23 มิถุนายน 2563
4 K

ฉันเดินอยู่กลางพื้นถนนอันร้อนระอุของสนามแข่งรถแห่งเมืองแคนซัส (The Kansas Speedway) ซึ่งเป็นสนามแข่งรถที่ใหญ่ที่สุดในเมืองแคนซัส เบื้องหน้าเต็มไปด้วยเต็นท์ผ้าใบตั้งเรียงกันเป็นแถวยาวสุดลูกตา เต็นท์แต่ละหลังมีควันสีขาวลอยขึ้นฟ้าคล้ายผ้าขาวบางที่ปลิวไสวตามลมประจำฤดู ตัดกับฟ้าสีครามไร้เมฆ เมื่อฉันเดินเข้าไปใกล้ ก็ได้กลิ่นเนื้อรมควันหลากชนิดหอมอบอวลไปทั่วสนาม

ตอนนี้สนามแข่งรถนี้กำลังจัดการแข่งขันบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งของโลก ที่ถือว่าเป็นแกรนด์สแลมรายการหนึ่งของการแข่งบาร์บีคิวอาชีพ คือเดอะอเมริกันรอยัล (The American Royal) เป็นงานแสดงพันธุ์สัตว์ที่เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899 และได้ผนวกเอาการแข่งบาร์บีคิวระดับประเทศเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลใน ค.ศ. 1980 ปัจจุบันการแข่งรายการนี้จัดการโดยสมาคมบาร์บีคิวแห่งเมืองแคนซัส (KCBS : Kansas City BBQ Society) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 20,000 คนทั่วโลก นอกจากการแข่งขันรายการนี้แล้ว สมาคมบาร์บีคิวแห่งเมืองแคนซัสยังร่วมจัดและตัดสินการแข่งขันบาร์บีคิวอาชีพทั่วอเมริกาและทั่วโลกมากกว่า 100 รายการอีกด้วย

ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัส บาร์บีคิว
ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัส บาร์บีคิว

ผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่ต้องตระเวนท่องเที่ยวไปทั่วอเมริกากับเตารมควันของตัวเอง เพื่อแข่งขันในรายการต่างๆ พบกับยอดฝีมือทั่วประเทศเพื่อประชันฝีมือการรมควันเนื้อ เพื่อสะสมคะแนนให้มากพอที่จะแข่งขันรายการใหญ่ หรือเก็บคะแนนเพิ่มก่อนที่จะมีการจัดอันดับระดับประเทศประจำปี

ฟังดูคร่าวๆ เรื่องราวก็คล้ายกับเรื่องของนักดาบพเนจรผู้ร่อนเร่ไปทั่วดินแดน มุ่งหน้าท้าประลองกับนักดาบยอดฝีมือจากหลากหลายสำนัก แต่ก่อนที่จินตนาการจะบรรเจิดไปไกลกว่านี้ ฉันอยากให้ท่านผู้อ่านแทนภาพนักดาบสุดเท่ ด้วยนักทำบาร์บีคิวผู้ร่าเริงที่พร้อมรถพ่วง ครัวเคลื่อนที่ และเตารมควันเนื้อ เดินทางแข่งทำบาร์บีคิวไปทั่วประเทศกันดีกว่า

การประลองนี้ไม่มีการหลั่งเลือด น้ำตา และความแค้น เช่นการประดาบ มีเพียงอาหารแสนอร่อย เนื้อรมควันอันโอชะหลากชนิด รวมทั้งปริมาณไขมัน โซเดียม กลูโคส ฯลฯ ที่เพิ่มขึ้นในกระแสเลือดของทั้งผู้ตัดสินและผู้เข้าแข่งขันเท่านั้น

ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัส บาร์บีคิว

ประชันเนื้อรมควันระดับเทพ

การแข่งขันรายการเดอะอเมริกันรอยัลนี้มีการแข่งขัน 2 วัน วันแรกเป็นการแข่งแบบกลุ่มปิด เฉพาะทีมอันดับต้นๆ ที่ได้แชมป์จากการแข่งขันรายการปกติ หรือมีคะแนนสะสมอยู่ในอันดับที่สูงเท่านั้น จึงจะเข้าร่วมแข่งในวันแรกได้ ส่วนวันที่ 2 เป็นการแข่งขันแบบเปิด ใครก็สมัครเข้าร่วมแข่งขันได้ โดยการแข่งขันทั้งสองรายการมีทีมจากทั่วโลกสมัครมาประชันการทำบาร์บีคิวมากกว่า 400 ทีม ซึ่งทีมที่ชนะการแข่งขันรายการนี้ต่างพูดได้เต็มปากว่าตัวเองเป็น ‘แชมป์บาร์บีคิวโลก’ ได้เงินรางวัลก้อนใหญ่ มีสปอนเซอร์ ได้ทำสัญญาขายซอส หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย เช่นเดียวกับแชมป์กีฬาอาชีพอื่น

เนื่องจากการแข่งขันรายการนี้มีจำนวนทีมที่เข้าร่วมแข่งขันมาก จำนวนผู้ตัดสินก็มีจำนวนมากเช่นกัน แม้ผู้ตัดสินจำนวนมากจะเป็นคนท้องถิ่น แต่ก็มีผู้ตัดสินจากต่างถิ่นและต่างประเทศเดินทางมาร่วมตัดสินบาร์บีคิวในรายการนี้เช่นกัน ตัวฉันเองก็เป็นหนึ่งในผู้ตัดสินที่ได้รับเชิญมาตัดสินในปีนี้ในการแข่งขันทั้งสองวัน

ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัส บาร์บีคิว
ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัส บาร์บีคิว

อาหารที่ผู้เข้าร่วมแข่งขันต้องทำส่งคณะกรรมการนั้นก็ต้องเป็นบาร์บีคิวสไตล์แคนซัสที่เลื่องชื่อนั่นเอง โดยผู้เข้าร่วมแข่งขันต้องปรุงเนื้อสัตว์ 4 ประเภท คือ เนื้อไก่ ซี่โครงหมู หัวไหล่หมู และเนื้อเสือร้องไห้ จนได้รสชาติ สัมผัส เนื้อต้องชุ่มฉ่ำและกลมกล่อมพอดีตามมาตรฐานของสมาคมฯ ซึ่งคำว่า ‘บาร์บีคิว’ ในนิยามนี้หมายถึง ‘เนื้อสัตว์รมควัน’ เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงเนื้อย่างหรือบาร์บีคิวเสียบไม้อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน 

การตัดสินมีหลักสำคัญโดยย่อคือ อาหารต้องมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม กระตุ้นให้อยากอาหารตั้งแต่ยังไม่ได้กิน รสควันไม้ในเนื้อรมควันพอดี เนื้อต้องปรุงอย่างพอเหมาะ ให้ได้รสสัมผัสจากฟันเวลากัด สามารถเห็นรอยฟันเวลากัดลงบนเนื้อ เนื้อไม่เปื่อยยุ่ยจนไหลหลุดออกจากกระดูกอย่างง่ายดายเกินไป และไม่เหนียวเกินไปจนเคี้ยวไม่ลงหรือกัดไม่เข้า 

ที่สำคัญที่สุดคือ เนื้อที่ส่งเข้าประกวดต้องผ่านการปรุงด้วยการรมควัน โดยใช้ถ่านไม้หรือไม้ฟืนในการให้ความร้อนเท่านั้น!

ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัส บาร์บีคิว
ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัส บาร์บีคิว

เมืองหลวงแห่งซอสบาร์บีคิว

บาร์บีคิวถือเป็นอาหารประจำชาติของสหรัฐอเมริกาที่ติดตามคนอเมริกันไปทุกหนแห่งบนโลกนี้และนอกโลก ขนาดที่นักบินอวกาศอเมริกัน ก็ยังมีบาร์บีคิวเป็นหนึ่งในเมนูอาหารสำเร็จรูปขณะประจำการในสถานีอวกาศ 

ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัสบาร์บีคิว
นักบินอวกาศบนสถานีอวกาศกำลังทานบาร์บีคิวจากชุดอาหารสำเร็จรูป เมื่อ ค.ศ. 1996
ภาพ : US National Archive

การทำบาร์บีคิวมีเอกลักษณ์ที่สำคัญคือ รสชาติของควันไม้นี่เอง โดยนักปรุงบาร์บีคิวจะเลือกใช้รสควันไม้เช่นเดียวกับการเติมเกลือและเครื่องปรุงรสต่างๆ ให้อาหารมีรสชาติกลมกล่อม ซึ่งเนื้อสัตว์แต่ละชนิดจะตอบสนองกับการรมควันโดยไม้ต่างกันไป เช่น เนื้อไก่ มักมีรสชาติเข้ากันได้ดีกับไม้ที่มาจากไม้ผลจำพวกแอปเปิ้ล เชอรี่ หรือพีช หรือไม่ใช้ไม้รมควันเลยก็ได้ ในขณะที่เนื้อหมูและเนื้อวัว จะมีรสชาติเข้ากันกับไม้ที่มีรสรมควันที่มีกลิ่นควันชัดเจนกว่า เช่น ไม้โอ๊ก ไม้ฮิกคอรี ถ้าหากชอบกลิ่นควันฉุนแรงขึ้นก็ต้องใช้ไม้เมสกีต (Mesquite) ที่มีกลิ่นฉุนจัด เป็นต้น

เนื้อที่รมควันจนได้ที่จะมีเปลือกนอก (Bark) สีเข้มจนถึงดำ เมื่อหั่นเนื้อด้านในออกมาแล้วอาจจะมีสโมกริง (Smoke Ring) สีชมพูอ่อนตรงขอบที่เกิดจากการรมควันหรือไม่ก็ได้ แต่ด้านในเนื้อรมควันนี้ต้องไม่แห้งผาก มีกลิ่นควันกลมกล่อมกำลังดี เข้ากับรสชาติของซอสบาร์บีคิวหรือผงเครื่องปรุง (Rub) บนเนื้อ 

ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัสบาร์บีคิว
ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัสบาร์บีคิว

คนไทยมักไม่ค่อยรู้ว่าอัตลักษณ์ทางอาหารที่สำคัญที่สุดของเมืองแคนซัส คือการทำบาร์บีคิวหรือเนื้อรมควันแบบแคนซัส มีเมืองแคนซัสซิตี้เป็นเมืองหลวงของบาร์บีคิวแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา สาเหตุที่บอกว่าเป็นเมืองหลวง ‘แห่งหนึ่ง’ ก็เพราะว่าสหรัฐมีวัฒนธรรมการทำบาร์บีคิวอยู่หลายตระกูล แต่ละพื้นที่ของประเทศก็จะมีรูปแบบและรสชาติของบาร์บีคิวแบบเฉพาะของตนเอง 

แต่ละสกุลช่างบาร์บีคิวทั่วประเทศก็มักทุ่มเถียงกันว่าการทำบาร์บีคิวในท้องถิ่นตนเองเป็นสุดยอดบาร์บีคิวของประเทศ เรียกได้ว่าเรื่องรสชาติและสไตล์การทำบาร์บีคิวท้องถิ่นในอเมริกานี้เป็นเรื่องใหญ่ขนาด “ฆ่าได้หยามไม่ได้” สำหรับชาวอเมริกันหลายคน 

สกุลช่างบาร์บีคิวในสหรัฐอเมริกานั้น โดยทั่วไปแล้วแบ่งออกเป็น 3 สกุลใหญ่ๆ ตามชื่อรัฐ คือ 1) แคนซัส 2) นอร์ทแคโรไลนา 3) เท็กซัส

บาร์บีคิวสไตล์แคนซัส ใช้เนื้อสัตว์ทุกชนิดมารมควัน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อแกะ จุดเด่นของเนื้อรมควันสไตล์นี้คือการใช้ซอสบาร์บีคิวที่มีรสออกหวาน โดยใช้ซอสมะเขือเทศเป็นส่วนผสมพื้นฐาน 

บาร์บีคิวสไตล์นอร์ทแคโรไลนา นิยมใช้เนื้อหมูทุกส่วนในการทำบาร์บีคิว ไม่ว่าจะเป็นซี่โครง หัวไหล่ ฯลฯ บาร์บีคิวสกุลนี้ขึ้นชื่อเรื่องหมูเส้น (Pulled Pork) ซอสบาร์บีคิวของนอร์แคโรไลนาส่วนมากมีส่วนผสมของมัสตาร์ดน้ำส้มสายชู เป็นส่วนผสมหลัก รสชาติกลมกล่อมหวาน เค็ม เปรี้ยว หอมควันไฟ เป็นเอกลักษณ์ของเนื้อรมควันสกุลนี้ 

ส่วนบาร์บีคิวแบบสุดท้าย คือบาร์บีคิวสไตล์เท็กซัส มีลักษณะการปรุงรสที่ไม่ซับซ้อน ส่วนมากใช้แค่เกลือกับพริกไทยในการปรุงรสก่อนรมควัน และใช้เนื้อวัวในการทำบาร์บีคิวมากกว่าเนื้อชนิดอื่นๆ เพราะในรัฐเท็กซัสผลิตเนื้อวัวได้มาก บาร์บีคิวสไตล์นี้ถ้าเป็นแบบดั้งเดิมจริงๆ จะไม่นิยมเสิร์ฟเนื้อรมควันพร้อมซอสบาร์บีคิว แต่เสิร์ฟเป็นเนื้อรมควันเปล่าๆ หรือเนื้อรมควันที่หั่นเป็นชิ้นพร้อมกับเครื่องเคียง เช่น สลัดหรือผักดองเท่านั้น 

มีเรื่องขำขันที่เล่าต่อๆ กันมา และที่กลายเป็นดราม่าตามสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์หลายหนว่า ถ้าลูกค้าต่างถิ่นจากรัฐอื่น เช่น รัฐแคนซัสหรือนอร์ทแคโรไลนามาซื้อบาร์บีคิวที่เท็กซัส แล้วดันไปขอซอสบาร์บีคิวจากคนขาย คนทำเมื่อรู้เรื่องก็โกรธจนควันออกหู เพราะการกินเนื้อรมควันกับซอสบาร์บีคิวไม่ใช่การกินบาร์บีคิวในนิยามของชาวเท็กซัส ในขณะที่ลูกค้าต่างถิ่นจากแคนซัสก็โกรธจนหน้าแดงเช่นกัน เพราะคิดว่าการกินบาร์บีคิวแบบไร้ซอสนั้นไม่นับเป็นวิธีการกินบาร์บีคิวที่แท้จริง 

เมื่ออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะนิยามที่เกี่ยวกับมาตรฐานของอาหารประจำถิ่นปะทะกัน แค่เรื่องซอสบาร์บีคิวก็กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาได้ แค่กินอาหารกันคนละแบบเท่านั้นเอง

ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัสบาร์บีคิว
ภาพโฆษณาร้านบาร์บีคิวของเฮนรี่ เพอร์รี่ ในหนังสือพิมพ์ The Kansas City Sun ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1917
ภาพ : The Library of Congress

มรดกการครัวทาสผิวดำ 

ในการแข่งขันบาร์บีคิวชิงแชมป์โลก ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดต้องเสิร์ฟเนื้อรมควันในกล่องที่มีขนาดมาตรฐาน เพื่อให้กรรมการได้ลงคะแนนตัดสินในทางลับ ผู้เข้าแข่งส่วนมากปรุงรสบาร์บีคิวในแบบที่เป็น ‘อาหารคำเดียว’ ที่ปรุงรสจัดจ้านพอที่จะมัดใจกรรมการผู้ตัดสินจากการลิ้มรสเพียงหนึ่งคำ ทุกคนต่างมุ่งมั่นในการเอาชนะโดยใช้วัตถุดิบราคาแพงต่างๆ ในการปรุงรสเพื่อมัดใจกรรมการ ซึ่งต่างจากต้นกำเนิดของบาร์บีคิวในยุคแรกอย่างสิ้นเชิง

ก่อนที่บาร์บีคิวจะกลายมาเป็นอาหารประจำชาติอเมริกาที่ทุกคนกินได้อย่างไม่แบ่งแยกนั้น บาร์บีคิวมีที่ประวัติที่ขมขื่นมาก่อน การปรุงอาหารวิธีนี้เป็นเทคนิคการทำอาหารของทาสผิวดำที่ต้องหาทางปรุงเนื้อเหนียวที่เป็นเศษเหลือทิ้งให้มีรสชาติที่กินได้ ทาสผิวดำในสมัยนั้นจึงคิดค้นวิธีการรมควันไม้ด้วยไฟอ่อนๆ เป็นเวลานาน เพื่อทำให้กล้ามเนื้อที่กระด้างในเนื้ออ่อนนุ่มลง จนมีรสชาติและผิวสัมผัสที่ชวนกิน เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมอาหารที่เกิดขึ้นเพราะความจำเป็น

แม้ว่าจะเป็นเศษเนื้อไหม้เหลือๆ ก็แปลงมาเป็นอาหารแสนอร่อยได้ เช่นในกรณีของบาร์บีคิว เบิร์น เอนด์ (Burnt End) จานเด็ดสไตล์แคนซัส มาจากการนำปลายเนื้อเสือร้องไห้ไหม้ๆ ที่ขายไม่ออก มาสับเป็นลูกเต๋าพอคำราดซอสบาร์บีคิวเพื่อไม่ให้เสียของ แต่เมื่อเวลาผ่านไป บาร์บีคิว เบิร์น เอนด์ ก็กลายเป็นอาหารจานเด็ดที่ทุกคนต่างอยากลิ้มลอง

การทำบาร์บีคิวจึงเป็นอาหารที่เกิดจากความทุกข์ยาก เป็นอาหารที่ผูกพันกับกลุ่มชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ในอเมริกาตลอดมา แม้แต่ผู้ริเริ่มการทำบาร์บีคิวสไตล์แคนซัสนี้ก็เป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกัน เช่นกัน

ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัสบาร์บีคิว

บิดาแห่งบาร์บีคิวสไตล์แคนซัส เป็นพ่อครัวผิวดำชื่อ เฮนรี่ เพอร์รี่ (Henry Perry) คุณเฮนรี่เข้ามาเปิดร้านขายบาร์บีคิวในเมืองแคนซัสในช่วงราว ค.ศ. 1907 โดยตั้งแผงขายเนื้อรมควันราดซอสบาร์บีคิว ซอสที่ใช้ก็เป็นซอสรส ‘จัดจ้าน’ ที่มีพริกไทยเป็นส่วนผสม คู่กับเนื้อสัตว์รมควันหลากชนิด ตั้งแต่ หมูบด เนื้อวัว เนื้อแกะ โอพอสซัม ไปจนถึงเนื้อแรคคูน

ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัสบาร์บีคิว

ฉันสังเกตว่าบาร์บีคิวของคุณเฮนรี่ยังคงสถานะของความเป็น ‘อาหารคนยาก’ เช่นเดียวกับสถานะของบาร์บีคิวในยุคก่อน เพราะใช้เนื้อราคาถูกเป็นวัตถุดิบหลัก แต่ด้วยความเก่งกาจในการทำอาหารของคุณเฮนรี่ ก็ทำให้เนื้อราคาถูกเหล่านี้กลายเป็นอาหารอันโอชะขึ้นมาได้ จนทำให้ร้านบาร์บีคิวของคุณเฮนรี่กลายเป็นร้านยอดนิยม คุณเฮนรี่เองก็ถูกตั้งฉายาให้เป็น ‘ราชาแห่งบาร์บีคิว’ (Barbecue King) ไปด้วย และการทำบาร์บีคิวในแบบคุณเฮนรี่ก็กลายเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมบาร์บีคิวแบบแคนซัสไปในที่สุด 

ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัสบาร์บีคิว

สายใยอาหารข้ามกาลเวลา

ร้าน แอลซี บาร์บีคิว ชานเมืองแคนซัส เป็นหนึ่งในร้านบาร์บีคิวที่ยังคงปรุงบาร์บีคิวในสไตล์ของคุณเฮนรี่ บาร์บีคิวของร้านแอลซีนั้นซื่อตรงกับรากเหง้าของบาร์บีคิวในฐานะอาหารสามัญ ที่ให้ความสำคัญของรสชาติอาหารและรสสัมผัสของเนื้อ และลูกค้าเลือกชิมรสได้ในราคาย่อมเยา ซึ่งปัจจุบันที่บาร์บีคิวกลายเป็นอาหารทันสมัยราคาแพง ร้านแอลซีแห่งนี้ก็คล้ายเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่เล่าถึงประวัติอันยากลำบากของบาร์บีคิวแคนซัสได้ในการลิ้มรสเนื้อรมควัน

ภายในร้านเก่าๆ นั้นมีเตารมควันก่ออิฐขนาดใหญ่ที่มีควันโขมงกระจายไปทั่วร้าน บรรยากาศภายในเหมือนมีเงาสีเทาจางทาบอยู่ทุกที่ ฉันเดินไปสั่งอาหารขึ้นชื่ออย่างเบิร์น เอนด์ หนึ่งที่ พร้อมกับสลัดกะหล่ำปลีหั่น (Coleslaw) แล้วไปนั่งรออาหารอยู่ที่โต๊ะ 

เมื่อได้รับออร์เดอร์แล้ว ชายด้านหลังเคาน์เตอร์สูงก็เปิดประตูเหล็กสีดำเมื่องของเตาอิฐขนาดใหญ่ออกมา ก้อนควันสีเทาที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกลิ่นไม้รมควันผสมกับเนื้อรมควัน ถั่วอบ ก็พวยพุ่งทะลักเข้ามาในส่วนห้องอาหาร ส่งกลิ่นหอมหวานไปทั่ว 

ชายร่างสูงใช้ส้อมเหล็กยาวจิ้มเนื้อเสือร้องไห้ชิ้นใหญ่ที่รมควันจนผิวนอกมีสีดำเข้มได้ที่ และใช้มีดยาวหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าอย่างว่องไวลงในจานกระดาษแบบใช้แล้วทิ้งที่รองด้วยแผ่นขนมปังขาว ก่อนจะใช้ทัพพียาวตักซอสบาร์บีคิวสีแดงเข้มจากหม้อร้อนๆ ลงบนชิ้นเนื้อ และโปะกองเนื้อนั้นด้วยแผ่นขนมปังอีกครั้ง ก่อนวางจานกระดาษนั้นข้างถ้วยโฟมบรรจุโคลสลอว์บนถาดพลาสติกสีสด

ไม่มีการอ้อยอิ่ง ไม่ประดิดประดอย

ฉันรับถาดอาหารนั้นมาและเดินไปนั่งที่โต๊ะเงียบๆ แสงแดดจ้าส่องผ่านกระจกสีเหลืองอ่อนจากควันไฟเข้ามาในร้าน 

ก้อนเนื้อวัวรมควันในจานมีรสสัมผัสนุ่มชุ่มฉ่ำ หอมกลิ่นเข้มข้นของเนื้อวัวและควันไฟ ซอสบาร์บีคิวสีสดที่ราดลงบนเนื้อซึมเข้าไปในแผ่นขนมปังที่วางด้านบนจนฉีกกินไปด้วยกันได้ รสเปรี้ยวหวานกลมกล่อมของซอสตัดกับรสเข้มของเนื้ออย่างพอเหมาะพอดี

รสของบาร์บีคิวที่ฉันได้ลิ้มรสในวันนั้น เป็นรสชาติของบาร์บีคิวที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์การดิ้นรนของคนผิวดำในอเมริกา ที่บรรจุถึงเรื่องราวของการต่อสู้ ความอดทนต่อความยากลำบาก และสภาพยากแค้นที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติต่อคนผิวดำเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม

เบิร์น เอนด์ ที่ฉันได้ชิมรสในวันนั้น ไม่ใช่บาร์บีคิวที่ถูกนำเสนอในแบบที่ลดทอนหรือดัดแปลงรูปแบบ (Appropriation) ให้มีรูปร่างที่สวยงามแวววับ แต่ไร้รากฐานและกำพืดของอาหารที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น 

อาหารท้องถิ่นอื่นๆ ทั่วโลกก็เช่นกัน

อาหารเหล่านั้นอาจมีหน้าตาไม่ดึงดูด มีส่วนประกอบที่น่าสงสัย หรือมีรสชาติที่ไม่คุ้นเคย แต่อาหารเหล่านั้นก็ถูกนำเสนออย่างซื่อตรงต่ออดีตของตนเอง

ถ้าเราเปิดใจเรียนรู้รสชาติและความเป็นมาเหล่านี้ เราก็จะได้ลิ้มลองสิ่งที่มีมากกว่ากฎเกณฑ์และรสชาติที่คุ้นเคยแน่นอน

เราต้องปล่อยให้การลิ้มรสของพวกเราได้เดินออกมาจากกรงขังกันบ้าง 

การลิ้มรสประสบการณ์จากมุมมองที่แตกต่างนี้ต่างหาก 

จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการเดินทางที่แท้จริง

Bon Voyage.

ประสบการณ์ของกรรมการคนไทยผู้ตัดสินการแข่งขันย่างบาร์บีคิวรายการใหญ่ที่สุดในอเมริกา, BBQ, The American Royal, แคนซัสบาร์บีคิว
การปรุงบาร์บีคิวบนดาดฟ้าเรือ USS BATAAN ใน ค.ศ. 2001
ภาพ : US National Archive

Writer & Photographer

ณัฎฐา ชื่นวัฒนา

เป็นคนชอบกินที่ได้เรียนโบราณคดีจากโรงเรียนที่ไทยและอังกฤษ สนใจเรื่องราวของอาหารในอดีตและการกินอาหารต่างวัฒนธรรมในที่ต่างๆ ทั่วโลก ปัจจุบันยังเรียนโบราณพฤกษคดี ในภาควิชามานุษยวิทยา ที่ประเทศหนึ่งใกล้ๆ ขั้วโลกเหนือ นอกจากชอบกินแล้วยังชอบทำกับข้าวที่มาจากทั่วโลก ทุกยุคสมัย เท่าที่จะหาหลักฐานได้ และยังเป็นผู้ตัดสินระดับเชี่ยวชาญของสมาคมบาร์บีคิวแห่งเมืองแคนซัส (KCBS) ซึ่งเป็นลีกอาชีพที่มีสมาชิกมากที่สุดในโลก เดินทางไปตัดสินการแข่งขันทั่วอเมริกาและแคนาดาอยู่บ่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

22 กรกฎาคม 2564
11 K

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนรายการแนวร้องเพลงหรือไม่ เราเชื่อมั่นว่าคุณเคยเห็นรายการโทรทัศน์หน้าตาประหลาดที่เปิดโอกาสให้คนสองคนร้องเพลงคู่กัน โดยมีกำแพงอันยักษ์กั้นอยู่ตรงกลาง แน่นอน เรากำลังพูดถึง ร้องข้ามกำแพง เรียลลิตี้เกมโชว์ที่มาแรงที่สุดช่วงปีที่ผ่านมา

ร้องข้ามกำแพง หรือ The Wall Song เป็นรายการจากเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ที่ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.05 น. โดยมี กันต์ กันตถาวร เป็นผู้ดำเนินรายการ 

แต่ละสัปดาห์ นักร้อง นักแสดง รวมถึงเซเลบจากวงการต่างๆ 3 คน จะได้ร้องเพลงคู่กับนักร้องหลังกำแพงทีละคน โดยไม่รู้ว่าคนที่ตัวเองร้องเพลงอยู่ด้วยคือใคร

หลังเพลงจบคือช่วงเวลาแห่งการโกหก หลอกล่อ และเล่นมุกสารพัด ศิลปินหน้ากำแพงต้องพยายามทายชื่อนักร้องหลังกำแพงให้ถูก โดยมีศิลปินรับเชิญคนอื่นช่วยใบ้

นี่คือปรากฏการณ์ครั้งใหม่ของเวิร์คพอยท์ถัดจาก The Mask Singer

ยอดผู้ชมทางยูทูบของ ร้องข้ามกำแพง สูงกว่าล้านวิวแทบทุกตอน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

การร้องคู่ของ ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ และ แอลลี่-อชิรญา นิติพน ในเพลง Like I’m Gonna Lose You มียอดผู้ฟังรวมกว่า 10 ล้านครั้ง

ภาพการเซอร์ไพร์สคุณแม่ นิโคล เทริโอ ของ น้องทิกเกอร์-อชิระ ปานพุ่ม กลายเป็นกระแสในทวิตเตอร์แบบชั่วข้ามคืน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

ใครจะคิดว่าวันหนึ่งจะได้เห็น มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ ร้องเพลงคู่กับ โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

และใครจะเชื่อว่ารายการสัญชาติไทยจะถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปยัง 8 ประเทศทั่วโลก

ประเทศไทยมีรายการร้องเพลงมาแล้วมากมาย การให้ศิลปินสองคนมาจับคู่ร้องเพลงด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอะไร ร้องข้ามกำแพง จึงมาแรงและโด่งดังได้ไกลขนาดนี้

The Cloud ขอพาทุกคนสำรวจวิธีคิดหลังกำแพงที่ ดาว-ดาราราย ศรีจิตรแจ่ม ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จะเล่าให้เราฟัง

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก
00

เจ้าแห่งรายการวาไรตี้

อิฐแห่งความสำเร็จก้อนแรกของ ร้องข้ามกำแพง ไม่ได้ตั้งบนพื้นดิน แต่อยู่บนรากฐานมั่นคงของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนต์ ซึ่งผลิตรายการน้อยใหญ่สู่สายตาชาวไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 31 ปี ชื่อต่อไปนี้คือหลักฐานการันตีความยิ่งใหญ่ในฐานะเจ้าแห่งรายการโทรทัศน์ 

ชิงร้อยชิงล้าน, ระเบิดเถิดเทิง, แฟนพันธุ์แท้, เกมทศกัณฐ์, ชิงช้าสวรรค์, คุณพระช่วย, I Can See Your Voice Thailand และ The Mask Singer

ในวันที่โทรทัศน์เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ความบันเทิง เวิร์คพอยท์ก็ปล่อยรายการคุณภาพสู่ช่องหลักทั้ง 3 5 7 9 จนบริษัทเป็นที่รู้จักของคนไทยในวงกว้าง

ต่อมาเมื่อทีวีดิจิทัลเข้ามามีบทบาท เวิร์คพอยท์ก็ประกาศยกระดับองค์กร เปิดช่องโทรทัศน์ระบบดิจิทัลเป็นของตัวเองในชื่อ ช่องเวิร์คพอยท์ 23 

ถึงยุคปัจจุบันที่คนไทยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เวิร์คพอยท์ยังพกกลเม็ด ครองฐานคนดูเดิม และเพิ่มฐานคนดูใหม่จนมียอด Subscribers ทาง YouTube ถึง 34 ล้าน ในเวลาไม่ถึง 5 ปี

นี่คือการวางอิฐก้อนใหม่บนยอดเขาแห่งความสำเร็จที่องค์กรสั่งสมมากว่า 3 ทศวรรษ เฟ้นหาวัตถุดิบแปลกตา ปรุงด้วยรูปแบบรายการเข้าถึงทุกวัยอย่างที่เวิร์คพอยท์ถนัด ก่อนงัดน้ำจิ้มรสเด็ดที่ทีมงานคิดแล้วคิดอีกเพื่อชูรสชาติ

01

คนไทยอยากรู้อยากเห็น

“ถ้าเอาดาราสองคนมาร้องเพลงโดยมีกำแพงกั้น แล้วให้ทายว่าคนที่ร้องอยู่อีกฝั่งเป็นใคร ตอนหนึ่งสักสามคู่ น่าจะสนุกดีนะ”

จิก-ประภาส ชลศรานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร โยนไอเดียตั้งต้นของ ร้องข้ามกำแพง ให้ดาราราย เป็นไอเดียสุดท้าทายที่ทีมงานทุกคนอยากพัฒนาต่อ

คอนเซปต์ของรายการนี้คือการเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของคนดู เติมรสด้วยความตลกที่ได้จากความกะล่อนหลอกล่อของศิลปิน ตบท้ายด้วยเพลงเพราะๆ ที่ผู้ชมไม่เคยฟังที่ไหนมาก่อน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

ดารารายอธิบายว่า ลึกๆ แล้วคนไทยมีความเสแสร้ง ปลิ้นปล้อน หลอกลวงเก่ง ทุกคนอยากรู้อยากเห็นและพร้อมถูกหลอกในเวลาเดียวกัน ความแพรวพราวในการโกหกของศิลปินจึงเป็นสิ่งที่คนไทยยุคนี้ชื่นชอบ

ผลลัพธ์ของการทายนักร้องหลังกำแพงไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เพราะต่อให้ทายผิด คนดูก็สนุกจนจบรายการได้อยู่ดี

02

ประสบการณ์เก่าช่วยยกระดับ

เวิร์คพอยท์เคยทดสอบสมมติฐานที่ว่า คนไทยรักความอยากรู้อยากเห็นจากรายการ The Mask Singer หรือ หน้ากากนักร้อง แต่แทนที่จะให้ผู้ชมต้องอดทนรอเฉลยหลายสัปดาห์ว่านักร้องหลังหน้ากากคือใคร ร้องข้ามกำแพง เลือกจะให้ผู้ชมรู้ความจริงในเวลาที่สั้นกว่านั้น

“ทีมงานตั้งคำถามกันว่าควรให้คนดูได้ร่วมเดาด้วยหรือไม่ ควรเฉลยไปเลยตั้งแต่ต้นหรือเฉลยพร้อมนักร้องหน้ากำแพงดี เราเจอทั้งคนที่บอกว่าอยากเล่นด้วยว่ะพี่ และคนที่บอกว่าเฉลยไปเลยสนุกกว่า สุดท้ายเราจึงลองทำเดโม่ออกมาทดสอบ”

ข้อสรุปที่ทีมงานเห็นตรงกันคือการเฉลยผู้ชมช่วงกลางเพลง คล้ายกับการเฉลยนักร้องเสียงเพี้ยนในรายการ I Can See Your Voice Thailand นักร้องซ่อนแอบ ผู้ชมจะมีเวลาครึ่งเพลงในการร่วมทายว่านักร้องหลังกำแพงคือใคร ก่อนจะสวมบท ‘ผู้รู้’ เพื่อสนุกสนานกับการหลอกล่อนักร้องหน้ากำแพงได้อย่างเต็มที่ในเวลาที่เหลือ

พูดได้มั้ยว่ารายการนี้ได้ไอเดียมาจาก The Mask Singer -เราถามดาราราย

เธอตอบกลับมาว่า “คนดูอาจมองว่าซ้ำ เพราะเป็นรายการว่าด้วยการทายเหมือนกัน ถ้าเขาจะคิด เราคงห้ามไม่ได้อยู่แล้ว แต่เอาจริงๆ พี่กับทีมงานไม่ได้คิดถึง The Mask Singer เลยนะ พยายามหนีด้วยซ้ำ คนเบื่อแล้ว เราไม่อยากเอาของเดิมมาเป็นตัวตั้ง เราแค่มีการแกล้ง การปั่น การหลอกเป็นคอนเทนต์หลักในการสื่อสาร”

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ ร้องข้ามกำแพง ยังคงไว้เหมือนรายการก่อนหน้า คือการปล่อยคลิปที่ตัดแยกเฉพาะการร้องเพลง ซึ่งเป็นการตัดต่อใหม่โดยลดทอนเสียงอื่นๆ ในรายการออกทั้งหมด เกิดเป็นคลิปเพลงคัฟเวอร์เวอร์ชันใหม่โดยเฉพาะ

ทีมงานเรียนรู้ว่าคลิปเพลงเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนจะเปิดฟังซ้ำๆ และทำให้รายการยังตราตรึงอยู่ในใจของผู้ชมอย่างไม่รู้จบ

“คนไหนที่อินก็ฟังวันละสามรอบ เข้าห้องน้ำก็ฟัง นอนก็ฟัง เครียดก็ฟัง”

03

กดสูตรจับคู่ศิลปิน

ตัวแปรที่สำคัญที่สุดของรายการ คือ นักร้องทั้งหน้าและหลังกำแพง ดารารายเล่าว่า ศิลปินที่ทีมงานมองหา นอกจากจะร้องเพลงได้แล้ว ต้องนำเสนอเก่งด้วย และหากเล่นมุกหรือหลอกคนได้ก็จะยิ่งดี

ศิลปินไทยที่เข้าข่าย ‘ร้องได้ เล่นดี’ มีมากมาย การที่รายการจะสนุกได้ต้องอาศัยการจับคู่ที่กลมกล่อม

“หลักการคือสองคนต้องไม่เคยร้องเพลงด้วยกัน ไม่งั้นเขาอาจจะจำกันได้ เราเริ่มคิดจากนักร้องหน้ากำแพงก่อน สมมติอยากเห็น แจ๊ส ชวนชื่น ก็ไม่ควรชวนแฟนเขามาอยู่หลังกำแพง เพราะทั้งคู่น่าจะร้องเพลงด้วยกันบ่อย แต่ถ้าชวนมาเป็นนักร้องหน้ากำแพงเหมือนกัน น่าจะแกล้งกันสนุกดี”

อย่างไรก็ตาม ตอนโปรดของแฟนๆ รายการกลับเป็นตอนที่นักร้องหน้าและหลังกำแพงเป็นแฟน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว ซึ่งน่าจะเคยร้องเพลงด้วยกันมาก่อน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก
ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ทีมงานค้นพบในภายหลังว่า แม้นักร้องสองฝั่งกำแพงจะเคยร้องเพลงด้วยกัน แต่การได้คู่ที่สนิทกันมากพอ จะนำไปสู่บทสนทนาลึกซึ้งและการเล่นมุกตลกวงในได้ แต่วิธีการนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงว่าศิลปินหน้ากำแพงจะจับได้ว่าใครคือคนที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่ง

ดารารายหัวเราะแล้วเล่าว่า รายการต้องกำชับให้นักร้องหลังกำแพงห้ามบอกแฟน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวโดยเด็ดขาด จะใช้วิธีการไหนก็ได้ แต่อีกฝ่ายต้องไม่รู้ 

มีหลายครั้งที่นักร้องหน้ากำแพงจำได้ในทันทีว่านักร้องอีกฝั่งคือใคร วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของทีมงาน คือการบิลด์ให้นักร้องหน้ากำแพงแกล้งด่า หรือแซวนักร้องหลังกำแพงในทำนองที่ว่า ‘รู้อะไรก็เผาให้หมด’

“เราจะได้มู้ดแอนด์โทนแบบเรียลลิตี้ คนดูได้เห็นภาพผัวเมียหรือเพื่อนสนิททะเลาะกันก็สนุกไปอีกแบบ เหมือนครั้งที่คู่แฟนอย่าง เก้า (จิรายุ ละอองมณี) กับ วี (วิโอเลต วอเทียร์) แซวกัน หรือตอนเอกชัย (เอกชัย ศรีวิชัย) กับ ผัดไท (ดีใจ ดีดีดี) ก็ตลกมาก จับได้มั้ยไม่สำคัญ แต่เขาสนิทกันมากพอที่จะด่ากันทุกเรื่อง เป็นครั้งเดียวในการอัดรายการที่ทำให้ทีมงานหัวเราะจนน้ำตาไหลได้ครบทุกฝ่าย”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ความสนุกเหล่านี้เกิดจากการทำการบ้านอย่างละเอียด ดารารายอธิบายว่า เมื่อได้นักร้องหน้ากำแพง ทีมงานต้องหาข้อมูลบุคคลทั้งหมดที่อยู่รอบตัวคนคนนั้นเพื่อหาคู่ร้องที่เหมาะสม เพื่อนสนิทเขาคือใคร ใครคือคนที่เขานับถือ หรือถ้าหาคนใกล้ชิดมาร้องคู่ไม่ได้ ทีมงานก็จะลงความเห็นว่าการปรากฏตัวของใครที่จะเซอร์ไพรส์คนดูในสัปดาห์นั้นได้ดีที่สุด

“เราคิดจากความสัมพันธ์ในคู่ ดูว่าไปได้ถึงไหน ครอบครัว เพื่อน หัวหน้า เจ้านาย ไปจนถึงบุคคลที่ประเทศชาติจะร้องว้าว ซึ่งเราเคยไปไกลถึงมาดามแป้ง เราเจอว่าเขามีช่วงร้องคาราโอเกะที่บ้าน น่าจะพอร้องเพลงได้ แต่ก็กังวลต่อว่าเขากับโต๋ จะเข้ากันได้รึเปล่า รีเสิร์ชไปเรื่อยๆ ก็เจอข้อมูลว่าตอนเล่นบอล โต๋เคยเจอมาดามแป้ง โอเค งั้นลองดู บังเอิญอีกว่าพี่แป้งชอบรายการนี้เป็นทุนเดิม เขาก็เลยยอมมาร่วมสนุก”

อีกเรื่องที่ทีมงานต้องคำนึงถึง คือคุณภาพของบทเพลง คู่ศิลปินที่เคมีในการหยอกล้อตรงกันอาจช่วยให้รายการสนุก แต่ไม่สามารถขับร้องสิ่งที่คนดูรักได้

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

โปรดิวเซอร์เล่าว่า ภายหลังทุกขั้นตอนที่กล่าวมา ทีมงานต้องวิเคราะห์เสมอว่าศิลปินประเภทไหนที่จะให้งานฟีเจอริ่งเวอร์ชันใหม่ ตัวอย่างที่ดีคือคู่ของ ตู่ ภพธร กับ น้องแอลลี่ 

สูตรในการสร้างเพลงคุณภาพคือ รายการจะให้นักร้องหน้ากำแพงเลือกเพลงก่อนเสมอ หากเลือกแล้ว นักร้องหลังกำแพงร้องไม่ได้ หลายครั้งก็ต้องเปลี่ยนคน บางครั้งถึงขนาดเปลี่ยนนักร้องหน้ากำแพงก็มีมาแล้ว

แม้จะยุ่งยากและต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงแทบทุกขั้นตอน แต่กรรมวิธีทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อให้ได้คู่ศิลปินที่เหมาะสม และถ่ายทอดบทเพลงที่มีคุณภาพได้จริง

‘ไม่เคยร้องด้วยกัน-มีความสัมพันธ์-งานคัฟเวอร์ครั้งใหม่’ คือวิธีคิดที่ส่งให้ ร้องข้ามกำแพง มีทีมศิลปินที่น่าตื่นตาตื่นใจ คุณภาพการร้องคับแก้ว และคุณภาพความสนุกคับจอในทุกสัปดาห์

04

ไม่พลาดทุกรีแอคชัน

เมื่อได้ส่วนผสมหลักครบถ้วน ขั้นตอนต่อไปคือการปรุงรสให้ถึงเครื่อง เวิร์คพอยท์ค้นพบว่าการหลอกล่อปลุกปั่นของเหล่าศิลปินจะยิ่งทวีความสนุก หากผู้ชมได้เห็นลักษณะท่าทางตอนศิลปินหัวเราะ ตกใจ หรือเคลื่อนไหวแบบที่ไม่เคยเห็นในละครหรือคอนเสิร์ต 

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ดารารายเล่าให้ฟังว่า ไอเดียตั้งต้นเริ่มจากการที่กล้องหลักไม่สามารถหมุนไปรับภาพการหัวเราะ ลุกยืน หรือแอคชันต่างๆ ของศิลปินทัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผู้ชมไม่มีโอกาสได้เห็นภาพตลกๆ เหล่านั้น

ทีมงานแก้ไขโดยการติดกล้องโกโปรไว้หน้าที่นั่งของศิลปินทุกคน เกิดเป็นจังหวะและมุมภาพใหม่ๆ ที่ผู้ชมไม่ค่อยได้เห็นในรายการที่ผ่านมา

ร้องข้ามกำแพง จึงไม่เคยพลาดรีแอคชันของศิลปินอีกเลย

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
05

ตัดต่อเสิร์ฟทุกวัย

“การตัดต่อต้องชมน้องครีเอทีฟ เขาเสพงาน YouTube เยอะจนรู้ว่าจังหวะงานออนไลน์ที่ดีเป็นแบบไหน เขาถามเราตลอดว่าใส่ตรงนี้ได้มั้ย จังหวะโบ๊ะบ๊ะแบบนี้ใช้ได้รึเปล่า จนรายการกลมขึ้นเรื่อยๆ ฉึบฉับมากขึ้น”

ดารารายบรรยายถึงการตัดต่ออันเป็นเอกลักษณ์ของ ร้องข้ามกำแพง ที่ทลายเส้นแบ่งระหว่างรายการโทรทัศน์และคอนเทนต์ทาง YouTube เมื่อรายการต้องเผยแพร่ 2 ช่องทาง การมองหาวิธีนำเสนอที่อยู่กึ่งกลางจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทีมงานต้องตัดต่อให้คนในโซเชียลมีเดียดูแล้วสนุก หัวเราะทัน ส่วนผู้สูงอายุและคนที่ดูผ่านโทรทัศน์ก็ต้องเข้าใจได้

“เราทำรายการโดยมีเป้าหมายว่าคนส่วนใหญ่ต้องดูได้ คนส่วนใหญ่ที่ว่าคืออายุสิบห้าจนถึงเจ็ดสิบ เราต้องการจังหวะที่เขาดูแล้วหัวเราะเลย เข้าใจได้ทันที ไม่ใช่ต้องคิดสามชั้นแล้วมาหัวเราะวันรุ่งขึ้น พอเราใส่จังหวะโบ๊ะบ๊ะเข้าไป ก็ทันใจการหัวเราะมากกว่าเดิม ถามว่าคนที่อายุมากหน่อยยังดูได้มั้ย พูดตรงๆ เรายังต้องศึกษาอีกสักพัก แต่เท่าที่วิเคราะห์คนในวัยสี่สิบหรือห้าสิบ เขายังหัวเราะกับการตัดต่อแบบนี้ได้ ยังสนุก เข้าใจ ไม่ถึงกับปวดหัว”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
06

เพิ่มผู้ช่วย ชูรสชาติ

“บางทีศิลปินที่เราได้คิวมาก็โกหกไม่เก่ง แต่คอนเทนท์เราต้องปั่น ต้องหลอกล่อ เลยต้องหาตัวชงเก่งๆ มาช่วยเสริม”

ดารารายเผยถึงการเพิ่มผู้ช่วยทายเข้าไปในรายการ จากเดิมที่จะมีซูเปอร์สตาร์และนักร้องหลังกำแพงรวม 6 คน ซึ่งไม่ใช่ทุกครั้งที่ทั้ง 6 คนจะเอาคนดูทางบ้านได้อยู่หมัด การเพิ่มตัวละครลับที่มีทักษะการเล่นมุกตลกโปกฮาเข้าไปเพียงคนเดียว อาจช่วยพลิกตอนธรรมดาๆ ให้น่าจดจำมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นการเพิ่ม คุณครูเพ็ญศรี หรือ ตุ๊กกี้-สุดารัตน์ บุตรพรม เข้าไปในตอนที่ศิลปินรับเชิญไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก นอกจากจะช่วยเรียกเสียงฮาได้แน่ๆ แล้ว บุคลิกของเธอยังช่วยให้นักร้องทั้งหน้าและหลังกำแพงผ่อนคลาย และกล้ายิงมุกใส่กันได้ง่ายขึ้น

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
07

พัฒนาจากฟีดแบ็กคนดู

แม้จะคำนวณมาอย่างถี่ถ้วน แต่ผลตอบรับก็อาจไม่สอดคล้องกับความตั้งใจเสมอไป ครั้งที่บรรยากาศตอนอัดรายการเฮฮา แต่อาจไม่สนุกในสายตาของผู้ชม

ดารารายเล่าว่าทีมงานต้องคอยเช็กฟีดแบ็กเพื่อเรียนรู้ผู้ชมอยู่เสมอ การทำรายการไม่มีสูตรตายตัว ทีมงานทำได้เพียงพยายามให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดใจศึกษาเสียงตอบรับจากผู้ชมด้วย

“ถ้ารายการถูกพูดถึงในวันถัดไป แปลว่าคนดูต้องสนุกหรือหัวเราะ ล่าสุดเราได้รู้ว่า อ๋อ คนดูชอบที่ เต้ย พงศกร (พงศกร เมตตาริกานนท์) มาร้องเพลงกับ จิ๋ว (ปิยนุช เสือจงพรู) เราก็คาดเดาต่อได้ว่า เขาคงสนุกที่ได้เห็นศิลปินที่ชอบ มาร้องเพลงคู่กับคนที่เขาคาดไม่ถึง

“มันเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่สนุกที่สุดสำหรับพี่ดันเป็นตอนที่เรตติ้งน้อยที่สุด แต่เทปนิโคลกลับมีกระแสพูดถึงเยอะมาก เพราะอะไร ทำไมคนดูร้องไห้ไปกับนิโคลและลูก อ๋อ เรื่องราวนี้เข้าถึงความรู้สึกคน คนดูซาบซึ้งกับความเป็นแม่ลูก”

08

ปรุงสนุกโดยไม่มีกำแพงภาษา

ร้องข้ามกำแพง พิสูจน์ให้เห็นว่าความสนุกของรายการนี้เป็นสิ่งที่ทั่วโลกเข้าถึงได้ คอนเซปต์ทั้งหมดสร้างความบันเทิงได้โดยไม่มีกำแพงภาษา นำมาซึ่งการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอุตสาหกรรมฟอร์แมตโลกเป็นชาติที่ 3 ของเอเชีย ถัดจากญี่ปุ่นและเกาหลีที่ขายฟอร์แมตรายการไปได้ในทวีปยุโรป

ปัจจุบันรายการขายลิขสิทธิ์ไปแล้วมากถึง 8 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี สเปน เยอรมนี โปรตุเกส และเวียดนาม 

เมื่อถามว่าทำไมชาวต่างชาติจึงเทใจซื้อลิขสิทธิ์รายการร้องเพลงสัญชาติไทย ดารารายตอบเราด้วยรอยยิ้มว่า

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ร้องข้ามกำแพง เป็นรายการวาไรตี้ตลก ฟีลกู๊ด ดูง่าย กลุ่มเป้าหมายคือครอบครัว ชาวต่างชาติชอบอะไรพวกนี้ แถมองค์ประกอบอย่างเพลงหรือดนตรีก็เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ บวกกับกลิ่นอายความเป็นเกมทายหน่อยๆ เขายิ่งชอบ”

ดารารายเล่าต่อว่า เวิร์คพอยท์จะพยายามขายลิขสิทธิ์ของ ร้องข้ามกำแพง ไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไป ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยซื้อลิขสิทธิ์รายการอย่าง The Mask Singer และ I Can See Your Voice จากต่างประเทศ ดังนั้น คงเป็นเรื่องที่ดีหากขายรายการของไทยออกไปได้เช่นเดียวกัน

“ประเทศเราทำผ้าไทยส่งออก เราอยากทำแบบนั้นกับรายการวาไรตี้ให้ได้ด้วย”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
09

ไม่มองเป้าใหญ่ แต่ใส่ใจทุกรายละเอียด

การพารายการไปได้ไกลถึง 8 ประเทศดูเป็นหมุดหมายสำคัญครั้งหนึ่งของเวิร์คพอยท์ แต่เมื่อเราถามดารารายถึงประเด็นดังกล่าว เธอกลับบอกว่าทีมงานไม่เคยวาดฝันความสำเร็จอะไรเลย

“เอาจริงๆ เราไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลย ไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ ไม่ได้สนว่าปลายทางจะสำเร็จรึเปล่า ทีมงานส่วนใหญ่จะเอาแต่ขลุกตัวอยู่กับการออกไอเดีย หมกมุ่นกับการหาส่วนผสมที่ลงตัว ถ้าไม่ได้ก็เปลี่ยน เปลี่ยนจนกว่าจะได้ เราคิดแค่ว่าชิ้นส่วนนี้หัวเราะมั้ย ร้องไห้รึเปล่า แขกรับเชิญที่มาดีที่สุดรึยัง เราคิดแค่นี้

“รายการประสบความสำเร็จเราก็ดีใจ พูดตรงๆ คือภูมิใจ แต่อย่างที่บอก เราไม่ได้คิดถึงปลายทางว่าต้องประสบความสำเร็จ เป้าหมายของเราคือการทำให้คนดูรู้สึกตามไปกับเราให้ได้ หัวเราะให้สุด ร้องไห้ก็ได้ ถูกหลอก อยากทาย ตอบผิดไปกับแขกรับเชิญ เราแค่อยากได้อารมณ์พวกนี้จากคนดู”

เป้าหมายของทีมงานไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจากการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมทางบ้าน และถึงตรงนี้คงพูดได้อย่างเต็มปากว่า พวกเขาทำได้จริงๆ 

ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองเปิดช่องเวิร์คพอยท์ 23 ตอน 2 ทุ่มของคืนวันพฤหัสบดีดูสิ

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ภาพ : รายการร้องข้ามกำแพง

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load