พิพิธภัณฑ์สายตายาว (Far-sighted Museum) ภายใต้การสนับสนุนของมิวเซียมสยาม พาย้อนรำลึกถึงบรรยากาศชุมชนมุสลิมบางกอกน้อยผ่านเรื่องราวของ ‘แกงเผ็ด’ อาหารสามัญประจำครัว สื่อกลางการพูดคุยที่นำไปสู่เรื่องเล่าเบื้องหลังจานอาหารรสเด็ด กับบทสนทนาที่เริ่มต้นด้วยประโยคคำถามง่าย ๆ อย่าง

“หนูรู้มั้ยว่า แต่ก่อนพวกเราชาวมุสลิมบางกอกน้อยอยู่อาศัยและซื้อหาวัตถุดิบกันอย่างไร” 

แม้คำถามจะไม่หวือหวาหรือน่าตื่นใจ ทว่ากลับทำให้อยากเดินย้อนเวลาไปตามร่องรอยคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ในชุมชน เพื่อเรียนรู้ทุกแง่มุมของบางกอกน้อย แล้วเรื่องราวต่าง ๆ ก็ทยอยหลั่งไหลออกมาหลังประโยคคำถามจบลง  

ผู้ใหญ่ไขขาน..วันวานคลองบางกอกน้อย

“เดี๋ยวนี้นั่งมองแม่น้ำแล้วคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ”  นี่คือคำพูดแรกของ คุณลุงชาคริต กรีมี ชาวมุสลิมบางกอกน้อย อายุ 69 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี และรองประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย และเป็นผู้เก็บความทรงจำต่าง ๆ ในอดีตที่มีต่อถิ่นกำเนิด กล่าวขึ้นเมื่อได้ยินคำถามถึงบางกอกน้อยเมื่อวันวาน ก่อนเริ่มถ่ายทอดเรื่องราวชุมชนและความผูกพันที่มีต่อสายน้ำ 

ชาวมุสลิมบางกอกน้อยมีบรรพบุรุษเป็นชาวอาหรับเปอร์เซียที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา ครั้นเมื่อพม่ายกกองทัพเข้าโจมตี จึงอพยพโยกย้ายเพื่อหลบหนีการกวาดต้อนล่องเรือแพมาตามลำน้ำเจ้าพระยา จนลงหลักปักมั่นบริเวณริมแม่น้ำแถบตลาดแก้ว บางอ้อ บางลำพูล่าง บางกอกใหญ่ และบางกอกน้อย การมีวิถีชีวิตบนแพริมน้ำทำให้ได้รับการขนานนามว่า ‘แขกแพ’

บางกอกน้อยเป็นชุมชนชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ร่วมกันแบบพี่น้องไม่กี่สายตระกูล เช่น กรีมี ฮะกีมี ซอลิฮี มัสอูดี เป็นต้น ซึ่งต่างมีความเชี่ยวชาญด้านการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการทำที่นอนยัดนุ่นอันเลื่องชื่อ ดังนั้น เกือบตลอดริมฝั่งน้ำหน้าเรือนแพจึงมีที่นอนจำนวนมากออกวางขาย บางครอบครัวก็นำที่นอนขึ้นบกไปขายยังชุมชนอื่น ๆ เช่น พญาไท ราชเทวี พาหุรัด เป็นเหตุให้สายเครือญาติกระจายตัวออกไปมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังถือเป็นนักธุรกิจกลุ่มแรก ๆ ของเมืองไทยที่นำปืนเข้ามาขาย โดยมีแหล่งค้าหลักอยู่ในย่านวังบูรพา

ก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมาถึง ในทุกเช้านับตั้งแต่ตื่นนอน เมื่อย่างก้าวออกมาหน้าเรือนแพ ผู้คนในชุมชนจะพบกับสายน้ำ หากต้องออกไปทำธุระก็จะไปที่หัวสะพาน รอเรือแจวซึ่งมีให้บริการตลอดทั้งวัน หรือโดยสารเรือแท็กซี่ซึ่งเป็นเรือยนต์ขนาดใหญ่ จุผู้โดยสารได้ราว 20 คน มีบริการมากเฉพาะช่วงเช้า แล่นผ่านจากบางบัวทองไปส่งยังท่าพระจันทร์ ท่าช้าง สนามหลวง ไม่เพียงการเดินทางที่อิงอาศัยอยู่กับลำคลอง

การค้าขายก็เช่นเดียวกัน เพราะเป็นเส้นทางที่พ่อค้าแม่ขายพายเรือมาบริการสินค้าถึงหน้าเรือนแพ ลำคลองจึงเป็นเสมือนลมหายใจหลักของชาวมุสลิมบางกอกน้อย กระทั่งเมื่อสะพานพระปิ่นเกล้าเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2516 และถนนหนทางกลายเป็นเส้นทางหลักของการคมนาคม รวมถึงเขื่อนริมคลองบางกอกน้อยถูกสร้างขึ้น องค์ประกอบต่าง ๆ ทางกายภาพกลายเป็นตัวตัดสายใยความผูกพันระหว่างผู้คนและสายน้ำ เหมือนเช่นคำกล่าวทิ้งท้ายแทนความคิดถึงของผู้ใหญ่ เมื่อได้ย้อนวันเก่าถึงคลองบางกอกน้อย 

“คลองบางกอกน้อยก็เหมือนสนามเด็กเล่น”

“เป็นสถานที่ให้แหวกว่ายและใช้ชีวิตในวัยเด็ก พอเรือโยง เรือขนข้าวผ่านมาเป็นต้องว่ายน้ำเข้าไปใกล้ ๆ เกาะเล่นกันสนุกสนาน ตามริมตลิ่งมีผู้คนหย่อนเบ็ดตกปลา ตกกุ้ง เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้ครัวเรือน แต่วันนี้ไม่มีอีกแล้ว”

ประวัติศาสตร์รสอร่อยของ ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ตั้งแต่ที่มา วิธีทำ ฉบับมุสลิมบางกอกน้อย

หลากเส้นทางวัตถุดิบ..สู่ครัวมุสลิมบางกอกน้อย

แทบทุกครัวเรือนในชุมชนมุสลิมบางกอกน้อย ขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถันต่อการเลือกสรรวัตถุดิบมาปรุงอาหาร ความช่างเลือกนี้ทำให้รู้แหล่งที่มีของมากคุณภาพ ทั้งใกล้ไกลขอให้เป็นดินแดนที่เดินทางไปถึงเป็นต้องซื้อหามาติดครัว

เรือกสวนจากบางบัวทองและนนทบุรี คือแหล่งความอุดมสมบูรณ์ของสินค้าทางการเกษตร ทุกวันชาวสวนจะนำผักชนิดต่าง ๆ มาส่งยังตลาดศาลาน้ำร้อน ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือริมคลองบางกอกน้อย ในยามเช้าเหล่าแขกแพจะนั่งเรือข้ามฟากไปจับจ่ายซื้อหาจนเป็นปกติของวิถีชีวิต แต่หากเป็นทุกวันศุกร์ตั้งแต่เช้าจรดเย็น อันเป็นช่วงเวลาพิเศษ เมื่อคลองบางกอกน้อยคลาคล่ำไปด้วยคาราวานเรือพายของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่แจวผ่านเรือนแพแวะนำพืชผลตามฤดูกาล เช่น สับปะรด มัน ผักกาด หัวไชเท้า พริก กระเทียม ทุเรียนหลากพันธุ์ ทั้งกระดุม กบตาขำ ก้านยาว และอีกสารพัดพืชผักผลไม้มาเร่ขาย ก่อนออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา มุ่งหน้าสู่ตลาดนัดท้องสนามหลวง ท่าเตียน ปากคลองตลาด ในขณะที่บางส่วนเลาะเลยไปถึงคลองหลอดเพื่อขายต้นไม้

เหล่าแขกแพต่างออกมาโบกไม้โบกมือเรียกเรือเทียบท่าหน้าเรือน เลือกซื้อวัตถุดิบสดใหม่และหลากหลายตามที่ลิ้นอยากลองรส หากครอบครัวไหนต้องการสินค้าเพิ่มเติม ก็โดยสารเรือเพื่อไปยังท่าพระจันทร์ อันเป็นพื้นที่รอยต่อสู่ท้องสนามหลวง เหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเย็นวันอาทิตย์มาถึง เหล่าเรือพายจำนวนมากทยอยออกจากตลาดนัดมุ่งหน้ากลับบ้าน ก่อนคืนสู่คลองบางกอกน้อยด้วยวัตถุดิบมากล้นอีกครั้งในศุกร์ถัดไป

ห่างออกไปในพื้นที่ปทุมธานี ปากเกร็ด และท่าอิฐ ย่านสำคัญในฐานะศูนย์รวมโรงฆ่าสัตว์ นับเป็นแหล่งที่มาของเนื้อวัวชั้นดีคุณภาพเยี่ยมที่ชาวมุสลิมบางกอกน้อยนิยมบริโภค ความคุ้นเคยของผู้คนในชุมชนต่างรู้กันดีว่า แต่ละวันพ่อค้าจะนำเนื้อสดรวมถึงเครื่องในจากส่วนต่าง ๆ ของวัวบรรทุกลงเรือพายขนาดเล็ก มาบริการเดลิเวอรี่ส่งตรงวัตถุดิบพร้อมปรุงถึงหน้าเรือน ความสัมพันธ์ผ่านการค้าขาย กลายเป็นเจ้าประจำที่รู้ใจและวางใจอย่างเชื่อมั่นให้เป็นตัวแทนคัดเลือกเนื้อวัวรสเยี่ยม สำหรับเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารจานเด็ดของแต่ละครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีเรือโชห่วยหรือเรือขายของชำ นำอาหารกินเล่น เช่น ข้าวเหนียวปิ้ง กาแฟ ขนมไทยชนิดต่าง ๆ ไม่เว้นกระทั่งพืชผักแวะเวียนมาบริการอย่างไม่ขาดสาย

เส้นทางรถไฟสายใต้ ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางโดยสาร แต่ยังเป็นสายใยเชื่อมโยงผู้คนเข้าสู่อาหารในพื้นที่ต่างถิ่น เหมือนเช่นชาวมุสลิมบางกอกน้อยได้มีโอกาสลิ้มรสไก่บ้านแสนอร่อย วัตถุดิบเรียกน้ำย่อยในมื้ออาหาร จากกลุ่มพ่อค้าแห่งเมืองเพชรบุรี ราชบุรี 

เสียงหวูดยามเช้าเป็นเสมือนสัญญาณส่งข่าวการมาถึงของอาหารที่ถูกบรรทุกขึ้นรถไฟ เข้ามาขายในเมืองหลวง พร้อม ๆ กับการเตรียมตัวของหญิงชาวมุสลิมเพื่อออกไปจับจ่ายสินค้าที่ตลาดขนาดย่อม ณ สถานีรถไฟบางกอกน้อย มีวัตถุดิบชั้นเลิศและของจำเป็นอื่น ๆ ที่ซื้อหาได้ตลอดทั้งวัน จนกว่าเวลาเย็นจะมาถึงและเสียงหวูดดังขึ้นอีกครั้ง เพื่อบอกกล่าวว่าตลาดวายลงแล้ว แต่จะเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้งในวันพรุ่งนี้

ไกลออกไปคนละซีกโลกยังนครมักกะฮ์ ชาวมุสลิมบางกอกน้อยกำลังเตรียมตัวเดินทางกลับจากการประกอบพิธีฮัจญ์ ไม่ลืมซื้อหาข้าวของติดไม้ติดมือ พาล่องเรือข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาด้วย เครื่องเทศทั้งยี่หร่า ลูกเฮน (กระวานเทศ) หญ้าฝรั่น ที่มีกลิ่นหอมมากกว่าหาซื้อในเมืองไทย รวมถึงอัลมอนด์ (ลูกประดำ) ที่ทั้งหอมและมัน ส่วนที่ขาดไม่ได้คือ น้ำผึ้งทะเลทรายหรือน้ำผึ้งโพรง มีราคาสูงมาก ขายชั่งละกว่า 3,000 บาท และเนยท้องถิ่น 

วิธีการทำเนยคือเชือดแพะและนำมาถลกหนัง จากนั้นเย็บติดกันและรูดให้มีลักษณะคล้ายตัวแพะ แล้วนำนมแพะใส่เข้าไปภายในจนเต็ม เย็บปิดให้เรียบร้อย นำไปพาดไว้บนหลังอูฐ ระหว่างเดินทางกลางทะเลทราย นมในถุงหนังแพะจะกระฉอกและคลุกเคล้ากัน จนกลายเป็นเนยซิบดะฮ์ บะละดีย์ หรือ เนยบะละดีย์ มีลักษณะเหลว รสมันออกเค็มเล็กน้อย ชาวมุสลิมบางกอกน้อยนิยมนำเข้ามา โดยใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด เช่น ถัง ขวด หรือกล่องอลูมิเนียม มีความจุประมาณ 1 – 5 กิโลกรัม และมีเสน่ห์โดดเด่นที่กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ จึงถูกนำไปใช้ในการประกอบอาหารเกือบทุกประเภท เช่น ข้าวหมก แกงเนย ขนมปัง เป็นต้น     

ประวัติศาสตร์รสอร่อยของ ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ตั้งแต่ที่มา วิธีทำ ฉบับมุสลิมบางกอกน้อย

ผู้ใหญ่ไขขาน อาหารสามัญประจำบ้าน   

หญิงมุสลิมบางกอกน้อยมีชีวิตผูกพันใกล้ชิดกับงานบ้านงานครัว บทบาทในการดูแลปากท้องของทุกคนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตี 3 ครึ่งของทุกวัน เมื่อพวกเธอตื่นขึ้นมาตระเตรียมอาหาร รอจนสมาชิกพร้อมหน้าและผู้นำครอบครัวกลับจากมัสยิด มารับประทานอาหารร่วมกันในยามเช้า และนำใส่ปิ่นโตไปเป็นมื้อเที่ยงยังที่ทำงาน 

อาหารที่ต้องทำเป็นประจำคือ ขนมปัง ซึ่งนิยมบริโภคกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ทวด โดยมากมักกินคู่กับกาแฟหรือจิ้มกับแกงชนิดต่าง ๆ ทั้ง แกงเผ็ด แกงตุรกี แกงเนย แกงมัสมั่น แกงสับนก 

สำหรับแกงเผ็ดหรือแกงแดง นับว่าเป็นอาหารสามัญประจำบ้านจานหนึ่งของชุมชน จนมีชื่อเรียกที่แสดงถึงเอกลักษณ์ว่า ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ที่อย่างน้อย ๆ ในหนึ่งสัปดาห์ต้องได้รับประทานสัก 2 วัน รสชาติขนานแท้นั้นต้องทั้งมันและเผ็ด พร้อมกลิ่นของลูกผักชี ยี่หร่าโดดเด่นชูโรง

เครื่องเทศชูกลิ่นและรส ทั้งลูกผักชี ลูกพริกไทย ยี่หร่า ลูกเฮน ที่ต่างแสดงความจำเพาะในอาหาร คัดสรรจากวัตถุดิบชั้นดี ผ่านความพิถีพิถันในการเตรียมทุกขั้นตอน ตั้งแต่ล้างทำความสะอาด ใส่กระจาดทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ นำมาใส่ตับซีตากแดดให้แห้ง แล้วจึงใส่กระปุกเก็บไว้ เมื่อต้องการใช้จึงนำมากะปริมาณตามต้องการ คั่วจนเหลืองและโขลกให้ละเอียดก่อนเป็นส่วนประกอบในจานอาหาร ให้ทั้งความเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมอันแตกต่างจากแกงเผ็ดทั่วไป เนื้อสัตว์ที่ใส่ก็มีหลายหลาก ทั้งเนื้อวัว ไก่ เป็ด ปลาดุก ปลาไหล ลูกชิ้นปลา กระทั่งในบางครามีการนำนกกระยาง นกพิราบ หรือกระต่ายใส่เข้าไปด้วย หากเป็นปลาดุกจะใส่กระชายซอยลงไปเพื่อป้องกันกลิ่นคาว 

ย้อนกลับไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว ชุมชนมุสลิมบางกอกน้อยยังขาดครูสอนศาสนา ก็ได้ครูอาสาจากจังหวัดฉะเชิงเทรามาช่วยสอน ความผูกพันผ่านการถ่ายทอดความรู้คู่เคียงศรัทธานำมาซึ่งมิตรภาพ และการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างชุมชน ในยุคที่ความสะดวกยังจำกัด ทำให้ใช้เวลาร่วมวันจึงจะเดินทางถึงที่หมาย เพราะต้องพึ่งพาทั้งรถไฟจากหัวลำโพงไปลงยังตัวจังหวัด ก่อนต่อรถรางและพายเรือเข้าสู่คลอง 1 คลอง 2 คลอง 10 คลอง 19 และคลอง 20 

ในขณะที่บริเวณนั้นยังเป็นท้องทุ่ง และกฎการห้ามยิงนกยังไม่ถูกบัญญัติ ชาวมุสลิมบางกอกน้อยจึงแวะยิงนก ซึ่งถือเป็นเกมกีฬาอย่างหนึ่งของคนสมัยก่อนเพื่อพักผ่อนระหว่างเดินทาง โดยนำเนื้อนกกระยางเหล่านั้นนำมาปรุงเป็นแกงเผ็ดสูตรเฉพาะของชุมชนที่ให้รสชาติแสนอร่อย และยังช่วยกำจัดศัตรูพืชจึงเป็นที่ชื่นชอบของชาวนาในพื้นที่อย่างยิ่ง ดังคำพูดของคุณลุงชาคริตที่เล่าให้ฟังว่า 

“นกที่ยิงเป็นนกในธรรมชาติ มีรสชาติและกลิ่นที่หอมกว่านกที่ซื้อขายในตลาด จึงกลายเป็นอาหารพิเศษ ในอดีตนกที่นิยมกินเป็นนกกระยาง ชาวบางกอกน้อยสรรหาอาหารมารับประทาน นอกจากแกงเผ็ดนก ยังมีแกงเผ็ดกระต่าย การกินแกงเผ็ดสัตว์สองชนิดนี้จะกินได้ก็ต่อเมื่อเป็นโอกาสพิเศษเท่านั้น คือ เป็นโอกาสพิเศษของการเดินทางออกนอกชุมชน เมื่อออกไปนอกชุมชน ก็ล่าสัตว์มาทำอาหารได้ด้วยตนเอง”

แกงเผ็ดรสเด็ด..ปรุงรสความอร่อย

แกงเผ็ดบางกอกน้อยกลิ่นหอมกรุ่นโชยผ่านไอความร้อนเตะตรงเข้าจมูก ฝีมือการปรุงจากแม่ครัวที่คร่ำหวอดอยู่กับการทำอาหาร คุณป้าอรุณี อรุณโอษฐ์ หรือที่ลูกหลานในชุมชนเรียกกันว่า คุณป้าแคระ ผู้สูงอายุวัย 75 ปี แนะนำตัวเองอย่างให้ความเชื่อมั่นในความอร่อยของอาหารว่า “ไม่ว่าจะอยู่บ้านใคร ป้าเป็นต้องเข้าครัวเป็นแม่ครัวอยู่ทุกบ้าน ทำกับข้าวให้เขากิน นี่ก็ทำอาหารมาห้าสิบกว่าปีแล้ว” 

ชีวิตในครัวของคุณป้าเริ่มต้นขึ้นในวัย 16 ปี จากการเป็นผู้ช่วยตำน้ำพริกรวมถึงเตรียมเครื่องแกงต่าง ๆ แล้วค่อย ๆ อาศัยหลักสูตรครูพักลักจำ คอยสังเกตวิธีการปรุงอาหารแต่ละชนิด จากนั้นจึงทดลองทำด้วยตนเอง โดยมีคุณย่าคอยดูแลและบอกวิธีการตามขั้นตอนต่าง ๆ จนเกิดความชำนาญและได้รสชาติเหมือนต้นแบบ เช่นเดียวกับแกงเผ็ดชามนี้ ที่เป็นเสมือนอาหารนำทาง ให้ป้าแคระพาเราเข้าสู่ก้นครัวบางกอกน้อยอย่างเป็นรูปธรรม  

สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

ส่วนประกอบสำคัญในแกงเผ็ดบางกอกน้อย 

  • พริกแห้ง 
  • หอมแดง 
  • กระเทียม
  • ข่า 
  • ตะไคร้ 
  • พริกขี้หนู 
  • เกลือ 
  • เครื่องเทศ ประกอบด้วย ลูกผักชี ลูกพริกไทย และยี่หร่า  
  • กะทิ 
  • เนื้อวัว
  • มะเขือเปราะ
  • มะเขือพวง
  • โหระพา 
สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

การเตรียมเครื่องแกงเริ่มต้นจากนำลูกผักชี ลูกพริกไทย และยี่หร่า มาคั่วรวมกันแล้วตำพอหยาบ ๆ จากนั้นเติมเกลือลงไปเล็กน้อย ตำต่อจนละเอียดได้ที่ จึงค่อยใส่หอมแดง ข่า ตะไคร้ กระเทียม พริกแห้ง หยอดน้ำลงไปเล็กน้อยเพื่อให้ตำง่ายขึ้น เมื่อพริกแห้งละเอียดดีแล้ว ใส่พริกขี้หนูตามลงไปช่วยเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนมากยิ่งขึ้น 

เมื่อได้เครื่องแกงเรียบร้อยแล้ว ตั้งกระทะเทน้ำมันลงไป ใช้ไฟปานกลาง รอจนน้ำมันร้อน นำเครื่องแกงที่ได้ลงไปผัดให้เข้ากัน เติมน้ำปลาและน้ำมันอีกเล็กน้อย ผัดต่อจนกว่าเครื่องแกงจะแห้งและมีสีเหลืองจึงยกขึ้นและตักใส่ภาชนะ 

ประวัติศาสตร์รสอร่อยของ ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ตั้งแต่ที่มา วิธีทำ ฉบับมุสลิมบางกอกน้อย

นอกจากเครื่องแกงสูตรเฉพาะ ความอร่อยยังอยู่ที่วัตถุดิบสำคัญอีกชนิดหนึ่งนั่นคือ เนื้อวัว คุณป้าแคระเลือกใช้เนื้อส่วน Rump ที่มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของวัวทั้งตัว เป็นเนื้อแดงส่วนสะโพกที่อร่อยที่สุดเพราะไม่เหนียว หากเป็นเนื้อส่วนอื่น ๆ เช่น ส่วนคอจะเหนียวจนเกินไป ในขณะที่เนื้อบางส่วนอาจจะแข็ง มีลักษณะเป็นก้อน อีกทั้งเส้นจะหยาบอีกด้วย เทคนิคสำคัญคือการหั่นเนื้อต้องหั่นตามแนวขวาง เพราะช่วยให้เนื้อนั้นเปื่อยนุ่ม หากหั่นตามยาว เนื้อจะเหนียวเคี้ยวไม่อร่อยลิ้น 

สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

เมื่อเตรียมเครื่องแกงเผ็ดพร้อมเนื้อวัวหั่นขนาดพอดีคำเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาการปรุงรสความอร่อย เริ่มต้นจาก

1. นำกะทิใส่หม้อตั้งไฟไว้ 

2. นำเนื้อส่วนที่เตรียมไว้มารวนจนน้ำแห้ง ใส่ถาดรอไว้ 

ประวัติศาสตร์รสอร่อยของ ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ตั้งแต่ที่มา วิธีทำ ฉบับมุสลิมบางกอกน้อย

3. ช้อนเฉพาะส่วนหัวกะทิใส่กระทะ ตั้งไฟจนเดือด ใส่เครื่องแกงลงไปผัดจนเข้ากัน จากนั้นนำเนื้อที่รวนไว้ใส่ลงไปผัดจนเนื้อเข้ากันกับเครื่องแกง

4. ปรุงรสด้วยน้ำปลา ปริมาณตามชอบใจ

5. นำเนื้อที่ผัดพร้อมทั้งน้ำจากการรวนใส่ลงในหม้อกะทิที่ตั้งไว้ เมื่อเดือดได้ที่ใส่มะเขือเปราะ มะเขือพวง และใบโหระพา รอจนเดือด 

สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

6. ตักใส่จานพร้อมรับประทาน

‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ เข้มข้นด้วยกะทิและหอมกรุ่นเครื่องแกงสูตรเฉพาะ สร้างรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากแกงไทยดังที่ คุณลุงชาคริต กรีมี สันนิษฐานว่า “แกงเผ็ดบางกอกน้อย น่าจะพลิกแพลงมาจากแกงกะทิของไทย เพราะอาหรับไม่มีให้รับประทาน ความแตกต่างอยู่ที่เครื่องแกงของไทย จะนำมาละลายกับกะทิจึงให้น้ำแกงใส ส่วนแกงของคนบางกอกน้อยจะเคี่ยวกะทิจนแตกมัน และนำพริกแกงมาผัดให้มีกลิ่นหอมก่อนนำเนื้อมาผัด ตามด้วยเครื่องเทศ จึงมีความเข้มข้นมากกว่า เครื่องแกงที่ใช้รวมถึงเนย ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารของชาวมุสลิม เมื่อนำมาผสมผสานเข้ากันกับอาหารไทยพร้อมกับประยุกต์ให้ถูกปากคนในชุมชน จึงเกิดรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ขึ้นอย่างลงตัว”       

การได้กินอาหารพร้อมฟังเรื่องราวจากอดีต ที่ถูกเล่าผ่านประสบการณ์ของผู้อาวุโส จึงเปรียบเสมือนการค้นพบวัตถุดิบสำคัญของการปรุงรสประวัติศาสตร์ชุมชน ที่เชื่อมร้อยผู้คนซึ่งเยาว์วัยให้ได้ชิดใกล้กับวันเก่า ๆ  ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’  จึงไม่ได้ทิ้งเพียงร่องรอยความกลมกล่อมของรสชาติอาหาร แต่ยังสร้างรสชาติแห่งความทรงจำแสนอร่อย ในแบบฉบับของชุมชนมุสลิมริมคลองบางกอกน้อยขึ้นอีกด้วย

สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

Writer

โสภา ศรีสำราญ

ลูกหลานลาวครั่งที่พันพัวอยู่กับวงการอาหารและงานเขียนหลากแนว ชื่นชอบงานศิลปะ วัฒนธรรม รักการท่องเที่ยวและการตีสนิทกับผู้คนในทุกที่ที่ไปเยือน

Photographer

วรัญญู ช่างประดิษฐ์

ชาวหาดเญี่ยน เลิฟ JOJO's โดโจซิตี้ วิปัสนา พหุวัฒนธรรม กรรมกรศิลปะ สารพัดคาราโอเกะ พร้อมส่วนผสมโดยไม่ได้ตั้งใจ ‘สารเคมีX’ จึงได้เกิดเป็น ‘ลอกลายส์เเลนด์’!

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

25 พฤศจิกายน 2565

ใครจะเดือดร้อนก่อน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองจนเสียสมดุล ตัวเราหรือปลาในแม่น้ำ

ใครจะเดือดร้อนก่อน จากปัญหา PM 2.5 เราหรือนกที่พึ่งพาอากาศในการโบยบิน

ใครจะเดือดร้อนก่อน กับปัญหาขยะล้นโลกที่มนุษย์ทิ้งไว้ เราหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ 

การตั้งคำถามด้านบนเกิดขึ้นระหว่างที่เราสนทนากับ เต๋า-นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอชวนขบคิดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเลนส์ความเห็นอกเห็นใจที่มนุษย์เราควรมองใหม่ให้ใกล้ตัว และตระหนักถึงบ่อเกิดความเสี่ยงเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลห่างออกไปหลายพันไมล์

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

Care the Bear หรือ ‘Care the Bear : Change the Climate Change’ โครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงเกิดขึ้นในปี 2018 ด้วยความตั้งใจลดสภาวะโลกร้อนโดยการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ 

บางคนอาจจะสงสัยว่า SET องค์กรด้านการระดมทุนและการลงทุน ฟังดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมสักเท่าไหร่ ทำไมถึงหันมองตัวเองใหม่ในฐานะสมาชิกในสังคม ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ทุกคนต่างเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และหลายคนก็อาจเผลอเป็นบ่อเกิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมบางอย่างของตัวเอง ซึ่งคำตอบก็อยู่ในคำถาม เพราะ SET มองว่าในภาคธุรกิจเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ขึ้นมาในแง่ของการตลาด แน่นอน จัดแต่ละทีก็สร้างขยะบานปลาย เปลืองพลังงานสุดขีด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากในแต่ละครั้ง

ตลอด 4 ปี ‘Future is Now’ คือแกนหลักที่ Care the Bear ยึดมั่น เพราะการจะเปลี่ยนอนาคตอันไกล เริ่มจากปัจจุบันอันใกล้ก่อนเสมอ พวกเขาออกแบบหลักปฏิบัติ 6 Cares ง่าย ๆ สำหรับงานอีเวนต์ ให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจง่าย เรียนรู้ง่าย เอาไปใช้ได้ง่าย ๆ และวัดผลได้จริง โดยปัจจุบัน Care the Bear ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้ว 17,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดให้ง่ายกว่านั้นคือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 1.8 ล้านต้น

และกรณีการจัดการประชุม APEC 2022 ในไทยที่เพิ่งผ่านมา งานระหว่างประเทศสเกลใหญ่ขนาดนี้ Care the Bear ก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ โดยทำให้พื้นที่ศูนย์ข่าว ชั้น LG เป็น “ศูนย์ข่าวสีเขียว” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่น้อย

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

องค์กรการเงินที่สร้างหมีมาลด Carbon Footprint

‘หมี’ เป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากถิ่นที่อยู่อาศัยที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเพราะ Climate Change กลายเป็นแรงบันดาลใจมาสคอตหมีสีขาว สัญลักษณ์ของ Care the Bear ที่ SET ออกแบบขึ้นมาให้มองแวบเดียวก็รู้สึกเป็นมิตร ขณะที่การเรียกร้องเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้นทั้งไทยและต่างประเทศ เราเห็นว่าสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน พื้นที่ที่เคยหนาวมาก ๆ ก็เริ่มร้อน พื้นที่ที่ร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งแล้ง พ่วงด้วยปัญหาขยะล้นโลก มาสคอตหมีที่ทำจากขวดพลาสติก 1,071 ขวด ตั้งอยู่ภายในบริเวณบูท SET งาน APEC สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้

ความตื่นตัวเรื่องรักษ์โลก เป็นส่วนหนึ่งที่ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญ สำหรับ SET แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่พวกเขาทำมาโดยตลอด ผ่านการเป็นคลังความรู้ทางการเงิน และมีมูลนิธิที่สนับสนุนสังคมในเชิงเงินทุน สิ่งที่ SET เห็นคือกิจกรรมหรือการบริจาค มักมีประเด็นสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ในทุกสถานที่ที่ไป ไม่ว่ากิจกรรมปลูกต้นไม้ กิจกรรมเก็บขยะ ซึ่งคนไทยได้ยินหรือได้ทำจนชิน แต่พอหันกลับมาดูการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ กลายเป็นว่ายังบางตา 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

5 – 6 ปีให้หลัง SET จึงตั้งคำถามกันเองในองค์กรว่า พวกเขาจะค้าขายเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ และบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่มีคำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ ห้อยท้าย สามารถเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนจากฝุ่น PM 2.5 ไม่เคยรู้สึกว่าขยะเริ่มทำให้ปวดหัว แทบไม่มีใครสังเกต Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งเขาหัวโล้นเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ ขับรถผ่านไปก็แค่มองว่าสวยดี แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ มีความโหดร้ายหรือความไม่สมดุลเกิดขึ้นกับธรรมชาติ” คุณเต๋าผู้ดูแลโครงการ Care the Bear แบเรื่องราวให้ฟัง ด้วยวิสัยทัศน์ของ SET ทำให้เราพยายามมองเรื่องรอบตัวให้ใกล้ตัวมากขึ้น และคิดลึกไปถึงผลกระทบว่านอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งที่จะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า มักเป็นสัตว์ทั้งหลายและธรรมชาติเสมอ

แต่องค์กรที่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้เก๋าเกม ถ้าจะมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยขาดความรู้ก็คงจะไปไม่ถึงฝัน สิ่งที่คุณเต๋าและทีมงานทำคือ เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่ต้องเรียนทำด้วย

“ตอนนั้นเราไปลงคลาสเรียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เขาก็มีการจัดอบรม เวิร์กชอป และลงมือปฏิบัติจริง สอนเราคำนวณค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพอจะเข้าใจว่าค่าเหล่านี้กระทบกับโลกอย่างไรบ้าง แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เรียนแบบลึกมาพอที่จะพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างใด เราเพียงเรียนเพื่อให้รู้ประเด็น เห็นประโยชน์ และกลับมาออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทีมเราตั้งใจกันไว้ว่า กลยุทธ์ที่จะดึงออกมา ต้องทำให้คนรู้สึกว่าใกล้ตัวและง่ายที่สุด

“เหมือนเรือใหญ่เวลาจะเลี้ยว มันเลี้ยวได้ไม่เร็วหรอก จึงต้องหาเครื่องมือที่มีความหลากหลายมาช่วย ต้องตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว รวมถึงระยะที่คุณต้องเปลี่ยนเลยวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จึงเกิด Care the Bear ขึ้นเมื่อปี 2018 เพื่อค้นหาคำตอบว่าสิ่งที่เริ่มได้เลยทันทีคืออะไร ซึ่งเราอยากเริ่มจากการลด Carbon Footprint ในสายงานเราเอง นั่นคือภาคธุรกิจ”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

6 Cares ที่ช่วยลดการทำลายโลกจากงานอีเวนต์

ช่องว่างใหญ่ที่ภาคธุรกิจหลายคนมองข้ามไป คือเวลาจัดงานอีเวนต์หรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางการตลาด หลายเจ้ามักโฟกัสแค่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารและผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น จนลืมไปว่า ‘ขยะ’ จากงานนั้นสร้างความเดือดร้อนมากขนาดไหน ซึ่งอีเวนต์ Carbon Footprint เป็นประเด็นที่ทำน้อยกันมาก ๆ คุณเต๋าและทีม SET เล็งเห็นช่องว่างนี้ และพบว่ามีแนวทาง 6 เรื่อง ซึ่งในตอนนั้น SET ได้ทำงานร่วมกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีมาตรฐานไว้อยู่แล้ว โดยนำมาปรับใช้ให้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมของภาคธุรกิจ ไม่ว่าการทำกิจกรรม สร้างบูท จัดนิทรรศการ มีตติ้ง เอาต์ติ้งของบริษัท หรือตลาดนัดแบบไม่เบียดเบียนโลกและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่ง SET จะเข้าไปพูดคุย เวิร์กชอป และช่วยกันระดมความคิดร่วมกับสมาชิกในโครงการด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares

แคร์ที่หนึ่ง เดินทางโดยรถสาธารณะ 

“ลองคิดสิว่า คนจะมาร่วมกิจกรรมกับเราเขาจะมาด้วยวิธีการอะไรที่จะลดโลกร้อนได้ ขับรถมาด้วยกันได้ไหม มารถสาธารณะเองได้ไหม หรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพอภาคธุรกิจจัดเกิดกิจกรรมขึ้น ต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากพวกเราเอง คนที่มาร่วมเขามาเพราะเรา เราเลยต้องโน้มน้าวให้เขาเดินทางมาหาเราโดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด” 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สอง ลดการใช้กระดาษและพลาสติก

“เวลาจัดกิจกรรม เรามีขวดน้ำ มีของแจก มีกระดาษเอกสาร เช่น แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ใบปลิว เราเป็นตัวการในการสร้างขยะ ซึ่งถ้าคิดมุมกลับ งั้นเราเปลี่ยนเป็น QR Code ได้ไหม ให้ข้อมูลเขาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ไหม แม้กระทั่งขวดน้ำพลาสติก ถ้าเราแจกเป็นขวดน้ำใช้ซ้ำให้เขาเติมน้ำได้หรือเปล่า ทำให้คนที่มางานเรามีส่วนร่วมกับเราไปด้วย

“เหลือส่วนที่ยังลดไม่ได้ จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เหมือนในงาน APEC ที่มี โออาร์ มาเป็นพันธมิตรนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลและอัพไซคลิ่ง”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สาม งดการใช้โฟม 

“การเลิกใช้โฟมไปเลย เรามองว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่คุณต้องหาวัสดุทางเลือกมาให้ผู้บริโภคได้ เช่น อาหารอย่าใส่กล่องโฟม การตกแต่งงานอย่าให้มีโฟม ของแจก ป้าย เป็นอย่างอื่นได้ไหมที่เก๋กว่าโฟม จริง ๆ มีวัสดุทดแทนมากมายที่นำมาใช้ได้ ซึ่งเราก็ช่วยสมาชิกโครงการวางแผนตรงนี้ให้มากขึ้น”

แคร์ที่สี่ ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

“ไฟที่ส่องสว่างอาจจะหันมาพึ่งหลอดประหยัดพลังงาน หรือถ้ามีส่วนที่เป็นเอาต์ดอร์ เราก็จะช่วยออกแบบให้คุณไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ หรือหาทางชดเชยพลังงาน เช่น APEC ที่เป็นการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ มีทั้งแอร์ ไฟฟ้า เราเลี่ยงได้ยากมาก เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่มบริษัทบางจากประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมจัดหาคาร์บอนเครดิตผ่าน Carbon Markets Club มาชดเชย”

แคร์ที่ห้า เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 

“เราจะตกแต่งพื้นที่ไม่ให้กวนสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นขยะ และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างไรได้บ้าง การก่อสร้างพื้นที่ต้องใช้วัสดุทางเลือกอย่างไร เช่น ไม่ใช้ไม้อัดบาง ๆ ที่สุดท้ายมันไม่คงทน และต้องเอาไปทิ้งอย่างเดียวภายหลัง ซึ่งการให้ความรู้เหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือคนที่คิดจะทำเรื่องนี้ งาน APEC เอง เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCG ที่ช่วยดูการใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งงานและจุดแยกขยะ โดยปลายทางจะนำขยะตรงนั้นไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

แคร์ที่หก ลดขยะจากอาหาร

“เราพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เกิดอาหารเหลือทิ้ง เชิญชวนให้เกิดการตักแต่พอดี ไม่ว่าจะคิดถึงปริมาณอาหารที่ให้กับลูกค้าว่ามากไปหรือน้อยไป หากเป็นบุฟเฟต์ ป้ายประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่บอกให้เขารู้ว่าขยะเหลือทิ้งสร้างผลกระทบอย่างไรก็อาจช่วยได้บ้าง หรืออย่างงาน APEC เราก็ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นำขยะเศษอาหารไปอัดเม็ดเป็นอาหารสัตว์ต่อไป”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่ SET ใช้มาตลอด และนำไปสู่การสร้างเว็บเบสที่ให้สมาชิกของ Care the Bear เข้าไปกรอกรายละเอียดข้อมูลการจัดกิจกรรมซึ่งคำนวณรวมออกมาได้ว่า 6 เรื่องที่คุณพยายามร่วมกันในการลดโลกร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้มากแค่ไหนหลังสิ้นสุดงาน เพื่อให้เห็นว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างและรบกวนโลกประมาณไหน จนเกิดแรงกระเพื่อมในการปรับตัวสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป เช่นเดียวกับงาน APEC ที่ Care the Bear สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของ SET

สร้าง Empathy ลงในใจคน ด้วยตัวเลขที่วัดผลได้ 

 “We are on a highway to climate hell”

คุณเต๋ายกคำพูดของ อันโตนิโอ กูเทอเรซ (Antonio Guterres) เลขาธิการใหญ่ UN ที่บอกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมตอนนี้ สั้นแต่เห็นภาพว่า Climate Change เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่ควรละเลยมันอีกต่อไป แต่พฤติกรรมของมนุษย์ที่จะหันมาใจดีกับโลกมากขึ้น ต้องมาจากความคิดที่เปลี่ยนไปก่อน 

Care the Bear นับเป็นจุดสตาร์ทด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่เรากล่าวไปด้านบน ให้คนรู้สึกว่าเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และส่งต่อไปยังพฤติกรรมของพนักงานในองค์กร ผู้บริหาร เพื่อน ครอบครัว คนรอบตัว เพิ่มจำนวนคนที่เข้าร่วมขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่า Care the Bear วัดผลได้ ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้มีสมาชิกไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียน แต่รวมถึงบริษัทจำกัด มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยมากมาย

“เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่อง เราจึงต้องมีทั้งกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมหรือทีมงานจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโครงการไปด้วยกัน เพราะสำคัญมาก เวลาที่เราจะไปให้ความรู้ใคร เราต้องรู้จักเรื่องนี้อย่างดีก่อนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากโลกแปรปรวนมีอะไรบ้าง ซึ่งหลักสำคัญคือเราคิดว่าทุกคนควรมีความเห็นอกเห็นใจต่อธรรมชาติ

“คุณรู้หรือเปล่าว่าน้ำยาเคมีที่อยู่ในไส้ปากกาจำเป็นต้องเอาไปเผา มีส่วนที่ทำให้คุณมีการปนเปื้อนอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกันมาก ๆ และไม่มีวันเข้าใจ จนถึงวันหนึ่งที่คุณต้องหันมาตระหนัก วันที่เราอยู่บนทางแยกที่วิกฤต”

สิ่งหนึ่งที่ SET เรียนรู้คือหลายคนที่เพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาต่างมองไม่ออกว่าตัวเองจะมีบทบาทอะไรในการช่วยโลกได้ พอพูดว่าวันนี้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปจำนวนหนึ่ง คนก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเยอะหรือน้อย หรือจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ๆ Care the Bear เลยคำนึงถึงสิ่งนี้ ออกแบบ Climate Care Calculator เพื่อใช้คำนวนปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเปรียบเทียบกับจำนวนการปลูกต้นไม้ จุดประสงค์เพื่อให้คนเห็นภาพว่า การเพิ่มขึ้นของต้นไม้จะช่วยให้เราลดโลกร้อนได้จริง

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

“ณ วันที่เราเปรียบเทียบอะไรง่าย ๆ แบบนี้ โดยไม่ต้องเน้นความเป็นนักวิชาการนำหน้าเสมอ พูดออกมาง่าย ๆ เลยว่า ถ้าคุณมีต้นไม้ใหญ่อยู่ 1,800,000 ต้น คุณจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้เท่าไหร่ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ มันอาจจะเข้าใจได้หรือดูจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าการพูดถึงคำว่า ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคนอาจจะงงว่าคืออะไร หรือการที่คนเก็บขยะไปรีไซเคิลแต่ไม่รู้ว่ามันช่วยลดโลกร้อนไปเท่าไหร่แล้ว

“ถ้าเรามีส่วนในการส่งเสียงในเรื่องที่ไม่เป็นรูปธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คนจะรู้สึกว่าฉันอยากจะทำ เขาได้รู้ว่าวันหนึ่งคนไทยทิ้งขยะ 10 ชิ้น กรุงเทพฯ มีคน 8 ล้านคน สร้างขยะวันละ 80 ล้านชิ้น ภาพที่เห็นชัดแบบนี้อาจทำให้คนมองมันเป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับตัวเอง”

สำหรับการประชุม APEC เมื่อวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน ที่เพิ่งจบไป บทบาทของ Care the Bear คือการสนับสนุนการจัดการพื้นที่ในศูนย์ข่าวสีเขียว 22,000 ตารางเมตร เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทรัพยากรในการจัดกิจกรรม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งคุณเต๋าเล่าว่านี่ถือเป็นอีกก้าวของ SET ที่ได้เข้าไปหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดรับแนวคิด Carbon Footprint อีเวนต์ให้ผนวกร่วมกับงานใหญ่ครั้งนี้ และเรายังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรตลาดทุน ทั้งกลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก้าวเล็ก ๆ ของ Care the Bear หากหลายภาคส่วนร่วมกันนำไปปรับใช้ จะสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดที่ Care the Bear และทีมผู้บริหาร SET ในปัจจุบัน อยากฝากทิ้งท้าย คือ ‘ความหวัง’ มันอาจไม่ดีกับทุกคนหากคิดไปว่าเราต่างหมดโอกาสที่จะเห็นโลกน่าอยู่ขึ้น หมดความหวังถึงความเป็นไปได้ในการเห็นโลกสมดุล การได้เห็นว่ายังมีคนรอบข้างลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยก็อาจเป็นแรงบันดาลใจ หรือเพิ่มเชื้อเพลิงความตั้งใจของใครสักคนให้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ หรือพยายามช่วยกันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมือนที่ Care the Bear ทำมาโดยตลอด 4 ปี

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load