราทำมาตลอด 15 วันมันไร้ค่า ไปเขียนยาวๆ มันไม่มีคนอ่าน ผมเลยคิดว่า ถ้าสมมติเรามาอ่านให้เขาฟังแทนล่ะ ถ้าคอนเทนต์เราจะเข้าถึงหูเขา โดยที่เขาไม่ต้องมาโฟกัสจะเป็นยังไง เขาอาจจะเปิดคลิปเราแล้วนั่งกินกาแฟไปด้วยหรือทำอย่างอื่นไปด้วยก็ได้ ผมจึงเริ่มเอาข่าวมาอ่าน หลังจากนั้นยอดก็พุ่งเลย เพราะมันไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันคือความแปลกใหม่ในวันนั้น

ตอนนั้นผมทำคล้ายๆ เป็นสถานีข่าวเลย 11 โมง ลงคอนเทนต์ขอบสนามท็อปเท็น เพราะผมมองว่า 11 โมงคือเวลาพักเที่ยงของทั้งวัยรุ่นและเด็ก ผมเลยลงตอนนั้นเพื่อให้เขาได้ดู ได้พัก แล้วทุกๆ ต้นชั่วโมงก็จะทำเหมือนข่าวต้นชั่วโมงของสำนักข่าว แล้วทุกๆ 2 ทุ่มให้มันเป็นช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ก็เอาคอนเทนต์ดีๆ ลงไป

คุณเรียนรู้วิธีทำเพจจากไหน ใครสอน

เบลล์: ประสบการณ์สอน คือการทำเพจมันไม่มีการสอนอย่างเป็นทางการ ไม่มีสื่อที่ไหนเปิดให้เรียน มันเป็นประสบการณ์ล้วนๆ ในการคลุกคลีตรงนี้ ย้อนกลับไปที่ชื่อเพจขอบสนาม มันไม่ใช่ชื่อที่เราคิดกันสั่วๆ นะ ผมคิดมาอย่างดีว่ามันต้องเป็นชื่อที่ครอบคลุม ใช้ได้กับทุกชนิดกีฬา แล้วเสิร์ชง่ายจำง่าย มี 3 พยางค์ ไม่มีวรรณยุกต์หรือสระ เพราะเด็กไทยเราพิมพ์แค่ ‘คะ’ กับ ‘ค่ะ’ ยังผิดเลย ถ้าชื่อขอบสนามชื่อยาวคนก็คงจำไม่ได้ แล้วมันก็จะไม่ใช่แบรนด์แล้ว แต่กลายเป็นชื่อยาวๆ ที่คนคุ้นหูเท่านั้น

สำหรับผม ในวันแรกที่ทำ ผมคิดแค่ว่าเพจกีฬามึงแตะล้านได้ก็โคตรเท่แล้ว คือมันเป็นสิ่งเฉพาะนะ คุณไม่ได้เป็นเพจที่พูดเรื่องสาธารณะอย่างเพจอีเจี๊ยบหรือเพจไทยรัฐที่ได้คนอ่านทุกหมู่เหล่า กีฬาสำหรับผมในวันนั้น ผมรู้สึกว่ามันคือตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่ผมทำมา 3 เดือนก็ครบล้าน แล้วพอมันทะลุล้านเหมือนเราไม่ต้องโฟกัสจำนวนคนแล้ว รู้ตัวอีกที 2 ล้าน แป๊บๆ 3 ล้าน มันไม่น่าเชื่อเลยว่าทุกๆ เดือนยังมีคนกดไลก์เพจหลักหมื่น

ผมยังจำได้ว่าวันแรกสุดที่ผมทำเพจขอบสนามแล้วมีโฆษณาเข้ามา มันคือโฆษณาเครื่องทำน้ำแข็ง เขาสงสารผม เขากลัวผมหยุดทำ เราได้เงินมา 15,000 บาท ก้อนแรกเราแบ่งกัน 3 คน คนละ 5,000 บาท ผมจำแม่นเลย ยังจำชื่อจำทุกอย่างได้ ไม่รู้ตอนนี้เขาไปอยู่ไหนแล้ว

ตอนได้เงินก้อนแรกรู้สึกยังไง

เบลล์: โหย ดีมากเลย เสียงที่คุณอ่านมันส่งผลกลับมาแล้วเว้ย เขาพูดกับผมเลยว่า ที่ผมซื้อโฆษณาคุณเพราะกลัวคุณเลิกทำ แล้วก่อนที่ผมจะปล่อยโษณาผมคิดหนักมาก คนดูเขาจะว่ายังไงวะ เขาจะแอนตี้เรามั้ย เพราะเราเคยเห็นเพจอื่นขายของแล้วคนด่า ภาวนาฉิบหาย พอปล่อยไปปุ๊บ ผ่านไป 10 นาทีเข้าไปอ่านคอมเมนต์ มีคนบอกว่า ‘ขอบสนามมีโฆษณาแล้วเว้ย ดีใจด้วยเว้ย’ หรืออีกคนบอก ‘เย้ ดีใจด้วย’ เฮ้ย คนดูรักเราว่ะ คนดูดีใจกับเราไปด้วย ทั้งที่เราเป็นคนได้เงินนะ แสดงว่าตลอดสองสามเดือนแรกที่กูทุ่มไปมีคนเห็น

คือเพื่อนผมที่ทำด้วยกันอีก 2 คนนี่ลาออกจากงานประจำมาทำเลยนะ เงินเดือนไม่มี 3 เดือน ผมอยู่กับเพื่อน คุยกันว่า เรายังไม่รู้วันข้างหน้าเป็นยังไง แต่เราทำด้วยกันนะ แล้วหาร 3 ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครนึกออกว่ามันคืออะไร ไม่มีใครเห็นผีเหมือนที่ผมเห็นคนเดียว แค่ผมเล่าให้เพื่อนฟังแล้วเพื่อนเชื่อผม แต่พอผ่านไปเดือนหนึ่งผมก็เลยลาออกตาม เพราะเห็นใจเพื่อนที่มานั่งรอเรา ผมจะเหยียบเรือสองแคมไม่ได้ ตอนลาออกแม่ผมด่าเละเลย ทำงานประจำอยู่ดีๆ

ตอนนั้นบอกแม่ว่าอะไร

เบลล์: ลาออกมาทำเพจ (หัวเราะ) ซึ่งภาษามันตลกมาก มันคืออะไรวะ แล้วคือมึงทำงานประจำอยู่ มีสวัสดิการ มีประกันสังคม ลาออกมาอยู่บ้าน แล้วตอนนั้นเราจะอธิบายแม่ยังไงได้ ผมเพียงแค่เชื่อว่ามันน่าจะเกิด มันดังแน่ เพียงแต่ว่าต้องทำตอนนี้ ถ้านานกว่านี้อาจจะมีคนที่คิดออกเหมือนเรา แม่ด่าเละแต่ผมไม่สน 3 เดือนแรกผมยอมทุ่ม ทำด้วยความเชื่อล้วนๆ

แล้วอย่างเดียร์ที่อยู่กับสื่อมาตั้งแต่ยุคแอนะล็อก คุณเข้าใจสื่อออนไลน์ไหม

เดียร์: ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรที่แตกต่างไป คือสุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่ตัวคอนเทนต์อยู่ที่ตัวบริบทอยู่ดี ว่าคุณต้องการจะสื่อสารอะไร

เดียร์ว่าคนทำคอนเทนต์ทุกคนตอนนี้กำลังถกกันเรื่องสื่อและการเปลี่ยนแปลงของสื่อเยอะมาก แต่ว่าหลังจากที่ถกกันไปไม่รู้กี่รอบ ทั้งกับคนที่มีประสบการณ์ในแอนะล็อกมาอย่างยาวนานหรือคนรุ่นใหม่ก็ดี สุดท้ายแล้วไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปยังไง เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปยังไง content ก็ยัง is king อยู่วันยังค่ำ ประโยคที่ว่า Content is king. ก็ยังใช้ได้เสมอ มันเป็นสัจธรรมไปแล้ว

ถ้าอย่างนั้นเพราะอะไรคนทำคอนเทนต์บางคนจึงอยู่ไม่ได้

เดียร์: เพราะเขาไม่ได้ปรับตัวตามไง สมมติคุณทำนิตยสาร คุณจะมา copy แล้ว paste ลงในออนไลน์ แล้วมาปล่อยในเฟซบุ๊กมันไม่ได้ เพราะว่าจริตของคนในการอ่านของเฟซบุ๊กมันไม่เหมือนกัน เวลาคนอ่านเฟซบุ๊กมันผ่านการ scroll อย่างนิตยสารหรือโทรทัศน์กว่าคุณจะเข้าเรื่องคุณอารัมภบทเอิงเอยตั้งเท่าไหร่ แต่ว่าเฟซบุ๊กไทม์ไลน์คุณไหลตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคุณต้อง punch ตั้งแต่บรรทัดหรือวินาทีที่เท่าไหร่ล่ะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องปรับตัวตาม แต่ส่วนตัวที่ไปคุยกับคนทำงานคอนเทนต์ใน traditional media หลายคนเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าไม่เข้าใจหรือว่าปฏิเสธ

แต่สิ่งที่ลองเทสต์จากหลายๆ อัน สุดท้ายคนก็ยังต้องการคอนเทนต์ที่ผ่านมุมมองในการเขียนผ่านตัวบุคคลอยู่นะ มันยังเป็นคอนเทนต์ที่มี engagement ดีที่สุดถ้าเทียบกับคอนเทนต์ที่แค่บอกว่าใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร คือความต้องการลึกๆ ของคนยังมี แต่คุณทำเหมือนเดิมไม่ได้

ในฐานะคนทำเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนเสพสื่อสมัยนี้ต้องการอะไร

เบลล์: ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นคนทำเลย ผมคิดว่าผมเป็นคนดู เราต้องดูว่าคนดูอยากดูอะไร ผมไม่ชอบการเวิ่นเว้อ ไม่ชอบการเปิดรายการเพื่อดึงเวลาให้ได้ 2 นาที ก่อนจะมาเข้าพอยต์ เปิดมาเรามีเวลาไม่เท่าไหร่เพื่อให้คนดูสนใจ ผมเป็นคนที่คิดว่าเน็ตทุกคนมีค่า ดาต้าเหมือนทอง สมมติคุณทำวิดีโอมา 10 นาที คุณมั่นใจแล้วเหรอว่าคุณจะดึงคนที่เขาใช้ 3G ได้ เราอาจจะมีปัญญาซื้อเน็ตเดือนละ 10 – 20 GB แต่ทุกคนไม่ได้รวยเหมือนคุณนะ

สมมติว่าเขาดูเราครั้งแรกบนรถไฟฟ้า แน่นอนเขาใช้ 3G อยู่ ถ้าเปิดมาคลิปยาว 10 นาที เขาปิดเลย สมมติว่า 10 นาทีนั้นเราทำดีมาก แต่จบแล้ว เรื่องระยะเวลาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงคน เขาตัดสินเราตั้งแต่ระยะเวลาก่อนแล้ว ยุคนี้คลิปจึงต้องสั้น ผมทำคลิป 3 นาที เพื่อให้คนฟังก่อนว่าเราพูดถึงอะไรวะ 3 นาทีนั่นคือโอกาส แต่ถ้าวันที่เราประสบความสำเร็จแล้ว จะทำคลิปที่นานขึ้นก็ได้ เพราะว่าคนเขาเชื่อมั่นไง ว่าสิ่งที่เรานำเสนอดีแน่ ถึงนานก็จะดู แต่ถ้าเกิดเราเป็นหน้าใหม่ ต้องทำอะไรที่กระชับ ฉับไว ให้คนรู้จักง่ายๆ

ภาพเพจขอบสนามที่เดียร์รู้จักในตอนแรกเป็นยังไง

เดียร์: จริงๆ ตอนแรกเดียร์ไม่รู้จักเพจ (หัวเราะ)  ไม่ใช่น้องเขาไม่ดัง แต่ส่วนตัวเดียร์เป็นคนไม่เล่นเฟซบุ๊ก แต่หลังจากที่เดียร์นัดเพจต่างๆ มาเจอตอนก่อนจะไปแข่งซีเกมส์ ก็เลยได้นั่งตามดู ซึ่งพอได้เห็นคอนเทนต์และวิธีการเล่าเรื่องของเขา ทุกอย่างมันเป็นไปตามคอนเซปต์ที่เราอยากจะทำพอดี ตอนแรกเราอยากจะทำสำนักข่าวกีฬาออนไลน์ วางคอนเซปต์สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เล่าเรื่องแบบใหม่ คาแรกเตอร์แบบใหม่ ทุกอย่างทำในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การเอาเนื้อหามา copy แล้ว paste ในโลกออนไลน์ ซึ่งขอบสนามมีคอนเทนต์ของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เดียร์เห็นขอบสนามแล้วชอบ เราเห็นสิ่งที่จะต่อยอดไปได้

แล้วภาพ ‘มาดามเดียร์’ ในหัวเบลล์เป็นยังไง

เบลล์: โอ้โห คนรักทั้งประเทศเลยว่ะ เพราะเวลาผมลงข่าวพี่เดียร์ คนมันไม่ได้พูดถึงเนื้อบอลเลยไง ตอนที่ฟุตบอลทีมชาติไทยแพ้ เขาบอกว่า ถ้าไม่มีมาดามเดียร์กูด่าเละแล้ว (หัวเราะ) ผมเลยรู้สึกว่าคนนี้ภาพลักษณ์บวกมากๆ เลย แต่ตอนนั้นยังไม่ได้โฟกัสว่าพี่เขาเป็นใคร

ตอนที่ได้รับข้อเสนอขอซื้อเพจขอบสนาม คุณตัดสินใจนานมั้ย

เบลล์: 5 นาที ซึ่ง 5 นาทีที่ผมคิดคือ หลังจากนี้เป็นยังไงบ้าง ผมต้องเปลี่ยนอะไร

ไม่กลัวเลยเหรอว่าเพจจะเปลี่ยนไป จะสูญเสียอิสระในการทำ

เบลล์: ก่อนหน้านั้นเราได้คุยกันก่อนแล้ว คือที่ผ่านมาเคยมีคนติดต่อมาก่อนพี่เดียร์ แต่แปลกมากที่ผมรู้สึกว่าครั้งนี้มันเป็นเรื่องจริง เพราะตอนที่ผมคุยกับคนเก่า ผมไม่เห็นแววตาความอยากทำจากเขา เหมือนเขามีเงินมาก แค่จะเอาผมไปเป็นลูกน้อง ไม่มีแพสชันความอยากทำ แต่ตอนผมคุยกับพี่เดียร์ ผมเห็นตั้งแต่แววตา ว่าเขาไม่ได้แค่มาโพล่งไอเดียให้ฟังแล้วกลับบ้าน แต่มันคือการบอกว่าเขาอยากทำอย่างนี้ แล้วเป้าหมายคล้ายๆ กันเลย คือทำให้ใหญ่กว่าเดิมในรูปแบบที่ใหม่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความฝันของผมอยู่แล้ว เรื่องเงินไม่เกี่ยวเลย เพราะที่ผมทำทุกวันนี้ก็โอเคในระดับหนึ่ง แต่ผมมองว่ามันคือความสนุก

คือผมไม่ได้ทำเพจให้รวยแล้วก็จบ แต่ผมคิดว่าขนาดเราเริ่มจากนั่งอัดเสียงในห้องคนเดียว โทรศัพท์เครื่องเดียว คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ยังได้ขนาดนี้ ถ้ามีพี่เดียร์เข้ามา พร้อมกับทัพนักข่าวหรือคนที่มีคุณภาพในการทำเว็บไซต์ดีๆ มันจะพุ่งขนาดไหน

แต่แฟนๆ หลายคนก็กังวลว่าผู้บริหารคนใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงจนเพจขอบสนามไม่เหมือนเดิม

เดียร์: เราคงไม่ไปเปลี่ยนเพราะว่าคอนเทนต์ที่เขาทำมันดีอยู่แล้ว แต่เราคงเข้าไปช่วยเรื่องของการขยายงานว่าจะขยายอะไรไปได้เพิ่ม สิ่งที่ขอบสนามมีคือคอมมูนิตี้ของตัวเอง มีแบรนด์ที่ชัดเจน มีคอนเทนต์ที่แข็งแรง ซึ่งพอมีสิ่งเหล่านี้มันสามารถสร้างโอกาสอะไรต่อยอดไปได้อีกมากมาย

จริงๆ ชื่อ ‘ขอบสนาม’ เบลล์เขาตั้งใจคิดมาให้มันไม่จำเป็นต้องเป็นสนามฟุตบอลอย่างเดียวอยู่แล้ว มันยังเป็นสนามอื่นๆ ได้อีกหลายสนาม ซึ่งเดียร์มองว่าขนาดฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนนิยมสูงสุด แต่นักฟุตบอลตอนนี้คนก็จะรู้จักหลักๆ แค่ทีมชาติชุดใหญ่ พอเป็นชุดอื่นเราจะเห็นความแตกต่างชัดเจนมาก แล้วลองนึกไปถึงกีฬาประเภทอื่นสิ

ตอนที่เดียร์ไปซีเกมส์เราเจอกับนักกีฬาทีมชาติทุกประเภทกีฬา แล้วเรารู้เลยว่า กีฬาประเภทอื่นเรื่องงบประมาณนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย มันหนักหนาจริงๆ ซึ่งถามว่างบจะมาจากอะไร มันก็มาจากกระแสความนิยม ซึ่งความตั้งใจเดียร์คือนอกจากเรื่องฟุตบอลก็อยากรู้ว่า เราจะไปทำอะไรกับกีฬาประเภทอื่นได้อีก

เบลล์: มีสิ่งที่ผมฝันมาตลอดแล้วอยากให้เกิดขึ้นจริงๆ ถ้าผมได้มาร่วมงานกับพี่เดียร์คือผมอยากนำเสนอนักฟุตบอลไทยให้เป็นที่รักมากกว่านี้ ผมอยากทำสิ่งนี้มากที่สุด เพราะผมรู้สึกว่าตอนที่ผมเล่าเรื่องราวของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ ลิโอเนล เมสซี่ เขาอยู่ไกลห่างเราตั้งเป็นพันกิโล แต่เขาสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยได้หมดเลย ซึ่งนักฟุตบอลไทยเองก็น่าจะทำอย่างนั้นได้

เกือบ 3 ปีนับจากวันแรกที่ทำเพจ มีกี่วันที่เบลล์ไม่ได้พากย์เสียง เคยนับบ้างไหม

เบลล์: ผมว่าน่าจะไม่ถึง 30 วันที่หยุด เพราะมีงานที่ต่างประเทศและป่วย แต่ถึงผมจะไปต่างประเทศผมจะพยายามพกคอมพิวเตอร์ไปอ่านข่าวส่งมาให้คนฟังเหมือนเดิม เพราะผมไม่อยากหายไป ช่วงแรกๆ เวลาป่วยเราเขียนบอกกันตรงๆ เลย ผมเคยไลฟ์ยกมือไหว้คนดูด้วยซ้ำตอนที่ผมป่วย เพราะผมรู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องรอ ไม่ได้ดูตอนใหม่

แล้วงานของผมมันยากตรงที่ต้องทำทุกวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งพอเป็นคอนเทนต์ที่ต้องสนุกผมก็ต้องบริหารความรู้สึกของตัวเอง ให้เรามีความรู้สึกสนุกตลอด เพราะถ้าวันไหนผมเครียด ไม่มีความสุขที่จะตื่นมาทำ เท่ากับว่าต้นขั้วมันเป็นตัวลบแล้ว มันก็จะส่งพลังลบออกมาเช่นกัน

คิดว่าอะไรทำให้เพจขอบสนามยืนระยะมาได้จนวันนี้

เบลล์: เวลาผมพากย์หรืออ่านข่าว ผมรู้สึกว่านั่นไม่ใช่งาน แต่มันเป็นการทำสิ่งที่เรารักและมีคนชอบ มันคือตัวตนและชีวิตของผมไปแล้ว ผมหยุดไม่ได้ นอกจากจะป่วยหรือตายเท่านั้น ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

หลังจากที่ขอบสนามดัง ผมเห็นว่ามีเพจเยอะมากที่พยายามทำตาม ซึ่งผมดีใจนะ แสดงว่าเราดีพอให้คนมาตาม แต่หลายๆ คนทำได้ไม่นาน เพราะว่าสำหรับผม ยากที่สุดในการทำงานคือการยืนระยะยังไงให้ได้เป็นปี คุณจะมีแพสชันที่อยากจะตื่นมาทำงานเป็นปีเลยเหรอถ้าถูกบังคับ มันยากมากนะ แต่ผมไม่ได้ถูกบังคับ เพราะว่าผมอยากตื่นขึ้นมาทำเอง หลายคนอาจจะอยากมาทำเพราะว่าอยากดังแบบไอ้นี่ จะได้รวย แต่อาจลืมมองว่าที่เราทำเราไม่ได้อยากทำเพื่อหวังตังค์ แต่เราทำเพราะใจ เพราะแพสชัน ผ่านการวางแผน ตกผลึกมาแล้ว ตอนนี้ผมก็แค่ต้องแข่งกับตัวเองไปเรื่อยๆ สิ่งที่จะทำพรุ่งนี้มันต้องเท่ากันหรือดีกว่าเมื่อวาน ห้ามแย่กว่า

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load