“ร้านกาแฟที่ดี คือพื้นที่สร้างสรรค์ที่ทำให้คนเข้ามาใช้เวลาและมาแชร์ประสบการณ์ต่างๆ ร่วมกัน เป็นสังคมคุณภาพ และทำให้เกิด Perfect Living ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่รักการใช้ชีวิตในเมือง” นี่คือแนวคิดในการทำร้านกาแฟของ ต๋อง-อานนท์ ธิติประเสริฐ แชมป์ World Latte Art Championship 2017

เขาคือบาริสต้าไทยที่ร่ำเรียนวิชาการทำกาแฟมาจากออสเตรเลีย เมืองที่เป็นศูนย์รวมของกาแฟโลก เขาเคยเป็นเจ้าของกิจการร้านกาแฟที่เมืองซิดนีย์ในวัยแค่ 22 ปี และขายกิจการที่เคยรุ่งเรืองในตอนนั้นเพื่อทำตามฝันของตัวเองที่ประเทศไทย คือการเป็นแชมป์ลาเต้อาร์ตให้ได้สักครั้ง พร้อมกับการทำ Ristr8to (ริสเตร็ตโต) ร้านกาแฟที่เชียงใหม่ของเขาให้เป็นคอมมูนิตี้ที่รวมคอกาแฟที่รักในสิ่งเดียวกันมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์

Ristr8to, ต๋อง อานนท์ ธิติประเสริฐ

A Perfect Living ในความเชื่อของต๋องคือการได้ทำในสิ่งที่เขารัก ได้สร้างสังคมของคอกาแฟในแบบที่เขาต้องการ ทำให้ร้านกาแฟเป็นพื้นที่ที่ปลุกพลังให้ผู้คนได้มาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และกลายเป็นคอมมูนิตี้ที่ดึงดูดคนที่มีความชอบหรือสนใจสิ่งเดียวกันให้พบกันได้ง่ายขึ้น  

เช่นเดียวกันกับ A Perfect Living Platform คอนเซปต์ล่าสุดของการสร้างที่อยู่อาศัยของ Park Origin ซึ่งเชื่อว่าที่อยู่อาศัยที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย แต่คือ Community ที่เป็นเหมือนอาณาจักร Mixed-use ที่รวบรวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟชั้นนำ คอมมูนิตี้มอลล์ ซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียม ร้านอาหารระดับพรีเมียมจากทั่วมุมโลก และ Co-living Space & Co-working Space ที่เป็นพื้นที่ปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่หลากหลายของผู้คน

เราจะพาไปหาคำตอบกันว่า อะไรที่ทำให้เขาเชื่อว่าร้านกาแฟเป็นส่วนหนึ่งของ A Perfect Living  และอะไรที่ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในวงการกาแฟโลก

Ristr8to, ต๋อง อานนท์ ธิติประเสริฐ

Ristr8to, ต๋อง อานนท์ ธิติประเสริฐ

จากบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ คุณเข้าสู่วงการกาแฟได้อย่างไร

ผมไปออสเตรเลียในปี 2007 เป็นช่วงหลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยพอดี ตอนนั้นก็คิดเหมือนๆ เด็กวัยรุ่นทั่วไปที่อยากไปต่างประเทศเพื่อเรียนภาษาอังกฤษ ตอนนั้นผมเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย งานแรกที่ได้ทำคือเป็นลูกมือในครัวร้านอาหารไทย ในร้านนี้จะมีบาริสต้าอีกคน ผมเห็นเขาทำกาแฟทุกวัน และเขาทำลาเต้อาร์ตได้

ด้วยความที่ผมเคยวาดรูปและสนใจศิลปะอยู่แล้วผมเลยสนใจลาเต้อาร์ตมากเป็นพิเศษ ผมทำงานไปได้สักพักบาริสต้าคนนี้เขาก็ไปแข่งบาริสต้าระดับภูมิภาค เขาชนะได้เป็นแชมป์ของซิดนีย์ ได้เป็นตัวแทนของออสเตรเลียไปแข่งระดับโลก และแข่งจนเขาได้แชมป์โลก

จากตอนแรกที่ผมเห็นเขาเป็นพนักงานคนหนึ่ง อยู่ดีๆ วันหนึ่งเขากลายเป็นแชมป์โลกได้ ทำให้ผมมองเขาเปลี่ยนไปเลย ผมอยากเป็นแชมป์แบบเขาบ้าง เลยคิดว่าบาริสต้าน่าจะเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ผมน่าจะทำได้นานและทำด้วยความชอบได้ ผมลาออกจากร้านอาหารไทยตอนนั้นแล้วไปทำงานร้านกาแฟอย่างจริงจัง ไปลงเรียนคอร์สเกี่ยวกับกาแฟ และหางานใหม่ที่ได้เป็นบาริสต้าจริงๆ

จากพนักงานในร้านกาแฟเล็กๆ คุณกลายมาเป็นเจ้าของกิจการในซิดนีย์ตั้งแต่อายุ 22 ปีได้อย่างไร

ตอนนั้นผมทำงานเยอะมาก เพราะผมตั้งใจว่าจะมาทำงานเก็บเงิน แล้วก็เอาเงินนี้กลับมาเปิดกิจการอะไรสักอย่างที่ไทย ตอนเช้าผมไปส่งหนังสือพิมพ์ สายๆ ผมก็ไปเรียนหนังสือ บ่าย 2 ผมไปทำงานร้านกาแฟ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มผมก็ไปเป็นบาริสต้าในร้านอาหารอิตาลี ซึ่งช่วงนี้แหละที่ได้ทำกาแฟเยอะขึ้น และได้กลับไปรู้จักกับจุดกำเนิดของกาแฟจริงๆ  

ที่ร้านอิตาลีจะแบ่งออกเป็นหลายเซกชัน ที่นี่ทำให้ผมได้รู้จักกับบาร์เทนเดอร์ที่เคยเป็น Bar Manager มาหลายประเทศทั่วโลก เขาเล่าประสบการณ์ทำงานและการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ ให้ฟัง จนถึงปัจจุบันที่เขาย้ายมาอยู่ออสเตรเลียกับแฟน ผมทำงานเก็บเงินได้ประมาณ 2 ปีก็เอาเงินทั้งหมดมาเปิดร้านกับบาร์เทนเดอร์คนนี้

Ristr8to, ต๋อง อานนท์ ธิติประเสริฐ

ตอนนั้นบาร์เทนเดอร์เขามีหน้าที่ดูแลบาร์ ผมดูแลกาแฟ ในปีแรกที่เปิดร้านยอดขายดีมากเลยนะ ตอนนั้นผมเพิ่งจะอายุ 22 ปีเอง ผมสะใจมากที่ชีวิตผมไปถึงจุดนั้นได้ ตอนนั้นผมยังเด็กแล้วเริ่มทุกอย่างจากศูนย์ ผมไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ผมเก็บเงินอย่างเดียวจนสามารถเปิดร้านที่ออสเตรเลียได้ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในตอนนั้น

พอผ่านไป 1 ปี ร้านกำลังไปได้สวยเลย แต่หลายๆ อย่างมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ พื้นที่ของการทำกาแฟในร้านเริ่มน้อยลง เพราะเขาเน้นขายอาหารมากกว่า จนสุดท้ายมันก็เลยกลายเป็นร้านอาหาร ผมก็รู้สึกว่านี่มันไม่ใช่ร้านที่ผมอยากทำแล้ว 

ในตอนนั้นคุณประคับประคองความฝันของตัวเองอย่างไร

ในช่วงนั้นผมยังไม่ยอมแพ้กับกาแฟ ผมลงแข่งขันในระดับภูมิภาคของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการแข่งเพื่อค้นหาบาริสต้าที่เป็นตัวแทนไปแข่งระดับโลก แต่ตอนนั้นผมไม่อยากทำร้านอาหารแล้วเลยตัดสินใจขายร้าน เพราะผมรู้สึกไม่มีความสุขที่จะอยู่ตรงนั้นแล้ว สุดท้ายเงินที่ได้มามันก็ไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง

ในช่วงนั้นที่ออสเตรเลียเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของกาแฟ จากกาแฟอิตาลีไปเป็น Specialty Coffee การแข่งขันระดับโลกในช่วงเวลานั้นตัวแทนจากออสเตรเลียก็ได้เป็นแชมป์อยู่หลายปี และเข้ารอบ 6 คนสุดท้ายอยู่หลายครั้ง มันเลยเหมือนกับว่าในตอนนั้นออสเตรเลียเป็นเจ้าโลกของกาแฟอยู่

ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้ไปอยู่ในสังคมนั้น ในขณะนั้น มันเหมือนกับว่าผมได้รับการหล่อหลอมให้ต้องทำกาแฟและสนใจกาแฟอยู่ตลอด การขายร้านในตอนนั้นจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

Ristr8to, ต๋อง อานนท์ ธิติประเสริฐ Ristr8to, ต๋อง อานนท์ ธิติประเสริฐ

การอยู่ในประเทศที่มีวัฒนธรรมกาแฟแข็งแรง ทำให้คุณได้ประสบการณ์การเป็นบาริสต้าอย่างไรบ้าง

หลังจากขายร้านผมก็ตัดสินใจลงแข่งบาริสต้า ผมทิ้งเงินที่ได้จากการทำร้านกลับไปสมัครงานเป็นบาริสต้าในซิดนีย์ ผมได้ทำงานในร้านที่ยอดขายสูงมาก เขาขายได้วันละ 800 – 1,000 แก้ว ผมทำงานที่นี่ก็เหมือนได้เข้าไปฝึกความเร็วในการทำกาแฟ และได้รู้ว่างานร้านกาแฟจริงๆ มันควรจะเป็นอย่างไร เพราะร้านที่ผมทำเองไม่เคยขายได้มากเท่านี้

พอผมมาเจอสังคมคาเฟ่ที่นี่ผมรู้สึกว่ามันเจ๋งมาก ผมอยากทำร้านแบบนี้ ทำพื้นที่ให้ทุกคนมาอยู่กับกาแฟ มาสนุกกับการดื่มกาแฟ มาคุยกันเรื่องกาแฟ การมีร้านกาแฟดีๆ ใกล้ที่พักอาศัยมันเป็นบรรยากาศที่ดีมาก ผู้คนสามารถเดินมาพบปะและพูดคุยกันที่ร้านกาแฟได้ทุกวัน มันเป็น A Perfect Living Platform ที่ทำให้ชีวิตของคนในเมืองนั้นง่ายขึ้น

Ristr8to, ต๋อง อานนท์ ธิติประเสริฐ

ชีวิตหลังจากกลับมาไทยเป็นอย่างไร คุณวาดภาพ A Perfect Living ของคุณไว้แบบไหน   

ผมเปิดร้านของตัวเองชื่อ Ristr8to ผมอยากจะเปิดในแบบที่ตัวเองชอบอย่างเดียว เพราะการทำในสิ่งที่ผมไม่ชอบ ไม่ว่าได้เงินเยอะแค่ไหนผมก็ไม่มีความสุขอยู่ดี ช่วงขาลงของร้านที่ซิดนีย์ยอดขายก็น้อยลงเรื่อยๆ ความสุขในการทำงานของผมลดลง ผมคิดว่าถ้าอยู่ต่อไปก็คงไม่มีความสุขอยู่ดี เพราะเหตุผลที่ผมเปิดร้านคือเพราะผมอยากทำกาแฟ อยากดูแลร้านกาแฟของของตัวเอง และผมอยากทำงานที่ผมอยากตื่นขึ้นมาเพื่อทำมันทุกวัน

ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งเงินไม่สามารถซื้อทุกอย่างที่ผมอยากได้ เวลาต่างหากคือสิ่งที่สำคัญกว่า ถ้าผมเริ่มทำตามฝันตอนแก่โอกาสที่ผมจะประสบความสำเร็จอาจจะน้อยลงเรื่อยๆ ถ้าตอนนั้นผมทำร้านเจ๊งผมก็อายุแค่ 25 ปีเอง ผมยังมีเวลาเริ่มใหม่อีกหลายรอบ

ช่วงนั้นเพิ่งเริ่มทำร้าน ผมก็ยังไม่ค่อยมีเงินเพราะลงทุนไปหมดแล้ว ผมต้องนั่งรถไฟชั้น 3 ไปแข่งที่กรุงเทพฯ ได้ที่ 3 บ้าง ที่ 5 บ้าง ผมก็กลับมาคิดว่าทำไมผมไม่ชนะ ผมคิดว่าผมเก่งที่สุดแล้วตอนนั้น เพราะผมมีโอกาสได้ไปเห็นแชมป์โลกมาแล้ว ผมรู้สึกของผมเองว่าผมไม่ได้ห่างจากเขามากขนาดนั้น

แต่สมาคมชาและกาแฟไทยที่ดูแลการแข่งขันในตอนนั้นเห็นว่าผมน่าจะเป็นตัวแทนของประเทศได้ เพราะผมฝึกมาจากออสเตรเลีย และฝึกเพื่อไปแข่งระดับโลกได้ และในปีนั้นเองที่ผมเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เข้ารอบ 6 คนสุดท้ายของการแข่งขัน และได้ที่ 6 พอดี

Ristr8to, ต๋อง อานนท์ ธิติประเสริฐ Ristr8to, ต๋อง อานนท์ ธิติประเสริฐ

A Perfect Living Platform ของคุณเป็นแบบไหน

A Perfect Living Platform ในแบบของผมคือผมชอบอยู่กลางเมือง ชอบอยู่ในที่ที่มันสะดวกสบาย และอยากให้มีปัจจัยในการดำรงชีวิตทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ถ้าผมทำงานเหนื่อยๆ หรือเดินทางต่างประเทศบ่อยๆ ผมก็อยากอยู่บ้าน เพราะผมเหนื่อยที่จะเดินทางแล้ว หลังจากเดินทางเยอะๆ ผมมักจะไม่อยากไปไหนไกล อยากออกไปใกล้ๆ บ้านแล้วเจอทุกอย่างเลย ถ้าผมต้องเลือกอยู่สักผมต้องเลือกที่ที่มันสะดวกกับชีวิตผมทุกด้าน และสะดวกให้เพื่อนๆ มาหาผมได้ด้วย ต้องมีร้านอาหารหลายแบบ หลายสไตล์ เพื่อตอบสนองความชอบของเพื่อนแต่ละคน

ร้านและบ้านที่ผมอยู่ในตอนนี้ก็อยู่นิมมานฯ ทั้งคู่ เพราะผมชอบความเป็นเมืองมาก และถ้าเมืองที่มีครบทุกอย่างแบบนี้มีร้านกาฟที่ดี เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้คนมาพบปะกันยิ่งทำให้การทำร้านกาแฟของผมสนุกมากขึ้น

ในช่วงแรกที่ทำร้าน ที่นิมมานฯ มีแต่ร้านกาแฟเลยนะ แต่การมีร้านกาแฟเยอะมันมีข้อดี เพราะมันช่วยดึงให้มีร้านอื่นๆ มาเปิดเพิ่มมากขึ้น และดึงดูดให้คนหลากหลายกลุ่มมารวมตัวกันได้ ผมเห็นได้ชัดเลยว่าจุดเริ่มต้นของคอมมูนิตี้คือร้านกาแฟดีๆ นี่แหละที่ทำให้มีร้านขายของฝาก ร้านขายงานคราฟต์ บาร์ ร้านอาหารอร่อยๆ พื้นที่ศิลปะ และอื่นๆ ตามมาเรื่อยๆ ยิ่งแต่ละร้านตั้งใจทำร้านของตัวเองออกมาให้ดูดีมากเท่าไร มันยิ่งทำให้พื้นที่นั้นน่าอยู่มากขึ้น

ที่สำคัญคือ ต้องเป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ เพราะผมชอบบรรยากาศของความเป็นวัยรุ่น ชอบเห็นความคิดสร้างสรรค์ของคนอื่นๆ เวลาเดินผ่านก็รู้สึกว่ามันสวยดี เห็นแฟชั่น เห็นความตั้งใจของคนทำในย่านนี้ ทุกอย่างมันดูเท่ไปหมดเลย ผมก็รู้สึกโชคดีที่ได้อยู่ในที่ที่มีพลังดีๆ แบบนี้

คอมมูนิตี้ของคนดื่มกาแฟทำให้เกิด Perfect Living ได้อย่างไร

สำหรับผมเชียงใหม่คือเมืองที่ทุกอย่างเชื่อมถึงกันได้ง่าย เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีนักเดินทางทั่วโลกเดินทางมาที่นี่ Perfect Living ของผมคือการมีร้านกาแฟดีๆ ไว้ต้อนรับคนจากทุกมุมโลกให้คนมาพบปะกัน

ผมโชคดีที่ได้รู้จักคนมากมายจากคอมมูนิตี้ในการแข่งขัน ได้มีประสบการณ์จากหลายๆ เมืองที่ผมสามารถเลือกมาออกแบบ Perfect Living ของผมได้ และได้รู้ว่าคนกินกาแฟในแต่ละประเทศต้องการอะไร แต่ผมไม่ได้ลืมคนท้องถิ่นที่นี่นะ ผมยังมีเมนูดั้งเดิมที่เป็นกาแฟเย็นที่เขาชอบอยู่ แต่ผมมีวิธีการนำเสนอในแบบของผมเอง และในขณะเดียวกันผมยังมีเมนูใหม่ และเมล็ดกาแฟใหม่ๆ มาแนะนำให้เขารู้จักและอยากกลับมาลองอีกหลายๆ ครั้ง

ร้านกาแฟมันเป็นที่ที่คนนัดรวมตัวกันได้ง่าย และมันเป็นพื้นที่ที่รวบรวมทุกอย่าง ใกล้ร้านกาแฟก็มักจะมีสิ่งอื่นๆ ที่เราต้องการอยู่เต็มไปหมด ลูกค้าในร้านก็มีคนทุกประเภท ทุกอาชีพเลย สามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง มีทั้งนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว ทั้งคนไทย คนจีน และคนต่างชาติ ในแต่ละวันผมก็ได้คุยกับคนหลากหลายมาก มันเป็นความสนุกอย่างหนึ่งที่ผมได้ทำร้านนี้ ผมทำพื้นที่นี้ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิด และแลกเปลี่ยนบทสทนากัน และตัวผมก็ได้อะไรจากมันด้วย เวลาผมฟังเรื่องราวของใครก็เหมือนเขาย่อโลกมาให้ใกล้กับผมมากขึ้น

Ristr8to, ต๋อง อานนท์ ธิติประเสริฐ

การเป็นแชมป์เปลี่ยนชีวิตของคุณไปอย่างไรบ้าง

ในปี 2017 ผมได้เป็นแชมป์โลกแล้วก็จริง แต่ผมไม่ได้มองว่าตัวเองเก่งที่สุดแล้ว ผมได้เห็นโลกกว้างขึ้น และยังมีคนอีกเยอะที่เก่งกว่าเรา คนที่เก่งคะแนนเทคนิค คนที่เก่งด้านอื่นๆ อีกเยอะมาก ผมรู้ว่าผมเป็นแชมป์โลกได้ แต่ยังมีอีกหลายอย่างในโลกนี้ที่ผมยังไม่รู้ และยังมีคนอื่นที่ทำได้ดีกว่าผม เวลาผมออกไปเจอโลกข้างนอกเยอะๆ ก็ทำให้ผมได้ตัดอีโก้ของตัวเองออกไปด้วย ผมจึงชอบที่ได้เดินทางออกไปแข่ง ได้ออกไปเที่ยว และซึมซับเอาวัฒนธรรมการดื่มกาแฟผ่านเมือง ผ่านการแข่งหลายๆ ที่ที่ผมไป กลับมาเผยแพร่ในคอมมูนิตี้ของตัวเองและทำให้ร้านกาแฟของผมเป็น A Perfect Living Platform ที่ตอบโจทย์ชีวิตของทุกคน

Ristr8to, ต๋อง อานนท์ ธิติประเสริฐ

A Perfect Living Platform

เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ธรรมชาติ’ เป็นเผ่าพันธ์ที่ต้องสร้าง ‘สังคม’ และปัจจุบันปัจจัยรอบด้านนำพาการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งในโลกเข้าสู่ยุค ‘เทคโนโลยี’ ที่ล้ำหน้าและทันสมัย ทำให้วิถีการใช้ชีวิตของมนุษย์ต้องปรับเปลี่ยน ให้ก้าวทันโลกสมัยใหม่

‘Park Origin’ จึงสร้างขึ้นมาภายใต้คอนเซปต์ ‘A Perfect Living Platform’ ที่เข้าใจการใช้ชีวิตของคนเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยผสานเทคโนโลยี สังคม และธรรมชาติ ได้อย่างลงตัว โดยที่ทุกคนไม่ต้องเสียเวลาวิ่งโหยหาสิ่งเหล่านี้จากภายนอก เพราะ 3 สิ่งนี้ได้อยู่ใน Platform นี้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์แล้ว ที่ Park Origin Phayathai, Park Origin Thonglor และ Park Origin Phorm Phong

http://www.parkorigin.co.th/

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

A Perfect Living

มุมมองว่าด้วย Technology, Community และ Nature ที่ผลักดันสู่ A Perfect Living Platform

The Cloud X Park Origin

“ถ้าไม่มีธรรมชาติ เราจะมี Perfect Living ได้ยังไง” ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร Eco Designer หรือนักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บอกกับเราด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร เรียนจบออกแบบผลิตภัณฑ์และสนใจปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม จึงนำมาทำเป็นวิทยานิพนธ์ขณะศึกษาปริญญาโท เพื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคต่อเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และต่อมาได้เปิดร้าน ‘The Eco Shop’ ขายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแห่งแรกในประเทศไทยพร้อมจ้างพนักงานขายที่เป็นผู้พิการ

สิ่งที่ท็อปตั้งใจทำมานับสิบปีผลิดอกงอกงามเติบโต เป็นสตูดิโอออกแบบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้ชื่อ บริษัท คิดคิด จำกัด ทำแบรนด์สินค้าที่ใช้แนวคิดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งกระบวนการตั้งแต่ผลิตกระทั่งสินค้าหมดอายุ Eco-Cycle ในชื่อ แบรนด์โอ และก่อตั้งกลุ่ม ECO DESIGN THAI THAI กลุ่มสินค้าออกแบบไทยๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร, Park Origin

ท็อปเชื่อว่า Perfect Living จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดธรรมชาติ เพราะทุกสิ่งรอบตัวล้วนถือกำเนิดและไปสิ้นสุดที่ธรรมชาติ และไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไกล สังคมจะไปเร็วแค่ไหน แต่ ‘ธรรมชาติ’ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เช่นเดียวกับ A Perfect Living Platform คอนเซปต์ล่าสุดของการสร้างที่อยู่อาศัยของ Park Origin

ซึ่งมีการออกแบบ Landscape ให้ใช้พื้นที่อย่างมีคุณค่า โดยนักออกแบบชั้นนำเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ไม้ใหญ่ในพื้นที่เดิมใว้ และอาคารรูปแบบใหม่ในแนวคิด ‘Vertical Garden’ มีพื้นที่สีเขียวเล่นระดับเป็นขั้นบันไดถึง 1,500 ขั้น ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนไหล่เขา เสมือนสวนป่าคอนกรีตที่ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับคนเมือง รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานเพื่อสร้างกลิ่นอายความเป็นธรรมชาติให้มีรายล้อมอยู่ภายในโครงการ ตลอดจนมี Facility ที่ให้ความรู้สึกว่าธรรมชาติยังอยู่รายล้อมรอบตัวเรา

อย่าแปลกใจหากคุณพบคำว่า ‘สิ่งแวดล้อม’ มากมายในหลายย่อหน้าด้านบน เพราะบทสนทนาที่คุณจะได้อ่านต่อไป คือเรื่องราวการเดินทางเพื่อรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน เพื่อ Perfect Living จากสองมือของชายหนุ่มผู้เปลี่ยนโลกให้น่าอยู่มากขึ้นด้วยการออกแบบ

ท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร, Park Origin

เล่าย้อนความหลังให้ฟังหน่อย เด็กชายพิพัฒน์เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมแบบไหน

ทั้งชีวิตผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ มาตลอด บ้านผมเป็นตึกแถวริมถนนใหญ่ ทำให้ผมไม่เคยมีวัยเด็กแบบคนอื่นๆ กิจกรรมอย่างปั่นจักรยานเป็นแก๊งอยู่ในหมู่บ้าน หรือล้อมวงเตะฟุตบอลกันหน้ารั้วบ้าน ผมไม่มี (ยิ้ม) เพื่อนผมตอนเด็ก จะเป็นพี่ๆ ที่ขายแผงลอยอยู่หน้าบ้าน

สนามเด็กเล่นของผมคือพื้นที่หน้าห้องแถวกว้าง 4 เมตร แต่เชื่อไหมว่าภาพในวัยเด็กเหล่านั้นแหละที่ทำให้ผมรู้จักการใช้ชีวิต เรียนรู้วิธีการทำงาน หาเงิน และได้เห็นความแตกต่างของผู้คนตั้งแต่เด็ก ผมเห็นความแตกต่าง แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าความต่างนั้นคือเรื่องผิดแปลก ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือคนต่างด้าว สิ่งเหล่านี้ปลูกฝังให้ผมเติบโตมาเป็นคนแบบนี้ ไม่ว่าจะเจอใคร สังคมแบบไหน เราก็อยู่รอดได้

สมัยอยู่ตึกแถว บ้านเราไม่มีพื้นที่สีเขียวในบ้านเลย จะมีก็แต่ต้นไม้ของ กทม. ที่ปลูกอย่างเก้ๆ กังๆ อยู่ริมฟุตบปาธหน้าบ้าน แต่ผมไม่เคยเห็นต้นไม้มันโตเลยสักครั้ง (หัวเราะ) จนถึงทุกวันนี้ มันยังขนาดเท่าเมื่อ 30 ปีก่อนอยู่เลย ต้นไม้หน้าบ้านผมต้นนั้น พอมันเริ่มแตกยอด มันก็จะโดนตัด วนเวียนแบบนี้เสมอ

ช่วงวัยเด็ก ผมไม่เคยสนใจเรื่องธรรมชาติรอบตัวเลยนะ ไม่ได้เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องสำคัญใดๆ กับชีวิตเลย

ท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร, Park Origin

แล้วจุดเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้คุณหันมาสนใจเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคือเมื่อไหร่

ผมไม่ได้มีจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ชัดเจน แต่ผมเปลี่ยนไปด้วยองศาความคิดที่มันขยับ ถ้าองศามันอยู่ในตำแหน่งเดิม เส้นที่ฉายออกไปจากองศานั้นก็จะทับซ้อนอยู่ที่เดิม แต่เมื่อองศาขยับเปลี่ยนมุมไปเพียงนิดเดียว เส้นที่ฉายออกไปจะฉีกไปจากองศาเดิมเรื่อยๆ ชีวิตของผมเปลี่ยน จากองศาความคิดที่ขยับเพียงนิดเดียวนี่แหละ

ตอนนั้นสิ่งที่ทำให้องศาขยับ มันเริ่มจากการที่ผมมีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ชื่อ An Inconvenient Truth ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ผมเรียนจบปริญาตรีด้าน Product Design และเรียนปริญญาโท Marketing ผมอยากเปิดกิจการเป็นของตัวเอง ดังนั้น นอกเหนือจากเรื่องออกแบบแล้ว ถ้าอยากให้กิจการอยู่รอดปลอดภัย ผลงานของผมขายได้ ผมต้องมีความรู้ด้านการตลาดด้วย

หลังผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ผมกลับมาศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และนำมาทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทในชื่อหัวข้อ ‘แนวโน้มพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ ผลการวิจัยเล่าให้ฟังอย่างสรุปได้ว่า เวลาคนเห็นเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แม้ตอนเริ่มต้นผู้บริโภคจะรู้สึกชอบ และผลสุดท้ายกลับลังเลที่จะซื้อ ด้วยปัจจัยด้านราคาที่สูงกว่าราคาเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ในตลาดมาก

ดังนั้น โจทย์หลักของผมในการทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือเรื่องของต้นทุนการผลิต ที่จะต้องลดลงมาเพื่อไม่ให้ราคาขายสูงเกินไป จนกลายมาเป็นหลักคิดในการเป็น Eco Designer และตัวตนของผมมาจนถึงทุกวันนี้

ท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร, Park Origin

เล่าเส้นทางการเป็น Eco Designer ของคุณให้ฟังหน่อย

บริษัทของผมชื่อ Kid Kid เป็น Social Enterprise (SE) แปลว่าธุรกิจเพื่อสังคม แนวทางของบริษัทคือการมุ่งเน้นกำไรที่ไม่ใช่เฉพาะตัวเงิน แต่ต้องมีกำไรคืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

โจทย์ที่ต้องทำให้สำเร็จในทุกโปรเจกต์ อย่างแรกคือเราต้องส่งผลงานที่ดีให้กับลูกค้า ต่อมาคือสิ่งที่เราทำต้องสามารถวัดผลในแง่สังคมหรือสิ่งแวดล้อมได้ พูดง่ายๆ คือวัด Social Impact ได้ เพราะถ้าโปรเจกต์ของเราคอนเซปต์ดีงาม รักษ์โลกมาก แต่สุดท้ายวัดผลไม่ได้ว่าช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปเท่าไหร่ มันก็จะกลายเป็นแค่การประชาสัมพันธ์เท่านั้น

อย่างล่าสุดผมทำแอพพลิเคชันชื่อ ‘Eco Life’ เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกแบบ Single-use ในมหาวิทยาลัย จำพวกถุงพลาสติก หลอด ช้อนส้อมพลาสติก หรือแก้วพลาสติก มันก็ต้องวัดผลได้ว่าสุดท้ายเราสามารถลดปริมาณการใช้ไปได้เท่าไหร่ ถ้าเราลดทั้งสี่อย่างนี้ได้ก่อน มันจะนำพามาซึ่งการลดสิ่งอื่นๆ ได้ด้วย จริงๆ พลาสติกไม่ได้ผิดอะไร แต่เราควรใช้งานเขาให้คุ้มค่ากว่านี้ เพราะนอกจากย่อยสลายยากมากแล้ว พลาสติกพวกนี้ยังผลิตจากทรัพยากรทางธรรมชาติ คุณจะเห็นว่าสุดท้ายแล้วมันเริ่มต้นและจบลงที่ธรรมชาติ

ท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร, Park Origin

จากการที่คุณทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อมและชุมชนมานับสิบปี คนส่วนใหญ่ที่คุณทำงานด้วยมองธรรมชาติเป็นยังไง

มี 2 แบบ แบบแรกคือคนที่อยู่กับธรรมชาติจนเคยชินแล้วไม่เห็นคุณค่าหรือความสำคัญของธรรมชาติรอบตัว กับคนอีกแบบที่อยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ รู้สึกหวงแหนที่จะรักษาเอาไว้ให้อยู่ชั่วลูกชั่วหลาน เพราะเขาอยากให้คนรุ่นหลังได้เห็น ได้สัมผัสกับความร่มเย็นของธรรมชาติในแบบที่เขาเคยเห็น เคยสัมผัสมาก่อน

โปรเจกต์ที่ผมทำล้วนต้องสื่อสารกับคนทั้งสองประเภท ทั้งคนที่เห็นและไม่เห็นคุณค่าของธรรมชาติ สิ่งที่เราพยายามทำคือทำความเข้าใจและให้ความรู้ว่าทำไมเขาควรเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ และการมีมันอยู่จะส่งผลดีอย่างไรในอนาคต


แล้วสำหรับคุณ ‘ธรรมชาติ’ สำคัญยังไง มันเป็นส่วนที่ทำให้เกิด Perfect Living หรือเปล่า

ผมว่าเราอาจจะต้องถามกลับกันว่า ถ้าไม่มีธรรมชาติ เราจะมี Perfect Living ได้ยังไงต่างหาก ผมเคยมองแค่เรื่องเงินทอง ชื่อเสียง แต่เมื่อเติบโตขึ้น ก็รู้ว่าเรื่องพวกนั้นมันไม่ยั่งยืน สิ่งที่จริงคือธรรมชาติ ฉะนั้นการได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มันมอบพลังให้กับชีวิต ผมถึงต้องหาโอกาสพาตัวเองไปหาธรรมชาติอยู่เสมอ เหมือนไปหาโอเอซิสที่ทำให้เราได้พักหายใจ

แม้ว่าผมกับภรรยา (นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) จะทำงานและใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ แต่เราก็พยายามที่จะทำให้ตึกที่เราอยู่มีพื้นที่สีเขียวสอดแทรกอยู่บ้าง เราพยายามที่จะออกมาเจอกับธรรมชาติอย่างสวนสาธารณะใกล้ๆ กับตึกของเรา และเราก็พยายามท่องเที่ยวไปตามต่างจังหวัดบ้างเมื่อมีโอกาส เพราะสำหรับเราทั้งคู่ การพักผ่อนคือการได้ใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ มีต้นไม้ใหญ่ มีดอกไม้ใบหญ้า

อย่างทุกวันนี้ เวลาพ่อของผมทานข้าวเสร็จ ท่านจะมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นสวน เห็นความร่มรื่น มองจากสายตาผมก็รู้แล้วว่าท่านมีความสุข หรือหลานชายผม ปกติใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก ช่วงฤดูหนาวแทบไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน เขาเห็นธรรมชาติแต่ก็ออกไปสัมผัสไม่ได้ เพราะอากาศหนาวเหลือเกิน ดังนั้น ทุกปิดเทอมที่เขากลับมาประเทศไทย เขาจะมีความสุขมากที่ได้วิ่งเล่นอยู่ในสวน ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

นี่คือสิ่งที่ผมเห็นและรับรู้ว่าธรรมชาติสำคัญต่อความสุขในการใช้ชีวิตของคนเราขนาดไหน และแน่นอนว่าเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิด Perfect Living 

ท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร, Park Origin

ว่าแต่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบหรือ Perfect Living ในมุมมองของคุณต้องเป็นยังไง

Perfect Living ในแบบของผม คือการได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากทำ ได้เป็นในแบบที่เราอยากเป็น แต่อยู่ในศีลธรรมและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

ผมใช้ชีวิตให้มันไม่ยาก ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดและทำได้ดี อะไรที่ผมทำไม่ได้ ก็เลือกที่จะไม่ทำ ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตแบบ Eco Life คือเป็นมิตรกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด เวลาจะออกไปข้างนอกผมก็พกกระบอกใส่น้ำไปเอง พกผ้าเช็ดหน้าไปเอง พยายามเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เริ่มต้นเล็กๆ ที่ตัวเราก่อน ทำสิ่งที่คิดว่ามันส่งผลดีกับตัวเราและคนรอบตัว แล้วเดี๋ยวครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศและสิ่งแวดล้อมก็จะดีตาม

Motto ที่อยู่ในหัวผมตลอดเวลาคือ ‘ดีหรือไม่ ใครจะรู้’ เป็นวลีที่เกิดจากเวลาทำงาน มันย่อมมีการสมหวังและผิดหวัง ทีนี้เวลาเราไปเจอความผิดหวัง มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆ ที่จะตามมาในอนาคตก็ได้ เมื่อคิดแบบนี้ความผิดหวังมันจะไม่ใช่การล้มหัวทิ่ม แต่มันจะเป็นเหมือนการสะดุดนิดหน่อยแล้วก้าวต่อไปได้

ท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร, Park Origin

ธรรมชาติมีบทบาทกับชีวิตคุณยังไงบ้างในแง่ที่อยู่อาศัย และมันสร้าง A Perfect Living Platform ได้ยังไง

ผมว่าสิ่งปลูกสร้างเป็นสิ่งสำคัญ แต่ชีวิตที่อยู่ในสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ สำคัญกว่า ถ้าสมมติว่าเราอาศัยอยู่ในห้องที่ดูดี ใช้ข้าวของทุกอย่างที่ดีที่สุด แต่ห้องนั้นไม่ได้เติมเต็มตัวตนของคุณเลย ก็ยากที่จะพูดว่าที่อยู่อาศัยนั้นเติมเต็มการใช้ชีวิตของคุณ

ที่อยู่อาศัยที่เติมเต็มความเป็นตัวตนของผม และสร้าง A Perfect Living Platform ให้เกิดขึ้นได้ ต้องมี ‘ชีวิต’ ตั้งแต่หมาแมวที่เราเลี้ยง ปลาในตู้ ต้นไม้ที่เราปลูก และคนที่เรารัก ผมโชคดีที่เจอคนรักที่เข้ากันได้อย่างสมบูรณ์ แม้เราจะไม่ใช่คนที่เหมือนกัน 100% แต่นุ่นคือคนที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างบางอย่างของผมที่ขาดไป เป็น Amazing Piece ที่ต่อกันได้พอดี และเราก็รักในสิ่งเดียวกันนั่นคือธรรมชาติ

ดังนั้น จึงไม่แปลกหากเราทั้งคู่จะนำธรรมชาติเข้ามาในที่อยู่อาศัย บ้านของเรามีพื้นที่ไม่มาก แต่เราก็มีต้นไม้ต้นเล็กต้นน้อยสอดแทรกอยู่ตามจุดต่างๆ เยอะแยะไปหมด ทั้งผมและนุ่นใช้ทุกจังหวะชีวิตไปกับธรรมชาติ แม้เราจะอยู่ในเมืองใหญ่ที่วุ่นวายก็ตาม

เล่าให้ฟังหน่อยว่า Perfect Living ในทุกวันนี้ของคุณคืออะไร

ตั้งแต่เริ่มต้น ผมเลือกทำในสิ่งที่สนใจจนมันกลายเป็นสิ่งที่ชอบ เวลาที่มันไม่ได้ดังใจ ผมก็ท้อเหมือนคนทั่วไป แต่ผมไม่ถอยเพราะผมทำมันมานานจนกลายเป็นสิ่งที่ใช่สำหรับผมไปแล้ว และสิ่งนี้มันยังสามารถเป็นธุรกิจที่ทำให้ผมมีเงินเพื่อใช้ในการบริหารบริษัท ทำให้ผมมีเป้าหมายในการทำงาน

Perfect Living ในทุกวันของผมคือความสุขเมื่อได้ทำให้บางสิ่งรอบตัวดีขึ้น ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ รอบตัว ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอันกว้างใหญ่ของโลกใบนี้

ท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร, Park Origin

A Perfect Living Platform

เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ธรรมชาติ’ เป็นเผ่าพันธ์ที่ต้องสร้าง ‘สังคม’ และปัจจุบันปัจจัยรอบด้านนำพาการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งในโลกเข้าสู่ยุค ‘เทคโนโลยี’ ที่ล้ำหน้าและทันสมัย ทำให้วิถีการใช้ชีวิตของมนุษย์ต้องปรับเปลี่ยน ให้ก้าวทันโลกสมัยใหม่

‘Park Origin’ จึงสร้างขึ้นมาภายใต้คอนเซปต์ ‘A Perfect Living Platform’ ที่เข้าใจการใช้ชีวิตของคนเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยผสานเทคโนโลยี สังคม และธรรมชาติ ได้อย่างลงตัว โดยที่ทุกคนไม่ต้องเสียเวลาวิ่งโหยหาสิ่งเหล่านี้จากภายนอก เพราะ 3 สิ่งนี้ได้อยู่ใน Platform นี้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์แล้ว ที่ Park Origin Phayathai, Park Origin Thonglor และ Park Origin Phorm Phong

http://www.parkorigin.co.th/

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load