พิพิธภัณฑ์สายตายาว (Far-sighted Museum) ภายใต้การสนับสนุนของมิวเซียมสยาม พาย้อนรำลึกถึงบรรยากาศชุมชนมุสลิมบางกอกน้อยผ่านเรื่องราวของ ‘แกงเผ็ด’ อาหารสามัญประจำครัว สื่อกลางการพูดคุยที่นำไปสู่เรื่องเล่าเบื้องหลังจานอาหารรสเด็ด กับบทสนทนาที่เริ่มต้นด้วยประโยคคำถามง่าย ๆ อย่าง

“หนูรู้มั้ยว่า แต่ก่อนพวกเราชาวมุสลิมบางกอกน้อยอยู่อาศัยและซื้อหาวัตถุดิบกันอย่างไร” 

แม้คำถามจะไม่หวือหวาหรือน่าตื่นใจ ทว่ากลับทำให้อยากเดินย้อนเวลาไปตามร่องรอยคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ในชุมชน เพื่อเรียนรู้ทุกแง่มุมของบางกอกน้อย แล้วเรื่องราวต่าง ๆ ก็ทยอยหลั่งไหลออกมาหลังประโยคคำถามจบลง  

ผู้ใหญ่ไขขาน..วันวานคลองบางกอกน้อย

“เดี๋ยวนี้นั่งมองแม่น้ำแล้วคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ”  นี่คือคำพูดแรกของ คุณลุงชาคริต กรีมี ชาวมุสลิมบางกอกน้อย อายุ 69 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี และรองประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย และเป็นผู้เก็บความทรงจำต่าง ๆ ในอดีตที่มีต่อถิ่นกำเนิด กล่าวขึ้นเมื่อได้ยินคำถามถึงบางกอกน้อยเมื่อวันวาน ก่อนเริ่มถ่ายทอดเรื่องราวชุมชนและความผูกพันที่มีต่อสายน้ำ 

ชาวมุสลิมบางกอกน้อยมีบรรพบุรุษเป็นชาวอาหรับเปอร์เซียที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา ครั้นเมื่อพม่ายกกองทัพเข้าโจมตี จึงอพยพโยกย้ายเพื่อหลบหนีการกวาดต้อนล่องเรือแพมาตามลำน้ำเจ้าพระยา จนลงหลักปักมั่นบริเวณริมแม่น้ำแถบตลาดแก้ว บางอ้อ บางลำพูล่าง บางกอกใหญ่ และบางกอกน้อย การมีวิถีชีวิตบนแพริมน้ำทำให้ได้รับการขนานนามว่า ‘แขกแพ’

บางกอกน้อยเป็นชุมชนชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ร่วมกันแบบพี่น้องไม่กี่สายตระกูล เช่น กรีมี ฮะกีมี ซอลิฮี มัสอูดี เป็นต้น ซึ่งต่างมีความเชี่ยวชาญด้านการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการทำที่นอนยัดนุ่นอันเลื่องชื่อ ดังนั้น เกือบตลอดริมฝั่งน้ำหน้าเรือนแพจึงมีที่นอนจำนวนมากออกวางขาย บางครอบครัวก็นำที่นอนขึ้นบกไปขายยังชุมชนอื่น ๆ เช่น พญาไท ราชเทวี พาหุรัด เป็นเหตุให้สายเครือญาติกระจายตัวออกไปมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังถือเป็นนักธุรกิจกลุ่มแรก ๆ ของเมืองไทยที่นำปืนเข้ามาขาย โดยมีแหล่งค้าหลักอยู่ในย่านวังบูรพา

ก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมาถึง ในทุกเช้านับตั้งแต่ตื่นนอน เมื่อย่างก้าวออกมาหน้าเรือนแพ ผู้คนในชุมชนจะพบกับสายน้ำ หากต้องออกไปทำธุระก็จะไปที่หัวสะพาน รอเรือแจวซึ่งมีให้บริการตลอดทั้งวัน หรือโดยสารเรือแท็กซี่ซึ่งเป็นเรือยนต์ขนาดใหญ่ จุผู้โดยสารได้ราว 20 คน มีบริการมากเฉพาะช่วงเช้า แล่นผ่านจากบางบัวทองไปส่งยังท่าพระจันทร์ ท่าช้าง สนามหลวง ไม่เพียงการเดินทางที่อิงอาศัยอยู่กับลำคลอง

การค้าขายก็เช่นเดียวกัน เพราะเป็นเส้นทางที่พ่อค้าแม่ขายพายเรือมาบริการสินค้าถึงหน้าเรือนแพ ลำคลองจึงเป็นเสมือนลมหายใจหลักของชาวมุสลิมบางกอกน้อย กระทั่งเมื่อสะพานพระปิ่นเกล้าเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2516 และถนนหนทางกลายเป็นเส้นทางหลักของการคมนาคม รวมถึงเขื่อนริมคลองบางกอกน้อยถูกสร้างขึ้น องค์ประกอบต่าง ๆ ทางกายภาพกลายเป็นตัวตัดสายใยความผูกพันระหว่างผู้คนและสายน้ำ เหมือนเช่นคำกล่าวทิ้งท้ายแทนความคิดถึงของผู้ใหญ่ เมื่อได้ย้อนวันเก่าถึงคลองบางกอกน้อย 

“คลองบางกอกน้อยก็เหมือนสนามเด็กเล่น”

“เป็นสถานที่ให้แหวกว่ายและใช้ชีวิตในวัยเด็ก พอเรือโยง เรือขนข้าวผ่านมาเป็นต้องว่ายน้ำเข้าไปใกล้ ๆ เกาะเล่นกันสนุกสนาน ตามริมตลิ่งมีผู้คนหย่อนเบ็ดตกปลา ตกกุ้ง เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้ครัวเรือน แต่วันนี้ไม่มีอีกแล้ว”

ประวัติศาสตร์รสอร่อยของ ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ตั้งแต่ที่มา วิธีทำ ฉบับมุสลิมบางกอกน้อย

หลากเส้นทางวัตถุดิบ..สู่ครัวมุสลิมบางกอกน้อย

แทบทุกครัวเรือนในชุมชนมุสลิมบางกอกน้อย ขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถันต่อการเลือกสรรวัตถุดิบมาปรุงอาหาร ความช่างเลือกนี้ทำให้รู้แหล่งที่มีของมากคุณภาพ ทั้งใกล้ไกลขอให้เป็นดินแดนที่เดินทางไปถึงเป็นต้องซื้อหามาติดครัว

เรือกสวนจากบางบัวทองและนนทบุรี คือแหล่งความอุดมสมบูรณ์ของสินค้าทางการเกษตร ทุกวันชาวสวนจะนำผักชนิดต่าง ๆ มาส่งยังตลาดศาลาน้ำร้อน ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือริมคลองบางกอกน้อย ในยามเช้าเหล่าแขกแพจะนั่งเรือข้ามฟากไปจับจ่ายซื้อหาจนเป็นปกติของวิถีชีวิต แต่หากเป็นทุกวันศุกร์ตั้งแต่เช้าจรดเย็น อันเป็นช่วงเวลาพิเศษ เมื่อคลองบางกอกน้อยคลาคล่ำไปด้วยคาราวานเรือพายของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่แจวผ่านเรือนแพแวะนำพืชผลตามฤดูกาล เช่น สับปะรด มัน ผักกาด หัวไชเท้า พริก กระเทียม ทุเรียนหลากพันธุ์ ทั้งกระดุม กบตาขำ ก้านยาว และอีกสารพัดพืชผักผลไม้มาเร่ขาย ก่อนออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา มุ่งหน้าสู่ตลาดนัดท้องสนามหลวง ท่าเตียน ปากคลองตลาด ในขณะที่บางส่วนเลาะเลยไปถึงคลองหลอดเพื่อขายต้นไม้

เหล่าแขกแพต่างออกมาโบกไม้โบกมือเรียกเรือเทียบท่าหน้าเรือน เลือกซื้อวัตถุดิบสดใหม่และหลากหลายตามที่ลิ้นอยากลองรส หากครอบครัวไหนต้องการสินค้าเพิ่มเติม ก็โดยสารเรือเพื่อไปยังท่าพระจันทร์ อันเป็นพื้นที่รอยต่อสู่ท้องสนามหลวง เหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเย็นวันอาทิตย์มาถึง เหล่าเรือพายจำนวนมากทยอยออกจากตลาดนัดมุ่งหน้ากลับบ้าน ก่อนคืนสู่คลองบางกอกน้อยด้วยวัตถุดิบมากล้นอีกครั้งในศุกร์ถัดไป

ห่างออกไปในพื้นที่ปทุมธานี ปากเกร็ด และท่าอิฐ ย่านสำคัญในฐานะศูนย์รวมโรงฆ่าสัตว์ นับเป็นแหล่งที่มาของเนื้อวัวชั้นดีคุณภาพเยี่ยมที่ชาวมุสลิมบางกอกน้อยนิยมบริโภค ความคุ้นเคยของผู้คนในชุมชนต่างรู้กันดีว่า แต่ละวันพ่อค้าจะนำเนื้อสดรวมถึงเครื่องในจากส่วนต่าง ๆ ของวัวบรรทุกลงเรือพายขนาดเล็ก มาบริการเดลิเวอรี่ส่งตรงวัตถุดิบพร้อมปรุงถึงหน้าเรือน ความสัมพันธ์ผ่านการค้าขาย กลายเป็นเจ้าประจำที่รู้ใจและวางใจอย่างเชื่อมั่นให้เป็นตัวแทนคัดเลือกเนื้อวัวรสเยี่ยม สำหรับเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารจานเด็ดของแต่ละครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีเรือโชห่วยหรือเรือขายของชำ นำอาหารกินเล่น เช่น ข้าวเหนียวปิ้ง กาแฟ ขนมไทยชนิดต่าง ๆ ไม่เว้นกระทั่งพืชผักแวะเวียนมาบริการอย่างไม่ขาดสาย

เส้นทางรถไฟสายใต้ ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางโดยสาร แต่ยังเป็นสายใยเชื่อมโยงผู้คนเข้าสู่อาหารในพื้นที่ต่างถิ่น เหมือนเช่นชาวมุสลิมบางกอกน้อยได้มีโอกาสลิ้มรสไก่บ้านแสนอร่อย วัตถุดิบเรียกน้ำย่อยในมื้ออาหาร จากกลุ่มพ่อค้าแห่งเมืองเพชรบุรี ราชบุรี 

เสียงหวูดยามเช้าเป็นเสมือนสัญญาณส่งข่าวการมาถึงของอาหารที่ถูกบรรทุกขึ้นรถไฟ เข้ามาขายในเมืองหลวง พร้อม ๆ กับการเตรียมตัวของหญิงชาวมุสลิมเพื่อออกไปจับจ่ายสินค้าที่ตลาดขนาดย่อม ณ สถานีรถไฟบางกอกน้อย มีวัตถุดิบชั้นเลิศและของจำเป็นอื่น ๆ ที่ซื้อหาได้ตลอดทั้งวัน จนกว่าเวลาเย็นจะมาถึงและเสียงหวูดดังขึ้นอีกครั้ง เพื่อบอกกล่าวว่าตลาดวายลงแล้ว แต่จะเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้งในวันพรุ่งนี้

ไกลออกไปคนละซีกโลกยังนครมักกะฮ์ ชาวมุสลิมบางกอกน้อยกำลังเตรียมตัวเดินทางกลับจากการประกอบพิธีฮัจญ์ ไม่ลืมซื้อหาข้าวของติดไม้ติดมือ พาล่องเรือข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาด้วย เครื่องเทศทั้งยี่หร่า ลูกเฮน (กระวานเทศ) หญ้าฝรั่น ที่มีกลิ่นหอมมากกว่าหาซื้อในเมืองไทย รวมถึงอัลมอนด์ (ลูกประดำ) ที่ทั้งหอมและมัน ส่วนที่ขาดไม่ได้คือ น้ำผึ้งทะเลทรายหรือน้ำผึ้งโพรง มีราคาสูงมาก ขายชั่งละกว่า 3,000 บาท และเนยท้องถิ่น 

วิธีการทำเนยคือเชือดแพะและนำมาถลกหนัง จากนั้นเย็บติดกันและรูดให้มีลักษณะคล้ายตัวแพะ แล้วนำนมแพะใส่เข้าไปภายในจนเต็ม เย็บปิดให้เรียบร้อย นำไปพาดไว้บนหลังอูฐ ระหว่างเดินทางกลางทะเลทราย นมในถุงหนังแพะจะกระฉอกและคลุกเคล้ากัน จนกลายเป็นเนยซิบดะฮ์ บะละดีย์ หรือ เนยบะละดีย์ มีลักษณะเหลว รสมันออกเค็มเล็กน้อย ชาวมุสลิมบางกอกน้อยนิยมนำเข้ามา โดยใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด เช่น ถัง ขวด หรือกล่องอลูมิเนียม มีความจุประมาณ 1 – 5 กิโลกรัม และมีเสน่ห์โดดเด่นที่กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ จึงถูกนำไปใช้ในการประกอบอาหารเกือบทุกประเภท เช่น ข้าวหมก แกงเนย ขนมปัง เป็นต้น     

ประวัติศาสตร์รสอร่อยของ ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ตั้งแต่ที่มา วิธีทำ ฉบับมุสลิมบางกอกน้อย

ผู้ใหญ่ไขขาน อาหารสามัญประจำบ้าน   

หญิงมุสลิมบางกอกน้อยมีชีวิตผูกพันใกล้ชิดกับงานบ้านงานครัว บทบาทในการดูแลปากท้องของทุกคนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตี 3 ครึ่งของทุกวัน เมื่อพวกเธอตื่นขึ้นมาตระเตรียมอาหาร รอจนสมาชิกพร้อมหน้าและผู้นำครอบครัวกลับจากมัสยิด มารับประทานอาหารร่วมกันในยามเช้า และนำใส่ปิ่นโตไปเป็นมื้อเที่ยงยังที่ทำงาน 

อาหารที่ต้องทำเป็นประจำคือ ขนมปัง ซึ่งนิยมบริโภคกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ทวด โดยมากมักกินคู่กับกาแฟหรือจิ้มกับแกงชนิดต่าง ๆ ทั้ง แกงเผ็ด แกงตุรกี แกงเนย แกงมัสมั่น แกงสับนก 

สำหรับแกงเผ็ดหรือแกงแดง นับว่าเป็นอาหารสามัญประจำบ้านจานหนึ่งของชุมชน จนมีชื่อเรียกที่แสดงถึงเอกลักษณ์ว่า ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ที่อย่างน้อย ๆ ในหนึ่งสัปดาห์ต้องได้รับประทานสัก 2 วัน รสชาติขนานแท้นั้นต้องทั้งมันและเผ็ด พร้อมกลิ่นของลูกผักชี ยี่หร่าโดดเด่นชูโรง

เครื่องเทศชูกลิ่นและรส ทั้งลูกผักชี ลูกพริกไทย ยี่หร่า ลูกเฮน ที่ต่างแสดงความจำเพาะในอาหาร คัดสรรจากวัตถุดิบชั้นดี ผ่านความพิถีพิถันในการเตรียมทุกขั้นตอน ตั้งแต่ล้างทำความสะอาด ใส่กระจาดทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ นำมาใส่ตับซีตากแดดให้แห้ง แล้วจึงใส่กระปุกเก็บไว้ เมื่อต้องการใช้จึงนำมากะปริมาณตามต้องการ คั่วจนเหลืองและโขลกให้ละเอียดก่อนเป็นส่วนประกอบในจานอาหาร ให้ทั้งความเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมอันแตกต่างจากแกงเผ็ดทั่วไป เนื้อสัตว์ที่ใส่ก็มีหลายหลาก ทั้งเนื้อวัว ไก่ เป็ด ปลาดุก ปลาไหล ลูกชิ้นปลา กระทั่งในบางครามีการนำนกกระยาง นกพิราบ หรือกระต่ายใส่เข้าไปด้วย หากเป็นปลาดุกจะใส่กระชายซอยลงไปเพื่อป้องกันกลิ่นคาว 

ย้อนกลับไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว ชุมชนมุสลิมบางกอกน้อยยังขาดครูสอนศาสนา ก็ได้ครูอาสาจากจังหวัดฉะเชิงเทรามาช่วยสอน ความผูกพันผ่านการถ่ายทอดความรู้คู่เคียงศรัทธานำมาซึ่งมิตรภาพ และการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างชุมชน ในยุคที่ความสะดวกยังจำกัด ทำให้ใช้เวลาร่วมวันจึงจะเดินทางถึงที่หมาย เพราะต้องพึ่งพาทั้งรถไฟจากหัวลำโพงไปลงยังตัวจังหวัด ก่อนต่อรถรางและพายเรือเข้าสู่คลอง 1 คลอง 2 คลอง 10 คลอง 19 และคลอง 20 

ในขณะที่บริเวณนั้นยังเป็นท้องทุ่ง และกฎการห้ามยิงนกยังไม่ถูกบัญญัติ ชาวมุสลิมบางกอกน้อยจึงแวะยิงนก ซึ่งถือเป็นเกมกีฬาอย่างหนึ่งของคนสมัยก่อนเพื่อพักผ่อนระหว่างเดินทาง โดยนำเนื้อนกกระยางเหล่านั้นนำมาปรุงเป็นแกงเผ็ดสูตรเฉพาะของชุมชนที่ให้รสชาติแสนอร่อย และยังช่วยกำจัดศัตรูพืชจึงเป็นที่ชื่นชอบของชาวนาในพื้นที่อย่างยิ่ง ดังคำพูดของคุณลุงชาคริตที่เล่าให้ฟังว่า 

“นกที่ยิงเป็นนกในธรรมชาติ มีรสชาติและกลิ่นที่หอมกว่านกที่ซื้อขายในตลาด จึงกลายเป็นอาหารพิเศษ ในอดีตนกที่นิยมกินเป็นนกกระยาง ชาวบางกอกน้อยสรรหาอาหารมารับประทาน นอกจากแกงเผ็ดนก ยังมีแกงเผ็ดกระต่าย การกินแกงเผ็ดสัตว์สองชนิดนี้จะกินได้ก็ต่อเมื่อเป็นโอกาสพิเศษเท่านั้น คือ เป็นโอกาสพิเศษของการเดินทางออกนอกชุมชน เมื่อออกไปนอกชุมชน ก็ล่าสัตว์มาทำอาหารได้ด้วยตนเอง”

แกงเผ็ดรสเด็ด..ปรุงรสความอร่อย

แกงเผ็ดบางกอกน้อยกลิ่นหอมกรุ่นโชยผ่านไอความร้อนเตะตรงเข้าจมูก ฝีมือการปรุงจากแม่ครัวที่คร่ำหวอดอยู่กับการทำอาหาร คุณป้าอรุณี อรุณโอษฐ์ หรือที่ลูกหลานในชุมชนเรียกกันว่า คุณป้าแคระ ผู้สูงอายุวัย 75 ปี แนะนำตัวเองอย่างให้ความเชื่อมั่นในความอร่อยของอาหารว่า “ไม่ว่าจะอยู่บ้านใคร ป้าเป็นต้องเข้าครัวเป็นแม่ครัวอยู่ทุกบ้าน ทำกับข้าวให้เขากิน นี่ก็ทำอาหารมาห้าสิบกว่าปีแล้ว” 

ชีวิตในครัวของคุณป้าเริ่มต้นขึ้นในวัย 16 ปี จากการเป็นผู้ช่วยตำน้ำพริกรวมถึงเตรียมเครื่องแกงต่าง ๆ แล้วค่อย ๆ อาศัยหลักสูตรครูพักลักจำ คอยสังเกตวิธีการปรุงอาหารแต่ละชนิด จากนั้นจึงทดลองทำด้วยตนเอง โดยมีคุณย่าคอยดูแลและบอกวิธีการตามขั้นตอนต่าง ๆ จนเกิดความชำนาญและได้รสชาติเหมือนต้นแบบ เช่นเดียวกับแกงเผ็ดชามนี้ ที่เป็นเสมือนอาหารนำทาง ให้ป้าแคระพาเราเข้าสู่ก้นครัวบางกอกน้อยอย่างเป็นรูปธรรม  

สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

ส่วนประกอบสำคัญในแกงเผ็ดบางกอกน้อย 

  • พริกแห้ง 
  • หอมแดง 
  • กระเทียม
  • ข่า 
  • ตะไคร้ 
  • พริกขี้หนู 
  • เกลือ 
  • เครื่องเทศ ประกอบด้วย ลูกผักชี ลูกพริกไทย และยี่หร่า  
  • กะทิ 
  • เนื้อวัว
  • มะเขือเปราะ
  • มะเขือพวง
  • โหระพา 
สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

การเตรียมเครื่องแกงเริ่มต้นจากนำลูกผักชี ลูกพริกไทย และยี่หร่า มาคั่วรวมกันแล้วตำพอหยาบ ๆ จากนั้นเติมเกลือลงไปเล็กน้อย ตำต่อจนละเอียดได้ที่ จึงค่อยใส่หอมแดง ข่า ตะไคร้ กระเทียม พริกแห้ง หยอดน้ำลงไปเล็กน้อยเพื่อให้ตำง่ายขึ้น เมื่อพริกแห้งละเอียดดีแล้ว ใส่พริกขี้หนูตามลงไปช่วยเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนมากยิ่งขึ้น 

เมื่อได้เครื่องแกงเรียบร้อยแล้ว ตั้งกระทะเทน้ำมันลงไป ใช้ไฟปานกลาง รอจนน้ำมันร้อน นำเครื่องแกงที่ได้ลงไปผัดให้เข้ากัน เติมน้ำปลาและน้ำมันอีกเล็กน้อย ผัดต่อจนกว่าเครื่องแกงจะแห้งและมีสีเหลืองจึงยกขึ้นและตักใส่ภาชนะ 

ประวัติศาสตร์รสอร่อยของ ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ตั้งแต่ที่มา วิธีทำ ฉบับมุสลิมบางกอกน้อย

นอกจากเครื่องแกงสูตรเฉพาะ ความอร่อยยังอยู่ที่วัตถุดิบสำคัญอีกชนิดหนึ่งนั่นคือ เนื้อวัว คุณป้าแคระเลือกใช้เนื้อส่วน Rump ที่มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของวัวทั้งตัว เป็นเนื้อแดงส่วนสะโพกที่อร่อยที่สุดเพราะไม่เหนียว หากเป็นเนื้อส่วนอื่น ๆ เช่น ส่วนคอจะเหนียวจนเกินไป ในขณะที่เนื้อบางส่วนอาจจะแข็ง มีลักษณะเป็นก้อน อีกทั้งเส้นจะหยาบอีกด้วย เทคนิคสำคัญคือการหั่นเนื้อต้องหั่นตามแนวขวาง เพราะช่วยให้เนื้อนั้นเปื่อยนุ่ม หากหั่นตามยาว เนื้อจะเหนียวเคี้ยวไม่อร่อยลิ้น 

สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

เมื่อเตรียมเครื่องแกงเผ็ดพร้อมเนื้อวัวหั่นขนาดพอดีคำเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาการปรุงรสความอร่อย เริ่มต้นจาก

1. นำกะทิใส่หม้อตั้งไฟไว้ 

2. นำเนื้อส่วนที่เตรียมไว้มารวนจนน้ำแห้ง ใส่ถาดรอไว้ 

ประวัติศาสตร์รสอร่อยของ ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ตั้งแต่ที่มา วิธีทำ ฉบับมุสลิมบางกอกน้อย

3. ช้อนเฉพาะส่วนหัวกะทิใส่กระทะ ตั้งไฟจนเดือด ใส่เครื่องแกงลงไปผัดจนเข้ากัน จากนั้นนำเนื้อที่รวนไว้ใส่ลงไปผัดจนเนื้อเข้ากันกับเครื่องแกง

4. ปรุงรสด้วยน้ำปลา ปริมาณตามชอบใจ

5. นำเนื้อที่ผัดพร้อมทั้งน้ำจากการรวนใส่ลงในหม้อกะทิที่ตั้งไว้ เมื่อเดือดได้ที่ใส่มะเขือเปราะ มะเขือพวง และใบโหระพา รอจนเดือด 

สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

6. ตักใส่จานพร้อมรับประทาน

‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ เข้มข้นด้วยกะทิและหอมกรุ่นเครื่องแกงสูตรเฉพาะ สร้างรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากแกงไทยดังที่ คุณลุงชาคริต กรีมี สันนิษฐานว่า “แกงเผ็ดบางกอกน้อย น่าจะพลิกแพลงมาจากแกงกะทิของไทย เพราะอาหรับไม่มีให้รับประทาน ความแตกต่างอยู่ที่เครื่องแกงของไทย จะนำมาละลายกับกะทิจึงให้น้ำแกงใส ส่วนแกงของคนบางกอกน้อยจะเคี่ยวกะทิจนแตกมัน และนำพริกแกงมาผัดให้มีกลิ่นหอมก่อนนำเนื้อมาผัด ตามด้วยเครื่องเทศ จึงมีความเข้มข้นมากกว่า เครื่องแกงที่ใช้รวมถึงเนย ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารของชาวมุสลิม เมื่อนำมาผสมผสานเข้ากันกับอาหารไทยพร้อมกับประยุกต์ให้ถูกปากคนในชุมชน จึงเกิดรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ขึ้นอย่างลงตัว”       

การได้กินอาหารพร้อมฟังเรื่องราวจากอดีต ที่ถูกเล่าผ่านประสบการณ์ของผู้อาวุโส จึงเปรียบเสมือนการค้นพบวัตถุดิบสำคัญของการปรุงรสประวัติศาสตร์ชุมชน ที่เชื่อมร้อยผู้คนซึ่งเยาว์วัยให้ได้ชิดใกล้กับวันเก่า ๆ  ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’  จึงไม่ได้ทิ้งเพียงร่องรอยความกลมกล่อมของรสชาติอาหาร แต่ยังสร้างรสชาติแห่งความทรงจำแสนอร่อย ในแบบฉบับของชุมชนมุสลิมริมคลองบางกอกน้อยขึ้นอีกด้วย

สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

Writer

Avatar

โสภา ศรีสำราญ

ลูกหลานลาวครั่งที่พันพัวอยู่กับวงการอาหารและงานเขียนหลากแนว ชื่นชอบงานศิลปะ วัฒนธรรม รักการท่องเที่ยวและการตีสนิทกับผู้คนในทุกที่ที่ไปเยือน

Photographer

Avatar

วรัญญู ช่างประดิษฐ์

ชาวหาดเญี่ยน เลิฟ JOJO's โดโจซิตี้ วิปัสนา พหุวัฒนธรรม กรรมกรศิลปะ สารพัดคาราโอเกะ พร้อมส่วนผสมโดยไม่ได้ตั้งใจ ‘สารเคมีX’ จึงได้เกิดเป็น ‘ลอกลายส์เเลนด์’!

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ลูกหลานไม่รับสืบทอด 

ช่องว่างระหว่างวัยทำให้ความคิดเห็นไม่ตรงกัน 

การจัดการเรื่องระบบและความรู้สึกภายในครอบครัวเริ่มมีความซับซ้อน 

การปรับตัวไปพร้อมเทคโนโลยีในยุคที่การแข่งขันสูงคือความท้าทาย

ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาล้านแปดที่ธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญในศตวรรษที่ 21 

แต่ในมุมมองของ ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai และตลาดหลักทรัพย์ LiVEx ปัญหาคือจุดเริ่มต้นให้คนมองหาลู่ทางไปต่อ รวมถึงสร้างโอกาสในการผลักดันให้บริษัทของตนเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากตลาดทุน

งานวิจัยทั่วโลกเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ธุรกิจครอบครัวทั้งในไทยและต่างประเทศอยู่ได้เพียง 3 รุ่นก็จะหายไป การหลงเหลือถึงรุ่นที่ 4 มีโอกาสเพียง 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น 

ดังนั้น ความท้าทายในตอนนี้คือทำอย่างไรให้ธุรกิจครอบครัวซึ่งเป็นธุรกิจส่วนใหญ่ในประเทศได้รับการสืบทอดและอยู่อย่างมีคุณภาพต่อไปได้

ความท้าทาย ‘ภายใน’

ทำอย่างไรไม่ให้จบที่ความขัดแย้ง

หากจะเล่าให้เห็นภาพ สมัยก่อนปู่ย่าเริ่มกิจการ มีลูก 4 คน ลูกเขยและลูกสะใภ้อีก 4 คน มีหลานอีกบ้านละ 3 คน รวมทั้งหมด 22 คนใน 3 รุ่น จะเห็นได้ว่าความซับซ้อนภายในเพิ่มขึ้นทั้งช่วงวัยและความคิดที่ต่างกัน 

ปู่และย่าเริ่มต้นจากความยากจน หากมาจากจีนก็อาจมาพร้อมเสื่อผืนหมอนใบ สิ่งที่คิดถึงจึงเป็นความประหยัดและการทำงานหาเงินอย่างหนัก

ต่อมารุ่นพ่อแม่เริ่มมีเงิน มีเครือข่ายคนรู้จักทำให้กิจการเติบโต แต่ยังได้นิสัยประหยัดมา

มาถึงรุ่นลูกจะเห็นความแตกต่างคือ พ่อแม่รวยระดับหนึ่ง ชีวิตลูกสบาย บางคนได้ไปเรียนต่างประเทศ

ไม่มีวิธีคิดที่ถูกหรือผิด หากแต่เป็นความแตกต่างของมุมมองและตัวเลือกที่แต่ละรุ่นได้รับ

ความซับซ้อนของธุรกิจครอบครัวจึงเพิ่มขึ้นจากจำนวนคนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ความยากในกรณีที่ต้องการให้คนในเข้ามาบริหารจึงเป็นการคัดเลือกผู้สืบทอด เนื่องจากครอบครัวมักมีความรู้สึกส่วนตัวผสมอยู่ทั้งความชอบและไม่ชอบ

ในทางตรงกันข้าม การปฏิเสธการรับสืบทอดของหลานก็มีความเป็นไปได้ พวกเขาอาจไม่ชอบธุรกิจนี้จากที่เห็นปู่ย่าต้องลำบาก พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ หรือพวกเขาอาจมีความฝันของตนเอง แต่การคัดเลือกคนนอกเข้ามาก็ไม่ง่ายเช่นกัน เมื่อปราการที่แข็งแกร่งที่สุดคือความผูกพัน คนนอกหรือจะเถียงคนในชนะ

“ประเด็นตรงนี้เป็นเรื่องของระบบการกำกับ (Governance) ทำอย่างไรที่จะแยกบทบาทระหว่างเจ้าของ กรรมการ และผู้บริหารออกจากกัน เรามีสิ่งที่เรียกว่าธรรมนูญครอบครัว (Family Charter) คือข้อตกลงร่วมกันระหว่างสมาชิกเพื่อสร้างความสามัคคี”

แต่ระบบที่ดีอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ คุณประพันธ์บอกว่า ระบบควรมีควบคู่ไปกับการเลี้ยงดูที่ดี เพราะหากเจอคนไม่ดีในครอบครัว หรือต้องการหาผลประโยชน์ส่วนตัว ผลลัพธ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดคงหนีไม่พ้นการทะเลาะ หรือหนักกว่านั้นอาจนำไปสู่การแย่งมรดกหรือการใช้ความรุนแรงที่ทำให้เกิดความสูญเสีย

“สำหรับการหาผู้สานต่อ ควรให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วม แต่พ่อแม่ต้องทำธุรกิจให้มีคุณค่าและมีโอกาสเติบโต วางแผนอนาคตไว้ล่วงหน้า ทำระบบบัญชีให้มีประสิทธิภาพและถูกต้อง มีระบบควบคุมภายใน มีระบบข้อมูลให้ดู ต้องวางแผนสืบทอดกิจการให้ลูกรู้ เข้าใจ และเห็นว่ามันมีลู่ทางในอนาคต

“เรื่องเหล่านี้จัดการได้ระดับหนึ่งด้วยการมีระบบที่ดี กติกาที่ดี และการหาคนที่ดี ถึงแม้ลูกหลานจะไม่รับก็ยังสามารถขายกิจการต่อได้”

ความท้าทาย ‘ภายนอก’

ปรับให้ได้ ไปให้ถึง

การแข่งขันและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง คือสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องเผชิญหน้า คุณประพันธ์ตั้งคำถามว่า ครอบครัวในปัจจุบันรับมือและปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน ยิ่งถ้าระบบกำกับที่กล่าวไปข้างต้นไม่ดี โอกาสที่ธุรกิจไปต่อไม่ได้ยิ่งสูง 

ขณะที่เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่ถนัด ระบบที่บริหารกันเองภายในจำเป็นต้องแบ่งใช้ความสามารถของแต่ละบุคคลให้ชัดเจนและตรงจุด ส่วนระบบการบริหารงานอย่างมืออาชีพมีช่องทางให้สรรหาคนเก่งเข้ามาอยู่แล้ว

“ในบรรดาธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ขนาดใหญ่ไม่ต้องห่วงอะไรมาก เพราะมีความสามารถในการเข้าถึงทุกอย่าง สิ่งที่น่าดูคือการจัดการภายในครอบครัวว่าเกิดปัญหาหรือไม่ ขนาดกลางอาจมีปัญหาเยอะ เพราะไม่ได้มีทรัพยากรมากเท่าแบบแรก แต่ที่ยากที่สุดคือขนาดเล็ก เพราะอยู่ในจุดที่ต้องคิดว่าทำแล้วคุ้มหรือไม่ บางคนจะทำก็ไม่ไหว จะขายก็เสียดาย แล้วที่สำคัญคือธุรกิจขนาดเล็กมีค่อนข้างเยอะในประเทศ”

ประพันธ์เล่าภาพรวมในมุมที่ตลาดหลักทรัพย์มองเห็น อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ และความรู้สึกในธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกำจัดทิ้ง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นข้อดีที่ทำให้ลูกหลานผู้รับสืบทอดรัก เข้าใจ และอินไปกับงานของพวกเขา หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานก็ยังให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนความสัมพันธ์ที่สายเลือดเดียวกันมีให้กัน

สิ่งสำคัญที่ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ย้ำอีกครั้งคือ การหาจุดสมดุลระหว่างระบบและความสัมพันธ์ รวมถึงเตรียม 5 สิ่งให้พร้อมเพื่อให้กิจการดำเนินต่อได้ คือ การกำหนดกติกาในครอบครัวให้ชัดเจน เตรียมระบบภายในให้โปร่งใส สร้างเสริมความรู้ความสามารถให้เพียงพอ ศึกษากลยุทธ์ที่ทำให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

Family Business Cases Archives

เปิดเคสธุรกิจครอบครัวไทยไปไกลระดับโลก

01 บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) – TU

หากพูดถึงบริษัทผลิตและส่งออกอาหารทะเล คงไม่พูดถึง Thai Union ไม่ได้ เพราะธุรกิจครอบครัวไทยไปไกลระดับโลกนับตั้งแต่ก่อตั้งใน พ.ศ. 2520 ภายใต้ชื่อ บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท ก่อนเปลี่ยนมาเป็นชื่อปัจจุบัน

ไกรสร จันศิริ เริ่มจากการทำโรงงานทูน่ากระป๋องที่สมุทรสาครเป็น OEM ไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง จนในที่สุดได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ SET เมื่อ พ.ศ. 2537 ระดมทุนได้ 440 ล้านบาท และปัจจุบันกลายเป็นผู้ผลิตทูน่ากระป๋องอันดับหนึ่งของโลก

“บริษัทใช้เครื่องมือในตลาดทุน โดยเทกโอเวอร์บริษัทเพื่อเพิ่มแบรนด์ในอเมริกาชื่อว่า Chicken of the Sea ซึ่งเป็นผู้ผลิตทูน่าอันดับ 3 ของอเมริกาในปี 2540 จากนั้นจึงซื้อแบรนด์เพิ่มในยุโรปอย่าง King Oscar Rogen Fisch John West และลงทุนเพิ่มอีกในเอเชีย

“แต่สิ่งสำคัญคือเขาไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่ เขาไปไกลกว่านั้นคือเรื่องของนวัตกรรม มีศูนย์วิจัย มีนักวิทยาศาสตร์นับร้อย นอกจากนี้ยังทำเรื่อง ESG และความยั่งยืน เพราะเวลาเข้าไปอยู่ตลาดระดับโลก กติกาก็เป็นระดับโลกเช่นกัน ตาข่ายที่จับปลาทำจากอะไร ขนาดความถี่ต้องเท่าไหร่ การดูแลแรงงานประมงต้องเป็นอย่างไร ทุกอย่างต้องตรงตามมาตรฐานสากลทั้งหมด”

คุณประพันธ์เล่าเพิ่มว่า Market Capitalization หรือ Market Cap ในวันที่เข้าตลาดของไทยยูเนี่ยนอยู่ที่ 2,200 ล้านบาท เวลาผ่านไป 28 ปี มูลค่าอยู่ที่ 82,075 ล้านบาท และเคยพุ่งสูงกว่าแสนล้านบาทมาแล้ว ในปัจจุบัน การบริหารเปลี่ยนมือผู้บริหารมาสู่ลูกชายอย่าง ธีรพงศ์ จันศิริ ซึ่งทั้งหมดคือพลังของตลาดทุนและการรู้จักต่อยอด 

02 บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) – JUBILE

ธุรกิจครอบครัว 4 รุ่น ประวัติศาสตร์ 93 ปี เริ่มจากร้านขายเพชรย่านสะพานเหล็ก สู่ตลาดหลักทรัพย์ วิโรจน์ พรประกฤต ทายาทรุ่น 3 ปรับธุรกิจสู่การก่อตั้งบริษัทใน พ.ศ. 2536 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ต่อมาจึงเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ระดมทุนได้ 98 ล้านบาทใน พ.ศ. 2552

จากรายได้ 550 ล้านบาท พุ่งทะยานสู่ 1,820 ล้านบาทใน พ.ศ. 2562 กำไรพุ่งสูงขึ้นทุกปีจาก 60 ล้านบาท สู่ 267 ล้านบาทใน พ.ศ. 2563 ขณะที่ Market Cap พุ่งจาก 476 ล้านบาท สู่ 5,097 ล้านบาทในปัจจุบัน

“บริษัทโตขึ้น 3 เท่า แต่มูลค่าโตขึ้น 10 เท่า ข้อดีคือส่งต่อให้ลูกหลานได้ เพราะเป็นธุรกิจครอบครัวที่เปลี่ยนสู่สถาบัน การมีผู้ถือหุ้น มีการตั้งคณะกรรมการจากครอบครัวและบุคคลภายนอกช่วยเรื่องระบบการกำกับ โดยครอบครัวยังมีบทบาทได้เหมือนเดิม

“การเข้าตลาด มีระบบที่ดีทำให้คนอยากเข้ามาทำงาน และที่น่าสนใจคือ นี่เป็นโอกาสของยูบิลลี่ในการสร้างการยอมรับในวงกว้าง คุณวิโรจน์ พรประกฤต ได้รางวัลผู้บริหารสูงสุดยอดเยี่ยมของบริษัทจดทะเบียนใน MAI นั่นคือความภูมิใจ และรุ่นที่ 4 อัญรัตน์ พรประกฤต ก็ได้รางวัลผู้บริหารสูงสุดรุ่นใหม่ด้วย”

03 บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) – ILINK

ธุรกิจครอบครัวจำหน่ายและนำเข้าอุปกรณ์ระบบข่ายสัญญาณคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดำเนินการโดยพ่อและลูก ก่อตั้งโดย สมบัติ อนันตรัมพร ใน พ.ศ. 2538 ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai พ.ศ. 2547 ได้เงินระดมทุน 85 ล้านบาท และย้ายไปตลาดหลักทรัพย์ SET ใน พ.ศ. 2558

“พอเข้ามาภาพลักษณ์ดีขึ้น ได้โปรเจกต์สำคัญคือวางระบบโครงข่ายสื่อสารในสนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากนั้นยังทำโครงการเคเบิลใต้น้ำหลายโครงการ รายได้เติบโตจาก 488 ล้านบาท ขึ้นไปถึงหลัก 6 พันล้านบาท Market Cap เติบโต 10 เท่า จาก 340 ล้านบาทสู่ 3,969 ล้านบาทในปัจจุบัน ที่น่าสนใจคือ พ.ศ. 2559 เขามี Spin-off เข้าตลาดอีกคือ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) – ITEL

“คุณสมบัติและคุณ ชลิดา อนันตรัมพร มีลูกคือ คุณลิลรฎา อนันตรัมพร คุณณัฐนัย อนันตรัมพร และ คุณวริษา อนันตรัมพร ลูกชายคือคุณณัฐนัยเข้ามาบริหาร ITEL และนำเข้าตลาดทุน ตอนรุ่นพ่อเข้าตลาดระดมทุนได้ 85 ล้านบาท รุ่นลูกเข้าตลาดได้ 1,040 ล้านบาท แสดงให้เห็นการเติบโต ตอนนี้ทั้งสองบริษัทได้ย้ายเข้า SET แล้วเรียบร้อย”

ประพันธ์เสริมต่อว่า การมีข้อมูลโปร่งใส ระบบบัญชีถูกต้อง ระบบควบคุมภายในที่ไม่รั่วไหล ระบบบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ คือการทำให้ผู้ถือหุ้นเชื่อมั่นและสะท้อนถึงความแข็งแรงของบริษัท อีกอย่างคือการมี Business Model ที่ดีเพื่อเติบโต

ทั้ง 3 เคสพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมถึง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เข้ามาใช้ตลาดทุนแล้วประสบความสำเร็จเช่นกัน เพียงแต่การจะไปถึงจุดหมายได้ พวกเขาต้องผ่านอุปสรรคหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมระบบ เตรียมคน และการทุ่มเทเวลา ส่วนสิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมอย่างจริงจังและขาดไม่ได้ คือ องค์ความรู้พื้นฐาน

LiVE Platform

ทางเลือกในการสร้างโอกาสให้ธุรกิจครอบครัวไปต่อ

ตลาดหลักทรัพย์ SET อายุ 47 ปี มีบริษัทขนาดใหญ่เข้าร่วมกว่า 600 บริษัท นับตั้งแต่เปิดทำการซื้อขายอย่างเป็นทางการครั้งแรกใน พ.ศ. 2518 ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ปัจจุบันอายุ 23 ปี มีบริษัทเข้าร่วม 197 บริษัท และมีบริษัทที่เติบโตย้ายไป SET อีก 51 บริษัท

To Make the Capital Market Work for Everyone คือวิสัยทัศน์ที่ตลาดหลักทรัพย์ต้องการทำให้ตลาดทุนเป็นประโยชน์ต่อทุกคนไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม 

เมื่อมีเป้าหมายเช่นนั้น ตลาดหลักทรัพย์จึงขยายบทบาทมาที่ SMEs (Small and Medium-sized Enterprises) และ Startups สร้างกระดานที่ 3 คือ LiVE Exchange (LiVEx) เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs และ Startups เข้ามาระดมทุนในเกณฑ์ที่ง่ายขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว พร้อมค่าใช้จ่ายที่ถูกลง ด้วยความเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งพวกเขาจะเข้าจดทะเบียนใน mai และ SET ต่อไป

แต่ในการช่วยวงกว้าง ตลาดหลักทรัพย์สร้างอีกอย่างคือ LiVE Platform (ลงทะเบียนเรียนฟรีได้ที่ www.live-platforms.com/) เพราะอยากให้ทุกคนมี Entrepreneurial Skills ซึ่งเป็น Life Skills ที่ควรมีไม่ต่างจากการว่ายน้ำ แบ่งได้เป็น 2 ระดับ คือ

‘Education Platform’ สำหรับผู้ประกอบการเริ่มต้นและคนทั่วไปที่สนใจ ปูพื้นฐานครอบคลุม 5 หมวด ได้แก่ ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนและนวัตกรรม การบริหารจัดการ การตลาด การบัญชี การเงินและการระดมทุน รวมกว่า 50 หลักสูตร ผ่านระบบ e-Learning โดยในปีหน้าจะมีหมวดธุรกิจครอบครัวเพิ่มเติม

‘Scaling Up Platform’ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการไปต่อเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน ในส่วนนี้จะมีหลักสูตรเชิงลึกครอบคลุมทั้งเรื่องบัญชี กฎหมาย การประเมินมูลค่าธุรกิจ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ รวมให้กว่า 49 หลักสูตร 

นอกจากนี้ยังมีอีกหลากหลายส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้เรื่องระบบงานในการบริหาร การพาธุรกิจรายใหญ่และรายเล็กมาเจอกัน การให้คำปรึกษา ตอบคำถามโดยผู้รู้ รวมไปถึงบริการเอกสารสัญญามาตรฐานฟรี ร่างโดยบริษัท Baker Mckenzie ที่ปรึกษากฎหมายข้ามชาติอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

ลงทะเบียนเพียง 3 นาที ก็มีองค์ความรู้มากมายให้คนไทยได้หยิบใช้ ทั้งยังเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่มีวันหมดอายุ คุณประพันธ์กล่าวว่า ธุรกิจครอบครัวกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค การเรียนออนไลน์จึงเป็นข้อดีที่ทำให้ผู้สนใจเข้าถึงแหล่งความรู้พื้นฐานเพื่อการเติบโตได้เป็นอย่างดี

“การเข้าตลาดทุนคือเครื่องมือและทางเลือก ไม่จำเป็นที่ทุกธุรกิจครอบครัวต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะเราไม่มีทางรับได้ทั้งหมด และไม่ทางที่นักลุงทุนจะซื้อทุกบริษัท แต่พวกเขาควรมีความรู้ว่าบริษัทที่เติบโต เขาทำอย่างไร จากนั้นจึงนำข้อดีมาปรับใช้ เราจะมีทางเลือกมากขึ้น ให้ลูกหลานสืบต่อหรือให้คนเก่งมาบริหาร โดยลูกหลานก็ถือหุ้น รับเงินปันผล

“ผมยังยืนยันว่าธุรกิจครอบครัวมีเสน่ห์ตรงที่มีความเชื่อใจและเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้อยู่ต่อไปอย่างมีความสุขและเติบโต 

“ผมคิดว่า 3 สิ่งนี้คือ การมีกติกาที่ชัดเจน มีความโปร่งใสในเรื่องเงินทอง และคัดสรรคนมีความสามารถเข้ามาร่วมงาน โดยเริ่มต้นจากการมีความรู้เป็นอันดับแรก”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load