หลายคนไม่ทราบว่า รังนกกระจาบธรรมดาขายได้

หากเปิดเข้าไปในเว็บซื้อขายออนไลน์ จะพบรังนกกระจาบธรรมดามีหลายราคาให้เลือก ผู้คนนิยมซื้อไปแต่งบ้าน

แต่ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนคงไม่ทราบว่า กว่าจะถักทอรังนกกระจาบได้ ช่างยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด

แม้ว่า ‘นกกระจาบธรรมดาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพุทธศักราช 2535 ห้ามล่า พยายามล่า ห้ามค้า ห้ามนำเข้าหรือส่งออก ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ ห้ามเก็บหรือทำอันตรายรัง ห้ามการครอบครองและการค้ามีผลไปถึงไข่และซาก’

ชีวิตที่ผ่านมา ผู้เขียนเคยเห็นรังนกกระจาบหลายครั้ง แต่ไม่เคยสังเกตอย่างจริงจัง จนเมื่อเร็วๆ นี้ บริเวณท้องนาแถวบ้าน มีนกกระจาบมาทำรังหลายรังบนต้นไม้ จึงได้มีโอกาสศึกษาพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด จนเข้าใจเหตุผลว่า ทำไมนกกระจาบได้ฉายาว่า เป็นสถาปนิกผู้สร้างรังนกได้โดดเด่นชนิดหนึ่งในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว

นกกระจาบธรรมดา (Baya Weaver) เป็นนกพบเห็นได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศ รูปร่างขนาดเท่านกกระจอก มีปากแข็งหนารูปกรวย หางสี่เหลี่ยมสั้น บินโฉบเหมือนนกนางแอ่น อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้า ท้องนา ริมหนองบึง ป่าละเมาะ มักอยู่รวมเป็นฝูง กินเมล็ดพืช ข้าว และสัตว์เล็กบางชนิด

ความโดดเด่นของนกชนิดนี้พบเห็นได้เมื่อย่างเข้าสู่เดือนมิถุนายน เริ่มต้นฤดูผสมพันธุ์และการทำรัง สังเกตได้จากหน้าผากสีน้ำตาลอ่อนสลับลายน้ำตาลเข้ม คล้ายนกกระจอกใหญ่ของนกกระจาบตัวผู้ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด ให้สีสันสดใสดึงดูดนกตัวเมีย

ปีนี้สังเกตว่า ตามท้องทุ่งมีนกกระจาบทำรังเยอะมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาที่อากาศร้อนจัดมาก

ทุกเช้า นกกระจาบจะส่งเสียงร้องไปทั่ว ผู้เขียนเริ่มเห็นตามกิ่งไม้ของต้นไม้ อาทิ ต้นมะพร้าว ต้นมะม่วง มีก้านใบสีเขียวๆ ผูกเป็นปม เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรัง

สักพักเห็นนกกระจาบตัวผู้หัวสีเหลืองสดใส บินไปเกาะใบมะพร้าวแล้วค่อยๆ ใช้ปากแข็งหนาเป็นพิเศษ ฉีกใบออกเป็นเส้น และคาบก้านบางๆ สีเขียวมาพันกับตรงปมค่อยๆ ทำส่วนบนสุดของรังทบหลายชั้นหลายเส้นให้มั่นคง

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

อาทิตย์ต่อมา รังก็เริ่มเป็นรูปร่างคล้ายน้ำเต้าคอยาวสีเขียว ซึ่งเรียกกันว่า ‘หมวก’ ทุกๆ วันนกตัวนี้บินไปฉีกใบมะพร้าว ใบต้นอ้อ ใบหญ้า ใบต้นข้าว ส่วนใหญ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นเส้นยาว บินมาถักทอรังอย่างประณีต เมื่อลองส่องกล้องดูพฤติกรรมใกล้ๆ พบว่านกกระจาบใช้ปากค่อยๆ สอดเส้นใบสลับกันราวกับกำลังทอผืนผ้า ซึ่งต้องใช้ความอดทน ความอุตสาหะมาก ที่นกเล็กๆ ตัวหนึ่งจะสร้างรังขนาดใหญ่กว่าตัวได้อย่างละเอียด

ผู้เขียนสังเกตว่า รังส่วนใหญ่ที่พบเห็นจะสร้างอยู่ทางด้านทิศตะวันออก เพื่อรับแดดยามเช้า และอากาศไม่ร้อนเกินไปในช่วงบ่ายที่มีต้นไม้ด้านทิศตะวันตกบังอยู่ ซึ่งอากาศร้อนเกินไปจะเป็นอันตรายต่อไข่ได้ นับว่านกกระจาบเป็นนักดูฮวงจุ้ย หรือนักดูทิศทางลมก่อนจะตั้งบ้านเรือนตัวแม่เลย

เคยมีการบันทึกว่า นกกระจาบตัวผู้ตัวหนึ่ง ต้องใช้เวลาบินไปคาบใบมะพร้าว ใบหญ้า มาสร้างรังประมาณ 18 วัน และนกกระจาบต้องบินไปคาบเส้นใบมาทำรังประมาณ 500 เที่ยว กว่าจะสร้างได้หนึ่งรัง เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในความเพียรพยายามของสัตว์โลกชนิดนี้

แต่ภารกิจของนกตัวผู้ยังไม่จบเท่านั้น สร้างบ้านจวนเสร็จ ก็ใช่ว่าจะหาคู่ครองได้ทันที

ชาวบ้านเรียกกันว่า… รังจีบหญิง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

เมื่อนกตัวผู้สร้างรังนกเกือบเสร็จ ตัวผู้เริ่มแสดงให้ตัวเมียที่บินผ่านโดยกระพือปีกส่งเสียงร้อง ราวกับเชื้อเชิญให้มาสำรวจรังรักว่าพอใจไหม พอนกตัวเมียสนใจบินมาตรวจดูรัง ว่าบ้านหลังนี้ของว่าที่เจ้าบ่าวจะมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย และงดงามสำหรับการวางไข่ ออกลูกไหม

ตัวผู้บางตัวอาจขยันสร้างหลายรังที่ยังไม่เสร็จ แล้วเริ่มกระพือปีกส่งเสียงเกี้ยวตัวเมีย เชื้อเชิญมาให้เลือกรัง พอตัวเมียพอใจรังใด ก็ค่อยสร้างรังนั้นต่อให้เสร็จ

ธรรมชาติของนกในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้บางชนิดอาจโชว์ความสามารถหลายอย่างดึงดูดให้ตัวเมียสนใจ อาทิ สีสัน ความสวยงามของรูปร่าง ขนปีก และการเต้นรำ หรือการรำแพนหาง อาทิ นก Bird of Paradise หรือนกยูง แต่สำหรับนกกระจาบแล้ว ดึงดูดเพศเมียด้วยการแข่งกันสร้างรังอันมั่นคง แข็งแรง

รังรักที่ตัวเมียบางตัวแสดงท่าทีพึงพอใจ ด้วยการมุดเข้าไปสำรวจในรัง และบินออกมาเกาะนอกรัง เป็นการส่งสัญญาณตกลงปลงใจ ผู้เขียนเห็นตัวผู้บินขึ้นไปเกาะตัวเมียขึ้นผสมพันธุ์ทันที เสมือนประกาศการสมรส หลังจากนั้นทั้งคู่จะบินไปคาบใบมาช่วยกันสานสร้างรังรักต่อไป ตัวเมียอาจคาบเอาดินโคลนเข้าไปเสริมความแข็งแรงข้างในรัง และเสร็จสมบูรณ์ด้วยการสร้างปล่องยาวทางเข้าด้านล่าง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

การสร้างรังของนกกระจาบ นอกจากถักทอสานเส้นใบได้อย่างละเอียด ส่วนบนที่ผูกติดกับกิ่งไม้ ต้องรับน้ำหนัก และแรงลมเวลาพายุพัดได้อย่างดีเยี่ยม ทำเลลอยสูงอยู่เหนือพื้นน้ำ หรือพื้นดิน ทางเข้าของรังอยู่ด้านล่าง เป็นการช่วยป้องกันภัยร้ายจากศัตรู อาทิ งู กิ้งก่า ได้อย่างดีเยี่ยม สมกับที่เป็นสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติอันโดดเด่น

ทำเลที่ตั้งก็จะกลืมกลืนกับสภาพแวดล้อมมาก รังจะแฝงเร้นอยู่ในกลุ่มใบไม้หรือใบมะพร้าว จนหากไม่สังเกตก็จะมองผ่านไปเลย

ขณะเดียวกัน รังนกกระจาบหลายรังถูกทิ้งร้างไปหรือสร้างไม่เสร็จ เพราะตัวเมียบินมาเกาะสำรวจดูแล้วไม่สนใจ นกตัวผู้จึงไม่สร้างรังให้เสร็จ กลายเป็นรังร้าง และหากลองสังเกตคร่าวๆ ดูเหมือนรังร้างจะมีมากกว่ารังที่สร้างเสร็จ ซึ่งสังเกตได้ หากรังใดไม่มีปล่องยาวต่อลงมา แสดงว่าเป็นรังร้าง

เห็นรังร้างมากมาย น่าสงสัยว่า นกกระจาบตัวเมียช่างพิถีพิถันในการเลือกเรือนหอจริง ๆ

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

ในช่วงเวลาสร้างรัง ผู้เขียนสังเกตว่า นกตัวผู้บางตัวที่สร้างรังอยู่ใกล้กันบนต้นไม้เดียวกัน จะแสดงพฤติกรรมขโมยเส้นใบของรังตัวอื่นคาบกลับมาสานรังตัวเอง หากเจ้าของรังเผลอ และบ่อยครั้งเห็นนกตัวผู้ส่งเสียงร้องทะเลาะ ประกาศอาณาเขต และตีปีกจิกตีกันกลางอากาศ

ปกตินกกระจาบจะกินเมล็ดพืชเป็นอาหาร แต่ช่วงเวลาสร้างรัง ผสมพันธุ์และเลี้ยงลูก สังเกตว่าอาหารของนกจะมีหลากหลายมากขึ้น บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเห็นนกคาบผีเสื้อ ตั๊กแตน จิ้งจก กินเป็นอาหาร เพิ่มโปรตีนอย่างเร่งด่วน

ปกติแต่ละรัง ตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 2 – 4 ฟอง และใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 2 อาทิตย์ ใกล้เคียงกับไก่แจ้ที่บ้าน นกกระจาบตัวผู้บางตัวอาจอยู่ช่วยเลี้ยงลูก แต่บางตัวอาจบินจากไปแปลงร่างเป็นชายโสด ขยันสร้างบ้านใหม่ เพื่อดึงดูดรอรับเจ้าสาวตัวใหม่อีกครั้ง

นกกระจาบจึงเป็นสถาปนิกแสนขยัน สร้างรังอันซับซ้อนและประณีต จนได้รับการยกย่องว่า เป็นนกช่างสาน (Weaver Bird) สถาปนิกเอกของโลกชนิดหนึ่ง

แต่เบื้องหลังของสถาปัตยกรรมเหล่านี้ คือรูปแบบหนึ่งของการดำรงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“ไม่มีใครต้องการหัวนกเงือก เท่านกเงือกอีกแล้ว”

นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ได้เขียนข้อความออกเผยแผ่ เรียกร้องให้นกเงือกชนหินเป็นสัตว์ป่าสงวนของประเทศ 

 หลังจากปลายเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา นายปรีดา เทียนส่งรัศมี หัวหน้าโครงการคุ้มครองนกเงือก (ส่วนภาคใต้) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงขบวนการล่านกชนหินในเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

“ขณะที่พิมพ์ข้อความอยู่นี้ ผมนอนอยู่ในเปลบนเขาตะโหนด อ.รือเสาะ ใจสับสนและกังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้มาว่าตอนนี้มีพรานจากรือเสาะและยะลากำลังขึ้นเขามาล่าสัตว์ และสัตว์ที่เขามาล่าคือหัวนกชนหิน.. มีตลาดรับซื้ออยู่ในเมืองนรา เขาให้ราคาถึงหัวละหมื่น ชาวบ้านมาบอกว่าสองวันก่อนเขาเจอพรานมาซุ่มยิงนกเงือกที่ต้นไทรสุก..พบยิงนกชนหินถึง 4 ตัว ใจหายและรู้สึกโกรธจะทำอย่างไรกันดี? 

“สิ่งที่เราช่วยกันดูแลรักษากำลังถูกทำลาย และผมก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เพียงแค่บันทึกบอกกล่าวและได้ระบายอะไรบ้าง ชาวบ้านที่ให้ข้อมูลเขาก็กลัวเพราะพวกมันมีปืน

“ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่า ‘ผมเคยเตือนเขาแล้วว่าอย่ายิงนกเงือก เขาอนุรักษ์กัน มันกลับท้ายิงผมอีก’”

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จน นกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

หลายปีมาแล้ว ผู้เขียนเคยติดตามปรีดาเดินขึ้นเขาบูโดในอุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดี เขตจังหวัดนราธิวาส ไปสำรวจนกเงือกชนหินด้วยกัน จำได้ว่าเราเดินเขาหลายชั่วโมง จนมาถึงซุ้มดูนกชนหินที่สร้างเป็นเพิงไม้เล็กๆ เบื้องหน้าคือต้นไม้ขนาดใหญ่ยืนต้นตายห่างออกไปไม่ไกล สูงจากพื้นดินเกือบ 50 เมตร เป็นรังนกเงือกชนหิน

ชาวมุสลิมเรียกนกชนหินว่า บุหรงตอเราะ เป็นนกเงือกขนาดใหญ่โต ประมาณ 120 เซนติเมตร หน้าตาคล้ายนกดึกดำบรรพ์ เป็นนกที่พบเห็นได้ยากมาก ในประเทศพบได้เฉพาะทางภาคใต้ และเป็นนกเงือกชนิดเดียวที่มีโหนกตันคล้ายงาช้างสีแดงคล้ำ ขนตามตัวสีน้ำตาลเข้ม ท้องขาวนวล หางขาวมีแถบดำพาดขวางคล้ายหางนกกก 

โหนกตันคล้ายงาช้างนี่แหละคือสิ่งที่ยั่วยวนให้บรรดานักล่าเข้าป่าเพื่อแสวงหามาแกะสลัก โหนกของนกชนหินมีคุณลักษณะเทียบเท่างาช้าง เพราะโหนกที่มีสีเหลืองและแดงจะตันแข็ง เรียกว่า งาเลือด หรืองาสีแดง หายากมาก กลายเป็นสัญลักษณ์ความมั่งคั่ง เพราะหัวนกชนหินนั้นหายากยิ่งกว่างาช้าง และมีราคาแพงกว่างาช้างเสียอีก ถูกนำไปใช้ทำตราประทับ เครื่องตกแต่ง กำไล สร้อย

ผู้เขียนส่องกล้องดูโพรงรังของนกชนหิน สังเกตว่ามีปุ่มอยู่หน้าโพรงรัง ต่างจากโพรงรังของนกเงือกหัวแรดที่ไม่มีปุ่มอะไรเลย ปรีดาไขปริศนาให้ฟังว่า

“โพรงรังนกชนหินจะแปลกกว่านกเงือกชนิดอื่นตรงที่มีปุ่มอยู่หน้ารัง เรียกว่า ‘ตะโหงก’ เพราะมันใช้เล็บเกาะเปลือกไม้เหมือนนกเงือกชนิดอื่นไม่ได้ มีโหนกตันและโคนหางยาวกว่านกเงือกชนิดอื่น ทำให้ทรงตัวยากขณะป้อนอาหาร นกชนหินจึงต้องบินมาเหยียบปุ่ม แล้วค่อยป้อนอาหารให้ตัวเมียในโพรง”

ในเวลาต่อมา ข้อสังเกตนี้ทำให้เขาเป็นนักวิจัยคนแรกของโลกที่รายงานว่านกชนหินมีลักษณะการเลือกโพรงรังต่างจากนกเงือกพันธุ์อื่น ต้องเลือกโพรงที่มีปุ่มหรือตะโหงกเพื่อเป็นที่เกาะ

สาเหตุที่นกเงือกชนิดนี้ได้ชื่อว่า ชนหิน เป็นเพราะเวลามันทะเลาะแย่งอาณาบริเวณกัน มันจะบินเอาหัวโขกชนกัน มีเสียงดังคล้ายหินกระทบกัน ปรีดาเล่าว่าเขาเคยเห็นมากับตา

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จนนกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

“ผมเคยเห็นนกชนหินชนกันกลางอากาศ เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก บริเวณเขาตะโหนดแถวนี้แหละ มีอยู่วันหนึ่งขณะที่กำลังเดินขึ้นเขา ผมได้ยินเสียงแปร๊นๆ คล้ายแตรลมของรถประจำทาง พอเงยหน้าขึ้นไปเห็นนกชนหินคอย่นสีแดงแก่สองตัวกำลังส่งเสียงท้าทายกัน ตัวหนึ่งเป็นเจ้าของถิ่น อีกตัวหนึ่งเป็นผู้บุกรุก ทั้งสองตัวบินขึ้นไปเกาะกิ่งไม้สูงห่างกันราวหนึ่งร้อยเมตร

“ตอนแรกพวกมันเอาโหนกหัวฟาดกับกิ่งไม้เสียงดังเหมือนเอาสันขวานเคาะไม้ แล้วทั้งคู่ก็บินเอาโหนกหัวชนกันเสียงดังสนั่น แล้วโผมาเกาะพักที่กิ่งไม้ บินขึ้นกลางอากาศเอาโหนกหัวชนกันถึงสามครั้ง ก่อนจะเลิกลากันไป”

การเดินทางเข้าป่าบูโดครั้งนั้นทำให้ผมได้รู้จักผู้ชายคนนี้ ปรีดา เทียนส่งรัศมี คนตัวเล็กๆ ที่ทำงานเงียบๆ มายี่สิบกว่าปีเพื่ออนุรักษ์นกเงือกที่คนไทยรู้จักน้อยมาก บางทีอาจจะรู้จักนกทูแคนแห่งทวีปอเมริกาใต้มากกว่าเสียอีก เขาทุ่มเทชีวิตตลอดยี่สิบกว่าปีเพื่อทำให้นกเงือกในป่าลึกใต้สุดของประเทศรอดชีวิตจากการสูญพันธุ์

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก โดย ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญนกเงือกระดับโลก ได้ริเริ่มโครงการศึกษาวิจัยด้านนิเวศวิทยาของนกเงือกในเมืองไทยอย่างจริงจัง จนกลายเป็นงานวิจัยที่ทำอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดโครงการหนึ่งของโลกจนถึงปัจจุบันก็ร่วม 30 ปี

อาจารย์พิไลได้ส่งเด็กหนุ่มชื่อปรีดา เทียนส่งรัศมี ลงมาสำรวจนกเงือกบริเวณเทือกเขาป่าบูโด ปรีดาจบการศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่างและสถาบันราชภัฏสวนดุสิต เริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยนกเงือกที่เขาใหญ่ ห้วยขาแข้ง จนกระทั่ง พ.ศ. 2537 มีชาวบ้านมาบอกอาจารย์พิไลว่า พบนกเงือกหัวแรดที่เขาบูโด นกชนิดนี้เป็นนกหายากซึ่งคิดว่าสูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยแล้ว  

อาจารย์พิไลและปรีดาพร้อมคณะได้เข้ามาสำรวจ พบว่ายังมีนกเงือกหัวแรดแลนกเงือกชนิดอื่นๆ อีก 5 ชนิด คือ นกชนหิน นกเงือกหัวหงอก นกกก นกเงือกกรามช้าง และนกเงือกปากดำ รวมเป็น 6 ชนิด จากจำนวนนกเงือกในเมืองไทยที่มี 13 ชนิด

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จนนกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

นกเงือกเป็นนกโบราณ ถือกำเนิดเมื่อ 50 ล้านปีก่อน และเป็นนกที่ช่วยกระจายพันธุ์ไม้กว่า 200 ชนิด ในป่า นกเงือกยังเป็นดัชนีชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่า เพราะนอกจากใช้พื้นที่หากินกว้างขวางแล้ว ยังเจาะโพรงทำรังในต้นไม้ใหญ่ด้วย ดังนั้น หากป่าผืนใดมีนกเงือกอาศัยอยู่มากแสดงว่าป่านั้นอุดมสมบูรณ์ แต่จากการสำรวจของปรีดาพบว่าสถานการณ์ของนกเงือกไม่สู้ดีนัก เพราะเทือกเขาบูโดมีหมู่บ้านชาวมุสลิมตั้งอยู่ล้อมรอบ ชาวบ้านเริ่มรุกป่า ตัดไม้เถื่อนมาขายมากขึ้น และมีการขโมยลูกนกเงือกในรังไปขายเป็นประจำทุกปี

“คนมุสลิมไม่กินนกใหญ่ ไม่กินนกที่โฉบกินสัตว์อื่นเป็นอาหาร ชาวมุสลิมไม่ล่านกเงือกกินเป็นอาหาร แต่ยอมรับว่าในอดีตขโมยลูกนกเงือกมานับสิบปีแล้ว”

ชาวมุสลิมคนหนึ่งเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ลูกนกเงือกเป็นของเล่นสำหรับคนมีเงิน มีคนรับซื้อถึงตัวละ 5,000 บาท แต่หากลักลอบขนลูกนกเงือกเหล่านั้นมาขายที่ตลาด อ.ต.ก. ในกรุงเทพฯ ได้จะได้ราคาดีมาก คือนกเงือกหัวหงอกตัวละ 30,000 บาท นกชนหินตัวละ 20,000 บาท

มูลนิธินกเงือกจึงเริ่ม ‘โครงการอุปการะนกเงือก’ ขึ้นมาเพื่อหาทุน โดยให้คนที่รักนกเงือกได้บริจาคเงินเพื่อดูแลนกเงือกทั้งหกชนิดในป่าบูโด โดยรับเป็นผู้อุปการะครอบครัวนกเงือกแต่ละรังที่ชาวบ้านดูแล แล้วชาวบ้านจะส่งรูป ส่งรายงานสถานะของครอบครัวนกเงือก ให้ผู้อุปการะทุกระยะ 

ปรีดาอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา เข้าหาชาวบ้าน พยายามให้ชาวบ้านรอบๆ เทือกเขาเห็นคุณค่าของนกเงือก และชักชวนให้คนที่เคยจับลูกนกเงือก หรือเจ้าของสวนที่มีต้นไม้ที่นกเงือกทำรัง มาร่วมกันเป็นผู้ช่วยเก็บข้อมูลพฤติกรรมของนกเงือก หากชาวบ้านพบนกเงือกเข้ารังตามต้นไม้ใหญ่แล้วมารายงาน ทางโครงการฯ จะให้เงินเป็นรางวัลตามความหายากง่ายของชนิดนกเงือก ทดแทนรายได้ที่หายไปจากการขโมยลูกนกและตัดไม้เถื่อน

ช่วงนี้ชาวบ้านจะมีรายได้จากค่าแรงที่ทางโครงการฯ จ่ายให้ แต่งานของพวกเขายังไม่หยุดเพียงแค่นั้น ยังต้องซ่อมแซมรัง ทำโพรงเทียม ที่ต้องปีนต้นไม้สูงกว่า 30 เมตร เพื่อช่วยให้นกเงือกเข้ารังมากขึ้น ปัจจุบันมีชาวบ้านตั้งแต่คนสูงอายุจนถึงวัยรุ่นและเด็ก ทั้งหญิงชาย ทำงานกับโครงการศึกษาวิจัยด้านนิเวศวิทยาของนกเงือก 35 คน

ปรีดาเข้าหาชาวบ้านอย่างอดทน ตั้งแต่การสื่อสารที่พูดภาษายาวีไม่ได้ เคยโดนข่มขู่จนแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่ในที่สุดชาวบ้านรอบเทือกเขาบูโดเริ่มเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์นกเงือก และกลายมาเป็นผู้อนุรักษ์นกเงือกจำนวนมาก ปรีดายังเชื่อว่าการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมและได้ประโยชน์ ทดแทนรายได้ที่ได้จากการขายลูกนกราคาตัวละครึ่งหมื่นบาท

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จน นกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

25 ปีผ่านไป ปรีดาในวัย 48 ปี และชาวบ้าน ช่วยให้ลูกนกเงือกในป่าบูโดหกร้อยกว่าตัวมีชีวิตรอด ทำให้ชาวบ้าน และเยาวชนรอบๆ ป่าหันมาช่วยกันดูแลแหล่งที่อยู่อาศัยของนกเงือกที่ใกล้จะสูญพันธุ์ให้กลายเป็นแหล่งอนุรักษ์นกเงือก ซึ่งช่วยลดปัญหาสังคมจากเด็กวัยรุ่นที่เคยเที่ยวเตร่หรือติดยาเสพติด จากที่ไม่มีอะไรทำ เมื่อมาช่วยดูแลนกเงือกก็มีรายได้ นกเงือกแถวนี้จึงมีชาวบ้านหนุนหลังเป็นหลักค้ำประกันความปลอดภัย

แม้เมื่อเกิดความขัดแย้งรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ แต่การทำงานของคนรักนกเงือกไม่ได้ลดลง และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ตั้งแต่เจ้าหน้าที่อุทยาน ตำรวจ ทหาร ชาวบ้าน และภาคเอกชน ทุกวันนี้มีชาวบ้าน 5 หมู่บ้านรอบๆ เทือกเขาบูโดคอยปกป้องดูแลนกเงือกร่วมพันตัว ความสำเร็จในการอนุรักษ์นกเงือกทำให้ปรีดาต้องเดินทางไปเป็นวิทยากรช่วยเผยแผ่ในป่าอื่นๆ เลยไปถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย การอนุรักษ์และงานวิจัยนกเงือกในเมืองไทยก้าวหน้าในระดับโลก ขณะที่ปรีดา หนุ่มเพาะช่างผู้ไม่มีพื้นฐานด้านชีววิทยา กลายเป็นนักวิจัยนกที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ให้การยอมรับว่าองค์ความรู้ใหม่ๆ ของนกเงือกมาจากงานวิจัยที่จริงจังซึ่งได้จากการลงพื้นที่จริงของเขา

รายการสารคดีระดับโลกแทบทุกรายการ เช่น National Geographic, BBC, NHK ต่างมาถ่ายทำสารคดีนกเงือกในเมืองไทยภายใต้การแนะนำของปรีดา ออกฉายไปทั่วโลกหลายครั้ง แต่ล่าสุดชาวบ้านได้รายงานว่า มีอดีตทหารพราน 5 – 6 คน พร้อมอาวุธเดินทางเข้าป่าล่านกเงือกชนหินตามใบสั่งของคนในเมืองนราธิวาส นกเงือกชนหินในป่าบูโดน่าจะมีไม่เกิน 10 คู่ แต่โดนพรานล่าไปแล้ว 4 ตัว ภัยคุกคามจากภายนอก จากความต้องการโหนกนกเงือกชนหินราคาแพง ได้รุกเข้ามาในป่าทางใต้แล้ว

นกเงือกชนหินมีถิ่นอาศัยกระจายในพื้นที่ป่าดิบชื้นทางตอนใต้ของคาบสมุทรมลายูไปจนถึงเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียว ที่ผ่านมา มีการประเมินว่านกเงือกชนหินในประเทศอินโดนีเซียถูกล่าเอาโหนกไปไม่ต่ำกว่า 6,000 ตัว จนแทบจะสูญพันธุ์

เมื่อภัยคุกคามนกเงือกชนหินจากภายนอกเพิ่มมากขึ้น ด้วยนักล่าที่มีความชำนาญในการใช้อาวุธ และความต้องการงาเลือดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศจีน ปรีดาและชาวบ้านตัวเล็กๆ จะยืนหยัดปกป้องได้นานเพียงใด

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จน นกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

ร่วมบริจาคเงินอุปการะครอบครัวนกเงือกได้ทางบัญชีออมทรัพย์ ‘มูลนิธินกเงือก’ เลขบัญชี 026-2-75910-2 ธนาคารไทยพาณิชย์สาขารามาธิบดี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

โทร : 02-201-5532

อีเมล : [email protected]

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load