‘เบื้องหน้าที่ให้เห็น อาจไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็น’

บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ในวัยเลข 3 ทำให้เราต้องมองเขาใหม่

จากอดีตมือกีตาร์วงดนตรีป๊อปอย่าง Better Weather เมื่อ 10 ปีที่แล้ว บาสหันหลังให้วงการบันเทิงมาทำสิ่งที่รักอย่างการเดินทางรอบโลก

เขาสร้างชื่อในฐานะนักเดินทางผู้เล่าประสบการณ์สนุกบนเพจ Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว ที่มีผู้ติดตามกว่า 7 แสนคน

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

และในห้วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ บาสกำลังซุ่มทำ #saveการท่องเที่ยวไทย แคมเปญช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เพื่อช่วยโปรโมตโรงแรมให้ฟรี แลกกับส่วนลดให้คนไทยเข้าถึงโรงแรมหรูในราคาย่อมเยาเมื่อสถานการณ์ไวรัสคลี่คลาย นั่นทำให้เรารีบนัดหมายเพื่อคุยกับเขาทันที 

เมื่อได้คุยแล้ว เรากลับค้นพบว่าตลอดระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่วันแรกที่บาสเปิดเพจของตัวเอง จนใครๆ ก็เรียกเขาว่า ‘บาส Go Went Go’ นั้น น้อยคนจะรู้ว่าบาสมีอีกหนึ่งบทบาทที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน เขาเป็นทั้งผู้ประกอบการหนุ่มเจ้าของร้าน 20Something Bar มานานนับสิบปี เคยเปิดตลาดนัดกลางคืน 20Space และเป็นผู้ก่อตั้ง 20TV ช่องรายการไลฟ์สไตล์บนโลกออนไลน์ ที่มีทั้ง Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว, Walker Talker : เดินทางเล่าเรื่อง, แชร์โลมาเดะ และ อยู่บ้านไม่อดตาย by เชฟตี๋ อยู่ในนั้น

เหตุผลที่บาสจริงจังกับการทำธุรกิจพอๆ กับความฝันที่ได้ออกเดินทางรอบโลกก็คือ เขาเติบโตมาจากการหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่เด็ก หลังเข้าวงการบันเทิง เขาลองผิดลองถูก เปลี่ยนความชอบเป็นธุรกิจจนพบสิ่งที่เขาเชื่อมั่น

เขาบอกว่า หากทุกเช้าที่ตื่นได้วางแผน สร้างเป้าหมายใหม่ๆ ให้กับชีวิตและสิ่งที่ทำ คำว่ากลัวล้ม กลัวเจ็บ จะไม่มีวันอยู่ในพจนานุกรมของเขาแน่นอน 

และตอนนี้บาสได้โจทย์สมการที่ยั่งยืนต่อเส้นทางสายนี้แล้ว

ทำสิ่งที่ชอบ + ทำแล้วต้องได้เงิน = ธุรกิจที่มีความสุข

นี่แหละสมการของเขา

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

#Saveการท่องเที่ยวไทย

ตลอดการสนทนานี้เป็นบทสนทนาผ่านโทรศัพท์ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าช่วงนี้คนไทยทุกคนต้องเลี่ยงการออกจากบ้าน เพื่อป้องกันตัวเองจาก COVID-19 ซึ่งบาสและเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้อง Work from home

ก่อนที่ไวรัสจะระบาดหนัก บาสเปิดตัวแคมเปญ #Saveการท่องเที่ยวไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว และกระตุ้นให้คนไทยออกไปเที่ยวกันอีกครั้งด้วยการโปรโมตโรงแรมให้ฟรี แลกกับการมอบส่วนลดให้คนไทยเข้าถึงได้ง่าย แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดในตอนนี้ทำให้แคมเปญของเขาต้องเลื่อนไป แต่แน่นอนว่าอุดมการณ์ที่อยากให้คนไทยเที่ยวในราคาถูกลงไม่ได้หายไปไหน เพราะหลังโรคระบาดคลี่คลาย สิ่งที่เขาตั้งใจไว้จะหวนกลับมาช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

“เพราะการท่องเที่ยวไทยคืออู่ข้าวอู่น้ำ และเป็นผู้มีพระคุณ”

นี่คือนิยามที่บาสบอกเราว่าแคมเปญนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร 

“ผมทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและมีรายได้หลักจากตรงนี้ ฉะนั้น การท่องเที่ยวจึงมีบุญคุณ ในวันที่การท่องเที่ยวลำบาก ผมจึงอยากช่วยเหลือให้กลับมาหายใจคล่องอีกครั้ง และเข้าใจผู้ประกอบการที่ต้องเจอภาวะวิกฤตที่ขัดสนโดยไม่ทันตั้งตัว ยิ่งถ้ามองลึกเข้าไปอีก การช่วยผู้ประกอบการจะส่งผลต่อพนักงานให้เขามีงานทำ มีรายได้ พอมีรายได้ เพียงพอต่อการจับจ่ายใช้สอย เงินหมุนเวียนในประเทศ เหมือนต้นน้ำ ปลายน้ำ ที่ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจมันไม่เงียบ พอไม่เงียบ ก็จะกลับมาสู่ตัวเราและธุรกิจของเราเองในทางอ้อม”

แม้บาสมีโรงแรมที่พร้อมโปรโมตในมือกว่า 300 แห่ง แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกักตัวอยู่บ้าน ได้แต่รอวันที่สถานการณ์ดีขึ้น เขาไม่ได้ล้มเลิกการทำแคมเปญลดราคา เพียงขยับให้คนที่สนใจคอยเก็บส่วนลดไปใช้หลังจากที่สถานการณ์ดีขึ้น

ถึงตอนนั้นบาสเชื่อว่าคนคงจะเก็บกดจากการอยากออกไปเที่ยวและคงพูดกันระนาวว่า

“ไม่ไหวละโว้ยยย ต้องออกไปเที่ยวแล้ว” อย่างแน่นอน

“ผมมองว่า COVID-19 คือบทเรียนที่ดีของทุกองค์กร การที่ธุรกิจซบเซาด้วยโรคระบาด เป็นสิ่งที่องค์กรต้องปรับตัว บางโรงแรมไม่ได้สร้างแคมเปญขึ้นมาเพื่อสนับสนุนคนไทย แต่ทำเพื่อชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ปัญหาเลยอยู่ที่ว่าคนไทยจะมองว่าแพง ทั้งที่ยังไม่เคยไปนอนด้วยซ้ำ หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่คิดจะไปเลย ทำให้มีรายได้จากชาวต่างชาติช่องทางเดียว

“ผู้ประกอบการควรเริ่มทบทวนตัวเองด้วยการมีโปรโมชันให้คนไทยในอนาคต เพราะสถานการณ์ตอนนี้กระทบภาพรวมจนอาจทำให้เขารู้สึกว่าควรจะมีกลุ่มเป้าหมายรองเอาไว้ เพราะวันหนึ่งเคยรับคนจีนเป็นหลัก แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่คนจีนไม่สามารถเข้าประเทศไทย ผู้ประกอบการรายนั้นจะไม่เหลือลูกค้าสักคน กลับกันถ้านำบทเรียนจากเหตุการณ์ COVID-19 มาต่อยอดเพื่อรักษาฐานลูกค้าในประเทศบ้าง ก็ถือเป็นการมองการณ์ไกลที่ไม่เลว” บาสเล่า

ชีวิตลิขิตเอง

น้อยคนจะรู้ว่าบาสสนใจเรื่องธุรกิจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเดินทางสะสมประสบการณ์

บาสในวัยเด็กมีความฝันว่าอยากผจญภัยรอบโลก จินตนาการถึงความสนุกในต่างประเทศ บาสจึงบอกเราอย่างติดตลกว่า เด็กชายบาสคิดอยากรวยมากแค่ไหน เพราะคิดว่าเงินคือปัจจัยสำหรับต่อยอดความฝันครั้งนี้ได้ดีที่สุด 

เมื่อโตขึ้นทันรู้เรื่องบ้านเมือง พ.ศ. 2540 หรือยุคฟองสบู่แตก ก็ยิ่งตอกย้ำว่า ‘เงินคือคำตอบ’ ความฝันของบาสเลือนลาง เพราะธุรกิจที่บ้านมีปัญหา จากครอบครัวชนชั้นกลางที่พอกินพอใช้กลายเป็นไม่มีเงิน มิหนำซ้ำพ่อกับแม่ยังแยกทางกันไปมีครอบครัวใหม่ ทำให้บาสต้องออกมาอยู่คนเดียว เริ่มทำงานหาเงินจ่ายค่าหอพักและเลี้ยงตัวเอง ทั้งไปเป็นเด็กเสิร์ฟ เล่นดนตรีตามร้านอาหาร รวมไปถึงการเป็นแบ็กสเตจตามงานต่างๆ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเรียนจบ เขาได้รับโอกาสที่ดีจากผู้ใหญ่ จึงเข้าสู่วงการบันเทิงในฐานะนักแสดง พิธีกร วีเจ และศิลปิน เรียกได้ว่าเขาทำงานแทบทุกสายในวงการบันเทิง

จากที่เช่าหอเดือนละพันกว่าบาท พอเริ่มมีเงินมากขึ้น บาสค่อยๆ ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ที่ดีขึ้น ขยับขยายไปเรื่อยๆ ตามความสามารถในการหารายได้จนซื้อคอนโดฯ เป็นของตัวเอง

ระหว่างทำงานในวงการ บาสเริ่มอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งเขามองว่ามันเป็นด่านการทดลองว่าเขาจะเหมาะกับเส้นทางธุรกิจหรือเปล่า เขาเริ่มจากความชอบดื่ม มาเปิดเป็นร้านนั่งดื่มเล็กๆ เป็นของตัวเอง 

ตอนนั้นเขาคิดว่าทำเล่นๆ เอาไว้นั่งกินกับเพื่อน แต่ร้านก็เติบโตจนเข้าปีที่ 10!

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

Live and Learn

2 ปีแรกของการเปิดร้าน 20Something Bar บาสบอกว่าเป็นช่วงเวลาของการลองผิดลองถูก ไม่เคยต้องศึกษาอะไรจริงจัง แต่เลือกเข้าร้านหนังสือหาข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์มาอ่าน เพราะสมัยนั้นยังไม่มีความรู้ที่แพร่หลายในอินเทอร์เน็ต จึงใช้วิธีครูพักลักจำ

“ไม่คิดถึงคำว่ากำไร ไม่รู้จักคำว่าขาดทุน”

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

หากพื้นฐานของการทำธุรกิจคือการคิดกำไรขาดทุน แต่สำหรับบาสในตอนนั้น เขาไม่มีทั้งสองอย่าง เมื่อไม่ได้ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเป็นกิจจะลักษณะ จึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าธุรกิจตัวเองคว้าน้ำเหลวหรือเปล่า คิดแค่ว่าถ้ายังมีเงินเหลือใช้ ไม่เดือดร้อน ก็ไม่น่ามีอะไรเสียหาย ซึ่งยังโชคดีที่บาสมีรายได้จากงานในวงการบันเทิง

เมื่อบาสอายุครบ 26 ปี เขาเริ่มหันมองธุรกิจที่ดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง และคิดว่าหากทำทั้งทีทำไมไม่ทำให้ดีไปเลย จึงตัดสินใจลงสนามเดินสายธุรกิจอย่างเต็มตัวด้วยการออกจากวงการบันเทิงที่ทำมา 5 ปี เพื่อปรับตัวเองให้เข้ากับร้านเล็กๆ ที่อยากพัฒนาเป็นช่องทางหารายได้อย่างจริงจัง

บาสต่อยอดจากหนังสือที่อ่านและเริ่มกับการเรียนเพิ่มเติม โดยเลือกผู้สอนที่มีประสบการณ์ด้านนั้นจริงๆ

“เราไม่รู้หรอกว่าใครเก่ง ใครไม่เก่ง แต่เราจะรู้ได้ทันทีว่าเขาเชี่ยวชาญจริงก็ต่อเมื่อเขามีผลลัพธ์ เช่น บางคนเป็นโค้ชแต่ไม่เคยทำสิ่งนั้นสำเร็จเลย บางคนสอนทำยูทูป แต่ไม่ได้มีช่องยูทูปที่ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับการเรียนธุรกิจการตลาด” บาสย้ำวิธีอาจารย์สอนทำธุรกิจ

เมื่อเปิดใจเรียน บาสก็กลายเป็นคนที่รู้เรื่องบัญชี ทำงบค่าใช้จ่าย และรู้จักคำว่ากำไร ขาดทุน อย่างถ่องแท้ 

เขาบอกว่า ในโลกของการทำธุรกิจ ไม่ได้มีแค่ว่าเงินเข้ามาเท่าไหร่ เงินออกไปเท่าไหร่ แต่ยังมีปัจจัยของค่าเสื่อมของทรัพย์สินในร้านที่ต้องหัก ซึ่งเมื่อมาลองคิดจริงๆ แล้ว เมื่อก่อนเขาอาจจะขาดทุนไปเยอะแล้วก็ได้

และจากที่หาเลี้ยงตัวเองมาโดยตลอด เมื่อเริ่มทำธุรกิจอย่างจริงจัง เขาก็มีรายได้เพียงพอส่งกลับให้ครอบครัว

ทำงานเป็นทำงาน แต่เที่ยวเว้นเที่ยว

“ถ้าเราคาดหวังอยู่กับการหารายได้ในช่องทางเดียว วันหนึ่งถ้าเกิดอะไรร้ายแรงจนกระทบเรา เราจะรู้สึกเครียด แต่ถ้าเรามีธุรกิจอื่นๆ อีก เราจะมีรายได้กับช่องทางนั้นด้วย ความเครียดก็จะไม่มาหาเรา พอมันไม่มา เราก็กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ” 

เถ้าแก่บาสในวัย 30 ปี วางแผนกระจายความเสี่ยง เพื่อรับมือเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อธุรกิจของเขา สำหรับการทำร้านนั่งดื่มหรือ Pub and Restaurant นั้นถือว่ามีความเสี่ยงเยอะ เช่น การโดนสั่งปิดจากเหตุการณ์ที่ทางร้านไม่อาจควบคุมได้ ระหว่างนั้นบาสจึงหยิบความฝันมาปัดฝุ่นอีกครั้ง

การเที่ยวรอบโลกที่เขายังทำไม่สำเร็จ บาสศึกษาการทำช่องยูทูบเป็นของตัวเองจริงจัง ทั้งอ่านหนังสือ ศึกษาจากช่องยูทูปที่ประสบความสำเร็จ เรียนรู้การทำเพจในเฟซบุ๊กและการทำเว็บไซต์ เพื่อหวังต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

ทำให้เขาพบกับยุคการเรียนรู้ที่มีข้อมูลน่าสนใจมากมายและยังได้มาฟรีๆ ใช้ทำมาหากินสร้างรายได้มาจนถึงทุกวันนี้

บาสใช้เวลาศึกษาไม่นานก็สร้างเพจท่องเที่ยวของตัวเองขึ้นมา และนำเงินก้อนที่เก็บสะสมมาตลอดการทำงานไปซื้ออุปกรณ์การถ่ายทำ จนเกิดทริปแรกของ Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว ณ ประเทศเกาหลีใต้ เพราะเป็นประเทศที่ไปไม่ยาก บวกกับยุคนั้นฐานคนดูยูทูบในเป็นเด็กเจเนอเรชันใหม่ๆ ที่ชื่นชอบประเทศเกาหลีใต้ จึงเก็บประเทศนี้มาวิเคราะห์ และสรุปได้ว่ากระแสเกาหลีกำลังมาแรงที่สุด!

ด้วยความที่ไม่ชอบทำอะไรคนเดียว ปีต่อมาเขาจึงชวนเพื่อนมาร่วมเป็นหุ้นส่วนเปิดช่อง 20TV เพราะรู้สึกว่าการทำอะไรคนเดียวจะได้ผลลัพธ์แค่ประมาณหนึ่ง แต่ถ้ามีคนอื่นที่เก่งในด้านอื่นๆ มาร่วมมือกัน ผลลัพธ์อาจเป็นอะไรที่ได้มากกว่าที่คิด 

จนตอนนี้ช่อง 20TV มีรายการเพิ่มขึ้นจาก Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว 3 รายการ ได้แก่ Walker Talker : เดินทางเล่าเรื่อง รายการท่องเที่ยวที่ต่างจาก Go Went Go ตรงที่ Go Went Go พาเที่ยวในต่างประเทศที่เป็น Dream Destination แต่ Walker Talker เป็น Mass Destination หรือสถานที่ที่คนส่วนใหญ่จับต้องได้ เช่น เที่ยวในประเทศ ประเทศที่คนไทยไปเยอะๆ หรือประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมาขยายฐานจากกลุ่มเป้าหมายที่พลาดหรือเข้าไม่ถึง Go Went Go และยังมี แชร์โลมาเดะ รายการชวนชิมอาหารจากร้านเด็ดตามโลเคชันต่างๆ รายการทำอาหารกินเองที่บ้านอย่าง อยู่บ้านไม่อดตาย by เชฟตี๋ และเร็วๆ นี้เขากำลังวางแผนทำรายการใหม่ที่ผุดขึ้นจากความชอบและความสนุกรอให้ติดตามเพิ่มอีก

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

เลือกได้ไหม

แนวคิดกระจายความเสี่ยงของบาสในตอนนั้นส่งผลถึงวิกฤตในตอนนี้ ขณะที่ COVID-19 ระบาด ร้านของเขาต้องปิดชั่วคราว แต่เขายังพอมีรายได้อีกทางจากการทำยูทูปและทำเพจอยู่บ้าง และเพราะรู้ว่าคนต้องการดูอะไรที่สนุกๆ ทำให้ตอนนี้รายการต่างๆ ในช่องของเขามีคนดูมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

มีครั้งไหนบ้างที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด เราถาม

บาสเล่าถึงธุรกิจตลาดนัดกลางคืนชื่อว่า 20Space 

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

“การเปิดตลาดเป็นความท้าทายของเรา เพราะมีตัวแปรเป็นตัวเอง ผู้เช่า และลูกค้าที่มาเดิน ซึ่งตัวแปรมากขึ้นทำให้เขารู้สึกต้องคิดเยอะและเริ่มไม่มีความสุข กลายเป็นเกมที่ใช้เงินทุนสูงมาก ซึ่งเรายอมรับว่าประเมินตัวเองสูงไปในวันแรก คาดการณ์ว่าสักครึ่งปีคนน่าจะเริ่มติดและคงได้เงินคืนเท่าทุน แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นตามที่หวังเลยหยุดทำ เพราะหากทำต่อก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง เพิ่มเงินทุน เพิ่มทุกอย่าง และจะกลายเป็นว่ายิ่งแย่

“ข้อดีคือผมเป็นคนที่รับความผิดหวังได้ดี ซึ่งเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่จะทำให้ไปต่อได้เร็ว ก่อนจะทำอะไร ผมคิดเสมอว่าในการลงทุน สมมติใช้เงินสองล้านบาท ถ้าหากขาดทุนเสียทั้งสองล้านบาทไป เรารับได้ไหม ถ้ารับได้และไม่เดือดร้อน เราจะทำ เพราะสุดท้ายถึงไม่สำเร็จ เราก็จะได้เรียนรู้อะไรมากมายแน่นอน” บาสเล่า

‘เหมือนได้ทำงานที่ไม่เหมือนทำงาน’ ซึ่งนั่นคือความสุขที่เขาต้องการ

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

“ผมจะมีความสุขกับทั้งสองอย่างทุกครั้ง อย่างแรกจะเกิดเมื่อมีผลตอบรับที่ดีกลับมา ทั้งจากลูกค้าที่ร้าน หรือจากผู้ชมรายการ มันทำให้รู้สึกดี อย่างที่สองมันจะตอบแทนมาในรูปแบบของตัวเงินที่ทำให้ผมมีกินมีใช้

“ถ้าผมเลือกว่าจะเอาแต่คำชม ไม่สนเงิน มันอาจจะได้คำชมเยอะกว่านี้ แต่ถ้าผมเลือกเงินเป็นหลัก โดยไม่สนว่าจะมีคนชมเยอะแค่ไหน ก็อาจได้เงินเยอะกว่านี้เหมือนกัน ซึ่งผมดันสนทั้งสองอย่าง ก็เลยกลายเป็นคนที่ทำอะไรกลางๆ แต่เป็นกลางๆ ที่มีความสุขมากนะ” บาสทิ้งท้าย

ก่อนวางสายจากบาส ฉันถามเขาว่า ช่วงอยู่บ้านแบบนี้ทำอะไรบ้าง

บาสรีบตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น (มาก) ว่า เขารู้สึกสนุกทุกครั้งในการวางแผนชีวิตว่าแต่ละวันเขาจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ดี และมองว่าช่วงนี้เป็นโอกาสดีอย่างหนึ่งในการพัฒนาตัวเอง

เขาอยากเก่งกว่านี้ในหลายๆ เรื่อง แต่ถ้ามีงานเยอะ เขามักจัดลำดับความสำคัญของการเรียนรู้ไว้ทีหลัง จนบางครั้งก็ลืม ฉะนั้นช่วงนี้คือนาทีทอง

หลังวางสาย เขาบอกว่าจะไปนั่งศึกษาเรื่อง SEO หรือ Search Engine Optimization ศาสตร์ที่ทำให้ธุรกิจออนไลน์ของเขาเข้าไปอยู่ในหน้าแรกๆ ของกูเกิลและยูทูปได้ ทั้งยังกำลังทำการบ้านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ด้วยการหยิบหนังสือประวัติศาสตร์มานั่งอ่าน เพราะอยากรู้ว่าเวลาเดินทางไปในแต่ละแห่ง ที่ตรงนั้นมันเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเล่าเรื่องในฐานะนักธุรกิจที่รักในการเดินทางต่อไป

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

ภาพ : ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load