‘เบื้องหน้าที่ให้เห็น อาจไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็น’

บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ในวัยเลข 3 ทำให้เราต้องมองเขาใหม่

จากอดีตมือกีตาร์วงดนตรีป๊อปอย่าง Better Weather เมื่อ 10 ปีที่แล้ว บาสหันหลังให้วงการบันเทิงมาทำสิ่งที่รักอย่างการเดินทางรอบโลก

เขาสร้างชื่อในฐานะนักเดินทางผู้เล่าประสบการณ์สนุกบนเพจ Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว ที่มีผู้ติดตามกว่า 7 แสนคน

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

และในห้วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ บาสกำลังซุ่มทำ #saveการท่องเที่ยวไทย แคมเปญช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เพื่อช่วยโปรโมตโรงแรมให้ฟรี แลกกับส่วนลดให้คนไทยเข้าถึงโรงแรมหรูในราคาย่อมเยาเมื่อสถานการณ์ไวรัสคลี่คลาย นั่นทำให้เรารีบนัดหมายเพื่อคุยกับเขาทันที 

เมื่อได้คุยแล้ว เรากลับค้นพบว่าตลอดระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่วันแรกที่บาสเปิดเพจของตัวเอง จนใครๆ ก็เรียกเขาว่า ‘บาส Go Went Go’ นั้น น้อยคนจะรู้ว่าบาสมีอีกหนึ่งบทบาทที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน เขาเป็นทั้งผู้ประกอบการหนุ่มเจ้าของร้าน 20Something Bar มานานนับสิบปี เคยเปิดตลาดนัดกลางคืน 20Space และเป็นผู้ก่อตั้ง 20TV ช่องรายการไลฟ์สไตล์บนโลกออนไลน์ ที่มีทั้ง Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว, Walker Talker : เดินทางเล่าเรื่อง, แชร์โลมาเดะ และ อยู่บ้านไม่อดตาย by เชฟตี๋ อยู่ในนั้น

เหตุผลที่บาสจริงจังกับการทำธุรกิจพอๆ กับความฝันที่ได้ออกเดินทางรอบโลกก็คือ เขาเติบโตมาจากการหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่เด็ก หลังเข้าวงการบันเทิง เขาลองผิดลองถูก เปลี่ยนความชอบเป็นธุรกิจจนพบสิ่งที่เขาเชื่อมั่น

เขาบอกว่า หากทุกเช้าที่ตื่นได้วางแผน สร้างเป้าหมายใหม่ๆ ให้กับชีวิตและสิ่งที่ทำ คำว่ากลัวล้ม กลัวเจ็บ จะไม่มีวันอยู่ในพจนานุกรมของเขาแน่นอน 

และตอนนี้บาสได้โจทย์สมการที่ยั่งยืนต่อเส้นทางสายนี้แล้ว

ทำสิ่งที่ชอบ + ทำแล้วต้องได้เงิน = ธุรกิจที่มีความสุข

นี่แหละสมการของเขา

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

#Saveการท่องเที่ยวไทย

ตลอดการสนทนานี้เป็นบทสนทนาผ่านโทรศัพท์ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าช่วงนี้คนไทยทุกคนต้องเลี่ยงการออกจากบ้าน เพื่อป้องกันตัวเองจาก COVID-19 ซึ่งบาสและเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้อง Work from home

ก่อนที่ไวรัสจะระบาดหนัก บาสเปิดตัวแคมเปญ #Saveการท่องเที่ยวไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว และกระตุ้นให้คนไทยออกไปเที่ยวกันอีกครั้งด้วยการโปรโมตโรงแรมให้ฟรี แลกกับการมอบส่วนลดให้คนไทยเข้าถึงได้ง่าย แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดในตอนนี้ทำให้แคมเปญของเขาต้องเลื่อนไป แต่แน่นอนว่าอุดมการณ์ที่อยากให้คนไทยเที่ยวในราคาถูกลงไม่ได้หายไปไหน เพราะหลังโรคระบาดคลี่คลาย สิ่งที่เขาตั้งใจไว้จะหวนกลับมาช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

“เพราะการท่องเที่ยวไทยคืออู่ข้าวอู่น้ำ และเป็นผู้มีพระคุณ”

นี่คือนิยามที่บาสบอกเราว่าแคมเปญนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร 

“ผมทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและมีรายได้หลักจากตรงนี้ ฉะนั้น การท่องเที่ยวจึงมีบุญคุณ ในวันที่การท่องเที่ยวลำบาก ผมจึงอยากช่วยเหลือให้กลับมาหายใจคล่องอีกครั้ง และเข้าใจผู้ประกอบการที่ต้องเจอภาวะวิกฤตที่ขัดสนโดยไม่ทันตั้งตัว ยิ่งถ้ามองลึกเข้าไปอีก การช่วยผู้ประกอบการจะส่งผลต่อพนักงานให้เขามีงานทำ มีรายได้ พอมีรายได้ เพียงพอต่อการจับจ่ายใช้สอย เงินหมุนเวียนในประเทศ เหมือนต้นน้ำ ปลายน้ำ ที่ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจมันไม่เงียบ พอไม่เงียบ ก็จะกลับมาสู่ตัวเราและธุรกิจของเราเองในทางอ้อม”

แม้บาสมีโรงแรมที่พร้อมโปรโมตในมือกว่า 300 แห่ง แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกักตัวอยู่บ้าน ได้แต่รอวันที่สถานการณ์ดีขึ้น เขาไม่ได้ล้มเลิกการทำแคมเปญลดราคา เพียงขยับให้คนที่สนใจคอยเก็บส่วนลดไปใช้หลังจากที่สถานการณ์ดีขึ้น

ถึงตอนนั้นบาสเชื่อว่าคนคงจะเก็บกดจากการอยากออกไปเที่ยวและคงพูดกันระนาวว่า

“ไม่ไหวละโว้ยยย ต้องออกไปเที่ยวแล้ว” อย่างแน่นอน

“ผมมองว่า COVID-19 คือบทเรียนที่ดีของทุกองค์กร การที่ธุรกิจซบเซาด้วยโรคระบาด เป็นสิ่งที่องค์กรต้องปรับตัว บางโรงแรมไม่ได้สร้างแคมเปญขึ้นมาเพื่อสนับสนุนคนไทย แต่ทำเพื่อชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ปัญหาเลยอยู่ที่ว่าคนไทยจะมองว่าแพง ทั้งที่ยังไม่เคยไปนอนด้วยซ้ำ หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่คิดจะไปเลย ทำให้มีรายได้จากชาวต่างชาติช่องทางเดียว

“ผู้ประกอบการควรเริ่มทบทวนตัวเองด้วยการมีโปรโมชันให้คนไทยในอนาคต เพราะสถานการณ์ตอนนี้กระทบภาพรวมจนอาจทำให้เขารู้สึกว่าควรจะมีกลุ่มเป้าหมายรองเอาไว้ เพราะวันหนึ่งเคยรับคนจีนเป็นหลัก แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่คนจีนไม่สามารถเข้าประเทศไทย ผู้ประกอบการรายนั้นจะไม่เหลือลูกค้าสักคน กลับกันถ้านำบทเรียนจากเหตุการณ์ COVID-19 มาต่อยอดเพื่อรักษาฐานลูกค้าในประเทศบ้าง ก็ถือเป็นการมองการณ์ไกลที่ไม่เลว” บาสเล่า

ชีวิตลิขิตเอง

น้อยคนจะรู้ว่าบาสสนใจเรื่องธุรกิจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเดินทางสะสมประสบการณ์

บาสในวัยเด็กมีความฝันว่าอยากผจญภัยรอบโลก จินตนาการถึงความสนุกในต่างประเทศ บาสจึงบอกเราอย่างติดตลกว่า เด็กชายบาสคิดอยากรวยมากแค่ไหน เพราะคิดว่าเงินคือปัจจัยสำหรับต่อยอดความฝันครั้งนี้ได้ดีที่สุด 

เมื่อโตขึ้นทันรู้เรื่องบ้านเมือง พ.ศ. 2540 หรือยุคฟองสบู่แตก ก็ยิ่งตอกย้ำว่า ‘เงินคือคำตอบ’ ความฝันของบาสเลือนลาง เพราะธุรกิจที่บ้านมีปัญหา จากครอบครัวชนชั้นกลางที่พอกินพอใช้กลายเป็นไม่มีเงิน มิหนำซ้ำพ่อกับแม่ยังแยกทางกันไปมีครอบครัวใหม่ ทำให้บาสต้องออกมาอยู่คนเดียว เริ่มทำงานหาเงินจ่ายค่าหอพักและเลี้ยงตัวเอง ทั้งไปเป็นเด็กเสิร์ฟ เล่นดนตรีตามร้านอาหาร รวมไปถึงการเป็นแบ็กสเตจตามงานต่างๆ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเรียนจบ เขาได้รับโอกาสที่ดีจากผู้ใหญ่ จึงเข้าสู่วงการบันเทิงในฐานะนักแสดง พิธีกร วีเจ และศิลปิน เรียกได้ว่าเขาทำงานแทบทุกสายในวงการบันเทิง

จากที่เช่าหอเดือนละพันกว่าบาท พอเริ่มมีเงินมากขึ้น บาสค่อยๆ ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ที่ดีขึ้น ขยับขยายไปเรื่อยๆ ตามความสามารถในการหารายได้จนซื้อคอนโดฯ เป็นของตัวเอง

ระหว่างทำงานในวงการ บาสเริ่มอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งเขามองว่ามันเป็นด่านการทดลองว่าเขาจะเหมาะกับเส้นทางธุรกิจหรือเปล่า เขาเริ่มจากความชอบดื่ม มาเปิดเป็นร้านนั่งดื่มเล็กๆ เป็นของตัวเอง 

ตอนนั้นเขาคิดว่าทำเล่นๆ เอาไว้นั่งกินกับเพื่อน แต่ร้านก็เติบโตจนเข้าปีที่ 10!

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

Live and Learn

2 ปีแรกของการเปิดร้าน 20Something Bar บาสบอกว่าเป็นช่วงเวลาของการลองผิดลองถูก ไม่เคยต้องศึกษาอะไรจริงจัง แต่เลือกเข้าร้านหนังสือหาข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์มาอ่าน เพราะสมัยนั้นยังไม่มีความรู้ที่แพร่หลายในอินเทอร์เน็ต จึงใช้วิธีครูพักลักจำ

“ไม่คิดถึงคำว่ากำไร ไม่รู้จักคำว่าขาดทุน”

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

หากพื้นฐานของการทำธุรกิจคือการคิดกำไรขาดทุน แต่สำหรับบาสในตอนนั้น เขาไม่มีทั้งสองอย่าง เมื่อไม่ได้ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเป็นกิจจะลักษณะ จึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าธุรกิจตัวเองคว้าน้ำเหลวหรือเปล่า คิดแค่ว่าถ้ายังมีเงินเหลือใช้ ไม่เดือดร้อน ก็ไม่น่ามีอะไรเสียหาย ซึ่งยังโชคดีที่บาสมีรายได้จากงานในวงการบันเทิง

เมื่อบาสอายุครบ 26 ปี เขาเริ่มหันมองธุรกิจที่ดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง และคิดว่าหากทำทั้งทีทำไมไม่ทำให้ดีไปเลย จึงตัดสินใจลงสนามเดินสายธุรกิจอย่างเต็มตัวด้วยการออกจากวงการบันเทิงที่ทำมา 5 ปี เพื่อปรับตัวเองให้เข้ากับร้านเล็กๆ ที่อยากพัฒนาเป็นช่องทางหารายได้อย่างจริงจัง

บาสต่อยอดจากหนังสือที่อ่านและเริ่มกับการเรียนเพิ่มเติม โดยเลือกผู้สอนที่มีประสบการณ์ด้านนั้นจริงๆ

“เราไม่รู้หรอกว่าใครเก่ง ใครไม่เก่ง แต่เราจะรู้ได้ทันทีว่าเขาเชี่ยวชาญจริงก็ต่อเมื่อเขามีผลลัพธ์ เช่น บางคนเป็นโค้ชแต่ไม่เคยทำสิ่งนั้นสำเร็จเลย บางคนสอนทำยูทูป แต่ไม่ได้มีช่องยูทูปที่ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับการเรียนธุรกิจการตลาด” บาสย้ำวิธีอาจารย์สอนทำธุรกิจ

เมื่อเปิดใจเรียน บาสก็กลายเป็นคนที่รู้เรื่องบัญชี ทำงบค่าใช้จ่าย และรู้จักคำว่ากำไร ขาดทุน อย่างถ่องแท้ 

เขาบอกว่า ในโลกของการทำธุรกิจ ไม่ได้มีแค่ว่าเงินเข้ามาเท่าไหร่ เงินออกไปเท่าไหร่ แต่ยังมีปัจจัยของค่าเสื่อมของทรัพย์สินในร้านที่ต้องหัก ซึ่งเมื่อมาลองคิดจริงๆ แล้ว เมื่อก่อนเขาอาจจะขาดทุนไปเยอะแล้วก็ได้

และจากที่หาเลี้ยงตัวเองมาโดยตลอด เมื่อเริ่มทำธุรกิจอย่างจริงจัง เขาก็มีรายได้เพียงพอส่งกลับให้ครอบครัว

ทำงานเป็นทำงาน แต่เที่ยวเว้นเที่ยว

“ถ้าเราคาดหวังอยู่กับการหารายได้ในช่องทางเดียว วันหนึ่งถ้าเกิดอะไรร้ายแรงจนกระทบเรา เราจะรู้สึกเครียด แต่ถ้าเรามีธุรกิจอื่นๆ อีก เราจะมีรายได้กับช่องทางนั้นด้วย ความเครียดก็จะไม่มาหาเรา พอมันไม่มา เราก็กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ” 

เถ้าแก่บาสในวัย 30 ปี วางแผนกระจายความเสี่ยง เพื่อรับมือเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อธุรกิจของเขา สำหรับการทำร้านนั่งดื่มหรือ Pub and Restaurant นั้นถือว่ามีความเสี่ยงเยอะ เช่น การโดนสั่งปิดจากเหตุการณ์ที่ทางร้านไม่อาจควบคุมได้ ระหว่างนั้นบาสจึงหยิบความฝันมาปัดฝุ่นอีกครั้ง

การเที่ยวรอบโลกที่เขายังทำไม่สำเร็จ บาสศึกษาการทำช่องยูทูบเป็นของตัวเองจริงจัง ทั้งอ่านหนังสือ ศึกษาจากช่องยูทูปที่ประสบความสำเร็จ เรียนรู้การทำเพจในเฟซบุ๊กและการทำเว็บไซต์ เพื่อหวังต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

ทำให้เขาพบกับยุคการเรียนรู้ที่มีข้อมูลน่าสนใจมากมายและยังได้มาฟรีๆ ใช้ทำมาหากินสร้างรายได้มาจนถึงทุกวันนี้

บาสใช้เวลาศึกษาไม่นานก็สร้างเพจท่องเที่ยวของตัวเองขึ้นมา และนำเงินก้อนที่เก็บสะสมมาตลอดการทำงานไปซื้ออุปกรณ์การถ่ายทำ จนเกิดทริปแรกของ Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว ณ ประเทศเกาหลีใต้ เพราะเป็นประเทศที่ไปไม่ยาก บวกกับยุคนั้นฐานคนดูยูทูบในเป็นเด็กเจเนอเรชันใหม่ๆ ที่ชื่นชอบประเทศเกาหลีใต้ จึงเก็บประเทศนี้มาวิเคราะห์ และสรุปได้ว่ากระแสเกาหลีกำลังมาแรงที่สุด!

ด้วยความที่ไม่ชอบทำอะไรคนเดียว ปีต่อมาเขาจึงชวนเพื่อนมาร่วมเป็นหุ้นส่วนเปิดช่อง 20TV เพราะรู้สึกว่าการทำอะไรคนเดียวจะได้ผลลัพธ์แค่ประมาณหนึ่ง แต่ถ้ามีคนอื่นที่เก่งในด้านอื่นๆ มาร่วมมือกัน ผลลัพธ์อาจเป็นอะไรที่ได้มากกว่าที่คิด 

จนตอนนี้ช่อง 20TV มีรายการเพิ่มขึ้นจาก Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว 3 รายการ ได้แก่ Walker Talker : เดินทางเล่าเรื่อง รายการท่องเที่ยวที่ต่างจาก Go Went Go ตรงที่ Go Went Go พาเที่ยวในต่างประเทศที่เป็น Dream Destination แต่ Walker Talker เป็น Mass Destination หรือสถานที่ที่คนส่วนใหญ่จับต้องได้ เช่น เที่ยวในประเทศ ประเทศที่คนไทยไปเยอะๆ หรือประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมาขยายฐานจากกลุ่มเป้าหมายที่พลาดหรือเข้าไม่ถึง Go Went Go และยังมี แชร์โลมาเดะ รายการชวนชิมอาหารจากร้านเด็ดตามโลเคชันต่างๆ รายการทำอาหารกินเองที่บ้านอย่าง อยู่บ้านไม่อดตาย by เชฟตี๋ และเร็วๆ นี้เขากำลังวางแผนทำรายการใหม่ที่ผุดขึ้นจากความชอบและความสนุกรอให้ติดตามเพิ่มอีก

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

เลือกได้ไหม

แนวคิดกระจายความเสี่ยงของบาสในตอนนั้นส่งผลถึงวิกฤตในตอนนี้ ขณะที่ COVID-19 ระบาด ร้านของเขาต้องปิดชั่วคราว แต่เขายังพอมีรายได้อีกทางจากการทำยูทูปและทำเพจอยู่บ้าง และเพราะรู้ว่าคนต้องการดูอะไรที่สนุกๆ ทำให้ตอนนี้รายการต่างๆ ในช่องของเขามีคนดูมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

มีครั้งไหนบ้างที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด เราถาม

บาสเล่าถึงธุรกิจตลาดนัดกลางคืนชื่อว่า 20Space 

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

“การเปิดตลาดเป็นความท้าทายของเรา เพราะมีตัวแปรเป็นตัวเอง ผู้เช่า และลูกค้าที่มาเดิน ซึ่งตัวแปรมากขึ้นทำให้เขารู้สึกต้องคิดเยอะและเริ่มไม่มีความสุข กลายเป็นเกมที่ใช้เงินทุนสูงมาก ซึ่งเรายอมรับว่าประเมินตัวเองสูงไปในวันแรก คาดการณ์ว่าสักครึ่งปีคนน่าจะเริ่มติดและคงได้เงินคืนเท่าทุน แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นตามที่หวังเลยหยุดทำ เพราะหากทำต่อก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง เพิ่มเงินทุน เพิ่มทุกอย่าง และจะกลายเป็นว่ายิ่งแย่

“ข้อดีคือผมเป็นคนที่รับความผิดหวังได้ดี ซึ่งเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่จะทำให้ไปต่อได้เร็ว ก่อนจะทำอะไร ผมคิดเสมอว่าในการลงทุน สมมติใช้เงินสองล้านบาท ถ้าหากขาดทุนเสียทั้งสองล้านบาทไป เรารับได้ไหม ถ้ารับได้และไม่เดือดร้อน เราจะทำ เพราะสุดท้ายถึงไม่สำเร็จ เราก็จะได้เรียนรู้อะไรมากมายแน่นอน” บาสเล่า

‘เหมือนได้ทำงานที่ไม่เหมือนทำงาน’ ซึ่งนั่นคือความสุขที่เขาต้องการ

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

“ผมจะมีความสุขกับทั้งสองอย่างทุกครั้ง อย่างแรกจะเกิดเมื่อมีผลตอบรับที่ดีกลับมา ทั้งจากลูกค้าที่ร้าน หรือจากผู้ชมรายการ มันทำให้รู้สึกดี อย่างที่สองมันจะตอบแทนมาในรูปแบบของตัวเงินที่ทำให้ผมมีกินมีใช้

“ถ้าผมเลือกว่าจะเอาแต่คำชม ไม่สนเงิน มันอาจจะได้คำชมเยอะกว่านี้ แต่ถ้าผมเลือกเงินเป็นหลัก โดยไม่สนว่าจะมีคนชมเยอะแค่ไหน ก็อาจได้เงินเยอะกว่านี้เหมือนกัน ซึ่งผมดันสนทั้งสองอย่าง ก็เลยกลายเป็นคนที่ทำอะไรกลางๆ แต่เป็นกลางๆ ที่มีความสุขมากนะ” บาสทิ้งท้าย

ก่อนวางสายจากบาส ฉันถามเขาว่า ช่วงอยู่บ้านแบบนี้ทำอะไรบ้าง

บาสรีบตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น (มาก) ว่า เขารู้สึกสนุกทุกครั้งในการวางแผนชีวิตว่าแต่ละวันเขาจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ดี และมองว่าช่วงนี้เป็นโอกาสดีอย่างหนึ่งในการพัฒนาตัวเอง

เขาอยากเก่งกว่านี้ในหลายๆ เรื่อง แต่ถ้ามีงานเยอะ เขามักจัดลำดับความสำคัญของการเรียนรู้ไว้ทีหลัง จนบางครั้งก็ลืม ฉะนั้นช่วงนี้คือนาทีทอง

หลังวางสาย เขาบอกว่าจะไปนั่งศึกษาเรื่อง SEO หรือ Search Engine Optimization ศาสตร์ที่ทำให้ธุรกิจออนไลน์ของเขาเข้าไปอยู่ในหน้าแรกๆ ของกูเกิลและยูทูปได้ ทั้งยังกำลังทำการบ้านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ด้วยการหยิบหนังสือประวัติศาสตร์มานั่งอ่าน เพราะอยากรู้ว่าเวลาเดินทางไปในแต่ละแห่ง ที่ตรงนั้นมันเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเล่าเรื่องในฐานะนักธุรกิจที่รักในการเดินทางต่อไป

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

ภาพ : ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์

Writer

Avatar

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

อร-พัศชนันท์ เจียจิรโชติ 

หลายคนคงไม่คุ้นเคยกับการที่ชื่อของเธอต่อท้ายด้วยชื่อจริงและนามสกุลเท่าไหร่ เพราะในหลายบทความ หลากบทสัมภาษณ์ ชื่อของเธอมักถูกพ่วงมาด้วยนามสกุลที่ติดตัวมานานกว่า 6 ปีว่า อร (อดีต) BNK48

อรอุทิศช่วงเวลากว่าครึ่งของวัยรุ่นตอนปลายและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นให้กับการเป็นไอดอล โดยไม่ยอมให้ภาพลักษณ์ใสซื่อมากีดกันตัวตนของเธอ อรเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ และตะโกนบอกความต้องการของตัวเองเสมอ นั่นทำให้เธอไม่เคยหลบอยู่ใต้แสงไฟ

ตั้งแต่การเป็นเซนเตอร์เพลง RIVER ในอัลบั้มแรกของวง ดีไซน์เสื้อผ้าร่วมกับ atmos bangkok ในโปรเจกต์ crush ORN you คว้ารางวัลจากเวที KAZZ awards 2 ปีซ้อน (2020, 2021) และออกพ็อกเกตบุ๊กท่องเที่ยว ORN THE WAY ก่อนจะประกาศจบการศึกษาในเวลาต่อมา

หรืออาจเป็นเพราะค่ายไม่ได้มองเธอในฐานะไอดอลตั้งแต่แรก 

ความจริงคืออรถูกปั้นมาให้กลายเป็นดั่ง ‘อั้ม พัชราภา’ ประจำวง

ปัจจุบัน อร ในวัย 25 ไม่ได้รับบทเป็นใครทั้งนั้น นามสกุล 6 ปีถูกถอดทิ้งไป เธอนั่งแท่นเป็นผู้บริหารค่าย UNEQ Entertainment ที่เพิ่งเปิดตัวสด ๆ ร้อน ๆ สนุกกับชีวิตใหม่อย่างสมเป็นอร และใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน แบบที่ตอนเป็นไอดอลทำไม่ได้

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

ORN that day

อะไรคือความทรงจำแรกที่นึกถึงถ้าพูดถึง BNK48

นึกถึงตอนเดบิวต์ที่เราฝึกหนักมาก ๆ ทุกวันเป็นของ BNK ไม่มีอะไรแทรกเข้าไปได้

ทำไมนึกถึงความทรงจำนั้น 

เพราะรู้สึกว่า จะเติบโตได้ต้องมีรากฐานที่ดี ก็เลยจะนึกถึงรากฐานของตัวเองเสมอ สิ่งที่เราทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมด มันเติบโตมาเป็นต้นไม้ที่สวยงาม

แล้วต้นไม้ที่เติบโตมาอย่างสวยงามตลอด 6 ปี มีความรู้สึกอยากแกรดสักครั้งไหม

มีค่ะ ไปคุยเรียบร้อยเลย เพราะคิดว่าอยู่ข้างนอกเติบโตได้ดีกว่าตรงนี้ เบอร์มั่นมาก (หัวเราะ) 

คนข้างนอกพูดกับหนูเสมอ แม้แต่คนข้างในเขาก็จะพูดประมาณว่า อรไปได้ดีในวงการนะ ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ BNK แล้วก็ตาม แต่หนูก็แอบหวั่น เฟลจากหลาย ๆ อย่าง อันดับเลือกตั้งตกด้วย แอบเถียงในใจว่า ถ้าอยากสนับสนุนก็สนับสนุนตั้งแต่หนูอยู่ในวงสิ 

แล้วก็ค่าฉีกสัญญาแพงมากค่ะ หนูเลยไม่ฉีกดีกว่า (หัวเราะ) อาจจะเป็นลูกรักลูกชังแหละ หนูก็เลย โอเค กลับลำก็ได้

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

นอกจากค่าฉีกสัญญา เหตุผลอะไรที่ทำให้ยังอยู่ต่อ

แฟนคลับด้วย เพื่อนด้วย อยากจบพร้อมเพื่อน อีก 2-3 ปีก็จะหมดสัญญาแล้ว

อรจินตนาการภาพวันสุดท้ายของการเป็น BNK ไว้ยังไง

หนูคิดมาตลอด (หัวเราะ) ก็เลยไม่ได้ใจหายขนาดนั้น ทำใจมาเป็นปีแล้วค่ะ

พอวันสุดท้ายมาถึงจริง ๆ เหมือนที่คุณคิดไว้ไหม

แตกต่างนะ คิดไว้ว่าต้องอาลัยอาวรณ์กว่านี้ (หัวเราะ) แต่ช่วงหลัง ๆ งานรุ่น 1 เยอะมาก จนไม่ได้เทกไทม์ในการเศร้าหรืออะไร 

Jiwaru DAYS เนี่ย เป็นซิงเกิลสุดท้ายที่เต้นยากมาก หนูให้เลย Top 3 ของ BNK ที่เต้นยากที่สุด เพราะใช้เวลาจำ 4 วันแล้วขึ้นเลย คือวันแรกรับท่าก็เอ๋อไปแล้ว ต้องทำการบ้านเยอะมาก 

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

เขาแกล้งให้เกิดการจดจำรึเปล่า

เป็นไปได้ หรือเขาแกล้งวะ (หัวเราะ)

เราไม่ค่อยได้เจอเพื่อนเท่าไหร่ พอรวมกันทีก็เป็นอะไรที่ เออ เดี๋ยวตี เดี๋ยวทะเลาะ เราก็นั่งดู (ปรบมือ) เป็นโรงเรียนหญิงล้วนของจริง ใช้เวลาอยู่กับเพื่อน แล้วก็ซ้อม แล้วก็เหนื่อย เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป เดี๋ยวมันก็จะจบละ อีกนิดเดียว คอนเสิร์ตสุดท้ายแล้วเนี่ย แต่ก็เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจในพาร์ตที่ว่า เราก็อดทนเก่งเหมือนกันนะ คิดว่าเป็นโปรเจกต์จบแล้วกัน ออกไปก็สนามจริงแล้ว

โมเมนต์ที่ดีที่สุดคือตอนลงไฮโดรลิกไปแล้ว 19 คนที่แกรดนั่งกอดกันร้องไห้ แบบจบแล้วเว้ย ไม่คุยอะไรกันเลย เรานั่งอยู่เงียบ ๆ รู้สึกว่าภาพนั้นจะไม่มีอีกต่อไปแล้วบนโลกใบนี้ เพราะบางคนก็ออกจากวงการ บางคนไปเติบโตในทางของตัวเอง แล้วหนูก็ไม่มั่นใจว่า ในอนาคตจะจัดคอนเสิร์ตที่มีคนดูเท่านี้ได้ด้วยตัวคนเดียวรึเปล่า มันเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตวัยรุ่นของเราจริง ๆ 

เช้าวันแรกที่ตื่นมาไม่มีนามสกุล BNK48 อีกแล้ว รู้สึกยังไง

รู้สึกแบบ เราออกจริงเหรอ ช่วงที่หยุดงานก็จะฟุ้งซ่าน ปกติจะมีซ้อม มีนู่นมีนี่ ไม่ค่อยว่าง แต่พอไม่มีแล้วแปลก ๆ ปกติจะส่อง #ornbnk แต่นี่ต้องรีบตั้งใหม่เป็น อรอุ๋ง อย่างการตั้ง OpenChat ก็ไม่รู้หรอกว่าการต้องรับมือกับแฟนคลับเป็นยังไง ปรับตัวไม่ถูก ต้องมานั่งปิดการแจ้งเตือน เป็นการเรียนรู้ใหม่ทั้งเราและแฟนคลับ

แล้วก็ตอนออกจากกรุ๊ปไลน์ BNK ที่มีเป็นร้อย ตั้งแต่งานแรกยันงานสุดท้าย คือนั่งไล่ Leave Leave Leave

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน
อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

ใช้เวลานานไหม

นาน เพราะเรากลับเข้าไปดู เซฟรูปบางรูป มีความอ้อยอิ่งในการร่ำลา หรือนี่คือความรู้สึกของคนที่อกหัก เพิ่งเลิกกับแฟน ต้องมาลบแชต เนยก็บอกเหมือนอกหัก 

การออกกรุ๊ปใหญ่เป็นเรื่องยากที่สุด เราใช้เวลาประมาณ 4 วัน รอดูว่าใครจะออกคนแรก (หัวเราะ) พอมีคนออกแล้วนี่ก็แบบ ต้องทำยังไงวะ ยิ่งพวกกัปตันทีมจะต้องมีการเขียนยาว ๆ แต่หนูกดออกเลย

สมเป็นอร

(หัวเราะ) 

รู้สึกว่าเดี๋ยวเราก็เจอกัน ไอจีเราก็เห็นกัน แล้วการอันฟอล BNK ก็เหมือนเป็นการเคลียร์ชีวิตด้วย

ไม่ใช่ไม่ชอบหรือว่าอะไร แค่ไม่อยากติดตามแล้ว ช่วงแรก ๆ เราไม่ได้อยากเห็นวงขนาดนั้น หนูก็เลยไม่รู้ข่าววงเลย หรือว่ามันคืออาการอกหัก

เสียใจไหมล่ะตอนนี้

ไม่เสียใจนะ แค่รู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของเราแล้วก็เลยอันฟอล ไม่รู้เป็นการดีรึเปล่า

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

คิดว่าคือการจบการศึกษาจริง ๆ หรือเป็นการเริ่มต้นใหม่

เริ่มต้นใหม่ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการจบเลย ตราบใดที่เดินออกไป คุณยังมีนามสกุล BNK แม้เราจะไม่ได้พูดออกสื่อแล้ว แต่ก็ยังตามติดไปทั้งชีวิตอยู่ดี

ต้นปีก็คิดแล้วว่า เราต้องวางแผนยังไงต่อ จะหาคอนเนกชันยังไงดี เพื่อเรา เพื่อค่าย อ้อ ตอนนี้เปิดค่ายอยู่นะคะ ตอนแรกคิดว่าหมดสัญญา 21 ธันวาคมใช่ไหม จะปล่อยค่ายเลย วันที่ 23! แต่มันก็ดูน่าเกลียดไปไหมนะ

เอาจริงหนู Loyalty กับวงด้วย แม้แต่ผู้บริหารเองก็ตาม

จริงเหรอ

จริง แล้วก็เข้าใจความเป็นไปทั้งบทบาทเมมเบอร์ บทบาทของผู้บริหาร และแฟนคลับเอง เหมือนหนูเป็นตัวกลาง 

แต่การออกมาแล้วเปิดค่ายใหม่เป็นของตัวเอง หลายคนคงเข้าใจและคิดว่าถ้าเป็นอรก็ไม่แปลก

สมเป็นอร เออ เป็นพวกชอบเล่นใหญ่ (หัวเราะ) 

แค่รู้สึกว่าผู้จัดการที่ตรงตามความต้องการของเราเป็นสิ่งที่หายากมาก งั้นทำไมเราต้องเลือกผู้จัดการแค่คนเดียวล่ะ ในเมื่อเรารู้จักคนที่ดี ๆ มากมาย อย่างพี่แนน (ผู้จัดการ) ก็เป็นหนึ่งในนั้น อาจจะไม่ได้รู้จักกันนานมาก แต่หนูเห็นพี่แนนเป็นพี่ที่รัก เขาไม่เคยโกรธใคร เหมาะจะเป็นประสานงานในพาร์ตที่ต้องรับมือและแก้ปัญหา ต้องมีคนแบบนี้อยู่ในองค์กรของเรา แล้วก็ต้องมีคนที่เป็น Fighter คอยปกป้องเด็กอย่างพี่เหมา และมีพี่เอส ผู้หลักผู้ใหญ่ที่จะคอยแนะนำว่าต้องทำยังไงให้ออกงานแล้วไม่จม หรือสคริปต์แบบไหนที่เหมาะสมกับเรา 

แล้วคุณเป็นอะไรในค่ายนี้ 

อร… เป็นเจ้าของค่ายค่ะ (หัวเราะ)

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

ORN progress

ค่าย UNEQ Entertainment ของอร มองว่าจะเป็นค่ายแบบไหน

ในมุมแรกเลย คิดแบบง่ายที่สุด แค่ลดหย่อนภาษีเฉย ๆ (หัวเราะ) เปิดค่ายไปเลยก็ดูยิ่งใหญ่ดี เป็นเมมเบอร์หนึ่งเดียวในนั้น อนาคตค่อยว่ากัน แล้วเพื่อน ๆ ก็เหมือนรู้ มีแบบ “ต้องการ Main Vocal ไปอยู่ในนั้นไหม” 

จากค่ายเล็ก ๆ ที่ใช้ลดหย่อนภาษี ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า ต้องจริงจังแล้ว เพราะมีคนอยากเข้ามา  

คิดว่าอะไรในตัวคุณที่ทำให้เพื่อน ๆ เชื่อมั่นและไว้วางใจ

แวบแรกหนูอาจเป็นคนหนึ่งที่เพื่อนคิดว่าน่าจะไปรอดในวงการ แต่ความจริงคือไม่มั่นใจขนาดนั้นนะ (หัวเราะ) 

วงการนี้น่ากลัวมาก เป็น BNK เหมือนมีหลังคามาครอบเอาไว้ เลยลดแรงกระแทกได้เยอะ แต่พอออกมาเองจริง ๆ มันต้องสู้ 300% แค่ 100% ไม่ได้ เราขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ไว้ใจ แอบอุ่นใจนิดหนึ่ง มีเพื่อนมาอยู่ด้วย ไม่ได้ต่อสู้เพียงคนเดียวบนโลกนี้ แต่ถ้าเกิดเพื่อนไปเจอทางที่มั่นคงกว่า เราก็ยินดี

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

ค่ายใหม่ของคุณจะช่วยแก้ปัญหาที่ไอดอลเคยเผชิญมาได้รึเปล่า

จะแก้ปัญหาวงการไอดอลไหม อันนี้ไม่ทราบได้ แต่การเชือดไก่ให้ลิงดูนั้น เราทำได้ 

แฟนคลับจะค่อนข้างเป็นห่วงเวลาเจออะไรที่ไร้สาระ หรือเรื่องที่มา Sexual Harassment หนูด้วย ซึ่งหนูเฉยมากเลย จริง ๆ มันไม่ควรเฉยเว้ย แต่หนูเจอแบบนี้มา 6 ปี แล้วค่ายหนูจัดการอะไรไม่ได้ พูดจริง ๆ ไม่สามารถทำอะไรได้ มันชินไปแล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าคนพวกนี้มาทำอะไรชีวิตหนูได้ แค่อย่าเอาความคิดหยาบโลนของตัวเองมาป้ายคนอื่น

คือจะมองแค่เรื่องเพศอย่างเดียวเลยหรอวะ นี่ก็เลือก คนจะมาเป็นแฟนหนูแบรนดิ้งก็ต้องดีอยู่นะ เข้าใจปะ (หัวเราะ) อย่ามาคิดแทนค่า เปิดตัวเมื่อไหร่เดี๋ยวก็รู้ หรือเปิดตัวอีกทีมีลูก หนูคลอดแล้วค่า! 

ในมุมหนู มันเป็นสิทธิ์ที่เราพึงได้ เป็นสิทธิ์ที่ค่ายต้องปกป้องเราไม่ว่าทางใดก็ตาม เพื่อสภาพจิตใจ หรือหน้าตาของเราเองที่จะไม่โดนแบบนี้อีก เราแคปไว้หมดแล้ว มันต้องจับได้สักตัวแหละ เอาเงินเข้าค่ายสักหน่อย จะเชือดให้ดู

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

นอกจากเรื่อง Sexual Harassment ยังมีอะไรไม่เป็นธรรมที่อยากแก้ไขอีกบ้าง

นี่ก็ถามความเห็นเพื่อนว่ามาตรฐานของค่ายควรเป็นแบบไหน อยากมีอะไรเพิ่มเติมไหม และเราจะไม่ใช้คำว่าดูแลเป็นครอบครัว เราเป็นธุรกิจจริง ๆ นี่คือสิ่งที่เธอควรจะได้และเธอควรจะทำ

ซึ่งเพื่อนหนูทำได้อยู่แล้ว ประสบการณ์ 6 ปีในวงการบันเทิงหาไม่ได้ง่าย ๆ พูดตรง ๆ หนูคิดว่า BNK คือจุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารในวงการบันเทิง ความกดดัน ทุกอย่าง แล้วยิ่งอยู่ต่ำเท่าไหร่ การที่เราจะไปสูงมันเร็วมากเท่านั้น เพราะมีแรงถีบเยอะ 

หนูว่าเด็ก BNK แม่งโคตรเก่งเลยว่ะ ถึงแม้จะไม่อยู่วงการบันเทิงแล้ว แต่จะมีสกิลบางอย่างที่ติดตัวไปตลอดชีวิตแน่นอน

ORN my way

หลังผ่านการเป็น BNK48 มาแล้ว รับมือกับเรื่องยาก ๆ ได้ดีขึ้นรึเปล่า

มีเรื่องใหม่ ๆ ที่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา แค่คิดว่าเรารับมือกับอะไรที่ไม่ยุติธรรมได้ดีแน่ ๆ

คุณเป็นผู้หญิงที่ผ่านการต่อสู้มาเยอะ ในวัยเด็กคิดไหมว่าต้องมาถึงจุดนี้

คิด เพราะหม่าม้าเคยเป็นดาราตัวเล็กตัวน้อย แต่อากงไม่ให้เป็น เต้นกินรำกินไม่เหมาะกับครอบครัว ต้องเป็นคุณหมอ แล้วบ้านหนูก็เป็นบ้านหมอ ความฝันของหม่าม้าเลยมาตกที่ดิฉันที่เป็นผู้หญิง 

ตั้งแต่เด็กเขาเลยอยากให้หนูขึ้นเวทีตลอด ๆ ร้องเยอะ เต้นเยอะ มันเลยเป็นความฝันที่… เอาจริงตอนเด็กก็ไม่แน่ใจเป็นความฝันของหนูเองหรือของหม่าม้า แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเราชอบตรงนี้ ถึงไม่ใช่เพราะหม่าม้า หนูก็น่าจะอยู่วงการบันเทิง 

งั้นทำไมถึงเลือกมาเป็นไอดอล ไม่ใช่นักแสดง

อยากเป็นเกิร์ลกรุ๊ป (หัวเราะ) ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกาหลีบุกประเทศไทย ฉันอยากจะเป็น ฉันจะทำให้ได้ ฉันจะส่งเดโม่ แล้วท่ามกลางเกาหลีก็มีญี่ปุ่นเข้ามา คิดว่าน่าสนใจดี ตอนสมัครก็มั่นใจว่าเราน่าจะได้แหละ ประมาณ 60% ดูจากคณะกรรมการ

แล้วอีก 40 ล่ะ

  40% ทำใจไว้ก่อน จะมั่นหน้าเกินไป (หัวเราะ)

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

อรเป็นคนที่บอกความต้องการของตัวเองตลอดเวลาไหม

ใช่ แต่นี่เป็นสิ่งที่เพิ่งค้นพบมาเหมือนกันว่า ตะโกนเยอะก็ไม่ดี เพราะอาจจะมีบางคนที่เขาอยากเติบโต อยากโดดเด่นเหมือนกัน แต่เขาไม่กล้าพูด เขาจะอิจฉาคนแบบเรา หนูก็เลยไม่แปลกใจที่โดนอิจฉาบ่อย 

ความจริงก็คือ หนูไม่ได้แคร์ว่าเขาจะอิจฉาหรือไม่อิจฉา มานั่งด่าหนูหรือมานินทาลับหลังหนู แค่รู้สึกว่าการที่เขาคิดแบบนี้มันทำให้เขาไม่ไปไหนสักที ในเมื่อเธออิจฉาก็ทำให้ได้เท่าฉันสิ คือเราก็ไม่ได้เก่ง เรายังต้องเรียนรู้ตลอดเวลา มีพลาด มีคิดไม่ออก มีคิดไม่ถึง มีสิ่งที่เราต้องเรียนรู้

พี่ต้อม-จิรัฐ บวรวัฒนะ เขาพูดมาเสมอว่า “ผมนับถือคุณ ที่ให้รับผิดชอบงานเดี่ยวได้ เพราะว่าคุณทำ ไม่ใช่พูดอย่างเดียว” ง่าย ๆ แค่นั้นเลย

อย่าง ORN and ON ตอนแรกจะไม่ทำ แต่รู้สึกว่าควรมีผลงานสักชิ้นหนึ่ง หนูอยากให้แฟนคลับภูมิใจในตัวหนูเสมอ หนูเห็นเขาเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง เหมือนเด็กคนหนึ่งที่อยากทำให้พ่อแม่ชม อาจจะเป็นการคาดหวังที่ไม่ดีรึเปล่าก็ไม่รู้นะ

แล้วเอาตัวรอดยังไงในค่ายไอดอลที่เต็มไปด้วยกฎ

ทำตัวเป็นน้ำ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ

มีสักครั้งไหมที่ไปขวางเรือ

ก็ออกจากค่ายไงคะ (หัวเราะ) ครั้งเดียวจบเลย 

ORN my life

ตลอด 6 ปีของการเป็น BNK ถ้ามีคะแนนเต็ม 10 คุณเป็นตัวเองกี่คะแนน

6 เต็ม 10 เราพูดทุกอย่างที่คิดไม่ได้ขนาดนั้น

ถ้าเทียบกับเพื่อน ๆ คิดว่าคนอื่นได้กี่คะแนน

4 เต็ม 10 หนูคิดว่าเพื่อน ๆ ไม่ค่อยบอกความต้องการของตัวเองสักเท่าไหร่ หนูเด่นในการ Outstanding ออกมา แต่จริง ๆ แล้ว 6 คะแนนของเราคือธรรมดามาก 

ตอนอยู่ BNK ใครเป็นคนวางคาแรกเตอร์ให้คุณต้องเป็นคนแบบนี้

อยากรู้ว่าคนแบบนี้เป็นแบบไหน ในมุมของคนข้างนอก

เป็นผู้หญิงมั่นใจ มีความคิดเป็นของตัวเอง พูดจาฉะฉาน ไม่ค่อยยอมคน 

แต่ถ้าอะไรหยวนได้ก็หยวนนะ

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

ซึ่งค่ายเลือกให้หรือเราเป็นเอง

เป็นนิสัยหนูอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ค่ายวางให้หนูคือนักแสดงค่ะ ไม่ว่าจะอะไร เขาไม่ได้มองว่า หนูเป็นศิลปินเดี่ยว เกิร์ลกรุ๊ป เขามองว่าหนูเป็นนักแสดง

เพราะ

เขาบอกว่า อยากให้หนูเป็น พี่อั้ม พัชราภา (หัวเราะ) 

พูดจริง พี่ต้อมบอกว่า “ผมเห็นคุณเป็น อั้ม พัชราภา” วันแรกเขาบอกว่าหนูเป็นคนสวย (หัวเราะ) 

แล้วตอบกลับเขาไปว่าอะไร

หนูก็ อ๋อ ค่ะ อั้ม พัชราภา เลยหรอวะ เอาจริงหรอแม่ (หัวเราะ)

หนูอาจจะสวยสู้พี่เขาไม่ได้ แต่จะพยายามนะคะ ก็พูดไปอย่างนี้ แต่เขาวางแผนไว้ให้เป็นแบบนี้ ความเบอร์ใหญ่ ความแม่ เอาแซ่บ ๆ โต ๆ สาว ๆ ไปเลย  

ตั้งแต่ตอนออดิชัน เขาจะวางแล้วว่าคนนี้มีภาพลักษณ์แบบไหน คนนี้มาร้องเพลง เต้น หรือแสดง  

มองว่าตัวเองเป็น อั้ม พัชราภา ได้ไหม

ไม่นะ หนูไม่น่าเป็นพี่อั้มได้ 

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

ถ้าให้ตั้งชื่อตัวเองในวงการจะชื่อว่า

ตอนแรกหนูมีอยู่เกือบ 3 ชื่อ ชื่อจริง ๆ หนูคือแคทเธอรีน ซึ่งนี้มันเก่ามาก เพื่อนบูลลี่ บางคนไม่ยอมเรียกแคทเธอรีน แล้วอาเจ็ก น้องของพ่อ เขาชอบ ‘อรอนงค์ ปัญญาวงศ์’ หนูก็เลยชื่ออร

นี่คือที่มา แต่ก็อายที่ชื่ออรอยู่ดี รู้อย่างนี้ชื่อแคทเธอรีนดีกว่า แต่ตอนเด็กมันเลือกอะไรไม่ได้ไง 

แล้วชอบไหมที่แฟนคลับตั้งฉายาให้ว่าอุ๋ง

อรอุ๋ง ได้นะ รู้สึกเป็น อ อ่าง ๆ (หัวเราะ) ตอนนี้หนูก็ใช้อรอุ๋ง คนข้างนอกจะจำอรอุ๋งได้มากกว่าอร BNK แล้วแฟนคลับก็ไม่คิดด้วยว่าหนูจะใช้ชื่อนี้ เขาแบบ “อรอุ๋ง ฉันว่าไม่ใช่ แอคทวิตนี้มันไม่ใช่หรอก อรไม่อยากใช้อรอุ๋ง มันหนีอรอุ๋งมาตลอดทั้งชีวิต แล้วอยู่ดี ๆ จะมาใช้อรอุ๋ง” สุดท้ายก็คือ ใช่ว่ะ ใช่จ้า

อะไรที่อร BNK48 มักจะถูกถาม สัมภาษณ์ สงสัยเยอะที่สุด

ถ้าจากข้างนอกก็ ออกจากวงยัง (หัวเราะ)

ทำไมถูกถามบ่อย

หนูอาจจะลุคไม่เหมือนคนอยู่ BNK มั้ง เขาเลยสงสัยว่านี่ยังอยู่ในวงปะเนี่ย แต่จริง ๆ หนูอะกรีดเลือดออกมาสีม่วงเลยนะ

แล้วก็ที่โดนถามเยอะ คือ BNK ยังมีอยู่ไหม หลังจาก คุกกี้เสี่ยงทาย มีซิงเกิลอะไรล่ะ ทั้งที่ คุกกี้ฯ คือซิงเกิลที่ 2 เรามี 10 กว่าซิงเกิลแล้ว (หัวเราะ)

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน
ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

อะไรที่ได้มาจาก BNK แล้วทำให้อรเป็นอรทุกวันนี้

หนูว่า EQ หนูดีขึ้น แล้วก็รู้สึกว่า ผู้หญิงเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน (หัวเราะ) 

ความเป็น BNK คือ ผู้หญิงละเอียดอ่อน เดินไปห้องน้ำช้า เดินเป็นแก๊ง ไปเข้าห้องน้ำคนเดียวไม่ได้ หรือต้องอ้อยอิ่งนิดหนึ่ง หนูไม่เข้าใจ อย่างตาหวานก็บอกว่า “ตอนแรกเอ็งนี่มันตัวตึงอยู่นะ” ไม่แปลกที่น้องกลัว แต่ในระหว่างทางไม่ได้สวยงามขนาดนั้นเลย ก็เลยกลับมามองตัวเองว่า ไม่ใช่ให้คนอื่นมาปรับตัวกับเรา เราควรปรับตัวกับคนอื่น ปัญหาอยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ที่เขา

เรามี EQ มากขึ้น มี Human Skill มี Empathy เป็นสิ่งที่ควรมีในตัวทุกคน ไม่ได้หมายความว่าเราจะอ่อนลง เราแค่เข้าใจผู้อื่น แล้วก็เป็นผู้ฟังมากขึ้น เพราะจริง ๆ คนเราขาดคนฟัง ส่วนใหญ่เราจะมีแต่คนพูด แล้วพอเราเปิดใจฟัง เรารู้สึกได้มากกว่าที่พูดซะอีก การเป็นผู้ฟังที่ดีเป็นสกิลที่ยากมาก 

แล้วการเป็น BNK ทำให้อรเสียอะไรไปบ้าง 

เมมเบอร์ BNK คงจะตอบว่าเสียสละช่วงเวลาวัยรุ่นค่ะ ซึ่งมันจริง จริงแน่ ๆ 

เราเสียช่วงเวลาอยากสนุกไป เช่น หนูเพิ่งไปสถานบันเทิงเริงรมย์ตอน 25 ขวบ เพื่อนก็ถาม จริงหรอมึง นี่ก็แบบ จริง ฉันเพิ่งรู้สึกกล้าที่จะทำอะไรอย่างนี้

ถ้าย้อนกลับไปหนูก็อยากเดินจับมือแฟนที่สยาม เพราะหลังจากนั้นมันไม่มีทางที่จะทำได้อีก คือหนูทำอย่างอื่นเยอะมากจนคิดว่า ถ้าสิ่งที่… (นิ่งคิด) ที่รู้สึกเสียดายน่าจะเป็นเรื่องความรัก หนูอยากมีแฟน 

แต่ถึงยังไง หนูก็ไม่น่าจะเปิดตัวแฟน มันไม่คุ้ม (หัวเราะ) หนูไม่อยากให้คนมานั่งเสิร์ช ‘อร พัศชนันท์ แฟน’ 

พอเป็นดารา เราถูกโฟกัสมาตลอด ไม่ว่าทำอะไรคุณจะโดนนับเป็นสถิติเสมอ อรเลือกตั้งอันดับที่เท่าไหร่ เป็นดารา Top 10 ในไทยไหม มีรายได้เท่าไหร่ หนูเลยรู้สึกว่า ไม่อยากเอาเรื่องส่วนตัวมาให้โดนแสล็น เลยคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าเปิดตัว

มีอะไรที่ค้างคาหรือยังไม่ได้ทำในฐานะ BNK อยู่ไหม

ไม่มีค่ะ หนู Complete ทุกอย่างแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่คิดมาเหมือนกันว่า เราเหลืออะไรอีกวะ กัปตันก็ไม่ได้อยากเป็น พูดจริง ๆ เลยตัดไป เซนเตอร์เป็นแล้ว แถวหน้า แถวกลาง แถวหลัง เป็นหมดแล้ว พรีเซนเตอร์เป็นหมดแล้ว 

เพลงใหม่ BNK ไง Iiwake ​Maybe โอ้ย เสียดาย ฉันอยากใส่ชุดลายสก็อตสีแดง 

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

งั้นต่อจากนี้คนคุยกับอรเรื่องอะไรถึงจะสนุกที่สุด

หนูชอบ Deep Conversation นะ ตอนนั้นเจอ พี่บาส ณัฐวุฒิ ที่งานแต่ง เขาถามว่า “สิ่งที่ได้จาก BNK คืออะไร” เป็นคำถามจากคนที่รู้จักกันครั้งแรก มา! มวยถูกคู่ว่ะ หนูชอบอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าคนไหนปิดใจ หนูก็จะไม่ถามต่อ เปลี่ยนเรื่องอื่น เอาจอย ๆ แทน 

แล้วคุยกับตัวเองบ่อยไหม

บ่อย แต่ไม่ได้คุยออกมานะ คุยในความคิด แล้วหนูเพิ่งค้นพบวิธีที่แยกความคิดตัวเองคือ เขียนลงไป ช่วงนี้ก็จะมีไดอารี่

ส่วนมากสิ่งที่จดลงไปเป็นเรื่องอะไร

เรื่องค่ายหมดเลยค่ะ น้องคนนี้ต้องการแบบนี้ ๆ เป็นไปได้ไหม ทุกคนต้องมานั่งคุยกันว่าอะไรทำได้ไม่ได้

ชีวิตจะมีแต่เรื่องงานไหมนะ

การได้กินกาแฟแก้วหนึ่งก็มีความสุขแล้ว หนูรีแลกซ์ได้ หรือการได้มาทำหน้า กินไส้ย่างกับเพื่อนต่อ ฉันจะหาทางเติมพลังของฉันเอง หนูเป็นพวกชอบทำงาน อย่างตอนนี้ติดนิยายจีนก็มีความสุข อ่านไป 400 กว่าตอนแล้วค่ะ บัลลังก์หมอยาเซียน บอกชื่อเลย

เล่าให้ฟังหน่อย

เจอบนเฟซบุ๊ก แล้วหนูก็ไปอ่านเรื่องย่อ สักพัก อ้าว ติดว่ะ มี 2,000 กว่าตอน หนูอ่านไป 400 นี่ยังไม่ถึงครึ่งเลยนะ (หัวเราะ) หนูใช้วันหยุดปีใหม่ไปกับการอ่านนิยายและการนอน

ถ้าสมมติอ่านถึงตอนที่ 1,900 แล้วเขาบอกว่าจะเลิกแปล

ร้องไห้! เพราะมันติดแล้วอะ แล้วจะจบยังไงวะ หรือยังเขียนไม่จบ หนูก็เลยพยายามเบรกตัวเองให้อ่านช้า ๆ ลง แต่ก็ไม่ได้ ไม่รู้พี่ได้ประโยชน์จากการสัมภาษณ์นี้ไหมนะ แต่หนูคงจะเป็นภาวะซึมเศร้าหลังอ่านนิยายจบ หนูไม่อยากให้มันจบเลย

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าอยากแต่งงานก่อนอายุ 30 ตอนนี้ยังอยากอยู่ไหม

(หัวเราะ) โอย หนูว่าหนูได้แต่งงานหลัง 30 

ก็ขนาดตอนนั้นยังให้สัมภาษณ์เลยว่าแพ้แอลกอฮอล์ แล้วหนูเพิ่งไปเที่ยวผับตอนอายุ 25 ค่า เราต้องอัปเดตเนาะ 

พูดไปจะโดนด่าไหมวะ ความรักมันเป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน แต่หนูเป็นคนรักจริง ถ้าเปิดตัวก็คงแต่ง คงมั่นใจในระดับมากแล้ว และแบรนดิ้งก็อาจจะต้องดีมากด้วย จริง ๆ หนูเป็นคนสบายนะ แค่ต้องการคนที่รับได้กับการที่หนูนอน 14 ชั่วโมง หรือการที่…

อ่านนิยายวันละ 50 ตอน 

ใช่! หนูโลกส่วนตัวสูงมาก เคยคิดว่าถ้ามีแฟนแล้วต้องสร้างบ้านด้วยกัน คงต้องสร้างห้องแยก หนูกับเขา แล้วก็มีห้องของเราเป็นเบสหลักในการนอน เช่น หนูกลับดึกก็กลัวรบกวนการนอนเขารึเปล่า หนูคิดเยอะไปหมดเลย เพราะหนูแค่อยากเปิดตัวคนนี้แล้วแต่งเลย เหมือนซงฮเยคโย 

ส่วนแบรนดิ้งดีที่ว่าก็คือ ผู้ชายไม่มีข่าวเสียหาย หรือเจ้าชู้ มีแฟนคลับเคยมาจับมือแล้วก็บอกว่า “อรจะมีแฟนเป็นใครก็ได้ พี่ไม่ว่า จะรวยหรือจะจน ขอแค่อย่าทำร้ายอร พี่ไม่อยากเห็นข่าวอรโดนซ้อม” ถ้าจะมีแฟนก็ต้องเป็นคนที่ไม่มีคำครหาว่าคนนี้ไม่เหมาะสม 

แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าหนูจะรักคนนี้จริง ๆ ไม่ว่าจะยังไง แบรนดิ้งไม่ดี มันก็รักแหละค่า 

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

คิดถึงขั้นมีครอบครัวเลยเหรอ

หนูอยากมีลูก แต่ก็แอบกลัวว่าถ้าเกิดมาในสังคมตอนนี้อาจไม่แฟร์กับลูกเท่าไหร่ โทษนะ เจอ PM 2.5 เจอโควิด เจอผู้นำประเทศแบบนี้

หนูคิดว่าคงเลี้ยงลูกแบบเพื่อน ถ้าจะมีก็มี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร คงต้องถามสามีว่าอยากมีลูกไหม แต่ถ้าอยากมีลูกเป็นคอกก็ไม่เอา นั่งอ่านนางเอกใน บัลลังก์หมอยาเซียน ก็คือแฝดสาม (ถอนหายใจ) แต่ถ้าอยากให้เลือก… อยากได้ผู้ชายมากกว่า เพราะว่าผู้หญิงเสียเปรียบในสังคม ขนาดในวงการบันเทิงยังเสียเปรียบเลย

แค่รู้สึกว่าถ้ามีลูกมันควรมีตอนนี้ แต่ตัวเองก็ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน จะไปเลี้ยงลูกได้ไงวะ

ขอความสามารถพิเศษ 1 อย่างที่คนไม่รู้เกี่ยวกับคุณ

นอนได้เกินวันละ 14 ชั่วโมง

ไม่กินข้าวก็ได้ แต่ขอหลับ ถ้านอนเที่ยงคืน หนูตื่นอีกที 5 โมงก็ได้ ถ้าเกิดวันนั้นว่างจริง ๆ 

ถ้าได้จับมืออร BNK เป็นเวลา 8 วินาที จะบอกอะไรกับเธอ

แวบแรกคือ ในชีวิตนี้หนูไม่มีทางไปงานจับมือ (หัวเราะ) พูดตรง ๆ ไม่มีทาง 

แต่ว่าถ้าต้องไปจับอร BNK…

ภูมิใจในตัวเองเข้าไว้นะ จะใช้คำนี้ แค่นี้แหละค่ะ

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

Writers

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load