บัทม์ แก้วงอก เป็นชื่อที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เมื่อพูดถึงวงการเซรามิกประเทศไทย เพราะเขาคือศิลปินมือวิเศษผู้เปลี่ยนก้อนดินธรรมดาให้มีมูลค่า จนเป็นที่ตามหาของนักสะสมถ้วยชามเซรามิกทั้งในและต่างประเทศ 

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผลงานของเขาถูกกวาดไปเกลี้ยงห้องจัดแสดงนิทรรศการ WOODS of Masterpieces ผลงานล่าสุดของเขาและภรรยา นาโอมิ ไดมารู นักจัดดอกไม้อิเคบานะมืออาชีพ 

แต่รู้หรือไม่ว่า จะต้องใช้ทั้งความดื้อและความบ้าระดับสูง กว่าจะได้เป็นศิลปินเซรามิก

ดื้อพอที่จะเป็นเด็กบ้านนอกเมืองเพชรบุรีที่เชื่อในดิน ตั้งแต่สมัยยังไม่มีศิลปินเซรามิกตัวจริงในประเทศไทย 

บ้าพอที่จะหาทางไปเรียนเซรามิกที่ญี่ปุ่นจนได้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีสตางค์ และกลายเป็นศิษย์คนเดียวของยอดศิลปินเซรามิกแห่งเมืองอิกะ

เขาทำทั้งหมดทั้งมวลเพียงเพื่อให้ได้อยู่กับดิน

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

Studio Visit คราวนี้จึงขอชวนทุกคนไปฟังและเรียนรู้จากเส้นทางสู่การเป็นศิลปินเซรามิกของ บัทม์ แก้วงอก ซึ่งสอนให้เขาเห็นคุณค่าในวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับดินบ้านนอก ในวันที่คนกับธรรมชาติห่างเหินกันมากขึ้น

เรื่องเล่าบนเสื่อทาทามิ

ท่ามกลางทุ่งนาสีเขียวของอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี คือสตูดิโอของศิลปินที่เราและเหล่าคนคลั่งรักเซรามิกยกขบวนกันมาเยี่ยมเยียน

พอเห็นแขกเดินผ่านรั้วเข้ามา เจ้าของสตูดิโอก็เดินไปปิดเพลงญี่ปุ่นที่กำลังบรรเลงก้องพื้นที่และกล่าวคำทักทาย พร้อมเอ่ยขอโทษเล็กน้อยที่ชวนให้เดินทางมาไกลถึงหนองเสือ แต่ที่นี่คือสถานที่ทำงานจริง ซึ่งเขาอยู่มากกว่ากรุงเทพฯ เสียอีก เพราะใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนอยู่กับดินได้โดยไม่มีสิ่งรบกวน 

บัทม์นำพวกเราเข้าไปในห้องกระจกซึ่งมีเสื่อทาทามิวางเป็นแนวยาวอยู่หนึ่งผืน และมีผลงานเซรามิกหลากหลายรูปแบบเรียงรายขนาบอยู่สองข้าง

ดอกไม้ในแจกันจัดแบบอิเคบานะวางอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของห้องยังดูสดชื่น เพราะภรรยาของศิลปินเจ้าถิ่นเพิ่งนำมาเปลี่ยนเมื่อไม่กี่วันก่อนเพื่อต้อนรับพวกเราโดยเฉพาะ

เมื่อทุกคนนั่งลงหามุมสบายบนเสื่อทาทามิเรียบร้อยแล้ว เรื่องราวของบัทม์ก็เริ่มขึ้น 

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

กูจะเป็นศิลปิน!

บัทม์เกิดและโตที่จังหวัดเพชรบุรี ครอบครัวฝั่งแม่เป็นครู ส่วนฝั่งพ่อเป็นครอบครัวทหาร เพราะฉะนั้น เขาไม่ได้เติบโตท่ามกลางงานศิลป์

แต่บางอย่างดึงดูดเขาเข้าหาการขีดเขียน

“ผมชอบศิลปะตั้งแต่ประมาณ ป.3 ตอนนั้นจำได้ว่าเอาแท่งถ่านไปเขียนฝาบ้าน ไม่ได้เขียนแต่บ้านตัวเองนะ เขียนทุกบ้านในหมู่บ้านเลย” เขาเริ่มเรื่องด้วยวีรกรรมแสบ ๆ ที่เคยก่อไว้สมัยเด็ก แม้จะเป็นเหตุให้โดนไล่เตะ ไล่ตี แต่ก็ยังทำ พอขึ้น ม.1 โรงเรียนให้เลือกวิชาเอก บัทม์ไม่ลังเลเลือกเรียนเอกศิลปะตั้งแต่ตอนนั้น 

แต่เขามาค้นพบความชอบที่แท้จริงของตัวเองเอาตอนที่ย้ายไปเรียนวิทยาลัยช่างศิลป โรงเรียนศิลปะในกรุงเทพฯ 

“ตอนที่เรียนมีทั้งวิชาจิตรกรรมและประติมากรรม แต่เรากลับหลงรักเซรามิกหลังจากที่ได้ลองนำงานเข้าเตาเผาแค่ 2 ครั้ง เพราะเวลาทำต้องลุ้นว่างานจะออกมาสวยหรือไม่สวย”

“ผมขออยู่ที่ตึกเซรามิกตลอดเวลาได้มั้ย” เด็กชายบัทม์บอกครู

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

เมื่อถึงคราวสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อน ๆ ต่างเลือกคณะจิตรกรรม ม.ศิลปากร กันยกรุ่น มีเพียงบัทม์เท่านั้นที่มุ่งมั่นเข้าคณะศิลปกรรม จุฬาฯ สาขาเซรามิกเพียงอย่างเดียว

เขาใช้เวลาสอบถึง 4 ครั้งกว่าจะติด

ที่ยอมทิ้งชีวิตไป 4 ปี ก็เพียงเพื่อแลกกับการได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยที่จะให้เขาคลุกคลีกับ ‘เตาเผาเซรามิก’ มากที่สุด

 แต่เมื่อสอบติด ความพยายามทั้งสิ้นเกือบจะสูญเปล่า เพราะทั้งรุ่นมีคนสนใจเรียนเซรามิกแค่ 2 คน ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการแยกภาค

ท่ามกลางที่ประชุมซึ่งจัดขึ้นเพื่อหาทางออกให้กับปัญหานี้ ประธานรุ่นอย่างบัทม์ แก้วงอก ลุกขึ้นประท้วง “ทำอย่างนี้ไม่ได้นะครับ! ผมมาเพื่อเซรามิก”

แต่ถึงขั้นนั้นแล้ว ผู้ร่วมประชุมยังไม่มีใครโอนอ่อนไปตามคำยืนกรานของเขาเลย

โชคดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาของบัทม์เกิดนึกขึ้นได้ว่าวันสอบสัมภาษณ์ ศิษย์คนนี้เคยเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ว่า ‘ผมตั้งใจมาเรียนที่นี่เพื่อเลือกเอกเซรามิก’ ที่ประชุมจึงลงมติอนุญาตให้เปิดสาขาเซรามิกเพื่อนักศึกษาเพียง 2 คนได้ตามที่บัทม์ตั้งใจ 

“รู้ไหม ผมยืนปฏิญาณตนกลางหมู่เพื่อนว่า “กูจะเป็นศิลปิน!” ตั้งแต่ตอน ป.6 แล้ว

“ผมบ้าตั้งแต่เด็ก”

ขอร้องล่ะ นาโอมิซัง! 

“พอเรียนจบมหาลัย เพื่อน ๆ ไปเรียนต่อเมืองนอกกันหมด เราก็อยากไปแต่ไม่มีสตางค์” 

ความฝันของบัทม์ในตอนนั้นคือไปเรียนเซรามิกตะวันออกที่ญี่ปุ่น แต่เส้นทางชีวิตของเขาก็พลิกผันเพราะหนังสือเล่มเดียว 

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

“วันหนึ่งไปที่ห้องสมุดของ Japan Foundation แล้วเจอหนังสือ ‘รวม 30 ศิลปินเซรามิก’

“ชอบทุกคนเลยเว้ย” เขาคิดในตอนนั้น “ก็เลยถ่ายเอกสารมาทั้งเล่ม”

ระหว่างนั่งรถเมล์จากห้องสมุดกลับมหาวิทยาลัย บัทม์เกิดนึกขึ้นได้ว่า ท้ายเล่มมีที่อยู่ของศิลปินแต่ละคน ตอนนั้นเองที่เขาเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา

“งั้นเขียนจดหมายขอเป็นศิษย์ดื้อ ๆ เลยแล้วกัน!” หลายคนอาจจะคิดว่าบ้า แต่สำหรับเขา นี่คือโอกาส

บัทม์ลงมือร่างจดหมายเป็นภาษาไทย 30 ฉบับ สำหรับส่งให้ศิลปินญี่ปุ่น 30 คน แล้วเดินตรงไปที่ คณะอักษรศาสตร์

“เราไปขอร้องเพื่อนญี่ปุ่นคนหนึ่ง ชื่อ นาโอมิ ที่เรียนเอกภาษาไทยให้ช่วยแปลจดหมาย” 

“ญี่ปุ่นเขาไม่มีวัฒนธรรมรับแบบนี้” นาโอมิปฏิเสธทันที

“ช่วยหน่อยเหอะ ไม่เสียหายอะไรนี่ เดี๋ยวเลี้ยงข้าว” บัทม์ไม่ยอมถอย 

นาโอมิหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนยื่นข้อเสนอสุดท้าย “งั้น 2 จานนะ” 

จดหมาย 30 ฉบับของอาจารย์บัทม์เลยได้รับการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นในที่สุด 

Dear Sensei 

ถึง เซ็นเซย์

ผมชื่อ บัทม์ แก้วงอก 

ผมเขียนจดหมายนี้เพื่อขอเรียนปั้นเซรามิกกับท่านเป็นระยะเวลา 2 ปี 

ผมมีความตั้งใจที่จะทำให้คนไทยกลับมาใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้อง ผูกพันกับเซรามิก เหมือนประเทศญี่ปุ่นหรือจีน เพราะที่ประเทศบ้านเกิดของผมยังนิยมการใช้ถ้วยชามจากเมลามีนและพลาสติกอยู่ 

ผมยินดีช่วยงานทุกอย่าง ไม่จำกัดอยู่แค่งานที่เกี่ยวข้องกับเซรามิก และไม่ต้องการเงินกลับประเทศไทย แต่ในกรณีที่ท่านไม่มีห้องให้อาศัย ขอความกรุณาเช่าบ้านให้ผมอยู่ด้วย 

สุดท้ายนี้ เพื่อทดแทนพระคุณ ผมจะทำเซรามิกให้ดีที่สุดเมื่อกลับมาประเทศไทย

บัทม์ แก้วงอก 

พ.ศ. 2540

*จำลองจดหมายจริงจากคำเล่าของบัทม์*

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

จดหมาย 30 ฉบับถูกส่งไปที่ต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่น 

หลังจากนั่งคอยวันแล้ววันเล่า ในที่สุดก็มีจดหมายตอบกลับมา 30 ฉบับ 

“แคนเซิลหมดเลย” 

เรากำลังร่วมลุ้นจนตัวโก่ง เกือบหน้าทิ่มไถกับเสื่อทาทามิ เสียแรงที่นาโอมิอุตส่าห์แปลจดหมายให้จริง ๆ

“มีแค่ฉบับที่ 29 จาก อาจารย์คันจิ อาตาราชิ ที่รับ” ผู้ฟังกลับมานั่งหูผึ่ง หลังตรงอีกครั้ง 

คันจิ อาตาราชิ ท่านนี้เป็นศิลปินเซรามิกที่พำนักอยู่ที่อิกะอูเอโนชิ หรือ เมืองอิกะ 

เขา คือหนึ่งใน 30 ยอดฝีมือด้านเซรามิกของญี่ปุ่นในสมัยนั้น 

และเขาไม่เคยรับใครเป็นศิษย์มาก่อนเลยในชีวิต

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

บัทม์มารู้ถึงเหตุผลที่เขายอมรับเด็กไทยไร้ชื่อคนหนึ่งเข้าเป็นศิษย์เอาทีหลัง ตอนที่เข้าใจภาษาแล้ว จากปากของ ‘โอก้าซัง’ หรือภรรยาของคันจิ อาตาราชิเซ็นเซ

“ครอบครัวนี้มีลูกชาย ชื่อ มานาบุ อายุ 27 ปี ซึ่งตั้งแต่วัยรุ่นก็อยู่และทำงานที่โตเกียวมาตลอด โอก้าซังอยากให้ลูกชายกลับมาสานต่องานเซรามิกจากพ่อ แต่ลูกชายกับพ่อดันไม่คุยกัน

“วันหนึ่ง โอก้าซังเปิดจดหมายเห็นเป็นเด็กไทยมาขอเป็นศิษย์ เลยบอกให้สามีรับไว้ก่อน เพื่อที่วันหนึ่ง พอผมสำเร็จวิชาจากอาจารย์​แล้ว จะได้เรียกลูกชายให้กลับมาเป็นลูกศิษย์ผมแทน” 

ด้วยเหตุนี้ บัทม์ แก้วงอก จึงกลายเป็นลูกศิษย์คนแรกและคนเดียวของ อาจารย์คันจิ อาตาราชิจวบจนทุกวันนี้ 

ฝึกวิชาบนยอดเขาอิกะ 

บัทม์ยกถ้วยสาเกและถ้วยชาวานสไตล์อิกะ (ถ้วยที่ใช้ในพิธีชงชาของญี่ปุ่น) จากชั้นวางผลงานด้านข้าง เพื่ออธิบายให้เราเข้าใจศิลปะซึ่งเขาในวัย 27 ปีกำลังจะไปศึกษา

“เซรามิกสายอิกะ น่าจะโหดที่สุดในเกาะญี่ปุ่น แต่ว่างาน High-end ที่สุด” 

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

เขาชวนให้เราสังเกตพื้นผิวและลวดลายบนถ้วยชาวาน

“นี่คือคราบที่เกิดจากฟืน ส่วนรอยด่างดวงตรงนี้ เกิดจากการเบียดกันกับจานอีกใบซึ่งเราควบคุมไม่ได้ นี่แหละคือเสน่ห์ของงานเตาฟืนแบบอิกะ”

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

“แล้วก็” อาจารย์บัทม์หยิบถ้วยสาเกขึ้นมา “งานดินอิกะไม่สนใจว่าแม่บ้านล้างจานได้หรือไม่ได้” เขาหยอกงานเซรามิกในมือ เพราะลักษณะเด่นอีกประการของอิกะ คือความหยาบและขรุขระแบบธรรมชาติของเนื้อดิน 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

เมื่ออธิบายจบจึงเล่าต่อถึงประสบการณ์สมัยไปเรียนญี่ปุ่นแรก ๆ

“6 เดือนแรกผมกับอาจารย์สื่อสารกันไม่ได้เลย เพราะผมไปด้วยภาษาญี่ปุ่นศูนย์ ส่วนเซ็นเซย์ภาษาอังกฤษศูนย์ ก็เลยใช้วิธีเขียนการ์ตูนคุยกัน” 

ทุกวันบนสตูดิโอที่ตั้งอยู่บนยอดเขาเมืองอิกะ เขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากนวดดิน แล้วส่งให้อาจารย์ขึ้นรูป บัทม์จึงทำได้เพียงสังเกตวิธีการทำงานของอาจารย์ และบันทึกทุกอย่างที่ ‘ขโมยผ่านสายตา’ เป็นภาพลงในไดอารี่

แต่แล้ววันหนึ่งเซ็นเซย์ก็ค้นพบสมุดเล่มนี้ซึ่งบันทึกเทคนิคของท่านไว้อย่างละเอียด 

“ตอนแรกคิดว่าโดนแล้ว เหมือนเราไปล้วงเคล็ดลับเขา” 

แต่ผิดคาด วันนั้นหลังจากอ่านจบ เซ็นเซย์เรียกบัทม์ไปที่แป้น และเริ่มถ่ายทอดวิชาให้เป็นวันแรก 

เล่นกับไฟ

การทำงานเซรามิก คือการทำงานร่วมกับธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ อากาศ และไฟ ซึ่งการทำงานกับธาตุตัวสุดท้ายนี่แหละที่ ‘โคตรมัน’ เพราะไฟคือเหตุที่ทำให้งานแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน 

“ผลงานที่ออกมาอาจจะไม่เหมือนกับที่คิดไว้ในหัวร้อยเปอร์เซ็นต์ เราต้องเผื่อที่ให้ไฟมันเถียงเราด้วย” 

“ถ้าเผาเซรามิกช่วงฤดูร้อนก็จะได้สีเขียวแบบหนึ่ง แต่ถ้าเผาฤดูฝนก็จะเกิดสีเขียวอีกแบบหนึ่ง พูดง่าย ๆ ก็คือ ทั้งอุณหภูมินอกเตาและในเตามีส่วนต่อการปรับสีของเนื้อดินทั้งนั้น”

เตาเปรียบเสมือนพู่กันของศิลปินเซรามิก ส่วนไฟคือหลอดสี เพราะฉะนั้น ศิลปินเซรามิกที่ดีจะต้องฝึกประมาณอุณหภูมิของไฟด้วยตาเปล่า 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

ครั้งหนึ่ง คันจิ อาตาราชิ เซ็นเซย์ สาธิตทักษะนี้แก่บัทม์ขณะ ‘สูบบุหรี่’

ปลายบุหรี่ที่เพิ่งจุดเป็นสีอ่อน ๆ

“ขณะนี้ 700 องศา” เซ็นเซย์ประกาศต่อหน้าศิษย์ผู้กำลังทึ่งกับวิชาเบื้องหน้า

เขาดูดลมเข้าแรง ๆ อีกครั้ง 

“ส่วนตอนนี้ 1,280 องศา” 

บัทม์ยอมรับว่าเขาต้อง ‘ทิ้งทุกอย่าง” ที่เคยเข้าใจสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นเทคนิคแบบตะวันตกไปก่อน เพื่อรองรับเทคนิคฉบับแดนอาทิตย์อุทัยให้ได้มากที่สุด

“ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัย แป้นหมุนจะหมุนทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งเป็นทิศที่ใช้เหมือนกันทั่วโลก มีแต่ประเทศญี่ปุ่นนี่แหละที่หมุนตามเข็มนาฬิกา เพราะเขาถือว่าเป็นการหมุนตามแรงเหวี่ยงของจักรวาล” 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

นอกจากนั้นบัทม์ยังต้องเรียนรู้วัฒนธรรมการใช้ภาชนะเซรามิกแบบญี่ปุ่น ซึ่งต่างจากไทยและประเทศฝั่งตะวันตกโดยสิ้นเชิง

“ญี่ปุ่นเขาถือว่าภาชนะเซรามิกทุกชิ้นเป็นงานศิลปะ”

“เวลากินข้าว ทุกคนมีเซ็ตอาหารของตัวเอง ซึ่งประกอบด้วยถ้วยเล็กถ้วยน้อยหลากหลายแบบ ความกว้าง และความยาวของแต่ละชิ้นล้วนมีเหตุผลในตัวเองทั้งนั้น” 

แต่ก็เพราะสามารถนำองค์ความรู้ทั้งแบบอเมริกาและญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ได้ เซรามิกของบัทม์ แก้วงอก จึงมีความน่าสนใจเฉพาะตัว

สำนักหนองเสือ 

หลังจากสำเร็จการศึกษาจากญี่ปุ่นและกลับมาบ้านเกิดของตนได้ระยะหนึ่ง บัทม์ก็เริ่มมองหา Green Zone ที่กว้างพอสำหรับการทำเตาเผาขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับจำนวนชิ้นงานที่เขานั่งปั้นอย่างขะมักเขม้นในแต่ละวัน

ชื่อแรกที่ขึ้นมาหลังจากกดค้นหา คือ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี สตูดิโอที่เรานั่งกันอยู่ ณ ขณะนี้จึงถือกำเนิดขึ้น

ระหว่างก่อสร้างสตูดิโอแห่งใหม่ บัทม์บังเอิญค้นพบคุณสมบัติพิเศษบางประการของดินหนองเสือ

“ดินมันติดรองเท้ากลับบ้านมาด้วย ผมเลยแงะออกมาจากพื้นรองเท้า แล้วลองเอามาเผาดู ปรากฏว่า เฮ้ย! มันทนไฟนี่” ตั้งแต่นั้นต่อมา ผลงานทุกชิ้นของบัทม์สร้างสรรค์จากดินที่ขุดได้รอบ ๆ สตูดิโอทั้งหมด จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเขาไปโดยปริยาย 

สตูดิโอหนองเสือไม่ได้สร้างเพื่อเป็นสถานที่ทำงานของบัทม์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ ที่แบ่งปันความรู้เกี่ยวกับเซรามิกแก่ผู้ที่สนใจอีกด้วย 

เป้าหมายสำคัญของการเรียนการสอนของที่นี่ไม่ใช่เพื่อให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาออกไปปั้นเซรามิกได้อย่าง บัทม์ แก้วงอก แต่คือการให้พวกเขาได้ค้นพบสไตล์การปั้นเซรามิกที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี
วิธีการนวดดินที่ญี่ปุ่นเรียก Kikuneri หรือ นวดแบบดอกเบญจมาศ​

ที่นี่ไม่ใช่เพียงที่ทำงานหรือพื้นที่จัดเก็บผลงานของบัทม์ แต่คือพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเซรามิก ซึ่งใครที่กลับไปจากที่นี่จะได้เห็นก้อนดินในมุมใหม่ไม่มากก็น้อย 

คำว่า ‘สตูดิโอ’ จึงอาจจะแคบไป เราขอเรียกที่นี่ว่า ‘สำนักหนองเสือ’ คงจะเหมาะกว่า

ไม่ได้กินเพราะไม่ได้หา

ถึงตอนนี้ เราชวนบัทม์คุยเรื่องผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น จนได้รับโอกาสให้ไปจัดแสดงเดี่ยวที่กินซ่า ล้ำหน้าศิลปินญี่ปุ่นอีกเป็นแสนคน

ผลงานดังกล่าวคือ นิทรรศการ ‘ดินบ้านนอก’ ซึ่งจัดแสดงที่ Japan Foundation ใน พ.ศ. 2550

“ผมอยากจัดแสดงอะไรที่ทำให้เกิดความ Contrast กับสถานะของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่เจริญและร่ำรวยมากในตอนนั้น” บัทม์เล่าที่มาที่ไปของคอนเซ็ปต์ดินบ้านนอก 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

“พอดีว่าตอนนั้นผมอยู่ศาลายา ก็เลยใช้ดินและวิธีคิดจากศาลาบ้านนอกของตัวเองมาเล่าวิถีของคนที่อยู่ชายขอบ

“ทาง Japan Foundation ได้ฟังก็ซื้อไอเดียนี้ทันที เขาบอกว่าเดิมบ้านเขาก็มาจากดิน แต่ตอนนี้กลับเหินห่าง งานของผมเหมือนเอาดินกลับไปไว้ในบ้านเขาเหมือนเดิม”

ไม่น่าเชื่อว่าเขาใช้เวลาเพียง 1 เดือนในการสร้างสรรค์ผลงานซึ่งมีอยู่ละลานตาเต็มห้องจัดแสดง

“ผมเป็นคนไม่ทำงานนานเลย” เขาอธิบาย

“ความว่องไวช่วยเก็บความสดของงานไว้ ทำให้มีร่องรอยฉีกขาดและความขรุขระของผิวที่ไม่ประดิดประดอย เหมือนการทำงานแบบ Expressionism ผมอยากเก็บดินและไฟ ณ ขณะนั้นไว้ในผลงานให้คนที่มาชมนิทรรศการได้เห็น”

การเดินทางตามดินของ บัทม์ แก้วงอก เด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

แต่ผลงานซึ่งบัทม์ใช้เวลามากที่สุด และรู้สึกว่าท้าทายที่สุด คือชิ้นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคำพูดของพ่อ 

“ตอนนั้นผมอยู่ ป.5 จำได้ว่าพ่อยืนกอดอกถือแห รอปลาขึ้นฮุบบนผิวน้ำ อยู่ดี ๆ แกก็พูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า “ไม่ได้กินเพราะไม่ได้หา” 

เขาซึ่งนั่งเขียนดินเล่นอยู่ข้าง ๆ จำคำพูดนี้ได้ขึ้นใจ แม้ว่าตอนนั้นจะไม่เข้าใจความหมายก็ตาม คำของพ่อผุดขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง ขณะกำลังเตรียมการสำหรับงาน ‘ดินบ้านนอก’ 

“เราอยากให้มีแหพ่อของจริงเป็นพื้นหลัง เลยกลับเพชรบุรีไปตามหาแหพ่อ ต้องไล่ถามคนรู้จักหลายคนกว่าจะได้แหจริงมาแสดง เลยต้องยกให้งานชิ้นนี้เป็นชิ้นที่หินที่สุด” แต่ก็เป็นชิ้นที่คนชื่นชมมากที่สุดเช่นกัน 

ทุกวันนี้ ประโยค “ไม่ได้กินเพราะไม่ได้หา” สลักไว้บนผนังเหนือชั้นวางผลงานของผู้เป็นลูกชาย ณ สำนักหนองเสือ 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

ดอกไม้กับแจกัน

บัทม์ แก้วงอก ได้เรียนรู้อะไรจากการเป็นคนปั้นเซรามิกบ้างในชีวิตนี้ – เราถามเป็นคำถามสุดท้ายก่อนลากลับ

“โอ้ หลายอย่าง” เขาตอบทันที 

“ข้อหนึ่ง มันสอนให้ผมเป็นคนที่เรียบง่าย”

“ข้อสอง ผมเคารพเสียงของมนุษย์เหมือนที่ผมเคารพเสียงของไฟและดิน เป็นสิ่งที่ทำให้แรงปะทะเสียดทานผมน้อยลง เมื่อก่อนผมโคตรซ่าเลย แต่ตอนนี้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ฟังทุกคนเพราะมีดินนำทาง”

“ข้อสาม ผมได้เดินทางไปทั่วโลกเพราะดิน ผมเกิดมาจากการโดนไม่เชื่อ พี่น้องเพื่อนฝูงไม่มีใครเชื่อสักคนว่าจะเป็นศิลปินเซรามิกได้ แต่ผมเชื่อดิน ก็เลยมี บัทม์ แก้วงอก ในทุกวันนี้”

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

นอกจากนี้ศิลปะเซรามิกยังให้อะไรกับชีวิตคู่ของเขา และภรรยาชาวญี่ปุ่นนักจัดดอกไม้อีกด้วย

“เวลามีการจัดแสดงงานคู่กัน ทำให้เราเรียนรู้ว่า บางทีดอกไม้ต้องเกรงใจแจกัน แจกันบางทีต้องเกรงใจดอกไม้ ถ้าต่างคนต่างตกแต่งแบบไม่ยอมงานของอีกฝ่าย ผลงานร่วมจะดูไม่เด่นทันที แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างประนีประนอมซึ่งกันและกัน คอยดูภาพรวมของผลงาน งานจะดูน่าสนใจขึ้นมาก” 

ทุกวันนี้บัทม์มีความสุขกับการใช้เวลาทุกวันที่สำนักหนองเสืออยู่กับดินและเตาไฟ 

“อาชีพนี้ทำได้ถึงอายุ 80 – 90 เลยนะ อาจารย์ผมอายุ 80 ปีแล้ว ก็ยังนั่งปั้นดินอยู่ทุกวัน” เขาบอก 

“และผมก็คิดว่าศิลปะเซรามิกเองก็จะอยู่คู่กับเราไปอีกนาน อย่างที่อยู่คู่มนุษย์มาร่วมหมื่นปีไม่เปลี่ยนแปลง” 

ก่อนกลับเรามีโอกาสดูบัทม์สาธิตการปั้นเซรามิก เขาซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าแป้นขึ้นดิน ดูสงบราวกับนั่งวิปัสสนา

การเดินทางตามดินของบัทม์ แก้วงอก เด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

เราลองเอาดินที่เหลือจากการสาธิตมา นวด กด และปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ ตามภาษาคนไม่รู้วิชา ก่อนจะนำกลับไปรวมกับกองใหญ่อีกครั้ง จนถึงตอนนี้ปลายนิ้วยังจำความนุ่มและเย็นของก้อนดินได้

เราเชื่อว่าวันหนึ่ง ความทรงจำเกี่ยวกับดินในครั้งนี้จะพาเรากลับไปที่สำนักหนองเสืออีกครั้ง 

ทุ่งข้าวสีเขียวค่อย ๆ ไกลลิบลงเรื่อย ๆ เริ่มเห็นตึกสูงสลับกับบ้านเรือน และไฟสีแดงเป็นแถวจากท้ายรถที่ต่างมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ

เริ่มคิดถึงดินเสียแล้วสิ

การเดินทางตามดินของ บัทม์ แก้วงอก เด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

ใน พ.ศ. 2564 สตูดิโอแห่งหนึ่งถือกำเนิดขึ้นบนหน้าจอ

ตอนนั้น ตินติน-กฤติน เทพอำนวยสกุล ศิลปินคนพี่อายุ 10 ปี ส่วน ติโต้กฤติณัฏฐ์ เทพอำนวยสกุล ศิลปินคนน้องอายุ 6 ปี

สตูดิโอแห่งนี้สร้างขึ้นบนแฟนเพจเฟซบุ๊กเพื่อรองรับผลงานที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวันของศิลปินทั้งสองคน ตอนเปิดเพจใหม่ ๆ มีผู้ติดตามเพียงไม่กี่ราย แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อคุณพ่อตัดสินใจลงผลงานของติโต้บนเพจ NFT Thailand โดยวัตถุประสงค์หลักไม่ใช่ให้ผลงานถูกตีค่าเป็นเงิน แต่เพื่อพิสูจน์ว่าศิลปินมือเล็กก็มีของต้องสำแดงเหมือนกัน

ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 ผลงานของตินตินและติโต้ได้รับเลือกให้ไปจัดแสดงที่ MOCA BANGKOK ในนิทรรศการ Future Shapes: Doodle Art Exhibition ซึ่งเป็นการแสดงผลงานของศิลปินที่มีอายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยจัดมา ลายเส้นและจินตนาการที่โลดแล่นนอกจอยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า ศิลปินสองพี่น้องยังมีของอีกเยอะ

ดูเหมือนว่ายังไม่มีใครเคยไปสตูดิโอแห่งแรกของตินตินและติโต้เลย ก่อนจะมีสตูดิโอบนจอหรือที่ MOCA BANGKOK สตูดิโอของพวกเขาคือ ‘บ้าน’ สถานที่ทำการซึ่งผลิตมากกว่าภาพวาด และบ่มเพาะมากกว่า ‘ศิลปินพรสวรรค์’ แต่คือสถานที่ซึ่งเตรียมเด็กชายสองคนให้มีเครื่องมือครบครันสำหรับการเผชิญชีวิต

ประตูของ Studio Little Hands เปิดแล้ว ขอเชิญทุกท่านเข้าชมนิทรรศการแรกของศิลปินทั้งสองได้เลย

Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่

ศิลปินมือเล็ก

“มันคือ Studio ที่ตินกับโต้เป็นเด็ก มือเล็ก ก็เลยเรียกว่า Little Hands” นี่คือที่มาของชื่อ ‘Studio Little Hands’ ตามคำเล่าของตินติน

Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่
ตินติน – ศิลปินคนพี่
Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่
ติโต้ – ศิลปินคนน้อง

‘ศิลปินมือเล็ก’ อาจเป็นสิ่งที่คนส่วนมากมองเห็นจากผลงานศิลปะของทั้งคู่ แต่หารู้ไม่ว่าก่อนที่มือเล็ก ๆ จะจับปากกา พวกเขาใช้มือสองข้างพลิกหน้าหนังสือมาก่อน

ทั้งคู่ควรจะเป็นที่รู้จักในนามหนอนหนังสือตัวยงก่อนศิลปินเสียอีก เพราะนั่งนอนฟังนิทานที่คุณแม่เล่ามาตั้งแต่เล็ก พอฟังเรื่องเล่าก็อยากจะเล่าต่อ จึงใช้ศิลปะเป็นสื่อตอนยังพูดไม่คล่อง กระดาษและปากกา 1 ด้ามจึงกลายเป็นเพื่อนคู่ใจของเด็ก ๆ ตั้งแต่ตอนนั้น พอโตขึ้นอีกหน่อย ได้เห็นโลกมากขึ้น ทั้งสองก็เริ่มเก็บวัสดุสำหรับเรื่องเล่าจากแหล่งที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสะพาน ตึก สถานที่ท่องเที่ยว หรือสารคดีที่ได้ดู และนำมาโผล่บนหน้ากระดาษหลังจากแปรรูปผ่านจินตนาการเรียบร้อยแล้ว ยิ่งวาดก็ยิ่งอยากสังเกตสิ่งรอบข้าง และยิ่งสนใจสิ่งรอบข้างก็ยิ่งอยากเล่า กลายเป็นวงจรสร้างสรรค์ซึ่งทำให้มือเล็ก ๆ สั่งสมประสบการณ์เพิ่มขึ้นทุกวัน

Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่

เมื่อสังเกตเห็นว่าปากกา กระดาษ และเด็กดูเข้าขากันดี คุณพ่อคุณแม่ก็พร้อมสนับสนุนมิตรภาพนี้อย่างเต็มที่เช่นกัน ทั้งคู่ไม่ได้มีอาชีพเป็นศิลปิน คุณพ่อตู่-ศุภสิทธิ์ เทพอำนวยสกุล เป็นภูมิสถาปนิก ส่วน คุณแม่กิ๊ก-ศ.พญ.เกวลิน เลขานนท์ เป็นแพทย์​ เพราะฉะนั้น เขาทั้งสองจึงไม่ได้คิดว่าลูกจะต้องเก่งศิลปะ แต่เชื่อว่าศิลป์เป็นศาสตร์การใช้ชีวิตที่สำคัญ

“เราอยากให้เขามีสุนทรียภาพในการใช้ชีวิต”​ คุณพ่อบอกเหตุผลหลักที่อยากให้เด็ก ๆ มีมิตรเป็นศิลปะ “อยากให้เขาโตขึ้นไปเป็นคนอ่อนโยน มองเห็นรายละเอียดและความสัมพันธ์ของสิ่งรอบตัว ไม่มองเฉพาะตัวเอง และไม่เอาตัวเองไปติดกับความเร่งรีบของชีวิตในเมือง เรื่องเหล่านี้คือสุนทรียภาพของการดำเนินชีวิตซึ่งมีศิลปะเป็นพื้นฐาน”

คุณหมอสายวิทย์อย่างคุณแม่ก็เห็นด้วยว่าเด็ก ๆ ควรเติบโตอย่างใกล้ชิดกับศิลปะ เพราะศิลปะแทรกซึมอยู่ในชีวิตของทุกคน ไม่ว่าจะมีอาชีพเป็นศิลปินหรือไม่ก็ตาม “การเป็นคุณหมอก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะต้องใช้กระบวนการคิดแบบศิลปิน อย่างเช่นเวลาผ่าตัด ต้องทำยังไงให้สวย งามและผ่าออกมาดี เพราะฉะนั้น ศิลปะเป็นส่วนประกอบของชีวิตประจำวันในหลาย ๆ ด้านอยู่แล้ว”

นอกจากประโยชน์ในเชิงการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล ศิลปะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคนอีกมากมาย หากนำมาต่อยอดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมใหม่ ๆ ก็เกิดจากความรู้เชิงวิชาการผสมกับความกล้าสร้างสรรค์แบบศิลปินนั่นเอง ตินตินและติโต้เองก็เคยออกแบบนวัตกรรมในฝันอย่าง ‘เครื่องทำการบ้าน’ และดีไซน์โรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยช่วงโควิด-19 จากความรู้ที่พยายามขุดมาทั้งหมด ผสมกับจินตนาการ และสื่อสารสู่โลกจริงผ่านลายเส้นที่ฝึกฝนมา

Little by Little

สิ่งแรกที่ทำให้เราหยุดมองผลงานของตินตินและติโต้ คือความโดดเด่นมีเอกลักษณ์ แต่สิ่งที่ยื้อให้ยืนพินิจพิเคราะห์ภาพวาดแต่ละชิ้น คือลายเส้นแสนละเอียดที่พาจินตนาการของทั้งคู่โลดแล่นบนกระดาษ ซึ่งดูมีการวางองค์ประกอบของที่ว่างมาเป็นอย่างดี

Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่
Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่

ณ สตูดิโอที่บ้าน สองพี่น้องต้องให้เวลาพอสมควรกับผลงานแต่ละชิ้น ค่อย ๆ เติมลวดลายทีละนิดจนเสร็จ ติโต้เล่าว่ามีผลงานอยู่ชิ้นหนึ่งที่ต้องทำวันละนิดวันละหน่อยอย่างนั้นถึง 3 เดือนกว่าจะสมบูรณ์

การฝึกฝนตนเองให้เป็นศิลปิน เหมือนกับการเริ่มสร้างผลงานเอกจากลวดลายเพียงไม่กี่เส้น ตรงที่ต้องใช้ความพยายามวันละนิดเช่นกัน แม้คนส่วนใหญ่จะบอกว่าเด็กทั้งสองคนมีพรสวรรค์ แต่จุดเด่นในเรื่องราวของพวกเขาเห็นจะเป็นความพยายามเสียมากกว่า

“ถ้าย้อนกลับไปดูตอนวาดรูปใหม่ ๆ ทั้งสองคนวาดเหมือนเด็กทั่วไปเลย เริ่มจากลายเส้นง่าย ๆ แต่พอทำไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีพัฒนาการขึ้นเอง” คุณแม่เล่าถึงจุดเริ่มต้น ด้วยความที่ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตินตินกับติโต้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะไปที่ไหนเด็กชายสองคนก็หาเรื่องสร้างสรรค์อยู่เรื่อยไป

Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่

“ตอนไปทะเล สองคนนี้ก็เขียนบนทราย ไปร้านอาหารญี่ปุ่นก็เอาซองตะเกียบไปพับเป็นตึก” คุณพ่อเล่าถึงวิธีหาความบันเทิงของตินตินกับติโต้สมัยก่อน ระหว่างการสัมภาษณ์ สองพี่น้องก็วาดรูปเสร็จไปหลายรูป แถมยังพับรองเท้ากระดาษเสร็จไป 1 ข้างอีกด้วย ความสนุกกับการขีดนิดวาดหน่อย พับเล็กพับน้อย จึงกลายเป็นการฝึกฝนตนเองแบบไม่รู้ตัว

Studio Little Hands จากมือเล็กของสองเด็กชาย สู่ศิลปะชิ้นใหญ่และความภูมิใจของพ่อแม่
สร้างแขนหุ่นยนต์จากกระดาษระหว่างสัมภาษณ์

แต่เมื่อต้องทำอะไรทุกวัน ความเบื่อย่อมตามมาเป็นธรรมดา แล้วอะไรทำให้ตินตินกับติโต้ไม่หมดสนุกกับการวาดไปเสียก่อน

คำตอบของคุณพ่อและคุณแม่ก็คือ “ต้องรู้จักธรรมชาติของเขา”

ตอนวาดภาพสำหรับจัดแสดงที่ MOCA BANGKOK ทั้งคู่ต้องทำให้ทันกำหนดเวลา แต่ไม่ใช่ว่าทุกวันจะมีพละกำลังเหลือมาสร้างสรรค์ผลงานต่อ จึงปรับกลยุทธ์การทำงานกันใหม่

“เราต้องดูว่าแต่ละวันเขามีกิจกรรมอะไรบ้างตอนกี่โมง” คุณแม่อธิบายวิธีการทำให้เด็ก ๆ ยังสนุกกับการวาดรูป แม้ว่าต้องทำแข่งกับเวลา

“ถ้ารู้ว่าเขาหนื่อย ก็จะให้วาดแค่ 15 – 30 นาที แล้วให้ไปพักก่อน ถ้าบังคับมากไปจะเห็นแล้วว่าลายเส้นไม่เหมือนปกติ ดูหยาบ ๆ ไม่ค่อยปราณีต มีแรงแล้วค่อยวาดยาว ๆ ดีกว่า แต่ละวันไม่ต้องเท่ากันก็ได้ 5 นาทีบ้าง 15 นาทีบ้าง แล้วค่อยเพิ่มขึ้นตามที่เขาไหว” การสังเกตและค่อย ๆ ปรับสมดุลของลูกในแต่ละวันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งช่วยให้เด็ก ๆ พัฒนาตนเองบนเส้นทางที่เขารักอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และไม่เหนื่อยล้าง่ายเมื่อเจอปัญหา

It only takes tiny hands (and a pen) to build a village

ปกติตินตินกับติโต้มักจะทำงานกัน 2 คน หรือไม่ก็ฉายเดี่ยว แต่มีโปรเจกต์พิเศษที่ MOCA BANGKOK ซึ่งศิลปินทั้งสองต้องสร้างผลงานร่วมกับเพื่อนอีก 11 คน

ศิลปินทั้ง 13 คน เป็นนักเล่าเรื่องผ่านปากกาดำด้ามเดียวเหมือนกัน จึงมาร่วมกันถ่ายทอดจินตนาการผ่านปลายปากกา เปลี่ยนกระดาษแผ่นยาวที่นำมาต่อกัน 3 แผ่นให้กลายเป็นพื้นที่บรรจุพลังของศิลปินพริกขี้หนู

นิทรรศการครั้งนี้ นอกจากจะนำผลงานศิลปินวัยเยาว์มาจัดแสดง ยังเชื้อเชิญให้ผู้เข้าชมนิทรรศการได้แสดงฝีมือ โดยการตั้งโต๊ะเปิดเวิร์กชอปสอนวาดรูปให้เด็ก ๆ ที่สนใจ

“เด็กมาวาดเต็มเลย ใครวาดได้ก็เอาผลงานมาติดที่ผนังเหมือนได้จัดแสดงผลงานของตัวเอง” คุณแม่เล่าถึงบรรยากาศสนุก ๆ ที่นิทรรศการ Future Shapes: Doodle Art Exhibition “พอมีเพื่อนวาด เด็ก ๆ ก็จะวาดตามกัน สนุกดี ”

“It takes a village to raise a child” เป็นประโยคที่มักจะได้ยินเมื่อพูดถึงการเลี้ยงเด็ก

ทั้งพ่อและแม่ต้องทำงานกันเป็นทีม เพื่อมอบพื้นฐานชีวิต ค่านิยม และสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่ลูก สมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวก็ต้องมีเป้าหมายร่วมกันคือสร้างบ้านให้เป็นบ้าน โรงเรียนก็มีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นสังคมนอกบ้านแห่งแรก ๆ ของเด็ก ซึ่งหล่อหลอมให้พวกเขาผ่านสิ่งแวดล้อมกับครูและมิตรที่ได้พบ

การส่งเสริมให้เด็กมีเพื่อนเป็นศิลปะก็เช่นกัน นอกจากการสนับสนุนจากพ่อแม่แล้ว การห้อมล้อมเด็กด้วยผู้คนที่เห็นคุณค่าของงานศิลป์ก็เป็นสิ่งสำคัญ

ในมุมกลับกัน เด็กและปากกาก็สร้างหมู่บ้านได้

ปากกาสีดำ 1 ด้ามพาเพื่อน 13 คนมาพบกัน

เพื่อน 1 คนวาดภาพ ทำให้เด็กอีกมากอยากวาดตาม

ผู้เยี่ยมชมผลงานนานาวัยต่างได้มิตรใหม่กลับไป และบังเอิญพบมิตรเก่าที่ห่างเหินกันไปนาน

คุณพ่อคุณแม่ของตินตินและติโต้ก็ได้เจอกับเพื่อน ๆ ของตนเองที่นิทรรศการเช่นกัน

เป็นหมู่บ้านใหญ่ที่มีลายเส้นช่วยเชื่อมโยง

ปัจจุบัน พื้นที่ให้เด็ก ๆ โชว์พลังยังจำกัดอยู่ คุณพ่อเลยหวังให้มีพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการที่ให้เด็กได้แสดงความสามารถ เหมือนกับที่ MOCA BANGKOK ให้พื้นที่เด็ก ๆ ได้โชว์ผลงาน

“งานนิทรรศการส่วนมากแสดงผลงานศิลปินรุ่นใหญ่เท่านั้น จริง ๆ แล้วเด็ก ๆ ที่มีความสามารถยังมีอีกเยอะ เพียงแต่พวกเขาไม่มีเวทีในการแสดงออกเท่านั้นเอง”

การให้พื้นที่ในการแสดงออกเป็นการกระทำง่าย ๆ แต่มีผลต่อเด็กอย่างลึกซึ้ง เพราะเป็นการแสดงให้เขารู้ว่าเราเห็นคุณค่าในสิ่งที่พวกเขาทำ การเก็บผลงานที่ลูก ๆ วาดเล็กวาดน้อยไว้ในแฟ้ม และเรียงเก็บไว้บนชั้นแบบที่คุณพ่อทำ ก็เป็นเหมือนนิทรรศการเล็ก ๆ ที่ให้เกียรติเด็ก ๆ ตั้งแต่เริ่มวาด

ติโต้ย้อนดูผลงานในแฟ้มที่คุณพ่อสะสมไว้

วัยเด็กคือช่วงที่ตัวตนของผู้ใหญ่คนหนึ่งกำลังถูกพัฒนา พวกเขาใช้ศิลปะในการสื่อสาร จินตนาการ ความฝันและความหวังที่ยังเต็มเปี่ยม หากเราไม่ให้พื้นที่ในการแสดงสิ่งเหล่านี้ออกมา ลองคิดดูว่าจะพลาดความฝันและความหวังไปกี่อย่าง

A life of art, an art of life

กระบวนการสร้างงานศิลปะคือสนามจำลองชีวิตสำหรับเด็ก

การสร้างผลงานให้ทันกำหนดเป็นการฝึกให้เด็กมีวินัย พร้อมรับมือกับความรับผิดชอบที่จะใหญ่และเยอะขึ้นในอนาคต การนำผลงานไปแสดงให้คนเห็นมากขึ้น ก็เป็นการให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายมากขึ้นด้วย

“ความสวยมันอยู่ที่ตาคนมองก็จริง แต่เวลามีคนมาคอมเมนต์งานก็จะบอกให้เขาฟังนะ” คุณแม่สอนทั้งคู่เมื่อต้องเจอกับความคิดที่แตกต่าง

“ก็จะอธิบายให้เขาเข้าใจว่า ฟังแต่เสียงชอบไม่ได้ เราจะได้เอามาปรับปรุง เช่น ยังวาดแล้วไม่สื่อสาร” บทเรียนจากศิลปะมีหลากหลายแง่มุม ซึ่งขนานกับหลักการดำเนินชีวิต

“แม้แต่การเลี้ยงลูกก็ต้องมีศิลปะเหมือนกันนะ” คุณพ่อเสริมพร้อมเสียงหัวเราะ

เรานำความหมายของประโยคนี้มาทบทวนแล้วพบว่า การเลี้ยงคนหนึ่งคนใช้ทักษะคล้ายกับศิลปิน Doodle ไม่น้อย กริยาของคำว่า ‘Doodling’ คือการให้ปากกาพาไปโดยไม่มีเส้นร่าง เพราะฉะนั้น ตัวศิลปินเองก็ไม่มีทางรู้ว่า ภาพสุดท้ายจะออกมาหน้าตาอย่างไร พ่อแม่เองก็ไม่รู้เช่นกันว่าสุดท้ายลูก ๆ จะเติบโตขึ้นเหมือนกับที่ตนเองนึกภาพไว้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่พวกเขาทำได้ คือคอยสังเกตต่อเติมภาพไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ ปรับรายละเอียดของภาพตามความรู้สึกและความคิดของเด็ก ระหว่างทางก็คอยลุกออกมาดูบ้างว่า องค์ประกอบของภาพใหญ่สมดุลหรือไม่ โดยคิดทบทวนอยู่เสมอว่าพื้นฐานชีวิตหรือค่านิยมอะไรบ้างที่ต้องการให้เด็ก ๆ มีติดตัวไปในอนาคต

คุณพ่อและคุณแม่ของตินตินและติโต้ไม่ได้คาดหวังว่า ลูกจะต้องเติบโตไปเป็นศิลปิน หรือต้องรักการวาดรูปไปตลอดชีวิต

“โต้อยากเป็นนักฟุตบอล” ติโต้ผู้ชอบเล่นกีฬาทุกชนิดตอบเสียงใส เมื่อพูดถึงความฝัน ณ ตอนนี้

ส่วนตินตินเงียบคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบว่า “อยากเป็นบรรณาธิการ” นี่เป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายความฝันของทั้งคู่

การเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินมือเล็กเป็นลวดลายที่น่าจดจำลวดลายหนึ่งบนกระดาษ แต่ก็ยังมีพื้นที่สีขาวอีกมากให้พวกเขาค่อย ๆ จรดปากกาวาดแต่งเติมที่ว่างด้วยสองมือเล็ก ๆ ของตัวเอง

โลโก้ใหม่ของ The Cloud ออกแบบโดย ตินติน

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load