การเข้าทำเนียบเอกอัครราชทูตครั้งนี้มีเรื่องน่าตื่นเต้นพิเศษ

ไม่ใช่แค่เพราะทำเนียบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเบลเยียมประจำประเทศไทยไม่เคยเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมมาก่อน จนกระทั่งวันมรดกวัฒนธรรมยุโรปในปีนี้

ไม่ใช่แค่เพราะคฤหาสน์อายุ 100 กว่าปีใจกลางสาทรนี้สวยจับใจ และแทบไม่มีใครรู้จัก

แต่เพราะ The Cloud ได้พาภาพถ่ายบ้านเก่าหลังนี้กลับมาเยี่ยมทำเนียบในปัจจุบัน

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง The Cloud บังเอิญพบชุดภาพถ่ายบ้านเลขที่ 44 ซอยพิพัฒน์ที่บ้านของตัวเอง ภาพถ่ายเหล่านี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก และไม่เคยถูกเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน

เมื่อสืบค้นจึงพบว่าคุณทวดเป็นผู้สั่งให้สร้างบ้านหลังนี้ และคุณย่าก็เคยอยู่บ้านหลังนี้ตอนเด็กๆ

การนัดพบเอกอัครราชทูต Philippe Kridelka เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเบลเยียมประจำประเทศไทยครั้งนี้ จึงเป็นการนำประวัติศาสตร์ของบ้านในสมัยที่เป็นเรือนพักอาศัยและเป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตมาบรรจบกัน

ไม่ต้องบรรยายความตื้นตันดีใจที่เกิดขึ้น คุณก็คงจะนึกภาพออก

ก่อนพวกเราจะถือภาพเก่าตามท่านทูตฟิลิปไปสำรวจร่องรอยอดีตทั่วทั้งบ้าน

ขอเริ่มต้นด้วยประวัติศาสตร์ฉบับย่อของความสัมพันธ์ไทย-เบลเยียม ที่เชื่อมกันก่อนสะพานไทย-เบลเยียมจะสร้างนับร้อยปี

ทำเนียบทูตเบลเยียม

ทำเนียบทูตเบลเยียม

ทำเนียบทูตเบลเยียม

เบลเยียมมาเยือน

แม้ยังไม่ได้ตั้งสถานกงสุลในสยาม ความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรเบลเยียมและราชอาณาจักรสยามในสมัยรัตนโกสินทร์ก็เริ่มต้นจากการค้า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

ช่วงนั้นชนชาติยุโรปเดินทางมาสยามกันอย่างคึกคัก บริษัทเบลเยียมอย่าง Cateaux-Wattel เข้ามาค้าขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ ค.ศ. 1857 (พ.ศ. 2400) และบริษัทการค้าจากเมือง Antwerp ก็เข้ามาทำธุรกิจในบางกอกตั้งแต่ ค.ศ. 1860 (พ.ศ. 2403) โดยขณะนั้นเบลเยียมได้ตั้งสถานกงสุลที่สิงคโปร์และมะนิลาเรียบร้อยแล้ว

สยามเริ่มเปิดประเทศและทำสนธิสัญญากับประเทศต่างๆ เช่น ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก โปรตุเกส และเนเธอร์แลนด์ ต่อมาใน ค.ศ. 1868 (พ.ศ. 2411) ปีสุดท้ายของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือเมื่อ 150 ปีที่แล้ว รัฐบาลสยามลงนามในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ระหว่างสยามและเบลเยียม

หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศก็ชัดเจนขึ้น ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เจ้าพระยาเบลเยียม และการเสด็จฯ เยี่ยมเบลเยียม

ในรัชสมัยของพระปิยมหาราช รัฐบาลสยามต้องการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นสากลเพื่อสร้างความทัดเทียมกับต่างชาติ จึงเฟ้นหานักกฎหมายชาวยุโรป และได้ว่าจ้าง ‘เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ’ หรือ Gustave Rolin-Jacquemyns นักกฎหมาย นักการทูต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของเบลเยียม มาทำงานให้ประเทศสยามใน ค.ศ. 1892 (พ.ศ. 2435)

กุสตาฟ รอแล็ง-ฌักแม็ง หรือที่นิยมเรียกว่า คุสตาฟ โรลิน ยัคมินส์ เข้ารับราชการในฐานะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินทั่วไปในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตลอดระยะเวลา 9 ปี โดยหน้าที่หลักคือพัฒนาระบบศาลยุติธรรมของสยาม และได้สร้างประโยชน์ต่อสยามอย่างมากมาย

เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ เป็นเจ้าพระยาคนเดียวที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ครั้งเดียวถึงชั้นเจ้าพระยา และเป็นชาวตะวันตกคนที่ 2 ต่อจากเจ้าพระยาวิชชาเยนทร์ (Constantine Phaulkon) ที่ได้รับบรรดาศักดิ์ถึงชั้นเจ้าพระยา

ต่อมาใน ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก โดยเสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรเบลเยียมด้วย พระองค์ประทับที่เมือง Ostend และเสด็จเยี่ยมเมือง Laeken ตามการเชื้อเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีเลโอโปลด์ที่ 2 แห่งเบลเยียม

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ราชวงศ์ไทยและเบลเยียมก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด

ทำเนียบทูตเบลเยียม

จากบางรัก สีลม วิทยุ สู่สาทร

ประเทศเบลเยียมก่อตั้งสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ที่บางกอกใน ค.ศ. 1884 (พ.ศ. 2427) กงสุลคนแรกๆ คือนักธุรกิจชาวอังกฤษหรือชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในสยาม นักการทูตเบลเยียมที่มาอยู่บางกอกจะอยู่ใต้อาณัติของเอกอัครราชทูตเบลเยียมที่ประจำอยู่เมืองจีน

ต่อมาสถานกงสุลเบลเยียมประจำประเทศไทยได้ถูกตั้งขึ้นที่ตรอกกัปตันบุช ย่านบางรัก ใกล้กับสถานกงสุลโปรตุเกส สถานกงสุลอังกฤษ  และสถานกงสุลฝรั่งเศส ปัจจุบันที่บริเวณสถานกงสุลเบลเยียมกลายเป็นโรงแรมรอยัลออร์คิดเชอราตัน

สถานกงสุลเบลเยียมได้เลื่อนสถานะเป็นสถานอัครราชทูตเบลเยียม และย้ายมาอยู่บริเวณถนนสีลม ซอย 19 ในช่วง ค.ศ.1896 – 1904 (พ.ศ. 2439 – 2447) ก่อนจะย้ายไปเช่าบ้านบริเวณถนนวิทยุของนายโฮเรชีโอ เบลีย์ วิศวกรชาวอังกฤษ ผู้ได้รับพระราชทินนามว่า ‘พระปฏิบัติราชประสงค์’

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

จนกระทั่ง ค.ศ. 1927 (พ.ศ. 2470) อัครราชทูตมาร์เซล โปแล็ง (Marcel Polain) ต้องหาสถานที่ตั้งสถานอัครราชทูตอีกครั้ง เพราะกระทรวงการคลังต้องการใช้บ้านที่ถนนวิทยุเป็นที่พักของนายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ที่ปรึกษาชาวอเมริกันคนที่ 4 ของกระทรวงการต่างประเทศ (ปัจจุบันบ้านหลังนี้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา)

อัครราชทูตมาร์เซลได้พบบ้านของนายหลุยส์ ดูปลาตร์ (Louis Duplatre) ที่ปรึกษากฎหมายขาวฝรั่งเศสในกระทรวงยุติธรรม จึงได้ขอเช่าและได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ บ้านหลังนี้จึงได้กลายเป็นสถานเอกอัครราชทูตและเป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตเบลเยียมอย่างถาวร

ความเป็นมาของบ้านเลขที่ 44 ซอยพิพัฒน์เป็นอย่างไร เราจะพาไปดู

ทำเนียบทูตเบลเยียม

บ้านซอยพิพัฒน์

ซอยพิพัฒน์เป็นซอยเชื่อมถนนสีลมและสาทร มีชื่อตามราชทินนามของพระยาพิพัฒน์โกษา หรือเซเลสติโน ซาเวียร์ (Celestino Xavier) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้มีเชื้อสายโปรตุเกส เขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและเป็นผู้ตัดถนนแบ่งที่ดินขายให้คหบดีชาวสยามและชาวต่างชาติในพระนคร เพื่อสร้างบ้านพักในช่วงปลายรัชกาลที่ 5

คุณหญิงนวม โทณวณิก ได้ซื้อที่ดินในซอยพิพัฒน์ และในราวปี 1910 – 1915 (พ.ศ. 2453 – 2458) ก็ว่าจ้าง Attilio Ferrero สถาปนิกชาวอิตาลีประจำกรมพระคลังข้างที่มาออกแบบคฤหาสน์ขนาดใหญ่สไตล์โคโลเนียล

คุณหญิงนวมและสามี หม่อมหลวงตุ่ม กุญชร ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหลังนี้กับบุตรธิดา 11 คนอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนขายบ้านหลังนี้ให้นายหลุยส์ ดูปลาตร์ ภายในบ้านมีการต่อสายโทรศัพท์ไว้ใช้ นับเป็นบ้านที่มีเทคโนโลยีทันสมัยมากสำหรับยุคนั้น

อัครราชทูตมาร์เซลเช่าบ้านหลังนี้ต่อเป็นทั้งสถานทูตและบ้านพัก ต่อมาในปี 1935 (พ.ศ. 2478) รัฐบาลเบลเยียมซื้อบ้านและที่ดินนี้จากนายดูปลาตร์เป็นเงิน 1,116,000 ฟรังก์เบลเยียม

ในปี 2000 (พ.ศ. 2543) สถานเอกอัครราชทูตเบลเยียมตัดสินใจย้ายที่ทำการไปที่ตึกสำนักงานย่านสาทรใต้ ทำให้บ้านหลังนี้ได้บูรณะครั้งใหญ่ และทำหน้าที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บ้านหลังนี้เคยรับแขกสำคัญมากมาย อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวง สมเด็จพระราชินีฟาบิโอลา สมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิป และสมเด็จพระราชินีมาตีลด์ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีหลายท่าน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ทำเนียบทูตเบลเยียม

ทำเนียบทูตเบลเยียม

ในทำเนียบ

จากภาพถ่ายเก่าของราชสกุลกุญชร ณ อยุธยา ปัจจุบันคฤหาสน์หลังนี้ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกับของเดิมมาก

เอกอัครราชทูตฟิลิป คริเดลกา พาเราสำรวจทำเนียบอย่างละเอียด เมื่อเดินเข้ามาจากประตูหน้าบ้าน จะเห็นตัวเรือนใหญ่รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางด้านยาวรับลมประจำฤดู และด้านแคบรับแดดทิศตะวันออกและทิศตะวันตก มีลักษณะโปร่งโล่ง และระบายความร้อนได้ดี

ทำเนียบทูตเบลเยียม ทำเนียบทูตเบลเยียม ทำเนียบทูตเบลเยียม ทำเนียบทูตเบลเยียม

เมื่อเข้าไปภายในบ้านจะพบโถงทางเข้าที่มีบันไดสู่ชั้นบน ซ้ายมือของโถงนี้คือห้องรับแขกใหญ่ เพดานสูงโปร่ง สุดปลายห้องด้านตะวันตกมีประตูสู่เฉลียงริมสวน มีการต่อเติมหลังคาเหนือเฉลียงทำให้มุมนี้เหมือนศาลาน่าสบายในสวน มีสระว่ายน้ำอยู่ถัดไป

ทำเนียบทูตเบลเยียม

ทำเนียบทูตเบลเยียม

ทำเนียบทูตเบลเยียม

ส่วนด้านขวาของโถงเป็นห้องรับประทานอาหาร ติดพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3 ดูเด่นเป็นสง่า

ทิศเหนือของห้องรับแขกและห้องรับประทานอาหารเป็นเฉลียงยาว พื้นปูด้วยหินอ่อนเย็นสบาย

ทั้งห้องรับประทานอาหารและห้องรับแขกปูด้วยพื้นไม้ ผนังตอนล่างกรุลูกฟักไม้สักสูงถึงใต้หน้าต่าง ฝ้าเพดานไม้สลักลวดลายประณีต รับกับลายฉลุเหนือประตูหน้าต่างที่ออกแบบเรียบๆ ตามความนิยมในสมัยรัชกาลที่ 6

ทำเนียบทูตเบลเยียม

ทำเนียบทูตเบลเยียม

นอกจากบันไดหลักที่โถงกลาง ด้านข้างซ่อนยังมีบันไดบ่าวที่ออกแบบให้ซ่อนตัวอย่างแนบเนียน น่าเสียดายที่พื้นที่บริเวณนี้เคยได้รับความชื้นจนทรุด ทำให้ต้องปูพื้นไม้ใหม่เป็นปาร์เกต์ และบันไดเล็กนี้ได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมด

ชั้นสองของบ้านมีโถงกลางทอดไประเบียงกว้างด้านนอก ซึ่งได้รับการต่อเติมและเพิ่มหลังคาในสมัยเป็นสถานเอกอัครราชทูต ชั้นนี้เป็นห้องพักของท่านทูตและครอบครัว กลางโถงเป็นมุมอ่านหนังสือของท่านทูตฟิลิป มีภูเขาหนังสือลูกย่อมๆ วางเต็มไปหมด ตั้งแต่การ์ตูนสำหรับลูกชายตอนเด็กๆ ไปจนถึงหนังสือประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ นวนิยาย และหนังสือหมวดอื่นๆ ทั้งภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ ไปจนถึงภาษาจีนที่ท่านทูตกำลังเรียน

ท่านทูตอธิบายว่าทุกครั้งที่เดินทางย้ายประเทศที่ทำงาน จะขนหนังสือไปด้วยตลอด เพราะชอบอ่านหนังสือกระดาษมากกว่าอ่านจากหน้าจอ และหนังสือที่เราเห็นเป็นแค่ส่วนเดียวเท่านั้น เพราะจริงๆ มีมากเกินกว่าบริษัทขนส่งจะขนมาเมืองไทยไหว ท่านทูตยังมีอีก 70 ลังที่เก็บไว้ที่ห้องใต้หลังคาที่บ้านคุณแม่ท่านทูตที่เบลเยียม

เมื่อขึ้นบันไดมาชั้นบนสุด ชั้นห้องใต้หลังคานี้เป็นห้องนอนแขกของสถานเอกอัครราชทูต ปัจจุบันแขกบางส่วนนิยมพักที่โรงแรมมากกว่า แขกที่จะมาพักที่นี้จึงมักเป็นแขกส่วนตัวของท่านทูต

ทำเนียบทูตเบลเยียม ทำเนียบทูตเบลเยียม

ในสวนเขียว

เมื่อเดินออกมานอกบ้านจะพบคูน้ำล้อมรอบที่ดินซึ่งเคยเชื่อมกับคลองสาทร ปัจจุบันคลองนอกรั้วถูกถมเป็นทางบกทั้งหมด คูน้ำและบ่อน้ำตรงกลางหน้าบ้านทำหน้าที่ป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝนจวบจนปัจจุบัน และในอดีตยังเป็นแหล่งเก็บน้ำไว้ใช้ในยามแล้ง

ด้านหลังบ้านมีสระว่ายน้ำ และเรือนเล็กสำหรับเจ้าหน้าที่ ภายในสวนมีต้นปาล์มรอบถนนวนเทียบรถหน้าบ้าน ต้นจามจุรีสร้างร่มเงาริมรั้ว และเฟื่องฟ้าสร้างสีสัน การปลูกต้นไม้เหล่านี้เป็นสไตล์ดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6

ในสวนยังมีอนุสาวรีย์เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ หรือ Gustave Rolin-Jacquemyns เมื่อเปิดตัวอนุสาวรีย์นี้ สมเด็จพระราชาธิบดีฟีลิปและสมเด็จพระราชินีมาตีลด์ สมัยดำรงตำแหน่งเจ้าชายฟีลิปและเจ้าหญิงมาตีลด์ ได้เสด็จฯ มาทำพิธีเปิดในปี 2013 (พ.ศ. 2556) ด้วย

ทำเนียบทูตเบลเยียม

ทำเนียบทูตเบลเยียม

ใกล้อนุสาวรีย์ ท่านทูตชี้ให้ดูต้นโกโก้ที่นำมาปลูกไว้เพื่อสื่อถึงช็อกโกแลตแสนอร่อยของเบลเยียม และนำทางไปดูตอไม้ใหญ่ริมรั้ว อดีตต้นไม้รุ่นคุณปู่ถูกปลวกแทะจนท่านทูตต้องจำใจสั่งให้ตัดทิ้ง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อถนน ท่านทูตเลยปลูกต้นไม้ใหม่ข้างๆ เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวทดแทนสำหรับอนาคต

ทำเนียบทูตเบลเยียม

ทำเนียบทูตเบลเยียม

หลังจบทัวร์ในสวน เรากลับเข้ามานั่งกินช็อกโกแลตเบลเยียมรสเข้มข้นในห้องโถง และเริ่มต้นบทสนทนาออกรสกับท่านทูตฟิลิป เอกอัครราชทูตผู้รักการอ่าน และเดินทางไปทำงานมาแล้วทั่วโลก

ทำเนียบทูตเบลเยียม

ก่อนมาเป็นเอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไทย คุณทำอะไรมาก่อน

ผมเคยทำงานกับ UN ในนิวยอร์ก ในปี 2013 สมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2 ทรงสละราชสมบัติให้เจ้าชายฟิลิป มกุฎราชกุมาร พระองค์มีพระราชประสงค์ให้มีเจ้าหน้าที่ทีมใหม่ ผมเลยกลับประเทศไปเป็นเลขาธิการประจำสำนักพระราชวังเบลเยียม มีหน้าที่ดูแลจัดการพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ของสมเด็จพระราชาธิบดีฟีลิปและสมเด็จพระราชินีมาตีลด์ เป็นงานที่ได้เจอทั้งสองพระองค์ทุกวัน ผมทำงานนี้อยู่ 3 ปี ก่อนได้รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไทย

ผมทำงานด้านการทูตมาตลอด ผมเคยเป็นเอกอัครราชทูตที่สิงคโปร์ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมสนใจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศอย่างประเทศไทยและสิงคโปร์เป็นสะพานเชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตก คนไทยเข้าใจความเป็นตะวันตกดี แต่ก็ยังรักษาวัฒนธรรมตะวันออกไว้ แถมที่นี่ยังมีนักลงทุนเบลเยียมมากมาย และนักธุรกิจไทยหลายคนก็สนใจลงทุนในเบลเยียมด้วย

ก่อนหน้านั้น สมัยหนุ่มๆ ผมเคยเป็นนักการทูตที่อิหร่านและโปแลนด์ ผมรู้จักอิหร่านในยุค 1989 โปแลนด์ในยุค 1995 และสิงคโปร์ในยุค 2002 ค่อนข้างดีทีเดียว ผมหวังว่าเมื่องานของผมที่นี่จบลง ผมจะรู้จักเมืองไทยในปี 2019 ดี

อะไรคือความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างประเทศไทยและประเทศเบลเยียม

ผมสนใจความเหมือนกันมากกว่า เพราะงานของผมคือมองหาความคล้ายกันระหว่างเรา จริงๆ เราสนใจอะไรคล้ายกันเยอะนะครับ ทั้งคุณภาพการศึกษา การจัดการขยะพลาสติก ความเท่าเทียมระหว่างชายหญิง การลดการใช้ความรุนแรงในบ้าน การสร้างงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ สิทธิเพศที่ 3 หรือความปลอดภัยบนท้องถนน

นอกจากนี้ เรายังมีสถาบันกษัตริย์เช่นเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงแห่งเบลเยียม เป็นพระสหายกัน ทั้งสองพระองค์เสด็จประทับและทรงศึกษาที่สวิตเซอร์แลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งสองพระองค์ทรงรู้จักและเป็นพระสหายกันตอนนั้น และต่างเสด็จนิวัตประเทศเพื่อขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ขณะยังทรงพระเยาว์ การดูแลประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทั้งสองพระองค์ต่างทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดี

จากประสบการณ์ของคุณ คุณพบว่าคนไทยรู้จักอะไรเกี่ยวกับเบลเยียมบ้าง

ช็อกโกแลต เบียร์ เพชร ราชวงศ์เบลเยียม และสะพานไทย-เบลเยี่ยม (หัวเราะ) ซึ่งก็จริง เรามีทุกอย่างที่กล่าวมา และผมก็อยากให้คนไทยรู้จักความสวยงามของเบลเยียม และไปเที่ยวเบลเยียมมากขึ้นนะครับ เรามีเมืองเก่าที่สวยงามหลายเมือง และถ้าไปทะเลก็ควรเช่าจักรยานมาปั่นรอบชายหาด มันสดชื่น ดีต่อสุขภาพมาก

นอกจากนี้ผมก็อยากให้นักศึกษาไทยรู้จักมหาวิทยาลัยในเบลเยียมมากขึ้น และอยากให้นักศึกษาเบลเยียมมาแลกเปลี่ยนที่เมืองไทย ตอนนี้เรามีโครงการแลกเปลี่ยนกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว นักศึกษาวิศวกรรมจากธรรมศาสตร์จะไปแลกเปลี่ยน 6 เดือนที่ KU Leuven หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของเรา

ทำเนียบทูตเบลเยียม ทำเนียบทูตเบลเยียม

แล้วคนเบลเยียมรู้จักประเทศไทยอย่างไรบ้าง

คนเบลเยียมเริ่มรู้จักเมืองไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เราเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีประชากร 11 ล้านคน มีคนเบลเยียมประมาณ 6,000 คนที่เกษียณแล้วเลือกมาใช้ชีวิตที่เมืองไทย หลายคนมาซื้อบ้านที่เชียงใหม่ อากาศที่นี่ดีกว่า การแพทย์ก็มีคุณภาพ และมีนักท่องเที่ยวเบลเยียมมาเมืองไทยราว 20,000 คนต่อปี

เมื่อพูดถึงเอเชีย คนยุโรปส่วนใหญ่จะคิดถึงญี่ปุ่น จีน และเกาหลี แต่ไม่รู้จักประเทศอื่น ดังนั้น ผมคิดว่าวัยรุ่นเบลเยียมควรมารู้จักและเรียนรู้ชีวิตที่เมืองไทย เพราะเราอยู่ในโลกที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย นักศึกษาฝึกงานที่ดีที่สุดที่ผมเจอ เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนตอนมัธยมปลายที่ขอนแก่น เธอพูดไทยได้ สำเนียงอีสานด้วยนะครับ เธอพาผมไปขอนแก่นและแนะนำให้ผมรู้จักชีวิตประจำวันของคนไทยอีสาน

ผมอยากให้เมืองไทยเป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลกมากขึ้น ประเทศไทยพัฒนาเร็วมาก ตอนนี้เมืองไทยผลิตรถยนต์มากกว่าฝรั่งเศส และมีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากมาย

คุณชอบทำเนียบเอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไหนบ้าง

ทำเนียบเอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไทย เป็นหนึ่งในสิบทำเนียบเอกอัครราชทูตเบลเยียมที่สวยที่สุดในโลก ที่อื่นๆ ที่น่าประทับใจคือที่วอชิงตัน ดี.ซี. ปารีส โรม ลอนดอน มาดริด และวอร์ซอ ทั้งหมดเป็นสถาปัตยกรรมเก่าที่สวยงามโอ่อ่า เพราะตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เอกอัครราชทูตมีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรี ที่ปารีส ลอนดอน และโรมเป็นวังเก่า ส่วนที่วอร์ซอเราสร้างใหม่หลังสงครามโลก

ตอนนี้ถ้าจะเปิดสถานเอกอัครราชทูตใหม่ เอกอัครราชทูตมักจะได้อยู่ในอพาร์ตเมนต์ดีๆ มากกว่าสร้างทำเนียบใหม่ ดังนั้น ผมจึงดีใจมากที่ได้มาอยู่ที่นี่ นักการทูตต่างอยากมาอยู่เมืองไทยด้วยเหตุผลหลายประการ เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว มีคนเบลเยียมมากมายที่นี่ การทำงานสะดวก ทำเนียบที่นี่สวย และทุกคนรู้ว่าประเทศไทยมีเสน่ห์และสวยงาม

ทำเนียบทูตเบลเยียม

คุณชอบส่วนไหนของทำเนียบเอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไทยมากที่สุด

สวนครับ ผมทำงานหนักเพื่อดูแลสวนนี้ และผมยินดีมากที่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาที่นี่เพื่อช่วยปลูกต้นไม้ และติดป้ายชื่อต้นไม้ชนิดต่างๆ พวกเขาสุภาพและใจดีมาก

ผมชอบอ่านหนังสือตรงพื้นที่ชั้นสอง คุณคงเห็นแล้วว่าผมมีกองหนังสือมากมาย แล้วก็ต้องขอบคุณรูปภาพเก่าของพวกคุณ ผมชอบมากที่ได้รู้ว่าบ้านหลังนี้หน้าตาเหมือนสมัยก่อน ผมชอบประวัติศาสตร์และเชื่อว่าสถานที่เก่าๆ มีจิตวิญญาณ เคยมีครอบครัวอาศัยอยู่ที่นี่ ทหารญี่ปุ่นก็น่าจะเคยอยู่ที่นี่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย

คนญี่ปุ่นและคนฝรั่งเศสชอบสังสรรค์ย่านสุขุมวิท แล้วคนเบลเยียมชอบเที่ยวที่ไหนในกรุงเทพฯ

(หัวเราะ) ผมบอกได้เท่าที่รู้นะครับ ผมไม่หนุ่มเท่าไหร่แล้ว ผมชอบหนังสือกับประวัติศาสตร์ ผมรักการไปเที่ยวสุโขทัย อยุธยามากกว่าเที่ยวสังสรรค์ในกรุงเทพฯ

เท่าที่รู้ สาทรซอย 10 มีร้านคาเฟ่เบลเยียมชื่อ Le Café des Stagiaires เวลาลูกชายผมมาเมืองไทย เขาจะไปเล่นดนตรีอิเล็กโทรนิกและเป็นดีเจที่นั่นทุกคืน ที่นั่นมีทั้งคนไทยและฝรั่งหลายเชื้อชาติ

แต่ถ้าอายุมากกว่าหน่อย คนเบลเยียมชอบไปร้าน Blue Elephant เจ้าของเป็นคู่สามีภรรยา ภรรยาเป็นเชฟชาวไทย สามีเป็นนักค้าของเก่าชาวเบลเยียม พวกเขามีร้านแบบเดียวกันนี้ที่บรัสเซลส์ด้วย เวลาฝนตกหนาวๆ แล้วเข้าไปในร้านจะรู้สึกดีมาก ร้านตกแต่งได้ด้วยของไทยๆ ที่สวยมหัศจรรย์ มีดอกกล้วยไม้สดประดับทุกวัน และอาหารก็อร่อยมาก เผ็ดนิดหน่อย แต่ดีมากๆ ครับ

ทำเนียบทูตเบลเยียม

Culture Shock ที่คุณเจอเมื่อมาอยู่เมืองไทยคืออะไร

ผมสับสนการเรียกพี่เรียกน้องของคนไทย คุณต้องรู้ว่าคนที่คุณเรียกอายุมากกว่าหรือน้อยกว่าคุณ แต่ผมเดาอายุคนไทยไม่ออก อย่างคนดูแลสวนที่นี่ ผมเรียกเขาว่าคุณบุญใหญ่ แต่ครูภาษาไทยของผมอธิบายว่าเราต้องเคารพคนที่อายุมากกว่าเรา ผมเลยเรียกเขาว่าลุงบุญใหญ่

ทุกเช้าผมจะบอกเขาว่า ‘ขอบคุณครับ ลุงบุญใหญ่’ ปรากฏว่า 1 อาทิตย์ผ่านไป เขาไปย้อมผมเป็นสีดำ เขาเสียใจที่ผมไปเรียกเขาว่าลุง เพราะเขาคิดว่าเขาอายุน้อยกว่าผม ผมเลยรีบกลับไปเรียกเขาว่าคุณบุญใหญ่เหมือนเดิมทันที

ที่สถานเอกอัครราชทูตก็เหมือนกัน บางคนทำงานที่นี่มานานแล้ว ผมอยากแสดงความนับถือพวกเธอเลยเรียกว่าพี่ แต่พวกเธอไม่ยอม ตอนนี้ผมเลยใช้คำว่าคุณเท่านั้น

อีกอย่างคือภาษาไทยไม่ง่ายเลย ผมเรียนภาษาไทยทุกเช้าวันอาทิตย์และวันอังคารที่สถานเอกอัครราชทูต สิ่งที่ยากคือเสียงวรรณยุกต์ พูดว่าสุโคทัยไม่ได้ ต้องออกเสียงว่าสุโขทัย หรือซาทรก็ไม่ได้ ต้องสาทร แต่ผลไม้ลงท้ายเสียงสูง เรียกว่ากระท้อน (หัวเราะ)

ตอนนี้ผมพูดบางประโยคได้แล้ว เวลาเรียกแท็กซี่ ต้องพูดว่า ‘ผม-ไป-สถานีบีทีเอส-ช่องนนทรี’ ผมพูดทีไร เขาพาไปช่องนนทรีถูกตลอด

ทำไมคุณต้องเรียกแท็กซี่ ในเมื่อคุณมีพนักงานขับรถประจำตัว

ผมมีพนักงานขับรถ แต่เขาทำงานเฉพาะเวลาทำการเท่านั้น สมมติว่าผม ภรรยา และลูกชาย จะออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทยตอนค่ำวันหยุด ผมก็เรียกแท็กซี่แล้วต่อบีทีเอสไปเอง

ทำเนียบทูตเบลเยียม ทำเนียบทูตเบลเยียม

นอกจากภาษาฝรั่งเศสกับภาษาดัตช์ที่คนเบลเยียมใช้ และภาษาอังกฤษ คุณพูดภาษาอะไรบ้าง

ผมชอบภาษา ผมพอเข้าใจเยอรมัน สมัยหนุ่มๆ ตอนอยู่อิหร่านผมเรียนภาษาฟาร์ซีและพอพูดได้ในระดับชีวิตประจำวัน แล้วผมก็เรียนภาษาโปแลนด์ที่โปแลนด์ ตอนนี้ผมพยายามเรียนภาษาไทย แต่พออายุมากขึ้นมันก็ยากขึ้นจริงๆ ครับ

คำถามสุดท้าย ศัพท์ภาษาไทยคำไหนที่ยากที่สุดสำหรับคุณ

‘กระทรวงการต่างประเทศ’ คำนี้ไม่ง่าย และคำว่า ‘มือถือหนึ่งเครื่อง’ คำนี้ผมออกเสียงไม่ถูกสักทีครับ (หัวเราะ)

ทำเนียบทูตเบลเยียม

ภาพ : ราชสกุล กุญชร ณ อยุธยา

ขอบคุณข้อมูลจาก

  • หนังสือ ‘เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ (คุสตาฟ โรลิน ยัคมินส์) ที่ปรึกษาทั่วไปในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • หนังสือ ‘Belgian Embassy Bangkok’
  • คู่มือ ‘สถาปัตยกรรมทำเนียบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเบลเยียมประจำประเทศไทย’

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกากำลังสร้างอาคารหลังใหม่ในรอบเกือบ 30 ปี เป็นหนึ่งในอาคารที่ใหญ่ในเขตสถานเอกอัครราชทูตฯ ใจกลางถนนวิทยุ มูลค่าการก่อสร้างตึกนี้สูงถึง 625 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และว่าจ้างคนงานไทยประมาณ 2,000 คนตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นในแวดวงสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในเมืองไทย หลายคนเมื่อนึกภาพสถานเอกอัครราชทูตของแดนอินทรี คงเห็นภาพเขตแดนต้นไม้ร่มรื่น บ้านโบราณที่เป็นที่พำนักเอกอัครราชทูต หรืออาคารสำนักงานสีขาวจากทศวรรษ 90 ตั้งตระหง่านในรั้วขาว

วันนี้ (7 ตุลาคม ค.ศ. 2021) พิธีตักหน้าดินเริ่มขึ้น และอาคารออฟฟิศหลังใหม่ที่รวมการออกแบบและเทคโนโลยีล้ำสมัยได้เริ่มก่อร่างสร้างตัวแล้ว ก่อนอาคารนี้จะเสร็จสิ้นและเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชนในราวๆ ค.ศ. 2025 เราได้พูดคุยกับอุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูต ไมเคิล ฮีธ (Michael Heath) รวมถึงต่อสายตรงถึงทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก คริสโตเฟอร์ ชาร์เปิลส์ (Christopher Sharples) หนึ่งในผู้ก่อตั้งและหัวหน้าบริษัท SHoP Architects และ นาดีน เบอร์เกอร์ (Nadine Berger) รองหัวหน้าและผู้จัดการโครงการนี้ เพื่อพาผู้อ่านไปทำความรู้จักออฟฟิศใหม่ที่รวมเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่กว่า 33 ไร่ ก่อนใคร 

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

The New Office 

แม้อาณาเขตของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกากินบริเวณกว้างใหญ่มากทั้งสองฝั่งของถนนวิทยุ พื้นที่ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่อาคาร แต่เป็นพื้นที่สีเขียวร่มรื่น บริเวณทำงานของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ กระจายอยู่ในอาคารหลายหลัง 

พื้นที่ของออฟฟิศใหม่นี้อยู่ระหว่างทิศตะวันตกของถนนวิทยุ กับทิศตะวันออกของถนนร่วมฤดี เดิมบริเวณนี้เคยมีอาคารที่สร้างขึ้นในทศวรรษ 60 ต่อมาทีมสถาปนิก Kallmann McKinnell & Wood เข้ามาสร้างอาคารใหม่ในยุค 90 ให้มีพื้นที่ใช้งานมากขึ้น อาคารต่างๆ ที่กระจัดกระจายสามารถเดินถึงกันได้ภายใน 15 นาที แต่เนื่องจากสถานเอกอัคราชทูตแห่งนี้ทำหน้าที่ศูนย์กลางการดำเนินงานระดับภูมิภาคมาเป็นเวลานาน มากกว่าครึ่งของพนักงานสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยมีหน้าที่รับผิดชอบงานระดับภูมิภาค บริหารจัดการทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ออฟฟิศผืนนี้จึงไม่เพียงพอต่อเจ้าหน้าที่จำนวนมากทั้งอเมริกันชนและชาวไทย

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

“เหตุผลที่ต้องสร้างอาคารใหม่คือเรามีภารกิจหลายสิ่งหลายอย่าง เรามีหน่วยงานสี่สิบเจ็ดหน่วยงานที่นี่ ดูแลทั้งภารกิจด้านเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ การทหาร สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งตอนนี้เราต้องกระจายกันอยู่ในหลายๆ ตึกในกรุงเทพฯ แต่ออฟฟิศนี้จะรวบรวมให้ทุกคนได้มาอยู่ร่วมกันในตึกเดียว ซึ่งจะทำให้การติดต่อทำงานสะดวกขึ้น และดูแลความปลอดภัยของทุกคนให้รัดกุมได้” อุปทูตไมเคิลอธิบายเบื้องหลังของโปรเจกต์ยักษ์ ซึ่งท่านได้ทราบข่าวมาตั้งแต่เป็นกงสุลใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกาที่สถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ใน ค.ศ. 2016 จึงคะเนได้ว่าโครงการนี้ได้เริ่มต้นตั้งแต่อย่างน้อยๆ 7 ปีก่อน 

“อาคารใหม่ของสถานทูตที่ออกแบบอย่างทันสมัยแห่งนี้ จะเป็นที่ตั้งของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ร่วมมือกับประเทศไทยและอาเซียน เพื่อยกระดับประเด็นสำคัญของภูมิภาค รวมทั้งการปรับปรุงด้านสาธารณสุข การจัดการกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ อาคารนี้ออกแบบให้สะท้อนถึงสถาปัตยกรรมแบบไทยเดิม และผมหวังว่าอาคารหลังใหม่นี้จะเป็นสัญลักษณ์และศูนย์กลางของมิตรภาพระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างยืนยาวในอนาคต

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

“เราเรียกตึกนี้ว่า The NOX ย่อมาจาก New Office Annex” อุปทูตบอกชื่อเล่นของตึกนี้ให้ฟัง “ผมคิดว่าถ้าตึกนี้เสร็จ มันคงเป็นออฟฟิศที่สบายและน่าอยู่ มีวิวที่สวยงาม ดีไซน์ก็สวยงามด้วย ตึกนี้มีความหมายกับผมมาก ผมเติบโตที่เมือง Cerritos แคลิฟอร์เนีย ตอนอายุสิบสี่ปีใน ค.ศ. 1978 ศาลากลางของเมืองของผมเป็นศาลากลางแห่งแรกของโลกที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มันอยู่ใกล้บ้าน ครอบครัวผมเลยเดินไปงานพิธีเปิดที่มีผู้ว่าฯ มาเปิดงาน ตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากที่คนเริ่มตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม และสี่สิบกว่าปีต่อมา ที่ทำงานของผมก็กำลังจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์และเทคโนโลยีสีเขียวด้วยเหมือนกัน”

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

จากนิวยอร์กสู่บางกอก

ทีมงานผู้ออกแบบตึกใหม่นี้คือ SHoP บริษัทสถาปนิกจากนิวยอร์กที่เคยทำงานออกแบบอาคารใหญ่หลากหลายรูปแบบมาแล้วใน 5 ทวีป มีชื่อเสียงเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ โจทย์ของพวกเขาคือการสร้างอาคารสำนักงานที่แข็งแรงทนทานต่อภัยพิบัติ ไม่ว่าพายุฝน น้ำท่วม ไปจนถึงเหตุก่อการร้ายต่างๆ งานนี้จึงลงทุนกับโครงสร้างเน้นความแข็งแรงทนทาน ใช้วัสดุก่อสร้างมาจากทั้งเมืองไทยและสหรัฐฯ ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านมาตรฐานสหรัฐอเมริกา และทุ่มเทให้ระบบความปลอดภัยที่เข้มงวด โดย The NOX จะเป็นอาคารที่รองรับเจ้าหน้าที่กว่า 1,000 คน และใช้งานได้ยั่งยืนไปอีกอย่างน้อย 50 ปี 

“เราทำงานให้ฝ่ายสำนักปฏิบัติอาคารต่างประเทศ (Overseas Buildings Operations) หรือ OBO ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในทั่วโลก แล้วเราก็ตระหนักดีว่าเราเป็นแขกในบ้านเมืองอื่น มรดกสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และมิติต่างๆ ที่ส่งผลต่อสถาปัตยกรรมและสถานที่ จึงเป็นแรงบันดาลใจการออกแบบของเรา 

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ มีตึกสูงร่วมสมัยมากมายเหมือนเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ซึ่งตึกกระจกเหล่านั้นไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เป็นเรื่องไม่ยากที่จะสร้างตึกแบบนั้น แต่นั่นไม่ใช่ภารกิจของเราครับ หน้าที่ของเราคือสร้างตึกที่เป็นเครื่องหมายของมิตรภาพ ซึ่งต้องเป็นตึกที่ทนทาน ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงแสดงออกคุณค่าของชาวอเมริกัน แสดงออกถึงผลงานของสถาปนิกและเทคโนโลยีวิศวกรรมอเมริกันด้วย 

“และเรายังใส่ใจกับบริบทรอบข้างเป็นพิเศษ คือความเป็นเมืองไทยและความเป็นกรุงเทพฯ ซึ่งมีวัฒนธรรมซับซ้อนปะปนมานับร้อยๆ ปี ทำให้กรุงเทพฯ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พื้นที่และเป้าหมายภารกิจทำให้ที่นี่แตกต่าง” คริสโตเฟอร์อธิบายแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

 ก่อนตึกจะออกมารูปร่างหน้าตาแบบนี้ ทีมงาน SHoP เดินทางมาเมืองไทยราวๆ 7 ครั้งในเวลา 2 ปี เพื่อเก็บข้อมูลเมืองไทย กรุงเทพมหานคร และติดต่อประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นต่างๆ เช่น ทีมสถาปนิก A49 

“เราใช้เวลาเดินทางและศึกษาสถาปัตยกรรมและมรดกวัฒนธรรมในเมืองและนอกเมือง ทั้งบ้านทรงไทย วัด ศาลา สถาปัตยกรรมล้านนา และเมืองหลวงเก่าอยุธยา วัตถุดิบ เครื่องตกแต่ง และสีสันที่รุ่มรวย เราศึกษาผ้าโบราณ กระเบื้อง ลวดลายพืชพรรณสัตว์ป่า ทำให้เราได้คิดถึงการผสมผสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และคิดว่าจะดึงภาพรูปทรง สีสัน ลวดลายที่เราเห็นเข้ามาในอาคารยังไง” นาดีนอธิบายเสริม

ทีมงานศึกษาดูงานสถาปัตยกรรมไทยจากที่ต่างๆ เช่น ปาร์คนายเลิศ พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน และทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา พวกเขาชอบแนวคิดเรือนชานแบบไทยๆ ที่เชื่อมต่อพื้นที่ในบ้านอย่างชาญฉลาด ให้เป็นหนึ่งเดียวกับภูมิทัศน์ธรรมชาติข้างนอก ทั้งยังทำให้อากาศถ่ายเทหมุนเวียน เป็นวิธีการทำให้ผู้คนอยู่สบายในสภาพอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปี

The NOX

The NOX แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ 6 ชั้นแรกเป็นพื้นที่ส่วนกลาง เช่น โถง โรงอาหาร ห้องประชุม เป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าสถานเอกอัครราชทูตจำนวนมากใช้ร่วมกันกับสาธารณชน และชั้นบนจะเป็นส่วนออฟฟิศที่เป็นทาวเวอร์สูงขึ้นไป 

ชั้นล่างนี้เรียกว่าเป็น Village ที่ยืมไอเดียชานเรือนไทยมาดัดแปลงใช้งาน มีทางเดินกว้าง เพดานสูงโปร่ง เปิดสู่ภูมิทัศน์รอบข้าง 5 – 6 ชั้นแรกนี้จะสูงพอๆ กับสเกลต้นก้ามปูยักษ์ที่สูงราวๆ 20 เมตรที่อยู่รอบๆ และกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ส่วนออฟฟิศสูงขึ้นไปจากนั้นเป็นอาคาร 14 ชั้นที่จะอยู่ระนาบเดียวกับตึกสูงรอบๆ เขตปทุมวัน

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“เรารู้สึกว่าอาคารนี้ไม่ควรเป็นอาคารกระจกที่เรียกร้องให้คนสนใจมันเพียงฝ่ายเดียว อาคารนี้ใหญ่มากนะครับ แต่เราก็อยากให้อาคารที่ออกมามีสเกลมนุษย์ เราสร้างตึกเพื่อมนุษย์ สัมพันธ์กับมนุษย์ และทำให้คนสัมพันธ์กัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อพนักงานทั้งชาวอเมริกันและชาวไทยที่ทำงานที่นี่ เลยออกแบบแท่งแผ่นอะลูมิเนียมเล็กๆ ห่อหุ้มรอบผนังกระจกของตัวอาคาร เพื่อสร้างร่มเงาให้อาคารเหมือนรั้วระเบียง แต่ขณะเดียวกันก็ยังมองเห็นวิว โดยไม่โดนแดดปะทะตรงๆ ในออฟฟิศ ซึ่งฟาซาดนี้จะลดอุณหภูมิตึกได้มาก และลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศได้มากๆ เมื่อมองมาที่นี่คุณจะไม่เห็นตึกกระจก แต่เห็นพื้นที่เปิดกว้าง

“สีหนึ่งที่ผมเห็นจากเมืองไทยคือสีบรอนซ์ชุบเคลือบ (Anodized Bronze) เราทำฟาซาดสีนี้ ซึ่งจะมองว่าสว่างก็ได้ มืดก็ได้ สีสันของตึกจะเปลี่ยนไปตลอดวัน วันไหนฟ้ามีเมฆตึกก็หม่น วันไหนแดดจ้าสีก็จะสดใสอบอุ่น และเวลากลางคืนเราก็ออกแบบให้มันเรืองแสง สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นในกรุงเทพฯ คือดราม่าและสีสันยามกลางคืน ตอนกลางคืนวัดส่องแสงสว่าง เราจับไอเดียว่าเมืองมีชีวิตในยามค่ำคืนด้วยออกมา 

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“ในแง่การใส่ความเป็นอเมริกัน เราคิดว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรที่จะเก็บรักษาของดีเดิมให้มาอยู่ในตึกได้อย่างร่วมสมัยในศตวรรษนี้ แท่งอะลูมิเนียมรอบๆ ตึกใช้เทคนิคดิจิทัลสร้างทั้งหมด หยิบยืมรูปทรงและลวดลายของทั้งสองชาติมาใส่ไว้ และส่งไปที่เครื่องผลิตโดยตรง เทคโนโลยีอเมริกันมาช่วยให้การทำงานกับวัตถุดิบอย่างใกล้ชิดโดยตรงเกิดขึ้น เหมือนการทำงานของช่างงานคราฟต์ที่เกิดขึ้นมาแล้วเป็นร้อยๆ ปี

“ความท้าทายของอาคารนี้คือข้อกำหนดเรื่องความปลอดภัย และการออกแบบให้ตรงตามการใช้งานพื้นที่ สิ่งที่เราสนใจคือ ตึกนี้เป็นที่ทำงานของประชาชนคนอเมริกันและคนไทย ดังนั้น ต้องมีบรรยากาศของการอยู่ในประเทศอื่น และการอยู่ในประเทศตัวเอง ผสมผสานกัน” คริสโตเฟอร์อธิบายการดีไซน์อย่างชัดเจน

“โครงการนี้ซับซ้อนมาก โจทย์หลักๆ สามอย่างคือการเก็บรักษาสิ่งที่มีอยู่ ในพื้นที่มีต้นก้ามปูและทิวทัศน์สวยงามซึ่งต้องเก็บไว้ให้ใกล้ชิดและเป็นหนึ่งเดียวกับอาคาร อีกอย่างคือบรรจุทุกการใช้งานในตึกเดียว ให้ผู้ใช้งานทั้งพนักงานและผู้มาเยือนได้ประสบการณ์ที่ดี และสภาพภูมิอากาศที่เป็นความท้าทายใหญ่ที่สุด เพราะอากาศร้อนชื้น ฝนตกทั้งปี อาคารนี้ต้องทนทานต่อพายุฝน ใช้น้ำวนซ้ำ และต้องดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย” นาดีนกล่าวเสริม

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“เราคิดว่า ‘คลอง’ เป็นคอนเซ็ปต์ที่เจ๋งมากในการรับมือกับพายุฝน และเวลาฝนไม่ตกก็ยังเป็นองค์ประกอบที่สวยงามมาก แต่ก็ยังไม่พอ เราต้องยกอาคารให้สูงเพื่อให้แน่ใจว่าถ้าฝนตกหนักมากๆ น้ำจะไม่ท่วม และหาวิธีจัดการระบายน้ำ ให้อากาศผ่านได้ด้วย” คริสโตเฟอร์แถมเรื่องการวางอาคารทั้งชุดบนแท่นสูงเหนือพื้นและคลองด้านล่าง ซึ่งสอดคล้องกับสถาปัตยกรรมล้านนา

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปมากๆ และน่าจะทำให้คนไทยยิ้มกว้างคือแผนกกงสุล ต่อไปจะเข้าถึงง่ายขึ้นมาก อาคารใหม่นี้จะมีอาคารและทางเข้าส่วนของฝ่ายกงสุลโดยเฉพาะ พื้นที่รอขอวีซ่าจะได้รับการจัดการใหม่ ไม่ปะปนกับเจ้าหน้าที่ ไม่มีการต่อคิวยาวมาด้านนอก มีสวนที่เห็นวิวต้นไม้สวยงามให้เดินผ่านก่อนเดินเข้าล็อบบี้ การออกแบบนี้ผู้มาเยือนจะได้รับการปกป้องจากแสงแดดและฝนตั้งแต่ทางเข้า เป็นการออกแบบประสบการณ์การต้อนรับที่ดีขึ้นที่ทีมงานภูมิใจมาก

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

“ตอนนาดีนกับผมมาเมืองไทยครั้งแรก สิ่งที่พวกเราประทับใจมากคือการเป็นหนึ่งเดียวกับระบบนิเวศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขาดหายไปในหลายๆ เมืองของอเมริกา ผมรู้สึกว่าคอนเซ็ปต์การเข้าถึงธรรมชาติของคนไทยกับคนอเมริกันต่างกัน คนอเมริกันรู้สึกว่าตัวเราแปลกแยกจากธรรมชาติ หรือพยายามจะควบคุมธรรมชาติ ขณะที่คนไทยมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติมากกว่า 

“สวนลุมพินีเหมือนเซ็นทรัลพาร์กของเรา แต่มีผ้าเจ็ดสีพันรอบต้นไม้ ตามริมคลองก็มีต้นก้ามปู โรงแรมใกล้ๆ ก็มีต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านเข้ามา ทุกพื้นที่มีความเป็นป่าความเป็นธรรมชาติผสมกับความเป็นเมือง พลังงานแบบนี้ที่ทำให้เราตื่นเต้น ไม่ใช่ว่าเราไม่มีธรรมชาติ บ้านเรามีไคโยตี้ มีหนู แต่ธรรมชาติของไทยมันอยู่ร่วมทับซ้อนกันเป็นหนึ่งเดียวกับเมือง แถมยังมีนก งูยักษ์ ตัวเงินตัวทอง เมืองไทยมีความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติที่ผมคิดว่าสวยงาม” 

คริสโตเฟอร์เล่าความประทับใจต่อพื้นที่สีเขียว หนึ่งในข้อกำหนดที่ทีมงานสถาปนิกหมายมั่นปั้นมือ คือการเก็บภูมิทัศน์ร่มรื่นและคลองที่มีแต่เดิมเอาไว้ รวมถึงศาลาไทยและศาลาเฉลิมพระเกียรติที่อยู่ในคลองด้วย

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“ยิ่งมีโรคระบาด ชีวิตเรายิ่งต้องการต้นไม้ ต้องการพื้นที่สีเขียวมากขึ้น ผลวิจัยวิทยาศาสตร์ก็ชี้ว่าแค่มองเห็นต้นไม้ก็ทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ พืชพรรรณเหล่านี้ยังเติบโตเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ส่งผลต่อคน ธรรมชาติคือหนึ่งในวัสดุสำคัญในโครงการนี้ครับ Faye Harwell นักออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมของเรา ออกแบบทางเดินที่เป็นเนินสูงขึ้นเป็นเกลียวขึ้นตึก เมื่ออาคารสร้างเสร็จ น่าจะสนุกถ้าได้ลองเดินในสวนแล้ววนขึ้นตึก ผ่านศาลาไทย เข้าไปในตึก เริ่มจากทางเข้ากงสุลแล้วเดินขึ้นไป” 

นาดีนรับช่วงอธิบายต่อ “เราอยากเก็บรักษาภูมิทัศน์สวยงามที่พนักงานคุ้นเคย และยังจะปลูกต้นไม้เพิ่มมากขึ้น เพราะต้นไม้ยังดูดซับน้ำฝนให้ด้วย พื้นที่นี้จะทำให้คนจากทั้งสองวัฒนธรรมต่างอยู่สบาย มี Public Space ทั้งในตึกและกลางแจ้ง ซึ่งช่วยทำให้คนใกล้ชิดธรรมชาติและสื่อสารกันมากขึ้น

“มีวิธีการหลายอย่างในการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อม งานนี้ไม่ใช่แค่การทำงานจากมุมมองของเราฝ่ายเดียว แต่ข้อกำหนดต่างๆ และแรงบันดาลใจจากเมืองไทย รวมถึงการเคารพสิ่งที่พื้นที่มีอยู่และมอบให้ ทำให้เราสร้างตึกที่ทนทาน ปลอดภัย และยั่งยืนขึ้นมาได้ ทั้งยังน่าอยู่ สวยงาม สง่างามทั้งกลางวันและกลางคืน” 

Green Working Space

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

สถานเอกอัครราชทูตอเมริกาได้ขึ้นทะเบียนเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ในธรรมชาติ หรือ Certified Wildlife Habitat กับสหพันธ์สัตว์ป่าแห่งชาติ (NWF) ในอเมริกา เพราะมีพื้นที่มีปัจจัยที่เป็นมิตรกับสัตว์ต่างๆ คือมีแหล่งอาหาร น้ำ พื้นที่หลบภัย และพื้นที่ให้สัตว์ได้เลี้ยงดูลูก ที่นี่จึงมีนกและปลาหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงงู เต่า และตัวเงินตัวทอง 

ความอุดมสมบูรณ์ที่มีเป็นทุนเดิม ยิ่งทำให้โครงการนี้มีเป้าหมายการก่อสร้างอาคารให้ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมระดับ Silver ภายใต้มาตรฐาน Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) และมีองค์ประกอบมากมายที่ออกแบบมาเพื่อให้อาคารมีความยั่งยืนยิ่งขึ้น 

เราอยู่ในศตรวรรษที่ 21 ที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นวิกฤตอันดับหนึ่ง ถึงตอนนี้จะมีวิกฤตโควิด-19 ร่วมด้วย แต่วิกฤตที่เราจะเผชิญตลอดชีวิต ไปจนถึงรุ่นลูกหลานของเราคือปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เราต้องพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายซึ่ง ก็คือการลดการปล่อยคาร์บอน ลดวิกฤตโลกร้อน” อุปทูตไมเคิลยืนยันเรื่องมาตรการสิ่งแวดล้อม 

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“วัฒนธรรมสีเขียวของที่นี่ค่อนข้างแข็งแรง เรามีหน่วยงาน Greening Diplomacy Initiative (GDI) ที่สถานเอกอัครราชทูตอเมริกาทั่วโลกจะจัดการแข่งขันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกัน ว่าที่ไหนจะมีพื้นที่สีเขียว และลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า สถานเอกอัครราชทูตอเมริกาในประเทศไทยชนะรางวัลมาแล้วสามครั้งในรอบแปดปี เราชอบแข่งขันมาก ทูตคนก่อนๆ ก็ชอบและใส่ใจการแข่งขันนี้ด้วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะเราแข่งกันทำเรื่องที่มีประโยชน์”

ท่านทูตเล่าว่าปัจจุบันอาคารในสถานเอกอัครราชทูตก็ลดใช้พลังงานแล้ว เช่น ใช้ไฟ LED ประหยัดพลังงาน รณรงค์ให้ทุกคนประหยัดไฟ ซึ่งทำให้ค่าไฟที่นี่ลดลงมา 12 เปอร์เซ็นต์ในรอบ 5 ปี เจ้าหน้าที่ต่างคนก็ต่างร่วมมือดูแลสิ่งแวดล้อมในแบบของตัวเอง เช่น เข้าร่วม World Car-Free Day และ World Cleanup Day ร่วมกันเก็บขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยา 

เมื่อประกอบกับการออกแบบและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนจากสถาปนิก ออฟฟิศใหม่ของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกาที่เราจะได้เห็นในอีก 4 ปีข้างหน้าจะเปี่ยมมาตรการเพื่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสีเขียวอย่างแน่นอน

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

ภาพบางส่วน : สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ข้อมูลอ้างอิง

Th.usembassy.gov

OBO_Bangkok-Monograph_THAI_eBook.pdf

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load