ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า ‘ประติมากรรม’ แปลว่า ศิลปะสาขาหนึ่ง ในจำพวกวิจิตรศิลป์เกี่ยวกับการแกะสลักไม้ หินอ่อน โลหะ เป็นต้น ให้เป็นรูปหรือลวดลายต่างๆ

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

อย่างไรก็ตาม ในวันที่เราได้มายืนอยู่หน้าคอลเลกชันประติมากรรมสุดพิเศษกว่า 200 ชิ้น ณ ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ ต้องยอมรับว่า นิยามย่นย่อนี้ไม่อาจครอบคลุมสิ่งที่ได้เราได้เห็นและได้รู้สึกเท่าไรนัก ทีม Museum Minds เลยขอเคาะประตู เข้าไปถามไถ่ถึงความหมายของ ‘ประติมากรรม’ ในหัวใจของ เสริมคุณ คุณาวงศ์ นักธุรกิจและนักสะสม ผู้ผนวกศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทย เข้ากับชีวิตประจำวันของพนักงานบริษัทกว่า 100 ชีวิต จนพื้นที่ 4 ไร่ ในซอยนวลจันทร์ 56 แห่งนี้ ให้กลายมาเป็นแหล่งเรียนรู้ระดับชาติในปัจจุบัน

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

ห้องทำงานของคุณเสริมคุณเป็นห้องที่โปร่งโล่ง มีกระจกบานใหญ่เผยให้เห็นวิวด้านนอกอาคารที่มีประติมากรรมตั้งแทรกอยู่ทั่ว และในห้องทำงานเองก็มีงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ติดตั้งเต็มพื้นที่ไปหมด แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นของสะสมที่แสดงถึงความรักในศิลปะของเจ้าของห้องได้อย่างดี

“ถ่ายมือผมกับอันนี้ได้เลย” คุณเสริมชี้บอกขณะที่นั่งลงบนเบาะสีแดงเลือดนกบนเก้าอี้ไม้แกะสลักลวดลายมังกร “สิ่งที่ผมอยู่คือสิ่งที่ผมชอบ ถ้าดูจะเห็นว่ามีหลายประเภท อย่างเก้าอี้ตัวนี้ เป็นเฟอร์นิเจอร์ของฝรั่งเศส ในยุคที่นิยมวัฒนธรรมจากจีนและญี่ปุ่น ในช่วงยุค 1850 ขึ้นมาถึงยุค 1900” เขาเริ่มเล่า

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

“ผมสนใจเรื่องการข้ามวัฒนธรรมนะ การแลกเปลี่ยน (Exchange) เนี่ย ผมว่ามันเป็นธรรมชาติของอารยธรรมมาโดยตลอด

“เหมือนกับที่ยกตัวอย่างเก้าอี้ตัวนี้ เป็นอิทธิพลที่จีนมีต่อรสนิยมชาติตะวันตก เป็นยุคเดียวกันกับที่แวน โก๊ะ หันมาใช้สีจากภาพพิมพ์ญี่ปุ่น” คุณเสริมคุณชวนเราคิดถึงตัวอย่างการแลกเปลี่ยนอื่นๆ ต่อ ตั้งแต่วิหารของอียิปต์กับกรีกที่มีความคล้ายกัน ทั้งที่อยู่กันคนละทวีป หรือแม้กระทั่งรูปปั้นกรีกกับพระพุทธรูปปางคันธาระที่มีอิทธิพลต่อบ้านเราในภายหลัง 

“การแลกเปลี่ยนเหล่านี้มักจะมาจากสามทาง

“ทางที่หนึ่ง คือสงครามหรือการยึดครอง นำไปสู่การแปลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ยึดครองจะเป็นผู้ที่ไปครอบงำเสมอไป บางกรณี อย่างแมนจูที่ไปครอบครองแผ่นดินจีนใหญ่ที่ชนชาติเป็นฮั่น เขากลับถูกกลืนเข้าไปในวัฒนธรรมท้องถิ่นมากกว่า ถึงเขาจะมีม้าที่เร็วกว่า ดาบที่คมกว่า ปืนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะชนะในเชิงอารยธรรมเสมอไป

“ทางที่สอง คือการเผยแผ่ศาสนา ซึ่งบางครั้งก็มีผลพวงมากับสงคราม เราจะเห็นอิทธิพลของศาสนาคริสต์ในสถาปัตยกรรม รวมไปถึงอาหารการกินในฟิลิปปินส์หรือมาเก๊า

“ทางที่สาม คือเรื่องการค้า ตัวอย่างเช่นลวดลายตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อศิลปะในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น บานประตูวัดไทยหลายแห่งที่มีเสี้ยวกลางเป็นเทวดาหรือทวารบาลแบบจีน หรืออย่างในห้องจัดแสดงของเรา มีพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ที่มีลายเถาองุ่นอยู่ด้านล่างของฐาน เป็นต้น ในกรณีเหล่านี้ เขาไม่เคยมายึดครองเรา แต่เขาเป็นประเทศใหญ่ที่เราสวามิภักดิ์ต่อเขา มีการแลกเปลี่ยนกันทางการค้า อันนี้ถือเป็นวิถีการแปลกเปลี่ยนที่สำคัญของสยามในเวลานั้น ด้วยความที่เราเป็นเมืองท่าสำคัญของเส้นทางเดินเรือ เราจึงมีร่องรอยของจีน โปรตุเกส อินเดีย เปอร์เซีย ฯลฯ ตกหล่นผสมอยู่”

 บทสนทนานี้เชื่อมโยงกับนิทรรศการในห้องแรกของศูนย์ฯ จัดแสดงพระพุทธรูปจากยุคต่างๆ ตั้งแต่สมัยทวารวดี (ราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 17) มาถึงสมัยรัชกาลที่ 9 โดยพระพุทธรูปที่ถูกคัดสรรมาจัดวางในห้องนี้นั้น นอกจากเป็นหลักฐานของวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ประติมากรรมในประเทศไทยตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว ยังมีลักษณะโดดเด่นจำเพาะของยุคนั้นๆ เช่น ‘พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย’ ที่อยู่กลางห้องนั้น 

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

มีพระพักตร์รูปไข่ ขมวดพระเกศาเล็ก พระนาสิกโด่งและงุ้ม ส้นขอบพระโอษฐ์โค้งคล้ายคลื่น พระหัตถ์เรียวยาว ปลายนิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 ยาวไม่เสมอกัน ตรงกับแบบนิยมของพระพุทธรูปสุโขทัยหมวดใหญ่ทุกประการ หรืออย่างชิ้นที่คุณเสริมคุณพูดถึง คือ ‘พระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยทรงเครื่องต้น ศิลปะรัตนโกสินทร์’ นั่งเหนือฐานยกสูง ทรงเครื่องต้นอย่างพระมหาจักรพรรดิ เป็นรูปแบบที่พบแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย และได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา 

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์
ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

ที่พิเศษคือมีการแสดงออกถึงอิทธิพลศิลปะต่างชาติ ด้วยลวดลายประดับฐานเป็นเถาองุ่น ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีบางชิ้นที่ดูเผินๆ อาจไม่เห็นเป็นพระพุทธรูป อย่าง ‘ประทับนั่งปางโปรดพกาพรหม ศิลปะรัตนโกสินทร์’ เป็นรูปพกาพรหม (บ้างเทียบเป็นพระอิศวร) ที่ประทับบนหลังพระโค แต่ถ้ามองดีๆ ตรงเศียรจะเห็นพระพุทธเจ้าขนาดเล็กนั่งอยู่ สื่อให้เห็นถึงการที่ศาสนาพุทธอยู่เหนือศาสนาพราหมณ์ เป็นต้น

เมื่อออกจากห้องแรกที่เป็นเสมือนบทนำ เราได้เข้าไปในโถงใหญ่สุดอลังการ จัดเรียงประติมากรรมนับร้อยชิ้นไว้ตามหมวดหมู่ เดินตามทางเดินไปทีละโซนได้ง่ายๆ เริ่มด้วยโซนของรูปปั้นภาพเหมือนของพระมหากษัตริย์และขุนนางชั้นสูง

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

 “ผมสนใจการต่อจิกซอว์ประวัติศาสตร์ศิลปะประติมากรรมของไทย จากพระพุทธรูป ซึ่งเป็นประติมากรรมที่ได้รับการเก็บรักษามายาวนานที่สุด แต่ที่จริงมันมีประติมากรรมประกอบสถาปัตยกรรม อย่างคันทวยหรือถ้วยชาม ของใช้ แต่แน่นอนว่า พอเป็นพระพุทธรูปมันมีศาสนาค้ำจุนอยู่ ทำให้สืบทอดมายาวนานกว่า จากนั้นเชื่อมไปสู่การเข้ามาของเทคนิคศิลปะแบบตะวันตก ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึง 7” 

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

ในส่วนนี้มีการจัดแสดงรูปหล่อสำริดพระพักตร์ของรัชกาลที่ 5 โดย เซซาเร ฟันตาคิโอติ (Cesare Fantacchiotti) รวมถึงรัชกาลที่ 6 และ 7 และรูปเหมือนกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดย คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) หรือ อาจารย์ ศิลป์ พีระศรี ไปจนถึงรูปเหมือนของอาจารย์ศิลป์ โดยลูกศิษย์ของท่าน คือ สนั่น ศิลากรณ์ คู่กับการฉายวิดีทัศน์บันทึกภาพการสอนของอาจารย์ศิลป์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร สื่อถึงการส่งต่อฝีมือช่างแบบตะวันตกให้กับศิลปินไทยในเวลาต่อมา

นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางทักษะแล้ว งานของอาจารย์ศิลป์ยังแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญยิ่ง โดยเฉพาะงานอนุสาวรีย์ของท่านที่ถูกว่าจ้างในสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475) มีการปรับเปลี่ยนกอปรสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘ชาติไทย’ ขึ้นใหม่

“Nationalism หรือการสร้างชาตินิยม เป็นศาสตร์ทางรัฐศาสตร์ที่ใช้กันมากในยุคนั้น คือช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง กระแสสร้างชาตินิยมมันเติบโตขึ้นในเยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส การสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ เกี่ยวโยงกับการสร้างอัตลักษณ์ การออกแบบวีรบุรุษ วีรสตรี ซึ่งต้องยอมรับว่าศิลปะก็คือเครื่องมือหนึ่งในการสร้างสิ่งเหล่านั้นมาตลอด

“ฟังดูต่ำต้อยมาก แต่มันก็จริง“ คุณเสริมคุณหัวเราะแล้วพูดต่อไปถึงอีกชิ้นที่จัดแสดงอยู่ใกล้ๆ กัน คือแบบพระเศียรขนาด 1 : 1 ของอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินที่ตั้งอยู่ที่วงเวียนใหญ่ ปั้นโดยอาจารย์ศิลป์ พีระศรี 

“รัชกาลที่ 1 ทรงปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์หลังพระเจ้าตากสิน ดังนั้น มันมีนัยที่น่าสนใจมาก อีกอนุสาวรีย์ที่สร้างโดยคณะราษฎรคือท้าวสุรนารี ซึ่งเป็นอนุสารีย์สามัญชนคนแรกของไทยด้วย”

เมื่อพูดถึงประติมากรรมชิ้นเอกที่สะท้อนเรื่องการเปลี่ยนผ่านของสังคมในคอลเลกชันนี้ คงต้องพูดถึง ‘ครุฑ’ งานขนาดมหึมาที่ถอดแบบมาจากครุฑบนตึกของอาคารไปรษณีย์ไทยที่บางรัก

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

“ชิ้นนี้มีความย้อนแย้งที่น่าสนใจทีเดียว ครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์ เป็นตราที่หมายถึงพระราชอำนาจ (คติเทวราชาสมัยโบราณเชื่อว่า ‘กษัตริย์’ คือ ‘พระนารายณ์’ อวตาร เป็นที่มาของชื่อราชวงศ์จักรี เนื่องจาก จักร เป็นอาวุธของพระนารายณ์) ทำไมคณะราษฎรที่เหมือนไม่เห็นด้วยกับสิ่งนี้ เลือกเอาครุฑไปใส่ที่ตึกไปรษณีย์” คุณเสริมคุณชวนเราคิด 

“แต่เขาตีความใหม่ เป็นเรื่องของการสื่อสาร ครุฑตนนี้ถ้าสังเกตดีๆ จะเกาะอยู่บนปากแตรงอน สไตล์ที่ใช้ ผมตีความว่าเป็นศิลปะช่วง Neo-fascism เป็นเส้นแข็งแรง ทำให้นึกถึงรูปปั้นร่วมสมัยเดียวกันจากโซเวียต มันเสร็จช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง ซึ่งชิ้นนี้อาจารย์ศิลป์เป็นคนออกแบบ” 

นอกจากอาจารย์ศิลป์แล้ว เราทราบว่าคณะศิษย์ของท่านยังมีส่วนในการสร้างงานชิ้นนี้ด้วย อาจารย์แช่ม แดงชมพู ผู้ปั้นแขนครุฑ อาจารย์สิทธิเดช แสงหิรัญ ผู้ปั้นปีก และอาจารย์พิมาน มูลประมุข ผู้ปั้นลำตัวครุฑ เพื่อประดับที่อาคารไปรษณีย์กลาง ใน พ.ศ. 2480 ส่วนชิ้นที่เป็นสำริดที่จัดแสดงอยู่นี้ เป็นการร่วมมือระหว่างศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพกับบริษัทไปรษณีย์ไทยใน พ.ศ. 2549 โดยดำเนินการจัดสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2552 เพื่อเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่ประติมากรรมชิ้นเอกนี้สืบไป

ติดๆ กันกับครุฑนั้น มีงานปั้นชุดโขนอันประณีตของ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ชวนให้คิดต่อเรื่องอัตลักษณ์ความเป็นไทยในศูนย์ประติมากรรมแห่งนี้ เราจึงถามคุณเสริมคุณต่อไปว่า สำหรับเขา ‘ความเป็นไทย’ ในประติมากรรมเหล่านี้คืออะไร จับต้องได้หรือไม่ คุณเสริมคุณนิ่งไปสักครู่ก่อนจะตอบว่า 

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

“เป็นคำถามที่กว้างและท้าทายสำหรับการตอบ ตอบได้หลายมิติ สำหรับผมความเป็นไทยไม่ใช่ลายไทย ลายไทยเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกความเป็นไทยชนิดหนึ่ง ความเป็นไทยในมุมมองผมมีทั้งรูปธรรมและนามธรรม ในส่วนของรูปธรรม ก็คือที่มองเห็นได้ เช่น สถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณี แปลว่าแบบที่นิยมทำกันมา อย่างไรก็ดี ในแต่ละยุค อย่างเช่นก่อนสมัยรัชกาลที่ 3 เก๋งจีนมันก็ไม่ปรากฏ ดังนั้นพอเวลาบางคนบอกว่า วัดไทยที่มีเก๋งจีนอยู่ด้วยคือไทยประเพณี มันก็ไม่ถูกเสียทีเดียว

“ผมจึงไม่ให้นิยามของความเป็นไทยในรูปแบบไทยรูปแบบหนึ่ง เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงมาตลอด” คุณเสริมคุณขยายความ

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์
ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

“ความเป็นไทยเนี่ย เราสูดหายใจอยู่บนผืนแผ่นดินไทย เรายืนอยู่ที่นี่ เรากินอาหารไทย เราคบกับคนไทย เราจึงเป็นไทย ถามว่างานของ Alex Face หรือ ของคุณโลเล (ทวีศักดิ์ ศรีทองดี) มันไทยไหม ในเมื่อมันไม่มีลายไทยเลย แต่ผมว่ามันเป็นไทยด้วยความสนุก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยที่รักสนุก ไม่คิดมาก ต้องมีเหตุผลไหมล่ะ ที่กระต่ายมันมีสามตา คงมีเหตุผลแหละ แต่เราไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมด แค่มันมีปฏิกิริยากับเรา เรารู้สึกได้”

ในโซนถัดมา เราเห็นผลงานที่มีความร่วมสมัยและหลากหลายมากขึ้น เราได้ดูงานสื่อประสมที่สะท้อนทั้งอัตลักษณ์ของศิลปิน อาทิ บทเพลงแห่งราตรีกาล ของ มานพ สุวรรณปินฑะ ที่เป็นรูปใบหน้าสีทอง เปิดเป็นโพรงเข้าไปด้านในหัว 

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์
ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์
ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

งาน ‘ภาพเหมือน’ ของจักรพันธุ์ วิลาสินีกุล มีการจัดวางรูปปั้นคนขายาวในตู้กระจกขอบไม้ ซึ่งศิลปินบอกว่าเป็นการเปิดเผยตัวตนอย่างแท้จริง ไปจนถึงงานที่พูดถึงประเด็นสังคมและการเมืองอย่างตรงไปตรงมา เช่น สินค้าส่งออก โดย ทวี รัชนีกร ที่พูดถึงการส่งออกผู้หญิงไทยประหนึ่งสินค้าทางเพศ Adam & Steve ที่พูดถึงเรื่องรักร่วมเพศในสังคมอย่างขบขัน เป็นต้น

มาถึงตรงนี้ทำให้เรานึกถึงประเด็นร้อนทางสังคมอีกอย่าง คือการทำลายอนุสาวรีย์ในเมืองนอก ที่มีกระแสเริ่มมาจากการเรียกร้องสิทธิของชาวผิวสี จนผู้คนเริ่มไปคุ้ยประวัติศาสตร์และหันมาทำลายรูปปั้นของวีรบุรุษที่เคยมีประวัติการค้าทาสผิวสี เราจึงถามคุณเสริมคุณว่า เขามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง

“ประติมากรรมนั้นมีวัตถุประสงค์ที่กว้างกว่า (อนุสาวรีย์) อาจจะเกี่ยวกับการเมืองด้วย แต่บางครั้งมันก็แค่การตกแต่ง หรือเกี่ยวกับศาสนา เกี่ยวกับการรับใช้ในราชสำนัก ฯลฯ ส่วนอนุสาวรีย์นั้นเป็นเรื่องแนวคิดทางการเมืองในแต่ละช่วง เกี่ยวข้องกับรัฐศาสตร์โดยตรง การเป็นสัญลักษณ์ของการปกครอง ที่เขาไปทำลายมันอยู่ในหมวดนี้

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์
ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

“ถ้าในอนาคตมีการตีความกันใหม่ว่า ใครบางคนที่เป็นอนุสาวรีย์ไม่เหมาะสมแล้ว ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ อนุสาวรีย์เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ดังนั้นเมื่อความคิดด้านเมืองเปลี่ยนไปในแต่ละยุคสมัย อนุสาวรีย์ก็ต้องเปลี่ยน แต่ประติมากรรมแบบ Abstract ไม่น่าจะโดนนะ เพราะมันไม่เกี่ยวกับการเมือง เกี่ยวกับความงามมากกว่า”

เราถามต่อว่า ในเมืองไทยจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นด้วยไหม

“ผมว่าเกิดได้หมด การตีความว่าคนคนนี้ดีหรือไม่ดี การยกย่องหรือไม่มันก็เกี่ยวกับทัศนคติในแต่ละช่วง คุณลองคิดดูในช่วงตั้งอเมริกาแรกๆ ด้วยบริบทของคนและสังคมตอนนั้น ก็ไม่แปลกที่นักค้าทาสจะได้รับการยกย่อง แต่ตอนนี้มันไม่ได้” คุณเสริมคุณแสดงความเห็น

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

“ผมไม่อยากตัดสินว่าเราสมควรทำไหม ผมแค่อยากจะบอกว่า มันก็เป็นเช่นนั้นแหละ มนุษยชาติทำลายสิ่งที่ตัวเองคิดว่าไม่ดีในแต่ละช่วงเวลามาตลอด คุณไม่สังเกตเหรอว่ารูปปั้นกรีกจำนวนมหาศาลจมูกหัก มันเป็นเพราะว่าคนมุสลิม หรือความเชื่ออื่นที่เข้าไปมีอิทธิพลในพื้นที่อยู่ช่วงหนึ่ง เขาก็เอาก้อนหินไปทุบตรงนี้เพื่อแสดงถึงความไม่เคารพ จริงๆ คือมันถูกทำมาตลอด มันเลยไม่แปลกที่จะเห็นมันถูกทำซ้ำ ประวัติศาสตร์โลกมันโหดร้าย

“ผมคิดว่า บางอย่างที่มันแย่มากๆ อย่างการทำลายพระพุทธรูปโบราณขนาดใหญ่โดยตาลีบัน ก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อม เกิดมาเป็นผลงานชิ้นนี้ด้านหน้า อย่างน้อยเหตุการณ์นั้นก็ทำให้เกิดศิลปะชิ้นนี้หนึ่งชิ้น” (หัวเราะ)

คุณเสริมคุณอ้างอิงถึงงานชื่อ Stop โดย วิชัย สิทธิรัตน์ เป็นงานสำริดกึ่ง Abstract ขนาดสูงกว่า 4 เมตร มองเห็นเด่นสง่าอยู่ตรงสนามหญ้าด้านหน้าศูนย์ฯ มีลักษณะเหมือนพระพุทธรูปที่ถูกลดทอนลงเหลือเพียง ‘มือ’ ของท่านสองข้างที่ทำมุทราเป็นปางห้ามญาติอย่างเห็นได้ชัด คำบรรยายของศิลปินเขียนไว้ว่า

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

“เมื่อจิตเข้าสู่สภาวะแห่งความเมตตาธรรม กายก็จะหยุดจากการฆ่า หยุดจากการเบียดเบียนกัน หยุดจากการทำร้ายจิตใจคนอื่น…”

“ในเชิงของผม ผมก็ต้องรู้สึกว่าเส้นทางเดินของอารยธรรมมันมีคุณค่า ควรแก่การระลึกถึงและเก็บรักษา แต่ถ้าคุณอยากทำลายมันขนาดนั้น แล้วกระแส เชื่อกันจริงๆ โหวตทั้งชุมชน โหวตทั้งประเทศว่าคุณไม่เอาสิ่งนี้แล้ว เราก็ยกไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ได้นะ ไปพูดว่าช่วงหนึ่งเราเคยมีสิ่งนี้ๆ เคยมีคนคนนี้เคยทำสิ่งนี้”

การเดินของเราวนจบด้วยคำถามสุดท้าย ว่าด้วยอนาคตของประติมากรรมไทย

“จากนี้ไป เราเห็นได้ชัดว่าการแบ่งประเภทศิลปะเป็นจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ เนี่ย มันได้พ้นสมัยไปแล้ว คณะมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเหล่านี้ต้องเปลี่ยนได้แล้ว มันยึดโยงกับเวลานะ ศิลปินสมัยนี้อย่าง ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช เนี่ย จะไปอยู่คณะไหน ถ้าตอบได้ไม่ต้องเปลี่ยนชื่อ! (หัวเราะ)

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

“ทิศทางประติมากรรมจะเป็นส่วนหนึ่งในทิศทางใหญ่ของศิลปะที่มีการเบลนด์เทคนิค ไม่ได้เป็นสิ่งที่นิยามแบ่งแยกศิลปะอีกต่อไป แต่มันจะผสมรวมเข้าหากัน ตัวอย่างเช่นฝีมือในการปั้นให้เหมือน ในยุคที่ไม่มีภาพถ่าย งานลักษณะคลาสสิก เมื่อเทียบกับงานช่วงที่มีภาพถ่าย เช่น งานของ โอกุสต์ รอแด็ง (Auguste Rodin) จะเห็นว่าเขาไม่ได้เน้นให้เหมือนแล้ว เพราะภาพถ่ายที่ทำหน้าที่นั้นไปแล้ว 

“มายุคนี้เรามีเครื่อง Digitize มีเครื่องพิมพ์ 3D Printing อันนี้ยิ่งหนักเลย มันทำให้คุณต้องปั้นสิ่งที่สื่อความคิด หรือสื่อวิญญาณ สองสิ่งสำคัญของความเป็นมนุษย์ มันเป็นเรื่องท้าทาย แค่ปั้นให้เหมือนคงไม่ใช่แล้ว นอกจากนี้ตัว Medium ก็คงเปลี่ยนไป เป็นได้ทั้งสำริด พลาสติก กระดาษ หรือแม้แต่แก้ว ในอนาคตอาจจะพิมพ์ 3D ด้วยสิ่งเหล่านี้ก็ได้”

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

แน่นอนว่าเมื่อประติมากรรมเปลี่ยน การรับรู้ของคนกับประติมากรรมก็ต้องเปลี่ยนไป นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณเสริมคุณตั้งใจสร้างแหล่งเรียนรู้ให้ตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการ Bangkok Creative Playground พื้นที่ที่รวบรวมบริษัทและหน่วยงานด้านความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มบริษัท CMO. แปลว่าประติมากรรมชิ้นเอกเหล่านี้ ต้องอยู่ในพื้นที่เดียวกับพนักงานกว่า 100 ชิ้น เป็นทั้งบรรยากาศและแรงบันดาลใจให้กับพวกเขาและคนที่แวะมาเยี่ยมเยียน จนเรียกได้ว่า ประติมากรรมและคนในพื้นที่นี้เป็นสิ่งสะท้อนของกันและกัน นอกจากนี้ ที่นี่ยังสร้างโปรแกรมการเรียนรู้สำหรับหมู่คณะต่างๆ มากมาย ตั้งแต่นักเรียนอนุบาลไปจนถึงผู้ป่วยจิตเวช

ก่อนกลับบ้าน เรายืนมองประติมากรรมชื่อ ‘อาทิตย์’ โดย ณภัทร ธรรมนิยา อยู่นานมาก พลางครุ่นคิดถึงคำถามแรกที่เราตั้งไว้ “ประติมากรรมคืออะไร” บทสนทนากับคุณเสริมคุณอาจจะช่วยไขกระจ่างลักษณะและบทบาทของศิลปะแขนงนี้ได้พอสมควร แต่ท้ายที่สุด มวลความรู้สึกอันเป็นเอกลักษณ์ที่พวกมันส่งมากระทบใจเรา อาจจะเขียนบรรยายเป็นตัวหนังสือไม่ได้อยู่ดี

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ แหล่งรวมศิลปะมาสเตอร์พีซของเมืองไทยกว่า 200 ชิ้น, เสริมคุณ คุณาวงศ์

ที่อยู่และเบอร์ติดต่อ

เลขที่ 4/18-19 ซอยนวลจันทร์ 56 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230

โทรศัพท์ : 0 2088 3888 ต่อ 1303, 1314

โทรสาร : 0 2088 3868

เว็บไซต์ : www.bangkoksculpturecenter.org

อีเมล : [email protected]

วันและเวลาทำการ

วันอังคาร-วันเสาร์ 10.00 – 16.00 น. (ปิดวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันหยุดราชการ)

 ไม่มีค่าเข้าชม

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

วันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา งานไทยแลนด์เบียนนาเล่ได้ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ โดยครั้งนี้เป็นการจัดครั้งที่ 2 ต่อจาก ไทยแลนด์เบียนนาเล่ที่กระบี่ และเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในการจัดแสดงงานศิลปะระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย 

น่าเสียดายที่ช่วงเวลาการจัดงานถูกกระทบจากวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้ที่สนใจจำนวนมากเดินทางไปร่วมชมไม่ได้ และถ้าหากคุณเป็นหนึ่งในนั้น ไม่ต้องห่วง! ทีมงานของเราเดินทางไปเก็บตกบรรยากาศและไฮไลต์ของงานมาให้เสพกันอย่างจุใจ โดยเราได้รับเกียรติจาก คุณวิภาช ภูริชานนท์ หรือ คุณแชมป์ ผู้เป็นภัณฑารักษ์ร่วมของโครงการไทยแลนด์เบียนนาเล่ มานำชมพร้อมทั้งแชร์ประสบการณ์เบื้องหน้าเบื้องหลังการจัดครั้งนี้อย่างเต็มอิ่มอีกด้วย

“เบียนนาเล่ นิทรรศการศิลปะนานาชาติขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทุก ๆ 2 ปี ที่เป็นคำภาษาอิตาเลียนเพราะเป็นการให้เกียรติความเป็นมาของงานลักษณะนี้ เริ่มต้นครั้งที่เมืองเวนิช ประเทศอิตาลี ในปี 1895 จากนั้นมาจึงมีเทศกาลศิลปะที่นำเสนอภูมิทัศน์ของวงการในระดับนานาชาติจัดขึ้นโดยประเทศต่าง ๆ มากมาย ที่เราอาจจะเคยได้ยินอีกงานคือ Bangkok Art Biennale หรือ BAB ซึ่งจัดโดยเอกชน สำหรับไทยแลนด์เบียนนาเล่ ผู้จัดคือหน่วยราชการ เป็นกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) และจังหวัดนครราชสีมา เราโชคดีมาก ๆ ที่ได้คุณ Yuko Hasegawa มาเป็น Artistic Director และผู้นำทีมภัณฑารักษ์ มีคุณ Seiha Kurosawa, คุณธวัชชัย สมคง และตัวผมเองเป็นภัณฑารักษ์ร่วม” 

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

คุณยูโกะได้เลือกธีมที่ครอบเนื้อหาของงานนี้ทั้งหมดไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด ‘Butterflies Frolicking on the mud’ ซึ่งคุณยูโกะเขียนอธิบายไว้ว่า 

“เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ผีเสื้อปีกสีขาวและเขียวแกมเหลืองขยายพันธุ์เป็นจำนวนมาก สถานการณ์ของโรคโควิด-19 ทำให้มนุษย์จำกัดการเคลื่อนไหว ธรรมชาติจึงฟื้นตัว ผลคือผีเสื้อจึงขยับปีกบินอย่างร่าเริงบนโคลน เป็นที่รู้กันดีว่าผีเสื้อบินร่อนลงโคลน ก็เพื่อชำระล้างและคืนความชุ่มชื้นให้ตัวเอง เช่นเดียวกันกับเราที่พยายามคิดหาทางออกกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว และหาคำตอบว่าเราทำอะไรได้บ้างในอนาคตที่ไม่มีความแน่นอน ดังนั้น ผีเสื้อเริงร่าบนโคลนตม – วลีนี้ จึงสะท้อนสภาวะที่ถึงแม้จะลำบากแต่เปี่ยมไปด้วยกำลังใจ” 

ผีเสื้อในที่นี้อาจเปรียบได้กับเหล่าศิลปินระดับนานาชาติที่เข้ามาทำงานและสร้างสุนทรียศาสตร์ในบริเวณนี้ (mud สามารถโยงไปถึงดินโป่ง ซึ่งเป็นดินที่เปี่ยมไปด้วยสารอาหารตามธรรมชาติด้วย) เสียดายที่เมื่อถูกแปลเป็นไทย เราได้เห็นเพียงคำว่า “เซิ้ง สิน ถิ่นย่าโม” ทำให้เนื้อหาส่วนนี้ตกหล่นไป

นอกจากนั้นในธีมยังมีคำเปรยต่อว่า Engendering Sensible Capital ด้วยซึ่งตรงนี้ คุณโยโกะอ้างอิงทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นชื่อ Dr.Hirofumi Uzawa พูดถึง Social Common Capital ถ้าแปลเป็นภาษาไทยคือ ทุนร่วมทางสังคม ทุนในที่นี้ไม่ใช่เรื่องเงินทุนเสียทีเดียว แต่เป็นทุน 3 รูปแบบ ได้แก่ ทุนเชิงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ทุนเชิงโครงสร้างพื้นทางสังคม และทุนเชิงสถาบัน ตอนที่คุณยูโกะมานครราชสีมา เธอสังเกตว่าโคราชเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย อีกทั้งมีจำนวนประชากรรวมมากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ จึงสนใจโอกาสและความเป็นไปได้ในการทำงานกับทุนทั้งสามชนิดที่มีอยู่ 

“การจัดนำนิทรรศการศิลปะขนาดใหญ่ในที่ที่ไม่มีหอศิลป์ เราก็ต้องหาพื้นที่ มี 4 ที่หลัก ๆ ในเชิงคอนเซปต์ หนึ่ง พิมาย เรียกได้ว่าเป็นทุนทางประวัติศาสตร์ สอง ทุนทางการศึกษา หรือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน สาม ทุนทางธรรมชาติ คือสวนสัตว์ และ สี่ บริเวณคูเมือง ซึ่งแทนทุนทางเมือง” คุณแชมป์เกริ่น 

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

ศิลปะที่เราจะได้เห็นในงานนี้จะมี 2 แบบ คือ 

1. งานที่ยืมมาจัดแสดง 

2. งาน New Commission หรืองานที่ว่าจ้างให้สร้างขึ้นมาใหม่สำหรับเทศกาลนี้โดยเฉพาะ 

ชิ้นแรกที่เราไปชมเป็นงานที่สร้างขึ้นมาใหม่ ตั้งอยู่ในบริเวณของโบราณสถาน ‘กุฏิฤาษี’ ห่างไปจากปราสาทหินพิมายไม่มาก ซากปรักหักพักนี้เคยเป็นอโรคยาศาลาในศตวรรษที่ 12 ถือเป็นลักษณะโครงสร้างที่สำคัญในวัฒนธรรมเขมรในช่วงที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขึ้นครองราช สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนการปกครองของพระองค์ คือการเผยแผ่ศาสนาและการสร้างระบบสาธารนูปโภค 

“อโรคยาศาลาตรงนี้น่าจะเป็นระบบโรงพยาบาลเก่าที่สุดในเอเชียอาคเนย์ที่เราทราบ เป็นหมุดหมายแสดงว่าพิมายมีความสำคัญมาก ไม่ใช่แค่ในประเทศของเรา แต่ในระดับภูมิภาคด้วย” การสร้างงานศิลปะตรงนี้จึงยึดโยงกับเรื่องระบบสาธาณูปโภค โดยงานชิ้นนี้ชื่อว่า หินบำบัด (The Heal Stone) ของ Haroon Mirza เป็นงานชิ้นเดียวที่อยู่ในบริเวณโบราณสถาน ฮารูนเป็น Sound Artist ชาวอังกฤษ สิ่งที่เขาสนใจคือแรงสั่นสะเทือน (Vibration) งานส่วนใหญ่ของเขาจะอ้างอิงกับวัฒนธรรมหินตั้งโบราณในอังกฤษ อย่าง Stonehenge พอมาที่นี่ เขาจึงสนใจตัวอโรคยศาลาอย่างมาก 

“ผมเอาคำแปลของจารึกให้เขาเลยอ่านว่าอโรคยศาลาทำงานอย่างไร ศิลปินบอกว่าน่าเสียดายที่คนลืมมันไป เขาเลยสร้างโปรเจกต์นี้ขึ้นมาโดยเอาหินมาตั้ง เป็นลักษณะการก่อสร้างที่เหมือนกันในทุกพื้นที่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ล้อมหินไว้ด้วยแผงโซลาร์เซลล์ แล้วส่งตัวไฟฟ้ามาที่ ทุ่นลอย 3 ตัวในสระโบราณเยื้อง ๆ กัน ทุ่นนี้จะปล่อยแรงสั่นสะเทือนเกิดเป็นคลื่นบนผิวน้ำ เป็นความถี่ที่อ้างจากงานวิจัยว่าช่วยรักษาอัลไซเมอร์หรืออาการสูญเสียความทรงจำ” คุณแชมป์เล่า 

“ความยากของบริเวณนี้คือมี พรบ. คุ้มครองโบราณสถานอยู่ ทุกอย่างจะต้องถูกควบคุมด้วยกฎหมายนี้ เราต้องขออนุญาต ส่ง Proposal ให้พิจารณา และมีการเข้ามาตรวจสอบว่าทุกอย่างทำได้ไหม มีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ อาทิ ห้ามขุด ห้ามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ฯลฯ อย่างตอนแรก ศิลปินอยากทำหินหลาย ๆ ชิ้น แต่สุดท้ายขุดพื้นที่ไม่ได้ จึงเหลือแค่ชิ้นเดียวที่วางได้ และต้องไม่หนักเกินไปจนมีผลกับดินตรงนี้ เลยต้องกำหนดขนาดของหินตามนั้น หรือตัวทุ่นลอยก็ยึดเข้ากับอะไรไม่ได้เลย ทีมผลิตงานที่เมืองไทยจึงต้องหารือกับศิลปิน จนสุดท้ายใช้สลิงร้อยทุ่นเข้าด้วยกันไว้ใต้น้ำโดยไม่ต้องเจาะ”

ภาพอุปกรณ์ไฟฟ้าทันสมัยตั้งอยู่ด้านหน้าโบราณสถานสร้างภาพที่ดูย้อนแย้ง แต่ขณะเดียวกันก็ลงตัวด้วยเนื้อหา เพราะถือว่าเป็นงานที่ว่าด้วยการรักษา (เช่นเดียวกันกับศาลาอโรคยาเอง) ย้ำเตือนเราถึงทุนทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ โยงเข้ามาสู่ความร่วมสมัยด้วยชิ้นงาน และชวนคิดถึงการต่อยอดทุนในอนาคต

ต่อมาเราเดินทางไปกันที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ซึ่งถือเป็นอีกจุดใหญ่ของงานเบียนนาเล่ครั้งนี้ 

“อาคารนี้มีอายุกว่า 30 ปีและถือเป็นหนึ่งในมิวเซียมที่สำคัญของประเทศไทย เป็นที่รวบรวมงานศิลปวัตถ เล่าเรื่องความเก่าแก่ของพื้นที่นี้ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ไล่มาตั้งแต่ภาพเขียนสีที่เขาจันทร์งาม แหล่งโบราณคดีบ้านธารปราสาท ต่อมายุคทวารวดี ซึ่งส่วนเฟื่องฟูก็คือการเกิดขึ้นของปราสาทหินพิมายและเมืองพิมาย ฯลฯ เราต้องการสร้างบทสนทนาระหว่างงานศิลปกรรม โดยอาจเป็นศิลปะที่อยู่คนละยุคคนละสมัยก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราจะนำงานศิลปะร่วมสมัยเข้ามาอยู่ในพื้นที่นี้ให้น่าสนใจ และเข้ากับธีมของเบียนนาเล่ได้อย่างไร”

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย
ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

งานชิ้นแรกที่เราได้เห็นเมื่อเดินเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ คืองานของ YANTOR เป็นศิลปินคู่นักออกแบบแฟชั่นชาวญี่ปุ่น 

“เขาบอกว่าชื่อ YANTOR มาจากภาษาสันสกฤต ยันตระ หรือยันต์ที่เราใช้สักยันต์นั่นเอง สิ่งที่เขาสนใจคือการต่อสู้กับ Fast Fashion ซึ่งสร้างสภาวะแปลกแยกระหว่างเรากับเสื้อผ้าที่ใส่ ปัจจุบันเราไม่รู้เลยว่าเสื้อผ้ามาจากไหน ใครเป็นคนทำ ศิลปินจึงมุ่งทำงานกับชุมชน เพื่อชะลอความเร็วของอุตสาหกรรมแฟชั่น 

“ในงานเบียนนาเล่นี้ เขาได้รับการว่าจ้างให้ทำงานกับโคราชซึ่งเป็นเมืองแห่งผ้าไหม มีแหล่งผลิตผ้าในท้องถิ่น ทั้งฟาร์มจิม ทอมป์สัน อำเภอปักธงชัย ไปจนถึง คึมมะอุ-สวนหม่อน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ศิลปินสนใจทำงานด้วย แต่เนื่องจากการระบาดของโควิด ทำให้พวกเขาเดินทางมาค้นคว้าไม่ได้ เขาเลยขอให้ทางทีมรวบรวมวัตถุดิบให้เขาทำความรู้จักหมู่บ้านนี้ผ่านผ้า เลือกเอาผ้าเก่า ๆ ที่ถูกเก็บไว้ใต้ถุนบ้านและผ้าที่ไม่ขายแล้ว ทางเราก็ส่งไปเป็นลัง ๆ เลย” 

เมื่อผ้าเดินทางไปถึงญี่ปุ่น ทีมศิลปินจึงค่อย ๆ ศึกษาประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับเนื้อผ้า แล้วตัดเย็บเข้าด้วยกันเป็นชุด เพื่อส่งกลับมาจัดแสดงในชื่อ Village Traces หรือ ‘สืบสานทางหมู่บ้าน’ ชุดเหล่านี้หากมองเผิน ๆ สิ่งที่เห็นคือลักษณะผ้าไหมโบราณที่เคยคุ้นตา แต่หากเข้าไปดูใกล้ ๆ จะเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ประณีต เช่น การซ้อนผ้าเป็นชั้น การจับคู่สีและชิ้นส่วนสไตล์โมเดิร์นที่คาดไม่ถึง นอกจากนี้ เยื้อง ๆ กันยังมีการจัดแสดงชุดภาพถ่ายของคนในหมู่บ้าน เป็นนายแบบนางแบบใส่ชุดเหล่านี้กันอย่างภูมิใจ 

สำหรับคุณแชมป์ งานชุดนี้ถือเป็นตัวอย่างของการทำงานระยะไกลที่ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับงานในห้องติดกัน ‘ราตรีสงัดอันขมขื่นสุดชิงชัง’ (The Bitterly Silent Nights I Hate) งานวิดีโอจัดวางเฉพาะพื้นที่ 7 จอของ Yang Fudong โดยปกติศิลปินคนนี้จะไม่มีสคริปต์ใด ๆ ในการถ่ายทำ แต่ครั้งนี้เนื่องจากเดินทางมาถ่ายที่นี่ไม่ได้ เขาจึงต้องนัดแนะทีมถ่ายทำที่เมืองไทยในพิมาย ทำงานกับบทพูดและทิศทางคร่าว ๆ จากนั้นจึงส่งฟุตเทจกลับไปตัดต่อประกอบร่างที่เซี่ยงไฮ้ ออกมาเป็นวิดีโอที่เหมือนภาพตัดแปะ เสมือนอดีตและปัจจุบันที่ถูกปะติดปะต่อด้วยกัน ไร้เส้นเรื่องและเส้นเวลา ฉายซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ 

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

เมื่อเข้าไปโถงจัดแสดงด้านใน คำแรกที่ผุดมาในหัวคือ ‘มีชีวิต’ เพราะพิพิธภัณฑสถานในรูปแบบตั้งเดิมถูกแทรกแซงและเติมแต่งด้วยศิลปะร่วมสมัยอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ละงานสร้างปฏิสัมพันธ์กับเราในหลากหลายผัสสะ 

เริ่มจากงาน ‘ธรรมชาติหายใจ : อโรคยศาลา’ (Nature’s Breath : Arokayasala) ศิลปะจัดวางของศิลปินคอนเซ็ปต์ชวลรุ่นบุกเบิก อาจารย์มณเฑียร บุญมา เป็นกล่องเหล็กที่ตั้งซ้อนกันขึ้นไปเหมือนสถูป ตรงกลางแขวนปอดเหล็กเคลือบสมุนไพรเอาไว้ อีกทั้งในแต่ละกล่องก็บรรจุสมุนไพรโบราณในท้องถิ่น อาทิ ฟ้าทะลายโจร พริกไทย ขมิ้นชันผง ฯลฯ ส่งกลิ่นหอมโฉยมาแตะจมูกเมื่อเข้าไปใกล้ งานมาสเตอร์พีซศิลปะชิ้นนี้ตั้งไว้ข้างเคียงมาสเตอร์พีซโบราณวัตถุอีกชิ้น นั่นคือรูปปั้นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่อเล่าความเกี่ยวโยงของท่านกับอโรคยาศาลาอย่างเหมาะเจาะ 

นอกจากลิ่นแล้ว ในนี้ยังมีเสียงกระดิ่งหลายสิบชิ้นของ คุณฤดี ตันเจริญ ที่ลอยมาตามลม โดยกระดิ่งสำริดเหล่านี้มาจากความพยายามฟื้นฟูการหล่อแบบกรรมวิธีโบราณ (ศิลปินทำงานร่วมกับ นายทองคำ ประทุมมาศ ครูช่างศิลปหัตกรรมแห่งศูนย์ทองเหลืองบ้านปะอาว จังหวัดอุบลราชธานี) และการแขวนแบบกระจายตัวตรงทางเดิน จงใจตั้งคำถามว่า เราจะมองวัตถุเหล่านี้ว่าเกะกะ หรือเป็นความงามที่ทำให้เส้นทางของเราสนุกขึ้น 

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย
ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

อีก 3 ชิ้นที่เราคิดว่าทำงานกับความเป็นพื้นที่พิพิธภัณฑ์ได้อยู่หมัด ได้แก่ งานชุด ‘คนอื่น-ห้องสมุดหนังสือร้อยเล่มที่ประพันธ์ใต้นามปากกา’ (Someone Else – A library of 100 books written anonymously or under pseudonyms) โดย Shilpa Gupta เป็นชุดปกหนังสือเหล็ก ตั้งตรงข้ามกับ ศิลาจารึกบ่ออีกา ทุกปกที่ถูกเลือกมาล้วนเป็นหนังสือที่ผู้เขียนใช้นามแฝงด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ต้องการทดลองเขียนแนวใหม่ ไปจนถึงหลบหนีการจำกุมโดยรัฐ ซึ่งในชุดนี้มีปกจากนักเขียนอีสานที่ถูกเพิ่มเข้ามาในงานนี้โดยเฉพาะด้วยหลายปก อาทิ ฟ้าบ่กั้น ของ ลาว คำหอม เป็นต้น 

การเลือกใช้วัสดุเป็นแผ่นโลหะนั้น นอกจากจะล้อไปกับป้ายคำอธิบายในพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังสื่อถึงการพยายามคงไว้ซึ่งความปลอม และตั้งคำถามกับความจริงในประวัติศาสตร์ที่เลือกจัดแสดงอย่างมีนัยยะ อีกชิ้นคืองานภาพถ่าย ‘บ้าน’ ของ Gohar Dashti โกฮาร์เป็นศิลปินชาวอิหร่านที่ไปถ่ายภาพบ้านที่ถูกทิ้งของผู้อพยพในอิหร่าน แต่ละบ้านมีต้นไม้ ดอกไม้ใบหญ้าขึ้นปกคลุมไปทั่ว สื่อถึงธรรมชาติที่ยึดคืนพื้นที่จากมนุษย์ การวางภาพเหล่านี้ไว้กับฐานศิวลึงค์และซากอื่น ๆ จากโบราณสถาน ทำให้เรานึกพิมายในปัจจุบันที่โดนธรรมชาติยึดคืนไปแล้วเช่นกัน และที่พลาดไม่ได้เลยคือ ภาพวาดแอบสแตรกต์ขนาดมหึมาเต็มผนังโดย Federico Herrero สร้างสรรพสีสันให้กับมิวเซียมที่เคยเคร่งขรึมให้สดใส ตื่นตาตื่นใจ

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย
ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

“ด้านนอกนี้ยังมีอีกชิ้นที่เล่นกับพื้นที่อย่างชัดเจน นั่นคืองานของ Tsuyoshi Tane สถาปนิกชาวญี่ปุ่น เขาจงใจรื้อฟื้นความทรงจำที่ซ่อนอยู่ในโบราณวัตถุ ในบริเวณ Open Storage โดยการออกแบบประสบการณ์ในบริเวณนั้น ตั้งแต่แสงไฟที่เคลื่อนตัว ส่องสว่างและหรี่ดับลงโดยอัตโนมัติ สร้างเงาที่ขยับบนวัตถุที่อยู่กับที่ บวกกับสีของไฟส้มนวลคล้ายแสงอาทิตย์ขึ้นและตก สื่อถึงกาลเวลาที่ไหลผ่าน อีกทั้งเปิดเสียงพระสวดชุมนุมเทวดาด้วย ดูช่วงค่ำ ๆ ได้บรรยากาศมาก”

ขนาดไปดูตอนกลางวันแสก ๆ เราก็ขนลุกขนพองแล้ว เราไม่กล้าจะคิดเลยว่าถ้ากลับไปดูงานชิ้นนี้ตอนมืดสนิทจะทรงพลังขนาดไหน

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

อีกสถานที่สำคัญในการจัดงานเบียนนาเล่ครั้งนี้ก็คือ คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 

“เมื่อก่อนตรงนี้เคยชื่อว่า เทคโนโคราช เป็นสถาบันเก่าและมีความสำคัญขนาดที่ในช่วงสงครามเย็นเคยมีบทบาทในการฝึกกำลังพลแถวนี้” คุณแชมป์เล่า “ในเบียนนาเล่นี้ เราพูดถึงทุนของพื้นถิ่น ทุนสำคัญหนึ่งที่เรามีก็คือสถาบันการศึกษา เราเลือกทำงานกับมหาวิทยาลัยนี้ เพราะที่นี่มีการหลักสูตรการสอน Visual Arts (ทัศนศิลป์) และ Fine Arts (วิจิตรศิลป์) ชัดเจน ดังนั้นเราทำงานกับบุคลากรของที่นี่เยอะมาก อย่างผลงาน The Healing Stone ที่กุฏิฤาษี ก็ได้รับความช่วยเหลือในการติดตั้งโดยอาจารย์คณะวิศวกรรม หรือตัวภาพเขียนฝาฝนังในพิพิธภัณฑ์ของเฟเดริโก้ ก็ได้อาจารย์และนักศึกษาจากคณะนี้ไปช่วยลงมือ” 

แม้แต่ทางกายภาพเอง งานเบียนนาเล่ก็ได้ใช้พื้นที่ของตึกคณะศิลปกรรม แปลงร่างให้เป็นหอศิลป์ร่วมสมัยที่โชว์งานในมาตรฐานสากลได้ 

“เรายืมงานมาจัดแสดงหลายชิ้นให้คนไทยดู ศิลปะเหล่านี้มีมูลค่ามหาศาล เราจึงจำเป็นต้องปรับพื้นที่ อาทิ ควบคุมอุณหภูมิความชื้น ควบคุมแมลง ติดสติกเกอร์เพื่อกันแสงยูวีที่จะทำลายงาน ติดแอร์เพิ่ม ทำผนังเพิ่ม ฯลฯ จนทางเจ้าของผลงานมั่นใจว่าเราจัดแสดงงานเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัย และโครงสร้างเหล่านี้ก็จะคงอยู่ต่อ เป็นประโยชน์กับมหาวิทยาลัยไปหลังงานจบ” 

ว่าแล้วคุณแชมป์ก็พาเราค่อย ๆ เดินชมงาน ซึ่งในโซนนี้มีงานหลากหลายลักษณะ หลายสิบชิ้น กระจายตัวอยู่บนตึก 4 ชั้น ไฮไลต์ของส่วนนี้ล้วนพูดมาจากศิลปินที่การทำงานกับทุนที่มาจากวัตถุดิบใกล้ตัวที่มี อาทิ Maxwell Alexandre ใช้กระดาษคราฟต์สีน้ำตาลและพลาสติกมาใช้วาดรูปผู้คนที่เขาเจอในแวดล้อมสลัมที่บราซิล Elias Sime นำเอาขยะอิเล็กทรอนิกส์และสายไฟเหลือใช้ที่ถูกทิ้งในเอธิโอเปียมาทักทอเป็นชิ้นงาน ไปจนถึงงานใหญ่ที่สุดในตึก ‘วิมานลอยสำหรับเรเน่’ (A castle in the sky for René) ของศิลปินเบลเยี่ยม Jan Fabre ผู้ระดมคนมาใช้ปากกาลูกลื่นยี่ห้อ BIC ที่ราคาถูกและหาได้ทั่วไป ร่วมกันขีดเขียนบนผ้าขนาด 689 x 1,684 ซม. เป็นรูปปราสาทในอากาศของ René Magritte สุดอลังการ 

“งานชิ้นนี้ถือเป็นงานที่มีอายุมากที่สุดที่เรายืมมาจัดแสดง เป็นชิ้นแรก ๆ ในประวัติศาสตร์คอนเซ็ปต์ชวลอาร์ต ที่ศิลปินเปิดให้ผู้อื่นมาช่วยกันสร้างงานในเสกลนี้ สื่อถึงการร่วมมือกันเพื่อนำไปสู่ประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่” คุณแชมป์กล่าว

ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา
ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา

แม้ว่างานจะเยอะจนตาลายนิดหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่าข้อดีที่เห็นได้ชัดในส่วนนี้คือ การได้เห็นว่าศิลปินเจ๋ง ๆ ในต่างประเทศเขาสนใจอะไรกันบ้าง โดยเฉพาะชั้นสองของอาคาร ที่เปลี่ยนห้องเรียนเป็นห้องจัดแสดงผลงานศิลปิน ห้องละคน ๆ เราได้พบงานของศิลปินชาวสวิตฯ Uriel Orlow ที่เล่าเรื่องสมุนไพรรักษาโรค ‘เรียนรู้จากโกฏจุฬาลัมพา’ (Learning from Artemisia) Atacama Desert Foundation นำเสนองานกึ่งสารคดี ‘อดีตปัจจุบันในทะเลทรายอนาคต ดิ อาตากามา ไลน์’ (The Past Present in the Future, the Atacama Lines) มีภาพเขียนยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ชิลี ชวนให้คิดถึงภาพคล้ายกันที่โคราชด้วย

นอกจากนี้ยังมี ‘ปัญญาสำหรับความรัก 3.0’ (Wisdom for Love 3.0) สร้างสรรค์โดยกลุ่มศิลปินหญิง Keiken เป็นเกมออนไลน์ที่ดำเนินเรื่องผ่านการตัดสินใจของผู้เล่น และให้ผู้เล่นได้สะสมเหรียญโทเคน NFT มีเป้าหมายในการมุ่งสำรวจสำนึกร่วมและศรัทธาอันแรงกล้าในสังคมร่วมสมัย ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงและอนาคตอันเท่าเทียม

และงานของ Koichi Sato และ Hideki Umezawa ‘เสียงสะท้อนจากหมู่เมฆ’ (Echoes from the Clouds) สะกัดน้ำปรุงออกมาจากแนวคิดว่าด้วยธรรมชาติและการขยายตัวของเมืองในจังหวัดคันโตของญี่ปุ่น เป็นต้น

อนึ่ง ระหว่างทางที่เราเดินขึ้นเดินลงในตึกนี้ เราจะเห็นการจัดแสดงงานของนักศึกษาหลายชิ้น 

“นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่คุณยูโกะสนใจการใช้พื้นที่นี้ นอกจากนักศึกษาจะได้เข้าถึงงานระดับโลกแล้ว เธอก็หวังว่าผู้ชมข้างนอกมหาวิทยาลัยก็จะได้เห็นงานของนักศึกษาที่นี่ด้วยว่าเขาทำอะไรกัน” บอกเลยว่า บางงานของเด็ก ๆ ดูดีไม่แพ้ศิลปินระดับโลกเลยล่ะ

ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา
ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา

จุดถัดไปคือสวนสัตว์โคราช 

“เรามองว่าสวนสัตว์เป็นสถานที่สำคัญในการเรียนรู้ระหว่างคนกับสัตว์และสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว การทำงานกับที่นี่เหมือนมาดูว่าเราเติมอะไรได้บ้าง ที่นี่ถือเป็นที่แรก ๆ ที่เราเลือกและคิดถึงศิลปะถาวร ตรงนี้เราเลือก ผศ.บุญเสริม เปรมธาดา สถาปนิกไทยคนแรกผู้คว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วหลายเวที เขาสร้างงานที่ชื่อว่า ‘หอข้าว’ เป็นโครงสร้างหอคอยไม้สูงกว่า 9 เมตรที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปแบบของยุ้งฉาง

“อาจารย์เลือกใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ตรงข้ามกับยุ้งฉางปัจจุบันที่เปลี่ยนไปใช้วัสดุโมเดิร์นอื่น ๆ โดยหวังว่าที่นี่จะเป็นอนุสาวรีย์ให้สถาปัตยกรรมท้องถิ่นของคนอีสานที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับการเกษตร อีกทั้งจุดนัดพบของคนและสัตว์ด้วย” 

อย่างไรก็ดี คุณแชมป์เล่าว่า การทำงานกับสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ (Post Human) ไม่ง่ายอย่างที่คิด อย่างหอข้าวนี้ศิลปินหวังว่าจะมีนกมาทำรังด้านในโครงสร้าง แต่ไม่เกิดขึ้นเนื่องจากบริเวณโดยรอบมีต้นไม้ตามธรรมชาติมากพอแล้ว 

“ศิลปินไทยโดยรวมอาจจะยังไม่คุ้นชินกับคอนเซปต์ของการทำงาน Post Human มันเลยเป็นความท้าทายที่เราต้องเรียนรู้ แต่ชิ้นที่ได้เรื่องก็มีนะ อย่างงานของ Olafur Eliasson ให้คนเลียนเสียงนกประจำถิ่นแล้วเปิดไปในระบบเสียงตามสายของชาวบ้าน หมู่ 6 อำเภอพิมาย ทุกเช้าเย็น มีนกในธรรมชาติบนวนเข้ามาร้องประสานเสียงกับงานของศิลปินด้วย หรืองานอีกชิ้นในสวนสัตว์นี้ ชื่อ ห้องรอ (กระเรียนไทย) ของศิลปินชาวแอฟริกาใต้ Bianca Bondi ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเหมือนกัน”

งานชิ้นนี้อยู่ตรงอาคารอเนกประสงค์ที่ถูกปล่อยร้าง เบียนก้าเทเกลือสีขาวไว้ทั่วพื้นที่ ตรงกลางเธอสร้างฉากของห้องนอนอันโดดเดี่ยว ตกแต่งด้วยวัสดุประเภททองแดงที่เกิดร่องรอยของสนิมเขียวโดยธรรมชาติเมื่อทำปฏิกิริยากับโซเดียมในเกลือ เตียงในงานนี้เป็นตัวแทนของทั้งการร่วมเพศ การเกิด และการตาย เป็นเสมือนประตูเปลี่ยนผ่านของชีวิต นี่เป็นเหตุที่เธอโยงมันเข้ากับกระเรียนไทยในวงเล็บของชื่องาน เพราะเธอทราบว่านักอนุรักษ์ชาวไทยปกป้องนกสายพันธ์ุนี้จากการสูญพันธ์ุได้สำเร็จ 

“ถ้าเข้ามาดูใกล้ ๆ บนกองเกลือเหล่านี้เราจะเห็นรอบเท้าของสัตว์น้อยใหญ่ต่าง ๆ” คุณแชมป์ชี้ให้เราดู “พวกสัตว์เหล่านั้นเข้ามากินเกลือ เพราะเกลือนี้เป็นเกลือบริสุทธ์ที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุ ศิลปินสั่งเราเลยว่า ให้พยายามคงรอยเท้าเหล่านี้เอาไว้ให้ได้มากที่สุด” 

ความเป็นกวีในงานชิ้นนี้ตราตรึงใจเราอย่างมาก ต้องขอบคุณทั้งศิลปินและเหล่าสัตว์ที่มาช่วยกันสร้างสรรค์มันขึ้นมา

ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา
ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา

พูดถึงกระเรียนไทยก็ต้องพูดถึงงานอีกชิ้นด้วย งานนี้ตั้งอยู่ในศูนย์วิจัยนกกระเรียนพันธุ์ไทย ชื่องานว่า เรดเดอร์ (Redder) เป็นผลงานจัดวางเสียงโดยศิลปินชาวบริติช-สิงค์โปร์ ชื่อ Zai Tang ประพันธ์ขึ้นจากเสียงนกกระเรียนที่บันทึกจากศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ ออกมาเป็น Sound Art กว่า 20 นาทีให้เราได้นั่งฟังกัน ปัจจุบันนกกระเรียนพันธุ์ไทยยังขึ้นบัญชีเป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงจะสูญพันธุ์ในรายการสีแดงของ IUCN ชื่อ Redder จึงอ้างอิงถึงภาวะอันตรายนี้ และคอสีแดงของนกกระเรียนที่แดงขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างฤดูผสมพันธุ์

นอกจากกระเรียนพันธุ์ไทยแล้ว สัตว์อีกชนิดที่เราจะได้เจอในงานศิลปะจุดนี้คือเจ้ากบ ในงาน ‘เอ็กซ์.เลอวิส (ห้องทดลองอวกาศ)’ (X.laevis, Spacelab) ของศิลปินชาวไอริช John Gerrard แสดงให้เห็นภาพกบที่ถูกแขวนท่ามกลางสภาวะไร้น้ำหนักในกล่องกระจกสุญญากาศ กบในห้องทดลองตัวนี้เป็นภาพเสมือนจริงซึ่งสร้างขึ้นและขยับไปเรื่อย ๆ ด้วยชุดคำสั่งอัลกอริทึมและการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ชวนให้คิดถึงวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับสัตว์อย่างกบมายาวนาน 

ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา

งานสุดท้ายในสวนสัตว์ เราเดินมาชมลายเส้นสดใสของศิลปินชาวไทย Pomme Chan 

“ตอนนั้นมีโจทย์เลยว่าต้องการศิลปินหญิงที่เป็นนักวาดภาพประกอบ มีการนำเสนอหลายคนแต่สุดท้ายเป็นคุณ Pomme Chan หรือ คุณธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง เริ่มจากเธอเป็นคนที่วาดรูปสัตว์ รูปพืช รูปธรรมชาติเยอะมาก แล้วองค์ประกอบต่าง ๆ ก็ถูกนำมารวมกันแบบแฟนตาซี คือมีการย่อขยายขนาด รวมสายพันธุ์จากต่างพื้นที่เข้าด้วยกัน เลยนำไปสู่การสร้างงานชิ้นนี้” 

‘Art of Wonder’ เป็นงานพิมพ์ลงกระเบื้องขนาดใหญ่ ได้แรงบันดาลใจมากจากความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ที่สูงมากในจังหวัดโคราช ที่ขุดพบฟอสซิลสัตว์ก่อนประวัติศาสตร์มากมาย อาทิ ช้างสีงา แมมมอธ ไดโนเสาร์ ศิลปินจึงวาดสัตว์เหล่านี้เข้าไปในภาพ ผสมกับสัตว์พันธ์ุอื่น ๆ ในสวนสัตว์ แน่นอนว่าภาพผีเสื้อซึ่งเป็นธีมงานตั้งแต่ต้นก็ต้องมา ที่พิเศษคือเธอยังใส่ร่องรอยของมนุษย์ในรูปไหอิฐพิมายดำ และผู้ชมยังดูการเคลื่อนไหวในงานนี้ด้วยแอปพลิเคชัน Augmented Reality ในมือถือได้ด้วย 

คุณแชมป์เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้พื้นที่นี้ยังไม่ได้ถูกใช้งานอะไรมาก แต่เมื่อติดตั้งงานเสร็จ ทางสวนสัตว์ได้เข้ามามีการบูรณะพื้นที่โดยรอบตัวงาน เอารูปปั้นไดโนเสาร์มาวางเพิ่ม อำนวยความสะดวกให้ผู้ชมงาน เรียกได้ว่าเป็นอีกตัวอย่างของแรงบันดาลใจ ที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซงงานศิลปะเข้าสู่ตัวพื้นที่

ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบ ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช งานเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา

ก่อนจากกัน เราขอให้คุณแชมป์ช่วยถอดบทเรียน สิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์จากการจัดงานในลักษณะนี้ให้เราฟังสักสองสามข้อ 

“อันดับแรกเราได้ดูงานระดับนานาชาติ เป็นเหตุผลที่เรามีโควต้าจำนวนศิลปินไทยที่บาลานซ์กับศิลปินต่างประเทศ เพื่อให้เราได้ว่างานคนอื่นเขาไปถึงไหนกันแล้ว มันเป็นโอกาสให้เราได้เห็นของที่ร่วมสมัยที่สุดในเวลานี้ 

“ข้อดีที่สองคือเราจะเห็นได้ชัดเลยว่า นิเวศวิทยาของศิลปะนั้นไม่ได้มีแค่ศิลปิน มันจำเป็นจะต้องมีฝ่ายอื่น ๆ ทั้งภัณฑารักษ์ นักงานศึกษา ทีมงานผู้สร้างงาน ผู้ติดตั้ง รวมไปถึงผู้ประสานงานทางศิลปะ หรือแม้กระทั้งตัวทุนเองก็ดี ซึ่งถ้าเราจะไปแข่งขันกับโลกศิลปะระดับสากลได้ต้องเป็นทีมเวิร์ก มันเห็นได้ชัดในการจัดงานสเกลนี้ 

“ข้อสามคือการขยับไปในแต่ละจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศ ถือเป็นการเปิดโอกาสทางสุนทรียศาสตร์ที่ดีมาก ให้คนเข้าถึงงานศิลปะร่วมสมัยได้ในวงกว้าง ไม่จำเป็นที่งานดี ๆ จะต้องอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ เท่านั้น” 

“เราสนุกมากกับการทำงานกับคนที่อาจจะไม่ได้คุ้นหรือมีประสบการณ์กับศิลปะร่วมสมัยมาก่อน งานที่สร้างใหม่เกิดครึ่งคือเราต้องทำงานกับคนท้องถิ่น อย่างชิ้นที่ต้องไปหาคนที่เลียนแบบเสียงนก หรือชิ้นที่ทำงานกับชุมชนทอผ้า ฯลฯ แท้จริงแล้วในเชิงของการสร้างงานร่วม (Collaboration) เราเห็นความจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับความรู้พื้นถิ่น ซึ่งมากกว่าแค่การอนุรักษ์ สำหรับศิลปิน โจทย์คือต้องตีความองค์ความรู้เหล่านี้ให้มันร่วมสมัยให้ได้” 

เนื่องจากในอีก 2 ปีจะมีการจัดงานอีกที่เชียงราย คุณแชมป์เลยขอทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่ควรจะต่อยอดในครั้งต่อไป ต้องเป็นเรื่องของงานการศึกษา 

“การศึกษาและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับงานศิลปะที่อยู่ในนิทรรศการถือว่าสำคัญมาก ๆ ถ้าเราออกแบบการเข้าถึงของผู้ชม โดยไม่ได้เจาะลึกว่าศิลปินเขาคิดอย่างไร ทำงานนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร ฯลฯ เราก็จะไม่ได้ประสิทธิผลจากงานเหล่านี้เท่าที่ควร ดังนั้น องค์กรที่จัดในอนาคตควรต้องพยายามพาคนมาดู สร้างบทสนทนา และกระจายองค์ความรู้ไปในวงกว้างให้ได้มากที่สุด”

หมายเหตุ : นอกจากสถานที่ที่เรากล่าวไป ยังมีงานศิลปะที่น่าสนใจกระจายตัวอยู่ในจุดอื่น ๆ อีก อาทิ พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน วัดพายัพ บริเวณหอนาฬิกา และในพื้นที่อำเภอปากช่อง ได้แก่ หอศิลป์พิมานทิพย์ เป็นต้น ผู้สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ thailandbiennale.org/

ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบ ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช งานเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา

Writer & Photographer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load