ในประวัติศาสตร์ของประเทศอันยาวนานหลายพันปี สืบไปได้ถึงยุคโรมันหรือก่อนหน้านั้น ล้วนมีผลต่อวิถีชีวิต การคิดอ่านของคนอิตาเลียนในปัจจุบันอย่างยากที่จะแยกออกว่า อันไหนมาจากยุคใดบ้าง

หนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญในประวัติศาสตร์อิตาลี ที่ยังหลงเหลืออนุสรณ์สถาน ความรักชาติ ความชิงชัง ความเจ็บช้ำน้ำใจให้เราสัมผัสได้ในปัจจุบัน คือ บาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และบุคคลที่คนอิตาเลียนพร้อมใจกันกล่าวโทษ นั่นคือ เบนีโต มุสโสลินี (Benito Mussolini)

มุสโสลินีเป็นใคร เขาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงปี 1922 – 1943 ระยะเวลาราว 20 ปีนี้ ในประวัติศาสตร์อิตาลีเรียกว่า ‘ยี่สิบปีแห่งฟาชิสต์’ (Il ventennio fascista) อันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 1939 – 1945 นั่นเอง

การพาประเทศไปแพ้สงครามนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ความเกลียดชังนั้นเริ่มมาตั้งแต่การที่มุสโสลินีพาประเทศอันเพิ่งสะบักสะบอมมาจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว

ทำไมถึงโทษมุสโสลินีอยู่คนเดียว

เพราะเขาเป็นเผด็จการ เปล่า ไม่ได้กล่าวหาว่าร้ายลอย ๆ เขาเองนั่นล่ะที่เป็นคนประกาศตนว่า เขาจะเป็นเผด็จการล่ะนะ

อิตาลี 20 ปีในมือมุสโสลินี จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์กับความบอบช้ำที่ยังเหลือถึงตอนนี้
ภาพ : https://commons.wikimedia.org

มารู้จักมุสโสลินีกันหน่อยเป็นไร

ชื่อที่เราคุ้นว่ามุสโสลินีนั้นจริง ๆ คือนามสกุล ชื่อจริงของเขานั้น ยาวอีกนิดก็กรุงเทพฯ แล้ว คือ เบนีโต อมัลคาเร อันแดรฺอา แล้วก็ตบท้ายด้วยนามสกุล มุสโสลินี

ชื่อทั้งหมดนี้มีที่มาทั้งสิ้น พ่อของเธอซึ่งยังชีพด้วยการเป็นช่างเหล็กนั้น เป็นคนมีความคิดทางสังคมนิยมที่รุนแรงมาก ชื่อที่เรียงเป็นตับวิวาห์พระสมุทรนั้น มาจากรายนามของนักการเมืองแนวสังคมนิยมทั้งในและนอกประเทศอิตาลีทั้งสิ้น แต่พอใช้จริง ๆ ก็เหลือแค่เบนีโต ซึ่งเป็นชื่ออดีตผู้นำของเม็กซิโกเท่านั้น ด้วยความที่ไม่ใช่ชื่ออิตาเลียนนี้ จึงมีผู้เรียกผิดเรียกถูกว่า เบเนเด็ตโต อันเป็นชื่อที่สามัญกว่าสำหรับคนอิตาเลียน

มุสโสลินีเรียนเก่ง แต่เป็นคนเกเรชอบความรุนแรงแต่เล็ก ในวัยเด็กเคยแทงเพื่อนอย่างน้อยก็ 2 ครั้ง เปล่า ไม่ใช่ 2 จึ้ก แต่ 2 คน แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง จึงทำให้เขาได้ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ อันเป็นที่ซึ่งเขาแสดงความคิดทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ หนังสือพิมพ์ที่เขาทำแต่ละแห่งนั้น ล้วนเป็นหนังสือพิมพ์ของพวกสังคมนิยมทั้งสิ้น

ในวัยหนุ่ม ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 หนังสือพิมพ์ที่เขาทำงานและพรรคสังคมนิยมที่เขาสังกัดอยู่นั้นยึดแนวเป็นกลาง แต่มุสโสลินีกลับออกไปเดินขบวนสนับสนุนสงคราม จึงทำให้เขาถูกขับออกจากวงโคจรของสังคมนิยมทั้งหมด แล้วไม่นาน อิตาลีก็เข้าสงคราม มุสโสลินีได้สมัครเข้าร่วมรบสมใจ แต่ก็บาดเจ็บกลับออกมา

จากการผ่านสงคราม จากการอกหักจากสังคมนิยม และจะด้วยอะไรอีกก็ตาม มุสโสลินีคิดว่า อิตาลีควรจะต้องมีการปฏิวัติครั้งใหญ่ มุสโสลินีได้กลับมาทำงานในวงการหนังสือพิมพ์อีกครั้ง และได้แสดงความคิดเห็นของตนไปอย่างกว้างขวาง มุสโสลินีเบื่อความจอมปลอมของประชาธิปไตย มีความคิดว่าการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นสิ่งไร้สาระ และอาจมองไม่เห็นทางในการฟื้นฟูประเทศด้วยวิธีแบบเดิม ๆ และฝักใฝ่ในทางการนำประเทศอย่างดุดันเหี้ยมหาญประหนึ่งชาวโรมัน เขาได้ก่อตั้งขบวนการขึ้นมาขบวนการหนึ่ง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนมากมาย ในไม่กี่ปีขบวนการที่เขาคิดก่อตั้งก็มีผู้ร่วมด้วยช่วยกันเรือนแสนจากทั่วประเทศ และเป็นขบวนการที่มีบทบาทสำคัญมากในประวัติศาสตร์ นั่นคือ ขบวนการฟาชิสม์ (Fascism)

ฟาชิสม์ หรือ พวกฟาชิสต์ ตั้งมาจากคำว่า Fascio ซึ่งหมายถึงขวานโบราณของชาวโรมันที่มีด้ามจับเป็นกิ่งไม้พันรวมหนักแน่น อันเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี มุสโสลินีผู้มีวาทศิลป์อันน่าทึ่งได้ปลุกระดมเชิญชวนผู้คนให้ร่วมแนวคิดของตน อันจะนำประเทศไปสู่ความเกรียงไกรเฉกเช่นจักรวรรดิโรมันในอดีต ผู้คนเข้าร่วมกันมากมาย และเรียกมุสโสลินีด้วยคำว่า ดูเช (Duce) อันมาจากคำว่า Dux ในภาษาละตินที่แปลว่า ผู้นำ นั่นเอง

อิตาลี 20 ปีในมือมุสโสลินี จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์กับความบอบช้ำที่ยังเหลือถึงตอนนี้
ภาพ : https://it.cleanpng.com

สภาพอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ถึงแม้จะอยู่ในฝ่ายผู้ชนะสงคราม แต่ก็บอบช้ำสะบักสะบอมเต็มที รัฐบาลของ พระเจ้าวิตตอริโอ เอ็มมานูเอเลที่ 3 ก็ไม่ค่อยแข็งแรงนัก ในที่สุดวันหนึ่งในปี 1922 มุสโสลินีก็บัญชาการทัพฟาชิสต์ของตนให้เดินตบเท้าเข้าสู่โรม (Marcia su Roma) พระเจ้าวิตตอริโอกลัวว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง บีบให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออก แล้วเชิญมุสโสลินีซึ่งนั่งยิ้มอยู่ที่มิลาน ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และนั่นคือจุดเริ่มของ 20 ปีแห่งฟาชิสม์

อิตาลี 20 ปีในมือมุสโสลินี จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์กับความบอบช้ำที่ยังเหลือถึงตอนนี้
ภาพ : www.britannica.com

สิ่งแรกที่มุสโสลินีทำคือเปลี่ยนรัฐสภาให้มีพรรคเดียวคือพรรคของตน กวาดล้างพวกสังคมนิยมออกไปด้วยวิธีการอันป่าเถื่อนรุนแรง แล้ววันหนึ่งก็ประกาศกันให้รู้แล้วรู้รอดกันไปว่า ตนจะปกครองแบบเผด็จการละนะ

จากนั้นก็เป็นกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ เพราะเมื่อมีผู้นำคนเดียวแล้ว ก็ต้องทำให้คนรักและศรัทธา ช่วงนี้มุสโสลินีออกงานหนักมาก ไม่ได้ไปตัดริบบิ้นปล่อยลูกโป่งอย่างที่คิด หากแต่ลงไม้ลงมือทำทุกสิ่งอัน ถอดเสื้อโชว์ความแข็งแกร่ง เกี่ยวข้าว สงฟาง ฯลฯ แน่นอนทุกงานมีวิดีโอถ่ายไว้ แล้ววิดีโอเหล่านี้ละที่นำเอาไปฉายตามโรงหนังหรือชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้คนเชื่อว่าการปกครองแบบนี้แสนดีหนักหนา ผู้นำก็แสนจะเข้มแข็งอบอุ่น เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย อะไรประมาณนั้น

ภาพ : www.udinetoday.it

ย้อนไปยังปณิธานที่หาญมุ่งของมุสโสลินี เขาบอกว่าจะให้อิตาลีเกรียงไกรเหมือนอาณาจักรโรมัน ก็จะเป็นอาณาจักรได้อย่างไรหากไม่ขยายอาณาเขต อย่ากระนั้นเลย จำเราจะต้องไปบุกเอธิโอเปียดีกว่า ซึ่งก็ได้มาเป็นเมืองขึ้น แต่แลกด้วยทั้งเงินทั้งชีวิตของทหารที่หมดไปกับสงครามซึ่งไม่ควรจะเกิดเลย

การกระทำของมุสโสลินีเป็นที่เฝ้าสังเกตของผู้นำจากหลายประเทศ บ้างก็มองด้วยความชื่นชม หนึ่งในนั้นคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้เฝ้าเพียรติดต่อขอมาดูงานที่อิตาลี ในที่สุดมุสโสลินีก็ให้มาอย่างเสียไม่ได้ ฮิตเลอร์ประทับใจในการปกครองของมุสโสลินีมาก และได้นำแนวคิดหลายอย่างกลับไปใช้ที่เยอรมนีของตน ที่เห็นเด่นชัดคือ ท่าทักทายแบบนาซี ซึ่งก็เอามาจากท่าทักทายของพวกฟาชิสต์นั่นเอง

ภาพ : www.britannica.com

แต่ในขณะที่กองทัพเยอรมันเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ กองทัพของมุสโสลินีกับย่ำแย่ลงทุกที ไปรบที่ไหนก็หนีญญ่ายพายจแจ้น (แตกกระจัดกระจายจากหมู่) ไปเสียหมดสิ้น ในที่สุดวันหนึ่ง มุสโสลินีก็ไปเยือนเยอรมนีแล้วก็หน้าตึงกลับมา เพราะเมื่อเห็นแสนยานุภาพของกองทัพเยอรมันแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองไม่ใช่พระเอกของมหากาพย์เรื่องนี้แล้ว

รวบรัดตัดความ เยอรมันทำสงครามโลกครั้งที่ 2 อิตาลีเงื้อง่าราคาแพงอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดก็เข้าร่วมจนได้ทั้งที่ไม่พร้อมอะไรเลย ผู้กุมบังเหียนของการศึกคือฮิตเลอร์ ส่วนมุสโสลินีได้แต่เป็นผู้ตาม ในที่สุดเมื่อฝ่ายพันธมิตรอันมีสหรัฐอเมริกาบุกเข้าอิตาลี รัฐบาลอิตาลีก็ต้องตัดสินใจคิดการใหญ่แล้ว นั่นคือ คนในพรรคพร้อมใจกันปลดมุสโสลินีออกจากตำแหน่ง แล้วส่งตัวแทนไปเซ็นสัญญาสงบศึกในปี 1943 นับเป็นจุดสิ้นสุดอย่างเป็นทางการของฟาชิสต์และมุสโสลินี

ไม่ เรื่องไม่ได้จบแค่นี้ ตายเหรอ ยัง มุสโสลินีถูกนำไปกักตัวยังที่ลับ แต่เยอรมันบุกไปชิงตัวได้ (ลับยังไง) แล้วก็ให้มุสโสลินีตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดโดยมีฮิตเลอร์เป็นเบื้องหลัง ความปั่นป่วนนี้มีอยู่ได้สัก 2 ปี ในที่สุดมุสโสลินีก็ถูกพวกต่อต้านฟาชิสต์จับ และสำเร็จโทษโดยการยิงแล้วนำศพไปยังมิลาน ภาพจำสุดท้ายของคนอิตาเลียนที่มีต่อมุสโสลินีคือ การถูกแขวนห้อยหัวลงมากลางจัตุรัสแห่งหนึ่งในเมือง และข่าวนั้นเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ฮิตเลอร์ตัดสินใจยิงตัวเองตาย

ภาพ : www.britannica.com

ถามว่ามีอะไรบ้างไหมที่มุสโสลินีทำไว้นอกเหนือจากการพาคนไปตาย ก็ต้องบอกว่า เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เขาทำไว้ ก็คือการให้วาติกันเป็นรัฐอิสระนั่นเอง

ภาพ : www.wikiwand.com

ปัจจุบัน ฟาชิสต์และมุสโสลินีเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากพูดถึง กระนั้น ณ บ้านเกิดของเขา ที่เมืองเปรดัปปิโย (Predappio) ก็ยังทำเป็นพิพิธภัณฑ์ คนอิตาเลียนไม่กลบประวัติศาสตร์ อะไรเกิดก็ต้องเรียนรู้กับมัน การฝังกลบไม่ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้

สำหรับคนอิตาเลียนในปัจจุบันนี้ เมื่อนึกถึงมุสโสลินี ก็มักจะพูดออกมาอย่างขำ ๆ ว่า 

“อ้ะ อย่างน้อยรถไฟตอนนั้นก็ตรงเวลา”

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

อิตาเลียนเป็นชาติที่รักสัตว์ หากคุณไปอิตาลี ภาพที่คุณจะได้เห็นจนชินตาคือ ผู้คนเดินจูงหมาไปที่ต่าง ๆ แมวอยู่ตามสถานที่ทางประวัติศาสตร์ อย่างเช่น โคลอสเซียม และถึงกับมีปฏิทินแมวตามมุมต่าง ๆ ของโบราณสถานออกมาขายทุกปีอีกด้วย

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : www.gruppolozzi.it

หากนั่นยังยืนยันความรักสัตว์ของคนอิตาเลียนได้ไม่ดีพอ มาดูความรักจากทางภาครัฐกันบ้าง ในปี 2016 นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งกรุงโรม เรียกร้องให้ทางจ่ายค่าแรงในช่วง 2 วันที่เธอลาไปดูแลน้องหมา โดยอ้างเอากฎหมายข้อที่ว่า คนที่ละทิ้งสัตว์ให้ทรมานร้ายแรง จะโดนจำคุก 1 ปี และโดนปรับราว 4 แสนบาท ผลคือ เธอชนะคดีฉลุย

เดินไปตามซอกเล็กซอยน้อยในอิตาลี คุณอาจจะได้ยินเสียงซิญญอราส่งเสียงร้อง “มิ…….โช….” ด้วยเสียงสูงแหลมโหยหวน ปล่อยให้หางเสียงจางหายไปอย่างมีชั้นเชิง แล้วน้องแมวที่หลบอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ก็จะออกมารับของสังเวยจากทาสผู้ซื่อสัตย์ของเธอ

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : redarmyscreaming.tumblr.com

จำนวนแมวในอิตาลีนั้นมีมากกว่าจำนวนหมา แต่ถ้าดูตามสถิติการเลี้ยงสัตว์ภายในบ้าน จะพบว่า มีจำนวนหมามากกว่าแมว จำนวนแมวที่อยู่นอกสำมะโนประชากรนั้น ก็อยู่ตามโบราณสถานอย่างที่เล่าไป เหมือนลิงที่พระปรางค์สามยอด เพียงแต่เป็นเวอร์ชันที่ไม่ขโมยของและเข้าทึ้งหัวเราเท่านั้นเอง 

แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ เมื่อมีแมวจรจัด พระเจ้าก็ต้องสร้างให้มีหญิงให้อาหารแมวมาด้วย ที่โคลอสเซียมนี้ถึงกับมีสมาคมผู้ดูแลแมว อันมีสมาชิกอยู่ราว 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นหญิง แต่ก็มีที่เป็นชายด้วยเช่นกัน และพบว่าแมวที่ยั้วเยี้ยอยู่ตามโคลอสเซียมนี้มีชื่อด้วยนะ เนื่องจากมีผู้เจอหญิงให้อาหารแมวคนหนึ่ง เรียกชื่อแมวแต่ละตัวไม่ซ้ำกันเลย

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : redarmyscreaming.tumblr.com

การที่คนให้อาหารแมวเป็นหญิงเสียส่วนใหญ่นั้น ก็พ้องกันกับข้อมูลเชิงสถิติจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่บอกว่า เด็กหญิงมักชอบแมว เด็กชายมักชอบหมา อันที่จริง ผลวิจัยดังกล่าวยังบอกอีกว่า รองจากหมาแมว เด็กอิตาเลียนชอบม้า เสือ นก สิงโต และโลมา

เด็กส่วนใหญ่ (81.7 เปอร์เซ็นต์) มีหรือเคยมีสัตว์เลี้ยง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหมากับแมวนั่นล่ะ แต่ก็พบว่ามีสัตว์อื่น ๆ อีกด้วย เช่น เต่า (14.5 เปอร์เซ็นต์) แฮมสเตอร์ (10.6 เปอร์เซ็นต์) กระต่าย (4.8 เปอร์เซ็นต์) มีแค่ 1 ใน 5 คนเท่านั้นที่ไม่เคยมีสัตว์เลี้ยงในบ้าน

การสำรวจไม่ได้ถามแค่ ‘มี’ แต่ถามว่า อยาก ‘เป็น’ อะไรด้วย ผลออกมาว่า 1 ใน 5 อยากเป็นนก 1 ใน 10 อยากเป็นหมา ตามมาด้วยสิงโต แมว โลมา เสือชีตาห์ ม้า

เด็กผู้ชายมักจะอยากเป็นสัตว์ที่โชว์ความแข็งแรงหรือวิ่งเร็ว เช่น สิงโตหรือเสือชีตาห์ เด็กผู้หญิงมักอยากเป็นสัตว์สวย ๆ งาม ๆ อย่างผีเสื้อ

และสัตว์ที่เด็กเกลียดกลัวที่สุดก็คือ งู

แต่สัตว์ก็มีมากมายหลายประเภท และความรู้สึกของคนอิตาเลียนก็มิได้มีแค่ความ ‘รัก’ อย่างเดียวเท่านั้น เราเข้าใจว่าคนอิตาเลียนคิดอย่างไรต่อสัตว์ได้หลายวิธี

ทำแบบเด็กอักษรฯ วิธีหนึ่งคงไม่พ้นการศึกษาผ่านสำนวนในภาษา การอุปมาอุปไมย เริ่มจากที่คล้ายของไทยก่อน ข้อมูลที่ได้ต่อจากนี้รวบรวมมาจากพจนานุกรมที่บ้าน

หมาจิ้งจอก เปรียบกับความเจ้าเล่ห์ แต่เรื่องนี้ แมว ก็เข้ารอบด้วย

เต่า เปรียบกับความเชื่องช้า หอยทาก ก็เช่นกัน

งู เปรียบกับคนที่ร้ายกาจ มีพิษสง คดในข้องอในกระดูก

เสือ เปรียบกับความดุ

เพราะฉะนั้น ในแง่นี้จึงอาจกล่าวได้ว่า คนอิตาเลียนกับคนไทยมีทัศนคติต่อสัตว์เหล่านี้คล้าย ๆ กัน

แต่ก็มีบางสำนวนที่คนไทยเปรียบกับอย่างอื่น หรือไม่ก็ไม่คิดจะเปรียบเลย แต่คนอิตาเลียนเปรียบคุณลักษณะต่าง ๆ กับสัตว์เหล่านี้

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : www.europlan.it

เงียบเป็น ปลา

แดงเป็น กุ้ง

โง่เหมือน ห่าน

ตาบอดเหมือน ตัวตุ่น

หยิ่งยะโสเหมือน นกยูง

ขี้กลัวเหมือน กระต่าย อันนี้น่าจะมาจากนิทานอีสปเรื่อง กระต่ายตื่นตูม

อ่อนติ๋มหงิมเป็น แกะ

ดื้อเป็น ลา

เก็บเนื้อเก็บตัวเหมือน หมี

น่าเกลียดเหมือน ลิง/คางคก

กล้าหาญเหมือน สิงโต

ปราดเปรียวเหมือน ละมั่ง

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : pixels.com/profiles/shawn-obrien

ปราดเปรียวเหมือน ละมั่ง

บางสำนวนก็ฟังแปลกหู เพราะคนไทยเราจะไม่มีวันเปรียบ เปรียบทำไม เช่น

ล่อนจ้อนเป็น หนอน (อ้อ อันนี้คนไทยโบราณจะเปรียบเป็นเปรต)

สุขภาพแข็งแรงดีเหมือน ปลา อันนี้คืออะไร ที่อิตาลีปลาไม่ป่วยเหรอ

น่าเบื่อเหมือน เห็บหมัด ยุง ตัวต่อ 2 อันแรกเข้าใจได้ว่าน่ารำคาญ แต่ตัวต่อนี่ออกไปทางน่ากลัวนะ

ร้องเพลงเพี้ยนเหมือน กบ

ตัวพองเป็น กบ เขาไม่ได้หมายถึงอ้วน แต่หมายถึงจองหองพองขน ลำพองตนจนตัวป่องเป็นอึ่งอ่าง อะไรทำนองนั้น

มาถึงคำถามคาใจใครบางคน แล้วตอนด่ากันล่ะ บ้านเรามองสัตว์บางประเภทว่าเป็นสัตว์ชั้นต่ำ ควรค่าแก่การหยิบยกขึ้นมาด่าให้คนฟังรู้สึกเจ็บ ๆ แสบ ๆ แล้วอิตาเลียนล่ะ เขาเอาสารพัดสัตว์บกมาด่ากันแบบเราไหม

เริ่มจาก ไอ้ สัตว์ เขาไม่ด่ากันพร่ำเพรื่อ แต่จะหมายถึง ความป่าเถื่อน รุนแรง ไร้การศึกษา

ไอ้ เหี้ย ด่าไปอิตาเลียนหลายคนคงยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ มิพักพูดถึงว่า มันมีคุณสมบัติอันใดหรือที่เราจะต้องมารู้สึกเจ็บแค้นเคืองโกรธกับการได้รับการอวยยศเช่นนี้

ไอ้หน้าหมา ไม่ว่าจะไอ้หน้าหมา หรืออีหน้าอวัยวะอื่น ก็ไม่มีใครด่าทั้งสิ้น ถ้าด่าไป อิตาเลียนอาจยืนปรบมือให้แก่ความคิดสร้างสรรค์ของเราก็เป็นได้

งั้นด่าว่าหมาก็ไม่หยาบคายอย่างนั้นสิ

จริงอยู่ หมา มักเปรียบกับความซื่อสัตย์ ความโดดเดี่ยว แต่ก็ยังเปรียบกับความไม่ได้เรื่องด้วย

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : www.dailypaws.com

เพราะฉะนั้น ถ้าบอกเพื่อนว่า เธอเหมือนหมาเลย ด้วยหวังใจว่าเขาจะเข้าใจว่าเราชมว่าเขาซื่อสัตย์ อาจจะเป็นการหวังสูงไปนิด ยังไงเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถอะ

แล้ว หมู ในตำนานล่ะ มีคนบอกว่า หมู หยาบมากกกกกก ฟังไม่ได้ (เอามือปิดหูดิ้นเร่า ๆ )

หมูถูกเปรียบกับความสกปรก อันรวมไปถึงความสกปรกในจิตใจด้วย มันจึงไปในทางความหื่น ลามก

แต่ก็ถ้ามีคนบอกว่า แหม เธอนี่เหมือน กระต่าย เลยนะ ก็อย่าได้คิดว่าเขาชมว่าเราปราดเปรียวแสนซน เพราะสำหรับคนอิตาเลียนแล้ว นอกจากเขาจะมองกระต่ายว่า ‘ขี้กลัว’ แล้ว เขาอาจจะหมายถึงว่าเราเซ็กส์จัด เพราะกระต่ายได้ชื่อว่ามีลูกเร็วมาก เหมือนวัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากประกอบกิจกรรมอันสุนทรี

ควาย ล่ะ เปรียบเทียบกันไหม

มีเหมือนกัน แต่ไม่ได้แปลว่า โง่ เขามักเปรียบกับการกินแบบไม่บันยะบันยังมากกว่า ตรงข้ามกับการกินน้อย เขาจะเทียบกับ นก บางทีก็เป็น นกคีรีบูน ด้วยนะ

คราวนี้มาดูสุภาษิต คำพังเพย บ้าง ว่าเขาเอาสัตว์มาสั่งมาสอนอะไรลูกหลานเขาบ้าง

Can che abbaia non morde.

หมาเห่ามักไม่กัด อันนี้เหมือนของไทย แต่อย่าไปจริงจังมากนะ มันเป็นความเปรียบ หมาเห่าอุ่นเครื่องก่อนกัดก็มีถม อันที่จริงมันมีนัยยะหมายรวมไปถึงว่า คนที่ร้าย ๆ กับเราเนี่ย มักจะไม่พูดพล่ามหรอก

Meglio un giorno da leone che cento da pecora.

อยู่อย่างสิงโตวันเดียว ดีกว่าอยู่อย่างแกะ 100 วัน

หลายคนอาจจะคิดแบบไทย ๆ ว่า เปรียบการอยู่อย่างมีเกียรติกับอยู่อย่างกระจอก แต่ถ้าไปดูคุณลักษณะของสัตว์ทั้งสองที่อิตาเลียนมักใช้เปรียบดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น จะเห็นว่าเกียรติที่ว่า (ถ้าจะเปรียบ) ไม่ได้หมายถึงเงินทองหรือยศถาบรรดาศักดิ์ใด ๆ แต่คือความกล้าหาญ และกระจอกนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่เงินทองหรือสถานภาพทางสังคม แต่คือความขี้ขลาด ไม่สู้เพื่อความถูกต้องมากกว่า

ภาพ : www.thelocal.it

Il lupo perde il pelo, ma non il vizio.

หมาป่าผลัดขน แต่ไม่ผลัดสันดาน

อันนี้เป็นสุภาษิตที่ไม่ให้โอกาสคนเลย มันมีความหมายว่า คนชั่ว ต่อให้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกอย่างไร เขาว่ากันว่านะ สันดอนน่ะขุดได้ แต่สันดานน่ะสิ (เดินกอดอก ก้าวออกมา 2 ก้าว ยิ้มเยาะมุมปาก แค่นหัวเราะเบา ๆ มองกล้อง ตาวาวโรจน์) ขุดไม่ได้!

Chi pecora si fa, il lupo se lo mangia.

“อ่อนแอก็แพ้ไป” เวอร์ชันอิตาเลียน แปลตรงตัวว่า ใครทำตัวเป็นแกะ หมาป่าก็จะกิน อันนี้น่าจะเป็นอันเดียวที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดว่า ทำไมอิตาเลียนเวลามีปัญหาจึงต้องเล่นใหญ่ เพราะถ้าหงอก็จะถูกข่มทันที

ภาพ : www.telegraph.co.uk

จะเห็นว่าสัตว์ที่เป็นตัวโกง ตัวร้าย สำหรับคนอิตาเลียนคือ หมาป่า ถ้าให้คาดเดา ก็คงจะเป็นเพราะว่ามันเป็นอุปสรรคหลักของปศุสัตว์ อันเป็นอาชีพหลักของสังคมเกษตรกรรมในอิตาลีสมัยก่อน หมาป่ากับแกะถูกนำมาเปรียบของผู้ล่าอันชั่วร้ายกับเหยื่ออันน่าสงสารอยู่ตลอดเวลา

แต่ในขณะที่หมาป่าดูเป็นตัวโกง แต่ก็หมาป่าอีกเช่นกันที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรม เพราะในตำนาน นางเป็นผู้ให้นมโรมูลุสกับเรมุส ผู้ให้กำเนิดกรุงโรม ผิดตรงที่หมาป่าตัวนี้เป็นนางหมาป่า

ภาพ : commons.wikimedia.org

แล้วนักภาษาศาสตร์เชิงประวัติก็เสนอความเห็นแบบไม่อิงตำนานว่า ผู้ให้นมแต่เด็กทั้งสองเนี่ย อาจจะไม่ใช่หมาป่าหรอก แต่เป็นคนนี่ละ

เพราะคำว่า นางหมาป่า ในภาษาอิตาเลียนโบราณ เป็นสแลงหมายถึง หญิงโสเภณี

ข้อมูลอ้างอิง

– Il Ragazzini 2021, Zanichelli

– Maria Balì, Giovanna Rizzo, Nuovo Espresso 2, Alma Edizioni

 – www.bbc.com/thai/international-41599355

agricommerciogardencenter.edagricole.it

www.the-colosseum.net/ita/around/gatti_it.html

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load