“สัมภาษณ์เฉย ๆ ไม่ต้องใช้ภาพเคลื่อนไหวใช่ไหม อย่างนั้นผมขอทำตัวสบาย ๆ นะ” 

นี่คงเป็นการสัมภาษณ์ที่เป็นกันเองที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากให้พวกเราปล่อยใจสบาย ๆ แล้วนั่งคุยกันให้เหมือนอยู่นวงเหล้า คนตรงหน้าคือ เบ๊น อาปาเช่ เจ้าของลุคกวน ๆ อย่างที่เราเคยรู้จักเขาผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ข้างในนั้นเป็นอย่างไร ตัวจริงก็เป็นอย่างนั้น

‘เบ๊น อาปาเช่’ เป็นที่จดจำในฐานะหลานชายจอมแสบที่พาอาม่าเหม่งทึ้งไปเล่นอะไรแผลง ๆ จนเปิดเพจ Benz Apache – เบ๊น อาปาเช่ และกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน นอกจากยายหลานจะแจ้งเกิดพร้อมกันแล้ว เบ๊นยังเป็นคนแรก ๆ ที่กรุยทางในวงการอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อพิสูจน์ว่าวัยเก๋าก็เป็นคนดังที่ทรงอิทธิพลในโซเชียลมีเดียได้

จากวันที่คลิปอาม่ากลายเป็นไวรัล เบ๊นยังคงอยู่ในสปอตไลต์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเป็นคุณพ่อของลูกที่คว้าไมค์ขึ้นไปเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ คอมเมดี้สแตนอัพร่วมสมัยของประเทศไทย จนมีคนเข้าไปฟังในยูทูบกว่า 10 ล้านวิว 

จากหลานของอาม่า พ่อของลูก นักพูดเล่าเรื่องตลกที่ยังยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เขาเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง เราเลยชวน เบ๊น-อัครเดช โยธาจันทร์ มาจับเข่าคุยจริง ๆ จัง ๆ เรื่องบทบาทนักพูด ชีวิตของคนตลกแต่ไม่ตลอด และวันคืนที่ไม่มีอาม่าอยู่ข้าง ๆ 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

รู้สึกอย่างไรที่ได้มาเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’

การพูดในยืนเดี่ยวคือความท้าทายในชีวิตเลย ผมสนุกมากเพราะตอนที่เราเป็นยูทูบเบอร์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ถ่ายคลิปไปสิบรอบแล้วเอาไปตัดต่อได้ ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น แต่พอเรารู้ว่าเดือนหน้าจะต้องไปพูดที่ยืนเดี่ยว ตลอดทั้งเดือนก็จะไม่ค่อยมีความสุข เพราะกดดันมาก เกร็งมาก หรืออีกแง่หนึ่งความสุขของมันก็คือความท้าทายนี่แหละ หลังจากที่พูดจบแล้วคนดูขำกับมุกของเรา คนดูชอบ ผลตอบรับดี มีความสุขฉิบเป๋งเลย 

ที่บอกว่าท้าทาย การขึ้นไปยืนเดี่ยวมันท้าทายอย่างไร

ตลอดชีวิตนี้ผมรู้จักนักพูดสายฮาอยู่คนเดียวคือ พี่โน้ส-อุดม แต้พานิช จากเดี่ยวไม่โครโฟน แต่อยู่ ๆ เราต้องไปยืนเป็นโน้ส อุดม เสียเอง แล้วให้คนมายืนดูเรา คำว่าเดี่ยวไมโครโฟนคือยืนพูดอยู่คนเดียว คนฟังเขาก็นั่งฟังเราคนเดียว ตื่นเต้นและมันตรงที่ว่าสิ่งที่เราพูดออกไปจะโดนใจเขาไหม 

ผมว่าการเดี่ยวไมโครโฟนแต่ละครั้งจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่มุกแรก ผมขึ้นเวทีไปหกครั้ง ถ้ามีคนขำมุกแรกที่เตรียมไป วันนั้นจะสนุก แต่ถ้ามุกแรกไม่มาก็พังเลย

เตรียมตัวอย่างไรก่อนขึ้นไปพูด

สิ่งสำคัญที่สุดในยืนเดี่ยวคือความมั่นใจ ส่วนเนื้อเรื่องสำคัญรองลงมา ถ้าวันไหนเรามั่นใจแล้วไม่ประมาท พอขึ้นไปปุ๊บ เราครองเวทีได้ วันนั้นต่อให้เป็นเรื่องอะไรก็เล่ามัน ยิ่งถ้าคนดูสนุกไปกับเราแล้ว ต่อให้เล่าเรื่องต้นไม้ เล่าเรื่องขับรถก็สนุก เหมือนนั่งคุยในวงเหล้า

คุณชอบยืนเดี่ยวครั้งไหนของตัวเองที่สุด

ครั้งหนึ่งคือยืนเดี่ยวครั้งแรก อีกครั้งคือตอนไปพูดในเรือนจำ ผมมักจะติดตามศิลปินเข้าไปในเรือนจำบ่อย ๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี พอรู้ว่าตัวเองร้องเพลงไม่เป็น เต้นไม่เป็น วันนั้นเลยจับไมค์ขึ้นไปพูดให้คนในเรือนจำฟัง มันเต็มอิ่มเหมือนน้ำล้นแก้ว เพราะมีคนดูเราเป็นพัน ๆ คน อยู่ข้างในเรือนจำ ที่สำคัญคือข้างในนั้นไม่มีสมาร์ทโฟน สายตาทุกคู่จะมองมาที่เราคนเดียว 

ตอนนั้นคุณเล่าเรื่องอะไร

เรือนจำแรกที่ผมไปคือเรือนจำกลางนครปฐม ผมเล่าเรื่องความเป็นอยู่ของพี่เก่งลายพราง วิธีการผ่าอวัยวะเพศ การสักอวัยวะเพศ ผมถามเขาว่าข้างในนี้คนเขามีอะไรกันตรงไหนได้บ้าง แล้วเขาก็ชี้ให้ดู เฮกันใหญ่ คนข้างในเขาไม่รู้จักเราหรอก แต่ผมเข้าไปเป็นเพื่อน ไปเป็นรุ่นน้องของพี่ ๆ พอรู้สึกว่าสนิทกันแล้วเขาก็ฟังเรา พอเขาพร้อมที่จะฟัง เราก็พร้อมที่จะพูด ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร เขาก็พร้อมรับฟังและเล่นไปกับเรา 

เวลาเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวผมจะคั้นมุกตลกออกมา ต้องกลั่นกรองก่อนถึงจะเล่นได้ แต่พอมาเล่นในเรือนจำ เราคิดมุกไว้แค่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่คนที่นั่นตั้งใจฟังเต็มร้อย บางทีเราเล่นมุกโง่ ๆ เขาก็ยังให้เกียรติเรา ผมเลยคิดว่าเล่นในนี้แม่งมีความสุขฉิบหาย เวลาที่ได้ยินเสียงหัวเราะมันเติมเต็มเรามาก พูดในเรือนจำเนี่ยแหละเต็มอิ่มที่สุดแล้ว

ครั้งหน้าอยากชวนไปจัดยืนเดี่ยวข้างในนั้นบ้าง เพราะในกลุ่มยืนเดี่ยวคอมเมเดี้ยนเองก็มีหลายคนที่เคยใช้ยาเสพติด ใช้ชีวิตผิดพลาด ผมอยากชวนเขามาเล่ามุมดี ๆ ให้คนฟังรู้สึกว่าเขายังมีคุณค่า แล้วออกมาแล้วเริ่มต้นใหม่ได้อย่างคนคนหนึ่งในสังคม

ยังจำวันแรกที่ขึ้นไปเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวได้ไหม

จำได้ไม่ลืมว่าผมค่อนข้างหยาบคาย เรารู้ตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเล่าในยืนเดี่ยว ครั้งนั้นถือเป็นตำนาน เพราะตอนนี้คนเข้ามาดูคลิปเป็นสิบ ๆ ล้าน เราพูดเรื่องดาร์กของสังคม ใช้วลีหยาบคาย วันนั้นที่ผมพูดออกไปคนเขาก็ตกใจ ผมมองว่ามันสนุกตรงที่คนเอาเรื่องยาเสพติด เรื่องที่เคยทะเลาะกับพ่อแม่ ปัญหาครอบครัว มาพูดบนเวทีให้กลายเป็นมุกขำ ๆ ได้ รวมถึงเรื่องการเมือง ศาสนาด้วย บางครั้งเดี่ยวไมโครโฟนครั้งเดียวอาจเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเราไปได้เลย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

เทปแรกมีตอนที่คุณพูดถึงเรื่องครอบครัวด้วย บางบ้านอาจเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้เลย เพราะจะทำให้แตกหัก ทำไมคุณถึงกล้าเล่าเรื่องนี้บนเวทียืนเดี่ยว 

ผมมาจากครอบครัวที่แตกแยก พ่อแม่เลิกกันตอน ม.5 ป๊ามีลูกกับภรรยาใหม่ มองย้อนกลับไป โอ้โห หดหู่ว่ะ แต่พอโตมามันก็กลายเป็นเรื่องขำ ๆ ไปแล้ว อาจเป็นการสู้รบกับตัวเองด้วยมั้ง เพราะพอไปเล่าในที่สาธารณะแล้วก็กลายเป็นแค่เรื่องขำเรื่องหนึ่ง การผ่านความเลวร้ายในชีวิตก็ถือเป็นความสนุก ที่เราไม่ต้องเครียด ไม่ต้องจมกับความทุกข์ สุดท้ายก็เป็นแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่งที่เราเล่าออกไปเท่านั้นเอง 

วันนั้นผมเล่าว่าป๊าไปติดนักร้องคาเฟ่ ป๊านั่งแท็กซี่กลับบ้าน แม่ผมคอยดักหน้าบ้าน พอแท็กซี่ออกไป แม่ลงไปโบกแท็กซี่ปากซอย จ้างห้าร้อยบาทให้เขาพาไปหาผู้หญิงคนนั้น แต่ดันพาไปผิดที่ เพราะป๊าให้แท็กซี่ไปแล้วพันหนึ่ง เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าแม่ต้องจ้างห้าร้อย ส่วนแท็กซี่ก็เลยได้เงินไปเลยพันห้า นี่เป็นเรื่องแม่ตามจับเมียน้อย เปลี่ยนจากเรื่องเศร้าให้เป็นเรื่องตลก แถมวันนั้นป๊าก็ได้ฟังด้วยนะ

เรื่องแบบไหนที่คุณมักจะหยิบมาเล่า

เราดูตลกแล้วชอบพี่แจ๊ส ชวนชื่น, หนู คลองเตย เขาจะเอาเรื่องในชีวิตประจำวันที่แทบไม่มีอะไรด้วยซ้ำมาเล่าให้มันตลกได้ เราเลยชอบเล่าเรื่องในชีวิตประจำวัน อย่างคลิปแย่งโทรศัพท์กับอาม่า คลิปก๋วยเตี๋ยวเป็ด ซึ่งเป็นคลิปในตำนานของเบ๊น อาปาเช่ คลิปพวกนี้เราดูเอง เราไม่ขำเลย เพราะมันเป็นชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ขวบหน่อย ๆ มาจนถึงอายุสามสิบ แต่พอเราลงไปในโซเชียลมีเดียคนตลกเฉยเลย 

ผมอาจไม่ใช่คนตลก ไม่ใช่คนเดียวที่มีเรื่องเล่าเยอะ ทุกคนเองก็มีเรื่องราวในชีวิตประจำวันเหมือนกันกับผม เพียงแต่ผมช่างสังเกต เอานั่นเอานี่มาเล่า เป็นพวกบ้าคอนเทนต์ด้วยเลยมีเรื่องเยอะ ต้องขอบคุณภรรยาด้วยนะ แรก ๆ เราคิดว่าเขาจะเบื่อเรา บางทีเราขับรถอยู่แล้วเจอคอนเทนต์ข้างทาง ก็ต้องกลับรถไปยังจุดนั้นอีกครั้งเพื่อลงไปถ่าย

ทำไมถึงสนใจคอนเทนต์ข้างทางที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

อาม่าผมเป็นมนุษย์ป้าเจเนอเรชันแรก ๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ หมอมักจะเกลียดอาม่า เพราะอาม่าเป็นนักแซงคิวอันดับต้น ๆ ถ้าสมัยนี้อาม่ายังอยู่ต้องมีดราม่าแน่นอน เพราะกล้องวงจรปิดเยอะ เวลาไปโรงพยาบาลรัฐ ปกติเราต้องตื่นไปรอตั้งแต่ตีห้า แต่อาม่าแกเป็นคนตื่นสาย กว่าจะไปถึงก็สายแล้ว อาม่าเลยชอบแกล้งป่วย เขาเลยแซงคิวให้ไปเจอหมอเลย พอเข้าไปในห้องก็บอกหมอว่า “เมื่อกี้กูแกล้ง” 

บางทีผมขับรถตู้ให้อาม่านั่ง อาม่าชอบบอกให้ย้อนศรเข้าโรงพยาบาลไปเลย ซึ่งมันไม่ถูกต้อง พอตำรวจมาจับ อาม่าก็จะบอกเลยว่า “อั๊วไม่ไหวแล้ว อั๊วจะตายแล้ว” เหมือนเดิม สุดท้ายวันต่อมาดันไปเจอตำรวจคนเดิม อาม่าใช้มุกเดิม ตำรวจบอกว่าจำได้นะ อาม่าใช้มุกนี้ไปแล้ว เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน ที่พอเอามาเติมเครื่องปรุงนิดหน่อยให้มีรสชาติก็หยิบไปเล่าได้

รู้ตัวตอนไหนว่าเป็นคนชอบเล่าเรื่อง

ตั้งแต่มัธยม เวลามีงานกลุ่ม คนอื่นจะเกี่ยงกันพรีเซนต์ แต่เราจะเป็นคนแรกที่บอกว่า “พวกมึงทำงานไปนะ เดี๋ยวกูพรีเซนต์เอง” ผมชอบนำเสนอ ชอบเสนอหน้า ชอบเป็นพิธีกรบนเวที เรารู้ตัวเองว่าไม่ใช่คนร้องเพลงเก่ง เราไม่ใช่คนเต้นเก่ง ก็เลยพยายามหาว่าเรามีอะไรดี เรามีไอดอลเป็นน้าเน็ก พี่พีเค ที่เขาไม่ต้องร้อง ไม่ต้องเต้น แต่เขาก็อยู่บนเวทีได้

ครั้งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าตัวเองชอบพูดคือตอนเรียนอยู่ ม.กรุงเทพ เราเป็นเด็กนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณา ซึ่งมีวิชาบังคับคือวิชาพูด เรียนรวมกันหลายร้อยคน ประมาณสี่เซกชัน พอคะแนนออกมา ปรากฏว่าผมเป็นที่หนึ่งของรุ่น เลยรู้สึกว่ากูพูดได้เว้ย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

ชอบพูดแต่ไม่อยากทำงานพูด

ตอนนั้นตั้งใจจะเป็น Copywriter เพราะอยากทำงานในเอเจนซี่โฆษณา 

แล้วได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ไหม 

ไม่ครับ จบมางานแรกดันเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟ ตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยมีคนหัวกะทิเยอะ เราเลยสู้เขาไม่ได้ ผมอยากทำงานในเอเจนซี่มาก ยื่นพอร์ตไปสิบกว่าที่ ที่ดัง ๆ ทั้งนั้น แต่ไม่มีใครรับเลย สุดท้ายไปสมัครทำงานในร้านกาแฟร้านหนึ่งแถวจุฬาฯ แต่ข้อดีของการทำงานที่นั่นคือได้คุยกับลูกค้า เดือนหนึ่งเขาให้หยุดสี่วัน แต่ผมทำเต็ม ไม่หยุดเลยสักวัน เพราะผมชอบคุยกับคนมาก ยิ่งเวลามีคนสวย ๆ จากจุฬาฯ มา เราก็จะคอยโต้ตอบให้เขาสนุกสนาน  

แต่ก็สนุกได้ไม่นาน

ทำได้หนึ่งเดือน รู้สึกว่าไม่ใช่ก็เลยออก จะว่าลาออกก็ไม่ใช่ เพราะจริง ๆ แล้วโดนไล่ออก ตอนนั้นเราคุยกับคนนู้นคนนี้ วันหนึ่งดันไปคุยกับลูกสาวเจ้าของร้าน แต่เราไม่รู้ว่าเขาคือลูกสาวของประธานบริษัท เรื่องเป็นแบบ TikTok ที่กำลังดัง ๆ อยู่ตอนนี้เลย เราดันไปบอกลูกเขาว่า “ผมตั้งใจเข้ามาที่นี่เพราะจะมาจำสูตรให้หมด ผมจะขโมยสูตร แล้วผมจะไปเปิดร้านตัวเอง” 

ฉิบหาย เขาคือประธานบริษัท อีกวันพอเรื่องถึงหูพ่อเขา เราออกเลย 

เป็นงั้นไป แล้วคราวนี้ทำยังไงต่อ

หลังจากนั้นเลยไปสมัครงานทีวีที่เวิร์คพอยท์ เพราะเพื่อนที่จบครีเอทีฟจากมหาวิทยาลัยเดียวกันชวนไป เราไปกันสี่คน มีผมคนเดียวที่จบสายโฆษณา ไม่ตรงกับสายทีวี เลยไปตัวเปล่า กะไปเป็นเพื่อน แต่สุดท้ายก็สมัครด้วย อย่างกับสคริปต์หนังเลยนะครับ เพราะทั้งสามคนที่เอาพอร์ตไปด้วยไม่ติด แต่ผมดันติด เพราะตอนนั้นพี่ HR เขาพูดขึ้นมาว่า “ในหนึ่งนาทีนี้ ถ้ามึงเล่าเรื่องตลกให้กูขำได้ กูรับมึงเข้าทำงานเลย” ผมเลยเล่าเรื่องประธานบริษัทเมื่อกี้ให้ฟัง เลยได้เข้าไปทำงานคนเดียว 

เวิร์คพอยท์เวิร์กไหม

ความจริงแล้วโปรที่เวิร์คพอยท์มีทั้งหมดสามเดือน แต่ผมต่อโปรไปทั้งหมดสี่รอบ ไปอยู่ได้เจ็ดถึงแปดเดือนแต่ก็ยังไม่ผ่านโปร อยู่นานจนสนิทกับ HR เขาบอกเราว่านายมีของ แต่เรารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเราไม่มีของ ถ้ามีก็คงเป็นของคนละแบบกัน พอทำงานแผนกหนึ่งครบสามเดือน หัวหน้าบอกว่าคนนี้ทำงานไม่ได้ ซึ่งเราก็มองว่าเราทำงานทีวีไม่ได้จริง ๆ แค่หา Reference ยังไม่เข้าใจเลยว่าคืออะไร เขาเลยให้ย้ายไปอยู่ทีมซิตคอม อยู่ได้สองเดือน หัวหน้าทีมก็บอกว่าเราไม่ผ่านอีก HR บอกว่าเรามีของ ให้ต่ออีกสักเดือนสองเดือนเถอะ ผมต่อโปรจนบัตรพนักงานหมดอายุ เข้าตึกไม่ได้ สุดท้ายรู้สึกว่าต้องพอแล้วล่ะ (หัวเราะ)

แต่เวิร์คพอยท์ก็ยังเวิร์

ถึงจะอยู่แค่ไม่กี่เดือน แต่เรารู้จักเพื่อน ๆ พี่ ๆ เยอะมาก เราไม่ได้ไปทำอะไรเสียหาย เราทำตัวน่ารักกับทุกคน เลยมีคอนเนกชันมากมาย ผมได้เห็นการถ่ายทำทั้งทีมโปรดักชันและทีมครีเอทีฟหลังบ้าน ตอนนั้นอยู่โซนหลังบ้าน แต่หัวหน้าจะไม่ค่อยเจอผมที่โต๊ะหรอก เพราะผมชอบแวบไปอยู่ที่สตูฯ ไปดูเขาถ่ายทำ เราดู ชิงร้อยชิงล้าน มาตั้งแต่เด็ก เพิ่งรู้ว่าเขาถ่ายกันแบบนี้ ดู หม่ำโชว์ แค่สองชั่วโมงจบ แต่จริง ๆ แล้วหนึ่งเทปถ่ายกันนานเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง เราซึมซับ เราเห็นวิธีการถ่าย พอเข้าใจแล้ว เลยออกมาทำเพจเฟซบุ๊กของตัวเองเลย 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

คอนเทนต์แรกฉลองเพจเปิดใหม่คืออะไร

ถ่ายคลิปตัวเองลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นคลิปตลกโปกฮาทั่วไป มีคนไลก์เยอะพอสมควรเลย จนวันหนึ่งลองพาอาม่ามาถ่ายเล่น ๆ เพื่อแท็กให้ญาติ ๆ ของเรามาดูอาม่า บังเอิญคลิปนั้นแมส คนดันชอบ จนมาถึงคลิปที่สอง เราก็พาอาม่ามาถ่ายเล่นอีก ทีนี้คนก็ยิ่งชอบ แชร์หลักหมื่น เลยเริ่มรู้แล้วว่าน่าจะไปได้ดี 

ตอนนั้น พี่โจ๊ก ไอศกรีม เขาพูดประโยคหนึ่งกับผมว่า “ถ้ามึงไม่เอาอาม่ามาทำเพจ กูขอซื้ออาม่าต่อห้าหมื่น ถ้ามึงขายกูซื้อเลย” คือเขาไม่ได้จะซื้ออาม่าเราจริง ๆ หรอก เขาแค่พูดเล่น ๆ เพราะอยากให้เราทำเพจ แต่เราหวงอาม่า เลยตอบกลับไปว่า “กูไม่ขาย กูทำเองก็ได้” คืนนั้นเลยกลับบ้านไปตั้งเพจ แล้วคิดอยู่นานว่าจะใช้ชื่ออะไรดี เลยเป็นเบ๊น อาปาเช่ 

ทำไมถึงเป็น ‘เบ๊น อาปาเช่’ 

โห ชื่อสกุลนี้มันค่อนข้างหยาบโลนเหมือนนะ เคยตอบในรายการอื่น ๆ ว่ามันเป็นชื่อชนพื้นเมืองอเมริกันบ้าง อะไรบ้าง แต่วันนี้ผมจะตอบความจริงกับ The Cloud ว่า มันเป็นชื่อท่าร่วมเพศท่าหนึ่งที่กลุ่มเพื่อนพูดกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก่อนเราทำอะไร เพื่อน ๆ ในกลุ่มจะบอกว่า “เฮ้ย มึงแม่ง อาปาเช่ฉิบหายเลยว่ะ” เราเลยเอาคำนี้มาใช้

งานที่สามในชีวิต เป็นงานที่ใช่เลยไหม

ผมชอบทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ผมชอบเล่นอะไรแผลง ๆ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ ป.6 อาม่ามีหลานทั้งหมดยี่สิบเอ็ดคน แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่เหมือนแกะดำ แปลกประหลาด ไม่เหมือนคนอื่น แต่สุดท้ายความแปลกของเรามันกลายเป็นอาชีพที่ทำให้เราเลี้ยงครอบครัวได้

คุณแตกต่างจากหลานคนอื่น ๆ อย่างไร 

อาม่าพูดดีกับทุกคนเลย แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่อาม่าเรียกว่ามึง ตอนเด็ก ๆ น้อยใจว่าทำไมอาม่าพูดกับคนอื่นเพราะ แต่พูดไม่ดีกับเรา แต่สุดท้ายก็เข้าใจว่าอาม่าสนิทกับเราที่สุด และเราเป็นหลานที่พิเรนทร์ที่สุด ชอบแกล้งอาม่า

ตอนพาอาม่ามาทำเพจ ได้เตรียมใจไหมว่าอาม่าจะต้องจากไปสักวันหนึ่ง 

ผมเคยมองว่าถ้าเราถ่ายเล่นเองคนเดียวก็คงไม่มีใครมาดู การจะดังได้ต้องตลกที่สุด เสียงเพราะที่สุด เต้นเก่งที่สุด หรือทุเรศที่สุด แต่เราอยู่ตรงกลาง เป็นไอ้ตี๋ใส่แว่นคนหนึ่งที่ไม่มีคาแรกเตอร์ ไม่มีจุดขาย เราเลยดึงอาม่ามาเล่นด้วย อาม่าคือนักร้องนำ ส่วนเราคือแบ็กอัป วันหนึ่งอยู่ ๆ อาม่าหกล้มแล้วเสียไปเฉยเลย คนเขาพูดกันว่า เบ๊น อาปาเช่ จะทำอะไรต่อ มันตายแน่ ๆ เราตอบเขากลับไปว่า เป็นอย่างที่พูดกันนั่นแหละ ผมเองก็คิดว่าผมตายแน่

ตัดเรื่องหัวใจออกไปก่อนเลยนะ เพราะเราเสียใจอยู่แล้ว จะเล่าถึงเรื่องงานล้วน ๆ เลยว่าช่วงแรกก็เป๋ไปนิดหน่อย แต่สุดท้ายแล้วต่อให้นักร้องนำตาย วงดนตรีก็ต้องไปต่อ โชคดีที่แฟนเพจรักในความเป็นเบ๊นกับอาม่า พออาม่าหมดอายุขัยเขาก็ทำใจได้ มันคือความเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติ สุดท้ายสิ่งที่ยังอยู่คือการเป็นตัวเอง ผมเชื่อคำพูดหนึ่งที่บอกว่า “อย่าพยายามเป็นอะไร นอกจากตัวเอง” ทุกวันนี้เราเลยพยายามเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

ส่วนเรื่องของหัวใจ รับมืออย่างไร

เราตอบแทนเขาจนไม่ติดใจอะไรแล้ว เขาจากไปอย่างสวยงามที่สุดแล้ว ผมอยู่กับอาม่าจนวินาทีสุดท้าย คนจีนเขามักจะให้ลูกชายคนโตจัดการงานศพ แต่ในวันที่อาม่าเสีย เราบอกทุกคนเลยว่าไม่ต้อง เดี๋ยวผมจัดการเอง งานของอาม่าผมจะจัดให้อย่างสมเกียรติ ก่อนอาม่าจะจากไป ผมก็ให้อาม่าอยู่โรงพยาบาลดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ 

สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากอาม่าคือ

สิ่งแรกที่อาม่าสอนและทิ้งท้ายไว้ก่อนตายคือเรื่องตรงต่อเวลา ยอมรับนะว่าเมื่อก่อนไม่ค่อยมีวินัย ก่อนตายอาม่าบอกว่า “ถ้าวันหนึ่งกูไม่อยู่ มึงต้องไปรอเขานะ อย่าให้เขามารอเรา” อาม่ามีความเป็นมืออาชีพมาก ถ้ามีงานไหนนัดเก้าโมง ผมจะออกจากบ้านประมาณแปดโมง แต่อาม่าจะเป็นคนที่ออกตอนเจ็ดโมงหรือหกโมง อาม่าเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องเวลาและความพร้อมมาก

เบ๊นตอนที่มีอาม่า กับเบ๊นตอนไม่มีอาม่า แตกต่างกันอย่างไร

ถ้าเป็นเรื่องงานก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ ตอนมีอาม่าอยู่ อาม่าเป็นเหมือนเกราะป้องกันชั้นดี เพราะคนรักอาม่า เวลาเล่นมุกอะไรไม่ค่อยมีใครกล้าด่า มีแต่เสียงหัวเราะ หลังจากที่ไม่มีอาม่า ผมไม่มีเกราะป้องกันอะไรอีกแล้ว ผมอยู่ตัวคนเดียว แน่นอนว่าต้องมีคนที่ไม่ชอบเราอยู่แล้ว 

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของผมในทุกวันนี้คือ เวลาเราทำอะไรพลาดเพราะคิดน้อย เขาไม่ด่าผมอย่างเดียว เขาจะด่าว่า “นี่แหละ พอไม่มีอาม่าแม่งก็เหมือนขยะชิ้นหนึ่ง” “เมื่อก่อนเกาะอาม่ากินไง” “อาม่าไม่อยู่ ก็ไม่เคยดูอีกเลย” ประมาณนี้ 

ส่วนใหญ่คนที่ด่าเราจะไม่ใช่แฟนเพจ แล้วเวลาด่าเขาจะพยายามขุดอะไรหลาย ๆ อย่างที่รู้ว่าเราเจ็บขึ้นมาจี้ ที่รับไม่ได้เลยคือมาแตะลูกกับครอบครัวเรา เวลาเขาเถียงสู้เราไม่ได้ เขาจะใช้วิธีนี้เพราะเขารู้ว่าเราจะเจ็บ 

จัดการความรู้สึกอย่างไร

ต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันมีทั้งด้านบวก ด้านลบ 

แล้วด้านบวกของการเป็นบุคคลสาธารณะคืออะไร

ตอบตรง ๆ เลยคือเป็นงานที่รายได้ดี คลิปที่เราทำมันมีมูลค่า และผมมองว่ามันต่อยอดได้ เมื่อก่อนหน้าตาแบบผมคงไม่มีทางที่ได้ไปปรากฏตัวในซีรีส์หรือภาพยนตร์ แต่ไอ้เบ๊น อาปาเช่ กลับได้ไปเล่นซีรีส์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เล่นดีนะ เล่นแข็งเป็นก้อนหินเลย แต่เรามีโอกาสได้ไปทำอะไรใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำ ได้ไปพูดในเรือนจำ มีคนเชิญไปดูบอล ได้คอนเนกชันมากมาย 

สำคัญที่สุดคือเราได้ทำงานที่เรารักโดยเหมือนไม่ได้ทำงาน สำหรับผมนี่เป็นอาชีพที่มีความสุข เลือกวันหยุดตัวเองได้ ไปเที่ยวในวันที่คนเขาไม่ไปได้ด้วย ตอนนี้ผมยังมองเห็นแต่แง่ดีเป็นส่วนใหญ่ เพราะเรารักมันด้วยมั้งครับ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

เรื่องไม่ตลกของเบ๊น อาปาเช่

จริง ๆ ก็มีนะ ช่วงหลัง ๆ คนจะเล่นอะไรกับผมก็ได้จนรู้สึกว่าเราไม่ค่อยมีคุณค่า ข้อดีของการเป็นแบบนี้คือผู้ใหญ่เอ็นดู มองว่าไอ้นี่เป็นคนง่าย ๆ น่ารัก นี่ฟังจากคนอื่นมานะ ไม่ได้อวยตัวเอง 

แต่ข้อเสียก็คือ พอใครจะทำอะไรกับเราก็ได้ บางทีเขาไม่เห็นหัวเรา จะพูดอะไรก็ได้ คิดจะทำอะไรกับเราก็ได้ ไม่โกรธอยู่แล้ว ตัวเราก็ต้องเลือกเหมือนกันนะว่า จะเป็นแบบนี้ต่อไปหรือจะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่มีมาดมากขึ้น มีเกียรติมากขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้คนรู้สึกว่าเข้าถึงเรายาก เล่นไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว อย่างในเฟซบุ๊กส่วนตัว ผมมักจะลงแต่เรื่องดี ๆ บางคนมองว่าชีวิตเรามีแต่ความสุข บางครั้งเราลงเรื่องดราม่าไป คนก็โทรหาเราเป็นสิบ ๆ สาย มาคอนเมนต์กันเป็นร้อย ๆ เพราะไม่เคยเห็นเรามุมนี้ 

ผมว่าเราทุกคนมีเรื่องไม่ตลก แต่ผมขอเลือกที่จะไม่ไปอยู่ตรงนั้น ผมอยากให้คนจำเบ๊น อาปาเช่ ในมุมที่มีความสุขกว่า ปีนี้เป็นปีที่คิดเยอะเหมือนกัน เพราะว่าเราเริ่มโต มีครอบครัว มีลูกสี่ขวบแล้ว เราจะทำอะไรให้โตขึ้น ไม่ได้เล่นตลกโปกฮาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

เบ๊น อาปาเช่ เติบโตขึ้นอย่างไร

เปลี่ยนไปเยอะ แต่ยังเป็นเบ๊น อาปาเช่ คนเดิม ปีนี้ช่วยคนได้เยอะขึ้น เพียงแต่ใช้พื้นที่ของตัวเองเป็นกระบอกเสียงในการช่วยคนที่เดือนร้อนมากขึ้น อย่างวันนี้ต้องไปชัยภูมิตอนบ่ายเพราะมีงานด่วน มีเคสเด็กคนหนึ่งที่ซ้อนรถมากับคุณพ่อ แล้วคุณพ่อเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เราเลยตั้งใจจะส่งเขาเรียนจนจบปริญญาตรี

คุณเริ่มเปลี่ยนมาเป็นกระบอกเสียงช่วยเหลือคนอื่น ๆ ตอนไหน

ช่วงต้นปีที่เกิดโควิด-19 ระบาด มีคนทักมาขอเตียง เราคิดว่าตัวเองไม่ใช่หมอแล็บแพนด้า ไม่ใช่กลุ่มเส้นด้าย เขาจะทักมาขออะไร แต่ไหน ๆ ก็ขอมาแล้ว เราเลยส่งให้ พอส่งให้สำเร็จแล้ว เขาขอบคุณแล้วบอกว่ามันช่วยชีวิตคุณยายเขาไว้ เราเลยเริ่มช่วยหาเตียงและออกไปบริจาคของ

ยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า ครั้งแรกที่ไปแจกข้าวที่ราชดำเนิน ผมไปสร้างภาพ ถ่ายรูป ทำคอนเทนต์เท่านั้น แต่จากที่ไปสร้างภาพเราก็เริ่มมีความสุข เริ่มช่วยคนจริง ๆ จัง ๆ สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาคือความอิ่มใจที่ได้ทำเพื่อสังคม เราได้เงินจาการเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาเยอะ ก็เอาไปตอบแทนสังคมบ้าง เราอาจไม่ได้มีเงิน มีอำนาจมากพอ แต่เรามีเสียง ก็ใช้สิ่งนี้ช่วยไป

คุณคิดว่าอะไรทำให้คนตัดสินใจติดตามคุณ

เมื่อก่อนคืออาม่า สมัยนี้ตัวคนเดียวก็คงเป็นเพราะคือเราเป็นตัวของตัวเอง คนติดตามที่ผมเป็นไอ้เบ๊น ผมชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้นะ อยู่ในเพจผมเป็นคนยังไง อยู่ในวงเหล้ากับพี่ ๆ ผมก็เป็นอย่างนั้น ขึ้นเวทีผมก็เป็นอย่างนั้น ไปที่ไหนผมก็เป็นอย่างนั้น ผมเป็นแบบนี้กับทุกคนนี่แหละ เราเป็นพ่อบ้านสายเทา ไม่ใช่พ่อบ้านสายขาว เลิกงานเสร็จกลับบ้าน อาบน้ำให้ลูก ป้อนนม พาลูกนอน เรารักครอบครัว แต่ถ้าเมียเผลอ กูไปเลย ในเพจผมก็เป็นแบบนั้น

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

แล้วครอบครัวมีความเห็นอย่างไรกับการเป็น ‘พ่อบ้านสายเทา’

ต้องขอบคุณภรรยาที่คบมากันมาแปดปี อยู่กันมาตั้งแต่ผมยังไม่ทำเพจ เขาเห็นเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขารับได้ที่เราเป็นแบบนี้ ไม่เคยเช็กโทรศัพท์ ไม่เคยนั่งจับผิดกัน ผมลงรูปกับพริตตี้เยอะมาก แต่เขาไม่เคยต้องเสียใจเรื่องผู้หญิงเลย เราอยู่กันด้วยความเข้าใจ และเขาก็ไว้วางใจความเป็นเรา

การที่เราจะทำคอนเทนต์ให้สำเร็จได้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือพื้นฐานครอบครัว ภรรยาดูแลลูกเองได้เมื่อรู้ว่าปะป๊าไปถ่ายคลิป เข้าใจว่าคือการทำงานหาเงิน ผมเอาแม่ยายมาล้อเลียนในยืนเดี่ยวได้ แล้วแม่ยายก็เข้าใจด้วยว่าที่เราทำมันคือคอนเทนต์ บางครั้งผมอยู่ต่อหน้าแม่ยาย ต่อหน้าแฟน ไปเจอน้องพริตตี้ ผมสามารถเข้าไปกอดพริตตี้ได้โดยที่แม่ยายกับภรรยายังมาแซวด้วย แต่ที่สุดแล้วเราต้องให้เกียรติเขา ไม่ใช่ว่าสักแต่เล่นแต่ไม่ให้เกียรติเขาเลย

บางเรื่องสำหรับครอบครัวคุณเป็นเรื่องปกติ แต่อาจจะขัดใจครอบครัวอื่น ๆ คุณทำให้เนื้อหาที่นำเสนอสมดุลได้อย่างไร 

ผมไม่ใช่คนดี ผมเป็นคนแย่คนหนึ่งที่อยากเห็นสังคมดีขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อก่อนผมลงเรื่องดาร์ก เรื่อง 18+ เยอะ จนกระทั่งวันหนึ่งผมไปเที่ยวเขาใหญ่กับครอบครัวแล้วเจออีกครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่เขาไม่เคยดูเราหรอก แต่ลูกสาวเขาอยากถ่ายรูปด้วย ประมาณหกขวบเอง บอกว่าชอบพี่เบ๊นมาก เราเลยตกใจว่ามีเด็กดูเราด้วยเหรอ เราก็เลยต้องเปลี่ยนคอนเทนท์หลาย ๆ เรื่องให้เบาลงบ้าง เพราะว่ามีเด็กดู เขาดูแล้วเขาจำ จำแล้วทำตาม อย่าลืมนะครับว่าเทรนด์กินโรตีดิบก็มาจากโซเชียลมีเดีย

เบ๊นเรียนรู้อะไรจากบทบาทการเป็นบุคคลสาธารณะ

ผมไม่ใช่คนเก่ง แต่เพราะมีคอนเนกชันเยอะ มีพี่มีน้องเยอะเลยทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ งานที่เราได้ เรามักจะได้จากการไปเจอพี่ ๆ อาชีพนี้รายได้ดีก็จริง แต่บางครั้งผมไม่ได้ทำเพื่อเอาเงินเป็นอันดับแรก ผมไม่ค่อยถามเรื่องเงินเลยนะ ให้ใจไปก่อนเป็นอันดับแรก แล้ววันหนึ่งเราก็ได้สิ่งดี ๆ กลับมา เราไม่ได้หวัง แต่มักจะได้สิ่งดี ๆ กลับมาเสมอเลย

ผมเชื่อเรื่องความจริงใจ และมั่นใจว่าเราแทบไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครเลย วงการนี้หรือวงการไหน ๆ มันก็แคบหมด ไม่ต้องห่วงเลย เรื่องดี ๆ มันไม่ค่อยไปถึงกันหรอก แต่ถ้าเราพลาดหรือทำผิดอะไรนิดเดียว แป๊บเดียวรู้เรื่อง (หัวเราะ) ที่ผ่านมาเรายังโชคดีที่ว่าไม่เคยทำอะไรให้ใคร

คุณอยากให้คนจดจำ ‘เบ๊น’ ในฐานะอะไร 

อยากให้คนจดจำในฐานะไอ้เบ๊น อาปาเช่ ผู้ชายที่เป็นพ่อบ้านจอมกะล่อนคนหนึ่ง ผมอินกับความเป็นครอบครัวมาก แต่อีกมุมผมก็ชอบชีวิตวัยรุ่นของตัวเอง ชอบแสง สี เสียง ชอบเมือง ความเซ็กซี่เย้ายวน ผมเลยเรียกตัวเองว่าพ่อบ้านสีเทา ที่เมียเผลอแล้วเจอกัน เป็นไอ้เบ๊น อาปาเช่ ที่ได้ช่วยสังคมไปด้วย เล่นพิเรนทร์ไปด้วย เป็นคนคนหนึ่งที่ได้เป็นตัวเองเสมอ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

Writer

Avatar

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

Avatar

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

14 กุมภาพันธ์ 2561
5 K

ความรัก ความสูญเสีย การให้อภัย และความไม่จีรัง ดูจะเป็นสิ่งที่เดินมาเคียงกัน ซึ่งแม้แต่คนที่คิดจะรักยังต้องยอมจ่าย และไม่มีสิทธ์เลือกว่าจะรักได้โดยไร้น้ำตา

บางคนถึงกับกล่าวว่า อยากรัก ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำตา แต่ใช่ว่าในโลกนี้จะไม่มีน้ำตาแห่งความปลื้มใจที่ฝากรอยยิ้มไว้กลบบาดแผล

ความรัก ดูจะเป็นเรื่องที่คลุมเครือที่สุดในโลก และมันยังคงเป็นอย่างนั้น

ใครว่านิยามของความรักที่คาลิล ยิบราน เขียนไว้ในหนังสือ ปรัชญาชีวิต คือการให้นิยามความรักบริสุทธ์ได้อย่างชัดเจนที่สุด?

ไม่มีใครกล้าฟันธง

แต่จะว่าไป เพราะความคลุมเครือ ความไม่แน่ใจ และยากที่จะอธิบายนี่แหละ คือเสน่ห์ที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักอย่างโงหัวไม่ขึ้น

ที่สำคัญ ความรักไม่เคยสนว่าคุณจะเป็นใครหน้าไหน

หญิงรักหญิง ชายรักชาย คือความรักที่มีค่าน้อยกว่าความรักรูปแบบอื่นๆ หรือไม่?

ใคร (และมีสิทธิ์อะไร) มาตัดสิน?

เหมือนกันกับความรักระหว่าง ‘เชน’ กับ ‘พิช’ จากภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่ชวนตั้งคำถามว่า หรือจริงๆ แล้วความรักไม่เคยมีเส้นแบ่งของคำว่าเพศสภาพ เพราะแม้แต่คนที่เคยเข้าใจว่าตัวเองรักได้แค่เพศตรงข้าม ยังอาจเกิดความรักกับเพศเดียวกันได้ในสักวันหนึ่ง  

จะเพศอะไร สำคัญตรงไหน ตราบใดที่หัวใจนั้นมีรัก?

ก่อนวันวาเลนไทน์เพียง 2 วัน เรามีโอกาสสัมภาษณ์ผู้กำกับและทีมนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ในวันที่หนังเรื่องนี้ฉายรอบไทยแลนด์พรีเมียร์

มะลิลา

แม้จะเป็นการพูดคุยกันแบบ round table สั้นๆ เพียง 30 นาที แต่นี่คือบทสนทนาว่าด้วยมุมมองความรัก การจัดการกับความสูญเสีย การให้อภัยทั้งกับตัวเองและคนรัก และความไม่จีรังของชีวิตที่ต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็กลบความตายไว้ไม่มิด ผ่านทรรศนะของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่นำเสนอประเด็น LGBT ได้อย่างมีสุนทรียะและแหลมคม ร่วมด้วย โอ-อนุชิต สพันธุ์พงษ์ ผู้รับบท ‘พิช’ ศิลปินนักทำบายศรีที่พยายามเยียวยาความเจ็บปวดในชีวิตผ่านการทำบายศรีที่เขารัก สมทบด้วย โอ๋-สำเร็จ เมืองพุทธ รับบท ‘พระสันชัย’ (หรือที่ในเรื่องเรียกว่า ‘หลวงพี่ผู้พัน’) พระพี่เลี้ยงของเชน และสุดท้ายจะขาดใครไปไม่ได้นอกจาก เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ รับบท ‘เชน’ เจ้าของสวนมะลิ ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับวังวนของความสูญเสีย และพยายามจะตั้งหลักใหม่กับ ‘พิช’ ผู้ชายคนเดียวที่เขารัก

หากมองว่าการสร้างสรรค์ภาพยนตร์สักเรื่องคือกระบวนการทำความเข้าใจชีวิต วงสนทนาวงนี้จึงขับเคลื่อนด้วยบุคคลทั้งสี่ที่ใช้ มะลิลา เป็นตัวค้นหาคุณค่าของลมหายใจที่ขับเคลื่อนด้วยความรัก

จุดประสงค์หาใช่การเฟ้นหาบทสรุปหรือนิยามของความรัก ความสูญเสีย และการให้อภัย

แต่คือการพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นไป เพื่อให้ความรักที่อยู่ในอ้อมกอดของเราในวันนี้ ดีขึ้นกว่าเดิม

ทีมมะลิลา

หลังผ่านการกำกับและการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ มุมมองและความรู้สึกที่คุณมีต่อความรักเปลี่ยนไปอย่างไร

เวียร์: ถ้าเอาตัวผมคนเดียว ถามว่าตอนนี้ผมมองยังไง ผมมองคล้ายเดิม แต่สำหรับสังคมอื่นๆ ที่ผมได้เห็น หรือตัวละครที่ผมเล่น ผมก็ได้เรียนรู้ความรักในอีกรูปแบบหนึ่ง คือถ้าผมไปเจออะไรอย่างนี้ ผมก็จะรู้แล้วว่า อ๋อ มันไม่ได้มีความรักแค่แบบเดียวอยู่แล้วในโลกใบนี้ ตอนนี้ผมได้รู้เพิ่มว่ามันเป็นไปได้เหรอกับความรักในรูปแบบนี้ที่… (นิ่งคิด)

นุชี่: ที่ผู้ชายคนหนึ่งจะรักผู้ชายอีกคนหนึ่งได้มากขนาดนี้?

เวียร์: ใช่ไง ถูกต้อง ผมรู้สึกว่ามันเป็นไปได้อย่างนั้นเลยเหรอ ถึงขั้นบวชให้

นุชี่: เพราะเธอไม่เคยเห็นผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกัน?

นุชี่ อนุชา เวียร์ ศุกลวัฒน์

เวียร์: ไม่เคยเห็นอยู่แล้ว อาจจะเคยเห็นแต่ไม่ได้ลงไปสัมผัส แต่ตอนนี้ต้องเข้าไป เพราะเราเป็นตัวละครตัวนั้น มันก็ดี ผมว่าจริงๆ แล้ว มนุษย์เป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ คือแม้แต่ตัวเราเองเรายังไม่รู้เลยว่าเราจะสามารถรู้สึกแบบนั้นได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจจะไปได้ไกลกว่านั้นอีก เราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย แต่มันก็เป็นไปได้ เอาเป็นว่าเราก็อย่าไปตัดสินอะไรเลยดีกว่าว่าคุณจะรู้สึกได้แค่นี้ ได้เท่านี้ เพราะทุกอย่างมันเป็นไปได้มากกว่าที่เราคิด ผมรู้สึกอย่างนั้น

โอ: สำหรับโอ ตัวละคร ‘พิช’ ตัวนี้ผ่านประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายมา เพราะฉะนั้น คนที่ผ่านประสบการณ์พวกนี้มา โอว่าเขาจะมองโลกอีกแบบหนึ่ง เหมือนอย่างตอนที่พ่อตัวเองไม่สบายหนักๆ (ในชีวิตจริงของโอ อนุชิต) เราก็รู้สึกได้ว่าเขามีความเปลี่ยนแปลง เขาตามใจตัวเองมากขึ้น เขาฟังคนรอบข้างน้อยลง เหมือนพอเขารู้ว่าเขาอาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน เขาก็ยิ่งตามใจตัวเองเข้าไปใหญ่ เขาคงทำเพื่อคนอื่นมามากแล้ว ส่วนตัวละครตัวนี้อาจไม่ถึงขั้นเอาแต่ใจ แต่เขาเข้าใจโลกในแบบที่เขาเข้าใจ เพราะฉะนั้น เมื่อเขาเห็นคนอื่นทุกข์ร้อนกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เขาจะรู้สึกว่าถ้ามาเจออย่างฉัน เธอจะเข้าใจเลยว่าไอ้เรื่องพวกนี้มันขี้ปะติ๋ว สิ่งนี้ทำให้เราเข้าใจมุมมองของคนอื่นมากขึ้นว่า เออเนอะ เรื่องบางเรื่องมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กสำหรับเรา แต่จริงๆ แล้ว สำหรับคนอื่นมันคือเรื่องใหญ่มาก เพราะฉะนั้น เราก็จะไม่ไปตัดสินคนอื่นว่า เรื่องไหนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกอย่างสามารถสำคัญได้กับทุกๆ คน

โอ อนุชิต โอ อนุชิต

โอ๋: สำหรับผม ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ตัวละครมันน้อย มุมมองความรักที่ผมเจอในหนังเรื่องนี้คือ ถ้าโลกนี้มีกันแค่สองคนหรือสามคน อย่างพระที่เดินธุดงค์ด้วยกัน ผมมองว่าความรักคือการทำดีต่อกัน

คือผู้ชายคนหนึ่งทำดีกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ถ้าความรักเขามีมาก เขาก็ทำดีมากๆ สิ่งที่เขาเสียสละให้มันคือความดีที่เขาอยากทำให้ อย่างที่พระเชนบวชให้ เพราะเขาคิดว่ามันคือสิ่งที่ดีที่เขาทำให้คนที่รักได้ อย่างพิชทำบายศรี เพราะเขาคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เขาทำให้ นี่คือความรักที่ผมเห็น แล้วพอหลวงพี่ไปธุดงค์ด้วยกัน เขาก็มีความดีต่อกันเหมือนพี่ดูแลน้อง เป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างคนต่างดูแลกัน ผมเห็นความรักในหนังเรื่องนี้เป็นความดี สุดท้าย คนที่ตายจากกัน จะเหลือความรักก็คือความดีที่เขาเคยทำไว้

โอ๋ สำเร็จ เมืองพุทธ

นุชี่: คือเราก็ทำหนัง LGBT มานาน เราคิดว่าสิ่งที่เราจะนำเสนอในนี้ อย่างน้อยมันได้เห็นตัวละครที่แทบจะปราศจากเพศ หรือมีความลื่นไหลทางเพศ เพราะว่าเราพบเจอผู้ชายหลายคนที่เป็นอย่างนั้น แม้กระทั่งเราเองก็เป็นอย่างนั้น อย่างตัวนี้ (หันหน้าไปทางเวียร์) เขาเล่นเป็นตัวละครที่เคยมีความรักมาก่อน เราอาจจะมองว่าเขาเป็นเกย์ ถูกไหม แต่พอเขาแต่งงาน เขามีเมีย มีลูก เราถึงมองว่าเขาเป็นผู้ชาย ถูกไหม เขาบอกด้วยนะว่าถ้าเกิดไม่มีเหตุการณ์พลิกผันในชีวิต เขาก็คงจะอยู่กินกับผู้หญิงคนนั้นต่อไปแหละ เขาก็คงไม่ได้มาเจอพิชอีกแล้ว เขาก็คงจะหยุดอยู่ที่ความเป็นผู้ชาย แต่พอมีเหตุการณ์พลิกผัน เขากลับลื่นไหลมาเป็นเกย์อีกรอบ และพอพลิกผันอีกทีหนึ่ง เขาเป็นเพศบรรพชิต มันเลยมองว่ามันไม่จำกัดเพศน่ะ เรื่องนี้อย่างน้อยจะเห็นแง่มุมนั้น

คือเรามองว่าผู้ชายบางคนมีคุณสมบัตินี้โดยที่เขาไม่รู้ตัว จริงๆ แล้วคุณสามารถรักได้ แต่ด้วยความที่แต่ละคนก็อยู่ในพื้นที่ที่ต่างกัน มันมีกำแพงบางอย่าง ซึ่งเราก็ไปว่าเขาไม่ได้ มันเป็นสิทธ์ของแต่ละคนว่าเขาจะมองยังไง เราไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนความคิดได้ แต่เราแค่จะบอกว่ามันมีทางเลือกแบบนี้ ส่วนคนที่เป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ผิด มันเกิดขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่แย่ และเราว่าจริงๆ หนังเรื่องนี้มันก็พูดถึงความรัก ความอาลัย มันเป็น emotional feeling ส่วนตัวของผู้กำกับมากกว่าที่รักคนคนหนึ่งมากและอยากจะเจอเขาเหลือเกิน อยากเจอเขาอีกครั้ง

ประเด็นต่อไปคือความสูญเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวละครหรือแม้แต่ผู้กำกับเองก็ต้องเผชิญระหว่างการทำหนัง หลังผ่านกระบวนการเหล่านั้น คุณมีความเข้าใจหรือจัดการกับความสูญเสียทั้งกับความรักและชีวิตได้ดีขึ้นไหม

นุชี่: เออเนอะ ความรักย่อมต้องสูญเสีย เป็นของที่คู่กัน เราว่ามันไม่ได้เป็นความรู้สึกที่ก้าวผ่านไปได้ง่ายๆ แม้กระทั่งหนังเรื่องนี้มันก็ไม่ได้ง่าย คือตอนจบ สำหรับเรานะ เราคิดว่าตัวละครอาจจะรู้สึกดีขึ้น แต่ความรู้สึกนั้นก็ไม่ได้หายไปทั้งหมด ความสูญเสียมันก็ยังอยู่ ยังมีเอฟเฟกต์กับเราอยู่ แม้ว่าทำหนังเรื่องนี้จบ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นการปลดปล่อย (หัวเราะ) ไม่ มันก็ยังคงอยู่นั่นแหละ และเอาจริงๆ หนังมันก็บอกอย่างนั้น ไม่ง่ายหรอกที่จะบรรลุธรรมหรือเข้าใจมัน เราอาจจะเข้าใจในเรื่องของอนิจจังว่าในที่สุดคนเราก็ต้องตายอยู่แล้ว แต่การที่จะทำใจให้ก้าวข้ามผ่านตรงนั้นไปได้ มันก็ไม่ง่าย

นุชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ

คนเราจำเป็นต้องก้าวข้ามผ่านความสูญเสียในอดีตไหม เพื่อที่จะรักได้ต่อ

นุชี่: อันนี้ฉันไม่รู้ ฉันตอบไม่ได้ มันซับซ้อนเกินไป (หัวเราะ)

โอ: โอว่าจำเป็น ไม่อย่างนั้นเราก็เริ่มใหม่กับคนอื่นไม่ได้ถ้าเราไม่ก้าวข้ามผ่านความรักในอดีต มันจะมีการเอาไปเปรียบเทียบหรืออะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วท้ายที่สุด ในมุมมองผม ความรักครั้งใหม่ก็จะไม่ success ถ้าไม่ข้ามไปนะ

นุชี่: อันนี้ตอบ realistic มาก

เวียร์: เขาอาจจะผ่านมา ถึงตอบได้

นุชี่: (หันไปทางเวียร์) แล้วเธอคิดว่าเข้าใจความสูญเสียในชีวิตได้มากขึ้นไหมหลังจากเล่นบทนี้

เวียร์ ศุกลวัฒน์ เวียร์ ศุกลวัฒน์

เวียร์: คือเอาตรงๆ นะ ชีวิตผมก็ไม่ได้ง่าย กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ ผมมีการสูญเสียมากมาย แต่ว่าผมอาจจะไม่ได้ต้องสูญเสียคนรักเหมือนตัวละครตัวนี้ แต่ผมก็เคยสูญเสียพี่ชายแท้ๆ ของผมที่ผมรักนะ ผมมีความรู้สึกอยู่แล้ว แต่ว่าผมก็ก้าวผ่านจุดนั้นมาได้ กับแม่ผม กับพ่อผม แต่มันก็คงมีอยู่ลึกๆ เพราะทุกครั้งที่ผมไม่มีสติ ผมก็จะชอบคิดถึงเขาบ้าง

มี (เน้นเสียง) ไม่ได้แบบลบเลือนไปเลย แต่เราอยู่กับมันได้ คือตัวละครตัวนี้ไม่ได้สอนหรอกว่าจะจัดการกับปมปมนี้ยังไง ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีวิธีการจัดการในแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน อย่างผมรู้สึกว่าผมเก่งขึ้น จัดการอะไรเก่งขึ้น ตั้งแต่ผมไปนั่งสมาธิกับทีมงาน ผมรู้สึกว่าชีวิตผมดีขึ้น จัดการกับความกลัวเนี่ย ผมสบายเลยตอนนี้

นุชี่: งั้นการรับมือกับความสูญเสียของเธอก็อาจจะดีขึ้น?

เวียร์: ดีขึ้น เพราะผ่านมาแล้ว มันเกิดขึ้นไปแล้ว สูญเสียหลายอย่างแล้ว เออ… มันเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ

โอ๋: พอมาเล่นหนัง จากตอนแรกที่เราอ่านบท เราตีความอีกแบบหนึ่ง แต่พอเราได้ไปเวิร์กช็อปด้วยกัน แนวคิดผมก็เปลี่ยนไปเลย ผมว่าการสูญเสีย เราไม่ต้องก้าวผ่าน ไม่จำเป็น แค่เราเรียนรู้ว่าเราจะอยู่กับการสูญเสียนั้นยังไง อย่างตัวหลวงพี่ หลวงพี่สูญเสีย แต่หลวงพี่พยายามทำความเข้าใจกับมันว่าการสูญเสียมันเป็นยังไง แล้วอยู่กับมัน ดังนั้น การที่เขาแสวงหาคือแสวงหาความหลุดพ้น คือเขาพยายามทำความเข้าใจกับความสูญเสียที่เขามีมา

นุชี่: ซึ่งบางทีก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง

โอ๋: ใช่ ได้บ้างไม่ได้บ้าง ยากนะที่คนที่สูญเสียไปแล้วจะเข้าใจได้จริงๆ

เวียร์: จิตแข็งก็ทำได้ แต่พอจิตอ่อนๆ ก็แย่

นุชี่: ใช่ ไม่ใช่เรื่องง่าย

เวียร์, ศุกลวัฒน์

เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจความสูญเสียจนก้าวผ่านมันไปหรืออยู่กับมันได้อย่างมีความสุขขึ้นคือ การให้อภัย ทั้งกับตัวเองและคนรัก

นุชี่: คือเรารู้สึกว่าหนังเนี่ย จริงๆ มันก็ตั้งใจจะเล่าอย่างนี้ ว่าเวลาที่เราสูญเสียคนที่เรารักไป มันก็ไม่เคยพอหรอกในสิ่งที่เราทำ เราจะรู้สึกว่าเรายังทำได้ไม่ดีพออยู่เสมอ คือเธออาจจะบอกว่าวันนี้เราเตรียมพร้อมแล้ว เราทำดีที่สุดแล้ว แต่เหมือนว่าจริงๆ แล้วกูกำลังหลอกตัวเองอยู่หรือเปล่า จริงๆ มันมีที่ดีกว่านี้ แต่อีกอันหนึ่งเราก็ต้องยอมรับว่า nothing is perfect ซึ่งมันก็จะ ponder กันอยู่อย่างนี้ มันเป็นความ guilty ที่เราอาจจะสลัดไม่ออก

โอ: ทุกคนก็คงมีวิธีจัดการของตัวเอง

นุชี่: ไม่รู้ ถ้าในเรื่องนี้ก็คงบอกว่าต้องประคองสติ แต่ว่าในหนังเรื่องนี้ก็ตั้งคำถามสำคัญนะว่า ที่สุดแล้ว พุทธศาสนาช่วยให้ชีวิตคนดีขึ้นจริงๆ หรือเปล่า เพราะในตอนท้ายที่สุดหนังมันก็ไม่ได้บอก คือมันแล้วแต่การตีความของคนดู เรายังไม่กล้าฟันธงเลยว่าจริงๆ แล้วพุทธศาสนาช่วยหรือไม่ช่วย ใครจะไปตอบได้ขนาดนั้น

เวียร์: เหมือนแบบ คนอกหักแล้วบวช แล้วสรุปบวชแล้วช่วยได้ไหม หรือมันอยู่ที่คน

นุชี่: หนังมันพูดถึงความเชื่อ ใช่ไหม ทีนี้ก็ต้องทำบายศรี เป็นการตั้งคำถามกับความเชื่อด้วยส่วนหนึ่ง แต่หนังมันก็ตั้งคำถามที่สำคัญว่า ศาสนาพุทธช่วยจริงหรือเปล่า ศาสนามีประโยชน์ต่อสังคมจริงหรือเปล่า อาจจะเห็นในแง่มุมนี้ ซึ่งเราเองก็ตอบไม่ได้ หรือว่าถ้าฉันตอบได้ ฉันก็ไม่บอกหรอก หนังมันต้องให้คนดูเป็นของเขาเองสิคะ ตอนจบมันไม่จำเป็นต้องบอก ใช่ไหม

เวียร์, ศุกลวัฒน์

ประเด็นสุดท้าย จากหนังตัวอย่างที่ตัดออกมา ผมว่าในหลายๆ ตอนของภาพยนตร์เรื่องนี้มีกลิ่นอายของ ‘ความตาย’ อย่างชัดเจน ทำไมคุณต้องเอาความตายเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรัก

เวียร์: (หันไปทางนุชี่) ทำไม! ทำไมถึงเอาความตายเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรัก (ขึ้นเสียง)

นุชี่: เพราะฉันเป็นคนที่มี death drive ไง ฉันเป็นคนสนใจเรื่องความตายอยู่แล้ว  

เวียร์: ตายแล้วไปไหน… อย่างนี้เหรอ (หัวเราะ)

นุชี่: มันไม่ใช่อย่างนั้น แต่เราคิดว่าความตายเป็นสิ่งที่เราหลงใหลอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่าเราอยากจะก้าวข้ามความกลัวความตายนี้ไป เรามองว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ มันเป็น ultimate ของมนุษย์ ความตายมันคือที่สุดแล้ว และมนุษย์ก็มีความเปราะบางที่ตรงนี้แหละ คือบางคนตอนนี้อาจจะยังไม่ได้นึกว่า อ๋อ ฉันไม่เห็นจะกลัวตายเลย แต่พอถึงใกล้ๆ ขึ้นมา เราก็ไม่รู้หรอกว่าเราจะเกิดความรู้สึกอะไร

เวียร์: ถึงตอนนั้นมันเปลี่ยน

นุชี่: มันคือการจี้จุดอ่อน จะรู้เลยแหละว่าตอนนั้นเราจะเป็นยังไง ซึ่งเราว่าเรามีประสบการณ์ที่เป็นอย่างนั้นมาแล้ว คือถึงตอนนั้นทุกอย่างมันหมดความสำคัญจริงๆ จะว่าเราเห็นแก่ตัวหรือเปล่า ถ้าต้องทำตามความรู้สึกนั้น ความตายจึงเป็นสิ่งลึกลับที่เราอยากจะนำเสนอ

การพยายามทำความเข้าใจความตายช่วยประคับประคองความรักไหม

โอ: ช่วยสิ เพราะท้ายที่สุดเราก็รู้ว่าทุกคนก็ต้องตาย เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ข้างๆ เราก็ไม่สามารถอยู่ไปตราบชั่วนิจนิรันดร์อยู่แล้ว อย่างตอนที่คุณพ่อเสีย ลึกๆ เรารู้สึกโล่งมากเลย เพราะเราเห็นแล้วว่าตอนที่เขาป่วยหนักเขาทรมานขนาดไหน เราว่ามันก็คงเป็นอะไรที่คล้ายๆ กันคือเราก็ต้องตาย แล้วอย่างที่บอก เราก็รักพ่อมากใช่ไหม เพราะฉะนั้น วันที่พ่อเสีย ไอ้ความเสียใจก็มี แต่เรากลับรู้สึกดีใจลึกๆ เพราะถ้าเห็นว่าตอนที่เขาอยู่เขาทรมานขนาดไหน เราจะรู้สึกว่าเขาสบายแล้วจริงๆ

โอ อนุชิต

สุดท้าย ความรักในรูปแบบนี้ ได้สอนให้คุณรักคนในชีวิตจริงได้ดีขึ้นอย่างไร

โอ: จริงๆ ความรักก็คือการที่เราอยากให้คนที่เรารักมีความสุข มีแต่สิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น มันก็ก้าวข้ามผ่านเรื่องเพศไปอยู่แล้ว มันก็แค่เรารักคนนี้ เราก็ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาเจริญเติบโต เจริญในหน้าที่การงาน มีความสุข เป็นความปรารถนาดี

โอ๋: พอเราเล่นหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกว่าชีวิตมันสั้น เราไม่รู้ว่าตื่นมา คนรอบตัวเราใครจะไปบ้าง แล้วการทำความดีกับคนที่เรารัก เรามีเวลา เรารีบทำ เพราะไม่รู้ว่าเราหรือเขาจะไปก่อนกัน แค่นั้น

นุชี่: ฉันก็มั่นใจว่ามันมีหลากหลาย เราไม่ต้องซีเรียสเรื่องเพศหรอก it doesn’t matter เพราะเราว่ามันก็มีหลายคนที่จะรักเราได้

เวียร์: ทุกคนก็มีคุณค่าของตัวเองอยู่แล้ว คือผมไม่เคยตัดสินใครนะ แล้วหลังจากที่ผ่านการกระบวนการของหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขขึ้นจากหลายๆ อย่างมากๆ แล้วผมก็ไม่ได้มองว่าอะไรคือเกย์ หรืออะไรพวกนี้อยู่แล้ว ทุกอย่างเท่ากัน ทัดเทียมกัน ความรักทุกอย่างดีหมด ส่วนใหญ่ดีครับ ถ้าไม่อกหักนะ (หัวเราะ) อกหักก็ดีครับ บ่อยๆ ยิ่งดี จะได้ชิน

Writer

Avatar

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load