“ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ เพียงเรามองลึกเข้าไปในความสามารถของตนเองว่า จะดึงเอาทักษะเหล่านั้นมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน” ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ เอ่ยขึ้น 

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

เธอคือนักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทยผู้อยู่เบื้องหลังภารกิจออกแบบ Face Shield ประสิทธิภาพสูง ร่วมกับวิศวกรกระดาษอีก 2 สัญชาติคือสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เพื่อเป็นเกราะให้เหล่านักรบเสื้อกาวน์ แนวหน้าในการต่อกรกับ การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษอย่าง COVID-19

Face Shield หรือหน้ากากปกป้องละลองฝอย คือหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยปกป้องใบหน้าของผู้สวมใส่จากสารคัดหลั่ง ซึ่งการสัมผัสสารคัดหลั่งนี่เองคือสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อ COVID-19 มันจึงเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ สำหรับทีมแพทย์ที่ต้องอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

ต่ายทำงานออกแบบบรรจุภัณฑ์และสร้างสรรค์กระดาษมากว่าสิบปี ทำให้ในวันนี้ ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบ การพับ ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ และทักษะสร้างความเข้าใจผู้ใช้งานที่เธอสั่งสม นำมาพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยปกป้องทีมแพทย์ได้ เธอบอกว่าหน้าที่ของบรรจุภัณฑ์คือการปกป้อง และนั่นคือวัสดุประสงค์เดียวกับ Face Shield

และนี่คือ ‘เราจะชนะ!’ โปรเจกต์สร้างนวัตกรรม Face Shield ของวิศกรกระดาษจาก 3 มุมโลก ด้วยการออกแบบอย่างถูกหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ทำให้รับกับสรีระของคนแต่ละชาติพันธุ์ นอกจากนี้ยังผลิตขึ้นจากวัสดุที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าลดอาการบาดเจ็บได้เมื่อต้องใส่เป็นเวลานาน เพื่อเสริมประสิทธิภาพขณะปฏิบัติงานของทีมแพทย์ 

โดยตอนนี้ Face Shield ผลิตและแจกจ่ายไปตามโรงพยาบาลทั่วกรุงเทพฯ นครนิวยอร์ก เกาะคิวชู และกำลังขยายการจัดส่งไปทั่วประเทศ เพื่อขยายประสิทธิภาพการปกป้องออกไปให้กว้างไกลที่สุด

ภารกิจข้ามทวีป 

ต่ายเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ว่า เธอได้พบกับ เชลบี อาร์โนลด์ (Shelby Arnold) อดีตวิศวกรกระดาษของ Robert Sabuda สตูดิโอออกแบบหนังสือ Pop-up กระดาษชื่อดังแห่งนครนิวยอร์ก ในเพจ Paper Engineers Unite! ที่ทั้งคู่เป็นสมาชิกอยู่ เชลบีเป็นหนึ่งในทีมวิจัย Face Shield ของ Columbia Technology Ventures มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่กำลังเร่งออกแบบและผลิต Face Shield เพื่อแจกจ่ายให้ทีมแพทย์ในสหรัฐอเมริกา

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“การทำงานของวิศกรกระดาษ เมื่อออกแบบเสร็จ จะต้องทำโมเดลต้นแบบขึ้นมาเพื่อทดสอบประสิทธิภาพ เชลบีที่ตอนนั้นออกแบบ Face Shield ชุดแรกเสร็จจำนวนแปดชิ้น ก็ต้องทำโมเดลต้นแบบขึ้นมาเช่นกัน แต่เนื่องจากไม่มีเครื่องตัดที่มีประสิทธิภาพพอ เธอจึงโพส SOS ขอความช่วยเหลือไว้ในเพจ ให้ใครก็ได้ที่มีเครื่องตัดพร้อม จะตัดด้วยมือหรือเครื่องจักรชนิดไหนก็ได้ ช่วยนำไฟล์ผลงานการออกแบบ Face Shield ของเธอไปทดลองตัดและประกอบให้ที”

ต่ายอธิบายว่าที่เชลบีตัดโมเดลต้นแบบเองไม่ได้ เพราะเมื่อ 2 ปีก่อน เธอติดเชื้อไวรัสในเส้นประสาทจนต้องรับการผ่าตัดและสูญเสียความสามารถในการใช้แขน ทุกวันนี้เธอทำได้เพียงเขียนแบบในคอมพิวเตอร์เท่านั้น

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“เราทำงานด้านนี้ มีโรงงานออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์อย่าง Bangkok Pack อยู่แล้ว จึงมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม เมื่อเห็นข้อความ SOS ของเชลบี เราจึงนำไฟล์เข้าเครื่องตัดและประกอบเป็นโมเดลต้นแบบขึ้นมา และส่งข้อความกลับไปหาเชลบี เธอประหลาดใจมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากคนอีกซีกโลก อย่างไรก็ตามเมื่อตัดและประกอบเสร็จ Face Shield แปดชิ้นแรกของเชลบี ไม่มีชิ้นไหนใช้งานได้จริง เราจึงตกลงที่จะช่วยกันพัฒนาแบบ Face Shield ต่อ”

ต่ายเล่าต่อว่า จริงๆ แล้วช่วงนั้น เธอและทีมนักออกแบบของ Bangkok Pack ก็กำลังหาข้อมูลและขึ้นโมเดลต้นแบบของ Face Shield กันอยู่เช่นกัน เพราะได้ไปเห็นวิดีโอที่การทำ Face Shield แบบ DIY ของพยาบาล โดยใช้ฟองน้ำและแผ่นใสที่หาได้ทั่วไปในท้องตลาด ใช้เทปสองหน้าติดฟองน้ำไว้ที่บริเวณหน้าผาก และนำชิ้นส่วนต่างๆ มายึดติดกันด้วยตัวเย็บ

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“พอเห็นขั้นตอนในวิดีโอ ก็เกิดคำถามขึ้นในใจมากมาย ขั้นตอนต่างๆ ดูซับซ้อนยุ่งยาก ทำให้คุณพยาบาลต้องมาเสียเวลามากพอควรในการทำ Face Shield สักชิ้น มันน่าจะมีวิธีที่ง่ายกว่านี้ ใช้เวลาน้อยกว่านี้ในการประกอบ ผลิตในระบบอุตสาหกรรมที่ไม่สร้างขยะส่วนเกิน และใช้วัสดุอะไรบางอย่างแทนฟองน้ำ ที่รู้กันอยู่ว่าเป็นอมเชื้อโรค ทำความสะอาดไม่ได้

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

“เราเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ มีความเชี่ยวชาญเรื่องวัสดุและการออกแบบ เราน่าจะช่วยอะไรทีมแพทย์ได้บ้างจากความสามารถของเรา ตอนนั้นจึงระดมทีมกันทำรีเสิร์ช และก็ได้พบกับเชลบีพอดี จึงกลายเป็นโปรเจกต์พัฒนาแบบ Face Shield ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือปกป้องทีมแพทย์ระหว่างปฏิบัติงานให้ได้มากที่สุด”

การปกป้องที่สมบูรณ์แบบ

ต่ายเกิดในครอบครัวหมอชนบท คุณพ่อเป็นแพทย์ คุณแม่เป็นพยาบาล ทำให้ในวัยเด็กเธอใช้ชีวิตคลุกคลีในโรงพยาบาล 

“เพราะอาศัยในบ้านพักโรงพยาบาล ทำให้เราวิ่งเล่นในโรงพยาบาลตั้งแต่เล็กๆ คุณพ่อจึงปลูกฝังวิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคอยู่เสมอ โดยเฉพาะวิธีล้างมือที่เน้นย้ำเป็นพิเศษจนจำขึ้นใจ” 

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

“เราเห็นภาพทีมแพทย์ของเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ใส่หน้ากากอนามัยและ Face Shield จนเป็นแผลเต็มหน้า จึงไปสอบถามคุณหมอว่าจำเป็นต้องใส่หน้ากากนานขนาดนั้นเลยหรอ คุณหมอบอกว่าการผ่าตัดไม่ใช่แค่ยี่สิบถึงสามสิบนาที บางทีเป็นชั่วโมงๆ แถมถ้าขนาดไม่พอดี ป้องกันไม่ดี ต้องเอาเทปปิดแผลมาปิด เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองได้รับเชื้อ ทำให้เกิดการเสียดสีและกดทับผิวหนังกลายเป็นแผล โดยเฉพาะเนื้อเยื่อใต้ดวงตา

“ข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงในทีนี้คือคุณหมอบอกเราว่า Face Shield ทุกแบบที่หาได้ จะป้องกันเฉพาะด้านหน้า เปิดช่องว่างบริเวณใบหูไว้ การป้องกันอย่างสมบูรณ์ควรจะปกปิดจากหูข้างหนึ่งไปถึงหูอีกข้าง 

“เราเลยไปหาข้อมูลเพิ่มด้านการยศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยวัดสัดส่วนของคนทั่วโลก ว่าคนที่ตัวเล็กที่สุดกับตัวใหญ่ที่สุด ระยะเส้นรอบศีรษะ ระยะจากหน้าผากถึงคาง ระยะจากใบหูถึงใบหู มีขนาดเท่าไหร่ เราต้องรู้สัดส่วนที่แตกต่างกันของคนตะวันออกและตะวันตก เพื่อออกแบบ Face Shield ที่ฟิตกับใบหน้าของทุกคนได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย”

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled
เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ต่ายอธิบายต่อว่า อีกปัญหาใหญ่ที่คุณหมอทุกคนเจอ คือ Face Shield เป็นฝ้า ลองนึกถึงความทรงจำวัยเด็ก เมื่อเราเอาจมูกไปแตะกระจกในวันฝนตกแล้วหายใจ กระจกจะกลายเป็นฝ้า เช่นเดียวกับ Face Shield ที่เมื่อกลายเป็นฝ้า มันบดบังทัศนวิสัย แถมยังกำจัดออกไม่ได้ง่ายๆ นี่จึงเป็นปัญหาที่เหมือนก้อนกรวดในรองเท้า วิธีแก้อยู่ที่การคำนวณระยะห่างระหว่างพลาสติกกับจมูกผู้สวมใส่ให้เหมาะสม ไม่ชิดหรือห่างเกินไป ซึ่งต้องมีการทดสอบอยู่หลายต่อหลายรอบจึงจะได้ระยะที่ดีที่สุด

วัสดุที่ใช้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ต่ายเชี่ยวชาญเรื่องวัสดุ เพราะอยู่ในแวดวงออกแบบบรรจุภัณฑ์มานาน “Face Shield แบบ DIY มักใช้อะซิเตท (Acetate) ซึ่งเป็นแผ่นพลาสติกใสที่มีปัญหาใหญ่คือมันไม่ใสจริง เพราะมีความเป็นคลื่นอยู่ในเนื้อวัสดุ ทำให้ทัศนวิสัยที่เกิดขึ้นกับผู้สวมใส่เหมือนการสวมแว่นเลนส์ไม่ดี เป็นอีกสาเหตุว่าทำไมเมื่อใส่ไปนานๆ คุณหมอถึงมีอาการเวียนหัว เพราะภาพที่เห็นมันบิดเบี้ยวนั่นเอง ดังนั้นการต้องเพ่งมองผ่านวัสดุใส โดยเฉพาะระหว่างปฏิบัติการการแพทย์ วัสดุต้องใสจริงและไม่ทำให้ภาพผิดเพี้ยน”

ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19

หลังจากพัฒนาแบบข้ามไทม์โซนกันมาพักใหญ่ ในที่สุดต่ายและเชลบีก็สร้างโมเดลต้นแบบ Face Shield ที่แก้โจทย์ปัญหาเรื่องการใช้งานทั้งหมดสำเร็จ ต่ายจึงส่งตัวอย่าง Face Shield จำนวนหนึ่งไปให้ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยตรง และศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

“คุณหมอบอกว่าปกป้องดีจัง ออกแบบมาดีมาก สวมใส่สบายมากเลย” ต่ายเล่าพร้อมรอยยิ้ม

เราจะชนะ!

จากความร่วมมือ 2 ประเทศ เพิ่มมาเป็น 3 เมื่อต่ายชักชวนเพื่อนชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักออกแบบมีดตัดสำหรับงานบรรจุภัณฑ์มาร่วมทีมด้วย 

“มองย้อนกลับไปยังโจทย์ตั้งต้น นอกจากประสิทธิภาพแล้ว เราอยากแก้ปัญหาเรื่องความซับซ้อนยุ่งยากในการประกอบ Face Shield เพราะไม่อยากให้ทีมแพทย์ต้องเสียเวลามาก ตัวเกี่ยวหรือตะขอที่ยึด Face Shield ไว้ด้วยกันคือกุญแจสำคัญ เพื่อนชาวญี่ปุ่นคนนี้จึงมาช่วยเคลียร์ในจุดนี้ ให้ทางเราเองก็ผลิตได้ง่ายขึ้น และทางทีมแพทย์ที่ได้รับ Face Shield ไปก็ประกอบได้ง่ายขึ้นเช่นกัน” จึงกลายเป็นการทำงานร่วมกัน 3 ประเทศ

ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19
ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19

ต่ายเล่าว่าเนื่องจากทีมวิจัย Face Shield ของ Columbia Technology Ventures รับทุนจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมื่อการออกแบบใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ทางมหาวิทยาลัยจึงแจ้งว่า ต้องการจดสิทธิบัตร Face Shield ที่ออกแบบร่วมกันในโปรเจกต์นี้ แต่ทั้งต่ายและเชลบีไม่เห็นด้วยนัก 

“เราอยากส่งแบบไปให้คนในหลายๆ ประเทศ หลายๆ พื้นที่ผลิตและใช้กันได้ทั่วไป การจดสิทธิบัตรเท่ากับเราจะส่งแบบไปให้ที่อื่นไม่ได้”

ดังนั้น นักออกแบบทั้ง 3 ประเทศจึงตัดสินใจแยกย้ายกันไปปิดแบบ Face Shield ของตัวเอง ต่างคนต่างมีลิขสิทธิ์งานออกแบบเป็นของตัวเอง ไม่ผูกขาดกับทางมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยมีหลักการปกป้องจรดหน้าผากและหูเหมือนกัน แต่ในรายละเอียดการออกแบบนั้นแตกต่างกัน

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

Face Shield เราจะชนะ! ประกอบไปด้วยชิ้นส่วน 3 ชิ้น ชิ้นแรกคือส่วนใสด้านหน้า ทำจากวัสดุ PET ที่ความหนามากกว่าอะซิเตทมากกว่า 2 เท่า ไม่เกิดรอยยับขณะใช้งาน และมีคุณสมบัติโปร่งใสมาก จนคุณหมอนำไปใช้อัลตราซาวด์หรือผ่าตัดส่องกล้องขนาดเล็กได้

ชิ้นต่อมาแผ่นปะหน้าบริเวณหน้าผาก ทำจากพลาสติกอ่อนสีขาวด้าน ที่เลือกใช้วัสดุชนิดนี้เพราะคุณหมอหลายคนบอกต่ายว่า ถ้าคาดพลาสติกเนื้อใสนานๆ จะทำให้เจ็บและปวดศีรษะ เธอจึงเปลี่ยนมาใช้วัสดุเนื้อด้านที่นิ่มและมีความยืดหยุ่น

และชิ้นสุดท้ายคือยางยืดขนาดใหญ่คล้องด้านหลังศีรษะ ลักษณะคล้ายยางคาดของหน้ากาก N95 แต่กว้างและหนากว่าเพื่อลดอาการบาดเจ็บเมื่อต้องคาดเป็นเวลานาน เมื่อใช้เสร็จ ทั้ง 3 ชิ้นส่วนถอดล้างทำความสะอาดได้ด้วยสบู่และแอลกอฮอล์ ตากให้แห้งได้ทุกชิ้นส่วน ช่วยลดปริมาณขยะติดเชื้อที่จะเกิดขึ้นได้

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled
เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ต่ายเล่าอย่างภาคภูมิใจต่อว่า ตัวอักษร ‘เราจะชนะ!’ ที่พิมพ์อยู่บน Face Shield ออกแบบโดย อาจารย์ไพโรจน์ ธีระประภา นักออกแบบตัวอักษรผู้คร่ำหวอดในวงการกราฟิกไทยและออกแบบฟอนต์ไทยมาแล้วมากมาย อาจารย์ไพโรจน์คือปรมาจารย์ศิลปินผู้ต้องการให้ศิลปะแบบไทยๆ จับต้องและเข้าถึงได้ง่าย

จากตัวเองสู่สังคม

ตอนนี้หน้ากาก Face Shield เราจะชนะ! ผลิตและแจกจ่ายไปยังทีมแพทย์ทั่วประเทศแล้วนับหมื่นชิ้น จากวันแรกๆ เขาใช้งบประมาณส่วนตัวอย่างเดียว ทุกวันนี้มีเพื่อนๆ พี่น้อง และอีกหลายคนมาช่วยบริจาคเงินสมทบทุนผลิต เพื่อส่ง Face Shield ไปให้ทีมแพทย์ตามพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะโรงพยาบาลแถวตะเข็บชายแดน เพราะนอกจากแพทย์ด่านหน้าที่ต้องรับมือกับโรค COVID-19 แล้ว บุคลากรการแพทย์ในแขนงอื่นๆ อย่างทันตแพทย์ที่ต้องรับน้ำลายและเลือดของคนไข้ตลอดเวลาก็ล้วนมีความเสี่ยงเช่นกัน

“เราทำงานให้สมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย ทำให้รู้จักหน่วยงามสมาคมบรรจุภัณฑ์ประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชียหลายประเทศ เราก็ส่งข้อความไปหาว่าต้องการผลิต Face Shield เรายินดีส่งมอบแบบที่พัฒนาแล้วไปให้ เพื่อเขาจะได้นำไปผลิตในประเทศได้ ในสถานการณ์แบบนี้แค่หาวัสดุให้พอหรือทำการผลิตให้ราบรื่น ก็ยากกว่าสถานการณ์ปกติแล้ว”

ข่าวคราวล่าสุดจากเชลบีและเพื่อนชาวญี่ปุ่น ตอนนี้ที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นก็กำลังเร่งผลิต Face Shield เพื่อจัดส่งให้ทีมแพทย์กันอย่างขะมักเขม้น อาจมีความยุ่งยากกว่าที่เมืองไทยนิดหน่อย เพราะต้องหาวัสดุและผู้ผลิตมารับหน้าที่เดียวกับ Bangkok Pack แต่ทุกอย่างก็กำลังดำเนินไปได้อย่างดี เช่นเดียวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่กำลังดีขึ้นทุกขณะ

ต่ายกล่าวทิ้งท้ายว่า “ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่หน้าที่ของแพทย์หรือของใคร แต่มันเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะใช้ศักยภาพของตัวเองนี่แหละ ดูว่าเราทำอะไรได้ คนทำอาหารได้ก็ทำอาหารไปแจกคนด้อยโอกาส ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เอาทักษะความสามารถมาช่วยเหลือกัน เพื่อให้ทุกส่วนที่มีปัญหารอดพ้นวิกฤตกันไปได้”

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ผู้สนใจสั่งซื้อหรือต้องการบริจาคเงินสมทบทุน เพื่อผลิต Face Shield เราจะชนะ! แจกจ่ายทีมแพทย์ทั่วประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokpack.com

Facebook : Patra Khunawat
Facebook : Bangkokpack

Line ID : momomamy
Tel: 08 1403 6156

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

‘เด็กอายุต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตนเอง’ คือสิ่งที่วัยรุ่นผู้ยื่นขอแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้อยากให้เด็กไทยทุกคนรู้

“ขอโทษที่ช้านะคะ หนูเพิ่งกลับมาจากเยี่ยมเคส”

ญา-ปราชญา ศิริ์มหาอาริยะโพธิ์ญา กล่าวขอโทษทีมงาน ก่อนจะนั่งลงด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย เราบอกน้องว่า “ไม่เป็นไรเลย” ก่อนน้องจะอธิบายเพิ่มเติมว่า “เคสนักเรียนซึมเศร้าที่กำลังดูแลติดต่อไม่ได้กะทันหัน” ญาเลยต้องรีบไปที่บ้านเคสเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ ทำให้มาสัมภาษณ์สายในวันนี้

ระหว่างที่ฟังญาเล่า เรารู้สึกทึ่งกับ ‘เด็กอายุ 17’ คนนี้ เพราะไม่ใช่แค่น้องขอยื่นแก้กฎหมายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี พบจิตแพทย์ได้ด้วยตนเอง แต่น้องยังมีชีวิตประจำวันแตกต่างจากเด็กทั่วไป ญาเรียนหนังสือระบบโฮมสคูลที่ออกแบบการเรียนรู้แต่ละวันได้ และการเรียนรู้ในแต่ละวันของเธอคือการดูแลเพจ Mental Me-Youth Mental Health Change Making Centre ขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตวัยรุ่น การให้คำปรึกษาและออกไปเยี่ยมเคสผู้ป่วยทางใจ การจัดอบรมหลักสูตรจัดการอารมณ์ในโรงเรียนแก่นักเรียน-ครู-ผู้ปกครอง รวมถึงการขึ้นเวทีเสวนาต่าง ๆ

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา ญาเป็นหนึ่งในวิทยากรขึ้นพูดเรื่องสุขภาพจิตเยาวชน ในงาน ‘วันสุขภาพจิตโลก – Better Mind, Better Bangkok’ จัดขึ้นครั้งแรก ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยมูลนิธิ Sati App มูลนิธิรุกข์ กลุ่ม Understand และเครือข่าย Global Shapers Bangkok เพื่อขับเคลื่อนเรื่องการดูแลสุขภาพจิตคนไทย ญาบอกว่าในงานนั้น สิ่งที่เธออยากให้วัยรุ่นไทยรับรู้ที่สุดคือ เด็กอายุต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตนเองแล้วนะ

และนี่คือเรื่องราวการเคลื่อนไหวด้านสุขภาพจิตของเด็กไทยคนหนึ่ง ซึ่งผลักดันจนแก้ พ.ร.บ.สุขภาพจิตฉบับนี้จนสำเร็จ เพราะอยากให้เด็กไทยทุกคนมีสุขภาพจิตที่ดี

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

เด็กคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาผลักดันกฎหมาย… เพราะเพื่อนประถมพยายามฆ่าตัวตาย

“ตอนนั้นญาอยู่ชั้นประถม เห็นเพื่อนกรีดข้อมือตัวเองซ้ำ ๆ ก็เลยไปหาข้อมูลในกูเกิล แล้วพบว่าสิ่งที่เพื่อนเป็นเรียกว่าโรคซึมเศร้า พอจะพาเพื่อนไปหาหมอ ก็พบว่ากฎหมายไทยตอนนั้นไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง”

จากการเห็นความทุกข์ใจของเพื่อนและเห็นช่องโหว่ของกฎหมายตอนนั้น ทำให้ญาเริ่มขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตตั้งแต่อายุ 14 ปี ขณะนั้นญาเป็นแกนนำเยาวชนเลิฟแคร์คลับ อีกทั้งยังเป็นประธานสภาเด็กและเยาวชนเขตบางกะปิ จึงร่วมมือกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิตแห่งชาติ พ.ศ. 2551 ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้ารับการรักษาบำบัดได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ครั้งแรกญาและทีมงานไปยื่นหนังสือกับกรมสุขภาพจิตและพิมพ์ใบยินยอมเป็นแผ่นใหญ่พร้อมโซ่คล้องไว้ เพื่อสื่อสารกับบรรดาผู้ใหญ่ว่า ‘ช่วยปลดโซ่ตรวนให้เด็ก ๆ พบจิตแพทย์ด้วยตนเอง’

“ตอนเราพาเพื่อนประถมไปหาหมอ หมอบอกให้กลับไปก่อนเพราะไม่มีผู้ปกครอง ทั้งที่เขาก็แย่มาก ๆ แล้วตอนนั้น พอกลับมาบอกพ่อแม่ พ่อแม่ก็ไม่ยอมรับ พยายามคุยเรื่องนี้ให้พวกเขาเข้าใจ เขาก็บอกว่าห้ามมายุ่งกับลูกเขา มีเคสแบบนี้เยอะนะคะที่พ่อแม่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง พอหาข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการแก้กฎหมายฉบับนี้ เราพบว่ามีทั้งเด็กที่ไม่อยากให้พ่อแม่รับรู้ว่าเขาเป็นอะไรอยู่ และเด็กที่อยากให้เราบอกพ่อแม่ให้หน่อย เขาไม่กล้าจริง ๆ เพราะเขาไม่แน่ใจว่าพ่อแม่จะปฏิบัติยังไง”

อย่างไรก็ตาม 1 ปีผ่านไป การแก้ไขกฎหมายยังไม่สำเร็จ ญาและทีมงานก็ยังผลักดันกฎหมายต่อโดยไปยื่นหนังสือให้กระทรวงสาธารณสุขซึ่งกำลังสนใจประเด็นดังกล่าวพอดี ในครั้งนั้นญาได้เข้าร่วมประชุมกับทีมร่างกฎหมายฉบับนี้ จน พ.ศ. 2563 ก็แก้ไขกฎหมายฉบับนี้สำเร็จ

“ตอนนี้มีการออกนโยบายเป็นแนวทางให้จิตแพทย์ ส่วนเด็กก็รับคำปรึกษาจากนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์ได้ รวมถึงรับยาบางตัวได้ แค่ให้เด็กได้รับการปรึกษาจากหมอ ไม่ใช่แค่ได้เจอหมอนะคะ มันคือการทำให้เด็กและครอบครัวได้เจอนักสังคมสงเคราะห์ด้วย เพราะว่าบางเคสเป็นเรื่องหนักมาก ดังนั้น ไม่ใช่แค่เด็กที่ต้องรับการปรึกษา พ่อแม่ก็ต้องเข้ารับคำปรึกษาเช่นกัน การแก้กฎหมายฉบับนี้เลยเป็นการเปิดประตูการแก้ไขปัญหา”

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

เด็กคนหนึ่งที่พยายามช่วยเหลือวัยรุ่นมากมายที่เจ็บปวด

หลังจากผลักดันกฎหมายสำเร็จ น้องญาก็มุ่งพัฒนาตัวเองด้านองค์ความรู้และทักษะทางด้านการให้คำปรึกษา ผ่านการเรียนคอร์สสุขภาพจิตจากกรมสุขภาพจิต องค์กรต่าง ๆ และผู้เชี่ยวชาญมากมาย รวมถึงการฝึกฝนทักษะจากหน้างาน เพราะในขณะนั้นน้องญาได้รับตำแหน่งประธานสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร ทำให้มีโอกาสจัดอบรมเรื่องสุขภาพจิตและให้คำปรึกษาเคสนักเรียนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงอยู่เป็นประจำ ก่อนจะตั้งเพจ Mental Me เพื่อขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตเด็กไทยผ่านการให้องค์ความรู้ การสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ การผลักดันกฎหมายสำคัญ การอบรมหลักสูตรการจัดการอารมณ์ในโรงเรียน และการให้คำปรึกษาสำหรับนักเรียนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงทางสุขภาพจิต

“จากการทำงาน 6 ปีที่ผ่านมา ญาพบว่าความเจ็บปวดของวัยรุ่นไทยมาจาครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง เช่น ครอบครัวกดดัน คาดหวังในตัวเด็กมากเกินไป เราได้ยินซ้ำ ๆ ว่าอยากให้ลูกเป็นหมอ ข้าราชการ เด็กแต่ละคนมีสิ่งที่ชอบแตกต่างกัน อาจไม่ตรงสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังไว้ 

“เราได้เห็นพ่อแม่ที่กดดัน ด่า ไปจนทุบตีลูก ความเจ็บปวดต่อมาคือมาจากโรงเรียน เป็นความเจ็บปวดจากการถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนหรือคุณครู และสุดท้ายคือความเจ็บปวดที่มาจากสื่อออนไลน์ซึ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนโควิดเราว่าการกลั่นแล้งในโลกออนไลน์ก็หนักแล้วนะ แต่หลังจากโควิด เราพบว่าหนักขึ้นมาก ๆ คงเพราะเรียนออนไลน์ ต้องใช้โทรศัพท์ทั้งวัน มันจะมีตั้งแต่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ไปจนการกลั่นแกล้งกัน โพสประจานกันในโลกออนไลน์”

“เวลาญาดูแลเคส ก็มีตั้งแต่รับฟัง ให้คำปรึกษา บางเคสเราก็พาไปพบจิตแพทย์ด้วย ซึ่งก็จะมีโมเมนต์ดี ๆ ที่เราจำไม่ลืม เช่นเคสหนึ่งที่ญาให้คำปรึกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2561 เขาได้รับความรุนแรงในครอบครัว เคสนี้คุณพ่อเขาเมาเหล้าแล้วทำร้ายร่างกายลูก แต่พอสร่างเมาก็จะขอโทษลูก เขาเหมือนมีอาการทางจิตด้วย เด็กเหมือนโดนทำร้ายและโดนเยียวยาสลับกันไป เคสนี้เราคุยกันบ่อยมาก ๆ เราพยายามให้เขาไปรักษาแต่คุณพ่อก็ไม่ยอมให้ไป สิ่งที่เราทำได้มากที่สุดคือช่วยพยุงเคสไปจนวันที่เขาไปพบจิตแพทย์ได้ จนหลังจากที่ปลดล็อกโควิดก็พาเขาไปพบจิตแพทย์ ตอนนั้นเขาก็กอดญาแล้วร้องไห้ เรารู้สึกกับโมเมนต์นั้นมาก ๆ บอกไม่ถูกเลย”

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

เด็กทุกคนต้องการพ่อแม่ที่เป็น ‘เพื่อนผู้นำ’

ในมุมมองของญา เธอเชื่อว่าการผลักดันกฎหมายอาจไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาสุขภาพจิตที่ครอบคลุม แต่เป็นการขับเคลื่อนพร้อมกันในทุกมิติ ทั้งจากฝั่งพ่อแม่ โรงเรียน องค์กรต่าง ๆ และภาครัฐ ญาและทีมงานเชื่อว่าทุกคนควรมีทักษะการจัดการอารมณ์เพื่อดูแลจิตใจตนเองให้ดีที่สุด จึงสร้างหลักสูตรการจัดการทางอารมณ์สำหรับโรงเรียน เพื่อฝึกฝนทักษะการดูแลเยียวยาจิตใจสำหรับนักเรียน อีกทั้งยังมีการฝึกฝนทักษะการให้คำปรึกษาสำหรับครูอาจารย์และผู้ปกครองอีกด้วย

“มีครั้งหนึ่งที่ญาพยายามหาคำตอบจากการสอบถามว่า ‘พ่อแม่ที่เด็กต้องการคือพ่อแม่แบบไหน’ สรุปคือเด็กต้องการพ่อแม่ที่เป็น ‘เพื่อนผู้นำ’ คือรับฟังและเข้าใจเขาได้แบบเพื่อน และพร้อมเป็นผู้นำเวลาเขามีปัญหา ช่วยแก้ไขปัญหาได้ ไม่ใช่พ่อแม่ที่อยากเป็นแต่ผู้นำ ที่ใช้อำนาจมากดทับเด็ก ๆ เด็กหลายคนสะท้อนว่าความสัมพันธ์ในบ้านหลายครั้งก็เหมือนเจ้านายลูกน้อง พ่อแม่สั่งอะไรก็ต้องทำ เด็กก็จะรู้สึกว่าเขาไม่ถูกมองเห็น รับฟัง

“เราคิดว่าหลักการในการดูแลสุขภาพจิตทุกคนให้ดีไปด้วยกัน คือการรับฟัง ญาเคยคุยกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า เขาเล่าว่าถ้าเปรียบความเครียดความทุกข์ใจเป็นน้ำเต็มแก้ว แค่มีคนฟัง น้ำก็ออกไปครึ่งแก้วแล้ว มันแบ่งเบาได้มากจริง ๆ 

ซึ่งการรับฟังอาจจะยาก หลายครั้งเราก็ฟังแบบผ่าน ๆ ไป เล่นโทรศัพท์ไปด้วย แต่การฟังจริง ๆ คือฟังแบบเข้าอกเข้าใจจริง ๆ ฟังผ่านสายตาท่าทาง แค่นั้นความทุกข์เขาก็ถูกแบ่งเบา ญาโชคดีที่โตมากับคุณแม่ที่รับฟังลูกมาก ๆ อนุญาตให้ตั้งคำถามและสงสัยได้ตลอดไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร เวลาญามีเรื่องเครียด คุณแม่ก็จะพยายามเป็นที่ปรึกษาและรับฟัง ทำให้เราเห็นตัวอย่างการรับฟังที่ดี ช่วงแรก ๆ ที่ทำงาน ญาไม่มีความรู้เรื่องการให้คำปรึกษาเลยนะ แต่ญาคิดภาพที่แม่รับฟังเรา เลยพยายามถ่ายทอดความรู้สึกแบบนั้นออกไป”

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

เด็กทุกคนสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

ครั้งหนึ่งเคสนักเรียนที่ญาให้คำปรึกษากระโดดสะพานฆ่าตัวตาย หลังจากนั้นญาก็เกิดความเครียดมาก เธอยอมรับว่าการทำงานพวกนี้ที่ต้องรับอารมณ์และเรื่องราวหนัก ๆ ของผู้คนนั้นส่งผลต่อการใช้ชีวิต จนในที่สุดญาได้พูดคุยกับพี่ ๆ นักจิตบำบัดและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาทางจัดการอารมณ์และเรียนรู้การจัดสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต เพราะยังไงงานนี้ก็เป็นงานที่เธอรักที่สุดและอยากจะทำจริง ๆ

“แรงผลักดันในการทำงานของญาเวลานี้ น่าจะเป็นความสนใจส่วนตัวที่เราสนใจด้านนี้อยู่แล้ว และเราก็มีภาพฝันว่าอยากให้สุขภาพจิตของเด็กไทยดีขึ้น ต้องไม่ถึงจุดที่มีเด็กฆ่าตัวตายทุกวัน ภาพฝันนี้ไม่ได้มีตั้งแต่แรกนะคะ แต่พอเราขับเคลื่อนการแก้ไข พ.ร.บ. สำเร็จ ก็คิดว่าน่าจะไปต่อได้มากกว่านั้น

“การทำงานนี้ทำให้เราเรียนรู้มาก ๆ ว่าเสียงของเด็กมีคุณค่า และเสียงของเด็กก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะก่อนหน้าที่เราจะผลักดันกฎหมาย เราปรึกษาพี่คนหนึ่งแล้วเขาบอกว่าเรื่องนี้มันยากนะ เด็กอายุ 14 ทำคนเดียวไม่ได้แน่นอน ทั้งที่ตอนนั้นเราต้องการคำแนะนำ แต่ได้ยินว่าทำไม่ได้หรอก มันก็ลดความมั่นใจว่าเราจะทำได้มั้ยนะ แต่ก็คิดว่าทำไปก่อนจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลัง พอทำสำเร็จ เราก็พบว่า เสียงของเด็กและความสามารถของเด็กมีคุณค่า เด็กเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ได้ถ้าเข้าใจบริบทและวิธีการ”

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load