หลายคนไม่ทราบว่า รังนกกระจาบธรรมดาขายได้

หากเปิดเข้าไปในเว็บซื้อขายออนไลน์ จะพบรังนกกระจาบธรรมดามีหลายราคาให้เลือก ผู้คนนิยมซื้อไปแต่งบ้าน

แต่ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนคงไม่ทราบว่า กว่าจะถักทอรังนกกระจาบได้ ช่างยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด

แม้ว่า ‘นกกระจาบธรรมดาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพุทธศักราช 2535 ห้ามล่า พยายามล่า ห้ามค้า ห้ามนำเข้าหรือส่งออก ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ ห้ามเก็บหรือทำอันตรายรัง ห้ามการครอบครองและการค้ามีผลไปถึงไข่และซาก’

ชีวิตที่ผ่านมา ผู้เขียนเคยเห็นรังนกกระจาบหลายครั้ง แต่ไม่เคยสังเกตอย่างจริงจัง จนเมื่อเร็วๆ นี้ บริเวณท้องนาแถวบ้าน มีนกกระจาบมาทำรังหลายรังบนต้นไม้ จึงได้มีโอกาสศึกษาพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด จนเข้าใจเหตุผลว่า ทำไมนกกระจาบได้ฉายาว่า เป็นสถาปนิกผู้สร้างรังนกได้โดดเด่นชนิดหนึ่งในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว

นกกระจาบธรรมดา (Baya Weaver) เป็นนกพบเห็นได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศ รูปร่างขนาดเท่านกกระจอก มีปากแข็งหนารูปกรวย หางสี่เหลี่ยมสั้น บินโฉบเหมือนนกนางแอ่น อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้า ท้องนา ริมหนองบึง ป่าละเมาะ มักอยู่รวมเป็นฝูง กินเมล็ดพืช ข้าว และสัตว์เล็กบางชนิด

ความโดดเด่นของนกชนิดนี้พบเห็นได้เมื่อย่างเข้าสู่เดือนมิถุนายน เริ่มต้นฤดูผสมพันธุ์และการทำรัง สังเกตได้จากหน้าผากสีน้ำตาลอ่อนสลับลายน้ำตาลเข้ม คล้ายนกกระจอกใหญ่ของนกกระจาบตัวผู้ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด ให้สีสันสดใสดึงดูดนกตัวเมีย

ปีนี้สังเกตว่า ตามท้องทุ่งมีนกกระจาบทำรังเยอะมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาที่อากาศร้อนจัดมาก

ทุกเช้า นกกระจาบจะส่งเสียงร้องไปทั่ว ผู้เขียนเริ่มเห็นตามกิ่งไม้ของต้นไม้ อาทิ ต้นมะพร้าว ต้นมะม่วง มีก้านใบสีเขียวๆ ผูกเป็นปม เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรัง

สักพักเห็นนกกระจาบตัวผู้หัวสีเหลืองสดใส บินไปเกาะใบมะพร้าวแล้วค่อยๆ ใช้ปากแข็งหนาเป็นพิเศษ ฉีกใบออกเป็นเส้น และคาบก้านบางๆ สีเขียวมาพันกับตรงปมค่อยๆ ทำส่วนบนสุดของรังทบหลายชั้นหลายเส้นให้มั่นคง

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

อาทิตย์ต่อมา รังก็เริ่มเป็นรูปร่างคล้ายน้ำเต้าคอยาวสีเขียว ซึ่งเรียกกันว่า ‘หมวก’ ทุกๆ วันนกตัวนี้บินไปฉีกใบมะพร้าว ใบต้นอ้อ ใบหญ้า ใบต้นข้าว ส่วนใหญ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นเส้นยาว บินมาถักทอรังอย่างประณีต เมื่อลองส่องกล้องดูพฤติกรรมใกล้ๆ พบว่านกกระจาบใช้ปากค่อยๆ สอดเส้นใบสลับกันราวกับกำลังทอผืนผ้า ซึ่งต้องใช้ความอดทน ความอุตสาหะมาก ที่นกเล็กๆ ตัวหนึ่งจะสร้างรังขนาดใหญ่กว่าตัวได้อย่างละเอียด

ผู้เขียนสังเกตว่า รังส่วนใหญ่ที่พบเห็นจะสร้างอยู่ทางด้านทิศตะวันออก เพื่อรับแดดยามเช้า และอากาศไม่ร้อนเกินไปในช่วงบ่ายที่มีต้นไม้ด้านทิศตะวันตกบังอยู่ ซึ่งอากาศร้อนเกินไปจะเป็นอันตรายต่อไข่ได้ นับว่านกกระจาบเป็นนักดูฮวงจุ้ย หรือนักดูทิศทางลมก่อนจะตั้งบ้านเรือนตัวแม่เลย

เคยมีการบันทึกว่า นกกระจาบตัวผู้ตัวหนึ่ง ต้องใช้เวลาบินไปคาบใบมะพร้าว ใบหญ้า มาสร้างรังประมาณ 18 วัน และนกกระจาบต้องบินไปคาบเส้นใบมาทำรังประมาณ 500 เที่ยว กว่าจะสร้างได้หนึ่งรัง เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในความเพียรพยายามของสัตว์โลกชนิดนี้

แต่ภารกิจของนกตัวผู้ยังไม่จบเท่านั้น สร้างบ้านจวนเสร็จ ก็ใช่ว่าจะหาคู่ครองได้ทันที

ชาวบ้านเรียกกันว่า… รังจีบหญิง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

เมื่อนกตัวผู้สร้างรังนกเกือบเสร็จ ตัวผู้เริ่มแสดงให้ตัวเมียที่บินผ่านโดยกระพือปีกส่งเสียงร้อง ราวกับเชื้อเชิญให้มาสำรวจรังรักว่าพอใจไหม พอนกตัวเมียสนใจบินมาตรวจดูรัง ว่าบ้านหลังนี้ของว่าที่เจ้าบ่าวจะมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย และงดงามสำหรับการวางไข่ ออกลูกไหม

ตัวผู้บางตัวอาจขยันสร้างหลายรังที่ยังไม่เสร็จ แล้วเริ่มกระพือปีกส่งเสียงเกี้ยวตัวเมีย เชื้อเชิญมาให้เลือกรัง พอตัวเมียพอใจรังใด ก็ค่อยสร้างรังนั้นต่อให้เสร็จ

ธรรมชาติของนกในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้บางชนิดอาจโชว์ความสามารถหลายอย่างดึงดูดให้ตัวเมียสนใจ อาทิ สีสัน ความสวยงามของรูปร่าง ขนปีก และการเต้นรำ หรือการรำแพนหาง อาทิ นก Bird of Paradise หรือนกยูง แต่สำหรับนกกระจาบแล้ว ดึงดูดเพศเมียด้วยการแข่งกันสร้างรังอันมั่นคง แข็งแรง

รังรักที่ตัวเมียบางตัวแสดงท่าทีพึงพอใจ ด้วยการมุดเข้าไปสำรวจในรัง และบินออกมาเกาะนอกรัง เป็นการส่งสัญญาณตกลงปลงใจ ผู้เขียนเห็นตัวผู้บินขึ้นไปเกาะตัวเมียขึ้นผสมพันธุ์ทันที เสมือนประกาศการสมรส หลังจากนั้นทั้งคู่จะบินไปคาบใบมาช่วยกันสานสร้างรังรักต่อไป ตัวเมียอาจคาบเอาดินโคลนเข้าไปเสริมความแข็งแรงข้างในรัง และเสร็จสมบูรณ์ด้วยการสร้างปล่องยาวทางเข้าด้านล่าง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

การสร้างรังของนกกระจาบ นอกจากถักทอสานเส้นใบได้อย่างละเอียด ส่วนบนที่ผูกติดกับกิ่งไม้ ต้องรับน้ำหนัก และแรงลมเวลาพายุพัดได้อย่างดีเยี่ยม ทำเลลอยสูงอยู่เหนือพื้นน้ำ หรือพื้นดิน ทางเข้าของรังอยู่ด้านล่าง เป็นการช่วยป้องกันภัยร้ายจากศัตรู อาทิ งู กิ้งก่า ได้อย่างดีเยี่ยม สมกับที่เป็นสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติอันโดดเด่น

ทำเลที่ตั้งก็จะกลืมกลืนกับสภาพแวดล้อมมาก รังจะแฝงเร้นอยู่ในกลุ่มใบไม้หรือใบมะพร้าว จนหากไม่สังเกตก็จะมองผ่านไปเลย

ขณะเดียวกัน รังนกกระจาบหลายรังถูกทิ้งร้างไปหรือสร้างไม่เสร็จ เพราะตัวเมียบินมาเกาะสำรวจดูแล้วไม่สนใจ นกตัวผู้จึงไม่สร้างรังให้เสร็จ กลายเป็นรังร้าง และหากลองสังเกตคร่าวๆ ดูเหมือนรังร้างจะมีมากกว่ารังที่สร้างเสร็จ ซึ่งสังเกตได้ หากรังใดไม่มีปล่องยาวต่อลงมา แสดงว่าเป็นรังร้าง

เห็นรังร้างมากมาย น่าสงสัยว่า นกกระจาบตัวเมียช่างพิถีพิถันในการเลือกเรือนหอจริง ๆ

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

ในช่วงเวลาสร้างรัง ผู้เขียนสังเกตว่า นกตัวผู้บางตัวที่สร้างรังอยู่ใกล้กันบนต้นไม้เดียวกัน จะแสดงพฤติกรรมขโมยเส้นใบของรังตัวอื่นคาบกลับมาสานรังตัวเอง หากเจ้าของรังเผลอ และบ่อยครั้งเห็นนกตัวผู้ส่งเสียงร้องทะเลาะ ประกาศอาณาเขต และตีปีกจิกตีกันกลางอากาศ

ปกตินกกระจาบจะกินเมล็ดพืชเป็นอาหาร แต่ช่วงเวลาสร้างรัง ผสมพันธุ์และเลี้ยงลูก สังเกตว่าอาหารของนกจะมีหลากหลายมากขึ้น บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเห็นนกคาบผีเสื้อ ตั๊กแตน จิ้งจก กินเป็นอาหาร เพิ่มโปรตีนอย่างเร่งด่วน

ปกติแต่ละรัง ตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 2 – 4 ฟอง และใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 2 อาทิตย์ ใกล้เคียงกับไก่แจ้ที่บ้าน นกกระจาบตัวผู้บางตัวอาจอยู่ช่วยเลี้ยงลูก แต่บางตัวอาจบินจากไปแปลงร่างเป็นชายโสด ขยันสร้างบ้านใหม่ เพื่อดึงดูดรอรับเจ้าสาวตัวใหม่อีกครั้ง

นกกระจาบจึงเป็นสถาปนิกแสนขยัน สร้างรังอันซับซ้อนและประณีต จนได้รับการยกย่องว่า เป็นนกช่างสาน (Weaver Bird) สถาปนิกเอกของโลกชนิดหนึ่ง

แต่เบื้องหลังของสถาปัตยกรรมเหล่านี้ คือรูปแบบหนึ่งของการดำรงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“ฟ้ายิ่งมืด ดาวยิ่งกระจ่าง”

เราจะนึกถึงคำพูดนี้ทุกครั้ง เมื่อคิดอยากไปดูดาว

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูดาว แม้ว่าจะไม่ได้มีความรู้ ความเข้าใจอะไรมากมาย

ทุกครั้งที่เข้าป่าหรือค้างแรมบนยอดดอย พอตกกลางคืนมักจะชอบออกมานอนดูดาว หาหมู่ดาวกลางท้องฟ้า

ดาวโปรดในซีกโลกเหนือของบ้านเรา เห็นจะไม่พ้นกลุ่มดาวนายพราน หรือ Orion มีดาวฤกษ์หลายดวง แต่มีดาวใหญ่ 4 ดวงวางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนท้องฟ้า ตรงกลางมีดาว 3 ดวงเรียงกัน เรียกว่า เข็มขัดนายพราน และบริเวณนั้นมีเนบิวลาชื่อดังคือ เนบิวลานายพราน หรือเนบิวลาโอไรออน

ใกล้ๆ กันมีกลุ่มดาววัว กลุ่มดาวคนคู่ กลุ่มดาวลูกไก่ กลุ่มดาวสุนัขเล็ก สุนัขใหญ่ 

ผมชอบคืนเดือนมืดมาก โดยเฉพาะในคืนฟ้าใส ปราศจากเมฆหมอก ไม่มีแสงรบกวนจากจันทรา 

ยิ่งแสงพระจันทร์น้อยเท่าใด ฟ้ายิ่งมืด ยิ่งเห็นดาวพราวฟ้าระยิบระยับ

นอนดูดาวกลางป่า เห็นความเวิ้งว้างของผืนฟ้า สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาล มนุษย์ช่างตัวกระจิริดเหลือเกิน แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถอยู่บ้าน นอนดูดาวได้ชัดเจนในเมือง เพราะแสงรบกวนจากแสงไฟยามค่ำคืนที่ฟุ้งขึ้นมาในอากาศ

แสงเหล่านี้เรียกว่า มลภาวะทางแสง คือแสงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ในยามค่ำคืน แสงที่สว่างจ้าเกินไป จนฟุ้งออกมาจากหลอดไฟตามท้องถนน ไฟจากป้ายโฆษณา และหลอดไฟตามอาคารบ้านเรือน แสงที่สว่างจ้าโดยไม่จำเป็นจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

อันที่จริง เราไม่เคยสังเกตว่าหลอดไฟที่เปิดยามค่ำคืนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้สิ้นเปลืองการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น อย่างเช่นเวลาเดินตามถนน เราอยากได้แค่ไฟที่ส่องลงมาบนถนนเพื่อให้เห็นทาง แต่หลอดไฟตามท้องถนนจำนวนมากถูกออกแบบให้สว่างทุกทิศ ฟุ้งขึ้นสู่อากาศโดยไม่จำเป็น

เราจะรู้สึกตื่นเต้น โรแมนติก และมีความสุขเพียงใด หากอยู่ในกรุงเทพมหานครยามค่ำคืน แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วเห็นทางช้างเผือกพาดเป็นหมอกจางๆ อยู่กลางท้องฟ้า

อย่าคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น

คืนหนึ่งในปี 1994 เมืองลอสแอนเจลิส เวลาประมาณตี 4 ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงขนาด 6.7 แมกนิจูด ทำให้ไฟฟ้าดับทั้งเมือง ไม่มีไฟตามท้องถนนหรืออาคารบ้านเรือนเป็นเวลานาน พอหลายคนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พวกเขาเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต คือดาวระยิบระยับและทางช้างเผือกพาดกลางท้องฟ้า มันงดงามมาก 

ทำให้บางคนตื่นตกใจ ถึงกับโทรไปแจ้งความที่สายด่วน 911 ของตำรวจ บอกว่า “มีเมฆสีเงินประหลาดขนาดยักษ์ลอยเหนือท้องฟ้า มันน่ากลัวมาก” ชาวเมืองลอสแอนเจลิสจำนวนมากไม่เคยเห็นทางช้างเผือกมาก่อน และพากันตื่นเต้นที่เห็นว่าท้องฟ้างดงามเพียงใดยามมืดมิด

ทุกวันนี้การดูดาวเป็นที่นิยมของคนทั่วโลก และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดแนวคิดในการรณรงค์ให้มีเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า (Dark Sky Reserves) ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก 

มีสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ในความฝันว่าจะเดินทางไปดูดาวให้ได้ บนเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ ได้รับการประกาศจากสมาคมพิทักษ์ความมืดแห่งท้องฟ้าสากล (International Dark-Sky Association) ให้เป็น ‘เมืองดาว’ หรือ ‘เขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า’ และเป็นหนึ่งในสถานที่ดูดาวที่ดีที่สุดในโลก เพราะยามค่ำคืนมีท้องฟ้าที่มืดสนิท ไม่มี ‘มลภาวะทางแสง’ บริเวณแห่งนี้ใช้อุปกรณ์ควบคุมแสงนอกอาคารไม่ให้ฟุ้งกระจายมาร่วม 40 ปีแล้ว และผลของการควบคุมแสง นอกจากทำให้เป็นพื้นที่ปลอดมลภาวะทางแสงแล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานด้วย

สมาคมแห่งนี้เชื่อว่า “ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดาวเป็นมรดกพื้นฐานของมนุษยชาติ และการปกป้องท้องฟ้าที่มืดมิดเป็นเรื่องจำเป็นในการสร้างความมั่นใจว่า คนในรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไปจะมีโอกาสได้มองเห็นดวงดาว”

เขตอนุรักษ์ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติ Aoraki / Mount Cook รวมถึงลุ่มน้ำ Mackenzie มีชื่อว่า ‘เขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้าอาโอรากิแมคเกนซี’ (Aoraki Mackenzie International Dark Sky Reserve) พื้นที่ประมาณ 4,144 ตารางกิโลเมตร กลางเดือนเมษายน ผมมีโอกาสมาเยือนดินแดนแห่งนี้ จากเมือง Christchurch เราเช่ารถขับผ่านภูเขา Mount Cook มุ่งหน้ามาสู่ทะเลสาบ Tekapo หมุดหมายสำคัญของบรรดานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก บริเวณเชิงเทือกเขา Southern Alps ส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำ Mackenzie 

เบื้องหน้าที่เห็นคือทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ ใสราวกระจก สะท้อนเงาของขุนเขาที่อยู่ไกลออกไป บนยอดเขาเห็นสีขาวของหิมะและธารน้ำแข็งที่ละลายออกมาเป็นน้ำเย็นหล่อเลี้ยงทะเลสาบด้านล่าง ขนาบด้วยสีเขียวสดของป่าสนขึ้นเรียงรายอยู่เต็มสองฟากฝั่งทะเลสาบ

เป็นภาพงดงามราวดินแดนแห่งความฝัน นิ่ง สงบ แสง สี ถูกจัดวางอย่างลงตัว จนแทบไม่อยากเดินจากไป 

ธรรมชาติสามารถสะกดเราให้ตรึงอยู่กับที่ได้จริงๆ

เราเดินไปเยี่ยมชมโบสถ์เล็กๆ ติดทะเลสาบ แต่เป็นเสมือนแลนด์มาร์กของที่นี่ เรียกกันว่า The Church of the Good Shepherd เป็นโบสถ์แห่งแรกในลุ่มน้ำ Mackenzie และกลายเป็นภาพโปสการ์ดมีชื่อเสียงที่สุดภาพหนึ่งที่เป็นตัวแทนความเป็นนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะภาพถ่ายโบสถ์ที่เห็นทางช้างเผือกขึ้นอยู่เบื้องหลัง

ทะเลสาบ Tekapo มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี และเป็นส่วนหนึ่งของเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า จึงเป็นสวรรค์สำหรับนักดูดาวจากทั่วโลกและคนไทยกลุ่มนี้ ผู้ตั้งใจมาปักหลักไม่ไกลจากทะเลสาบ เพื่อมาดูดาวในพื้นที่ที่ฟ้ามืดสนิทมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เช่นเดียวกับชนเผ่าเมารี ชนเผ่าพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ ผู้เรียนรู้การดูดาวเพื่อการเดินเรือในท้องทะเล พวกเขายังมีนิทานและเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับดวงดาว จนกลายเป็นวัฒนธรรมขึ้นมา ไม่ต่างจากชนพื้นเมืองอื่นทั่วโลก

คืนนั้นเราค้างแรมในบ้านเจ้าของฟาร์มเลี้ยงแกะกลางทุ่งหญ้าขนาดหลายร้อยเอเคอร์ ล้อมรอบด้วยป่าสน หลังจากช่วยกันทำอาหารมื้อค่ำ เราออกมาตั้งกล้องถ่ายภาพ เล็งไปยังทิศที่ทางช้างเผือกจะขึ้นจากขอบฟ้า ต้องยอมรับว่าเราอาจจะชินกับการจำแนกดาวในเมืองไทยที่อยู่ทางซีกโลกเหนือ แต่พอมาดูดาวทางซีกโลกใต้แล้ว กลายเป็นมือใหม่หัดขับกันหมด จนต้องอาศัยแอปดูดาวช่วยนำทาง

พอฟ้ามืด ความหนาวเย็นระดับต่ำกว่า 3 – 4 องศาเซลเซียสมาเยือนทันที ค่ำนี้ท้องฟ้าไม่ได้มืดสนิท มีแสงสลัวจากดวงจันทร์ข้างขึ้น แต่ก็ยังนับว่าโชคดี ไม่มีก้อนเมฆมาบดบัง เมื่อหลายปีก่อนเพื่อนนักดูดาวคนหนึ่งตั้งใจมาดูดาวที่นี่ แต่เมฆเต็มท้องฟ้าจนมองไม่เห็นอะไร ประมาณ 4 ทุ่ม ทางช้างเผือกก็ปรากฏอยู่ขอบฟ้า ลักษณะเหมือนกลุ่มเมฆจางๆ และดาวระยิบระยับ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พอยิ่งดึก ทางช้างเผือกค่อยๆ เคลื่อนมากลางฟ้า ขณะที่พระจันทร์ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลง ทำให้ฟ้ายิ่งมืด ทางช้างเผือกยิ่งกระจ่าง

เป็นทางช้างเผือกอันงดงามที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมาในชีวิต

ทางช้างเผือกเป็นกาแลกซีหนึ่งประกอบด้วยดาวฤกษ์ประมาณแสนล้านดวง และจักรวาลนี้ประกอบด้วยกาแลกซีมากกว่าแสนล้านกาแลกซี 

เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของโลก และตัวเรา ดูช่างกระจิริดจนไม่รู้จะเปรียบกับอะไร

แต่ทำไมตัวตนของสิ่งมีชีวิตบางคนช่างใหญ่คับฟ้า

การออกมาดูดาวระยิบระยับกลางผืนฟ้าในยามมืดมิด สงบ เงียบ อาจจะทำให้หลายคนคิดได้ว่า 

ยิ่งดูดาว ตัวตนยิ่งเล็กลง

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load