หลายคนไม่ทราบว่า รังนกกระจาบธรรมดาขายได้

หากเปิดเข้าไปในเว็บซื้อขายออนไลน์ จะพบรังนกกระจาบธรรมดามีหลายราคาให้เลือก ผู้คนนิยมซื้อไปแต่งบ้าน

แต่ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนคงไม่ทราบว่า กว่าจะถักทอรังนกกระจาบได้ ช่างยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด

แม้ว่า ‘นกกระจาบธรรมดาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพุทธศักราช 2535 ห้ามล่า พยายามล่า ห้ามค้า ห้ามนำเข้าหรือส่งออก ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ ห้ามเก็บหรือทำอันตรายรัง ห้ามการครอบครองและการค้ามีผลไปถึงไข่และซาก’

ชีวิตที่ผ่านมา ผู้เขียนเคยเห็นรังนกกระจาบหลายครั้ง แต่ไม่เคยสังเกตอย่างจริงจัง จนเมื่อเร็วๆ นี้ บริเวณท้องนาแถวบ้าน มีนกกระจาบมาทำรังหลายรังบนต้นไม้ จึงได้มีโอกาสศึกษาพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด จนเข้าใจเหตุผลว่า ทำไมนกกระจาบได้ฉายาว่า เป็นสถาปนิกผู้สร้างรังนกได้โดดเด่นชนิดหนึ่งในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว

นกกระจาบธรรมดา (Baya Weaver) เป็นนกพบเห็นได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศ รูปร่างขนาดเท่านกกระจอก มีปากแข็งหนารูปกรวย หางสี่เหลี่ยมสั้น บินโฉบเหมือนนกนางแอ่น อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้า ท้องนา ริมหนองบึง ป่าละเมาะ มักอยู่รวมเป็นฝูง กินเมล็ดพืช ข้าว และสัตว์เล็กบางชนิด

ความโดดเด่นของนกชนิดนี้พบเห็นได้เมื่อย่างเข้าสู่เดือนมิถุนายน เริ่มต้นฤดูผสมพันธุ์และการทำรัง สังเกตได้จากหน้าผากสีน้ำตาลอ่อนสลับลายน้ำตาลเข้ม คล้ายนกกระจอกใหญ่ของนกกระจาบตัวผู้ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด ให้สีสันสดใสดึงดูดนกตัวเมีย

ปีนี้สังเกตว่า ตามท้องทุ่งมีนกกระจาบทำรังเยอะมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาที่อากาศร้อนจัดมาก

ทุกเช้า นกกระจาบจะส่งเสียงร้องไปทั่ว ผู้เขียนเริ่มเห็นตามกิ่งไม้ของต้นไม้ อาทิ ต้นมะพร้าว ต้นมะม่วง มีก้านใบสีเขียวๆ ผูกเป็นปม เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรัง

สักพักเห็นนกกระจาบตัวผู้หัวสีเหลืองสดใส บินไปเกาะใบมะพร้าวแล้วค่อยๆ ใช้ปากแข็งหนาเป็นพิเศษ ฉีกใบออกเป็นเส้น และคาบก้านบางๆ สีเขียวมาพันกับตรงปมค่อยๆ ทำส่วนบนสุดของรังทบหลายชั้นหลายเส้นให้มั่นคง

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

อาทิตย์ต่อมา รังก็เริ่มเป็นรูปร่างคล้ายน้ำเต้าคอยาวสีเขียว ซึ่งเรียกกันว่า ‘หมวก’ ทุกๆ วันนกตัวนี้บินไปฉีกใบมะพร้าว ใบต้นอ้อ ใบหญ้า ใบต้นข้าว ส่วนใหญ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นเส้นยาว บินมาถักทอรังอย่างประณีต เมื่อลองส่องกล้องดูพฤติกรรมใกล้ๆ พบว่านกกระจาบใช้ปากค่อยๆ สอดเส้นใบสลับกันราวกับกำลังทอผืนผ้า ซึ่งต้องใช้ความอดทน ความอุตสาหะมาก ที่นกเล็กๆ ตัวหนึ่งจะสร้างรังขนาดใหญ่กว่าตัวได้อย่างละเอียด

ผู้เขียนสังเกตว่า รังส่วนใหญ่ที่พบเห็นจะสร้างอยู่ทางด้านทิศตะวันออก เพื่อรับแดดยามเช้า และอากาศไม่ร้อนเกินไปในช่วงบ่ายที่มีต้นไม้ด้านทิศตะวันตกบังอยู่ ซึ่งอากาศร้อนเกินไปจะเป็นอันตรายต่อไข่ได้ นับว่านกกระจาบเป็นนักดูฮวงจุ้ย หรือนักดูทิศทางลมก่อนจะตั้งบ้านเรือนตัวแม่เลย

เคยมีการบันทึกว่า นกกระจาบตัวผู้ตัวหนึ่ง ต้องใช้เวลาบินไปคาบใบมะพร้าว ใบหญ้า มาสร้างรังประมาณ 18 วัน และนกกระจาบต้องบินไปคาบเส้นใบมาทำรังประมาณ 500 เที่ยว กว่าจะสร้างได้หนึ่งรัง เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในความเพียรพยายามของสัตว์โลกชนิดนี้

แต่ภารกิจของนกตัวผู้ยังไม่จบเท่านั้น สร้างบ้านจวนเสร็จ ก็ใช่ว่าจะหาคู่ครองได้ทันที

ชาวบ้านเรียกกันว่า… รังจีบหญิง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

เมื่อนกตัวผู้สร้างรังนกเกือบเสร็จ ตัวผู้เริ่มแสดงให้ตัวเมียที่บินผ่านโดยกระพือปีกส่งเสียงร้อง ราวกับเชื้อเชิญให้มาสำรวจรังรักว่าพอใจไหม พอนกตัวเมียสนใจบินมาตรวจดูรัง ว่าบ้านหลังนี้ของว่าที่เจ้าบ่าวจะมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย และงดงามสำหรับการวางไข่ ออกลูกไหม

ตัวผู้บางตัวอาจขยันสร้างหลายรังที่ยังไม่เสร็จ แล้วเริ่มกระพือปีกส่งเสียงเกี้ยวตัวเมีย เชื้อเชิญมาให้เลือกรัง พอตัวเมียพอใจรังใด ก็ค่อยสร้างรังนั้นต่อให้เสร็จ

ธรรมชาติของนกในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้บางชนิดอาจโชว์ความสามารถหลายอย่างดึงดูดให้ตัวเมียสนใจ อาทิ สีสัน ความสวยงามของรูปร่าง ขนปีก และการเต้นรำ หรือการรำแพนหาง อาทิ นก Bird of Paradise หรือนกยูง แต่สำหรับนกกระจาบแล้ว ดึงดูดเพศเมียด้วยการแข่งกันสร้างรังอันมั่นคง แข็งแรง

รังรักที่ตัวเมียบางตัวแสดงท่าทีพึงพอใจ ด้วยการมุดเข้าไปสำรวจในรัง และบินออกมาเกาะนอกรัง เป็นการส่งสัญญาณตกลงปลงใจ ผู้เขียนเห็นตัวผู้บินขึ้นไปเกาะตัวเมียขึ้นผสมพันธุ์ทันที เสมือนประกาศการสมรส หลังจากนั้นทั้งคู่จะบินไปคาบใบมาช่วยกันสานสร้างรังรักต่อไป ตัวเมียอาจคาบเอาดินโคลนเข้าไปเสริมความแข็งแรงข้างในรัง และเสร็จสมบูรณ์ด้วยการสร้างปล่องยาวทางเข้าด้านล่าง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

การสร้างรังของนกกระจาบ นอกจากถักทอสานเส้นใบได้อย่างละเอียด ส่วนบนที่ผูกติดกับกิ่งไม้ ต้องรับน้ำหนัก และแรงลมเวลาพายุพัดได้อย่างดีเยี่ยม ทำเลลอยสูงอยู่เหนือพื้นน้ำ หรือพื้นดิน ทางเข้าของรังอยู่ด้านล่าง เป็นการช่วยป้องกันภัยร้ายจากศัตรู อาทิ งู กิ้งก่า ได้อย่างดีเยี่ยม สมกับที่เป็นสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติอันโดดเด่น

ทำเลที่ตั้งก็จะกลืมกลืนกับสภาพแวดล้อมมาก รังจะแฝงเร้นอยู่ในกลุ่มใบไม้หรือใบมะพร้าว จนหากไม่สังเกตก็จะมองผ่านไปเลย

ขณะเดียวกัน รังนกกระจาบหลายรังถูกทิ้งร้างไปหรือสร้างไม่เสร็จ เพราะตัวเมียบินมาเกาะสำรวจดูแล้วไม่สนใจ นกตัวผู้จึงไม่สร้างรังให้เสร็จ กลายเป็นรังร้าง และหากลองสังเกตคร่าวๆ ดูเหมือนรังร้างจะมีมากกว่ารังที่สร้างเสร็จ ซึ่งสังเกตได้ หากรังใดไม่มีปล่องยาวต่อลงมา แสดงว่าเป็นรังร้าง

เห็นรังร้างมากมาย น่าสงสัยว่า นกกระจาบตัวเมียช่างพิถีพิถันในการเลือกเรือนหอจริง ๆ

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

ในช่วงเวลาสร้างรัง ผู้เขียนสังเกตว่า นกตัวผู้บางตัวที่สร้างรังอยู่ใกล้กันบนต้นไม้เดียวกัน จะแสดงพฤติกรรมขโมยเส้นใบของรังตัวอื่นคาบกลับมาสานรังตัวเอง หากเจ้าของรังเผลอ และบ่อยครั้งเห็นนกตัวผู้ส่งเสียงร้องทะเลาะ ประกาศอาณาเขต และตีปีกจิกตีกันกลางอากาศ

ปกตินกกระจาบจะกินเมล็ดพืชเป็นอาหาร แต่ช่วงเวลาสร้างรัง ผสมพันธุ์และเลี้ยงลูก สังเกตว่าอาหารของนกจะมีหลากหลายมากขึ้น บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเห็นนกคาบผีเสื้อ ตั๊กแตน จิ้งจก กินเป็นอาหาร เพิ่มโปรตีนอย่างเร่งด่วน

ปกติแต่ละรัง ตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 2 – 4 ฟอง และใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 2 อาทิตย์ ใกล้เคียงกับไก่แจ้ที่บ้าน นกกระจาบตัวผู้บางตัวอาจอยู่ช่วยเลี้ยงลูก แต่บางตัวอาจบินจากไปแปลงร่างเป็นชายโสด ขยันสร้างบ้านใหม่ เพื่อดึงดูดรอรับเจ้าสาวตัวใหม่อีกครั้ง

นกกระจาบจึงเป็นสถาปนิกแสนขยัน สร้างรังอันซับซ้อนและประณีต จนได้รับการยกย่องว่า เป็นนกช่างสาน (Weaver Bird) สถาปนิกเอกของโลกชนิดหนึ่ง

แต่เบื้องหลังของสถาปัตยกรรมเหล่านี้ คือรูปแบบหนึ่งของการดำรงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

คุณเคยไปเที่ยวอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ไหมครับ

แก่งคอยในสายตาของคนส่วนใหญ่น่าจะเป็นแค่ทางผ่าน เพื่อท่องเที่ยวไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพราะเวลาพูดถึงแก่งคอย จะนึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ มีแต่เขม่าควันจากโรงปูนซีเมนต์ โรงงานอุตสาหกรรมหลายสิบแห่ง หากไม่มีธุระ ก็ไม่อยากเข้าไปแวะเวียน

แต่อันที่จริง แก่งคอยในอดีตคือสถานที่มีอากาศบริสุทธิ์สดชื่น ใกล้กรุงเทพมหานครมากที่สุด จนทำให้คนเมืองกรุงหลายคนนิยมมาสร้างบ้านพักตากอากาศไว้เป็นที่พักผ่อนของครอบครัว

บริเวณนี้มีแก่งมากมาย และชื่อ ‘แก่งคอย’ ก็มีที่มาจากการที่คนสมัยก่อนต้องมาคอยเรือ เพื่อเดินทางทวนน้ำขึ้นไปเมืองโคราชหรือเมืองเพชรบูรณ์ตามแก่งเหล่านี้ จึงเรียกว่า แก่งคอย มีธรรมชาติงดงามด้วยป่าใหญ่ ภูเขาหินปูน และแม่น้ำป่าสัก

บรรยากาศงดงาม ถึงขนาด แอ๊ด คาราบาว ได้แต่งเพลง ‘แร้งคอย’ บรรยายสภาพของแก่งคอยว่า

“ณ ที่สายฝนกระทบหน้าผา

แว่วสกุณาบินมาร้องเพลง

ขับกล่อมกันเองชีวิตพงไพร

ใครเล่าเข้าใจชีวิตบรรเลง

ช่างเหมือนสายน้ำทอดยาวสุดตา

เหมือนทิวเทือกผาท้าทายแดดลม

นุ่งห่มผืนฟ้าทุ่งนาแก่งคอย

หัวใจพี่คอยน้องอยู่ที่แก่ง…”

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด
ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อหลายสิบปีก่อน รัฐบาลได้ประกาศให้แก่งคอยเป็นแหล่งผลิตปูนซีเมนต์ของประเทศ ด้วยเล็งเห็นแหล่งทรัพยากรสำคัญในพื้นที่คือภูเขาหินปูนที่มีอยู่มากมาย จากนั้นเป็นต้นมา แก่งคอยก็ได้กลายเป็นเมืองหลวงของปูนซีเมนต์ มีการผลิตปูนมากที่สุดในประเทศ ผลิตปูนไปได้อีกร่วมร้อยปีกว่าจะระเบิดภูเขาหมด

ภูเขาหินปูนที่บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งได้สัมปทานไปถูกระเบิดไปลูกแล้วลูกเล่า เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นปูนซีเมนต์ปีละมากกว่า 30 ล้านตัน ทำให้ประเทศไทยมีกำลังการผลิตสูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม จากความต้องการใช้ปูนซีเมนต์เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการก่อสร้าง จึงถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญมากสำหรับเศรษฐกิจในประเทศ

เท่านั้นยังไม่พอ แก่งคอยยังได้รับเกียรติจากรัฐบาลให้เป็นแหล่งรองรับการลงทุนจากต่างชาติ ส่งผลให้ทุกวันนี้แก่งคอยมีโรงงานอุตสาหกรรมเกือบ 200 แห่ง แห่ง อาทิ โรงงานปิโตรเคมี โรงงานฆ่าชำแหละสัตว์ปีก โรงงานผลิตน้ำเชื่อม โรงงานผลิตเส้นใยสังเคราะห์ โรงงานผลิตเส้นด้ายไหม โรงงานผลิตสารเคมี โรงงานใยไม้อัด โรงงานผลิตแอลกอฮอล์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ฯลฯ

และของแถมจากการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่ว่า คือมลภาวะอากาศที่เลวร้ายสุดขีด แก่งคอยซึ่งเคยได้ชื่อว่ามีอากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ กลายเป็นดินแดนแห่งมลพิษสารพัด จากฝุ่นผงจากการระเบิดเขาหินปูน เขม่าควันพิษจากโรงงานและโรงไฟฟ้าถ่านหิน มลภาวะทางน้ำจากน้ำเสียที่โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ปล่อยออกมา ยังไม่รวมกลิ่นเหม็นจากบ่อฝังกลบขยะ ฯลฯ จนทำให้ชาวแก่งคอยมีคนเป็นโรคทางเดินหายใจสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

ทุกวันนี้ภูเขาหินปูนเกือบทั้งหมดในอำเภอแก่งคอย แทบจะเรียกว่าถูกจับจองหรือได้สัมปทานจากโรงงานปูนซีเมนต์ รอวันเวลาที่จะถูกระเบิดให้เป็นผงปูน แต่ไม่น่าเชื่อว่า มีภูเขาหินปูนกลุ่มหนึ่งรอดพ้นจากสัมปทานได้สำเร็จ ชื่อว่าเขาพระพุทธบาทน้อย-เขาขมิ้น

วันที่ฝนตกพรำ ๆ กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผู้เขียนเห็นภูเขาหินปูนลูกนี้แต่ไกล เป็นทิวเขายาวกลางหมอกราวกับภาพฝัน

เรามีนัดกับชาวบ้านชุมชนเขาพระพุทธบาทน้อย เพื่อปีนขึ้นยอดภูเขาหินปูนลูกนี้

ระบบนิเวศเขาหินปูนมีลักษณะเฉพาะตัวสูงมาก สิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่พบเจอบริเวณนั้น หลายชนิดอาจมีแห่งเดียวในโลก น่าเสียดายว่ามีการระเบิดเขาหินปูนไปมากมาย จนแทบจะไม่เคยมีการศึกษาอย่างจริงจังเลย

จากการศึกษาพบว่าภูเขาหินปูนมีเพียงร้อยละ 5 ของพื้นที่ภูเขาในประเทศ แต่พบสัตว์และพืชถิ่นเดียว (Endemic Species) ต่อพื้นที่สูงมาก และร้อยละ 25 ของระบบนิเวศเขาหินปูนอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ป่า ที่เหลือร้อยละ 75 อยู่นอกเขตอนุรักษ์ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกทำลายเป็นอย่างมาก

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

ที่เขาพระพุทธบาทน้อย เดินขึ้นไปไม่นาน เราได้ยินเสียงและเห็นนกจู๋เต้นเขาหินปูนสระบุรี นกประจำถิ่นที่ทั่วโลกพบเฉพาะในจังหวัดสระบุรีเท่านั้น เป็นนกที่หากินตามพุ่มไม้ ก้อนหิน บินไม่สูง กำลังบินหากินหนอนและแมลง สำหรับหลายคน นกจู๋เต้นฯ อาจมีรูปร่างสีสันไม่สวยงาม สำหรับเราแล้ว ตื่นเต้นมาก เพราะมันเป็นนกที่พบที่เดียวในโลกบริเวณเขาหินปูนแถบนี้เท่านั้น แต่ประชากรลดลงจากการที่ถิ่นอาศัยถูกทำลาย เนื่องจากยังคงมีการสัมปทานระเบิดเขาหินปูนเพื่อผลิตปูนซีเมนต์ เป็นเหตุให้นกที่มีการกระจายพันธุ์แคบ จัดเป็นชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ยิ่งเดินสูงขึ้นไป ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น นอกจากความลื่น ความชันแล้ว ความคมของหินปูนทำให้ต้องมีสติในการปีนป่ายไปทุกฝีก้าว แต่ก็คุ้มค่ากับสิ่งที่รอคอย เมื่อเดินถึงยอดเขาหินปูน ต้นปรงยักษ์ Cycad พืชดึกดำบรรพ์อายุรุ่นเดียวกับไดโนเสาร์เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

เราอาจจะเคยเห็นต้นปรงมาหลายครั้ง มีลำต้นคล้ายมะพร้าวแคระ แต่ใบคล้ายปาล์ม เป็นพืชที่เจริญเติบโตช้ามาก แต่ไม่เคยเห็นต้นปรงขนาดใหญ่ 2 คนโอบมาก่อน ความสูงเกิน 5 เมตร คงมีอายุยาวนานกว่า 300 ปี น่าจะเป็นปรงที่เก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งในประเทศ

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

บริเวณนี้มีต้นปรงมากมาย และยังมีต้นจันผา จันแดง ต้นชาฤาษี พืชเฉพาะถิ่นออกดอกบานสะพรั่งที่หายากมาก ๆ แต่ปรงยักษ์ต้นนี้หลุดพ้นจากการถูกทำลาย ไม่ว่าจากการสัมปทานเขาหินปูน หรือพวกลักลอบตัดต้นปรงไปขาย ขณะที่ทุกวันนี้ปรงในป่าธรรมชาติของไทยกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก จากขบวนการลักลอบขุดต้นปรงป่าออกมาจำหน่ายเป็นไม้ประดับ โดยพ่อค้าและนายทุนให้ราคาแพง เป็นแรงดึงดูดใจชาวบ้านให้เข้าไปลักลอบขุดออกมาขายมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนประชากรปรงในพื้นที่ป่าธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ภายหลังจึงถูกจัดให้เป็นพืชอนุรักษ์ในบัญชีไซเตส (CITES)

ต้นปรงยักษ์ ต้นไม้หายากบนภูเขานี้ยังอยู่รอดปลอดภัย ไม่ใช่จากโชคช่วยใด ๆ แต่มาจากความต้องการของชาวบ้านเขาพระพุทธบาทน้อยที่รวมตัวป้องกันภูเขาหินปูนและป่าบริเวณนั้นร่วม 6,000 ไร่ มาเป็นเวลา 30 กว่าปี

บนยอดเขาหินปูนนี้ มองออกไปรอบ ๆ ดูคล้ายเกาะขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยชุมชนเขาพระพุทธบาท พวกชาวบ้านคอยปกป้องภูเขาแห่งนี้ ต่างไปจากเขาหินปูนลูกอื่น ๆ ในแก่งคอยที่ถูกระเบิดหายไปทีละลูก ๆ ทั้งหมด

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาในอดีต โรงงานหลายแห่งพยายามที่จะเข้ามาทำสัมปทานเหมืองหินปูนในบริเวณนี้ ด้วยการให้ค่าตอบแทนหลายสิบล้านบาทกับผู้นำชุมชน แต่กำนันและผู้นำชุมชนหลายรุ่นไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ ไม่อยากให้สภาพชุมชนต้องประสบเคราะห์กรรมเหมือนชุมชนอื่นในแก่งคอย จากมลภาวะต่าง ๆ และพวกเขายังร่วมแรงร่วมใจกันจัดตั้งป่าชุมชนเขาพระพุทธบาทน้อย-เขาขมิ้น ขึ้นมา จัดเวรยามดูแลภูเขา เพื่อตั้งรับกับนายทุนที่ทำท่าว่าจะไม่เลิกราจนถึงปัจจุบัน และรวมถึงบรรดาคนที่จะขึ้นมาลักลอบตัดต้นปรง ต้นจันแดง จันผา และพืชหายากชนิดอื่น ๆ ด้วย

คืนนั้น ชาวบ้านพาเราไปส่องไฟตามผนังถ้ำหินปูน ตามหาสัตว์ชนิดเดียวที่มีในโลกบริเวณสระบุรี หลังจากส่องไฟอยู่นาน ก็พบแล้ว คือ ตุ๊กกายถ้ำหางขาว (Saraburi Cave Gecko) สัตว์ถิ่นเดียวที่อาศัยอยู่ตามผนังถ้ำในเขาหินปูนบริเวณนี้ ตุ๊กกาย คนมักเข้าใจผิดว่าคือชนิดเดียวกับตุ๊กแก แต่ไม่ใช่

ตุ๊กกาย มีลักษณะสำคัญคือ มีนิ้วเท้าและเล็บแหลมยาว ไม่มีปุ่มดูด จึงยึดติดเกาะผนังไม่ได้เหมือนจิ้งจกและตุ๊กแก ใช้ได้เพียงแค่ปีนป่ายเหมือนกิ้งก่าเท่านั้น

ตุ๊กกายถ้ำหางขาว มีสีสันสวยงามและหางขาวสนิท ตัวเล็กกว่าตุ๊กแก แต่ดูเหมือนอนาคตค่อนข้างมืดมน เพราะบ้านของพวกเขากำลังถูกระเบิดเพื่อมาทำบ้านของมนุษย์

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

วันรุ่งขึ้น เราปีนขึ้นมาบนเขาขมิ้น ภูเขาหินปูนอีกลูกบริเวณนั้นเพื่อตามหาเลียงผา และได้พบร่องรอยขี้จำนวนมากของเลียงผา เป็นเครื่องยืนยันว่าบริเวณนี้มีสัตว์ป่าสงวนของไทยอาศัยอยู่หลายสิบตัว ขัดแย้งกับข้อมูลของทางการที่บอกว่า สระบุรีไม่มีเลียงผา สัตว์ป่าสงวนของไทย หรือแม้แต่รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA ของบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ระบุว่า จังหวัดสระบุรีสำรวจไม่พบเลียงผา ไม่พบพืชหายาก ไม่พบตุ๊กกายถ้ำหางขาว ไม่พบนกจู๋เต้นสระบุรี สิ่งมีชีวิตทั้งหมดนี้ มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

บนยอดเขาขมิ้นแห่งนี้ เห็นความงดงามของภูเขาหินปูนสีขาวขึ้นสลับกับสีเขียวของต้นไม้น้อยใหญ่ เป็นภาพประทับใจ แต่อีกด้านหนึ่ง เราเห็นโรงงานโม่หินประชิดเข้ามา เสียงเครื่องจักรทำงานดังสนั่นตลอด ไกลออกไป เห็นโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่เด่นชัดเจน เดินเครื่องพร้อมปลดปล่อยควันเขม่าออกมาเป็นระยะ

เครื่องจักรทำลายภูเขาหินปูนกำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ ทุกวันนี้ยังมีความพยายามจากกลุ่มนายทุนหลายกลุ่มที่ปรารถนาจะครอบครองเป็นเจ้าของสัมปทานภูเขาหินปูนเหล่านี้ เพียงแต่รอคอยเวลา และโอกาสเท่านั้น

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load