ร้านกาแฟขายคู่กับอะไรได้อีกในความคิดของคุณ

ประเมินประมาณความนิยม แน่นอนว่ายืนหนึ่งต้องยกให้เมนูเบเกอรี่ บ้างนำเสนอขนมไทยโบราณ เชื่อไหมว่าบางแห่งมีบริการขนมจีนน้ำเงี้ยวด้วย ถ้าคิดว่า เห้ย! แล้ว อยากบอกว่าร้านนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเพราะเขาขายคู่กับรองเท้า!

Basecamp Trail Provision’ คือร้านกาแฟที่ครั้นจะแนะนำให้นักวิ่ง ก็กลัวตัวเองจะหิ้วมะพร้าวห้าวมาขายสวน เพราะหากไม่ใช่หน้าใหม่นักหรือขาจรที่เพิ่งเคยมาเคาะเท้าแถวเชียงใหม่ คงรู้จักมักคุ้นกันดี เนื่องจากไม่เพียงเป็นคาเฟ่บรรยากาศร่มรื่นเขียวขจีที่ทั้งบริหารและบริการโดยนักวิ่งแถวหน้าและนักวิ่งแถวบ้านแทบทั้งทีม ทว่ายังมีโซนจำหน่ายรองเท้า ไม้โพล ไฟคาดหัว นาฬิกา สารพัดอุปกรณ์พื้นฐาน ตลอดจนบริการที่ดีต่อใจมิตรรักนักวิ่ง จึงทำให้ที่นี่เป็นเสมือนฮับของคนรักการวิ่งโดยเฉพาะสายเลนธรรมชาติ รวมถึงสำนักป้ายยาที่จะช่วยจุดประกายไฟในการออกกำลังกายให้ลุกโชน

เราเดินทางมุ่งหน้ามายังเชิงดอยสุเทพ เพื่อพูดคุยกับ เค้ก-ภาวิดา และ แฮรี่-แฮรี่ โวเวลส์ คู่รักนักวิ่งเทรลและเจ้าของร้าน ชวนไขแนวคิด แรงบันดาลใจ และเส้นทางการสรรค์สร้าง Basecamp Trail Provision จากร้านกาแฟเล็ก ๆ ใต้คอนโดสู่การเติบโตอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมเรื่องราวโปรเจกต์ที่พวกเขากำลังผลักดันให้เมืองหลวงแห่งการวิ่งเทรลแห่งนี้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

Max Heart R(el)ate

“ก่อนเปิดร้านกาแฟทำอะไรกันมาก่อนเหรอครับ”

ผมปูบทสนทนาด้วยคำถามคลาสสิก กระนั้นก็เดาไม่ออกเลยว่า เค้ก ที่ภายนอกดูเป็นผู้หญิงทะมัดทะแมงแต่งตัวเท่ จะเคยทำงานอยู่ฝ่ายกิจการนักเรียน ส่วนแฮรี่ ชายหนุ่มอัธยาศัยดีและสุภาพนอบน้อม ก่อนหน้าเคยสังกัดองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานประเทศที่สาม ทั้งคู่เป็นชาวเชียงใหม่ รักการวิ่ง แต่ได้มีโอกาสสบตากันจริงครั้งร่วมงานที่แม่ฮ่องสอน จากนั้นจึงออกวิ่งเคียงข้างกันพลันควงแขนกลับมาปักหลักจังหวัดบ้านเกิด

นับนิ้วย้อนไปราว 7 ปี เป็นช่วงที่เค้กและแฮรี่เริ่มเสพติดการวิ่งผจญป่า โดยมีเส้นทางวิ่งเทรลวัดผาลาด-วัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นสนามซ้อมประจำ แต่เรื่องของเรื่องคือ ทุกคราวที่ออกมาวิ่งแล้วอยากเติมคาเฟอีนหรือปวดห้องน้ำ กลับไม่มีร้านไหนให้พึ่งพา ท้ายสุดจึงผุดไอเดียเปิด ‘Basecamp Coffee House’ ร้านกาแฟสำหรับรองรับนักวิ่งและคนออกกำลังกายยามเช้าตรู่ ความใจเด็ดคือทั้งสองจับมือกันลาชีวิตมนุษย์เงินเดือน เพื่อสวมหมวกเจ้าของกิจการแบบนับหนึ่งใหม่หมดจด ชนิดไม่เคยมีประสบการณ์ทำธุรกิจหรือแม้แต่หยิบแทมเปอร์มาก่อน

“มันเป็นความต้องการจากใจของพวกเรามากกว่าครับ” แฮรี่ตอบเมื่อถูกถามถึงความกล้าได้กล้าเสีย “แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าถ้าทำแล้วจะต้องรวยหรือมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ เพียงแต่ต้องการมีความสุขกับการวิ่ง กับการกินกาแฟ และกับคอมมูนิตี้นักวิ่งเป็นหลักครับ”

ร้านกาแฟยุคตั้งไข่ของคู่รักนักวิ่ง อาศัยเช่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของโครงการคอนโดมิเนียม บรรยากาศกะทัดรัดและอบอุ่นด้วยลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ แต่เหนียวแน่น ทั้งนักวิ่ง นักปั่น หรือเหล่ายิปซีสะพายแล็ปท็อปที่พอได้แวะเวียนมาบ่อยเข้าก็เปลี่ยนไปสะพายเป้น้ำ สวมคอมเพรสชั่น รับและปันแรงบันดาลใจในเกมกีฬาแก่กัน พลางเติมไฟฟูมฟักคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบวิ่ง ปั่น ออกกำลังกาย

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล
Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

Community Supporter

บนบันไดสีอ่อนทอดสู่ตัวร้านมีข้อความ ‘Start – Finish’ ประดับกึ่งกลางขั้น เค้กเชื่อมโยงว่ามันเป็นเสมือนหมุดหมายความตั้งใจที่เธออยากปลุกปั้นที่นี่ให้เป็นดัง Trailhead จุดเริ่มของการออกไปวิ่งเทรลในเส้นทางใกล้เมืองชิดเขาและจุดสิ้นสุดหลังวิ่งเสร็จสรรพ พร้อมสำหรับการผ่อนพักหรือทำงานต่อ

ขณะเดียวกันจุดเริ่มของ Basecamp Trail Provision กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่ล่วงผ่าน แต่ยังโยกย้ายร้านมาแล้วถึง 2 คราว จึงก้าวมายืนอยู่อีกฝั่งของจุดสิ้นสุด ซึ่งบรรจบฝันของคนทั้งคู่

“จากเป็นห้องเล็ก ๆ ใต้คอนโด เราก็ขยับหาที่ใหม่ไม่ไกลกันเพื่อขยายร้าน ระหว่างทำร้านสองก็ได้ไอเดียขายอุปกรณ์วิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น จนประมาณกลางปี 2021 จึงตัดสินใจย้ายร้านมาตรงนี้ ซึ่งเป็นทำเลที่เราเล็งไว้ตั้งแต่เปิดร้านแรกแล้วล่ะ แค่ตอนนั้นหลายอย่างยังไม่พร้อม” เค้กพาย้อนเรื่องราวการเดินทางของร้าน ก่อนเสริมต่อ “เรารู้สึกว่ามันเป็นทำเลในฝันของเราเลย เพราะมีพื้นที่เกือบ 2 ไร่ เพียงพอรองรับลูกค้า แล้วก็ต่อเติมโซนจำหน่ายอุปกรณ์วิ่งแยกส่วนจากคาเฟ่ หรือปลูกสิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุนชุมชนได้สบาย”

พื้นที่กว้างขวางที่เค้กบรรยายเดิมเคยเป็นป่ารกทึบ ปัจจุบันโปร่งโล่ง สดชื่น ทว่ายังคงเขียวครึ้มและเย็นรื่น เนื่องจากการออกแบบร้านนั้นให้ความสำคัญกับการรักษาลักษณะธรรมชาติของพื้นที่และดูแลต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศร้านจึงล้อมรอบไปด้วยร่มเงาของมะขาม ลำไย ขนุนป่า มะกอกป่า และอีกนานาชนิดพันธุ์ที่เจ้าตัวพยายามนึกแต่จนใจคล้ายติดอยู่ริมฝีปาก

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล
Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

“บรรยากาศตรงนี้ทำให้แนวคิดความเป็น Basecamp ชัดเจนขึ้น” แฮรี่พูด “อีกอย่างพอย้ายมาปุ๊บเราก็คุยกับเค้กว่าอยากปรับชื่อร้านจาก Basecamp Coffee House เป็น Basecamp Trail Cafe เพราะรู้สึกว่าชื่อเดิมเน้นไปทางการเป็นสเปเชียลลิตี้ด้านกาแฟ ซึ่งเรารู้ตัวเองว่าไม่ใช่ ส่วนฝั่งขายอุปกรณ์วิ่งเราใช้ Basecamp Trail Provision แต่พอสื่อสารออกไป คนส่วนใหญ่มักจะติดเรียกร้านเรารวม ๆ ว่า Basecamp Trail Provision มากกว่า”

แม้จะออกตัวว่าไม่ได้สเปเชียลลิตี้ แต่กาแฟของที่นี่ก็เปี่ยมความใส่ใจด้วยการเลือกใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพจากผู้ผลิตท้องถิ่น พร้อมสร้างสรรค์เมนูสนุก ๆ มาให้ลองลิ้มทุกเดือน แต่ถ้าใครไม่ถนัดทางคาเฟอีน ก็มีน้ำผลไม้สดและคีเฟอร์เครื่องดื่มโปรไบโอติกเพื่อสุขภาพไว้เติมความสดชื่น ที่สำคัญทางร้านยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์และบริการรักษ์โลก เช่น นำแก้วมาเองมีส่วนลด ใช้หลอดและแก้วพลาสติกย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ตลอดจนมุมจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล
Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

ส่วนสำนักป้ายยาในคราบของร้านขายอุปกรณ์การวิ่งนั้นจะเน้นนำเสนอแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ครบทั้งสายซ้อม สายแข่ง ยันสายแฟและไม่ซ้ำกับบนห้าง โดยเฉพาะแบรนด์เอเชียและแบรนด์ไทย อาทิ Milestone SCSL YUP Brooo ซึ่งทางร้านเทใจสนับสนุน ควบคู่ออกแบบบริการแพ็กเกจดูแลนักวิ่งต่างชาติที่อยากมาประลองสนามเทรลในบ้านเรา ทั้งเรื่องที่พัก การเดินทาง เซอร์วิสก่อน-หลัง และระหว่างแข่งขัน เพื่อให้พวกเขาได้โฟกัสกับการวิ่งอย่างเต็มที่ มอบความสุข ความประทับใจ เพื่อร่วมผลักดันวงการวิ่งเทรลไทยให้เติบโต

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าอีกฝันคือการได้เป็นพื้นที่อำนวยความสะดวกสำหรับนักวิ่ง Basecamp Trail Provision จึงชักชวนเพื่อนฝูงมาเปิดร้านบริการความอร่อยคลายหิว พร้อมโหลดคาร์บ ทั้ง ‘ร้านลุงไก่’ สไตล์ตามสั่งครอบจักรวาล และ Treespoon ที่เสิร์ฟเบรกฟาสต์และสโมกบาร์บีคิว รวมถึงมีบริการพิเศษอย่างห้องอาบน้ำ

“ที่ร้านเรามีห้องอาบน้ำ 2 ห้องค่ะ เพื่อช่วยให้นักวิ่งประหยัดเวลาไม่ต้องกลับไปอาบน้ำที่พัก วิ่งเสร็จแล้วแวะมาอาบน้ำได้ที่ร้าน ใครอยากนั่งชิลล์กินกาแฟ หรือทำงานทำธุระต่อก็ลุยได้เลย”

เจ้าของร้านมาดเท่กระซิบว่าห้องอาบน้ำมีบริการน้ำอุ่น สบู่ แชมพู ครีมนวดผม และไดร์เป่าผมครบเซ็ต แถมไม่คิดค่าบริการ เพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาอยากตอบแทนเพื่อนนักวิ่งที่คอยสนับสนุนทางร้านเสมอมา

Great Pacer

ทั้งเห็นมากับตาว่ามักมีบรรดานักวิ่งระดับอีลิตเวียนมาปรากฏกายถ่ายภาพลงโซเชียลอยู่เนือง ๆ ซึ่งดูเหมือนจะช่วยตอกย้ำสิ่งที่ได้ยินกับหูว่า “หากนักวิ่งคนไหนไม่ได้แวะ Basecamp ก็คงเหมือนยังไม่ถึงเชียงใหม่” ให้ดูเป็นเรื่องจริงจัง เมื่อได้อยู่ต่อหน้าผู้อยู่เบื้องหลังเสียงเล่าอ้าง เราจึงถือโอกาสถามกุญแจดอกลับที่ทำให้ Basecamp Trail Provision เดินทางมาถึงจุดนี้

เค้กครุ่นคิด “น่าจะความจริงใจนะคะ”

เรียบง่ายปานนั้น ผมคิด และคำตอบนี้พาให้คิดย้อนไปในคราวแรกที่โทรมาติดต่อขอนัดหมายสัมภาษณ์ผ่านหมายเลขที่แปะหน้าเฟซบุ๊กแฟนเพจของร้าน แนะนำตัวพลางพูดคุยพักใหญ่ กว่าจะรู้ว่าปลายสายสนทนานั่นแหละคือเค้ก หาใช่พนักงาน จนต้องหัวเราะกลบเกลื่อนแก้เก้อ เช่นกับแรกมาถึงที่เจอแฮรี่ทักทายพลันขอโทษขอโพยอย่างรู้สึกผิด เนื่องจากเค้กติดลูกค้าอยู่นานสองนาน

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

“เค้กทุ่มเทกับร้านมากครับ เช้ายันเย็นเขาจะติดอยู่กับมือถือตลอด นั่งตอบลูกค้า คุยกับลูกค้าเองหมดเลย” แฮรี่บอก

เค้กอธิบายอย่างเก็บอาการเขิน “เพราะเรารู้สึกว่าเราเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายกว่า ก่อนหน้านี้เคยให้น้อง ๆ เป็นแอดมินช่วยตอบ แต่บางครั้งคำตอบมันไม่ได้ไปในทางเดียวกัน เราจึงเลือกตอบเองมากกว่า เบอร์โทรร้านก็ใช้เบอร์ส่วนตัวเลย เนื่องจากเราแคร์เรื่องการให้ข้อมูลลูกค้ามาก ๆ เรายังคงรักษาความตั้งใจแรกว่าอยากเปิดร้านเพราะแค่ต้องการมีความสุขกับการวิ่ง การกินกาแฟ ไม่ใช่นักธุรกิจมองตัวเลขหาผลกำไร ถ้ามีสิ่งไหนที่เราให้ลูกค้าได้เราให้ หรืออันไหนที่มันไม่ขาดทุนจนเกินไป พอจะช่วยส่งเสริมคอมมูนิตี้ได้เราก็ดัน”

แฮรี่เสริมว่านอกจากปัจจัยข้างต้น สิ่งที่ทำให้ Basecamp เติบโตแข็งแรงคือพลังของทีมงาน บางคนล้มลุกคลุกคลานด้วยกันมาตั้งแต่ออกสตาร์ท บ้างช่วยฉุดลากราวเพเซอร์ที่พร้อมเคียงข้างเข้าเส้นชัย

“สมัยทำร้านแรกเรามีลูกค้าคนแรกชื่อน้องบัว ซึ่งน้องบัวนี่แหละที่อยู่กับมาเราจนถึงทุกวันนี้ จากนักศึกษาปี 1 รู้จักกันในฐานะลูกค้ากลายมาเป็นผู้จัดการคาเฟ่ พอร้านสองคนที่มาอยู่ด้วยคือบาส ปัจจุบันบาสเป็นหัวหน้าบาริสต้าที่เก่งมาก เราโตมาได้ก็เพราะทีมนี้ และร้านนี้จะอยู่ไม่ได้เลยถ้าไม่มีทีมของเรา

“การบริหารของเราเป็นลักษณะเปิดคุยกัน น้อง ๆ แต่ละคนมีความคิดใหม่ ๆ มานำเสนอตลอด ความคิดไหนเข้าท่าก็หยิบมาลอง ที่กาแฟของเราดีได้ก็เพราะเด็กเหล่านี้ พวกเขาไม่หยุดที่จะพัฒนา” เค้กสำทับ

ผมผงกหัวหงึกหงักและไม่แปลกใจเลยที่หนึ่งในสนามเมเจอร์ของวงการคาเฟ่ไทย Basecamp Trail Provision ยังไม่หลุดออกจากการแข่งขัน แต่นั่นแหละ ยังสงสัยว่านอกเหนือความจริงใจและให้เกียรติมีอะไรอีกไหมที่เชื่อมร้อยใจทีมงาน สร้างทีมเวิร์ก

Basecamp Trail Provision คาเฟ่ของคู่รักนักวิ่งเทรลแห่งเชียงใหม่ ริมดอยสุเทพ ที่มีทุกอย่างเพื่อนักวิ่งเทรล

จึงชวน บาส-นราธิป จันทร์วัง หัวหน้าบาริสต้า ที่มีตัวตนอีกด้านเป็นนักวิ่งแนวหน้าขาแรงแห่งทีม Kailas Thailand มาเล่าถึงชีวิตหลังเอสเพรสโซ่แมชชีน โดยบาสกล่าวยิ้ม ๆ ว่าสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขกับการทำงาน คือการได้มีวันหยุดพัก 2 วันต่อสัปดาห์ และช่วงเวลาที่เอื้อต่อการฝึกซ้อมวิ่ง อีกทั้งทางร้านยังช่วยเป็นสปอนเซอร์ค่าสมัคร ค่าที่พัก หรือค่าเดินทาง หากทีมงานคนไหนสนใจลงงานวิ่งแข่งขัน แถมทุกคนยังได้รับงบพิเศษสำหรับเลือกซื้ออุปกรณ์การวิ่งของร้านด้วย

“ด้วยร้านมีแนวทางสนับสนุนการวิ่งเทรลอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะสนใจการวิ่งเทรลหรือไม่ก็ตาม เราทุกคนมีงบในการซื้อของอุปกรณ์เหล่านี้ ซึ่งมันดีนะครับ บางคนไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเลย พอซื้อของไปแล้วก็อยากใช้ บางครั้งพวกเราก็ชวนกันไปเดินเล่น หรือบางคนวิ่งต่อจนเป็นนิสัย”

ในไอเดียของเค้กกับแฮรี่ พวกเขาเพียงอยากส่งต่อสุขภาพที่ดีให้ทีมงาน ทว่าอีกด้านบาสบอกว่าสิทธิประโยชน์นี้ยังช่วยให้ทุกคนได้ปรับจูนความคิด พูดคุยกันเข้าอกเข้าใจ และทำงานเป็นทีมได้ง่ายขึ้น

ก่อนที่บาริสต้าขาแรงจะกลับไปประจำการหน้าเคาน์เตอร์ ดูแลลูกค้าที่เริ่มคึกคักในมื้อบ่าย ผมขอเขาหล่นคำถามสุดท้ายเพราะอยากรู้สิ่งที่ซ่อนอยู่ในแววตาและน้ำเสียงอิ่มเอมตลอดการสนทนาช่วงสั้น ๆ นี้

“ผมประทับใจการให้โอกาสคนทำงานได้ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการวิ่งนะครับ คือการที่บริษัทเอกชนให้วันหยุด 2 วันต่อสัปดาห์หายากมากนะในเชียงใหม่ สิ่งนี้เอื้อให้เราได้จัดการธุระของตัวเอง ได้ทำอะไรที่ชื่นชอบ ได้มีเวลาทบทวนว่าการทำงานหรือการใช้ชีวิตของเราเป็นอย่างไร ซึ่งมันช่วยเติมพลังและทำให้รู้สึกอยากกลับมาทำงานในทุก ๆ เช้าครับ”

Trail Destination

ปี 2022 กลางฤดูฝน ต้นเดือนกรกฎาคม ร้าน Basecamp อายุครบ 6 ขวบปี ไม่เพียงจำนวนสมาชิกทีมที่โตตาม เค้กสังเกตว่าชุมชนนักวิ่งก็ขยับขยาย เฉกเช่นไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่หลากหลาย มีทั้ง นักวิ่ง นักปั่น นักศึกษา อาจารย์ Digital Nomad คาเฟ่ฮอปเปอร์ กระทั่งบรรดาคนรักน้องแมว น้องหมา น้องนก เรื่อยไปจนน้องเต่า เพราะทางร้านต้อนรับสัตว์เลี้ยง แต่ที่เธอเอ่ยว่าดีใจสุดคือการได้จุดประกายการออกกำลังกาย

“เราดีใจเวลาได้เห็นลูกค้าแวะมาอุดหนุนแล้วรู้สึกสนใจอยากเดินป่าหรือวิ่งเทรล”

“อีกอย่างสังคมวิ่งเทรลไม่ได้น่ากลัว ดูอย่างหุ่นเราสองคนสิ” แฮรี่ว่ากลั้วหัวเราะ “คือการวิ่งเทรลจะช้าจะเร็วก็ไปได้ทั้งนั้น ถ้าผมมีเวลาว่างก็จะพาลูกค้าที่เป็นมือใหม่ไปลองเดินเทรลด้วยกัน ส่วนใครอยากออกยาว ๆ ก็จะหาเพื่อนที่เขามีโปรแกรมให้พาไปด้วยกัน” แฮรี่หยุดชั่วครู่ เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “การวิ่งเทรลมันเป็น Love-Hate Relationship นะ คือสำหรับผมขาขึ้นเนี่ยโคตรเกลียดเข้าไส้เลย แต่พอดันตัวเองไปเรื่อย ๆ จนไต่ถึงเป้าหมายได้มันรู้สึกปลอดโปร่ง อีกอย่างความสุขของการวิ่งเทรลนั้นเป็นแบบ Full Package คือไม่ใช่แค่ตอนวิ่ง แต่หลังจากวิ่งเสร็จเราได้อาบน้ำสดชื่น แล้วยังกินดื่มแบบไม่ค่อยรู้สึกผิดเท่าไหร่ด้วย”

“ก็จริง” เค้กเห็นพ้อง “เสน่ห์ของวิ่งเทรลคือเหมือนการพักผ่อน เพราะการได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้ฟังเสียงนกร้อง หยุดเวลาอยู่ท่ามกลางสีเขียวของผืนป่า บางครั้งก็ช่วยเยียวยาความเครียดเราได้”

ความสุขจากการวิ่งและการงานที่รักสร้างสรรค์พลังบวก ซึ่งเค้กกับแฮรี่อยากแบ่งปัน ทั้งในรูปแบบของการพัฒนาร้านให้เป็นดังบ้านหลังที่สองของทุกคน และคอมมูนิตี้เปี่ยมมิตรภาพสำหรับนักวิ่งหน้าเก่า-ใหม่ กอปรกับยกระดับวงการวิ่งเทรลเชียงใหม่ให้ดียิ่งกว่า ผ่านการจับมือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขับเคลื่อนเวทีการประชุมหารือกลุ่มนักวิ่งเทรลเชียงใหม่ โปรเจกต์ลงขันความคิดนำเสนอเส้นทางวิ่งเทรลที่ให้นักกีฬาทั่วไป นักเดินป่า นักสํารวจเส้นทางธรรมชาติเข้าพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้อย่างถูกต้องและไม่ขัดต่อกฎระเบียบ ควบคู่ปรับปรุงเส้นทางให้มีมาตรฐาน ด้วยการทำป้ายบอกข้อมูลเส้นทาง ป้ายบอกระยะทาง ป้ายบอกพิกัดหากเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือแจ้งจุดสัญญาณโทรศัพท์ เพื่อให้เมืองหลวงแห่งการวิ่งเทรลแห่งนี้เป็น Trail Destination สมกับการจัดงานแข่งขันระดับโลกอย่างแท้จริง พร้อมสร้างโอกาสกระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

Basecamp Trail Provision คาเฟ่ของคู่รักนักวิ่งเทรลแห่งเชียงใหม่ ริมดอยสุเทพ ที่มีทุกอย่างเพื่อนักวิ่งเทรล

Basecamp Trail Provision

ที่ตั้ง : ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ (แผนที่

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 07.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 09 4618 9090

Facebook : BasecampTrailProvision

เว็บไซต์ : www.basecampth.com

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

แม้ไม่ใช่คอกาแฟ ฉันเชื่อว่าคุณน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวของ ‘อาข่า อ่ามา’ แบรนด์กาแฟเพื่อสังคมที่ก่อตั้งโดย ‘ลี-อายุ จือปา’ หนุ่มชาวอาข่า เพื่อขายกาแฟคุณภาพระดับโลกให้ผู้บริโภค และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอาข่าผู้ผลิตในเวลาเดียวกัน

หลังถือกำเนิดและเติบโตมาหลายปี อาข่า อ่ามาได้ฤกษ์เปิด Akha Ama Living Factory บนพื้นที่ขนาด 5 ไร่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่ถือเป็น ‘บ้าน’ หลังแรกที่เป็นของพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเช่าพื้นที่ใครอื่น

Akha Ama Living Factory

โรงคั่วและร้านกาแฟ-นี่คงเป็นนิยามง่ายที่สุดของสถานที่นี้

แต่หลังฟังลีและทีมสถาปนิก ‘ใจบ้านสตูดิโอ’ ผู้อยู่เบื้องหลังเล่าวิธีคิด ฉันก็รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่โรงคั่วหรือคาเฟ่ทั่วไป

“เราอยากมีบ้านของตัวเอง” ลีเริ่มต้นเล่าจุดกำเนิด และบอกว่าเห็นภาพบ้านหลังนี้ในฐานะพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวกาแฟเพื่อสังคมที่ชื่อ อาข่า อ่ามา ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

สิ่งที่ลีอยากเล่าคือ องค์ความรู้เรื่องกาแฟ กระบวนการทำที่บ่งบอกว่าอาข่า อ่ามา ไม่ใช่แค่กาแฟที่ซื้อมาขายไป แต่ใส่ใจทุกขั้นตอนผลิต ความเป็นท้องถิ่นซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้กาแฟทุกเมล็ดเสมอมา และเรื่องของกิจการเพื่อสังคมซึ่งถือเป็นแก่นสำคัญของแบรนด์

ลึกซึ้งกว่านั้น ลีอยากให้ Akha Ama Living Factory สะท้อนความเชื่อของอาข่า อ่ามา เรื่อง `การอยู่ร่วมกัน’ ไม่ว่าจะเป็นวิถีเกษตรของชาวอาข่าที่ไม่ได้ปลูกกาแฟเพียงอย่างเดียวและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับป่า หรือแม้แต่วิถีชีวิตคนเมืองที่ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่เกี่ยวพันกับสิ่งอื่นรายรอบอย่างสังคมและสิ่งแวดล้อม

Akha Ama Living Factory

อย่างไรก็ตาม ลีเองก็รู้ตัวว่าเขาไม่อาจเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในใจเป็นรูปธรรมเองได้ เจ้าของแบรนด์กาแฟชาวอาข่าจึงเสาะหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จนพบ ‘ใจบ้านสตูดิโอ’ ที่ทำงานออกแบบและวางผังพื้นที่โดยใส่ใจแง่มุมทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติ

“ความประทับใจแรกคือ เราถามลีว่าทำไมมาซื้อที่นี่ ลีบอกว่าเพราะมีต้นฉำฉา นี่นายตัดสินใจง่ายขนาดนี้เลยเหรอ” ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร ผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอย้อนเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่แน่นอน คำตอบนั้นสะท้อนรสนิยมที่ตรงกัน และพวกเขาก็กลายมาเป็นผู้ร่วมสร้างบ้านหลังนี้

Akha Ama Living Factory

ชาวใจบ้านบอกฉันว่า วิธีการทำงานของสตูดิโอไม่ได้เริ่มจากหาสไตล์ถูกใจ แต่เริ่มจากหาสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า ‘ชีวิต’ ซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้นมาก่อน ตั้งแต่ต้นไม้จนถึงสภาพแวดล้อมเดิม แล้วออกแบบอาคารและวางผังเข้าไปให้กลมกลืน

พื้นที่สร้าง Akha Ama Living Factory มีลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ย้อนไปในอดีต บริเวณนี้คือพื้นที่ป่าซึ่งเชื่อมต่อกับภูเขา เป็นที่ให้กำเนิดลำเหมืองหรือสายน้ำไปหล่อเลี้ยงผืนนาและชุมชนใกล้เคียง ระหว่างเตรียมออกแบบอาคาร ชาวใจบ้านจึงลงมือปลูกต้นไม้ท้องถิ่นคืนให้พื้นที่ไปล่วงหน้า ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวต้นกาแฟซึ่งเติบโตเชื่อมโยงอยู่กับผืนป่าที่มีต้นไม้นานาชนิด (ต้นไม้ที่ปลูกยังช่วยเป็นร่มเงาให้ต้นโกโก้ซึ่งลีอยากปลูกด้วย) และขุดสระน้ำใหญ่เชื่อมโยงกับลำเหมืองที่มีอยู่

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

ส่วนเรื่องโครงสร้างของ Akha Ama Living Factory ลีและชาวใจบ้านตั้งใจให้ใต้ร่มเงาต้นฉำฉากลายเป็นส่วนคาเฟ่ซึ่งเน้นให้คนได้ปฏิสัมพันธ์กับต้นไม้ ส่วนระเบียงรอบๆ จึงออกแบบให้คนนั่งโดยหันหน้าเข้าหาต้นไม้สูงใหญ่เก่าแก่นี้ และแทนที่จะปล่อยพื้นที่ตรงกลางเป็นหลุมปลูกไม้พุ่มเตี้ยๆ ก็เปลี่ยนเป็นนำตาข่ายมาขึงรอบๆ ให้เด็กปีนป่ายเล่น

เมื่อเดินเลยคาเฟ่แสนน่านั่งไป จะพบอาคารหลักที่ตั้งใจก่อสร้างโดยอุดหนุนวัสดุท้องถิ่น นั่นคืออิฐมอญทำมือแสนสวยที่ชาวบ้านผลิตกันยาวนานถึง 4 รุ่น เมื่อนำมาผสมกับไม้เก่าที่อบอวลด้วยร่องรอยอดีต ก็กลายเป็นการรวมตัวของสิ่งใหม่และเก่าอย่างลงตัว

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

ถ้าผลักประตูเข้าด้านใน จะพบพื้นที่คาเฟ่ในอาคาร ซึ่งเปรียบเหมือนห้องรับแขกซึ่งคนมานั่งจิบกาแฟได้อย่างสบายใจ และได้เรียนรู้ สัมผัสจิตวิญญานการผลิตกาแฟแบบอาข่า อ่ามาเต็มที่ เพราะมีการออกแบบให้บริเวณนี้เห็นโรงคั่วและกระบวนการผลิตกาแฟที่ด้านหลังชัดเจน

แล้วเมื่อก้าวขึ้นสู่ชั้นสอง ก็จะเจอห้องทำงานของลีและพื้นที่เอนกประสงค์ สูงขึ้นไปกว่านั้นคือดาดฟ้าโปร่งโล่งที่มีต้นไม้เขียวสวย

โรงคั่วกาแฟ

โถงบ้าน

หากลองสังเกต จะพบว่า Akha Ama Living Factory เต็มไปด้วยพื้นที่ว่างมากมาย นั่นเพราะลีและชาวใจบ้านอยากให้ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่เพื่อการพูดคุย และส่งต่อความรู้ผ่านกิจกรรมอย่างเวิร์กช็อปซึ่งไม่ได้จำกัดหัวข้อไว้แค่กาแฟ แต่ยังเปิดกว้างสำหรับหัวข้ออื่น เช่น การทำกิจการเพื่อสังคม

“ช่วงหลังเมื่อพวกโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทเยอะ เราไม่ค่อยมีเวิร์กช็อป มีการนัดพบที่คนมาเจอกัน คนจะคุยกันผ่านออนไลน์ แต่เมื่อการพบกันหายไป องค์ความรู้ต่างๆ ก็ไม่ได้รับการถ่ายทอด ถึงพยายามทำผ่านสื่อออนไลน์ก็ได้แค่สารที่อาจจะสั้น ไม่ลึกซึ้ง และไม่ได้เกิดความสัมพันธ์ต่อกัน” ลีอธิบาย

Akha Ama Living Factory

สิ่งน่าสนใจในบ้านอาข่า อ่ามา ไม่หมดเพียงเท่านี้ ห่างออกไปจากตัวอาคารหลัก เราจะพบโรงครัวไว้ทำอาหารแบบ Slow Food เพราะลีเป็นหนึ่งในสมาชิกของชาว Slow Food Youth Network Thailand หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนเรื่องอาหารอร่อย มีคุณภาพ และยั่งยืน 

หากเดินสำรวจต่อไปยังส่วนหลังสุดของบ้านขนาด 5 ไร่ เราจะพบผืนป่าซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ เผื่อทำกิจกรรมอย่างการแคมปิ้งกลางธรรมชาติ (ชาวใจบ้านเล่าว่ามีกระต่ายป่ามาอยู่ร่วมบ้านเลยทีเดียว)

นอกจากนั้น ยังมีสิ่งดีงามที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่อง Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทุกคน จนถึงระบบการจัดการที่ตั้งใจรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การดักไขมัน บำบัดน้ำ และเน้นใช้แสงธรรมชาติในอาคารเพื่อประหยัดพลังงาน

Akha Ama Living Factory

ความพิเศษอีกอย่างคือ ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านหรือชาวชุมชน ตี๋บอกว่า ส่วนใหญ่แล้ว การสร้างตึกในเชียงใหม่มักเกิดขึ้นโดยคนในย่านไม่รู้มาก่อน ทำให้พวกเขาไม่มีความสุข แถมยังไม่มีการพูดคุยเกิดขึ้น ขณะที่ตอนสร้างบ้านหลังนี้ ชาวบ้านก็กังวลว่าจะเป็นการสร้างโรงงาน ทีมใจบ้านจึงเข้าไปชี้แจงในที่ประชุมหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านเข้าใจรวมถึงเห็นการปลูกต้นไม้ ความสัมพันธ์ก็ราบรื่น

Akha Ama Living Factory

สิ่งเหล่านี้คือรายละเอียดและวิธีคิดในบ้านหลังใหม่ของอาข่า อ่ามา พื้นที่ซึ่งลีอยากให้ผู้คนได้มาศึกษา ต่อยอดความรู้ทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องแนวคิดเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม

“สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของเราไม่ได้วางไว้ตอบคำถามทุกอย่าง แต่ทำให้เกิดข้อสงสัย เกิดไอเดีย มีคนรุ่นใหม่โทรมาหา เขียนมาหาผมทุกวันว่า เขาไม่รู้จะเริ่มทำฝันให้เป็นจริงได้ยังไง ผมคิดว่าน่าจะใช้พื้นที่ตรงนี้ในการสื่อสาร เขามาแล้วอาจได้คำตอบกลับไปโดยที่ผมหรือทีมใจบ้านไม่ต้องพูดก็ได้” ชายหนุ่มผู้ก่อตั้งอาข่า อ่ามา ตั้งแต่อายุไม่ถึง 25 ปีบอกเล่าสิ่งที่คิด

ลี-อายุ จือปา

และขณะที่คนทั่วไปได้เรียนรู้ วิธีการสร้าง Akha Ama Living Factory ซึ่งเปิดกว้างทางความคิดและเกื้อหนุนท้องถิ่น ก็ช่วยให้คนร่วมสร้างบ้านได้เติบโตไปพร้อมกัน ตั้งแต่ชาวใจบ้านสตูดิโอ ผู้รับเหมา จนถึงช่างทำอิฐมอญ

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้ Akha Ama Living Factory ก้าวไปไกลเกินคำว่าโรงคั่วหรือร้านกาแฟ

แต่บางที, ลีอาจไม่ได้สนใจคำนิยาม เขาเพียงปลูกสิ่งที่อาข่า อ่ามา และตัวเองเชื่อมั่นให้มีชีวิตขึ้นบนผืนดิน

Aka Ama Living Factory

Location: ตำบลห้วยทราย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
Map:

More Information:  facebook l    Akha Ama coffee

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load