เครื่องประดับเป็นวัตถุที่ทำหน้าที่สมชื่อ คือประดับตกแต่งเรือนกายให้สวยงาม หรือคอยช่วยเสริมให้ชุดที่สวมมีมิติ และยุคนี้ โลกเครื่องประดับก็หมุนไวจนสาวๆ อย่างเราบางทีก็ตามแทบไม่ทัน บ้างก็นำผ้าไหมอีสานมาแต่งติ่งหู บ้างก็ใช้วัสดุเหลือใช้ กระดาษเอย ท่อเอย มาออกแบบประดับคอ 

เรามักคุ้นกับวลี ‘ฉีกทุกกฎ’ แต่กับโลกแฟชั่น อาจไม่มีกฎให้ได้ฉีกแต่แรกด้วยซ้ำ เพราะคงไม่มีอะไรตายตัวตีกรอบงานออกแบบได้ อย่างที่ ‘เบญจกลาย’ แบรนด์เครื่องประดับจากเครื่องเบญจรงค์กำลังทำ 

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

นกเอี้ยง-สรัญญา สายศิริ หลานคนโตของ ปู่วิรัตน์ ปิ่นสุวรรณ ผู้สร้างตำนาน 50 ปีของ ‘ปิ่นสุวรรณเบญจรงค์’ แหล่งผลิตเครื่องเบญจรงค์ลายโบราณแห่งแรกของจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าวาดเลียนแบบลายโบราณได้เหมือนที่สุดในประเทศไทย 

ใช่ ที่นกเอี้ยงรับช่วงต่อ ทั้งสืบทอดศาสตร์ศิลป์การวาดลายเบญจรงค์จากปู่มาแต่เล็กแต่น้อย และสานต่อธุรกิจปิ่นสุวรรณเบญจรงค์หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ที่ไม่ใช่ คือสืบทอดซื่อๆ โดยไร้การต่อยอด ชุดผ้านุ่งเสื้อผ้าฝ้ายของเธอแสดงถึงความเป็นไทยที่หยั่งรากลึกตั้งแต่วัยเยาว์ ทว่าสีสันสดใสบนผืนผ้าและเครื่องประดับที่เธอสวมใส่บอกชัดถึงความหลงใหลในแฟชั่น ความร่วมสมัย เธอถ่ายทอดความเป็นเธอเหล่านั้นลงบน ‘เบญจกลาย’ ที่นกเอี้ยงต่อยอดแตกกิ่งแบรนด์ออกมาจาก ‘ปิ่นสุวรรณเบญจรงค์’ ขายออนไลน์บนเพจ BenjaGlai by Pinsuwan Benjarong เมื่อ 2 ปีก่อน เป็นแบรนด์หลานของแบรนด์ปู่ ทั้งอายุแบรนด์และความเป็นจริง

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่
เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

เธอไม่หวังจะ Disrupt วงการเครื่องประดับอะไรปานนั้น เธอเพียงคิดว่าเครื่องเบญจรงค์ไปได้ไกลกว่าถ้วยชามรามไห หญิงสาวที่พูดจาฉะฉานฉับไว บุคลิกคล่องแคล่ว เป็นตัวแทนคนยุคใหม่ที่พร้อมเปลี่ยน แต่เธอไม่ลืมสิ่งที่ปู่สร้างมากับมือ นำลวดลายเบญจรงค์โบราณไปแปะปะติดปะต่อกับความคิดที่เธอสร้างสรรค์ ให้คนทุกวัยที่ติดต่างหู สวมสร้อยคอ เบญจกลาย ได้พาลวดลายเบญจรงค์ชิ้นจิ๋วไปเล่าเรื่องความเป็นไทยได้ทุกที่ แบบที่เครื่องเบญจรงค์ทำไม่ได้

ถ้าบอกว่าเป็นเครื่องประดับจากเครื่องเบญจรงค์แล้วคุณนึกไพล่ไปถึงคนสวมใส่อย่างนางในวรรณคดี เราอาจขอเบรกไว้ก่อน เพราะนางในวรรณคดีในอุดมคติของนกเอี้ยงและแบรนด์เบญจกลาย อาจเป็นนางในวรรณคดีที่สลัดชุดไทยเดิม ใส่ชุดไทยประยุกต์ดีไซน์เก๋ ไปกระโดดอยู่คอนเสิร์ต EDM ก็เป็นได้

แปลงกายเครื่องเบญจรงค์

ปู่ อาศัยประสบการณ์จากการค้าขายของเก่า จดจำลวดลายเบญจรงค์โบราณของเครื่องถ้วยที่ขุดได้ตามคลองย่านอัมพวา ใช้วิชาศิลปะส่วนตัวที่ครูพักลักจำ ผสมสีและวาดเลียนแบบลายได้คล้ายของเดิมจนพ่อค้าคนกลางขอซื้อต่อไปขายเป็นของเก่าได้ราคาดี แต่ปู่ว่า นั่นคือการทรยศผู้บริโภค จึงตั้งใจหมายมั่นไปเรียนศาสตร์การทำเครื่องเบญจรงค์เทียมให้รู้ดำรู้แดง เพราะเครื่องเบญจรงค์แท้ทุกวันนี้เหลือแต่ชื่อ 

หลาน อาศัยการเรียนรู้ในครอบครัวแต่เล็ก แทนที่จะได้ไปโดดคลองเล่นน้ำเหมือนเพื่อน ก็ถูกจับมาหัดวาดลายทำเครื่องเบญจรงค์ทุกขั้นตอน สาวนักวาดเบญจรงค์พลาดหวังจากการเอนทรานซ์เข้าคณะมัณฑนศิลป์ ไปเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ จบกลับมาก็รับช่วงต่อจากปู่ทันที เพราะพ่อ ลูกชายคนโตของปู่ เสียชีวิต 

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

“เราเป็นคนฟุ้ง มีจินตนาการเยอะ คิดนู่นนี่นั่นได้ ปิ่นสุวรรณราคาสูง ณ ตอนนั้นคิดอยู่แล้วว่าจะทำยังไงให้ปิ่นสุวรรณขายได้ เราอยากขายตลาดอื่นในราคาถูกลงได้บ้างโดยที่ยังคงความเป็นปิ่นสุวรรณอยู่ เลยเปลี่ยนการใช้งานก่อน แต่ยังไม่มีโปรดักต์อยู่ในมือ

“ตอนแรกมีชื่อในใจว่า ลายเส้น ตั้งใจจะทอนงานปิ่นสุวรรณเหลือแค่ลายเส้นอย่างเดียว ดึงแค่เอกลักษณ์บางอย่าง ไม่ต้องลงสี ซึ่งจะลดต้นทุนได้ แต่อาจารย์ที่ให้คำปรึกษาบอกว่า ไม่ได้นะ ปิ่นสุวรรณเป็นแบรนด์ใหญ่ ถ้าเธอจะเล่าเรื่องปิ่นสุวรรณ เธอต้องมีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น มันจะเป็นแค่ลายเส้นไม่ได้ เบาเกินไป เราเลยคิดก่อนว่าจะใช้ชื่อและคอนเซปต์อะไรได้บ้าง ก็นึกถึงนางเบญกาย แต่แปลงชื่อเป็นเบญจกลาย ไม่ใช่ ‘กาย’ ต้องเป็น ‘กลาย’ กลายร่างเป็นอะไรก็ได้ที่ใจปรารถนา 

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

“ตอนแรกเราคิดถึงเฟอร์นิเจอร์ อยากตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ทำโมเสกแบบที่ฝรั่งเศส อิตาลี แต่คนก็ทำกันเยอะแยะแล้ว พอดีตอนนั้นเพิ่งกลับมาจากจีน จีนเขาตั้งใจจะขายความโบราณ เขาขุดเจอของเก่าชิ้นหนึ่ง แทนที่จะขายชิ้นเดียว ก็มาทุบเพื่อที่คนจะได้ซื้อชิ้นส่วนของอดีตต่อไป และอีกแรงบันดาลใจคือ วัด ที่ขอเครื่องเบญจรงค์ที่ไม่สมบูรณ์ไปทุบเป็นชิ้นทำงานปูนปั้น นี่ไงเบญจกลายเรา” 

หลากหลายความคิดในช่วงนั้นจึงค่อยๆ ตกตะกอนเป็น ‘เครื่องประดับ’ นกเอี้ยงว่า เพราะเครื่องประดับนั้นชิ้นเล็ก เอาไปไหนต่อไหนเพื่อพรีเซนต์ตัวเองได้ แม้อาจารย์จะบอกว่า นางเบญกายปลอมเป็นคนตายนะ แต่สาวนกเอี้ยงมีคำตอบในใจแล้ว เพราะเบญจกลายของเธอเหมือนของตาย ทว่ากลายร่างมีชีวิตใหม่ขึ้นมาต่างหาก

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

กำเนิดเบญจกลาย

เครื่องเบญจรงค์บ้านปิ่นสุวรรณเบญจรงค์นั้นคงทนแข็งแรง เลือกใช้ Royal Bone China เซรามิกผสมเถ้ากระดูก พอร์ซเลนสีขาวที่น้ำหนักเบา มีความเหนียว (Toughness) และยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ความโปร่งแสง (Translucent) ขนาดที่นำมือหรือวัตถุทึบแสงไปกั้นระหว่างแหล่งกำเนิดแสงกับผลิตภัณฑ์ จะเห็นเงาของมือหรือวัตถุปรากฏผ่านด้านหน้า นอกจากนี้ หากลองเคาะดูจะได้ยินเสียงที่กังวานใส 

ลวดลายห้าสีของเบญจรงค์ยังอ่อนช้อยประณีต คงความเป็นงานมืออย่างโบราณด้วยฝีแปรงพู่กันที่คนวาดต้องมีประสบการณ์ แสดงทีแปรงมีเอกลักษณ์ ลายติดแน่นทนนาน ไม่ใช่เข็มฉีดยาหัวตัดที่ให้เส้นเปรียวเสมอกันเป็นเส้นตรงๆ เหมือนเส้นปากกา คนที่ไม่เคยทำมาลองวาดก็ทำได้ และใช้น้ำทอง ทองแท้เปอร์เซ็นต์ต่ำ ไม่ใช่สีทอง วาดเป็นเส้นตัด รวมถึงลงสีที่ผสมอย่างเก่าก่อน

และเมื่อเป็นงานมือ มีของดี ก็ต้องมีของเสีย 

“ที่นี่เราจะซื่อสัตย์กับลูกค้า เนื้อกระเบื้องถ้าเราเก็บนานเกินไป เมื่อเขียนลาย ลงสี พอมาโดนไฟจะเกิดเขม่าดำ ไม่ผ่านมาตรฐาน ก็ส่งลูกค้าไม่ได้ เพราะเราการันตีงานปิ่นสุวรรณเบญจรงค์”

แล้วของเสียไปไหนเสีย 

“เก็บอยู่ในตู้ อยู่ในกล่อง” นกเอี้ยงตอบ

ปู่ซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคอย่างไร หลานก็ซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคอย่างนั้น เบญจกลายจึงเป็นทางออกให้เครื่องเบญจรงค์ที่ไม่สมบูรณ์ไม่จบชีวิตที่กล่องใดกล่องหนึ่งจนพอกพูน แต่ได้ออกมาโลดแล่นเล่าเรื่องราวของตัวมันต่อไป 

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

เธอทุบ ทุบ ทุบ เครื่องเบญจรงค์ ราวกับว่าทุบกรอบกฎเกณฑ์ที่มันเคยเป็นเพียงของโชว์ในตู้กระจก ชุดจานประจำตระกูลใหญ่ หรือของที่ระลึกค่าควรเมืองแก่บุคคลสำคัญระดับชาติ คัดสรรเหลี่ยมมุมลวดลายที่เหมาะสมสวยงามจากหลายชิ้น เจียระไนแล้วออกแบบเป็นเครื่องประดับชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไปจนถึงชิ้นใหญ่ ที่เธอชอบอย่างไหน ก็ส่งต่อให้ลูกค้าเหมือนเป็นพี่สาวน้องสาวปันเครื่องประดับกันใส่

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่
เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

“เครื่องเบญจรงค์เป็นอะไรก็ได้หรอ” เราถาม

“เครื่องเบญจรงค์เหมาะกับคำว่า เบญจกลาย ของเรามาก ไอ้สิ่งที่เป็นห้าสีมันจะกลายเป็นอะไรก็ได้ในอนาคตข้างหน้า ขึ้นอยู่กับคนทำว่าจะบิดมันยังไง มันคือเรา การคิดแบรนด์ต้องมาจากตัวตนของเรา สีสันกับความไม่ซ้ำใคร นั่นคือตัวเราและเบญจกลายเลย แต่ละชิ้นมันต้องไม่ซ้ำกันและแปลกใหม่” 

เบญจกลาย มีความเข้มแข็งอย่างยักษ์ แต่สวยงามอย่างนางสีดา นกเอี้ยงว่า

“บ้านเราติดอุทยาน ร.2 เคยดูโขน เลยนึกถึงนางยักษ์เบญกายที่แปลงเป็นนางสีดา ซึ่งเรามีความเข้มแข็งแบบยักษ์ แต่มีความสวยงามแบบนางสีดา”

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

เบญจรงค์มักใช้คู่สีตรงกันข้ามเพื่อดึงเอกลักษณ์ลาย อย่างใบเขียว พื้นต้องส้ม ม่วง เหลือง โดดแข่งกัน นกเอี้ยงรู้ข้อนี้ดี เพราะอยู่กับมันมาตลอดชีวิต แต่สิ่งที่เธอยังขาดคือองค์ความรู้เรื่องการทำเครื่องประดับ เธอเรียนรู้จากที่ไหน

“มุมมองมั้งคะ เรารู้ว่าอันไหนใส่แล้วสวย อันไหนใส่แล้วเท่ ด้วยความชอบเราเลยดูเองจากยูทูบ และไปเรียนงานทักษะวิชาช่าง แล้วก็หาคนที่ทำอะไรสวยๆ ที่จะเข้ากับเบญจกลายได้มาฟีเจอริ่งกันด้วย 

“เราได้เครื่องเงินค้อยของอาจารย์สุพิศ บุตรดี ซึ่งเป็นครูช่างศิลป์หัตถกรรมเหมือนกัน เราก็เจียระไนกระเบื้องเบญจรงค์ใส่ลงไป และยังจับกับเครื่องเงินนิ่มของขวัญเงิน และเพราะซี้กับร้านไหมแพรวา เลยไปขอให้ทำพู่ตุ้งติ้งๆ ใส่จนได้เป็นเครื่องประดับที่ดูโบฮีเมียนๆ และในอนาคตกำลังจะไปคุยกับร้านทองเหลืองเพื่อจับคู่กับเรา” 

“เป็นการสนับสนุนศิลปินด้วยกัน” เราทัก

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

ตอนช่วงโควิดช่างเงินเขาก็ว่าง เขาเลยทำให้เราเต็มที่ ทำให้เราก็อยู่ได้ เขาก็อยู่ได้ ไม่ได้ชวนเขาทำสิ่งใหม่ แค่ดัดแปลงนิดๆ หน่อยๆ ให้ยังคงตัวตนของเขาอยู่ ลายของเขา รูปแบบของเขาก็ยังคงอยู่ แต่เราต้องหาคนที่งานเขาไม่ทำให้งานเราดร็อปลง และส่วนมากจะใช้งานของช่างครูศิลป์เหมือนกัน ให้อ้างอิงได้ว่ามีที่มาที่ไป คนที่อุดหนุนงานเราก็วางใจได้”

แตกหัก ไม่เสียหาย

หัวใจของงานเบญจรงค์คือ การเขียนลายลงยาด้วยสีห้าสี หัวใจของงานเบญจกลายคือ ความไม่สมบูรณ์ 

จี้บางชิ้นบิดเบี้ยว ทว่าลงตัวเมื่อเรียงตัวลดหลั่นบนสายสร้อยเดียวกัน ต่างหูบางอันลายไม่เข้าคู่ เพราะมาจากต่างเหลี่ยมต่างมุมของเครื่องเบญจรงค์ อวดลายเอกลายรอง

“คอนเซปต์ของเบญจกลายคือ Celebrate, Uniqueness, Optimism คนที่ใช้งานเบญจกลายได้ต้องไม่ถือว่าของแตกแล้วเอามาใช้เป็นลางไม่ดี สิ่งที่มันแตกหักเสียหายทำให้คุณมีความสุขได้ในทุกวันถ้าคุณเปลี่ยนแปลงมัน”

เครื่องเบญจรงค์ไม่ผ่านมาตรฐาน ไม่ใช่ของเสียหายร้อยเปอร์เซ็นต์ และน่าเสียดายเกินกว่าจะถูกทิ้งเสีย

อยากจะ Disrupt วงการเครื่องประดับรึเปล่า-เราถามเธอ

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

“ไม่ ทำเพราะความรักมากกว่า อยากจะพรีเซนต์ตัวเองในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม จากที่ต้องสวมชุดไทยสาธิตงาน ตอนนี้เราแค่นุ่งผ้าไทยใส่เครื่องประดับเก๋ก็พอ แต่งตัวเก๋ได้ เหมือนแพรี่พาย ชอบอย่างนั้น 

เราตั้งใจทำเป็นสตรีทแบรนด์ ให้เก็บเป็นของเก่าเพราะเป็นเงินแท้ และกระเบื้องอยู่กับเราเป็นร้อยปีอยู่แล้ว ในอนาคตข้างหน้ามันก็ตกทอดไปถึงลูกถึงหลานได้”

“เบญจรงค์ที่สวยไม่ได้แปลว่าจะเป็นเครื่องประดับที่สวยรึเปล่า”

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่
เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

“เสน่ห์ของมันอยู่ที่ลายเส้น สี เพราะฉะนั้น การจับสีของมันมาอยู่ในกำแพงชิ้นเล็กๆ อย่างเครื่องประดับ ทำให้เห็นความสวยงามของมันได้มากขึ้น ตอนเป็นเครื่องเบญจรงค์ ดูลายรวมๆ ก็จะดูเป็นลายโบราณ แต่ถ้าเราเด็ดมันออกมา มันจะเห็นดอกไม้ มันจะเห็นประจำยาม ดึงลายหลักเอกลักษณ์มันออกมา จนดูไม่โบราณ

“แต่เราไม่ได้เปลี่ยนของเก่าเลย เราแค่ทำสิ่งใหม่เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นหม่มากขึ้น แล้วไอเดียที่เราคิดมันจับต้องได้ พอมองออกมามันเห็นว่าสวย แปลกตา ไม่ทิ้งต้นฉบับดั้งเดิมเลย”

ของเลียนแบบของเก่ามีคุณค่าที่ตรงไหน-เราสงสัย

“แน่ล่ะที่ของเก่ามันมีคุณค่าทางใจ ทางอายุของมัน ทางประวัติความเป็นมาของดั้งเดิม แต่ของใหม่ก็เป็นการเล่าเรื่องของเก่าต่อยอดไปในอนาคตข้างหน้า เพราะมันไม่มีแล้ว ทำให้คนในอนาคตรู้จักว่าเคยมีสิ่งนี้ในสมัยโบราณ มันก็เหมือนตกทอดไปรุ่นต่อรุ่น” 

เบญจกลาย กลายมาเป็นของคนทุกวัย

“เบญจรงค์เหมาะกับคนมีอายุหน่อย คนกลางคนที่เล่นของเก่า อาจจะสามสิบสี่สิบขึ้นไป มีเงินเหลือเฟือ เป็นลักษณะคนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม้ได้ซื้อ ฉันซื้อฝาก เพราะฉะนั้น นี่คือจุดบอดของปิ่นสุวรรณ” 

นกเอี้ยงจึงสร้างเบญจกลายมาอุดรอยรั่ว ให้เป็นของของคนทุกเพศทุกวัย ไม่จำกัดแค่คนมีอายุชอบงานโบราณ แต่ด้วยดีไซน์ นกเอี้ยงก็ตั้งใจให้เบญจกลายตอบโจทย์วัยรุ่นที่ชอบแต่งตัวย้อนยุคแหวกแนว เป็นคนที่อยากจะสื่อความเป็นไทยในรูปแบบที่หลากหลาย แตกต่างจากเดิม เหมือน เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ และ แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์ คือคนรุ่นใหม่ที่หัวไม่โบราณ ทันสมัย แต่รักความเป็นไทย

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

คอลเลกชันที่ 1 เบญจกลาย นกเอี้ยงใช้เครื่องเบญจรงค์ที่ถูกมองข้าม ตัดแต่งแปลงร่างเป็นชิ้นน้อย เปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เกิดความแปลกใหม่ ออกแบบเป็นชิ้นงานศิลปะบนเรือนกายเพื่อแทนคุณค่าทางใจ เน้นคอนเซปต์ร่างใหม่หัวใจเดิม 

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

คอลเลกชันที่ 2 มารดาลาย ที่เพี้ยนเสียงจาก แมนดาลา (Mandala) ศิลปะภาวนาจากทิเบต แต่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้ไม่ต่างกัน เพราะเป็นลวดลายที่ออกแบบโดยคุณแม่ของนกเอี้ยงซึ่งอาศัยอยู่ต่างประเทศ วาดเป็นลายก้านขดที่คุณแม่รักและถนัดลงบนผืนผ้าใบ ซึ่งเป็นลายเดียวที่ช่างคนไหนก็ลอกลายลงแผ่นกระเบื้องพอร์ซเลนทำเครื่องประดับไม่ได้ นอกจากนกเอี้ยงคนเดียว

เบญจกลาย เมื่อเครื่องเบญจรงค์กลายร่างเป็นเครื่องประดับเก๋ติดกายไปเล่าความเป็นไทยได้ทุกที่

คอลเลกชันที่ 3 Retrospect ลวดลายแห่งความคิดถึงอดีต แต่เป็นอดีตบนของที่สร้างขึ้นใหม่ คอลเลกชันนี้นกเอี้ยงใช้กระเบื้องชิ้นใหม่ แต่ตกแต่งหน้าตาด้วยลายโบราณดั้งเดิม Retrospect จึงไม่ใช้ของเก่า แต่มีกลิ่นอายเก่าแก่

เบญจกลาย แบรนด์ของหลานปู่วิรัตน์ยังอายุน้อยนัก แต่นกเอี้ยงก็ไม่เคยหยุดคิด หยุดฝัน และพิสูจน์ตัวเอง 

จุดมุ่งหมายในวันนี้ อาจเป็นการทำให้คนได้รู้จักงานเบญจรงค์ พางานเบญจรงค์ไปอวดตัวแสดงเรื่องเล่าและเรื่องราวได้ทุกหนทุกแห่งที่ไป แต่ในวันข้างหน้าเธอหมายมาดว่าเบญจกลายจะกลายไปอยู่ไปอยู่บนแคตวอล์กงานแฟชั่นนานาชาติ อวดโฉมเคียงข้างชุดผ้าไทยของแบรนด์ไทย 

“เราทำให้เห็นว่าเราทำแล้วสำเร็จ ทำแล้วมีการตอบรับ ทำแล้วจนได้เป็นศิลปิน เมื่อช่างรุ่นหลังเห็นเขาก็จะภูมิใจและอยากทำต่อจากเราเอง เหมือนที่เราเห็นปู่เราทำ เราอยากเป็นเหมือนเขา ภาคภูมิใจเหมือนเขา”

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ร่มแดงหนึ่งคัน หม้อหนึ่งใบ เตาหนึ่งลูก กับหญิงสาวผู้ตั้งหน้าตั้งตาต้มสีย้อมผ้าที่ริมน้ำหลังตลาด

น้อยหน่า-ปนัดดา โพธิ นักออกแบบสิ่งทอ (Textile Designer) ผู้หันหลังจากเมืองที่ไม่เคยหลับใหล แล้วปล่อยให้ความคิดถึงพาเธอหวนคืนสู่อ้อมกอดบ้านเกิดท่ามกลางผืนไพร ณ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

นวล สตูดิโอ’ สตูดิย้อมผ้าเล็ก ๆ ของน้อยหน่าเริ่มต้นด้วยการกางร่มแดง แล้วนั่งต้มสีย้อมผ้าจากต้นไม้ที่หาได้แถวบ้าน ท่ามกลางแดดฝนที่โรงเก็บของหลังตลาดของแม่ จนกลายมาเป็นโรงย้อมผ้าเต็มตัวท่ามกลางหุบเขาที่บรรจงสร้าง Pantone สีธรรมชาติของปากช่อง ผ่านเส้นใยและผืนผ้าด้วยสีนวล ๆ สบายตาหลายเฉดสีจากพืชพรรณบนหุบเขา

“ธรรมชาติคือห้องสมุดที่ใหญ่มาก เป็นที่ที่รอให้เราอ่านเจอ เพราะวันพรุ่งนี้เราก็จะเปิดเจอหน้าใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ”

หญิงสาวผู้มาพร้อมร่มแดงจึงอยากพาพวกเราไปเปิดใจรู้จักกับสีย้อมผ้า Pantone ของปากช่อง เมืองแห่งผ้าไหมและสิ่งทอ ด้วยการเปิดหน้าหนังสือท่ามกลางห้องสมุดธรรมชาติทีละหน้าสองหน้าไปด้วยกัน ตั้งแต่การดั้นด้นค้นพบสีธรรมชาติ การเลือกเส้นใยที่ไม่ซ้ำใคร จนถึงการส่งมอบสีนวล ๆ ที่เต็มไปด้วยมวลของความสุข

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

หน้าที่ 1 หญิงสาวผู้มากับร่มสีแดง

หนังสือหน้าแรกเปิดประตูสู่ปากช่อง เมืองแห่งภูมิปัญญาการทอและเป็นขึ้นชื่อเรื่องผ้าไหม ย่ำกรายไปบ้านไหน ก็มักเห็นกี่ทอผ้าและอุปกรณ์ทำเส้นไหมตั้งอยู่สักมุมของตัวบ้าน บ้านยายของน้อยหน่าก็เช่นเดียวกัน แม้แต่เดิมบ้านยายของเธอตั้งอยู่ที่อำเภอใกล้เคียง แต่ก็ยังไม่วายมีกี่ทอผ้าและเหล่าเครือไหมที่ใช้ทำเส้นใยเพื่อทอผ้าผืน 

“สมัยเด็ก ยายเป็นคนทำผ้าไหม เรามีความชอบแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เลยไม่ค่อยได้เล่นแบบเด็ก ๆ ทั่วไป เพราะคอยจับเครือไหมให้ยายตลอด ตอนเรายังเด็ก ป้า ๆ ยาย ๆ เขาเคยทำ แต่กว่าเราจะโต กว่าจะเรียนจบ ป้า ๆ ยาย ๆ ก็ไปทำอาชีพอื่นแล้ว ทุกบ้านเลยมีอุปกรณ์ทอผ้าปล่อยทิ้งร้างไว้” หญิงสาวเล่าการเปลี่ยนผ่านของอาชีพช่างทอ

แม้ที่บ้านยายของน้อยหน่าไม่มีใครทอผ้ากันแล้ว แต่เธอยังชื่นชอบสิ่งทอมาโดยตลอด กระทั่งเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย เธอใช้เวลาค้นพบตัวเองถึง 2 ปี เพื่อพิสูจน์ว่ามีใจรักเรื่องผ้าและสิ่งทอแบบเต็มร้อย

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

“เราเคยซิ่ว 2 รอบ ตอนแรกมองข้ามและตัดสินใจไม่เรียนสายสิ่งทอเพราะใกล้ตัว ยายบอกว่าเรียนทำไม ของแบบนี้เรียนกับยายกับป้าก็ได้ เราเลยเรียนอย่างอื่น รู้สึกว่าไม่ใช่ สุดท้ายเรายังชอบผ้า พอมาเรียน Textile Design เราก็พุ่งสุดตัวเลย เพราะไม่ได้มาหาตัวเองระหว่างเรียน แต่เราหาตัวเองระหว่างซิ่ว เป็นการนับหนึ่งแบบเต็ม 100”

หลังจากเรียนจบและใช้เวลากับการเป็น Textile Designer ด้านเครื่องแต่งกายอยู่ 2 ปี น้อยหน่าก็ทยอยเก็บของแล้วลาจากกรุงเทพฯ มาตั้งรากฐานใหม่บนหุบเขาบ้านเกิด ที่ใช้คำว่าทยอยเก็บของ เป็นเพราะการตัดสินใจในครั้งนี้เกิดจากความคิดถึง ผสานกับความรักที่มีต่อธรรมชาติในอำเภอปากช่องที่ก่อตัวขึ้นทีละน้อย

 “เราแค่กลับบ้านในวันหยุด เริ่มต้นด้วยเสื่อผืนหมอนใบ ซื้อเตาหนึ่งอัน หม้อหนึ่งใบ แล้วก็มีร่มแดง เหมือนร่มตลาดนัดกางอยู่ริมแม่น้ำ เราต้มและย้อมสีผ้าตรงนั้น ช่วงแรกก็สนุก เรายังไม่ได้คิดถึงว่าตัวเองจะต้องไปยังไงต่อ 

“ฝนตกแดดออกเราก็ย้อม แต่เรารู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วมากเลย เพราะเดี๋ยวเราก็ต้องกลับกรุงเทพฯ ไปทำงาน มันก็เลยเริ่มจากตรงนั้น เราเริ่มขยับเป็นซื้อหม้อ ซื้อเตาเพิ่มอีกหนึ่งชุด” น้อยหน่าเล่าถึงวันแรกของ นวล สตูดิโอ

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง
'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

ทุกวันหยุดของน้อยหน่ามักใช้เวลาไปกับการกางร่มแดงแล้วย้อมสีที่ริมน้ำหลังตลาด กระทั่งถึงจุดที่เธอคิดว่าประสบการณ์จากการทำงานประจำนั้นอยู่ตัวแล้ว เธอจึงตัดสินใจเริ่มธุรกิจและกลับมาอยู่กับสิ่งที่รัก ณ บ้านเกิดพร้อมกันกับ อีฟ-ณัฐรวี ดีทองหลาง เพื่อนคนโคราชด้วยกันที่ลางานประจำเพื่อมาลงมือกับ นวล สตูดิโอ อย่างจริงจัง

“เราขอพื้นที่เสี้ยวเดียวในโรงเก็บของของแม่ ก็เลยตั้งชื่อว่า นวล สตูดิโอ เพราะคุณแม่ชื่อนวล เราขอโรงเก็บของตรงนั้นมา ก็ต้องให้เป็นชื่อเจ้าของ บวกกับคอนเซ็ปต์ของเราคือเน้นเรื่องสีธรรมชาติ เราฝืนธรรมชาติไม่ได้ ฉะนั้นสีก็ออกมาเป็นสีนวล ๆ ไม่เข้มมาก ทุกอย่างจะเป็นสีนวล ๆ ตามชื่อเจ้ากับโรงย้อมเลย” ลูกสาวเล่าที่มาที่ไป

ที่ตั้งเดิมของนวล สตูดิโอ เริ่มจากบริเวณริมน้ำหลังตลาด แต่เพราะเป็นที่ลุ่มน้ำ เมื่อถึงฤดูน้ำหลากทำให้พื้นที่ตรงนี้เกิดน้ำท่วมทุกปี น้อยหน่าและอีฟจึงได้ฤกษ์ย้ายสตูดิโอหลังจากทำงานที่โรงย้อมเดิมเมื่อเข้าปีที่ 3

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

“การย้ายสตูดิโอย้อมผ้า สิ่งที่ยากคือเราไม่ได้หาที่ดิน แต่ต้องหาแหล่งน้ำ เราตระเวนเก็บน้ำทั่วปากช่องมาลองย้อมดูว่าน้ำที่ไหนโอเค ปัจจัยแหล่งน้ำธรรมชาติต้องมีตลอดทั้งปี จนเจอแหล่งน้ำใกล้เขื่อนลำตะคอง เป็นบ่อน้ำผุดที่มีน้ำตลอดปี เป็นบ่อที่ถูกต่อท่อเพื่อใช้โดยน้ำไม่ลดเลยกว่า 10 หมู่บ้าน บ่อน้ำตรงนี้อยู่บนภูเขา ไม่ไกลจากที่เดิม แหล่งวัตถุดิบยังเหมือนเดิม ชาวบ้านเรียกว่าบ่อน้ำทิพย์ เพราะน้ำในบ่อไม่เคยหมด สตูดิโอใหม่ของเราเลยได้ตั้งอยู่ที่นี่”

ระยะเวลากว่า 5 ปีที่สองคู่หูชวนกันกลับบ้าน และกล้าลงมือเปลี่ยนหม้อหนึ่งใบ เตาหนึ่งอัน ให้กลายเป็นสตูดิโอบนภูเขาใกล้เขื่อนลำตะคอง โรงย้อมผ้าที่อยากเล่าเรื่องราวขุนเขาแห่งปากช่องผ่านสีฟุ้ง ๆ นวล ๆ จากต้นไม้ใบหญ้า

หน้าที่ 2 Natural Limited

“Natural Limited”

แก่นหลักที่น้อยหน่าให้คำจำกัดความถึงธรรมชาติในแบบของนวล สตูดิโอ

“สตูดิโอย้อมสีนวล ๆ ที่มองว่าธรรมชาติมีความพิเศษเฉพาะตัวเหมือนสินค้า Limited Edition สีธรรมชาติเป็นสีลิมิเต็ดที่เกิดขึ้นมาเฉพาะในช่วงวัน เวลา ฤดูกาล อุณหภูมิ อากาศ ณ ตอนที่เราย้อม ทำให้สีของเขาเปลี่ยนไป

“บางคนมักคิดว่าสีเปลือกไม้ต้องได้จากสีธรรมชาติสีน้ำตาล แต่พอย้อมจริงแล้วไม่เป็นสีน้ำตาล เรามองว่านั่นไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เรารู้สึกว้าวที่เขากลายเป็นสีอื่น เพราะมันคือความพิเศษเฉพาะตัว เขาอาจจะไม่ใช่สีน้ำตาล Brown แต่เขาอาจจะเป็นน้ำตาล Butter สีจากธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มันคือ Natural Limited”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

เมื่อสีธรรมชาติเปลี่ยนเฉดสีตลอดเวลาตามสภาพอากาศ สภาพดิน สภาพน้ำ รวมถึงปัจจัยวันและเวลา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของการกำหนดค่าเฉดสีของนวล สตูดิโอ การกำหนดค่าเฉดสีให้สีธรรมชาติกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นอีกต่อไป

“Code สีของเราไม่ได้บอกว่ามันเป็นสีแดงหรือสีชมพู แต่เราจะบอกว่าเป็น สีฝาง เป็นชมพูจากฝาง เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจว่าในแต่ละครั้งที่ย้อม คุณจะได้สีชมพูจากแก่นฝาง แต่สีชมพูในแต่ละรอบของการย้อมเฉดสีจะแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยดิน น้ำ อากาศ แร่ธาตุในดิน วันและเวลาของฝางแต่ละต้น” นอกจากสีชมพูจากฝางแล้ว ยังมีชื่อเรียกสีอื่น ๆ อย่างสีม่วงจากกะหล่ำม่วง สีดำจากมะเกลือ สีครีมจากยูคาลิปตัส หรือสีผิวเด็กจากมะพร้าว

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

“เรากำหนดสีการย้อมแต่ละครั้งให้เหมือนเดิมไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราทำให้ใกล้เคียงได้นะ ถ้าครั้งแรกลูกค้าซื้อแล้วสีเข้มกว่านิดหนึ่ง แล้วซื้อรอบที่สองสีไม่เข้มเท่ารอบแรก เราก็ลงสีซ้ำให้อีกรอบจนได้สีที่ใกล้เคียงกัน เราแนะนำลูกค้าตลอดว่า สั่งให้พอกับความต่อเนื่องของชิ้นงาน เพราะรอบหน้าไม่การันตีเฉดสีเดิมที่ลูกค้าเคยสั่งไว้ 

“เราทำงานกับธรรมชาติ ก็ต้องคุยกับลูกค้าให้เข้าใจธรรมชาติไปด้วยกัน” น้อยหน่าเฉลยหัวใจสำคัญ

 สียืนพื้นของ นวล สตูดิโอ มีทั้งหมด 20 สี 48 เฉด เป็นสีนวล ๆ ที่น้อยหน่าและอีฟเห็นว่าเหมาะสมต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบหรืองานสร้างสรรค์ทุกชนิด เช่น สีดาวเรือง สีอัญชัญ สีสะเดา สีครั่ง สีขมิ้น ฯลฯ

“เราคิดกันว่าธรรมชาติทำได้เหมือนดินสอสีที่เราใช้ไหม ตอนเด็ก ๆ ดินสอสีที่เราใช้มี 12 สีก็โอเคแล้ว แต่ถ้ามี 24 สีเรายิ่งว้าว ถ้ามี 36 สีเราเอาไปอวดเพื่อนที่โรงเรียนได้เลย เลยคิดว่าสีธรรมชาติมันทำขึ้นมาอยู่บนเส้นใยโดยไม่มีขีดจำกัดได้ไหม เพราะสีเคมีไม่มีขีดจำกัด อยากได้สีไหนก็ได้ แต่เราค่อนข้างเซนซิทีฟกับสีเคมี ถ้าเปลี่ยนจากสีเคมีเป็นสีประดู่ สีมะพร้าว สีสะเดา ไปอยู่บนชิ้นงานเดียวกันจนเป็นลวดลาย มันดูน่าสนุก ไม่อันตรายกับตัวเราด้วย”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

แม้น้อยหน่าเสกสีธรรมชาติขึ้นมาได้มากกว่า 48 เฉดสี แต่เธอเลือกทำเพียงเท่านี้เพื่อสมดุลวัตถุดิบและเคารพธรรมชาติ เพราะสีที่ได้ล้วนหยิบใช้จากธรรมชาติ การคำนึงถึงวัตถุดิบไม่ให้หมดไปก็สำคัญ ดังนั้น วิธีการได้มาของสีจากเหล่าพืชพรรณจึงมีหลากหลาย เพื่อกระจายความสมดุลของวัตถุดิบให้คงมีเหลือใช้ทำสีตลอดปีและตลอดฤดูกาล

“เราเน้นวัตถุดิบในท้องที่เป็นหลัก ฉะนั้น เฉดสีที่ได้คือเฉดสีของปากช่อง” 

วัตถุดิบส่วนมากที่ นวล สตูดิโอ ใช้มักเป็นต้นไม้ยืนต้น อย่างประดู่ สะเดา และมะพร้าว โดยใช้เพียงส่วนของเปลือกนอก 20 – 30 เซนติเมตร และไม่ตัดถึงท่อน้ำเลี้ยง การได้มาซึ่งวัตถุดิบมีหลายวิธีด้วยกัน

“งานอดิเรกของเราคือการขับรถเล่น เพื่อหาดูต้นไม้หักโค่น เราพร้อมเก็บกวาดให้ ยิ่งช่วงที่เทศบาลตัดต้นไม้เพราะมันขึ้นใกล้สายไฟ เราก็จะไปเก็บช่วงที่เขาตัด ไม่ต้องให้เขาขนขึ้นรถ เราก็เอากลับบ้านมาจัดการเอง แล้วแถวนี้ก็ปลูกมะพร้าวน้ำหอมเป็นไร่เป็นสวน เราก็ไปหาซื้อเขาเอา เป็นการกระจายรายได้ส่วนเล็ก ๆ ของเราให้ชุมชน

“หรือมีช่วงหนึ่งที่เขาปลูกดาวเรืองส่งตลาดกัน มักมีดาวเรืองตกเกรดเหลือทิ้งเป็นภูเขา เรามองว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์ของสีธรรมชาติ เราไปขอซื้อ บ้างก็ขาย บ้างก็ให้เราเลย เหมือนเราจัดการขยะให้เขาไปในตัว”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบที่ได้จากตลาดปากช่องด้วย นวล สตูดิโอ ไม่ได้มีเพียงสีธรรมชาติบนผืนป่า แต่นำสีจากความเป็นเมืองชนบทมาให้เราเห็นบนผืนผ้า ไม่ว่าจะเป็นสีม่วงจากกะหล่ำบนแผงของป้าในตลาด สีจากสายบัวที่มีขายบางฤดูกาล นอกจากกะหล่ำแล้วก็ยังมีพืชที่ขายบางฤดูกาลด้วยเหมือนกัน แค่ฟังเธอเล่าก็สนุกตามไปด้วย

“ช่วง High Season ปลายพฤศจิกายนถึงต้นมีนาคม ชาวบ้านที่รู้ว่าเราย้อมสีธรรมชาติมักเอามะเกลือมาขายให้ บางฤดูกาลหาได้ไม่เยอะ ทำให้มะเกลือกลายเป็นลิมิเต็ด ถ้าไม่ซื้อฤดูกาลนี้ เดือนหน้าไม่ได้ใช้แล้วนะ ต่อให้ไม่มีแผนจะใช้ก็ต้องซื้อเก็บไว้ก่อน เพราะบางคนรอสีมะเกลือตั้งแต่ซีซั่นที่แล้ว กลายเป็นการสร้างคุณค่าให้มะเกลือไปในตัว เราบอกลูกค้าว่ามะพร้าว ประดู่ มีทั้งปี แต่มะเกลือหรือบางตัวต้องรอ กลายเป็นคอนเซ็ปต์ของเราเลย คือ Natural Limited”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

หน้าที่ 3 มนุษย์ผู้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ

นวล สตูดิโอ ไม่เพียงแค่สรรสร้างสีแห่งปากช่อง แต่ยังต้องการส่งต่อเส้นใยธรรมชาตินอกกระแสให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่รักในผ้าและสิ่งทอเหมือนกัน แต่ชุดความรู้ทั้งหมดทั้งมวลที่น้อยหน่านำมาส่งต่อ ล้วนเป็นภูมิปัญญาโบราณจากรุ่นยายที่ประยุกต์เข้ากับความรู้สมัยใหม่

“เราได้ความรู้เก่าตั้งแต่ยายทอไหม แล้วก็ศึกษาเพิ่มเติมทั้งของไทยและต่างชาติ เพื่อประยุกต์เรื่องพืชและวิธีการย้อมผ้าที่ใกล้เคียงกัน ตอนเด็ก ๆ เราคุ้นชินกับการที่ยายใช้ยางมะละกอฟอกไหม เราก็ลองเอายางมะละกอมาต้มกับฝ้ายดูค่าไขมันดู องค์ความรู้พวกนี้เป็นความทรงจำในวัยเด็ก ประกอบกับที่เรามาศึกษาเพิ่มเติมตอนโตด้วย

“แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือการคลุกคลีกับธรรมชาติ ทฤษฎีเป็นพื้นฐานเพื่อแค่ให้รู้ แล้วเราก็ไปเรียนรู้กับธรรมชาติอีกที ธรรมชาติดิ้นได้ บางสีที่ทฤษฎีคนบอกว่าทำไม่ได้ แท้จริงมันผสมได้ ธรรมชาติเป็นครู เรากอดธรรมชาติ กอดขอบคุณต้นไม้ ให้ความเคารพว่าเขาเป็นครูของเราในทุก ๆ ต้นเลย”

นวล สตูดิโอ เป็นเพียงโรงย้อมสีธรรมชาติเล็ก ๆ เรื่องของการทำเส้นใยจึงจำเป็นต้องพึ่งแหล่งผลิตจากโรงงานทั้งในและต่างประเทศ ที่นี่จึงใช้วิธีทำงานร่วมกันกับชาวบ้าน โดยการหาวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเส้นใยจากเกษตรกรหลายกลุ่ม อย่างเส้นใยสับปะรดจากราชบุรีและเพชรบุรี การนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศอย่างเส้นใยกัญชงจากฝรั่งเศส รวมถึงฝ้ายออร์แกนิกจากอินเดีย

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา
การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

“คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในงานวงการสิ่งทอ จะรู้จักแค่ฝ้ายกับไหม เราอยากเปิดโลกว่า ที่จริงเส้นใยธรรมชาติบนโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ฝ้ายกับไหม ต้นไม้ที่มีเส้นใย นำมาถักทอเป็นผืนผ้าได้ เราก็เลยทำเส้นใยอื่น ๆ อย่างเส้นใยกัญชง ยังไม่เป็นที่รู้จักมาก เป็นเส้นใยทางเลือกที่จะทดแทนเส้นใยอื่น ๆ ในอนาคต คนก็จะยังไม่เข้าถึง แต่เราก็ทำขึ้นมาก่อนเพื่อให้คนรู้และซึมซับ”

หลังจากได้เส้นใยธรรมชาติที่ต้องการแล้ว เป็นวิธีการลงมือย้อมกันเองของสองคู่หูน้อยหน่าและอีฟ Pantone จึงมักออกมาอยู่บนผลิตภัณฑ์ที่เป็นเส้นใยสำหรับงานถักทอและงานออกแบบเป็นหลัก แต่นอกจากเส้นใยเพื่องานถักทอและงานออกแบบ นวล สตูดิโอ ก็มีผ้าผืนสำหรับผู้ชื่นชอบสีแต่ไม่ถนัดงานคราฟต์ด้วย

“เรามีผ้าทอ 2 แบบ คือ ทอเครื่องกับทอมือ ทอมือก็ให้แม่ ๆ ป้า ๆ ที่บ้านยายทอ การทอมือมีขีดจำกัดเยอะ ป้า ๆ แม่ ๆ เขาทอหน้ากว้างได้แค่ 1 เมตร เพราะที่หมู่บ้านไม่ได้ใช้กี่กระตุก แต่ใช้ทอกระสวย ระยะ 1 เมตร มันสุดแรงเอื้อมของมือเขาแล้ว ส่วนทอเครื่อง มีเพื่อผ้าหน้ากว้าง งานดีไซน์อย่างการตัดชุด ตัดกระโปรง ตัดเดรส ต้องใช้หน้ากว้างเพราะไม่เปลืองผ้าเวลาตัดเฉลียง”

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

แม้ นวล สตูดิโอ จะสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของน้อยหน่าและอีฟ แต่ระหว่างการเดินทางตลอด 5 ปีของพวกเธอก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันระหว่างชุมชนกับธรรมชาติในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบยันขั้นตอนการผลิตออกมาเป็นเส้นใยสิ่งทอสีนวล ๆ ให้เราได้ชื่นชมกัน 

“ลูกค้าส่วนใหญ่มีทั้งนักออกแบบ ออกแบบแฟชั่นและตกแต่ง มัณฑนศิลป์ นักออกแบบภายใน พวกออกแบบของตกแต่งบ้าน บางคนเอาไปปัก ทำงานจิตรกรรม หลัก ๆ ก็ทำงานถักงานทอผ้า เอาไปทอสลับลายขิต ลายยกดอกกับผ้าถุงและพวกย่ามสะพาย ขายให้คนที่ทำงานอดิเรกเสียส่วนใหญ่ บางคนเริ่มจากงานอดิเรกแล้วได้ทำขายจนกลายเป็นอาชีพก็มี ลูกค้าบางคนเราอยู่กับเขาตั้งแต่เริ่มถัก จนตอนนี้ถักขายได้แล้ว”

หน้าที่ 4 ธรรมชาติคือเรา

นวล สตูดิโอ ผู้เปิดประตูสู่เรื่องราวของปากช่องด้วย Pantone ที่ร้อยเรียงหลากสีบนเส้นใยและผืนผ้า เชิญชวนให้ผู้คนเข้ามารู้จักกับความเป็นปากช่องที่ไม่ใช่แค่สีเขียวของเขาใหญ่ และไม่ใช่แค่สีน้ำตาลของผืนดินหรือสีฟ้าของผืนน้ำ แต่ยังพาให้คนที่เข้าสู่ประตูนี้ได้รู้จักค้นพบสิ่งใกล้ตัวและใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบกายมากขึ้น

“เราคุยกับลูกค้าเยอะมาก เราบอกเล่าเรื่องราวของสีแต่ละฤดูกาลว่าเป็นมายังไง ใช้ต้นไม้แบบไหนบ้าง พอของไปถึงมือลูกค้า เขาก็จะบอกเราว่า ‘น้องประดู่น่ารักจังเลย สีน้องทำไมเป็นแบบนี้’ บางคนซื้อสีมะพร้าวน้ำหอมไป เขาบอกว่าอยากไปซื้อมะพร้าวน้ำหอมมากินเลย หลายคนเวลาออกไปข้างนอก เขารู้สึกว่าอยากมองหาต้นไม้นั้น ๆ บางคนบอกว่าสั่งต้นมะเกลือไม่เคยเห็นมะเกลือเลย บางคนสั่งประดู่เขาก็มาเล่าว่าวันนี้เจอต้นประดู่ พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าธรรมชาติสำคัญ ไม่ใช่รู้แค่ว่าสีธรรมชาติมันสวยหวาน

“เส้นใยที่ถึงมือลูกค้าทำให้เขาสังเกตธรรมชาติ รักธรรมชาติ และรู้สึกผูกพัน เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่แค่ในพื้นคอนกรีต แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วยเหมือนกัน เราเองพอมาทำตรงนี้เราก็มองต้นไม้ใบหญ้าอยู่ตลอดเวลา ลูกค้าก็เริ่มเป็นเหมือนเรา เราไม่ได้แค่ซื้อขาย แต่เหมือนคุยและบอกเล่าเรื่องราวที่เราไปเจอกันมา”

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

คงจะดีไม่น้อย หากการแบ่งปันความสุขทำได้มากกว่าการตอบแชตบนเพจเฟซบุ๊ก คิดได้เช่นนั้นน้อยหน่าและอีฟก็ริเริ่มจัดเวิร์กชอปทำสีย้อมธรรมชาติ เพื่อพบปะลูกค้าและผู้ที่สนใจเรื่องงานผ้าให้ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันใกล้เขื่อนลำตะคอง ครั้งแรกที่จัดคือปีก่อนที่จะเจอโควิด-19 หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็กลับมาจัดอีกครั้งในวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

“คอนเซ็ปต์เวิร์กชอปรอบนี้คือ ย้อมผ้ากินปลาเขื่อน คือพาย้อมผ้าและปิกนิกกินปลาเขื่อน เพราะช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลเปิดเขื่อนลำตะคอง ชาวบ้านจะหาปลาสดมาจากเขื่อนให้เราได้เอามาทำกับข้าว เอามาเผาให้ลูกค้ายามเย็นหลังย้อมผ้าเสร็จ ทุกคนจะได้ซึมซับความเป็นชาวเขื่อนลำตะคอง เพราะน้ำย้อมก็ใช้น้ำเขื่อนลำตะคอง โคลนที่ใช้หมักผ้าก็ใช้โคลนจากเขื่อน วัตถุดิบเราก็ใช้จากปากช่อง คุณจะเห็นเฉดสีของปากช่องที่เราสกัดออกมาได้ มีมากกว่าสีเขียวของเขาใหญ่เลยด้วยซ้ำ อยากให้คนมาสัมผัสและใกล้ชิดกับสีของธรรมชาติมากขึ้นด้วย”

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

การใกล้ชิดกับธรรมชาติไม่เพียงทำให้เราได้มองสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวมากขึ้น แต่น้อยหน่าที่ค้นพบ Pantone สีของปากช่องยังได้อีกหนึ่งบทเรียนจากธรรมชาติ ซึ่งเธอเองก็พยายามส่งต่อบทเรียนนี้ให้ผู้อื่นได้รับเช่นเดียวกัน

“ช่วงแรก ๆ ที่เราทำสีย้อมแล้วอยากได้เฉดสีที่เป๊ะ มันเครียดมาก จนเรารู้สึกว่าทำไมต้องไปบังคับธรรมชาติ ทำไมไม่มองว่าสีที่มันผิดเพี้ยนจากเดิมคือความพิเศษและลิมิเต็ดไม่เหมือนใคร 

“ธรรมชาติคือความพิเศษ พอมองแบบนั้นแล้ว เรายิ่งชอบการทำสีธรรมชาติมากขึ้น 

“ธรรมชาติสอนเราว่าไม่มีอะไรที่แน่นอนในธรรมชาติ อย่าลืมว่าธรรมชาติคือตัวเราด้วย อย่าไปยึดติดกับตัวเองและธรรมชาติมาก เพราะยิ่งคาดหวังมากเท่าไร ยิ่งผิดหวังมากเท่านั้น ธรรมชาติสอนเราแบบนี้” 

หน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ แต่ไม่ใช่กระดาษแผ่นสุดท้ายของ นวล สตูดิโอ เพราะในอนาคตคู่หูน้อยหน่าและอีฟจะยังคงค้นหาสีใหม่ ๆ ของปากช่องที่ซ่อนอยู่ในห้องสมุดแห่งขุนเขาอันกว้างใหญ่นี้ต่อไป สร้างประตูหลายบ้านให้ผู้คนเข้ามาทักทายและทำความรู้จักกับปากช่อง อันเป็นบ้านเกิดแสนรักของพวกเธอไปกับสีธรรมชาติบนเส้นใยและสิ่งทอ

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

ภาพ : นวล สตูดิโอ

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load