เราเยือนโคราชบ้านเอ๋งด้วยบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน ลูกหลานย่าโมบอกว่าบ้านของพวกเขากำลังเข้าสู่พายุฤดูร้อน เม็ดฝนมาเคาะหลังคาบ้านบ่อยช่วงเดือนเมษายน, จุดหมายของเราอยู่อำเภอปักธงชัย รถสีเงินแล่นทะลุซอกซอย จนถึง ‘บ้านแห่งไหม’ บ้านหลังน้อยต้อนรับเราด้วยกลิ่นดิน กลิ่นฝน และเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงวัยกำลังซน

พื้นที่ตรงหน้าดูคล้ายจะเป็นบ้านอยู่อาศัย หากหมุนปุ่มย้อนอดีต กลับเป็นโรงงานทอผ้าไหมปักธงชัยรุ่นเก๋าของนครราชสีมา ก่อนรุ่นคุณย่าจะวางมือและส่งไม้ต่อให้ลูกชาย ปัจจุบันอยู่ในมือทายาทรุ่นสามของครอบครัว

จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า

ไหม-ปวีณกันต์ กวีกิจรัตนากร เธอคือหลานสาวและลูกสาวที่เปลี่ยนโรงทอไหมของวันวานเป็น ‘บ้านแห่งไหม’ บ้านหลังอบอุ่นที่มีรากเหง้าภูมิปัญญาของบรรพบุรุษคอยหล่อเลี้ยง จนออกดอกออกผลเป็นสถานที่ ‘ให้’ ความรู้ และ ‘สอน’ วิชาชีวิตด้วย ‘เส้นไหมและกี่ทอผ้า’ เพื่อให้เด็กเล็ก-เด็กโต แห่งเมืองย่าโมมีพื้นที่ผ่อนคลายและได้เป็นตัวของตัวเอง 

แถมยังสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตฉบับพื้นฐานก่อนเผชิญสังคมและโลกแห่งความเป็นจริง

ไม่พูดพร่ำทำเพลง เลือกสีไหมกันไหม จะได้ทอผ้าผืนใหม่พร้อมกับเรื่องราวของบ้านแห่งไหม

ไหมจะมีบ้านแห่งไหม

“เรื่องราวมันเกิดจากเราเป็นครูมาก่อน” เจ้าบ้านเกริ่น

เด็กหญิงไหมมีโรงทอผ้าเป็นสนามเด็กเล่น เธอจำความได้ว่าเป็นเด็กช่างซัก-ช่างถาม ถูกสอนให้จับกี่แต่เล็กและ ด้วยความเป็นพี่สาวคนโต จึงมีหน้าที่ปันความรู้ให้น้อง ไหมสอนคนนู้นที คนนั้นที จนสนุกและติดใจกับการเป็น ‘ผู้ให้’ ความรู้ คุณครู-จึงเป็นความฝันลึกสุดที่เธอใฝ่ กระทั่งเติบใหญ่ ครอบครัวสร้างเส้นทางให้เธอเดิน หวังสืบทอด

ไหมวัยหัวเลี้ยวหัวต่อตัดสินใจเรียนมหาวิทยาลัยสาขาแฟชั่นดีไซเนอร์และการจัดการ เพื่อกลับมาสานต่อโรงทอผ้า พัฒนาสินค้าและเปิดหน้าร้าน ทว่าเป็นเพียงความคิดที่วาดบนอากาศ ความเป็นจริงต่างจากนั้นมากโข

จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า

“มันขัดกันหมด” นั่นไม่ใช่เส้นทางที่เธอต้องการ “ตอนทำทีสิส เราท้อใจหลายรอบมาก มันไม่ใช่ เราคิดว่ามันคงไม่ใช่สิ่งที่เราจะเดินหน้าต่อไป เลยมีโอกาสทำงานหลายอย่างมาก รีเซปชัน จัดเลี้ยง จนได้โอกาสมาเป็นครู

“เราเป็นครูโรงเรียนทางเลือกในโคราชแปดปี เป็นครูประจำชั้นจนเลื่อนเป็นหัวหน้าระดับ เน้นสอนเรื่องการบูรณาการเป็นหลัก ซึ่งโชคดีที่โรงเรียนให้เราออกแบบการเรียนการสอนเองและได้สอนเด็กหลายๆ รูปแบบ เลยได้ประสบการณ์และวิธีการแก้ปัญหาหลายๆ วิธี จนรู้สึกว่าเราไม่ได้สอนเขาแค่วิชาเรียน แต่เราสอนวิชาชีวิตให้เขาด้วย” 

วิชาบูรณาการฉบับคุณครูไหมคือประสบการณ์ชีวิต เอาประสบการณ์มาจับกับวิชาการ

“สมมติเราเรียนเรื่องน้ำ เช่น ปริมาตรวัด ก็เป็นวิชาคณิตศาสตร์ น้ำ สะกดยังไง ก็เป็นวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ มันยังต่อยอดได้อีก เทศกาลเกี่ยวกับน้ำมีอะไรบ้าง เป็นวิชาสังคมและวัฒนธรรม” คุณครูยกตัวอย่าง

“การสอนของเราไม่มีการบ้าน แต่จะให้ทบทวนเป็น Mind Mapping ข้อดีของแผนผังความคิดคือมันช่วยเขาสรุปยอด ไม่ต้องอ่านหนังสือเยอะ ส่วนตอนสอบ เราก็สอบเป็นเกม โดยการเรียนแบบบูรณาการดีตรงที่เขาจะเติบโตด้วยกระบวนการคิด การต่อยอด การวิเคราะห์ คำตอบของคำถามเลยไม่ได้มีแค่ใช่กับไม่ใช่ และคำถามของเราจะต่อท้ายด้วยคำว่า อย่างไร เสมอ พอเขาเจอปัญหาจริงๆ เขาจะมองมันได้หลายรูปแบบ สิ่งนี้เขาจะเอาไปใช้ต่อได้ในอนาคต

“เสน่ห์ของการเป็นครูคือคุณต้องตอบโจทย์เด็กก่อน ต้องให้ความรู้สึกกับเขาก่อน เหมือนรักให้รัก”

ไหมแววตาเป็นประกายแทบทุกประโยคที่เธอเอื้อนเอ่ยเกี่ยวกับสิ่งที่เธอ ‘เป็น’ 

จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า

หลังความอิ่มตัวมาเยือนอาชีพแม่พิมพ์ เธอวางแผนขยับขยายตัวเองโดยการออกมาแบ่งปันความรู้นอกรั้วโรงเรียน มี เก่ง-กานต์ กวีกิจรัตนากร สามีผู้เป็นแรงใจช่วยผลักดันและทอความฝันของเธอให้เป็นจริงอีกครั้ง

“เราอยากสอนทอผ้า” หญิงสาวตรงหน้าพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ทุกอย่างมันจัดสรรมาแล้ว เราเกิดมาในธุรกิจผ้าทอตั้งแต่รุ่นคุณย่า เราอยากให้ความรู้ในสิ่งที่เรามี เรามีองค์ความรู้และประสบการณ์การสอน มีทุนเป็นเครื่องไม้เครื่องมือและทุนความรู้ที่เราเห็นมาตั้งแต่เกิด เราเอาความรู้ทุกอย่างมาบูรณาการกันได้ พอสามีเห็นว่าเรามีฝัน เขาก็อยากสนับสนุน ถ้าจะมีเขาอีกสักคนมาเป็นหนึ่งพลังที่กันช่วยกัน

“เป้าหมายแรกของเราคือการปล่อยของทั้งหมดที่มี ส่วนเป้าหมายที่สอง เราอยากพัฒนาทักษะและกระบวนการคิดให้เด็ก อยากให้เขาละจากหน้าจอแล้วใช้เวลากับอะไรก็ได้ที่เขาสามารถพัฒนาได้ด้วยตัวเอง เราเป็นแค่โค้ชชิ่ง คอยเชียร์อัพ เจ๋งนะ ลองทำดูสิ ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้จะเรียกสิ่งที่กำลังทำว่าอะไรดี บ้าน แหล่งเรียนรู้หรือศูนย์”

เธอตัดสินใจให้บ้านหลังนี้เป็นเสมือนบ้านเพื่อน ที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่า ‘บ้านแห่งไหม’

จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า

ตลอดระยะเกือบ 4 ปี ของการถักทอผืนความรู้ ค่อยๆ ดำเนินอย่างเนิบช้าตามที่เธอหมายมั่น มีเด็กจิ๋วตบเท้ามาเป็นนักทอรุ่นต่อรุ่น บางคนทอมาแล้วเท่าจำนวนปีของบ้านก็ยังมั่นทออยู่เสมอ เจ้าบ้านกระซิบว่า เด็กหญิงที่เด็กที่สุดที่เข้าคลาสทอผ้า ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2 ความน่าเอ็นดูคือ ยามเข้าประจำกี่ขาของเธอยังไม่แตะพื้นด้วยซ้ำ

เด็กๆ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ไหมว่าเป็นกิจกรรมกุ๊งกิ๊งตามประสาผู้หญิงชอบประดิดประดอย

กพอ. – การงานพื้นฐานอาชีพ

จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า

การลงเรียนวิชาทอผ้ากับบ้านแห่งไหม คุณครูไหมต้องคุยกับผู้ปกครองเพื่อสอบถามความสมัครใจของผู้เรียน เพราะการบังคับจะทำให้เด็กส่ายหน้าและหน่ายกับการเรียนตั้งแต่ต้น หลังจากความอยากทะลุปรอทก็เดินตัวเปล่าเข้ามาเลย บ้านหลังนี้เปิดประตูรอต้อนรับอยู่แล้ว ซึ่งการเรียนหนึ่งคอร์สเท่ากับ 5 ครั้ง แบ่งเป็นคาบเช้าและคาบบ่าย

บรรยากาศการเรียนก็น่าอิจฉาที่สุด อากาศโคราชเย็นฉ่ำจากสายฝน มีต้นตะลิงปลิง เสาวรส หม่อน ฯลฯ เป็นกิจกรรมสนุกที่เธอและเก่งชวนเด็กปีนต้นไม้เก็บผลผลิตมากวนแยม หรือบางทีก็แข่งกินตะลิงปลิงรสจี๊ดจ๊าด ไหมว่าที่นี่เด็กๆ จะเป็นอิสระ อยากทำอะไรทำ ถ้าไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ เป็นเช่นนั้นจริง เด็กจิ๋วบางคนขอนอนงีบก่อนก็มี

ที่บ้านแห่งไหม ไหมรับบทเป็นหัวหน้าแก๊ง เธอถูกให้ความไว้ใจจากเด็กๆ เป็นเบอร์หนึ่ง สังเกตจากความสนิทสนมของเธอกับเด็กสาวต่างวัย ราวกับหญิงสาวตรงหน้าที่สนทนากับเรากลับไปเป็นเด็กหญิงไหมอีกครั้งหนึ่ง

จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า

“เด็กเป็นวัยที่สนุกและเป็นอิสระที่สุดแล้ว เราจะคิด จินตนาการอะไรก็ได้ จะให้ตุ๊กตามีชีวิตก็ยังได้ เพื่อนอินอะไร เขาฮิตอะไรกัน ก็จะเอามาอวด ซึ่งเรายึดติดกับความเป็นเด็กค่อนข้างมาก เป็นความสุขที่เรายังอยากมีอยู่”

เราแอบถามเธอว่าช่วงนี้เด็กอินอะไรกัน, ดาบพิฆาตอสูร คือคำตอบ

อินถึงขนาดว่า จินจิน หนึ่งในนักเรียนทอผ้าก็สวมเครื่องแบบตัวละคร โคโจ ชินาบุ เต็มยศพร้อมดาบ ส่วนเด็กหญิงคนอื่นก็วิ่งจับกันไปจับมาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว บ้างก็หันหน้าเข้ากี่บรรจงเหยียบและกระทบอย่างชำนาญ

จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า
จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า

ซึ่งการเรียนการสอนของบ้านแห่งไหมจะเริ่มตั้งแต่พื้นฐาน หนึ่ง ทำความรู้จักอุปกรณ์และส่วนประกอบของกี่ เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการทำงาน เผื่อยามเกิดปัญหาจะแก้ไขได้ด้วยตนเอง สอง เลือกสีไหมตามชอบใจ ไหมพยายามหาเฉดสีให้มากที่สุด และเพิ่มความหลากหลายของผิวสัมผัสด้วย ซึ่งสีและผิวสัมผัสก็สร้างเสริมพัฒนาการเด็กได้

สาม ทอเปิด เพราะหลังเสร็จสิ้นชิ้นงานหากอย่างทำเป็นสินค้า หากต้องเย็บ ส่วนทอเปิดจะช่วยให้การเย็บไม่กินลายชิ้นงานเข้าไปด้วย เธอว่าทุกกระบวนการส่งผลและมีเหตุมีผลซึ่งกัน สี่ เริ่มทอ ความสนุกและงงงวยอยู่ตรงนี้

จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า
จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า

“เราให้สูตรเขาว่า สอด เหยียบ สลับ กระทบ สอด เหยียบ กระทบ” เธอท่องเป็นจังหวะ ฟังแล้วเพลินดีเหมือนกัน

“เขาจะเริ่มงง สลับขาแบบไหน ลงน้ำหนักขายังไง เราจะไม่บอกว่าไปซ้ายหรือขวา เราให้เขาลองดูก่อน ถ้าเหยียบข้างนี้แล้วมันสอดได้มั้ย สอดแล้วมันหลุดมั้ย ถ้าเราบอกมันจะง่ายไป แบบนี้ท้าทายดี มันเป็นเหมือนการทดลอง ทดลองเขา ทดลองเรา เขาก็ได้เรียนรู้ เราเองก็ได้เรียนรู้ว่าเขาจะเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาไหน ซึ่งขั้นตอนนี้ก็ช่วยบริหารกล้ามเนื้อ มือประสานตา การประคองน้ำหนัก บางคนเขียนหนังสือกดมาก พอฝึกทอผ้าก็ช่วยเขาคุมน้ำหนักมือตัวเองได้” เธออธิบาย

จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า

หลังทอเสร็จเป็นผืนเป็นอันบรรลุจุดประสงค์ของคุณครูไหม คือเด็กควบคุมตัวเองให้โฟกัสกับงานได้

เป้าหมายที่สอง ทอเสร็จแล้วทำอะไรต่อ เป็นการสอนให้เด็กวางแผนและคิดต่อยอด แถมได้เรียนรู้กระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นตอน หนึ่ง สอง สาม สี่ เอ้า! เหยาะความคิดสร้างสรรค์ลงไปหน่อย เพิ่มจินตนาการเข้าไปนิด ตู้ม! 

เกิดเป็นชิ้นงานสารพัดประโยชน์ เริ่มจากผ้าพันคอ ที่รองจาน กระเป๋าใส่เศษสตางค์ ที่แขวนผนัง

“เด็กบางคนมีออเดอร์จากบรรดาแม่ พี่ ป้า น้า อา เพียบ จะมีเด็กคนหนึ่งเขาทอกระเป๋าใบแรกของตัวเอง ชอบมาก ใช้ตลอดทุกงาน จนมีคนถามว่าซื้อที่ไหน เขาก็บอกว่าทอเอง” กลายเป็นสร้างความภูมิใจให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ “นั่นเป็นประเด็นที่เราต้องการ เด็กบางคนไม่มั่นใจในตัวเอง ทำอะไรก็โดนดุ รู้สึกไม่กล้าที่จะทำ แต่พอเขาทำอันนี้แล้วมีคนชม มีคนมองเห็น เขาก็รู้สึก ‘ฉันก็ทำได้’ บางทีโคราชจะมีตลาดคราฟต์ เราก็จะพาเด็กๆ เอาสินค้าไปขาย 

“เขาได้พรีเซนต์ด้วยตัวเอง แล้วของของเขามีคนซื้อนะ เขาได้เรียนรู้การทอนเงิน การพูดกับลูกค้า เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่โรงเรียนไม่มีสอน เราว่ามันน่าจะช่วยพัฒนาเขาได้ โดยเราเอาการทอผ้าเป็นตัวนำ เอาทฤษฎีไว้ข้างหลัง เอาความสนุกไว้ข้างหน้า อะไรที่มันสนุกเราก็อยากเล่น เราก็อยากทำ เด็กก็คงรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน”

จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า

เบื้องหลังเธอต้องการพัฒนาเด็กและสร้างภูมิคุ้มกันก่อนออกเดินทางไปเจอโลก ขณะเดียวไหมก็ไม่ลืมรากที่หล่อเลี้ยงให้เป็น ‘บ้านแห่งไหม’ เธอเปิดทัวร์ขนาดย่อม เดินชม สุมลไหมไทย เล่าเรื่องราวโรงทอผ้าไหมปักธงชัยสามรุ่น

ความน่ารักคือ คุณพ่อสมรรถ คุ้มสุวรรณ คุณพ่อของไหมเคยร่วมมือกับมูลนิธิเด็ก ผลิตนิทานเด็ก เจ้าแสดแปดขา แต่งโดย คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ภาพประกอบโดยคุณพ่อ ผู้ออกแบบภาพด้วยการทอผ้าแต้มลายมัดหมี่เป็นรูปแมงมุม บ้าน ฯลฯ ซึ่งไหมก็ใช้นิทานเล่มนี้สอนเด็กเรื่องภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมบ้านเกิดด้วย

จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า

สปช. – สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต

จากเป้าหมายแรกที่เป็นเด็กสารพัดวัย ไหมอยากขยับขยายเข้าสู่หนุ่มสาวสูงวัยที่ว่ากันว่ายิ่งอายุมาก ยิ่งเหมือนกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง เด็กกับเด็กเจอกันน่าจะจูนกันติดได้ไม่ยาก แท้จริงเธออยากให้สองวัยแลกเปลี่ยนกัน

“ถ้าเราได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่หรือคนที่เขารู้สึกว่ากำลังจะหมดคุณค่า เขาได้มาทำกิจกรรมหรือสร้างผลงานด้วยตนเอง เขาคงรู้สึกเหมือนได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เขาจะรู้สึกว่าเขามีค่า เขามีตัวตน อีกนัยก็เป็นการสานสัมพันธ์เด็กๆ กับคุณปู่ คุณย่าด้วย มันเป็นสิ่งที่เราอยากขยายต่อ” บ้านแห่งไหมเปิดประตูต้อนรับทุกวัย,ขอเพียงเคาะ ก๊อก ก๊อก

จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า

‘การเล่นคือการเรียนรู้’ -วลีนี้คงนิยามบ้านแห่งไหมได้ดีที่สุด #เพราะที่นี่คือบ้านแห่งไหม

“เราอยากให้เด็กได้รับความสนุกและความผ่อนคลาย เราคิดว่าเขาก็มีความเครียดของเขาเอง แต่เขาไม่รู้ว่าจะจัดการความเครียดและปัญหายังไง ดูเหมือนเขาจะไม่ได้คิดอะไร แต่ลึกๆ เขาค่อนข้างจะเก็บ เก็บทุกอย่าง เขาต้องมีเวลา และมีพื้นที่ของตัวเองที่สามารถผ่อนคลาย คิดทบทวนแก้ปัญหา พอเขานิ่งได้แล้ว ทุกอย่างจะค่อยๆ คลายออก 

“เด็กสมัยนี้เขารับมาเยอะ แม่ให้เรียนแบบนั้น ต้องดูน้องแบบนี้ เหมือนความคาดหวังของทุกคนมาอยู่ที่เขา แล้วเขาจะทำยังไงดี มันน่าจะมีพื้นที่ที่เขาสามารถเป็นตัวเขาเองได้ ซึ่งพื้นที่ของเราน่าจะตอบโจทย์ให้กับเด็กๆ เราอยากให้ผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้เด็ก รับฟังเขา เขาเป็นเด็ก เขาไม่รู้หรอกว่าจะต้องหากิจกรรมอะไรให้กับตัวเอง บางคนมีไอแพด ก็เปิดการ์ตูนให้ดู แต่นั่นเป็นทางที่เขาเลือก มันก็ไม่ผิด แต่เราว่ามันน่าจะมีวิธีอื่นที่ให้เขาพัฒนาตัวเองในหลายๆ รูปแบบ 

“เราสามารถช่วยเหลือกันเพื่อพัฒนาอนาคตของเรา ด้วยการส่งต่อประสบการณ์ที่ดีให้เขา ตอนนี้มันขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่แล้วว่าจะสร้างอนาคตแบบไหนให้เด็กๆ เรามองสังคมในอนาคตยังไง นั่นคือสิ่งที่เราจะบ่มเพาะเขาได้”

การเกิดขึ้นของบ้านแห่งไหม พื้นที่ปลอดภัยที่เป็นเสมือนบ้านเพื่อน คอยโอบอุ้มความคาดหวังและแบ่งเบาความรู้สึกของเด็กตัวจ้อยที่ต้องเผชิญกับปัญหา เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง แต่นั่นคือชีวิต ชีวิตที่เขากำลังจะทอมันขึ้นมาเอง

จากโรงทอไหมคุณย่าสู่ 'บ้านแห่งไหม' พื้นที่ที่สอนวิชาชีวิตให้เด็กๆ โคราชด้วยกี่ทอผ้า

บ้านแห่งไหม

ที่ตั้ง : 429 หมู่ 5 ซอยพบสุข 4 ถนนราชสีมา-ปักธงชัย ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา (แผนที่)

เปิดวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 09.30 – 11.30 น. และ 13.30 – 15.30 น.

โทรศัพท์ : 09 4297 8228 และ 08 5199 5647

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

2 พฤศจิกายน 2561
35 K

คนเมืองเหนือเปิ้นฮ้องพื้นที่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ว่า ‘เก๊าไม้’ ส่วน ‘เก๊าไม้ล้านนา’ คือชื่อรีสอร์ตในอำเภอสันป่าตอง อยู่ระหว่างเส้นทางที่เชื่อมตัวเมืองเชียงใหม่สู่ดอยอินทนนท์

หลายคนจดจำรีสอร์ตแห่งนี้ได้ดีจากพื้นที่ที่อุดมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ (สมชื่อ) ราวกับป่าขนาดย่อม และอาคารห้องพักที่ดัดแปลงมาจากโรงบ่มยาสูบเก่า เขียวขจีไปด้วยต้นตีนตุ๊กแกที่ฝังรากลงบนผนัง ราวกับจะกลืนกินไปทั้งอาคาร สวยจนใครก็อดใจถ่ายรูปเก็บไว้ไม่ได้

นอกจากการเป็นรีสอร์ตที่มีอาคารเป็นเอกลักษณ์ และเป็นโลเคชันยอดฮิตสำหรับคู่รักที่กำลังมองหาสถานที่ถ่าย Pre Wedding ล่าสุด เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท ก็ได้ปรับภูมิทัศน์ด้านในให้กลายมาเป็น Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่รวมเอาคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และลานอเนกประสงค์กลางแจ้งที่รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน เป็นจุดเช็กอินแห่งใหม่ที่แม้คุณจะไม่ใช่แขกของรีสอร์ตก็สามารถเข้ามานั่งทอดอารมณ์ยามเช้าจรดบ่ายให้สุกกรอบพอดีคำได้อย่างรื่นรมย์

และล่าสุด Kaomai Estate 1955 เพิ่งได้รับรางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม จาก UNESCO เอเชีย-แปซิฟิก ในสาขาการออกแบบใหม่ในบริบทมรดก

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่โครงการจากประเทศไทยได้รับรางวัลในสาขานี้จาก UNESCO เอเชีย-แปซิฟิก โดยรางวัลสาขานี้จะมอบให้กับโครงการที่มีสิ่งปลูกสร้างใหม่ผ่านการออกแบบอันโดดเด่นให้กลมกลืนกับบริบทในอดีต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่
เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

เราจึงอยากชวนคุณอ่านเรื่องราวความตั้งใจของ Kaomai Estate 1955 ในการอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรม จากโครงอาคารโรงบ่มใบยาสูบเก่าดั้งเดิม ไปพร้อมๆ กับต้นไม้ใหญ่และธรรมชาติในพื้นที่ให้คงอยู่ให้นานที่สุด

1
ประวัติศาสตร์ย่อของอาคารก่อนที่ต้นตีนตุ๊กแกจะฝังรากลงบนผนัง

ต้นตีนตุ๊กแกหาใช่ไม้เลื้อยเพียงพันธุ์เดียวที่ปกคลุมอาคารของเก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท จนเกิดเป็นอัตลักษณ์คุ้นตา เพราะหากสังเกตดีๆ นอกจากใบจิ๋วๆ ของตีนตุ๊กแก ยังมีต้นพริกไทยและผลสีแดงจากต้นดีปลีแซมขึ้นมาอย่างกลมกลืน ซึ่งความกลมกลืนบนผนังอาคารนี้ (จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) ก็ช่วยสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ทางผลหมากรากไม้ รวมไปถึงประวัติศาสตร์ที่เหลื่อมซ้อนกันในภาพใหญ่ของพื้นที่แห่งนี้ได้ดีเลยล่ะ

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

ทั้งนี้การจะไล่เรียงถึงเก๊าไม้ เอสเตท 1955 ให้เห็นภาพมากที่สุด คือการต้องย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) ณ จุดเริ่มต้นบนที่ดินขนาด 44 ไร่ ริมถนนสายเชียงใหม่-ฮอด ถูกครอบครองโดยต้นจามจุรีและต้นมะขามสูงใหญ่ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่มาตั้งแต่ต้น ก่อนจะมีการก่อสร้างกลุ่มอาคารโครงสร้างไม้ไผ่สานแตะฉาบด้วยดินโคลนแบบบ้านๆ สำหรับเป็นโรงบ่มใบยาสูบของบริษัท แม่ปิงยาสูบ ขึ้นทีละหลัง

บริษัท แม่ปิงยาสูบ ก่อตั้งโดย เจ้าชื่น สิโรรส ผู้ริเริ่มและส่งเสริมให้ปลูกใบยาสูบในภาคเหนือของประเทศไทย อันเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจยาสูบท้องถิ่นอันเฟื่องฟูอยู่หลายทศวรรษ ก่อนจะค่อยๆ ซบซาไปตามกาลเวลา

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่
เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

“ในแต่ละโรงบ่มจะมีการวางคานต่อๆ กันเป็นชั้น พอถึงเวลาบ่มจะใช้คน 6 คนยืนต่อกันบนคาน ส่งใบยาที่ขึ้นไปวางซ้อนกันจากข้างบนลงมาข้างล่าง พอวางเสร็จก็จะทยอยออกมาสุมไฟจากเตาฟืนที่อยู่นอกโรงบ่ม ความร้อนจะส่งผ่านท่อที่ต่อเข้าไปในอาคาร ด้วยวิธีการนี้ทำให้สามารถบ่มใบยาโดยไม่มีควันเข้าไปปนกับกลิ่นยาสูบ พอบ่มพ้นหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ก็จะมีการจัดเก็บเข้าโรงคัด ส่งไปขายที่โรงงานยาสูบในตัวเมืองเชียงใหม่พ่อหลวงอาทิตย์ วรรณเรือน ย้อนความจำเมื่อครั้งสถานที่แห่งนี้ยังคงอวลไปด้วยกลิ่นใบยาสูบ

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

พ่อหลวงอาทิตย์ วรรณเรือน เกิด พ.ศ. 2499 หนึ่งปีให้หลังที่โรงบ่มยาสูบแห่งนี้เปิดทำการ พ่อหลวงเป็นลูกชายของคนงานบ่มยาที่นี่ เขามีบ้านอยู่ด้านหลังโรงบ่มยา (ซึ่งปัจจุบันเขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิม) และแม้พ่อหลวงจะไม่เคยทำงานที่เดียวกับพ่อ แต่ความทรงจำในวัยเด็กเกี่ยวกับขั้นตอนการบ่มยาสูบจากการติดตามพ่อไปทำงาน รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านในยุคสมัยต่างๆ ภายในพื้นที่ยังคงแจ่มชัด

“ความที่ต้องทำงานกับไฟ จึงจำเป็นต้องมีนายสถานีคอยดูแลพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง นายสถานีจะมีบ้านประจำอยู่ที่นี่ (ปัจจุบันบ้านของนายสถานียังถูกรักษาไว้อย่างดี และปรับเปลี่ยนเป็นอาคารสปาของรีสอร์ต-ผู้เขียน) ต่อมาบริษัทก็เปลี่ยนอาคารโรงบ่มเป็นอาคารก่ออิฐมอญ และภายหลังค่อยเปลี่ยนมาเป็นอาคารอิฐบล็อกที่สามารถควบคุมอุณหภูมิการบ่มได้ดีกว่า” พ่อหลวงคนเดิมกล่าว

แต่แม้จะมีการปรับเปลี่ยนวัสดุเพื่อรองรับการบ่มยาให้ปลอดภัยและได้ประสิทธิภาพอยู่เสมอ ก็ใช่ว่าจะป้องกันอุบัติเหตุได้ทั้งหมด เพราะในระหว่างการบ่มครั้งหนึ่งใน พ.ศ.2512 ใบยาที่ถูกอบแห้งเกิดร่วงตกลงมาโดนท่อส่งความร้อนที่กำลังแดง จึงเกิดไฟไหม้จนทำให้กำแพงภายในอาคารที่เกิดเหตุและอาคารข้างเคียงอีกหลังทลายลงมา ต่อมาจึงมีการบูรณะดังกล่าวโดยการสร้างโรงบ่มใหม่ควบรวมอาคารที่เสียหายทั้งสองหลังเป็น ‘อาคารแฝด’ เพียงหลังเดียว

ซึ่งนั่นล่ะค่ะ แม้แต่ผู้บูรณะในยุคนั้นเองก็ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า อีกเกือบ 50 ปีต่อมาเจ้าของรุ่นหลังจะเปลี่ยนโรงบ่มแฝดดังกล่าวให้กลายมาเป็นคาเฟ่สุดชิค ศูนย์กลางของโครงการเก๊าไม้เอสเตทฯ ในยุคปัจจุบัน

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

2
เรื่องของฟาร์มทุ่งเสี้ยว การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรม

พ้นจากเรื่องเล่าของพ่อหลวงอาทิตย์ คนต่อมาที่จะมาบอกเล่าการเปลี่ยนผ่านของพื้นที่แห่งนี้ได้ดีคือ คุณธวัช เชิดสถิรกุล นักธุรกิจการเกษตรที่เข้ามาซื้อกิจการโรงบ่มใบยาสูบแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2529 ก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟาร์มทุ่งเสี้ยว (ตั้งชื่อตามหมู่บ้านที่เป็นที่ตั้งของโรงบ่ม)

คุณธวัชเข้ามาดำเนินกิจการโรงบ่มยาสูบต่อจากบริษัท แม่ปิงยาสูบ เปลี่ยนอาคารโรงบ่มเป็นอิฐบล็อกเพื่อความทนทาน และขยายกำลังการผลิตจากโรงบ่มเดิมที่มีอยู่ 35 หลัง เป็น 50 หลัง ปรับปรุงพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นร้านอาหาร รวมทั้งเปลี่ยนพื้นที่ภายในอาคารโรงบ่มเป็นที่พักตากอากาศของครอบครัวและเพื่อนฝูง เขาบริหารโรงบ่มจนถึง พ.ศ. 2538 เมื่อกิจการยาสูบในประเทศถูกบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาด ประกอบกับปัจจัยหลายอย่าง จึงตัดสินใจเลิกกิจการ

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

กระนั้น ด้วยความที่เขาเคยได้ปรับเปลี่ยนภายในอาคารโรงบ่มเป็นที่พักมาก่อนแล้ว สิ่งนี้จุดประกายให้เขาเปลี่ยนอาคารโรงบ่มเป็นอาคารที่เหมาะสำหรับการหลับค้างอ้างแรมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 18 หลัง ปลูกตีนตุ๊กแก พริกไทย และดีปลี ให้ขึ้นปกคลุมผิวอาคาร และเปิดพื้นที่เป็น ‘เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท’ รีสอร์ทแห่งแรกของประเทศที่ดัดแปลงมาจากโรงบ่มยาสูบ เปิดทำการ 2 ปีให้หลังจากกิจการบ่มยาสูบลาโรงไป

“จริงๆ พ่อผมเขาแค่อยากมีมุมสำหรับนั่งดื่มกับเพื่อนๆ ของเขาอยู่นอกเมืองเท่านั้น แต่พอเปลี่ยนพื้นที่เป็นที่พักและพบถึงความเป็นไปได้ เก๊าไม้ล้านนาเลยกลายเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรม” คุณจักร์ เชิดสถิรกุล Project Manager ของโครงการเก๊าไม้ เอสเตท 1955 กล่าวถึงต้นเหตุสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากโรงบ่มใบยาสูบเจ้าใหญ่ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่สู่การเป็นบูทีกรีสอร์ทที่ถือได้ว่ามาก่อนเทรนด์ Renovation หรือ Up-cycling ทั้งหลายที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

คุณจักร์เป็นลูกชายของคุณธวัช เขาเติบโตทันในช่วงที่พ่อของเขาบริหารโรงบ่มยาสูบ ที่ซึ่งในเกือบทุกสุดสัปดาห์ พ่อจะพาแม่ เขา และพี่สาวของเขา ขับรถมานอนค้างยังโรงบ่มที่มีชื่อว่า ‘ฟาร์มทุ่งเสี้ยว’ แห่งนี้

ชายหนุ่มเล่าว่า ควบคู่ไปกับการบ่มยาสูบ พ่อเขายังใช้พื้นที่ดังกล่าวเพาะพันธุ์ต้นไม้เพื่อจำหน่าย รวมถึงเป็นที่เพาะครั่งดิบสำหรับส่งออกต่างประเทศ โดยกิจการที่พ่อของเขาทำควบคู่ไปเหล่านี้ ส่งผลให้ปัจจุบันพื้นที่ของรีสอร์ตจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ร่มรื่นและหลากหลายมากกว่า 100 สายพันธุ์ แถมต้นไม้เหล่านี้ยังกลายเป็นบ้านของนกที่หมุนเวียนมาพักอาศัยกว่า 50 สายพันธุ์ และเหล่านี้คือมรดกที่ไม่อาจประเมินค่าได้ซึ่งตกทอดมาสู่เขา หลังจากที่พ่อจากเขาไปเมื่อ 2 ปีก่อน

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

3
ถนนสายเก่าตัดใหม่ที่ชื่อเก๊าไม้

เก๊าไม้ เอสเตท 1955 คือโครงการที่คุณจักร์ก่อตั้งร่วมกับพี่สาวของเขา คุณขัตติรัตน์ เชิดสถิรกุล เป็นโครงการต่อขยายด้านหลังของเก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท ประกอบด้วย ‘พิพิธภัณฑ์เก๊าไม้’ ที่ปรับพื้นที่ภายในโรงบ่มให้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ‘คาเฟ่โรงบ่ม’ คาเฟ่ที่พัฒนาจากโรงบ่มแฝด และ Amphitheater หรือลานอเนกประสงค์ที่จัดกิจกรรมทางตลาดนัดสินค้าทำมือ การแสดงดนตรี หรือกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีการผัดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่เสมอ

ที่แห่งนี้ถือเป็นการต่อยอดครั้งล่าสุดของพื้นที่ การต่อยอดที่คุณจักร์ตั้งใจจะรื้อฟื้นคุณค่าที่เป็นมาแต่ดั้งแต่เดิม ผ่านประจักษ์พยานทางสถาปัตยกรรมและวัตถุที่ยังคงมีการอนุรักษ์ให้เห็นจริง สู่สถานะของพื้นที่เปิดกึ่งสาธารณะในปัจจุบัน…

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่
เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

นั่นล่ะค่ะ เป็นเหตุผลว่าทำไมการจะเขียนถึงสถานที่แห่งนี้ คนเขียนจึงต้องเล่ายาว ย้อนไปตั้งแต่ปี 1955 ด้วย

“ส่วนใหญ่คนจะรู้จักเก๊าไม้รีสอร์ทว่าเป็นพื้นที่ปิด หรือรู้จักแต่อาคารที่มีต้นตีนตุ๊กแกเท่านั้น ผมจึงคิดว่าจริงๆ แล้วข้างในพื้นที่ยังมีเรื่องน่าสนใจกว่านั้น ทั้งการเป็นอาคารโรงบ่มเก่า ไม้ใหญ่ในพื้นที่อีกหลายสายพันธุ์ หรือพื้นที่ที่สามารถต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ๆ ท่ามกลางบริบทดั้งเดิมได้อีกมาก นั่นทำให้เราคิดถึงการเปิดพื้นที่ส่วนนี้ให้ทุกคนมีโอกาสได้รับชม แต่ก็ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวแก่แขกที่มาพักในรีสอร์ตไว้อยู่” คุณจักร์ กล่าว

เก๊าไม้ เอสเตท 1955 ตั้งอยู่บนถนนสายเก๊าไม้ ถนนสายเล็กๆ ที่คนงานโรงบ่มเคยใช้สัญจรเพื่อทำงานประจำวัน หากขับรถเข้ามาจากประตูหน้าโรงแรม ตรงผ่านทิวอาคารห้องพักที่ตั้งเรียงกันทางด้านขวา ถนนสายนี้จะตั้งอยู่สุดทางด้านขวามือ สองข้างทางเรียงรายไปด้วยโรงบ่มเก่าแก่ซึ่งมีโรงบ่มเวอร์ชันต่างๆ ในแต่ละยุคสมัย ยืนประชันโฉมเรียงกัน สอดแซมด้วยแนวต้นไม้น้อยใหญ่

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์

อาคารโรงบ่มที่ตั้งอยู่บริเวณปากถนนฝั่งซ้ายถูกปรับให้เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าช่วงเวลาต่างๆ ของพื้นที่ ขณะที่อาคารปากถนนฝั่งขวาคงโฉมทั้งภายในและภายนอกของโรงบ่มไว้ ที่ซึ่งคานไม้สำหรับวางใบยา และท่อส่งความร้อนเข้าไปในโรงบ่มถูกจัดแสดงพร้อมป้ายอธิบายกระบวนการถ่ายเทความร้อนระหว่างบ่มใบยาในอดีต วัตถุจัดแสดงถูกกำกับโดยป้ายบอกข้อมูลที่สรุปเรื่องได้อย่างกระชับ อ่านง่าย ดีไซน์สวย (คุณจักร์เล่าให้ฟังภายหลังว่า เป็นผลงานออกแบบของ PAVA architects กลุ่มสถาปนิกที่หลงใหลในการออกแบบพิพิธภัณฑ์เป็นพิเศษ)

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์

คาเฟ่โรงบ่มตั้งอยู่ถัดจากโซนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เป็นอาคารกล่องกระจกใสที่แต่เดิมคืออาคารโรงบ่มแฝดหลังเดียวของพื้นที่ (อาคารที่เคยเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้จนถล่มลงมา ก่อนจะมีการซ่อมแซมโดยการสร้างอาคารฟิวชันดังที่กล่าวไว้ตอนต้น) ทั้งนี้เมื่อปรับเปลี่ยนเป็นคาเฟ่ ก็ยังคงเหลือผนังของอาคารโรงบ่มแฝดทั้งสองฝั่งเอาไว้ คาเฟ่มี 2 ชั้น ชั้นบนนอกจากเป็นที่นั่งแล้ว ยังมีนิทรรศการเสริมที่แสดงภาพถ่ายเก่าๆ ในพื้นที่เล่าต่อมาจากส่วนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอีก ขณะที่ผนังด้านในยังมีตัวอย่างของ ‘พื้นผิว’ โรงบ่มในแต่ละยุค ไล่เรียงเป็นไทม์ไลน์ ตั้งแต่ยุคไม้ไผ่สาน อิฐมอญ อิฐบล็อก และผนังที่ปกคลุมด้วยต้นตีนตุ๊กแกอันเป็นสถานะของเก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท ในปัจจุบัน รวมไปถึงผนังเปล่าๆ ที่ชวนตั้งคำถามถึงอนาคตของพื้นที่แห่งนี้

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์
การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์
การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์

ด้านหลังของคาเฟ่คือลานสนามหญ้ากว้างขวางมีอัฒจันทร์กลางแจ้งขนาดย่อม ตั้งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นจามจุรีใหญ่ยักษ์ ต้นไม้ดั้งเดิมในพื้นที่ ที่นี่คือ Amphitheater ที่คุณจักร์ตั้งใจจะใช้เป็นทั้งสวนพักผ่อน ลานอเนกประสงค์จัดดนตรีในสวน รวมไปถึงตลาดนัดสินค้าทำมือ เป็นอาทิ

4
พื้นที่ที่ต้นไม้ยังคงเป็นเจ้าถิ่น

ความพิเศษของเก๊าไม้ เอสเตทฯ ไม่ได้อยู่ที่คาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ หรือลานสนามหญ้า อย่างใดอย่างหนึ่ง หากเป็นการทำงานร่วมกันด้านทัศนียภาพของพื้นที่สามส่วนนี้ รวมไปถึงภูมิทัศน์ของต้นไม้น้อยใหญ่ที่มีอยู่ก่อนเดิมรวมไปถึงเพิ่งล้อมมาลงใหม่ตลอดตลอด 63 ปีที่พื้นที่นี้ได้รับการพัฒนา ทั้งต้นมะขามเอย จามจุรีเอย มะขามเทศ (ที่ใหญ่เสียจนผิดแผกมะขามเทศทั่วไป) กาสะลอง กัลปพฤกษ์ ไทรย้อย พะยูง ยอป่า มะเดื่อ ไล่เรียงไม่หวาดไหว (อันนี้ไม่ใช่ชื่อต้นไม้นะคะ) ไหนจะแปลงผักผลไม้ออร์แกนิก และอาคารเก่าอย่างโกดังที่แต่เดิมคือโรงรับซื้อใบยา และอาคารรีสอร์ตที่ปกคลุมด้วยไม้เลื้อย ซึ่งล้วนตระหง่านอยู่อย่างนอบน้อมกับต้นไม้เจ้าถิ่นอย่างน่ารัก ซึ่งก็ต้องยกเครดิตให้ทีมภูมิสถาปนิก Shma SoEn ที่คุณจักร์ชักชวนให้มาร่วมกันไฮไลต์ต้นไม้ให้เฉิดฉาน

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์
การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์

นอกจากนี้ความน่ารักอีกอย่างก็คือต้นไม้ทุกต้นที่เราเห็นล้วนมีป้ายเล็กๆ ที่ระบุชื่อ สายพันธุ์ และแหล่งที่มา ของต้นไม้เหล่านั้นไว้ครบถ้วน (จัดทำข้อมูลโดยนักวิจัยจากสำนักหอพรรณไม้) ทำให้การเดินเล่นและถ่ายรูปในสวนยังทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังอยู่บนเวทีประกวดนางงามต้นไม้โลกไปกลายๆ (นี่ก็เพิ่งรู้จากการได้มาที่นี่แหละค่ะว่าต้นจามจุรีที่เราคุ้นเคยและเข้าใจไปว่าคือไม้พื้นถิ่นมีถิ่นกำเนิดจากอเมริกาใต้นู่นเลย)

“เครดิตส่วนสำคัญต้องยกให้คุณพ่อ ที่ท่านริเริ่มในการเปลี่ยนโรงบ่มเป็นรีสอร์ต รวมไปถึงการกำชับไม่ให้เราตัดต้นไม้ต้นใดในพื้นที่ออกเลย นั่นทำให้เราตระหนักว่าการสร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องรื้อทำลายสิ่งเก่า และคิดถึงการรักษาสมดุลระหว่างสิ่งปลูกสร้างกับต้นไม้ ให้สองส่วนนี้สอดคล้องไปด้วยกัน” คุณจักร์กล่าว

เก๊าไม้ เอสเตท 1955 เปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2017 ที่ผ่านมา ขณะที่ในปัจจุบันคุณจักร์ยังคงมีแผนการร่วมกับ PAVA architects ในการขยายพื้นที่พิพิธภัณฑ์ โดยเน้นไปที่นิทรรศการเกี่ยวกับวัฒนธรรมยาสูบแต่ดั้งเดิมในเชียงใหม่ รวมไปถึงการปรับโรงบ่มเก่าในพื้นที่ให้เป็นโรงงานช็อกโกแลตในอนาคต

ค่ะ, ถ้าถึงเวลานั้นจริง คิดว่านี่คงจะเป็นโรงงานช็อกโกแลตที่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งก็ว่าได้

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์
 

รางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม จากองค์การ UNESCO ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Awards For Cultural Heritage Conservation) มีจุดประสงค์หลักเพื่อยกย่องโครงการภาคเอกชนหรือองค์กรอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในการบูรณปฏิสังขรณ์อาคารและสิ่งก่อสร้างอันเป็นมรดกทรงคุณค่าในภูมิภาค

รางวัลนี้ยังมุ่งส่งเสริมให้เจ้าของพื้นที่ร่วมดำเนินโครงการอนุรักษ์ร่วมกับภาคชุมชน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอิสระหรือเป็นรูปแบบการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยโครงการที่ได้รับรางวัลจะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในหลักเกณฑ์ต่างๆ และมีการใช้ปฏิบัติ เช่นการเข้าใจและคงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่นั้น การประสบความสำเร็จด้านเทคนิคในการอนุรักษ์ และการสร้างผลกระทบที่ดีทางสังคมและนโยบาย

หมวดรางวัลการออกแบบใหม่ในบริบทของมรดกทางวัฒนธรรม (Awards For New Design In Heritage Contexts) ได้ถูกริเริ่มขึ้นในปี 2005 รางวัลพิเศษในหมวดนี้เน้นการให้รางวัลกับโครงการที่มีการก่อสร้างใหม่ แต่มีการแสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่มีความโดดเด่นและมีความสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมโดยรอบได้ดี

Writer

ไข่มุก แสงมีอานุภาพ

เลี้ยงแมวเป็นอาชีพ โดยมีงานอดิเรกคือรับออกแบบกราฟิก วาดภาพประกอบ และทำ Food Styling อ่อ… แล้วก็เขียนหนังสือด้วย ล่าสุดยังมีเวลาไปทำแบรนด์เสื้อผ้า ชื่อ www.instagram.com/wearfingerscrossed

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load