ย้อนไปเมื่อ 73 ปีที่แล้ว อาณาจักรเซ็นทรัลที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากร้านชำของครอบครัวสกุลเจ็งที่อพยพมาจากมณฑลไหหลำ ประเทศจีน

ณ ร้านชำร้านเล็กๆ ที่ขายของเบ็ดเตล็ดและสรรพสินค้าอุปโภคบริโภคครบครัน ทั้งหนังสือ ของใช้ เสื้อผ้า กาแฟ อาหาร 

ในวันนั้น ใครจะรู้ว่าที่นี่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทยโดยตระกูลจิราธิวัฒน์ที่ทุกคนรู้จักในเวลาต่อมา 

ทายาทรุ่น 4 จิราธิวัฒน์กับการปั้นสาขาใหม่ด้วยโจทย์ใหม่ Central : The Original Store จากเซ็นทรัลสาขาแรก, เต้-บรม พิจารณ์จิตร

แม้จะเป็น Central of Community สาขาขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจอันคึกคักหลายย่านอย่างสีลม ชิดลม ราชประสงค์ ฯลฯ แต่ ณ วันนี้ทายาทรุ่นสี่ของจิราธิวัฒน์ เต้-บรม พิจารณ์จิตร ผู้มีผลงานปั้น Central Embassy และเป็นเจ้าของ SIWILAI มัลติสโตร์สัญชาติไทย เลือกที่จะใช้เวลา 3 ปีรีโนเวตอาคารเก่า 5 ชั้น ปั้นเป็นสาขาใหม่ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ในพื้นที่ Shop House เดิมของตระกูลจิราธิวัฒน์กลางย่านเจริญกรุง

ด้วยพื้นที่ขนาดเล็กแตกต่างจากเซ็นทรัลสาขาอื่น และคอนเซปต์ที่ไม่เหมือนห้างสรรพสินค้าแห่งไหน ทำให้ The Cloud อยากชวนทุกคนมาฟังเรื่องราวการสืบทอดธุรกิจของทายาทรุ่นสี่ที่ต้องเล่าย้อนไปถึงวันวานในย่านเจริญกรุงไปด้วยกัน

ทายาทรุ่น 4 จิราธิวัฒน์กับการปั้นสาขาใหม่ด้วยโจทย์ใหม่ Central : The Original Store จากเซ็นทรัลสาขาแรก, เต้-บรม พิจารณ์จิตร

ธุรกิจ : ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล

ประเภทธุรกิจ : ค้าปลีก

อายุ : 73 ปี

ผู้ก่อตั้ง : เตียง จิราธิวัฒน์, สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ และ วันชัย จิราธิวัฒน์

ทายาทรุ่นสอง : ครอบครัวจิราธิวัฒน์

ทายาทรุ่นสาม : ครอบครัวจิราธิวัฒน์

ทายาทรุ่นสี่ : ครอบครัวจิราธิวัฒน์

Goods Old Day 

เจริญกรุงเป็นย่านเก่าแก่ที่มีถนนสายแรกของไทย ขึ้นชื่อว่าเป็น New Road อันเป็นจุดเริ่มต้นสู่ความเจริญอย่างโมเดิร์นแบบโลกตะวันตก ทั้งการเริ่มใช้ไฟฟ้า บาร์แจ๊สแห่งแรก ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านแรก

รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นกิจการแรกของเซ็นทรัลด้วย

ก่อนหน้านี้ คุณเตียง และ สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ เปิดร้านชำชื่อ ‘เข่งเซ้งหลี’ ในตึกแถวทรงสามเหลี่ยม ที่อำเภอบางขุนเทียน เขตธนบุรี ก่อนจะจดทะเบียนเป็น ‘เซ็นทรัล เทรดดิ้ง’ และย้ายมาทำกิจการที่ถนนเลขที่ 1266 เจริญกรุง ใน พ.ศ. 2493

ทั้งสองคนมองว่าไม่ได้อยากเป็นพ่อค้าอย่างเดียว แต่อยากขายสรรพสินค้าที่ทำให้เมืองไทยโมเดิร์นขึ้น จึงเริ่มจากการขายหนังสือและนิตยสารจากต่างประเทศ จากนั้นก็นำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศอื่นๆ มาจำหน่าย ทั้งสินค้าแฟชั่นและเครื่องสำอางจากฝรั่งเศส สเวตเตอร์ขนสัตว์ เสื้อสปอร์ต ถุงเท้า เปตติโคท เนกไท โบว์ไท บัตร ส.ค.ส. ของอเมริกัน เครื่องเล่นจากอังกฤษ ของชำ และข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนอื่นๆ ในยุคนั้น

ทั้งชาวกรุงเทพฯ และชาวต่างชาติมักจะมาที่นี่เพื่อซื้อสินค้านำเข้าหรือมองหาไอเดียและแรงบันดาลใหม่ๆ จากต่างประเทศ มากกว่าเพื่อการจับจ่ายใช้สอย เซ็นทรัล เทรดดิ้ง จึงเปรียบเป็นประตูสู่โลกกว้างและแหล่งวัฒนธรรมนานาชาติสำหรับชาวไทย

ทายาทรุ่น 4 จิราธิวัฒน์กับการปั้นสาขาใหม่ด้วยโจทย์ใหม่ Central : The Original Store จากเซ็นทรัลสาขาแรก, เต้-บรม พิจารณ์จิตร

อาคารดั้งเดิมมีลักษณะเป็น Shop House ชั้นบนเป็นที่นอน ชั้นล่างเป็นร้านค้า นอกจากขายของเบ็ดเตล็ดแล้วยังขายกาแฟและอาหารตามสั่ง ทำให้ห้างเซ็นทรัลสาขาแรกนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางความเจริญในยุคแรกที่ความทันสมัยย่างกรายเข้ามา

ตั้งชื่อภาษาจีนว่า ตงหยาง (中 央) ที่แปลว่า ศูนย์กลาง

ภาษาอังกฤษคือ เซ็นทรัล (Central)

Central of Neighborhood 

หากสังเกตจะเห็นว่า ทุกสาขาของเซ็นทรัลมักต่อด้วยชื่อย่านเสมอ เซ็นทรัล ลาดพร้าว เซ็นทรัล บางนา เซ็นทรัล สีลม เพราะการพัฒนาชีวิตผู้คนในแต่ละย่านเป็นหัวใจของเซ็นทรัล

แม้ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ จะมีลุคแตกต่างจากเซ็นทรัลสาขาอื่น แต่เต้บอกว่า “สำหรับผม โครงการนี้ไม่ได้ต่างจากที่เคยทำมาในอดีตเลย เรายังคงทำสิ่งเดิม แก่นเดิมคือ เริ่มจากการตั้งคำถามว่าเราจะพัฒนาชีวิตผู้คนและย่านนี้ได้อย่างไร” 

ทายาทรุ่น 4 จิราธิวัฒน์กับการปั้นสาขาใหม่ด้วยโจทย์ใหม่ Central : The Original Store จากเซ็นทรัลสาขาแรก, เต้-บรม พิจารณ์จิตร

ดังนั้น สาขาที่รีโนเวตจากอาคารเก่าในพื้นที่ 1,200 ตารางเมตรนี้ จึงไม่ต่างจากสาขาที่เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ สิ่งที่แตกต่างออกไป คือการตีโจทย์ให้เหมาะสมกับพื้นที่และคนในเจริญกรุง เพื่อสร้างคุณค่าใหม่สำหรับดึงผู้คนและนักลงทุนเข้ามาในย่านนี้เพิ่มขึ้น 

การคิดคอนเซปต์จึงเริ่มต้นจากย่าน ซึ่งเต้เล็งเห็นความพิเศษของพื้นที่บริเวณนี้

“ย่านนี้คือ Creative District ดังนั้น Let’s do something creative.” 

Modern Context in Old Space

การจำลองให้เหมือนสาขาแรกเป๊ะไม่ใช่ตัวเลือกของเต้ สำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ เขาเชื่อว่าเราไม่สามารถลอกเลียนแบบสิ่งที่มีคุณค่าในอดีตให้ออกมาเหมือนเดิมทุกประการอยู่แล้ว

“สิ่งที่เราทำ คือ Build Something from the past in the context of the modern day. เราอยากคงสปิริตของอดีตไว้ มีกลิ่นอายของวันเก่า แต่ไม่ลอกเลียนแบบมาทั้งหมด ไม่อยากทำสิ่งที่เห็นกันบ่อยแล้วจากยุคนั้น อะไรที่สวยงามในอดีตก็เก็บไว้ในอดีต อยากปรับให้เข้ากับบริบทความเป็นโมเดิร์นในวันข้างหน้ามากกว่า”

The Original Store จึงเป็นการผสมผสานโลกใบเก่าและใหม่เข้าด้วยกัน สร้างสิ่งใหม่ในพื้นที่เก่า คงโครงสร้างพื้นฐานของตึกเก่าไว้ กิมมิกเล็กจิ๋วที่ไม่เกินจะสังเกตเห็นก็เช่นอิฐ Terracotta ที่ถอดแบบจากเซ็นทรัล ชิดลม ซึ่งเป็นสาขาเก่าแก่ เพื่อเล่าเรื่องการเติบโตของเซ็นทรัลในยุคก่อตั้งที่ผ่านมา พร้อมกับสร้างประสบการณ์และคุณค่าใหม่ให้เหมาะกับเจริญกรุงที่กำลังเติบโตเป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative District) ซึ่งเต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ แกลเลอรี่ และโรงแรมบูติกเปิดใหม่ 

เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ถือเป็นการนำตำนานแห่งเซ็นทรัลจากยุค 1950 กลับมาในรูปแบบทันสมัย เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งใหม่ที่นำเสนอนิตยสารและหนังสือในบริบทของยุค สินค้าที่ระลึก นิทรรศการ ห้องสมุดและศูนย์บริการค้นคว้าข้อมูล พื้นที่จัดกิจกรรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ดนตรี เป็นสถานที่แฮงเอาต์ เพื่อจุดประกายไอเดียและแรงบันดาลใจให้ชาวกรุงเทพฯ ยุคใหม่

Collective Experience that Goes Beyond Shopping

จากจุดเริ่มต้นที่เป็น Bookstore ขายหนังสือนำเข้าจากต่างประเทศ ก่อนจะขยับขยายจำหน่ายสินค้าหลากหลาย ในวันนี้ชั้นล่างสุดของ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ จึงถูกตั้งใจทำให้เป็นร้านค้าจำหน่ายนิตยสารวินเทจ หนังสือไลฟ์สไตล์เกี่ยวกับยุค 1950 – 1970 ร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก คาเฟ่ และบาร์แจ๊ส เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์ของร้านค้าแห่งนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน

เมื่อเดินขึ้นบันไดไปชั้น 2 จะพบเดอะ โคโลฟอน รีเทล ไลบรารี่ (The Kolophon Retail Library) ที่นอกจากมีหนังสือนับพันเล่มยังเป็นฐานข้อมูลดิจิทัลของแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งอาหาร การออกแบบ ศิลปะ แฟชั่น ธุรกิจ ฯลฯ แล้ว เป็นห้องสมุดแห่งแรกในกรุงเทพฯ ที่เป็นคลังข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะ ทั้งยังมีบริการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก เป็นศูนย์กลางความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธุรกิจและงานออกแบบตกแต่งร้านค้าอีกด้วย

หากอยากซึมซับเรื่องราวในเจริญกรุงเพิ่มเติม ชั้น 3 และชั้น 4 คือพื้นที่จัดนิทรรศการและกิจกรรม Central Space ชั้น 3 เป็นทั้งพื้นที่จัดนิทรรศการหมุนเวียนเรื่องราวประวัติเซ็นทรัล และเป็นที่จัดนิทรรศการชั่วคราวอื่นๆ นิทรรศการปัจจุบันใน Central Space คือ ‘The Origins of Central Since 1950’ บอกเล่าประวัติศาสตร์ของกลุ่มเซ็นทรัลตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท เซ็นทรัล เทรดดิ้ง จำกัด จนกระทั่งขยายกิจการสู่ต่างประเทศ ส่วนชั้น 4 จะเป็นพื้นที่เปิดกว้างในการจัดแสดงนิทรรศการและอีเวนต์หมุนเวียน สำหรับใครก็ตามที่อยากจะริเริ่มสร้างสรรค์ 

เมื่อเต็มอิ่มกับเนื้อหาแล้ว ที่ชั้น 5 ยังสามารถแวะชิมเมนูอาหารไทยจากสูตรอาหารในหนังสือเก่านับพันเล่มซึ่งสะสมโดย เดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) เชฟชาวออสเตรเลียแห่งร้านอาหาร Aksorn ผู้จะนำเสนออาหารไทยสูตรดั้งเดิมจากศตวรรษที่ 20 ตอนกลางให้คนใน พ.ศ. นี้ได้สัมผัสรสชาติอย่างเก่าก่อน

และยังมี SIWILAI Café ที่คอร์ตยาร์ดชั้นล่างสุด ซึ่งให้ความรู้สึกแตกต่างเมื่อมาคนละเวลากัน

กลางวันเป็นคาเฟ่ขายกาแฟในรูปแบบที่โมเดิร์นกว่าร้านกาแฟดั้งเดิมในร้านชำ

กลางคืนจะสลัดคราบร้านกาแฟเป็น SIWILAI SOUND CLUB เปิดแผ่นเสียงเก่าที่สะสมเอาไว้ เหมาะสำหรับดื่มด่ำค่ำคืนในบรรยากาศ Midnight at Charoenkrung ไม่ต่างจากคืนวันเก่าๆ ในยุค 90 ที่เซ็นทรัล สีลมคอมเพล็กซ์ เปิด Music Room ครั้งแรก

เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตโดยยังอยู่กับปัจจุบัน

Souvenir of Life 

เต้ให้คำนิยามว่า ที่นี่ไม่ได้เป็น Shopping Destination แต่ขาย Souvenir มากกว่าของที่ระลึกจากทั้งเรื่องราวของเซ็นทรัลและคนในย่าน

การคิดคอนเซปต์ให้ Beyond Shopping ได้นั้นมาจากการเรียนรู้หลายศาสตร์ ต้องเรียนรู้ Beyond Classroom และ Beyond Interest 

“ผมพยายามเก็บอาวุธให้ได้เยอะที่สุด ทั้งด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ บางวิชาเราไม่ได้ชอบเรียนมาก แต่เรียนเพราะรู้ว่าต้องใช้ ไม่ใช่แค่เสพทุกอย่างที่เราชอบ ชอบไม่ชอบก็เสพหมด ประสบการณ์นอกห้องเรียนอย่างการเที่ยวช่วยให้เราซึมซับวงการดีไซน์และรีเทล ได้สัมผัสวัฒนธรรมของที่อื่น แล้วเอามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของเราได้”

เมื่อเก็บชั่วโมงบินสะสมความรู้หลายปี จึงรอบรู้จนคุยกับทุกวงการได้ ทั้งดีไซน์ ดนตรี ศิลปะ สำหรับเต้ หากอยากทำธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องเลือกจบตรงสายธุรกิจอย่างเดียว เพราะมีศาสตร์อีกหลายอย่างที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจ 

แต่เมื่อรู้กว้างแล้วยังไม่พอ เขาว่าต้องคิดไกลด้วย

“เราคิดว่าทำยังไงให้ลูกค้ามาหาเราได้หลายครั้ง หลายเหตุผล ไม่ใช่แค่อาทิตย์หนึ่งมาได้ครั้งเดียว เลยมีกิจกรรมหลายอย่างเพื่อตอบโจทย์ กลางวันมาคาเฟ่ มาช้อปปิ้งได้ กลางคืนมาดินเนอร์หรือดื่มกับเพื่อนได้”

กิจกรรมและสินค้าที่นี่ยังสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ทั้งของที่ระลึก หนังสือ นิตยสาร วงดนตรี เมนูใหม่
การ Collaborate กับเชฟรับเชิญพิเศษ กิจกรรม Book Signing นิทรรศการและอีเวนต์ สร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่งเหมือนย่านในเมืองที่ไม่เคยหยุดโต 

ทายาทรุ่น 4 จิราธิวัฒน์กับการปั้นสาขาใหม่ด้วยโจทย์ใหม่ Central : The Original Store จากเซ็นทรัลสาขาแรก, เต้-บรม พิจารณ์จิตร
ทายาทรุ่น 4 จิราธิวัฒน์กับการปั้นสาขาใหม่ด้วยโจทย์ใหม่ Central : The Original Store จากเซ็นทรัลสาขาแรก, เต้-บรม พิจารณ์จิตร

Switch On-Off Family Mode 

สำหรับการจัดการกับความท้าทายการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวนั้น เต้ให้ความเห็นว่าสิ่งสำคัญคือ การแยกแยะความสัมพันธ์ส่วนตัวของครอบครัวกับเรื่องการทำงานออกจากกันให้ได้ การเป็นครอบครัวทำให้มีความใกล้ชิด แต่เมื่อถึงเวลางานคืองานต้องมีวินัยทางอารมณ์ (Emotional Discipline) ไม่เอามาปะปนกัน 

“เราสามารถเถียงกันในห้องประชุมแล้วไปกินข้าวด้วยกันต่อ ต้องเข้าใจว่าอะไรคืออะไร”

เหนือสิ่งอื่นใด การสร้างวินัยเหมือนการฝึกกล้ามเนื้อที่ควรออกกำลังกายให้แข็งแรงเป็นประจำ จึงจะพร้อมในวันที่ลงสนามจริง เต้เล่าความหลังให้ฟังว่า “ถ้าคนเราขี้เกียจมาตลอด พอจะเริ่มมีวินัยตอนสามสิบ มันยาก ตอนเด็กๆ ผมทำงานตลอด ช่วงปิดเทอมก็มาทำงานที่ห้าง เสิร์ฟน้ำ ขายของ เปลี่ยนร้านไปเรื่อยๆ มานั่งรอแม่ตอนห้างปิด ซึมซับสายเลือดพ่อค้าแม่ค้า” 

การเติบโตกับเซ็นทรัลมาตลอดช่วยให้เต้เห็นภาพวัฒนธรรมองค์กรและพร้อมเมื่อต้องมาทำงานจริง
นอกจากนี้ ยังต้องรู้จัก เปิด-ปิดสวิตช์ความเครียดในงานด้วย สำหรับเต้ เขาบอกว่า 

“เมื่อประชุมเสร็จ ผมทิ้งเรื่องกังวลทั้งหมดไว้ข้างหลัง หมดวันก็จบ ถ้าคนไม่มีวินัยด้านความเครียด จะกังวลเรื่องงานมากเกินไปจนเป็นไมเกรนบ้าง ป่วยบ้าง” 

การทำงานจึงควรมีวินัยหลายมิติ ทั้งวินัยด้านอารมณ์ วินัยด้านการเงิน วินัยการทำงาน ต้องรู้ว่าจะสวมบทบาทใดตอนไหน… นักธุรกิจของบริษัท หรือลูกหลานของครอบครัว

 No End to This Long Road

“ไม่รู้ทำไมคนถึงกลัวความเหนื่อย ความยากในการทำงาน เพราะสำหรับผมค่อนข้างรู้สึกสนุกกับงาน” เต้เล่าว่าเขาสนุกกับเส้นทางระหว่างเดินทางไปถึงจุดหมาย ไม่มีถนนสายใดที่ตัน ทุกอย่างต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ

“อายุยี่สิบ สามสิบ เลือกทำอะไรก็ได้ เรียนรู้ทุกอย่าง ลองผิดลองถูก 

“สามสิบ สี่สิบ ต้องรู้ว่าเราอยากไปไหน แล้วลงลึกในสิ่งนั้น 

“สี่สิบ ห้าสิบ เริ่มมั่นคง พัฒนาและต่อยอด

ทายาทรุ่น 4 จิราธิวัฒน์กับการปั้นสาขาใหม่ด้วยโจทย์ใหม่ Central : The Original Store จากเซ็นทรัลสาขาแรก, เต้-บรม พิจารณ์จิตร
ทายาทรุ่น 4 จิราธิวัฒน์กับการปั้นสาขาใหม่ด้วยโจทย์ใหม่ Central : The Original Store จากเซ็นทรัลสาขาแรก, เต้-บรม พิจารณ์จิตร

“ระยะเวลาเจ็ดสิบกว่าปีของเซ็นทรัลนั้น เราต้องคิดค้นสิ่งใหม่อยู่เสมอ ซึ่งการจะคิดสิ่งใหม่ได้ ต้องทำงานหนัก Stay Hungry, Stay Foolish ไม่ใช่แค่ทำเพื่อทำ วัฒนธรรมการทำงานของเซ็นทรัล คือทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย มีแรงผลักดันจากตัวเอง ในการทำงานหนักเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ผสานอยู่ทั้งในวัฒนธรรมองค์กรและวัฒนธรรมครอบครัว เป็นดั่งคติประจำใจในการทำงานของบริษัทมาตั้งแต่สมัยคุณเตียง ผู้ก่อตั้งที่ทุ่มเททำงานหนักกว่าคนอื่นจนประสบความสำเร็จเป็นตัวอย่างให้เห็นเรื่อยมา” 

สำหรับเต้ เขาบอกว่า งานคือไลฟ์สไตล์

“การทำงานมีทั้งวันที่สนุก วันที่ซีเรียส แต่ก็เป็นการเดินทางแสนยอดเยี่ยมที่เราตั้งใจแล้วว่าจะเดินทางไป ทุกคนต้องหาสมดุลของตัวเอง” 

Keep Vision Alives

เซ็นทรัลเป็นเครือบริษัทที่ใหญ่และมีพนักงานเยอะมาก ในฐานะคนหนึ่งที่เป็นทายาท เต้บอกว่า “เราต้องรู้ว่าตัวเราสร้างคุณค่าอะไรที่แตกต่างให้กับเซ็นทรัลได้ โดยยังคงสืบทอดวิสัยทัศน์เดิม คือการผลักดันเมืองไทยให้มีความโมเดิร์นขึ้นและยังคงเอกลักษณ์ของย่านไว้ได้ ไม่ได้คิดเรื่องกำไรเท่านั้น แต่คำนึงถึงสังคมไปด้วย”

สมัยก่อน คุณเตียงเป็นคนทำงานหนัก ยามค่ำคืนที่ทุกคนนอนหมดแล้ว มักนั่งทำงานโดยจุดตะเกียงที่มีแสงส่องนวลตอนกลางคืนเอาไว้ ที่ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ จึงออกแบบไฟที่ตู้หนังสือให้มีแสงนวลเหมือนตะเกียงที่

คุณเตียงชอบใช้ทำงานยามค่ำคืน 

หากการทำธุรกิจเปรียบเป็นการเดินทางบนถนนเส้นหนึ่ง การเดินทางไกลจะราบรื่นได้ ต้องมีแสงนำทางอยู่ตลอดเส้นทาง

สิ่งที่ธุรกิจเชื่อมั่น สิ่งที่เป็นหัวใจของธุรกิจ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี แสงนั้นก็ไม่เคยหรี่หายไปไหน

จากถนนสายแรกที่เริ่มกิจการแรกในวันนั้น ในวันนี้เซ็นทรัลยังคง Keep vision alives สร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เต้ใช้คำว่า “Making my own mark in my own way.” 

หากไปเยี่ยมเจริญกรุง เรายังคงเห็นแสงไฟดวงเดิมจากที่เดิม ส่องแสงนวลกลางย่านสร้างสรรค์อันเก่าแก่ ที่แม้เวลาเปลี่ยน พื้นที่เปลี่ยน แต่แก่นของสถานที่แห่งนั้นไม่เปลี่ยนไปเลย

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : พรพรรณเบเกอรี่

ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตขนมปัง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2503

อายุ : 62 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต

ทายาทรุ่นสอง : ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต Chapter 9

ณ ถนนเอกชัย เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดสมุทรสาคร ชุมชนเก่าแก่ ย่านการค้า และเขตอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยอาคารพาณิชย์ โรงงานขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ ‘พรพรรณเบเกอรี่’ โรงงานขนมปังที่มีอายุกว่า 62 ปี

ก่อตั้งโดย คุณพ่อชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต จากความคิดที่ว่า ธุรกิจโรงงานขนมในยุคนั้นมีคู่แข่งน้อยและเป็นที่ต้องการสูง จึงเก็บหอมรอมริบและนำเงินทั้งหมดมาเปิดโรงงานผลิตขนมปัง เริ่มต้นครั้งแรกที่ตลาดพลูเมื่อ พ.ศ. 2503 ก่อนจะย้ายมาที่ซอยเอกชัย 48 เมื่อ พ.ศ. 2510

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

ลูกค้าของพรพรรณเบเกอรี่โดยมากเป็นธุรกิจที่ใช้ขนมปังเป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่ผู้บริโภคโดยตรง เช่น ร้านขายไอศกรีม ร้านขายขนมปังปิ้ง สืบเนื่องธุรกิจมาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง เอ๋-ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต ลูกสาวคนสุดท้อง เข้ามาต่อยอดพรพรรณเบเกอรี่ จากที่ส่งออกขายแค่ตามท้องตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด จากชื่อของพรพรรณเบเกอรี่ที่อาจจะไม่ค่อยถึงหูผู้บริโภค มาเป็น ‘Chapter 9’ ธุรกิจคาเฟ่ขนมปังของคนรุ่นใหม่ พัฒนาสูตรหลากหลาย และตั้งใจสร้างแบรนด์เพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง

ปัจจุบัน ด้านหน้าซอยเอกชัย 48 จะเห็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ของพรพรรณและโรงงานอยู่ด้านหลัง ถัดมาอีกหน่อยจะเจอร้านคาเฟ่ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาสีน้ำตาล ด้านหลังมีอาคารสีขาวเป็นแบกกราวนด์ ให้ความรู้สึกเหมือนขนมปังสดใหม่ในถุงกระดาษ เช่นเดียวกับ Winning Product ของร้านคือ ‘โชกุปัง’

ฉันมีโอกาสได้มานั่งคุยกับเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังถึงความสำเร็จของ Chapter 9 ซึ่งเธอบอกว่า 

“การเป็นทายาทรุ่นสองของเอ๋มันไม่ง่ายเลย”

ทุกอย่างมีจังหวะของมัน 

เอ๋มีพี่น้องทั้งหมดรวมตัวเองด้วยเป็น 9 คน เธอเป็นคนสุดท้อง แน่นอนว่าการเป็นทายาทรุ่นสอง ทั้งที่เป็นน้องเล็กสุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ก่อนหน้านี้เอ๋ทำงานเอเจนซี่โฆษณา แต่ด้วยอายุงานที่มากขึ้นจึงอิ่มตัว เธอจึงหาความท้าทายโดยเริ่มเรียนทำขนมในช่วงเสาร์อาทิตย์ เพราะคิดว่าถ้าวันหนึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนี้จริง ๆ ก็อยากจะลองดูสักตั้ง

เอ๋ตัดสินใจลางาน 3 เดือน เพื่อไปทำงานเป็นผู้ช่วยเชฟที่ Le Cordon Bleu ก่อนจะกลับมาทบทวนและตัดสินใจคุยกับที่บ้านว่าจะออกมาทำธุรกิจนี้เต็มตัว

หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจกงสีของที่บ้านทีละนิด เพราะรู้ดีว่าธุรกิจโรงงานขนมปังนี้ยังไม่ตอบโจทย์เทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ จึงได้ไอเดียทำร้านคาเฟ่ Chapter 9 ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ควบคู่กับงานวงการโฆษณา เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงผู้บริโภค ใกล้ชิดลูกค้า และเพื่อความยืดหยุ่นทางธุรกิจที่มากกว่าเดิม

ช่วงแรก Chapter 9 ไม่มีเรื่องขนมปังเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก เพราะเน้นขายเค้กเป็นส่วนใหญ่ตามที่เอ๋ได้ไปเรียนมา

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“ตอนนั้นเราแทบไม่ได้สนใจเรื่องขนมปังเลย พอใกล้ตัวมาก ๆ เราเลยมองข้าม” แต่เชฟ จัสติน ตัน สามีชาวสิงคโปร์ เห็นข้อได้เปรียบจากธุรกิจโรงงานขนมปังของที่บ้าน และเป็นจังหวะเดียวกับที่เอ๋เริ่มรู้สึกอ่อนล้ากับงานประจำ ซึ่งทำให้ทุ่มเทกับ Chapter 9 ได้ไม่มากพอ จึงตัดสินใจใช้ต้นทุนของสิ่งที่ได้จากพรพรรณเบเกอรี่มาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างจริงจัง

ทีแรกเอ๋และจัสตินตั้งใจจะเข้าไปทำโดยใช้ฐานการผลิตเดิมของพรพรรณ และแตกสายผลิตภัณฑ์ สินค้าออกไปเพื่อจัด Mass Market แบบกว้าง เพิ่มมาตรฐานสินค้าเพื่อไปจับกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่ใส่ใจและให้คุณค่าในรายละเอียดของสินค้า เช่น กลุ่มที่ให้มูลค่ากับสินค้าโฮมเมด เป็นต้น

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว

สำหรับพรพรรณ เอ๋และจัสตินเป็นเหมือนน้องใหม่ในธุรกิจกงสี ด้วยความที่เป็นมือใหม่ จึงทำให้เสียงของพวกเขาเบากว่า

การเปลี่ยนแปลงระบบในธุรกิจกงสีไม่ใช่เรื่องง่าย เธอยอมรับว่าการทำงานกับพี่น้อง ต่างกันกับการทำงานในออฟฟิศโดยสิ้นเชิง

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“มันมีแรงต้านบางอย่างระหว่างเรา ครอบครัว และพนักงาน”

เธอเคยโดนพนักงานนินทาลับหลังจนเสียกำลังใจไปก้อนใหญ่

“ให้สัมภาษณ์แบบไม่โลกสวย ตอนแรกเราไม่อยากเข้ามา เพราะกลัวจะมีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ด้วยความที่เป็นครอบครัวเดียวกัน การพูดจาบางครั้งอาจทำร้ายความรู้สึกส่วนตัวกันได้ การปรับเปลี่ยนจึงกลายเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่มีในการทำงานระบบออฟฟิศ เราไม่มีพันธะอะไรกัน ต่างคนต่างทำงาน มีปัญหาก็มาเคลียร์กันให้จบ แล้วทำงานต่อ”

น้องคนสุดท้องจึงตัดสินใจแยกฐานการผลิตทั้งหมดออกมาจากพรพรรณ เพื่อทำร้าน Chapter 9 เต็มตัว และปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองกับทุกคนที่บ้านแทน

โอกาสครั้งใหม่

จนกระทั่งโรงงานผลิตแป้งของพรพรรณ ที่ผลิตแป้งส่งตั้งแต่สมัยคุณพ่อติดต่อมาว่า มีแป้งสูตรใหม่มาให้ลองทำ เป็นแป้งที่ทางโรงงานโม่ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อการส่งออก ทำให้เนื้อสัมผัสของตัวขนมปัง Chapter 9 แตกต่างจากขนมปังของที่อื่น จึงเกิดเป็นไอเดียกลยุทธ์ ‘Winning Product’ เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าเห็นตัวขนมปังของร้านแล้วเชื่อมโยงกับ Chapter 9 ได้ทันที

เอ๋บอกว่า “ทุกอย่างเป็นจังหวะ แป้งสูตรพิเศษนี้ จากที่เขาตั้งใจจะโม่เพื่อส่งออก ก็ส่งออกไม่ได้เพราะโควิด-19 ต่อมาพอประเทศเปิด สามีที่เป็นเชฟมิชลินที่สิงคโปร์ก็เข้ามาช่วยพัฒนาสูตรขนมปัง มันเป็นจังหวะ ๆ ไปหมด” นอกจากนี้ยังมีเรื่องของคอนเนกชันในการพูดคุยติดต่อกับโรงงานผลิตแป้ง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก เจ้ตึ๋ง-สุวรรณี ตรีเสน่ห์จิต พี่สาวคนโตที่พนักงานในพรพรรณต่างเรียกกันว่า ‘เจ้ใหญ่’ ปัจจุบันเจ้ตึ๋งดูแลพรพรรณเบเกอรี่และยังให้คำแนะนำเรื่องการผลิตขนมปังในรูปแบบ Production Scale

ด้วยความที่เอ๋เคยทำบริษัทเอเจนซี่มาก่อน จึงมีทักษะในการโฆษณาสินค้าและสื่อสารออกไปให้ถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคอนเนกชันกับสื่อและคนรุ่นใหม่มากมาย ซึ่งพร้อมจะเข้ามาช่วยและสนับสนุน Chapter 9 กันอย่างเต็มที่

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

Action Speaks Louder than Words

กลยุทธ์ในการทำธุรกิจของ Chapter 9 นอกจากหา Winning Product แล้ว ยังมีการคิดสูตรขนมปังให้หลากหลาย ทำให้ขนมปังมีรสชาติที่น่าสนใจเกือบ 20 รสชาติ ยกตัวอย่างเช่น ขนมปังที่ Co-campaign กับ Hoegaarden ไอเดียนี้ได้มาตอนช่วงโควิด-19 ร้านนั่งดื่มหลาย ๆ แห่งเปิดทำการไม่ได้ จึงทดลองกับทีมทำรสเบียร์ถั่วพริกเกลือ ทาง Hoegaarden มาเห็น จึงมีการคอลแลบกันเกิดขึ้น

ยังมีการนำเอาระบบ KPI เข้ามาช่วยจัดระเบียบในการทำงานมากขึ้น แต่ด้วยความเป็นธุรกิจกงสี ในช่วงแรกอาจจะยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก “คนรุ่นเก่าจะไม่ค่อยเข้าใจกับ KPI ที่ไม่ใช่ตัวเลข” เอ๋กล่าว

เพราะสิ่งที่คนยุคเก่ามองเห็นหลัก ๆ คือกำไร ขาดทุน ทำให้ทุกคนที่บ้านตั้งคำถามมากมายระหว่างที่เธอกำลังพยายามจะเปลี่ยนแปลงระบบที่มีมานานของธุรกิจกงสี

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

แต่คงเป็นเพราะทายาทรุ่นสองคนนี้มีความคิดที่ไม่เหมือนใคร เธอมองเห็นว่าสักวันธุรกิจจะถึงทางตัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ฉะนั้น จึงต้องสร้างบรรยากาศภายในร้าน ระบบการทำงานที่มีระเบียบมากขึ้น และการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีต่อคนกินมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการบริการที่ดีมากยิ่งขึ้น “เพราะเรารู้สึกว่าของกินดี ๆ หาซื้อที่ไหนก็ได้ แต่การบริการที่ดี ๆ ต้องฝึกฝน”

เอ๋เป็นคนที่เชื่อว่า Action Speaks Louder than Words เธอพยายามทำในสิ่งที่เชื่อ ทำให้เกิดผลลัพธ์ดี ๆ ขึ้น แล้วส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้พรพรรณต่อไป ทำให้ทุกวันนี้พรพรรณเบเกอรี่เองก็มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงระบบบางอย่างมากขึ้นเช่นเดียวกัน เอ๋เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่า ในวันที่ทุกสายตาจับจ้องเธอด้วยความสงสัยในสิ่งที่เธอกำลังจะทำ ในวันนี้มันกลับกัน สายตาของทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและพร้อมที่จะสนับสนุน Chapter 9 ต่อไป

“ถึงแม้ว่า Chapter 9 จะไม่ได้ทำทุกอย่างจากพรพรรณ แต่ทุกครั้งที่มีคนสนใจ เราจะพูดถึงพรพรรณเสมอว่า นี่คือรากฐานของเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้สืบทอดธุรกิจพรพรรณโดยตรง แต่เรารับช่วงต่อมรดกของครอบครัว โดยใช้ความรู้ทั้งหมดที่ได้จากครอบครัวมาต่อยอด”

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

จรรยาบรรณของคนทำธุรกิจ Food and Beverage

เอ๋ คือ เจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังคนนี้เป็นคนที่เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองด้วยความชอบ

เธอเล่าว่า “โดยธรรมชาติ ปลายทางของการทำธุรกิจคือเงิน เพราะไม่มีใครอิ่มท้องจากความภูมิใจหรอก ไม่มีใครสามารถซื้อบ้านซื้อรถได้จากความชื่นใจ ในระหว่างทาง นอกจากสถานการณ์รอบตัวที่เราต้องต่อสู้แล้ว เราเองต้องคุยกับตัวเองตลอดเวลา ให้ลดทอนบางอย่าง ตัดอีโก้ออกไป แล้วบาลานซ์ความเป็นมนุษย์กับธุรกิจให้ได้”

ในความหมายของเธอคือ การมีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจของตัวเองและรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

“การทำธุรกิจจากความชอบของตัวเอง ต้องคำนึงเสมอว่า ผู้บริโภคอาจไม่ได้ชอบเหมือนเราเสมอไป คุณจะต้องไม่หิวโหยจนถึงขั้นหยิบยื่นอะไรก็ได้ให้คนกิน”

ทุกวันนี้พิษจากเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการบางเจ้าลดคุณภาพสินค้าลง เพื่อขายให้กับผู้บริโภคในราคาเดิม

“อย่าให้เศรษฐกิจบีบเราไปจนถึงขั้นนั้นเลย เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นวงจรที่ผู้ประกอบการหวังกำไรฟู่ฟ่า ในขณะที่ผู้บริโภคต้องการบริโภคของกินดี ๆ แต่กลับหาไม่ได้เลย ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่ากลัวนะ”

ปัจจุบัน การทำธุรกิจ Food and Beverage ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเงินหรือความอดทนอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเตรียมพร้อมที่จะลงมือทำอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราไม่มีความกลัว ความกลัวเราเป็นศูนย์ ถ้าในเชิงธุรกิจบอกว่าเดือนหน้า Chapter 9 ต้องปิดตัว เราก็พร้อมปิด อย่างไรก็ตาม เรามีแบ็กอัปในใจไว้ตลอดเวลา”

นี่คือสิ่งที่เอ๋ ทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ พูดออกมาด้วยความหนักแน่น เธอคิดและวางแผนไว้เสมอ เพราะเชื่อว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่ทำได้คือการหาหนทางแก้ไขสำรองไว้ เผื่อวันที่เจอกับวิกฤตจะได้ปรับตัวทัน

‘การโตแนวข้าง’ คือสิ่งที่เอ๋ตั้งใจจะทำ เธอไม่ได้คาดหวังว่า Chapter 9 จะต้องเป็นธุรกิจที่กราฟพุ่งขึ้นไปด้านบน แต่สุดท้ายก็ตกลงเพราะตามเทรนด์ไม่ทัน ดังนั้น การเติบโตในแนวข้าง เช่น การแตกแบรนด์ หรือออกสินค้าตัวใหม่ไปเรื่อย ๆ น่าจะเป็นทางออกของธุรกิจ SMEs หรือพวกสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ๆ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

Chapter 9 จะครบรอบ 1 ปีเดือนกรกฎาคมนี้ ถ้านับช่วงก่อนหน้าที่จะเริ่มทำ ‘โชกุปัง’ ด้วยก็ประมาณ 3 – 4 ปี ในช่วงนั้นเอ๋ยังคงทำงานเอเจนซี่ควบคู่ไปกับร้านอยู่ เธอใช้ชีวิตตลอด 7 วันโดยไม่ได้พัก

“ช่วง 3 – 4 ปีนั้น เราใช้ชีวิตแบบนี้จนเหมือนกึ่ง ๆ ทรมานตัวเอง กึ่ง ๆ พิสูจน์ตัวเอง ถ้าจะทำแบบนี้ เราต้องลองใช้ชีวิตอยู่กับมันดูว่าทำได้หรือเปล่า จนกระทั่งเราตัดสินใจออกจากงานมารีโนเวตร้านใหม่จนจะครบรอบ 1 ปีแล้ว เรารู้สึกว่า 3 ปีของร้านเก่ากับ 1 ปีของร้านใหม่ จังหวะของธุรกิจมันต่างกันโดยสิ้นเชิง”

Chapter 9 เปิดตัวในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังดุเดือด ในขณะที่พวกเรากำลังหวาดกลัวกับสถานการณ์ตรงหน้า ยังมีกลุ่มคนที่มองเห็นโอกาสและกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ จนทำให้เกิดเป็น Chapter 9 มาจนถึงทุกวันนี้ และก็เป็นวิกฤตโควิด-19 อีกเช่นกันที่ทำให้เธอรู้ว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน

“การเป็นธุรกิจรุ่นสองที่อยู่ภายใต้อุตสาหกรรม F&B แทบจะเอามรดกตกทอดมาทำต่อไม่ได้เลย”

ผู้ประกอบการหลายเจ้าน่าจะรู้กันดีว่าเทรนด์หมุนเร็วแค่ไหน

“เราอยากเป็นตัวกำหนดเทรนด์ ไม่ใช่ให้เทรนด์กำหนดเรา แต่สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการกำหนดมันนั่นแหละ”

ฉะนั้น สิ่งที่ทำได้คือการยอมรับ ยึดติดให้น้อยลง และพร้อมที่จะทิ้งแบรนด์ได้ทุกเมื่อ

เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ต้องคิดแผนสำรองไว้ในหัวเสมอ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการทำกำไรในเชิงธุรกิจกับการผลิตสิ่งที่ดีให้กับผู้บริโภคให้ได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

ทีมที่ดี

ลูกสาวคนสุดท้องของธุรกิจโรงงานขนมปังพรพรรณเบเกอรี่ ให้คำนิยามของธุรกิจนี้ว่าเป็น ‘โรงเรียนปฏิบัติจริง’ เพราะเป็นที่ที่ทำให้เธอพูดได้อย่างเต็มปากว่า โลกของการทำธุรกิจไม่ได้สวยงามตามฝันเสมอไป ต้องมีล้มลุกคลุกคลานกันไปบ้าง ไหนจะเรื่องการรับช่วงต่อของธุรกิจกงสีที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก

แต่สิ่งที่ทำให้เอ๋ยังคงทำต่อ คือทีมของเธอ

“เราโชคดีที่มีทีมที่ดี” เธอกล่าวอย่างภูมิใจเมื่อเอ่ยถึงพนักงานทุกคนใน Chapter 9 การรับคนเข้ามาหมายถึงการรับสมาชิกที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน เอ๋เชื่อมั่นในคนมาก และแอบภูมิใจทุกครั้งที่เห็นน้อง ๆ หรือคนในทีมก้าวหน้าไปอีกขั้น

พรพรรณเน้นที่ Mass Market คือ การผลิตต้องรวดเร็วและทำได้ในปริมาณมาก ต่างกับ Chapter 9 ที่ให้ความสำคัญกับความประณีตในแต่ละขั้นตอน รวมไปถึงเทคนิคพิเศษที่ช่วยยืดอายุขนมปังโดยไม่ใช้สารเสริมหรือสารเคมีใด ๆ อีกทั้งยังช่วยดึงรสชาติของตัวขนมปังออกมาให้ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

ทั้งสองมีกระบวนการผลิตพื้นฐานที่เหมือนกัน แต่เทคนิคพิเศษและวัตถุดิบนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้กระนั้น พนักงานจากพรพรรณก็เรียนรู้และทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

จึงเกิดเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของเอ๋และจัสติน ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและความรู้ให้กับพนักงานได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราทำให้คนคนหนึ่งที่เขาอยู่ในอาชีพนี้มาเป็นหลัก 20 – 30 ปี ได้เข้าใจในงานที่เขาทำอยู่จริง ๆ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเข้าใจหรอกว่าดูยังไง กลูเตน ไขมันคืออะไร แต่วันนี้เขาเข้าใจแล้ว พอเข้าใจ เขาก็เริ่มสนุกกับมัน เริ่มทำโน่นทำนี่เองได้ และต่อยอดได้”

ในช่วงแรก เธอไปขอพนักงานจากพรพรรณเข้ามาช่วยที่ร้าน

“เราคุยกันว่า ถ้าจะรับพนักงานใหม่ ทำไมถึงไม่ใช้คนที่ Know How อยู่แล้วล่ะ”

แต่เพราะเป็นน้องใหม่ขององค์กร จึงยังไม่มีใครเชื่อใจที่จะมาทำงานกับ Chapter 9 ยกเว้นแต่พนักงานจากประเทศลาวคนหนึ่งชื่อ น้อย

น้อยทำงานที่พรพรรณเบเกอรี่มาตั้งแต่สมัยที่เอ๋ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เขาเล็งเห็นโอกาสความเป็นไปได้ และที่สำคัญคือ เขาเชื่อมั่นในตัวเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังแห่งนี้

เพราะมีประสบการณ์มามากกว่า 20 ปี การทำขนมปังของน้อยจึงไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญที่จัสตินและเอ๋สอนน้อยคือความเข้าใจในวัตถุดิบ เหตุและผลของกระบวนการ รวมไปถึงขั้นตอนต่าง ๆ จนทุกวันนี้ น้อยสามารถแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้ ทั้งในส่วนของ Chapter 9 เองและพรพรรณเบเกอรี่

การเรียนรู้แบบหมุนเวียนเกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ จากเอ๋และจัสตินสู่น้อย น้องพนักงาน Chapter 9 ส่งต่อไปถึงพนักงานจากพรพรรณเบเกอรี่ ทำให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่ตนเองทำกันมากขึ้น และสร้างสรรค์งานกันได้สนุกยิ่งขึ้น

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

บทเรียนของลูกคนที่ 9

“ถ้าในอนาคต Chapter 9 ต้องปิดตัวลง เราก็เชื่อว่าคนของเราที่มีสกิลล์ขนาดนี้ จะช่วยให้เราไปต่อในธุรกิจอื่น ๆ ได้”

นอกจากเป็นทีมที่มีคุณภาพแล้ว เอ๋และจัสตินก็มักถามคนในทีมเสมอถึงเรื่องความฝัน เพื่อช่วยผลักดันให้แต่ละคนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

“ไม่มีประโยชน์ที่เราจะดึงเด็กคนหนึ่งให้อยู่กับเราตลอดไป เพราะเขาเก่ง เราอยากให้เขาเก่งขึ้น เหมือนกับตัวเรา เราเองยังไม่อยากจะอยู่ร้านทุกวันเลย” เธอหัวเราะ “พอเซ็ตทุกอย่างในร้านให้พร้อม เรากับจัสตินก็แยกย้ายไปทำตามความฝัน เรายังคงคิดถึงงานเอเจนซี่อยู่ ก็เลยรวมตัวกับเพื่อนเปิดเป็นเอเจนซี่เล็ก ๆ ชื่อ ‘Second Nature’ ที่มีทั้งเรื่องขนมและงานโฆษณา เราชอบการสื่อสาร เพียงแต่อันหนึ่งเป็นการสื่อสารผ่านขนม และอีกอันคือการสื่อสารผ่านชิ้นงาน”

สุดท้ายแล้วความแน่นอนคือความไม่แน่นอน “เราไม่เชื่อในอิฐ หิน ปูน ทราย ฉะนั้น ในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะเอา Chapter 9 ลงออนไลน์ให้หมด การโตในแนวข้างของ Chapter 9 จะหลากหลายขึ้น คุณภาพจะดียิ่งขึ้น และคนจะหาเราเจอได้ทุกที่ทุกเวลา”

ความกล้าหาญและพลังบวกที่ได้รับจากเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่นั่งคุยกัน ทำให้ฉันมองภาพของธุรกิจนี้กว้างขึ้นไปอีกขั้น วิสัยทัศน์ของเอ๋เป็นเหมือนลูกศรที่พร้อมจะพุ่งไปข้างหน้า เพื่อไล่ตามความฝันของตนเอง และนำทางให้ทีมไปพร้อม ๆ กัน รอยยิ้มที่มีให้กับพนักงานและลูกค้าที่แวะเวียนไปมา ยังคงอบอุ่นและให้การต้อนรับเป็นอย่างดีอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

Writer

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load