“ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ เพียงเรามองลึกเข้าไปในความสามารถของตนเองว่า จะดึงเอาทักษะเหล่านั้นมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน” ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ เอ่ยขึ้น 

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

เธอคือนักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทยผู้อยู่เบื้องหลังภารกิจออกแบบ Face Shield ประสิทธิภาพสูง ร่วมกับวิศวกรกระดาษอีก 2 สัญชาติคือสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เพื่อเป็นเกราะให้เหล่านักรบเสื้อกาวน์ แนวหน้าในการต่อกรกับ การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษอย่าง COVID-19

Face Shield หรือหน้ากากปกป้องละลองฝอย คือหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยปกป้องใบหน้าของผู้สวมใส่จากสารคัดหลั่ง ซึ่งการสัมผัสสารคัดหลั่งนี่เองคือสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อ COVID-19 มันจึงเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ สำหรับทีมแพทย์ที่ต้องอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

ต่ายทำงานออกแบบบรรจุภัณฑ์และสร้างสรรค์กระดาษมากว่าสิบปี ทำให้ในวันนี้ ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบ การพับ ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ และทักษะสร้างความเข้าใจผู้ใช้งานที่เธอสั่งสม นำมาพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยปกป้องทีมแพทย์ได้ เธอบอกว่าหน้าที่ของบรรจุภัณฑ์คือการปกป้อง และนั่นคือวัสดุประสงค์เดียวกับ Face Shield

และนี่คือ ‘เราจะชนะ!’ โปรเจกต์สร้างนวัตกรรม Face Shield ของวิศกรกระดาษจาก 3 มุมโลก ด้วยการออกแบบอย่างถูกหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ทำให้รับกับสรีระของคนแต่ละชาติพันธุ์ นอกจากนี้ยังผลิตขึ้นจากวัสดุที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าลดอาการบาดเจ็บได้เมื่อต้องใส่เป็นเวลานาน เพื่อเสริมประสิทธิภาพขณะปฏิบัติงานของทีมแพทย์ 

โดยตอนนี้ Face Shield ผลิตและแจกจ่ายไปตามโรงพยาบาลทั่วกรุงเทพฯ นครนิวยอร์ก เกาะคิวชู และกำลังขยายการจัดส่งไปทั่วประเทศ เพื่อขยายประสิทธิภาพการปกป้องออกไปให้กว้างไกลที่สุด

ภารกิจข้ามทวีป 

ต่ายเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ว่า เธอได้พบกับ เชลบี อาร์โนลด์ (Shelby Arnold) อดีตวิศวกรกระดาษของ Robert Sabuda สตูดิโอออกแบบหนังสือ Pop-up กระดาษชื่อดังแห่งนครนิวยอร์ก ในเพจ Paper Engineers Unite! ที่ทั้งคู่เป็นสมาชิกอยู่ เชลบีเป็นหนึ่งในทีมวิจัย Face Shield ของ Columbia Technology Ventures มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่กำลังเร่งออกแบบและผลิต Face Shield เพื่อแจกจ่ายให้ทีมแพทย์ในสหรัฐอเมริกา

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“การทำงานของวิศกรกระดาษ เมื่อออกแบบเสร็จ จะต้องทำโมเดลต้นแบบขึ้นมาเพื่อทดสอบประสิทธิภาพ เชลบีที่ตอนนั้นออกแบบ Face Shield ชุดแรกเสร็จจำนวนแปดชิ้น ก็ต้องทำโมเดลต้นแบบขึ้นมาเช่นกัน แต่เนื่องจากไม่มีเครื่องตัดที่มีประสิทธิภาพพอ เธอจึงโพส SOS ขอความช่วยเหลือไว้ในเพจ ให้ใครก็ได้ที่มีเครื่องตัดพร้อม จะตัดด้วยมือหรือเครื่องจักรชนิดไหนก็ได้ ช่วยนำไฟล์ผลงานการออกแบบ Face Shield ของเธอไปทดลองตัดและประกอบให้ที”

ต่ายอธิบายว่าที่เชลบีตัดโมเดลต้นแบบเองไม่ได้ เพราะเมื่อ 2 ปีก่อน เธอติดเชื้อไวรัสในเส้นประสาทจนต้องรับการผ่าตัดและสูญเสียความสามารถในการใช้แขน ทุกวันนี้เธอทำได้เพียงเขียนแบบในคอมพิวเตอร์เท่านั้น

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“เราทำงานด้านนี้ มีโรงงานออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์อย่าง Bangkok Pack อยู่แล้ว จึงมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม เมื่อเห็นข้อความ SOS ของเชลบี เราจึงนำไฟล์เข้าเครื่องตัดและประกอบเป็นโมเดลต้นแบบขึ้นมา และส่งข้อความกลับไปหาเชลบี เธอประหลาดใจมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากคนอีกซีกโลก อย่างไรก็ตามเมื่อตัดและประกอบเสร็จ Face Shield แปดชิ้นแรกของเชลบี ไม่มีชิ้นไหนใช้งานได้จริง เราจึงตกลงที่จะช่วยกันพัฒนาแบบ Face Shield ต่อ”

ต่ายเล่าต่อว่า จริงๆ แล้วช่วงนั้น เธอและทีมนักออกแบบของ Bangkok Pack ก็กำลังหาข้อมูลและขึ้นโมเดลต้นแบบของ Face Shield กันอยู่เช่นกัน เพราะได้ไปเห็นวิดีโอที่การทำ Face Shield แบบ DIY ของพยาบาล โดยใช้ฟองน้ำและแผ่นใสที่หาได้ทั่วไปในท้องตลาด ใช้เทปสองหน้าติดฟองน้ำไว้ที่บริเวณหน้าผาก และนำชิ้นส่วนต่างๆ มายึดติดกันด้วยตัวเย็บ

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“พอเห็นขั้นตอนในวิดีโอ ก็เกิดคำถามขึ้นในใจมากมาย ขั้นตอนต่างๆ ดูซับซ้อนยุ่งยาก ทำให้คุณพยาบาลต้องมาเสียเวลามากพอควรในการทำ Face Shield สักชิ้น มันน่าจะมีวิธีที่ง่ายกว่านี้ ใช้เวลาน้อยกว่านี้ในการประกอบ ผลิตในระบบอุตสาหกรรมที่ไม่สร้างขยะส่วนเกิน และใช้วัสดุอะไรบางอย่างแทนฟองน้ำ ที่รู้กันอยู่ว่าเป็นอมเชื้อโรค ทำความสะอาดไม่ได้

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

“เราเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ มีความเชี่ยวชาญเรื่องวัสดุและการออกแบบ เราน่าจะช่วยอะไรทีมแพทย์ได้บ้างจากความสามารถของเรา ตอนนั้นจึงระดมทีมกันทำรีเสิร์ช และก็ได้พบกับเชลบีพอดี จึงกลายเป็นโปรเจกต์พัฒนาแบบ Face Shield ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือปกป้องทีมแพทย์ระหว่างปฏิบัติงานให้ได้มากที่สุด”

การปกป้องที่สมบูรณ์แบบ

ต่ายเกิดในครอบครัวหมอชนบท คุณพ่อเป็นแพทย์ คุณแม่เป็นพยาบาล ทำให้ในวัยเด็กเธอใช้ชีวิตคลุกคลีในโรงพยาบาล 

“เพราะอาศัยในบ้านพักโรงพยาบาล ทำให้เราวิ่งเล่นในโรงพยาบาลตั้งแต่เล็กๆ คุณพ่อจึงปลูกฝังวิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคอยู่เสมอ โดยเฉพาะวิธีล้างมือที่เน้นย้ำเป็นพิเศษจนจำขึ้นใจ” 

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

“เราเห็นภาพทีมแพทย์ของเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ใส่หน้ากากอนามัยและ Face Shield จนเป็นแผลเต็มหน้า จึงไปสอบถามคุณหมอว่าจำเป็นต้องใส่หน้ากากนานขนาดนั้นเลยหรอ คุณหมอบอกว่าการผ่าตัดไม่ใช่แค่ยี่สิบถึงสามสิบนาที บางทีเป็นชั่วโมงๆ แถมถ้าขนาดไม่พอดี ป้องกันไม่ดี ต้องเอาเทปปิดแผลมาปิด เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองได้รับเชื้อ ทำให้เกิดการเสียดสีและกดทับผิวหนังกลายเป็นแผล โดยเฉพาะเนื้อเยื่อใต้ดวงตา

“ข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงในทีนี้คือคุณหมอบอกเราว่า Face Shield ทุกแบบที่หาได้ จะป้องกันเฉพาะด้านหน้า เปิดช่องว่างบริเวณใบหูไว้ การป้องกันอย่างสมบูรณ์ควรจะปกปิดจากหูข้างหนึ่งไปถึงหูอีกข้าง 

“เราเลยไปหาข้อมูลเพิ่มด้านการยศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยวัดสัดส่วนของคนทั่วโลก ว่าคนที่ตัวเล็กที่สุดกับตัวใหญ่ที่สุด ระยะเส้นรอบศีรษะ ระยะจากหน้าผากถึงคาง ระยะจากใบหูถึงใบหู มีขนาดเท่าไหร่ เราต้องรู้สัดส่วนที่แตกต่างกันของคนตะวันออกและตะวันตก เพื่อออกแบบ Face Shield ที่ฟิตกับใบหน้าของทุกคนได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย”

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled
เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ต่ายอธิบายต่อว่า อีกปัญหาใหญ่ที่คุณหมอทุกคนเจอ คือ Face Shield เป็นฝ้า ลองนึกถึงความทรงจำวัยเด็ก เมื่อเราเอาจมูกไปแตะกระจกในวันฝนตกแล้วหายใจ กระจกจะกลายเป็นฝ้า เช่นเดียวกับ Face Shield ที่เมื่อกลายเป็นฝ้า มันบดบังทัศนวิสัย แถมยังกำจัดออกไม่ได้ง่ายๆ นี่จึงเป็นปัญหาที่เหมือนก้อนกรวดในรองเท้า วิธีแก้อยู่ที่การคำนวณระยะห่างระหว่างพลาสติกกับจมูกผู้สวมใส่ให้เหมาะสม ไม่ชิดหรือห่างเกินไป ซึ่งต้องมีการทดสอบอยู่หลายต่อหลายรอบจึงจะได้ระยะที่ดีที่สุด

วัสดุที่ใช้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ต่ายเชี่ยวชาญเรื่องวัสดุ เพราะอยู่ในแวดวงออกแบบบรรจุภัณฑ์มานาน “Face Shield แบบ DIY มักใช้อะซิเตท (Acetate) ซึ่งเป็นแผ่นพลาสติกใสที่มีปัญหาใหญ่คือมันไม่ใสจริง เพราะมีความเป็นคลื่นอยู่ในเนื้อวัสดุ ทำให้ทัศนวิสัยที่เกิดขึ้นกับผู้สวมใส่เหมือนการสวมแว่นเลนส์ไม่ดี เป็นอีกสาเหตุว่าทำไมเมื่อใส่ไปนานๆ คุณหมอถึงมีอาการเวียนหัว เพราะภาพที่เห็นมันบิดเบี้ยวนั่นเอง ดังนั้นการต้องเพ่งมองผ่านวัสดุใส โดยเฉพาะระหว่างปฏิบัติการการแพทย์ วัสดุต้องใสจริงและไม่ทำให้ภาพผิดเพี้ยน”

ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19

หลังจากพัฒนาแบบข้ามไทม์โซนกันมาพักใหญ่ ในที่สุดต่ายและเชลบีก็สร้างโมเดลต้นแบบ Face Shield ที่แก้โจทย์ปัญหาเรื่องการใช้งานทั้งหมดสำเร็จ ต่ายจึงส่งตัวอย่าง Face Shield จำนวนหนึ่งไปให้ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยตรง และศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

“คุณหมอบอกว่าปกป้องดีจัง ออกแบบมาดีมาก สวมใส่สบายมากเลย” ต่ายเล่าพร้อมรอยยิ้ม

เราจะชนะ!

จากความร่วมมือ 2 ประเทศ เพิ่มมาเป็น 3 เมื่อต่ายชักชวนเพื่อนชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักออกแบบมีดตัดสำหรับงานบรรจุภัณฑ์มาร่วมทีมด้วย 

“มองย้อนกลับไปยังโจทย์ตั้งต้น นอกจากประสิทธิภาพแล้ว เราอยากแก้ปัญหาเรื่องความซับซ้อนยุ่งยากในการประกอบ Face Shield เพราะไม่อยากให้ทีมแพทย์ต้องเสียเวลามาก ตัวเกี่ยวหรือตะขอที่ยึด Face Shield ไว้ด้วยกันคือกุญแจสำคัญ เพื่อนชาวญี่ปุ่นคนนี้จึงมาช่วยเคลียร์ในจุดนี้ ให้ทางเราเองก็ผลิตได้ง่ายขึ้น และทางทีมแพทย์ที่ได้รับ Face Shield ไปก็ประกอบได้ง่ายขึ้นเช่นกัน” จึงกลายเป็นการทำงานร่วมกัน 3 ประเทศ

ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19
ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19

ต่ายเล่าว่าเนื่องจากทีมวิจัย Face Shield ของ Columbia Technology Ventures รับทุนจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมื่อการออกแบบใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ทางมหาวิทยาลัยจึงแจ้งว่า ต้องการจดสิทธิบัตร Face Shield ที่ออกแบบร่วมกันในโปรเจกต์นี้ แต่ทั้งต่ายและเชลบีไม่เห็นด้วยนัก 

“เราอยากส่งแบบไปให้คนในหลายๆ ประเทศ หลายๆ พื้นที่ผลิตและใช้กันได้ทั่วไป การจดสิทธิบัตรเท่ากับเราจะส่งแบบไปให้ที่อื่นไม่ได้”

ดังนั้น นักออกแบบทั้ง 3 ประเทศจึงตัดสินใจแยกย้ายกันไปปิดแบบ Face Shield ของตัวเอง ต่างคนต่างมีลิขสิทธิ์งานออกแบบเป็นของตัวเอง ไม่ผูกขาดกับทางมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยมีหลักการปกป้องจรดหน้าผากและหูเหมือนกัน แต่ในรายละเอียดการออกแบบนั้นแตกต่างกัน

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

Face Shield เราจะชนะ! ประกอบไปด้วยชิ้นส่วน 3 ชิ้น ชิ้นแรกคือส่วนใสด้านหน้า ทำจากวัสดุ PET ที่ความหนามากกว่าอะซิเตทมากกว่า 2 เท่า ไม่เกิดรอยยับขณะใช้งาน และมีคุณสมบัติโปร่งใสมาก จนคุณหมอนำไปใช้อัลตราซาวด์หรือผ่าตัดส่องกล้องขนาดเล็กได้

ชิ้นต่อมาแผ่นปะหน้าบริเวณหน้าผาก ทำจากพลาสติกอ่อนสีขาวด้าน ที่เลือกใช้วัสดุชนิดนี้เพราะคุณหมอหลายคนบอกต่ายว่า ถ้าคาดพลาสติกเนื้อใสนานๆ จะทำให้เจ็บและปวดศีรษะ เธอจึงเปลี่ยนมาใช้วัสดุเนื้อด้านที่นิ่มและมีความยืดหยุ่น

และชิ้นสุดท้ายคือยางยืดขนาดใหญ่คล้องด้านหลังศีรษะ ลักษณะคล้ายยางคาดของหน้ากาก N95 แต่กว้างและหนากว่าเพื่อลดอาการบาดเจ็บเมื่อต้องคาดเป็นเวลานาน เมื่อใช้เสร็จ ทั้ง 3 ชิ้นส่วนถอดล้างทำความสะอาดได้ด้วยสบู่และแอลกอฮอล์ ตากให้แห้งได้ทุกชิ้นส่วน ช่วยลดปริมาณขยะติดเชื้อที่จะเกิดขึ้นได้

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled
เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ต่ายเล่าอย่างภาคภูมิใจต่อว่า ตัวอักษร ‘เราจะชนะ!’ ที่พิมพ์อยู่บน Face Shield ออกแบบโดย อาจารย์ไพโรจน์ ธีระประภา นักออกแบบตัวอักษรผู้คร่ำหวอดในวงการกราฟิกไทยและออกแบบฟอนต์ไทยมาแล้วมากมาย อาจารย์ไพโรจน์คือปรมาจารย์ศิลปินผู้ต้องการให้ศิลปะแบบไทยๆ จับต้องและเข้าถึงได้ง่าย

จากตัวเองสู่สังคม

ตอนนี้หน้ากาก Face Shield เราจะชนะ! ผลิตและแจกจ่ายไปยังทีมแพทย์ทั่วประเทศแล้วนับหมื่นชิ้น จากวันแรกๆ เขาใช้งบประมาณส่วนตัวอย่างเดียว ทุกวันนี้มีเพื่อนๆ พี่น้อง และอีกหลายคนมาช่วยบริจาคเงินสมทบทุนผลิต เพื่อส่ง Face Shield ไปให้ทีมแพทย์ตามพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะโรงพยาบาลแถวตะเข็บชายแดน เพราะนอกจากแพทย์ด่านหน้าที่ต้องรับมือกับโรค COVID-19 แล้ว บุคลากรการแพทย์ในแขนงอื่นๆ อย่างทันตแพทย์ที่ต้องรับน้ำลายและเลือดของคนไข้ตลอดเวลาก็ล้วนมีความเสี่ยงเช่นกัน

“เราทำงานให้สมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย ทำให้รู้จักหน่วยงามสมาคมบรรจุภัณฑ์ประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชียหลายประเทศ เราก็ส่งข้อความไปหาว่าต้องการผลิต Face Shield เรายินดีส่งมอบแบบที่พัฒนาแล้วไปให้ เพื่อเขาจะได้นำไปผลิตในประเทศได้ ในสถานการณ์แบบนี้แค่หาวัสดุให้พอหรือทำการผลิตให้ราบรื่น ก็ยากกว่าสถานการณ์ปกติแล้ว”

ข่าวคราวล่าสุดจากเชลบีและเพื่อนชาวญี่ปุ่น ตอนนี้ที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นก็กำลังเร่งผลิต Face Shield เพื่อจัดส่งให้ทีมแพทย์กันอย่างขะมักเขม้น อาจมีความยุ่งยากกว่าที่เมืองไทยนิดหน่อย เพราะต้องหาวัสดุและผู้ผลิตมารับหน้าที่เดียวกับ Bangkok Pack แต่ทุกอย่างก็กำลังดำเนินไปได้อย่างดี เช่นเดียวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่กำลังดีขึ้นทุกขณะ

ต่ายกล่าวทิ้งท้ายว่า “ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่หน้าที่ของแพทย์หรือของใคร แต่มันเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะใช้ศักยภาพของตัวเองนี่แหละ ดูว่าเราทำอะไรได้ คนทำอาหารได้ก็ทำอาหารไปแจกคนด้อยโอกาส ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เอาทักษะความสามารถมาช่วยเหลือกัน เพื่อให้ทุกส่วนที่มีปัญหารอดพ้นวิกฤตกันไปได้”

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ผู้สนใจสั่งซื้อหรือต้องการบริจาคเงินสมทบทุน เพื่อผลิต Face Shield เราจะชนะ! แจกจ่ายทีมแพทย์ทั่วประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokpack.com

Facebook : Patra Khunawat
Facebook : Bangkokpack

Line ID : momomamy
Tel: 08 1403 6156

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

The Cloud x องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)

ณ จังหวัดชื่อสั้นสุดในแดนอีสาน เสียงลือเสียงเล่าอ้างจากที่นี่ดังไกลไปถึงเมืองหลวงว่า เมืองเลยมีแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่แจ้งเกิดจากความอุตสาหะของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

ในอ้อมกอดของภูใหญ่ 2 ลูกอันเป็นที่มาของชื่อ ‘ตำบลภูหอ’ และ ‘อำเภอภูหลวง’ ทุ่งนาเขียวขจีและกอกล้วยดกครึ้ม เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางซึ่งติดตามเราไปทุกที่ หรือไม่ก็เจ้าถิ่นใจดีที่ช่วยนำทางเราไปสู่จุดหมายที่ซ่อนกายอยู่ท่ามกลางดอยดงหล่งลึกของตำบลนี้ หลังป้ายทำมือเขียนว่า ‘Banana Landคือที่ดินผืนใหญ่ที่ถูกแบ่งสรรเป็นที่ทอผ้า บ่อปลา แปลงนา ผลิตงานฝีมือ และฟางกองใหญ่ที่สุมกันในรูปปราสาทจำลอง เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของชาวบ้านหนองบัว ตำบลภูหอ ที่มาร่วมแรงทำงานตามความถนัดของตนเองที่นี่ ล้วนเป็นมาตรวัดความสุขที่พวกเขาได้รับยามมาเยือนสถานที่เที่ยวเปิดใหม่

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

บั้ม-ลักขณา แสนบุ่งค้อ ปรากฏตัวในชุดม่อฮ่อมย้อมคราม นุ่งผ้าขาวม้าทอเอง รวบผมสั้นมัดจุกง่าย ๆ ลุคเดียวกับที่เราเคยเห็นในทีวีเมื่อ 4 – 5 ปีก่อน ตอนเธอนำผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูปของอำเภอภูหลวง แปะฉลาก ‘Banana family’ ไปขายไอเดียถึงสตูดิโอรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน ซีซันแรก

วันนั้น Banana Land ของเธอเพิ่งตั้งไข่ในฐานะโมเดลพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเพื่อชุมชน

วันนี้ โมเดลที่เคยคิดเพื่อตอบโจทย์ของรายการได้รับการสานต่อให้เป็นจริง ด้วยแรงใจและไฟฝันอันโชติช่วงของสาวเลย ผู้เรียกตัวเองว่า ‘คนบ้าพลัง’ และในวันที่ Banana Land ของบั้มก่อกำเนิดเป็นรูปเป็นร่าง เราอยากชวนเจ้าตัวมาเล่าย้อนถึงหลักกิโลเมตรแรกที่เธออุทิศตนเองเพื่อรอยยิ้มและรายได้ของคนในชุมชน เผื่อว่าผู้อ่านที่รักทุกท่านจะได้รับพลังบวก ๆ ไปจากผู้หญิงบ้าพลังคนนี้

จากภูหลวง

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

“ที่นี่คืออำเภอภูหลวง ภูยาว ๆ ที่เป็นสันเขาฝั่งกระโน้นคือชื่ออำเภอนี้ เป็นภูยาวที่กินพื้นที่ 3 อำเภอ ส่วนด้านหลังโน่นคือภูหอ ส่วนมากคนรู้จักชื่อ 2 ภูนี้ ภูหนึ่งคือชื่อตำบล อีกภูคือชื่ออำเภอ” บั้มวาดแผนที่กลางอากาศให้คนต่างถิ่นอย่างเราเข้าใจภูมิศาสตร์ของบ้านเกิดเธอในไม่กี่ประโยค

“บ้านบั้มอยู่ที่นี่ เป็นที่ดินของบรรพบุรุษ ตาทวดให้ยาย ยายยกให้แม่ แล้วส่งต่อมาถึงรุ่นบั้ม” เจ้าบ้านตีวงให้แคบลงมาถึงแค่ผืนดินเขียวขจีที่พวกเรายืนอยู่

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

ทุกถ้อยกระทงความที่บั้มกล่าวถึงอำเภอภูหลวงที่ตระกูลเธอหยั่งรากอาศัยมาหลายชั่วอายุคน เปี่ยมด้วยความรักใคร่อย่างที่ใครฟังก็รู้สึกได้ แต่เพื่อความก้าวหน้าของการงานอาชีพ หญิงสาวชาวภูหลวงคนนี้จึงจำจากบ้านเกิดในชนบทไปยังเมืองฟ้าอมร เพื่อโอกาสทางการศึกษาที่เปิดกว้างกว่า

บั้มเรียนจบปริญญาตรีคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ทั้งที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ก่อนจะได้รับทุน IFP Thailand ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ AIT (Asian Institute of Technology) โดยสาขาที่เลือกเรียนในตอนนั้นคือ วิชาความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย หากแต่วิชาที่กำหนดเส้นทางอนาคตของเธอกลับไม่ใช่วิชาที่เลือกโดยจำเพาะ แต่เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาที่ได้รับทุนทุกคน

คืนภูหลวง

“พ.ศ. 2557 บั้มไปเรียน SE (ธุรกิจเพื่อสังคม) ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ทีมอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยกชุดไปสอนพวกเรา เพราะเด็กทุนทุกคนต้องเรียนเรื่องนี้ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า SE คืออะไร รู้แต่ว่าต่างประเทศเขาเน้นเรื่องธุรกิจเพื่อสังคมกันมานานมาก แต่ประเทศไทยไม่มีเลย มีแต่ทำบริษัทใหญ่โต รวยแล้วค่อยแบ่งไปทำ CSR (ความรับผิดชอบต่อสังคม) ซึ่งมันต่างจาก SE มาก”

อาจกล่าวได้ว่า นี่คือวิชาที่ปลุกวิญญาณนักพัฒนาในตัวบั้มอีกขั้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้เธออาจเคยเป็นมือข้างหนึ่งที่ร่วมด้วยช่วยกันในกิจกรรมยกระดับความเป็นอยู่ของคนในบ้านเกิดมาแล้ว แต่เรื่องธุรกิจการค้ายังไม่เคยปรากฏในหัวคิดเช่นครั้งนี้

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง
ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

“เราได้โจทย์มาว่า ถ้ากลับมาที่ชุมชนของเรา เราจะทำธุรกิจเพื่อสังคมอะไรได้บ้าง” สาวเลยร่างเล็กเอ่ยด้วยดวงตาฉายแววครุ่นคิด “ก่อนหน้านี้พวกเราไม่เคยขายของ เคยแต่ทำงานอาสา ทำกลุ่มเยาวชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2550 ชื่อ ‘ชวนน้องออมถวายพ่อหลวง’ ชวนกันออมเงิน ออมบ้าน ออมเด็ก ออมเวลา อันสุดท้ายนี้หมายถึงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เลยชักชวนกันมาทำ SE”

Banana family

โจทย์ที่ได้จากห้องเรียนธุรกิจเพื่อสังคมทำให้บั้มครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพบทางสว่างเมื่อเธอสำรวจพื้นที่บ้านเกิดจนทั่ว แล้วพบว่าของดีประจำถิ่นคือ ‘ต้นกล้วย’ เธอชักชวนชาวบ้านละแวกใกล้เคียงมาแปรรูปกล้วยที่ปลูกในชุมชนเป็นขนมกล้วย ได้แก่ Banana Stick และ Banana Snack

เริ่มจากกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เคยร่วมงานกันในฐานะสมาชิกกลุ่มชวนน้องออมถวายพ่อหลวง รูปที่ใช้ออกแบบโลโก้บนหีบห่อ ก็ได้แบบจากใบหน้ารุ่นน้องที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต

“ตอนแรกเราจะทำรูปภูหอ แต่ตอนนั้นภูหอยังไม่ดัง ไปเสนออาจารย์แล้ว อาจารย์ก็แย้งว่าเห็นรูปภูหอแล้วใครจะรู้ว่าขายกล้วย ตอนนั้นก็เหมือนจะเรียนเรื่องทำแผนธุรกิจอยู่ค่ะ แก้ไขกันมานานพอสมควรกว่าจะได้โลโก้นี้ เราคิดกันว่าสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กอีสานอย่างเรา ๆ มันคืออะไรนะ

“โหนกแก้มใหญ่ กรามเยอะ ตาน้อย ๆ ใช่ไหม ก็เลยออกมาเป็นรูปการ์ตูนประมาณนี้”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

บั้มและผองเพื่อนเยาวชนตั้งชื่อแบรนด์ให้ขนมกล้วย ๆ ทั้งหมดของพวกตนว่า Banana family มีเมนูชูโรงคือ ‘กล้วยเส้น’ ที่สร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างเห็นผลจริง จึงเป็นแรงผลักดันให้เธอเพิ่มรสและกลิ่นใหม่ ๆ อย่างปาปริก้า สาหร่าย และบาร์บีคิว ก่อนที่ตรา Banana family จะขยายผลไปสู่ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบอื่น ๆ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องผลิตเองและปลอดสารพิษ

“SE สอนให้เราเลือกคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผลกำไรต้องแบ่งปันได้ตั้งแต่ต้นน้ำ ผู้ผลิตวัตถุดิบต้องได้กำไรด้วยตั้งแต่แรก ซื้อของโดยไม่กดราคา คัดคุณภาพเพื่อการผลิตที่ดี กลางน้ำคือการผลิตที่ดี มีการผลิตที่ดีมั้ย ไม่ใช่ตะบี้ตะบันทำงาน แล้วของจะมีคุณภาพได้ยังไงถ้าคนที่ทำยังไม่ดี สุดท้ายปลายน้ำก็คือผู้บริโภค ถ้าเราเริ่มต้นมาดีทั้ง 2 อย่าง การส่งมอบของต่าง ๆ ก็จะดีไปด้วย นี่คือสิ่งที่ SE บ่มเพาะเรา เลยทำให้สินค้ามีคุณภาพดี มีมาตรฐานส่งออก GMP Codex ทุกอย่าง”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

ถ้าถามว่าสินค้าตรา Banana family มีคุณภาพดีสมคำร่ำลือหรือไม่ เราขอตอบด้วยผลงานว่าเพียง 1 ปีที่ขนมขบเคี้ยวจากกล้วยของบั้มเริ่มวางจำหน่าย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ก็เลือก Banana family เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการท่องเที่ยวในอำเภอภูหลวง และทุกคราวที่บั้มเปิดไลฟ์ขายของ ลูกค้าจากทั่วสารทิศก็พร้อมใจเข้ามาชมและสั่งสินค้ากันใหญ่

Banana Land

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

Banana family ออกจำหน่ายอยู่ 4 ปี บั้มก็รู้สึกว่าสายป่านที่ใช้หล่อเลี้ยงธุรกิจกล้วยเส้นของเธอเริ่มจะสั้นเกินไปเสียแล้ว เพื่อหาเงินทุนมาต่อยอดทำบรรจุภัณฑ์และเครื่องจักรบางอย่าง เธอจึงตัดสินใจนำแบรนด์ Banana family ไปท้าประลองในรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน ด้วยความมุ่งหวังที่พกพาจากเมืองเลยว่า จะนำเงินรางวัลกลับไปเพื่อการนั้น

“เรามีความคิดว่าอยากทำ Banana Land อยู่แล้ว แต่กะว่าจะขยาย Banana family ก่อน ค่อยเอาเงินมาทำบ้านตัวเองเป็น Banana Land ต่อ เราลงแข่งรายการนี้เพราะมันเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมโดยตรง ไปเจอ โค้ชเจ-เจรมัย พิทักษ์วงศ์ แกเป็นโค้ชส่วนตัวของเรา แกก็โยนคำถามมาคำถามหนึ่งว่า ‘บั้มอยากให้หมู่บ้านของบั้มกลายเป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมเหรอ’ ไม่เคยมีใครถามเราแบบนี้”

ครั้งนั้น โค้ชเจเสนอแนะกับบั้มว่า แทนที่จะมองหาเครื่องจักรชุดใหม่และอะไรอีกหลายขั้น คงจะสบายกับเธอมากกว่า หากเธอสร้าง Banana Land ทันทีโดยไม่ต้องหมายน้ำบ่อหน้า

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง
ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

ด้วยคำแนะนำของกุนซือผู้มองการณ์ไกล บั้มได้เสนอแนวคิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อชุมชน Banana Land ต่อรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน เรียกเสียงปรบมือและคะแนนความนิยมกึกก้อง แม้ไม่อาจคว้ารางวัลชนะเลิศกลับมาได้ แต่การติดอันดับ 1 ใน 5 สุดยอดธุรกิจ ก็ไม่ทำให้การเข้ากรุงต้องเสียเปล่า เนื่องจากเงินรางวัลที่เธอได้รับจากการเข้ารอบสุดท้าย มากเพียงพอสำหรับการพลิกฟื้นที่ดิน 8 ไร่อันตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะของคนบ้านใกล้เรือนเคียง

เครือกล้วยใน Banana Land ยังเป็นสายพานสำคัญที่ป้อนผลผลิตสู่โรงงาน Banana family แต่ ‘ดินแดนกล้วย ๆ’ แห่งนี้หาได้มีแค่กล้วยเหมือนในชื่อ เพราะที่นี่คือแหล่งท่องเที่ยวชุมชนผสมเครือข่ายชาวบ้าน เปิดโอกาสให้คนในและคนนอกมาพบปะและเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านกิจกรรม พร้อมแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ สปาเท้า เตียงแคร่ งานแฮนด์เมด อีโคพรินต์ ทอผ้า อาหารพื้นบ้าน เลี้ยงกุ้งหอยปูปลา ร้านกาแฟ นาข้าว รวมถึงปราสาทฟางหลังใหญ่ที่กำลังจะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของตำบลภูหอและอำเภอภูหลวงในไม่ช้านี้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้วางอยู่บนแนวคิด ‘อนุรักษ์ เชื่อมความสัมพันธ์ และแบ่งปัน’

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

อนุรักษ์

“การอนุรักษ์ เราทำเรื่องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่พวกเราทำเรื่อง 4 ออม หลังจากนั้นเราเห็นชุมชนเราเผาฟาง เราก็มาคุยกับเด็ก ๆ ว่าเราจะทำยังไงไม่ให้ชุมชนเผาฟาง เด็ก ๆ อยากได้สวนสนุก ก็เลยสร้างปราสาทฟางขึ้นมา เราไม่ได้บอกเขาว่า ห้ามเผานะ แต่เราจะดึงเขามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วยกัน”

ผู้ใหญ่บางคนอาจติว่าความคิดดังกล่าวฟังดูเหมือนคบเด็กสร้างบ้าน แต่ถึงไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าปราสาทฟางของบั้มช่วยลดการเผาฟางข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้มากราว 60 – 100 ตัน หรือคิดเป็นประมาณ 1,000 ไร่ ทั้งยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านรุ่นเยาว์ทุกผู้ทุกนาม

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

เชื่อมความสัมพันธ์

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ทุกชุมชนต้องประสบเหมือน ๆ กันคือเรื่องช่องว่างระหว่างวัย ที่คนวัยไม้ใกล้ฝั่งกับลูกหลานวัยเด็กมักคิดเห็นขัดแย้ง แม้กายอยู่ใกล้ แต่ใจกลับอยู่ห่างราวกับต่างมีโลกของตัวเอง

เรื่องนี้บั้มมีวิธีคลายปัญหาด้วยการเชื่อมความสัมพันธ์แบบกล้วย ๆ ว่า “จะเด็ก วัยรุ่น หรือผู้สูงอายุ เราทำงานร่วมกันได้ด้วยการท่องเที่ยว ก่อนหน้านี้วัยรุ่นกับผู้เฒ่าไม่คุยกัน พอเราให้พวกเขามาคุยกัน เฮ้ย ก็เข้ากันได้นะ วัยรุ่นก็ถามเขาหน่อยว่าผู้เฒ่าผู้สูงอายุคิดยังไง ผู้สูงอายุก็ถามวัยรุ่นหน่อยว่าเด็ก ๆ คิดยังไง เสร็จแล้วก็กลับมาคุยกันเอง เล่าสู่กันฟังว่าสิ่งที่เราเรียนรู้คืออะไร แล้วให้มาเจอกันครึ่งทาง”

การพัฒนาบ้านเกิดด้วยแนวคิด ‘อนุรักษ์ เชื่อมความสัมพันธ์ และแบ่งปัน’ สู่ Banana family และ Banana Land จังหวัดเลย

ตัวอย่างการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนหลากวัยที่เห็นชัดที่สุด คือ ภาพวาดที่บั้มภูมิใจนำเสนอแขกผู้มาเยือนที่ปราสาทฟาง บางรูปวาดโดยเด็ก บางรูปวาดโดยคนชรา และมีบางรูปที่เธอให้คน 2 กลุ่มวาดบนผืนกระดาษแผ่นเดียวกันจากมุมมองที่แตกต่างกัน ผลที่ได้รับคือจิตรกรรมอันงดงามตามคติที่ว่า ‘ศิลปะไม่มีถูกไม่มีผิด’

แบ่งปัน

แบ่งปันในความหมายของบั้ม คือ การมอบให้คนนอกที่แวะมาเยี่ยมเยือน Banana Land ของเธอได้ตักตวงความสุขและประสบการณ์ดี ๆ ไปจากคนพื้นถิ่นอำเภอภูหลวง

“คำว่าแบ่งปัน ก็คือให้นักท่องเที่ยวมารับอากาศดี ๆ ทานอาหารพื้นบ้านที่เราปลูก ที่เราทำ ได้มาใช้ผ้าห่ม ซื้อของที่ทำในชุมชน ที่นี่ไม่ได้ทำการท่องเที่ยวแบบเชิงธุรกิจจ๋า เพราะเราไม่ได้เปิดทั้งปี เราอยากแบ่งปันหน้าฝน ฉันก็จะบอกว่าฉันเปิดแค่หน้าฝน หน้าแล้งพวกคุณอย่ามา ถ้ามาจะไม่เห็นอะไรเลย สมมติว่าช่วงนี้มาแล้วไม่เห็นอะไร ก็เพราะฉันไม่ได้ทำอะไร คุณมาผิดช่วง

“เหมือนกับข้างนอกเขามาเติมเต็มเรา เราก็เติมเต็มข้างนอก ส่วนมากที่ข้างนอกเขามาเติมเต็มเรา คือการให้ไอเดียเรา เขาชอบนะ เขาเหมือนเห็นเราเป็นคนในครอบครัว อย่างบางคนที่ซื้อสินค้าเรา ปีที่แล้วซื้อแล้ว ปีนี้ก็ซื้อซ้ำอีก เหมือนเขาเอ็นดูเรา อยากมาแชร์กับเรา”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

คงป่วยการเปล่าหากเราจะถามบั้มว่ารู้สึกอย่างไรในสิ่งที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้ ในเมื่อยิ้มชื่นบานตามติดใบหน้าคล้ำแดดของเธอไปตลอดทางที่นำเราเที่ยว

“เป็นคนบ้าพลัง มีงานทุกวัน ไม่เคยมีวันหยุด” อะไรจะยืนยันคำอวดอ้างนี้ได้ดีเท่ากระดานข้างฝาบ้าน ที่บั้มและทีมงานผู้ช่วยของเธอพากันลงหมึกปากกาจดคิวงานจนแน่นไปทั้งแถบ

“เรารู้สึกว่ารอยยิ้มที่เราได้จากชุมชนที่ยิ้มกลับมาให้เรา หลายคนบอกว่า “บั้ม ทำไมเราไม่เจอกันให้นานกว่านี้ หรือ ทำไมบั้มไม่เกิดตั้งนานแล้ว” เหมือนเราพาเขามาทำงานกลุ่มแล้วเขาประสบความสำเร็จ มีรายได้ที่มั่นคง ทำให้เรารู้สึกว่ารอยยิ้มของคนในชุมชนที่พวกเขายิ้มได้จากการมีรายได้ จากการที่ไม่ต้องออกไปนอกเมือง มันคือรอยยิ้มของเราด้วยเหมือนกัน”

ถึงยามอำลาจากภูหลวง ภูหอ รวมทั้งเจ้าของแบรนด์สินค้ากับแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่อ ‘บั้ม’

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลังอันเหลือล้นของเธอจะถ่ายทอดไปยังหัวใจดวงน้อย ๆ ของเยาวชนทุกคน เพื่อให้มวลธาตุแห่งความคิดบวกคงอยู่คู่บ้านเกิดของเธอไปอีกนานเท่านาน

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load