หลายคนไม่ทราบว่า รังนกกระจาบธรรมดาขายได้

หากเปิดเข้าไปในเว็บซื้อขายออนไลน์ จะพบรังนกกระจาบธรรมดามีหลายราคาให้เลือก ผู้คนนิยมซื้อไปแต่งบ้าน

แต่ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนคงไม่ทราบว่า กว่าจะถักทอรังนกกระจาบได้ ช่างยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด

แม้ว่า ‘นกกระจาบธรรมดาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพุทธศักราช 2535 ห้ามล่า พยายามล่า ห้ามค้า ห้ามนำเข้าหรือส่งออก ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ ห้ามเก็บหรือทำอันตรายรัง ห้ามการครอบครองและการค้ามีผลไปถึงไข่และซาก’

ชีวิตที่ผ่านมา ผู้เขียนเคยเห็นรังนกกระจาบหลายครั้ง แต่ไม่เคยสังเกตอย่างจริงจัง จนเมื่อเร็วๆ นี้ บริเวณท้องนาแถวบ้าน มีนกกระจาบมาทำรังหลายรังบนต้นไม้ จึงได้มีโอกาสศึกษาพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด จนเข้าใจเหตุผลว่า ทำไมนกกระจาบได้ฉายาว่า เป็นสถาปนิกผู้สร้างรังนกได้โดดเด่นชนิดหนึ่งในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว

นกกระจาบธรรมดา (Baya Weaver) เป็นนกพบเห็นได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศ รูปร่างขนาดเท่านกกระจอก มีปากแข็งหนารูปกรวย หางสี่เหลี่ยมสั้น บินโฉบเหมือนนกนางแอ่น อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้า ท้องนา ริมหนองบึง ป่าละเมาะ มักอยู่รวมเป็นฝูง กินเมล็ดพืช ข้าว และสัตว์เล็กบางชนิด

ความโดดเด่นของนกชนิดนี้พบเห็นได้เมื่อย่างเข้าสู่เดือนมิถุนายน เริ่มต้นฤดูผสมพันธุ์และการทำรัง สังเกตได้จากหน้าผากสีน้ำตาลอ่อนสลับลายน้ำตาลเข้ม คล้ายนกกระจอกใหญ่ของนกกระจาบตัวผู้ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด ให้สีสันสดใสดึงดูดนกตัวเมีย

ปีนี้สังเกตว่า ตามท้องทุ่งมีนกกระจาบทำรังเยอะมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาที่อากาศร้อนจัดมาก

ทุกเช้า นกกระจาบจะส่งเสียงร้องไปทั่ว ผู้เขียนเริ่มเห็นตามกิ่งไม้ของต้นไม้ อาทิ ต้นมะพร้าว ต้นมะม่วง มีก้านใบสีเขียวๆ ผูกเป็นปม เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรัง

สักพักเห็นนกกระจาบตัวผู้หัวสีเหลืองสดใส บินไปเกาะใบมะพร้าวแล้วค่อยๆ ใช้ปากแข็งหนาเป็นพิเศษ ฉีกใบออกเป็นเส้น และคาบก้านบางๆ สีเขียวมาพันกับตรงปมค่อยๆ ทำส่วนบนสุดของรังทบหลายชั้นหลายเส้นให้มั่นคง

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

อาทิตย์ต่อมา รังก็เริ่มเป็นรูปร่างคล้ายน้ำเต้าคอยาวสีเขียว ซึ่งเรียกกันว่า ‘หมวก’ ทุกๆ วันนกตัวนี้บินไปฉีกใบมะพร้าว ใบต้นอ้อ ใบหญ้า ใบต้นข้าว ส่วนใหญ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นเส้นยาว บินมาถักทอรังอย่างประณีต เมื่อลองส่องกล้องดูพฤติกรรมใกล้ๆ พบว่านกกระจาบใช้ปากค่อยๆ สอดเส้นใบสลับกันราวกับกำลังทอผืนผ้า ซึ่งต้องใช้ความอดทน ความอุตสาหะมาก ที่นกเล็กๆ ตัวหนึ่งจะสร้างรังขนาดใหญ่กว่าตัวได้อย่างละเอียด

ผู้เขียนสังเกตว่า รังส่วนใหญ่ที่พบเห็นจะสร้างอยู่ทางด้านทิศตะวันออก เพื่อรับแดดยามเช้า และอากาศไม่ร้อนเกินไปในช่วงบ่ายที่มีต้นไม้ด้านทิศตะวันตกบังอยู่ ซึ่งอากาศร้อนเกินไปจะเป็นอันตรายต่อไข่ได้ นับว่านกกระจาบเป็นนักดูฮวงจุ้ย หรือนักดูทิศทางลมก่อนจะตั้งบ้านเรือนตัวแม่เลย

เคยมีการบันทึกว่า นกกระจาบตัวผู้ตัวหนึ่ง ต้องใช้เวลาบินไปคาบใบมะพร้าว ใบหญ้า มาสร้างรังประมาณ 18 วัน และนกกระจาบต้องบินไปคาบเส้นใบมาทำรังประมาณ 500 เที่ยว กว่าจะสร้างได้หนึ่งรัง เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในความเพียรพยายามของสัตว์โลกชนิดนี้

แต่ภารกิจของนกตัวผู้ยังไม่จบเท่านั้น สร้างบ้านจวนเสร็จ ก็ใช่ว่าจะหาคู่ครองได้ทันที

ชาวบ้านเรียกกันว่า… รังจีบหญิง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

เมื่อนกตัวผู้สร้างรังนกเกือบเสร็จ ตัวผู้เริ่มแสดงให้ตัวเมียที่บินผ่านโดยกระพือปีกส่งเสียงร้อง ราวกับเชื้อเชิญให้มาสำรวจรังรักว่าพอใจไหม พอนกตัวเมียสนใจบินมาตรวจดูรัง ว่าบ้านหลังนี้ของว่าที่เจ้าบ่าวจะมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย และงดงามสำหรับการวางไข่ ออกลูกไหม

ตัวผู้บางตัวอาจขยันสร้างหลายรังที่ยังไม่เสร็จ แล้วเริ่มกระพือปีกส่งเสียงเกี้ยวตัวเมีย เชื้อเชิญมาให้เลือกรัง พอตัวเมียพอใจรังใด ก็ค่อยสร้างรังนั้นต่อให้เสร็จ

ธรรมชาติของนกในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้บางชนิดอาจโชว์ความสามารถหลายอย่างดึงดูดให้ตัวเมียสนใจ อาทิ สีสัน ความสวยงามของรูปร่าง ขนปีก และการเต้นรำ หรือการรำแพนหาง อาทิ นก Bird of Paradise หรือนกยูง แต่สำหรับนกกระจาบแล้ว ดึงดูดเพศเมียด้วยการแข่งกันสร้างรังอันมั่นคง แข็งแรง

รังรักที่ตัวเมียบางตัวแสดงท่าทีพึงพอใจ ด้วยการมุดเข้าไปสำรวจในรัง และบินออกมาเกาะนอกรัง เป็นการส่งสัญญาณตกลงปลงใจ ผู้เขียนเห็นตัวผู้บินขึ้นไปเกาะตัวเมียขึ้นผสมพันธุ์ทันที เสมือนประกาศการสมรส หลังจากนั้นทั้งคู่จะบินไปคาบใบมาช่วยกันสานสร้างรังรักต่อไป ตัวเมียอาจคาบเอาดินโคลนเข้าไปเสริมความแข็งแรงข้างในรัง และเสร็จสมบูรณ์ด้วยการสร้างปล่องยาวทางเข้าด้านล่าง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

การสร้างรังของนกกระจาบ นอกจากถักทอสานเส้นใบได้อย่างละเอียด ส่วนบนที่ผูกติดกับกิ่งไม้ ต้องรับน้ำหนัก และแรงลมเวลาพายุพัดได้อย่างดีเยี่ยม ทำเลลอยสูงอยู่เหนือพื้นน้ำ หรือพื้นดิน ทางเข้าของรังอยู่ด้านล่าง เป็นการช่วยป้องกันภัยร้ายจากศัตรู อาทิ งู กิ้งก่า ได้อย่างดีเยี่ยม สมกับที่เป็นสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติอันโดดเด่น

ทำเลที่ตั้งก็จะกลืมกลืนกับสภาพแวดล้อมมาก รังจะแฝงเร้นอยู่ในกลุ่มใบไม้หรือใบมะพร้าว จนหากไม่สังเกตก็จะมองผ่านไปเลย

ขณะเดียวกัน รังนกกระจาบหลายรังถูกทิ้งร้างไปหรือสร้างไม่เสร็จ เพราะตัวเมียบินมาเกาะสำรวจดูแล้วไม่สนใจ นกตัวผู้จึงไม่สร้างรังให้เสร็จ กลายเป็นรังร้าง และหากลองสังเกตคร่าวๆ ดูเหมือนรังร้างจะมีมากกว่ารังที่สร้างเสร็จ ซึ่งสังเกตได้ หากรังใดไม่มีปล่องยาวต่อลงมา แสดงว่าเป็นรังร้าง

เห็นรังร้างมากมาย น่าสงสัยว่า นกกระจาบตัวเมียช่างพิถีพิถันในการเลือกเรือนหอจริง ๆ

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

ในช่วงเวลาสร้างรัง ผู้เขียนสังเกตว่า นกตัวผู้บางตัวที่สร้างรังอยู่ใกล้กันบนต้นไม้เดียวกัน จะแสดงพฤติกรรมขโมยเส้นใบของรังตัวอื่นคาบกลับมาสานรังตัวเอง หากเจ้าของรังเผลอ และบ่อยครั้งเห็นนกตัวผู้ส่งเสียงร้องทะเลาะ ประกาศอาณาเขต และตีปีกจิกตีกันกลางอากาศ

ปกตินกกระจาบจะกินเมล็ดพืชเป็นอาหาร แต่ช่วงเวลาสร้างรัง ผสมพันธุ์และเลี้ยงลูก สังเกตว่าอาหารของนกจะมีหลากหลายมากขึ้น บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเห็นนกคาบผีเสื้อ ตั๊กแตน จิ้งจก กินเป็นอาหาร เพิ่มโปรตีนอย่างเร่งด่วน

ปกติแต่ละรัง ตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 2 – 4 ฟอง และใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 2 อาทิตย์ ใกล้เคียงกับไก่แจ้ที่บ้าน นกกระจาบตัวผู้บางตัวอาจอยู่ช่วยเลี้ยงลูก แต่บางตัวอาจบินจากไปแปลงร่างเป็นชายโสด ขยันสร้างบ้านใหม่ เพื่อดึงดูดรอรับเจ้าสาวตัวใหม่อีกครั้ง

นกกระจาบจึงเป็นสถาปนิกแสนขยัน สร้างรังอันซับซ้อนและประณีต จนได้รับการยกย่องว่า เป็นนกช่างสาน (Weaver Bird) สถาปนิกเอกของโลกชนิดหนึ่ง

แต่เบื้องหลังของสถาปัตยกรรมเหล่านี้ คือรูปแบบหนึ่งของการดำรงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

สำหรับนักท่องเที่ยวขาลุยที่ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติมากกว่าการเที่ยวในมหานครใหญ่แล้ว ไอซ์แลนด์กำลังเป็นประเทศจุดหมายปลายทาง ตัวเลือกที่น่าสนใจและกำลังมาแรง แม้ค่าครองชีพ ค่าเดินทาง จะค่อนข้างสูง

ไอซ์แลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่อันดับ 2 ในยุโรปรองจากเกาะอังกฤษ ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตั้งอยู่ระหว่างอังกฤษ นอร์เวย์ และเกาะกรีนแลนด์ มีเมืองหลวงชื่อภาษาพื้นเมืองว่า Reykjavík

ในทางภูมิศาสตร์ ไอซ์แลนด์เป็นเกาะเกิดใหม่จากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ดันหินหลอมเหลวใต้เปลือกโลกขึ้นมาตามรอยแยกเมื่อ 70 ล้านปีก่อน เกาะตั้งอยู่บนสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก (Mid-Atlantic Ridge) ซึ่งเป็นแนวแผ่นเปลือกโลกแยกตัวระหว่างแผ่นทวีปอเมริกาเหนือและแผ่นทวีปยูเรเชีย

แผ่นทวีปยูเรเซียคือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทรขนาด ประมาณ 67,800,000 ตารางกิโลเมตร รวมทวีปยุโรปและทวีปเอเชียส่วนใหญ่เข้าด้วยกัน ยกเว้นอินเดีย ตะวันออกกลาง และพื้นที่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขา Chersky ของไซบีเรีย และประชากรร้อยละ 75 บนโลกอาศัยอยู่บนแผ่นทวีปนี้

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ส่วนแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ คือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทร ขนาดประมาณ 75,900,000 ตารางกิโลเมตร รองรับทวีปอเมริกาเหนือ กรีนแลนด์ คิวบา บาฮามาส และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

คำว่าสันเขากลางมหาสมุทร (Mid-Oceanic Ridge) เป็นศัพท์ทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นได้ไม่นาน เพราะเพิ่งมีการค้นพบเทือกเขากลางสมุทรจมอยู่ใต้ทะเลลึกเมื่อราว 70 กว่าปีก่อน จากการสำรวจพื้นท้องมหาสมุทรโดยเรือสำรวจ และพบแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก และส่วนหนึ่งพาดผ่านเกาะไอซ์แลนด์

ไม่แปลกใจเลยที่ไอซ์แลนด์ได้รับฉายาว่า ดินแดนแห่งภูเขาไฟ มีภูเขาไฟมากกว่าร้อยแห่ง น้ำพุร้อน แหล่งพลังงานความร้อนใต้โลก ภูเขาไฟหลายแห่งยังคงคุกรุ่นอยู่ เช่น ภูเขาไฟเฮกลา (Hekla) ซึ่งปะทุครั้งล่าสุดใน พ.ศ. 2543

ตลอดสิบกว่าวันที่เราขับรถตระเวนไปทั่วเกาะที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยประมาณ 5 เท่า เห็นภูมิประเทศรูปทรงแปลก ๆ งดงามไม่ซ้ำ อันเนื่องจากมีอายุทางธรณีวิทยาไม่นาน แผ่นดินมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

เมื่อปีที่แล้วในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 แค่ 3 สัปดาห์ได้ เกิดแผ่นดินไหวมากกว่า 50,000 ครั้ง บนคาบสมุทร Reykjanes ในประเทศไอซ์แลนด์ อันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความไม่นิ่งของแผ่นดินที่กำลังเกิดใหม่บนเกาะไอซ์แลนด์

แต่ไอซ์แลนด์น่าจะเป็นประเทศไม่กี่แห่งในโลก ที่เราขับรถไปไม่กี่สิบกิโลเมตร จะเห็นภูมิประเทศไม่ซ้ำเดิม มีความหลากหลายจากความแตกต่างของชั้นหิน การสึกกร่อนของแผ่นดิน การกัดเซาะของน้ำ ได้ภาพน้ำตกอันตระการตา จนถึงเดินย่ำไปบนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และมุดเข้าไปในถ้ำน้ำแข็งแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

วันแรกเมื่อเราเดินทางมาถึงเกาะน้ำแข็งแห่งนี้ ก่อนจะไปผจญภัยตามที่ต่าง ๆ สถานที่แห่งแรกที่เพื่อนสนิทดั้นด้นไปเป็นแห่งแรก และไม่ค่อยอยู่ในโปรแกรมเที่ยวของทัวร์ส่วนใหญ่ คือบริเวณอุทยานธรณี คาบสมุทร Reykjanes อยู่ห่างจากเมืองหลวงประมาณ 50 กิโลเมตร

เพื่อนสนิทบอกว่า “หากมาไอซ์แลนด์ ตรงนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาด เป็นที่เดียวในโลกที่จะมีโอกาสได้เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับทวีปยุโรปเกือบแนบชิดติดกัน ตรงบริเวณ Reykjanes”

เรายังสงสัยอยู่ตั้งนานว่าคืออะไร

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

พอรถขับไปตามกูเกิล ดั้นด้นมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง พอปีนขึ้นไปเล็กน้อย ภาพที่เห็นคือร่องหินสองฟากลึกไม่กี่เมตร มีสะพานเล็ก ๆ ให้เดินข้าม

ฝั่งหนึ่งคือทวีปอเมริกาเหนือ อีกฝั่งคือทวีปยุโรป เราเดินข้ามทวีปได้โดยผ่านสะพานสีขาวที่ทอดข้ามรอยแยกระหว่างแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือ ในคาบสมุทร Reykjanes

บริเวณนี้เป็นสถานที่เดียวในโลกที่พื้นที่ส่วนเล็ก ๆ ของสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกโผล่ขึ้นมา ไม่อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล โดยสันเขานี้เป็นที่ที่แผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น คือ ยูเรเซียและอเมริกาเหนือ มาบรรจบกันแต่ไม่ติดกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ สันเขากลางสมุทรเป็นแนวขอบเขตรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น เราจึงเดินข้ามไปมาระหว่างแผ่นเปลือกโลกทั้งสองบนสะพานได้

2 ทวีปที่มีมหาสมุทรแอตแลนติกคั่นกลาง ระยะทางนับพันกิโลเมตร แต่เราเดินข้ามทวีปได้ไม่ถึงนาที

พวกเราพากันเดินข้ามสะพานข้ามทวีป มีชื่อเรียกว่า ‘Leif the Lucky’ ตั้งขึ้นเป็นเกียรติแก่นาย เลฟ เอริกสัน (Leif Erikson) นักสำรวจชาวไอซ์แลนด์ และเป็นชาวยุโรปคนแรกที่พิชิตทวีปอเมริกาเหนือสำเร็จเมื่อพันปีก่อน ตามตำนานของชาวไอซ์แลนด์

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ก่อน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) จะค้นพบทวีปนี้ ชื่อนี้จึงเปรียบเสมือนการเชื่อม 2 ทวีปเข้าด้วยกัน

พอเราเดินถึงกลางสะพาน มีแผ่นโลหะจารึกว่า ‘Midlina In the footsteps of the gods’ เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างแผ่นทวีปยูเรเซียกับแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งสองฟากจะมีป้าย ‘Welcome to America’ and ‘Welcome to Europe’

พอเดินข้ามสะพานผ่าน 2 ทวีป และพากันเดินลงมาใต้สะพาน เพื่อสัมผัสสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทอดยาวจากอาร์กติกถึงแอนตาร์กติกา เดินสำรวจลักษณะหิน ส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลต์ อันเป็นหินอัคนีที่เกิดจากการเย็นตัวของหินหนืดหรือลาวาอย่างรวดเร็วบนพื้นผิวโลก ที่เห็นส่วนใหญ่มีสีเทาถึงสีดำ มีเนื้อละเอียด เป็นการยืนยันว่าเกาะแห่งนี้เกิดจากหืนหนืดหรือลาวาค่อย ๆ ทับถมจนกลายเป็นเกาะ

ไม่น่าเชื่อว่าสันเขาที่นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องทะเลลึก จะโผล่ขึ้นมาให้มนุษย์ได้เห็นเพียงที่เดียวในโลก

เดินไปสักพักบริเวณแห่งนี้มีแผ่นป้ายอธิบายเรื่องราวไว้ว่า

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

“ลองจินตนาการว่าคุณกำลังยืนอยู่บนแผ่นเพลตยูเรเซียน แผ่นเปลือกโลกแผ่นใหญ่ที่สุดในโลก แผ่นเพลตนี้ประกอบด้วยก้อนหินเก่าแก่ที่สุดในโลก ขณะที่แผ่นเพลตอเมริกาเหนือจะเคลื่อนตัวห่างออกไปทางตะวันตกของเพลตยูเรเซียน ทำให้เปลือกโลก 2 แห่งค่อย ๆ แยกตัวออกจากกัน…”

“สะพานแห่งนี้มีความยาว 18 เมตร ข้ามหุบผาที่มีความลึกประมาณ 6 เมตร เป็นสัญลักษณ์เพื่อบอกว่า เปลือกโลกทั้งสองกำลังเคลื่อนตัวแยกห่างจากกัน 2 เซนติเมตรต่อปี หรือ 2 เมตรทุกร้อยปี”

ร่องรอยจากลาวาของแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก อธิบายว่าแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือเคลื่อนตัวออกจากกันอย่างต่อเนื่อง ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ภายใต้รอยแยกที่แตกออก ซึ่งทำให้มหาสมุทรแอตแลนติกกว้างขึ้นทีละน้อย

ที่น่าสนใจคือ สันเขากลางมหาสมุทรไม่ได้มีเฉพาะมหาสมุทรแอตแลนติก แต่มีอยู่ทุกมหาสมุทรทั่วโลก และมีการเชื่อมต่อกันเป็นแนวเทือกเขากลางมหาสมุทรยาวที่สุดของโลก ถึง 80,000 กิโลเมตร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังค่อย ๆ ไขปริศนาของพื้นธรณีบริเวณนี้ที่ยังเป็นโลกใต้ทะเลอันลึกลับ ยากต่อการสำรวจ เพราะต้องใช้เครื่องมือเทคโนโลยีชั้นสูงในการเก็บข้อมูลต่อไป

สำหรับผู้หลงใหลธรณีวิทยา คาบสมุทร Reykjanes แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนแดนสวรรค์ที่จะย้อนเวลาให้ได้เข้าใจการกำเนิดโลก เรื่องราวเกี่ยวกับภูเขาไฟ ทุ่งลาวา แผ่นดินไหว รอยแยก ชั้นหินต่าง ๆ น้ำพุร้อน และระบบความร้อนใต้พิภพได้เป็นอย่างดี

“จดจำภูมิประเทศแถวนี้ไว้ให้ดี หากอนาคตไม่กี่ปีคุณมาอีก ภูมิประเทศแถวนี้อาจไม่เหมือนเดิม” เพื่อนชาวไอซ์แลนด์คนหนึ่งบอกเรา ถึงการเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์บนภูมิภาคแห่งนี้

Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load