“ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ เพียงเรามองลึกเข้าไปในความสามารถของตนเองว่า จะดึงเอาทักษะเหล่านั้นมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน” ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ เอ่ยขึ้น 

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

เธอคือนักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทยผู้อยู่เบื้องหลังภารกิจออกแบบ Face Shield ประสิทธิภาพสูง ร่วมกับวิศวกรกระดาษอีก 2 สัญชาติคือสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เพื่อเป็นเกราะให้เหล่านักรบเสื้อกาวน์ แนวหน้าในการต่อกรกับ การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษอย่าง COVID-19

Face Shield หรือหน้ากากปกป้องละลองฝอย คือหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยปกป้องใบหน้าของผู้สวมใส่จากสารคัดหลั่ง ซึ่งการสัมผัสสารคัดหลั่งนี่เองคือสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อ COVID-19 มันจึงเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ สำหรับทีมแพทย์ที่ต้องอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

ต่ายทำงานออกแบบบรรจุภัณฑ์และสร้างสรรค์กระดาษมากว่าสิบปี ทำให้ในวันนี้ ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบ การพับ ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ และทักษะสร้างความเข้าใจผู้ใช้งานที่เธอสั่งสม นำมาพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยปกป้องทีมแพทย์ได้ เธอบอกว่าหน้าที่ของบรรจุภัณฑ์คือการปกป้อง และนั่นคือวัสดุประสงค์เดียวกับ Face Shield

และนี่คือ ‘เราจะชนะ!’ โปรเจกต์สร้างนวัตกรรม Face Shield ของวิศกรกระดาษจาก 3 มุมโลก ด้วยการออกแบบอย่างถูกหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ทำให้รับกับสรีระของคนแต่ละชาติพันธุ์ นอกจากนี้ยังผลิตขึ้นจากวัสดุที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าลดอาการบาดเจ็บได้เมื่อต้องใส่เป็นเวลานาน เพื่อเสริมประสิทธิภาพขณะปฏิบัติงานของทีมแพทย์ 

โดยตอนนี้ Face Shield ผลิตและแจกจ่ายไปตามโรงพยาบาลทั่วกรุงเทพฯ นครนิวยอร์ก เกาะคิวชู และกำลังขยายการจัดส่งไปทั่วประเทศ เพื่อขยายประสิทธิภาพการปกป้องออกไปให้กว้างไกลที่สุด

ภารกิจข้ามทวีป 

ต่ายเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ว่า เธอได้พบกับ เชลบี อาร์โนลด์ (Shelby Arnold) อดีตวิศวกรกระดาษของ Robert Sabuda สตูดิโอออกแบบหนังสือ Pop-up กระดาษชื่อดังแห่งนครนิวยอร์ก ในเพจ Paper Engineers Unite! ที่ทั้งคู่เป็นสมาชิกอยู่ เชลบีเป็นหนึ่งในทีมวิจัย Face Shield ของ Columbia Technology Ventures มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่กำลังเร่งออกแบบและผลิต Face Shield เพื่อแจกจ่ายให้ทีมแพทย์ในสหรัฐอเมริกา

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“การทำงานของวิศกรกระดาษ เมื่อออกแบบเสร็จ จะต้องทำโมเดลต้นแบบขึ้นมาเพื่อทดสอบประสิทธิภาพ เชลบีที่ตอนนั้นออกแบบ Face Shield ชุดแรกเสร็จจำนวนแปดชิ้น ก็ต้องทำโมเดลต้นแบบขึ้นมาเช่นกัน แต่เนื่องจากไม่มีเครื่องตัดที่มีประสิทธิภาพพอ เธอจึงโพส SOS ขอความช่วยเหลือไว้ในเพจ ให้ใครก็ได้ที่มีเครื่องตัดพร้อม จะตัดด้วยมือหรือเครื่องจักรชนิดไหนก็ได้ ช่วยนำไฟล์ผลงานการออกแบบ Face Shield ของเธอไปทดลองตัดและประกอบให้ที”

ต่ายอธิบายว่าที่เชลบีตัดโมเดลต้นแบบเองไม่ได้ เพราะเมื่อ 2 ปีก่อน เธอติดเชื้อไวรัสในเส้นประสาทจนต้องรับการผ่าตัดและสูญเสียความสามารถในการใช้แขน ทุกวันนี้เธอทำได้เพียงเขียนแบบในคอมพิวเตอร์เท่านั้น

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“เราทำงานด้านนี้ มีโรงงานออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์อย่าง Bangkok Pack อยู่แล้ว จึงมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม เมื่อเห็นข้อความ SOS ของเชลบี เราจึงนำไฟล์เข้าเครื่องตัดและประกอบเป็นโมเดลต้นแบบขึ้นมา และส่งข้อความกลับไปหาเชลบี เธอประหลาดใจมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากคนอีกซีกโลก อย่างไรก็ตามเมื่อตัดและประกอบเสร็จ Face Shield แปดชิ้นแรกของเชลบี ไม่มีชิ้นไหนใช้งานได้จริง เราจึงตกลงที่จะช่วยกันพัฒนาแบบ Face Shield ต่อ”

ต่ายเล่าต่อว่า จริงๆ แล้วช่วงนั้น เธอและทีมนักออกแบบของ Bangkok Pack ก็กำลังหาข้อมูลและขึ้นโมเดลต้นแบบของ Face Shield กันอยู่เช่นกัน เพราะได้ไปเห็นวิดีโอที่การทำ Face Shield แบบ DIY ของพยาบาล โดยใช้ฟองน้ำและแผ่นใสที่หาได้ทั่วไปในท้องตลาด ใช้เทปสองหน้าติดฟองน้ำไว้ที่บริเวณหน้าผาก และนำชิ้นส่วนต่างๆ มายึดติดกันด้วยตัวเย็บ

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“พอเห็นขั้นตอนในวิดีโอ ก็เกิดคำถามขึ้นในใจมากมาย ขั้นตอนต่างๆ ดูซับซ้อนยุ่งยาก ทำให้คุณพยาบาลต้องมาเสียเวลามากพอควรในการทำ Face Shield สักชิ้น มันน่าจะมีวิธีที่ง่ายกว่านี้ ใช้เวลาน้อยกว่านี้ในการประกอบ ผลิตในระบบอุตสาหกรรมที่ไม่สร้างขยะส่วนเกิน และใช้วัสดุอะไรบางอย่างแทนฟองน้ำ ที่รู้กันอยู่ว่าเป็นอมเชื้อโรค ทำความสะอาดไม่ได้

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

“เราเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ มีความเชี่ยวชาญเรื่องวัสดุและการออกแบบ เราน่าจะช่วยอะไรทีมแพทย์ได้บ้างจากความสามารถของเรา ตอนนั้นจึงระดมทีมกันทำรีเสิร์ช และก็ได้พบกับเชลบีพอดี จึงกลายเป็นโปรเจกต์พัฒนาแบบ Face Shield ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือปกป้องทีมแพทย์ระหว่างปฏิบัติงานให้ได้มากที่สุด”

การปกป้องที่สมบูรณ์แบบ

ต่ายเกิดในครอบครัวหมอชนบท คุณพ่อเป็นแพทย์ คุณแม่เป็นพยาบาล ทำให้ในวัยเด็กเธอใช้ชีวิตคลุกคลีในโรงพยาบาล 

“เพราะอาศัยในบ้านพักโรงพยาบาล ทำให้เราวิ่งเล่นในโรงพยาบาลตั้งแต่เล็กๆ คุณพ่อจึงปลูกฝังวิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคอยู่เสมอ โดยเฉพาะวิธีล้างมือที่เน้นย้ำเป็นพิเศษจนจำขึ้นใจ” 

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

“เราเห็นภาพทีมแพทย์ของเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ใส่หน้ากากอนามัยและ Face Shield จนเป็นแผลเต็มหน้า จึงไปสอบถามคุณหมอว่าจำเป็นต้องใส่หน้ากากนานขนาดนั้นเลยหรอ คุณหมอบอกว่าการผ่าตัดไม่ใช่แค่ยี่สิบถึงสามสิบนาที บางทีเป็นชั่วโมงๆ แถมถ้าขนาดไม่พอดี ป้องกันไม่ดี ต้องเอาเทปปิดแผลมาปิด เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองได้รับเชื้อ ทำให้เกิดการเสียดสีและกดทับผิวหนังกลายเป็นแผล โดยเฉพาะเนื้อเยื่อใต้ดวงตา

“ข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงในทีนี้คือคุณหมอบอกเราว่า Face Shield ทุกแบบที่หาได้ จะป้องกันเฉพาะด้านหน้า เปิดช่องว่างบริเวณใบหูไว้ การป้องกันอย่างสมบูรณ์ควรจะปกปิดจากหูข้างหนึ่งไปถึงหูอีกข้าง 

“เราเลยไปหาข้อมูลเพิ่มด้านการยศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยวัดสัดส่วนของคนทั่วโลก ว่าคนที่ตัวเล็กที่สุดกับตัวใหญ่ที่สุด ระยะเส้นรอบศีรษะ ระยะจากหน้าผากถึงคาง ระยะจากใบหูถึงใบหู มีขนาดเท่าไหร่ เราต้องรู้สัดส่วนที่แตกต่างกันของคนตะวันออกและตะวันตก เพื่อออกแบบ Face Shield ที่ฟิตกับใบหน้าของทุกคนได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย”

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled
เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ต่ายอธิบายต่อว่า อีกปัญหาใหญ่ที่คุณหมอทุกคนเจอ คือ Face Shield เป็นฝ้า ลองนึกถึงความทรงจำวัยเด็ก เมื่อเราเอาจมูกไปแตะกระจกในวันฝนตกแล้วหายใจ กระจกจะกลายเป็นฝ้า เช่นเดียวกับ Face Shield ที่เมื่อกลายเป็นฝ้า มันบดบังทัศนวิสัย แถมยังกำจัดออกไม่ได้ง่ายๆ นี่จึงเป็นปัญหาที่เหมือนก้อนกรวดในรองเท้า วิธีแก้อยู่ที่การคำนวณระยะห่างระหว่างพลาสติกกับจมูกผู้สวมใส่ให้เหมาะสม ไม่ชิดหรือห่างเกินไป ซึ่งต้องมีการทดสอบอยู่หลายต่อหลายรอบจึงจะได้ระยะที่ดีที่สุด

วัสดุที่ใช้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ต่ายเชี่ยวชาญเรื่องวัสดุ เพราะอยู่ในแวดวงออกแบบบรรจุภัณฑ์มานาน “Face Shield แบบ DIY มักใช้อะซิเตท (Acetate) ซึ่งเป็นแผ่นพลาสติกใสที่มีปัญหาใหญ่คือมันไม่ใสจริง เพราะมีความเป็นคลื่นอยู่ในเนื้อวัสดุ ทำให้ทัศนวิสัยที่เกิดขึ้นกับผู้สวมใส่เหมือนการสวมแว่นเลนส์ไม่ดี เป็นอีกสาเหตุว่าทำไมเมื่อใส่ไปนานๆ คุณหมอถึงมีอาการเวียนหัว เพราะภาพที่เห็นมันบิดเบี้ยวนั่นเอง ดังนั้นการต้องเพ่งมองผ่านวัสดุใส โดยเฉพาะระหว่างปฏิบัติการการแพทย์ วัสดุต้องใสจริงและไม่ทำให้ภาพผิดเพี้ยน”

ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19

หลังจากพัฒนาแบบข้ามไทม์โซนกันมาพักใหญ่ ในที่สุดต่ายและเชลบีก็สร้างโมเดลต้นแบบ Face Shield ที่แก้โจทย์ปัญหาเรื่องการใช้งานทั้งหมดสำเร็จ ต่ายจึงส่งตัวอย่าง Face Shield จำนวนหนึ่งไปให้ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยตรง และศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

“คุณหมอบอกว่าปกป้องดีจัง ออกแบบมาดีมาก สวมใส่สบายมากเลย” ต่ายเล่าพร้อมรอยยิ้ม

เราจะชนะ!

จากความร่วมมือ 2 ประเทศ เพิ่มมาเป็น 3 เมื่อต่ายชักชวนเพื่อนชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักออกแบบมีดตัดสำหรับงานบรรจุภัณฑ์มาร่วมทีมด้วย 

“มองย้อนกลับไปยังโจทย์ตั้งต้น นอกจากประสิทธิภาพแล้ว เราอยากแก้ปัญหาเรื่องความซับซ้อนยุ่งยากในการประกอบ Face Shield เพราะไม่อยากให้ทีมแพทย์ต้องเสียเวลามาก ตัวเกี่ยวหรือตะขอที่ยึด Face Shield ไว้ด้วยกันคือกุญแจสำคัญ เพื่อนชาวญี่ปุ่นคนนี้จึงมาช่วยเคลียร์ในจุดนี้ ให้ทางเราเองก็ผลิตได้ง่ายขึ้น และทางทีมแพทย์ที่ได้รับ Face Shield ไปก็ประกอบได้ง่ายขึ้นเช่นกัน” จึงกลายเป็นการทำงานร่วมกัน 3 ประเทศ

ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19
ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19

ต่ายเล่าว่าเนื่องจากทีมวิจัย Face Shield ของ Columbia Technology Ventures รับทุนจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมื่อการออกแบบใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ทางมหาวิทยาลัยจึงแจ้งว่า ต้องการจดสิทธิบัตร Face Shield ที่ออกแบบร่วมกันในโปรเจกต์นี้ แต่ทั้งต่ายและเชลบีไม่เห็นด้วยนัก 

“เราอยากส่งแบบไปให้คนในหลายๆ ประเทศ หลายๆ พื้นที่ผลิตและใช้กันได้ทั่วไป การจดสิทธิบัตรเท่ากับเราจะส่งแบบไปให้ที่อื่นไม่ได้”

ดังนั้น นักออกแบบทั้ง 3 ประเทศจึงตัดสินใจแยกย้ายกันไปปิดแบบ Face Shield ของตัวเอง ต่างคนต่างมีลิขสิทธิ์งานออกแบบเป็นของตัวเอง ไม่ผูกขาดกับทางมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยมีหลักการปกป้องจรดหน้าผากและหูเหมือนกัน แต่ในรายละเอียดการออกแบบนั้นแตกต่างกัน

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

Face Shield เราจะชนะ! ประกอบไปด้วยชิ้นส่วน 3 ชิ้น ชิ้นแรกคือส่วนใสด้านหน้า ทำจากวัสดุ PET ที่ความหนามากกว่าอะซิเตทมากกว่า 2 เท่า ไม่เกิดรอยยับขณะใช้งาน และมีคุณสมบัติโปร่งใสมาก จนคุณหมอนำไปใช้อัลตราซาวด์หรือผ่าตัดส่องกล้องขนาดเล็กได้

ชิ้นต่อมาแผ่นปะหน้าบริเวณหน้าผาก ทำจากพลาสติกอ่อนสีขาวด้าน ที่เลือกใช้วัสดุชนิดนี้เพราะคุณหมอหลายคนบอกต่ายว่า ถ้าคาดพลาสติกเนื้อใสนานๆ จะทำให้เจ็บและปวดศีรษะ เธอจึงเปลี่ยนมาใช้วัสดุเนื้อด้านที่นิ่มและมีความยืดหยุ่น

และชิ้นสุดท้ายคือยางยืดขนาดใหญ่คล้องด้านหลังศีรษะ ลักษณะคล้ายยางคาดของหน้ากาก N95 แต่กว้างและหนากว่าเพื่อลดอาการบาดเจ็บเมื่อต้องคาดเป็นเวลานาน เมื่อใช้เสร็จ ทั้ง 3 ชิ้นส่วนถอดล้างทำความสะอาดได้ด้วยสบู่และแอลกอฮอล์ ตากให้แห้งได้ทุกชิ้นส่วน ช่วยลดปริมาณขยะติดเชื้อที่จะเกิดขึ้นได้

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled
เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ต่ายเล่าอย่างภาคภูมิใจต่อว่า ตัวอักษร ‘เราจะชนะ!’ ที่พิมพ์อยู่บน Face Shield ออกแบบโดย อาจารย์ไพโรจน์ ธีระประภา นักออกแบบตัวอักษรผู้คร่ำหวอดในวงการกราฟิกไทยและออกแบบฟอนต์ไทยมาแล้วมากมาย อาจารย์ไพโรจน์คือปรมาจารย์ศิลปินผู้ต้องการให้ศิลปะแบบไทยๆ จับต้องและเข้าถึงได้ง่าย

จากตัวเองสู่สังคม

ตอนนี้หน้ากาก Face Shield เราจะชนะ! ผลิตและแจกจ่ายไปยังทีมแพทย์ทั่วประเทศแล้วนับหมื่นชิ้น จากวันแรกๆ เขาใช้งบประมาณส่วนตัวอย่างเดียว ทุกวันนี้มีเพื่อนๆ พี่น้อง และอีกหลายคนมาช่วยบริจาคเงินสมทบทุนผลิต เพื่อส่ง Face Shield ไปให้ทีมแพทย์ตามพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะโรงพยาบาลแถวตะเข็บชายแดน เพราะนอกจากแพทย์ด่านหน้าที่ต้องรับมือกับโรค COVID-19 แล้ว บุคลากรการแพทย์ในแขนงอื่นๆ อย่างทันตแพทย์ที่ต้องรับน้ำลายและเลือดของคนไข้ตลอดเวลาก็ล้วนมีความเสี่ยงเช่นกัน

“เราทำงานให้สมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย ทำให้รู้จักหน่วยงามสมาคมบรรจุภัณฑ์ประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชียหลายประเทศ เราก็ส่งข้อความไปหาว่าต้องการผลิต Face Shield เรายินดีส่งมอบแบบที่พัฒนาแล้วไปให้ เพื่อเขาจะได้นำไปผลิตในประเทศได้ ในสถานการณ์แบบนี้แค่หาวัสดุให้พอหรือทำการผลิตให้ราบรื่น ก็ยากกว่าสถานการณ์ปกติแล้ว”

ข่าวคราวล่าสุดจากเชลบีและเพื่อนชาวญี่ปุ่น ตอนนี้ที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นก็กำลังเร่งผลิต Face Shield เพื่อจัดส่งให้ทีมแพทย์กันอย่างขะมักเขม้น อาจมีความยุ่งยากกว่าที่เมืองไทยนิดหน่อย เพราะต้องหาวัสดุและผู้ผลิตมารับหน้าที่เดียวกับ Bangkok Pack แต่ทุกอย่างก็กำลังดำเนินไปได้อย่างดี เช่นเดียวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่กำลังดีขึ้นทุกขณะ

ต่ายกล่าวทิ้งท้ายว่า “ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่หน้าที่ของแพทย์หรือของใคร แต่มันเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะใช้ศักยภาพของตัวเองนี่แหละ ดูว่าเราทำอะไรได้ คนทำอาหารได้ก็ทำอาหารไปแจกคนด้อยโอกาส ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เอาทักษะความสามารถมาช่วยเหลือกัน เพื่อให้ทุกส่วนที่มีปัญหารอดพ้นวิกฤตกันไปได้”

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ผู้สนใจสั่งซื้อหรือต้องการบริจาคเงินสมทบทุน เพื่อผลิต Face Shield เราจะชนะ! แจกจ่ายทีมแพทย์ทั่วประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokpack.com

Facebook : Patra Khunawat
Facebook : Bangkokpack

Line ID : momomamy
Tel: 08 1403 6156

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

30 มิถุนายน 2565
1.29 K

The Cloud x องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)

ต้นมะพร้าวสูงเสียดฟ้า เสียงลมจากเนินเขาตัดสลับกับเสียงคลื่น บรรยากาศความร่มรื่นของพันธุ์ไม้ใบเขียวนานาชนิดปกคลุมทั่วอาณาบริเวณ เป็ด ไก่ ส่งเสียงร้องขานแขกที่มาเยือน มีผืนผ้ามัดย้อมสีสันแปลกตาตากพลิ้วลม เพิ่มสีสันแสงเงาให้ภาพตรงหน้าเกิดมิติความงามตามธรรมชาติ

เพียงชั่วครู่ ชายหนุ่มในชุดพื้นเมือง สวมเสื้อผ้าฝ้ายแขนยาวสีกลีบบัวกับกางเกงเลแสดงอัตลักษณ์พื้นถิ่น เดินออกมาต้อนรับพวกเราด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พ่วงด้วยท่าทีสบาย ๆ เชื้อเชิญเข้าสู่บ้านสวนวิทยา ศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตรหลากหลายแขนงบนผืนดินกว่า 50 ไร่

วิทยา สันติสุขไพบูลย์ คือชื่อของเขา หรือที่คนในพื้นที่รู้จักกันดีว่า ‘พี่วิท’

วิทยา สันติสุขไพบูลย์ เกษตรกรที่สร้างโอกาสให้คนกลับบ้านด้วยการท่องเที่ยวชุมชนประจวบฯ

เขาเป็นคนประจวบฯ เกิดและเติบโตที่นี่ วิทยาเล่าว่าชอบการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก วิ่งเตาะแตะตามเตี่ยเข้าสวนออกไร่ทุกวัน จนวันหนึ่งถึงรู้ตัวว่าเกษตรกรรมเป็นชีวิตของนายวิทยาไปแล้ว จึงตัดสินใจเรียนต่อสายนี้เพื่อหวังนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ชายชาวประจวบฯ จากบ้านไป 9 ปี เพื่อเรียนสายอาชีพด้านเกษตรกรรมและสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่ประเทศอิสราเอล ด้านส่งเสริมการผลิตพืชไร่ หลังเรียนจบ สถานที่สำคัญที่เขาตั้งใจกลับมาใช้ชีวิต คือพื้นที่แคบที่ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ดิน น้ำ ครบครัน มีทะเลห่างจากเทือกเขาเพียง 24 กิโลเมตร

“เรียนจบแล้ว ใช้ทุนหมดแล้ว งานที่ทำอยู่ไม่ใช่เรา เลยไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะอยู่ที่อื่นต่อ” เขาเกริ่น ก่อนจะเปรยประโยคที่เปรียบเสมือนกุญแจดอกแรก ไขเข้าสู่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

“งั้นกลับทับสะแกบ้านเราดีกว่า”

ประจวบฯ กับ กลับทับสะแก

“ผมคิดว่าที่นี่คือที่สุดท้ายในกระบวนการใช้ชีวิต ผมจะใช้โอกาสที่เคยได้รับมา ถ่ายทอดความรู้ทางการเกษตรส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป” คำตอบของเขาหนักแน่น ชนิดที่ว่าไม่ต้องเตรียมตอบคำถามคลาสสิกว่า กลับมาจะทำอะไร

“บ้านผมมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่น มีทรัพยากรบริเวณชายฝั่งเหมาะกับทำประมง มีทรายที่ไหลจากสายแร่ มีทรัพยากรเกื้อหนุนการใช้ชีวิตแบบครบกระบวนการ ทั้งการขนส่ง อาหารปลอดภัย อากาศบริสุทธิ์ แม้กระทั่งสังคมที่อยู่กันแบบพี่น้อง และมีขุมทรัพย์ทางการเกษตรที่เห็นได้ชัด เช่น มะพร้าว” เจ้าถิ่นเล่า

ถ้าจะพูดว่ามะพร้าวคือพืชครองถิ่นของทับสะแกก็ไม่เกินจริง ตั้งแต่ขับรถเลยป้ายบอกทางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นแต่ทิวต้นมะพร้าวตลอดสองข้างทาง มะพร้าวของทับสะแกได้รับมาตรฐาน GI พิเศษตรงที่เป็นคลังแสงแห่งมะพร้าวกะทิ โดดเด่นด้วยรสชาติ ความมัน และกลิ่น จากแร่ธาตุในรูปแบบเกษตรอินทรีย์

วิทยา สันติสุขไพบูลย์ เกษตรกรที่สร้างโอกาสให้คนกลับบ้านด้วยการท่องเที่ยวชุมชนประจวบฯ
วิทยา สันติสุขไพบูลย์ เกษตรกรที่สร้างโอกาสให้คนกลับบ้านด้วยการท่องเที่ยวชุมชนประจวบฯ

หมุดหมายของการกลับบ้านเริ่มที่บทบาทคุณครูวิทยา ด้วยปณิธานที่ต้องการปลูกฝังเยาวชนรุ่นใหม่ให้เข้าใจการจัดการทรัพยากรการเกษตร แต่เขาพบว่าความคิดของคนสมัยก่อนบางกลุ่มต้องการให้ลูกเป็นเจ้าคนนายคน พยายามผลักดันให้ทำงานที่มั่นคงตามบรรทัดฐานสังคม ช่วงเวลาที่คุณครูวิทยาจะได้ถ่ายทอดแนวคิดทางการเกษตรก็มีแค่ชั่วครั้งชั่วคราว พอเด็ก ๆ กลับบ้านไป ก็อาจจะได้รับการปลูกฝังในเรื่องน่ารู้ใหม่ ๆ

“การที่เราสอนลูกหลานเกษตรกรอาจไม่ใช่แนวทาง เราเลยมาเป็นเกษตรกรเสียเอง”

วิทยาเชื่อว่าการที่คนหนึ่งคนจะสอนใคร ต้องเริ่มจากตัวเองก่อน เพราะตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน เขาจึงใช้ระยะเวลาปรับเปลี่ยนตัวเองตลอด 3 ปี เมื่อเห็นผลว่าสิ่งที่ทำขยายผลได้ จึงจัดตั้งศูนย์เรียนรู้สอนเกษตรกรในพื้นที่ข้างเคียง โดยเน้นหนักเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหารใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

หนึ่ง คือ ข้าว สอง คือ ปศุสัตว์ และสาม คือ กระบวนการทำการเกษตร

“ถ้าจะผลิตอะไร เราต้องรู้ก่อนว่ามีทรัพยากรอะไรบ้างที่หล่อเลี้ยงคนในพื้นที่ได้ ผมมองว่าคนต้องกินข้าว ในเมื่อคนกินข้าว ทำไมเราไม่ผลิตข้าว” เมื่อความคิดก่อตัว การลงมือทำจึงเกิดขึ้น วิทยาเริ่มศึกษากระบวนการผลิตข้าวอย่างจริงจัง ทับสะแกเป็นพื้นที่ลาดชัน ดินเค็ม ข้าวที่ปลูกต้องเป็นพันธุ์ที่ขึ้นในถิ่นดินเค็มได้ ‘ข้าวหอมปทุมธานี 1’ จึงรับบทพระเอกในนานี้

ความมั่นคงทางด้านอาหาร นอกจากเรื่องข้าวยังมีเรื่องปศุสัตว์ ทับสะแกเป็นพื้นที่แห่งทรัพยากรสัตว์น้ำ เพราะเป็นทะเลเปิด กุ้ง หอย ปู ปลา ว่ายทวนน้ำตามน้ำมาหยุดรอหน้าหาดตามฤดูกาล ถ้าชาวบ้านไม่ออกเรือในช่วงนั้น จะขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ‘พี่วิท’ ของหมู่บ้านจึงจัดตั้งกลุ่มประมงอนุรักษ์ ซึ่งเป็นกระบวนการในการสร้างเชือก สร้างกอ การทำธนาคารปู เพื่อสร้างระบบนิเวศให้สัตว์น้ำอยู่ในพื้นที่นานขึ้น

วิทยา สันติสุขไพบูลย์ เกษตรกรที่สร้างโอกาสให้คนกลับบ้านด้วยการท่องเที่ยวชุมชนประจวบฯ

บางสิ่งที่เหลือใช้จากการทำการเกษตรทำให้เกิดปัญหา นี่จึงเป็นเรื่องที่ 3 ที่เขาให้ความสำคัญ เลยนำของเหลือมาแปลงเป็นประโยชน์ นำมาแปรรูปเป็นอาหารของสัตว์ 3 ชนิด ทั้งหมู เป็ด ไก่ เมื่อพวกมันกินเข้าไปก็จะให้ผลพลอยได้กลับมาทั้งไข่และเนื้อ แม้กระทั่งขับถ่ายออกมาเป็นมูล ก็นำไปเป็นปุ๋ยใส่กลับคืนสู่พืชได้ หรือจะแปรรูปเป็นของใช้ก็ได้ ด้วยการนำกาบมะพร้าวมาทำสีย้อมผ้า เกิดเป็นกิจกรรมผ้ามัดย้อม หนึ่งในสิ่งชูโรงของพื้นที่นี้

วัฏจักรห่วงโซ่ความมั่นคงทางด้านอาหารจึงเกิดขึ้นในรูปแบบของการจัดการ

“เมื่อสอนเกษตรกรในพื้นที่ข้างเคียงแล้ว ผมมีแนวคิดว่า คนที่มาที่นี่เขาไม่ได้ประโยชน์จากเราเลย เราใช้ทรัพยากรส่วนกลางโดยไม่ได้ให้อะไรคืนกลับไป” ความคิดถึงส่วนรวมแล่นเข้ามาในความรู้สึกของเกษตรกรต้นแบบ “จะทำยังไงให้คนที่อยู่รอบข้างใช้ประโยชน์จากเราได้ด้วย ก็เลยจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา”

จากภูผาถึงมหานที

วิทยา สันติสุขไพบูลย์ เกษตรกรที่สร้างโอกาสให้คนกลับบ้านด้วยการท่องเที่ยวชุมชนประจวบฯ

วิสาหกิจการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจึงก่อตัวขึ้น ประกอบด้วยกิจกรรมที่เป็นตัวตนของท้องถิ่น เน้นการเกษตร เน้นธรรมชาติ และเน้นวิถีชีวิต ทั้งหมดไม่ได้จบลงที่ชุมชนบ้านทุ่งประดู่เพียงแห่งเดียว แต่ชุมชนอื่น ๆ ในจังหวัดประจวบฯ ก็มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวลักษณะนี้เพื่อพัฒนาพื้นที่เช่นกัน เช่น หมู่บ้านหินเทินที่มีลักษณะภูมิศาสตร์ใกล้เคียงกับทุ่งประดู่ เป็นการท่องเที่ยวที่เชื่อมถึงกัน ตามความตั้งใจของวิทยาที่อยากขยายโอกาสให้กับชุมชนข้างเคียง

เขาวางแผนเส้นทางร่วมกัน จนเกิดเป็น ‘โครงการท่องเที่ยวจากภูผาถึงมหานที’

“กิจกรรมเริ่มจากการมองว่าอะไรเป็นรากเหง้าของเรา” เขาเปรยจุดเริ่มต้นความคิด

‘เข้าวัด ไหว้พระ พบปะชุมชน แล่นเรือใบยามสนธยา ผ่อนคลายความอ่อนล้าด้วยสปาทราย’ นี่คือคำตอบ

เหล่านี้คือกิจกรรมที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวชุมชนบ้านทุ่งประดู่จัดสรรไว้ทั้งหมด วิสาหกิจชุมชนคือกลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวกัน ใครถนัดอะไรก็ทำสิ่งนั้น กลุ่มแรกที่มีการสื่อสารและทำกิจกรรมร่วมกันคือห่มทรายที่ชาวบ้านทำกันมาก่อนหน้า ตามมาด้วยกลุ่มประมงอนุรักษ์ และเติมเต็มด้วยกลุ่มโครงการท่องเที่ยวชุมชนเชิงเกษตร

เมื่อทั้งสามมารวมกลุ่มกัน ก็เริ่มการออกแบบเส้นทางง่าย ๆ มีการนำเสนอศูนย์นักท่องเที่ยว พอเริ่มมีกิจกรรมหลากหลาย ก็ขยายเส้นทางออกไป เพื่อเป็นการขยายผลสู่ชุมชนให้มากขึ้น

“ตอนแรกเราไม่มองรากเหง้าทางประวัติศาสตร์เลย พอทำไปเรื่อย ๆ อ้าว รากเหง้าอยู่ที่วัดหมดเลย คนสมัยก่อนไม่ว่าจะเกิด จะตาย ทุกอย่างอยู่ที่วัด เป็นศูนย์รวมจิตใจ ผมเลยกำหนดเส้นทางว่า ถ้ามาหมู่บ้านเราให้ไปเยือนสิ่งที่เรานับถือก่อน นั่นคือวัดทุ่งประดู่”

วิทยา สันติสุขไพบูลย์ เกษตรกรที่สร้างโอกาสให้คนกลับบ้านด้วยการท่องเที่ยวชุมชนประจวบฯ
วิทยา สันติสุขไพบูลย์ เกษตรกรที่สร้างโอกาสให้คนกลับบ้านด้วยการท่องเที่ยวชุมชนประจวบฯ

วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวชุมชนบ้านทุ่งประดู่ เริ่มโปรแกรมด้วยการสักการะพระนอนองค์ใหญ่ ถ้านักท่องเที่ยวขับรถยนต์ส่วนตัวมาก็ต้องจอดไว้ที่ลานวัด เพราะแต่ละหมุดหมายที่ไป โดยสารแท็กซี่ชุมชนเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง กระจายรายได้ให้ชาวบ้าน และสัมผัสมิตรไมตรีจากผู้คนที่มาต้อนรับ พร้อมกับร่วมเป็นเพื่อนเดินทางอย่างอบอุ่น รถซาเล้งต่อพ่วงขับเคล้าบรรยากาศรับลมปะทะหน้าเบา ๆ ชมวิวต้นไม้ใบหญ้า ระหว่างเพลิดเพลินกับการส่องวิถีชีวิตชาวบ้านสองข้างทาง

“เที่ยงแล้ว คงจะหิวกันแย่ มากินข้าวกันก่อน มา ๆๆ” เสียงของภรรยาวิทยาเรียกกินข้าว หลังจากการเล่าเรื่องแท็กซี่ชุมชนจบลง เธอเดินมาด้วยรอยยิ้มพร้อมสองมือถือจานชามสลับมาไม่ซ้ำกัน

โต๊ะไม้ขนาดยาวชนิด 10 คนนั่ง เต็มไปด้วยอาหารกลางวันแน่นโต๊ะ เป็นเมนูประจำบ้านและใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เป็นหนึ่งในโปรแกรมของการท่องเที่ยวชุมชนที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะได้ลองลิ้มชิมรส

เมนูที่ว่ามากมายนั้นประกอบด้วย น้ำพริกกะปิผักลวก ลงใต้ทั้งทีกะปิต้องมาอยู่แล้ว แต่กะปิของที่นี่ขึ้นชื่อและแตกต่างจากที่อื่น ด้วยความหอม ความมัน ความเค็ม ความนุ่มนวลของรสชาติจากเคยส้มโอ ซึ่งเป็นผลผลิตของชาวบ้านในพื้นที่ทับสะแก

จานต่อไปคือ เพลิงวารี คล้าย ๆ กับห่อหมกย่าง ถัดมาเป็นแกงกะทิหอมกรุ่นหน้าตาคล้ายต้มข่าไก่ที่หลายคนรู้จัก แต่ไม่เหมือนตรงที่ตักคำแรกเจอเนื้อปลา ตักคำที่สองเจอมะพร้าว ตักคำที่สามเจอสับปะรด ชวนสงสัยเหลือเกินว่าจานนี้คือเมนูอะไรกันแน่

วิทยา สันติสุขไพบูลย์ เกษตรกรที่สร้างโอกาสให้คนกลับบ้านด้วยการท่องเที่ยวชุมชนประจวบฯ

“อันนั้นมัจฉาพาลุยสวนจ้ะ จานเด็ด” ภรรยาเฉลย องค์ประกอบในจานนี้มาจากวัตถุดิบละแวกบ้านทั้งสิ้น ปลาจากการออกเรือของชาวประมงเรือเล็ก มะพร้าวสายพันธุ์นกคุ้มสอยลงจากต้น กะทิคั้นสดที่ขึ้นชื่อเรื่องความมัน สับปะรดผลฉ่ำพืชหลักของประจวบฯ และผักอินทรีย์จากแปลงผักปลอดสารพิษ ชูผลผลิตของบ้านทุ่งประดู่ได้อย่างครบครัน และช่วยอุดหนุนเครือข่ายชาวบ้านในชุมชนให้มีรายได้

ตามแผนการเดินทางแบบวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวชุมชนบ้านทุ่งประดู่ ช่วงบ่ายแก่ ๆ นักท่องเที่ยวจะได้นักแท็กซี่ชุมชนไปที่ฐานห่มทราย “พื้นที่บ้านเราเป็นทะเลเปิด คุณสมบัติของทรายเลยโดดเด่น และมีบริเวณชายฝั่ง จึงมีกลุ่มเยาวชนเรือใบเกิดขึ้นจากความฝันของเขา” วิทยาเล่า

กิจกรรมตอนเย็นเลยจบลงที่ริมหาด เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาล่องเรือใบ พาตัวเองออกไปโต้ลมแข่งกับมวลสั่นสะเทือนของสายน้ำ เรือใบเป็นกีฬาที่ส่งต่อมาอย่างยาวนานรุ่นสู่รุ่นของทับสะแก ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนช่วยกันสานต่อไม่ให้หายไป

เยาวชนต้นกล้า

แวบไปเล่นเรือใบกับเยาวชนรุ่นใหม่อย่าง โมเน่-ณัฐกิตต์ เทียมหมอก นักกีฬาเรือใบทีมชาติที่เริ่มเล่นเรือใบตั้งแต่อายุ 4 ขวบ มานะอุตสาหะจนได้เข้าแข่งกีฬาทีมชาติในวัยเพียง 10 ขวบ

“ผมเล่นเรือใบเพราะครูเล็กครับ ผมมีความฝันอยากเป็นนักกีฬาเรือใบเหมือนลุงของผม”

เกษตรกรต้นแบบแห่งทับสะแก ผู้ขับเคลื่อนการเกษตรและทรัพยากรท้องถิ่น ผ่านวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านทุ่งประดู่ ประจวบคีรีขันธ์

โมเน่เล่นเรือใบเพราะมีลุงของเขาเป็นแบบอย่าง เมื่อคุณลุงเสีย โมเน่จึงอยากสืบทอดกิจกรรมเรือใบ ไม่อยากให้กีฬาชนิดนี้หายไปจากทับสะแก เขาแล่นเรือโต้ลมตั้งแต่ยังไม่มีพื้นฐาน จนตอนนี้นอกจากเป็นตัวสำรองทีมชาติ โมเน่ยังเป็นโค้ชเรือใบคนเดียวของที่นี่ที่รับโค้ชนักท่องเที่ยวทุกคน มากไปกว่านั้น เขายังโค้ชนักกีฬารุ่นเยาวชนต้นกล้าอีก 4 ชีวิต ส่งต่อความฝันและความรักในกีฬาเรือใบสู่รุ่นถัดไป

“ผมฝึกซ้อมให้น้อง ๆ ทุกวัน หวังผลักดันให้เขาเป็นทีมชาติให้ได้” สิ่งที่โดดเด่นออกมามากกว่าคำพูดที่หนักแน่น คือแววตาอันมุ่งมั่นของเด็กหนุ่มคนนี้

นอกจากโมเน่แล้ว ยังมีคนรุ่นใหม่ ลูกหลานของพี่ป้าน้าอาในพื้นที่ที่สานต่ออัตลักษณ์ครอบครัว หลายคนเรียนจบแล้วตัดสินใจกลับบ้านมากขึ้น บ้างมาช่วยครอบครัวทำเกษตรกรรม บ้างมาช่วยค้าขาย บ้างมาช่วยดูเรื่องผลผลิตและการตลาดออนไลน์ เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมีบทบาทในสังคมปัจจุบันมากขึ้น

เกษตรกรต้นแบบแห่งทับสะแก ผู้ขับเคลื่อนการเกษตรและทรัพยากรท้องถิ่น ผ่านวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านทุ่งประดู่ ประจวบคีรีขันธ์
เกษตรกรต้นแบบแห่งทับสะแก ผู้ขับเคลื่อนการเกษตรและทรัพยากรท้องถิ่น ผ่านวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านทุ่งประดู่ ประจวบคีรีขันธ์

“พอเราทำการท่องเที่ยว เราก็สร้างโอกาสไว้ พอคนรุ่นใหม่เรียนจบกลับมา บ้านจะไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เขาจะมีโอกาสเลือกว่าจะกลับมาทำอะไรที่บ้าน” เกษตรกรต้นแบบเปรยอีกหนึ่งความตั้งใจหลัก

ระหว่างที่บทสนทนากำลังดำเนินไป โดยมีเสียงฝนรำไรเป็นดนตรีประกอบ มีเด็กชายและเด็กหญิงกำลังวิ่งเหยาะ ๆ เข้าบ้านหลบฝน ในมือถือตะกร้าสานชวนสงสัยว่าในนั้นบรรทุกอะไรมา

“หน้าที่เลี้ยงไก่นั่นของข้าวปั้นเขาล่ะ เก็บไข่กลับมาแล้ว ไหนดูซิ วันนี้ได้กี่ฟอง” พี่วิทของทุกคนถามอย่างเป็นกันเอง แต่ในแววตาเต็มไปด้วยประกายความภูมิใจ เยาวชนจิ๋วทั้งสองคือลูกของเขา สานต่อสิ่งที่คุณพ่อทำไว้ได้อย่างเรียบง่ายและสม่ำเสมอ

แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์เลยว่า การรักษามรดกของชุมชนอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากตัวเองก่อน เข้าใจและเป็นแบบอย่างที่ดี แล้วค่อยเผยแพร่คุณค่าให้คนรุ่นใหม่รู้สึกรัก และอยากสานต่อด้วยใจของเขาเอง

คลื่นซัดมา ไม่นานก็ผ่านไป

ทั้งหมดทั้งมวลที่ชายวัย 30 กว่าผู้นี้บากบั่นทำมาทั้งชีวิตด้วยปณิธานที่มั่นคง เขาทำไปเพื่ออะไรกัน?

“เมื่อก่อนทับสะแกเป็นพื้นที่ตกสำรวจ” เขาเปรยถึงที่มาของจุดประสงค์ในการจัดตั้งทุกสิ่งอย่างนี้

ด้วยเหตุนี้ ในอดีตจึงมีความรุนแรงต่าง ๆ เกิดขึ้น ทั้งปัญหาสังคม ยาเสพติด และการเมืองภายใน เวลาคนทุ่งประดู่ไปไหนมาไหน เลยมักจะถูกเหยียดหยามจากคนภายนอกว่าเป็นผู้ด้อยโอกาส เพราะการศึกษาไม่ครอบคลุมผู้คน ชาวบ้านไม่รู้วิธีจัดการทรัพยากร ไม่มีต้นทุนในการประกอบกิจการใด ๆ

ก่อนที่สายรุ้งสดใสจะปรากฏ ก็ต้องผ่านมรสุมฝ่าฟันฝนตกลูกใหญ่มาก่อน ความผูกพันระหว่างคนในชุมชนเลือนรางมากในสมัยก่อน การที่คนในชุมชนจะรวมตัวกันได้ ต้องอาศัยเทศกาลสำคัญเท่านั้น แต่เมื่อมีกิจกรรมท่องเที่ยวเข้ามา ก็เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ทำให้คนหันหน้ามาพูดคุยกัน และมีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน

เกษตรกรต้นแบบแห่งทับสะแก ผู้ขับเคลื่อนการเกษตรและทรัพยากรท้องถิ่น ผ่านวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านทุ่งประดู่ ประจวบคีรีขันธ์

แรก ๆ เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต่างคนต่างอัตตา การหาปลายทางร่วมกันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

“เราทดสอบเส้นทางมาเยอะมาก บางเส้นทางใช่ บางเส้นทางไม่ใช่ เพราะคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าก็มีแนวคิดที่ต่างกัน เราใช้ความเชื่อที่ศึกษามาแล้วอธิบายให้เขาฟังแบบวิชาการไม่ได้ ผลิตภัณฑ์ก็เหมือนกัน เราลองทำมาหลายตัว มันต้องลองให้รู้ ถ้าผลออกมาไม่ใช่ ก็ต้องหาเหตุว่าเพราะอะไร อาจจะเป็นรูปแบบภายนอกที่ไม่สวย หรือรสชาติ ขนาด ราคา ทุกอย่างต้องปรับหมด สุดท้ายเมื่อมารวมกันมันจะแมตช์กันได้พอดี” เจ้าของบ้านสวนวิทยาแจงวิธีการดำเนินงานที่ชุมชนแห่งนี้ยึดถือปฏิบัติ นั่นคือการทำประชามติ พวกเขาใช้หลักนี้ทุกการเกิดขึ้นของกิจกรรมใหม่ เพื่อให้ทุกบ้านเข้าใจร่วมกัน

‘ความต้องการเห็นชุมชนดีขึ้น’ จึงเป็นคำตอบที่ครอบคลุมทั้งหมด

“เราต้องการสร้างโอกาสให้คน ทำให้เขามองเห็นความเป็นมนุษย์ของเขาเอง ทรัพยากรจะถูกดึงออกมาใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว ศักยภาพของคนถูกดึงออกมาเพื่อสร้างความเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ด้วยการเป็นเจ้าบ้านที่ดี เมื่อพวกเขาทำได้ก็จะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง เห็นคุณค่าและเห็นศักยภาพของตัวเองมากขึ้น”

เพียงฟองคลื่น

“ถ้าคุณเป็นลูกคลื่นที่อยู่ในท้องทะเลเมื่อไหร่ คุณจะอยู่ไม่ได้ ชุมชนที่อยู่ได้แบบยั่งยืนจะต้องทำตัวเป็นฟองคลื่นเท่านั้น”

วิทยามองว่าการทำกระบวนการท่องเที่ยวก็เหมือนกับคลื่นที่อยู่ในทะเล มีทั้งคลื่นลูกเก่าและคลื่นลูกใหม่ซัดมาเรื่อย ๆ การท่องเที่ยวต้องค่อยเป็นค่อยไป ชุมชนเกิดขึ้นเยอะมาก แต่ก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเยอะมากเช่นกัน

“บางทีเขาทำแล้วขายเลย ก้าวแบบข้ามขั้น แต่ลืมมองว่าฐานยังไม่แน่น เพราะฉะนั้นต้องทดสอบก่อน โชคดีที่ อพท. เข้ามาช่วยทดสอบ เวลาแต่ละทีมมา เราก็จะเสนอเส้นทางใหม่ทุกครั้ง และสอบถามด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ชอบตรงไหน อยากปรับเปลี่ยนอะไร”

ที่ผ่านมาไม่ว่ากระทรวง ทบวง กรม จะออกมาตรการอะไรมา ชื่อวิทยาจะปรากฏในรายชื่อผู้เข้าร่วมทุกครั้ง ไม่ใช่ว่าเขาต้องการรางวัลการันตีว่าเป็นพื้นที่ดีเด่น แต่ต้องการเข้าไปเพื่อเรียนรู้สิ่งที่ด้อยและเอากลับมาพัฒนา เพราะยึดถือแนวคิดที่เปิดกว้างว่า “เราอย่าทะนงตน เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน”

กุญแจดอกสำคัญที่จะไขเข้าไปในใจนักท่องเที่ยว คือ การเอาใจใส่ ยืนหยัดในตัวตน ไม่โอนอ่อนตามความต้องการของตลาดถ้าส่งผลกระทบต่อทรัพยากร แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับข้อบกพร่อง และไม่หยุดเรียนรู้ตามความเป็นไปของสังคม

เกษตรกรต้นแบบแห่งทับสะแก ผู้ขับเคลื่อนการเกษตรและทรัพยากรท้องถิ่น ผ่านวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านทุ่งประดู่ ประจวบคีรีขันธ์

“ฟองคลื่นไม่มีผลกระทบกับการกัดเซาะ มันไม่ได้ทำอะไรชายฝั่งเลย มันจะอยู่ของมันอย่างนั้น มันคือคำว่ายั่งยืน ต้องไม่กระทบใคร ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน”

การท่องเที่ยวยั่งยืนในนิยามของวิทยา ไม่ได้ยึดเศรษฐกิจเป็นที่ตั้ง เพราะถ้าทำอย่างนั้นความประทับใจจะไม่เกิด และการใช้ซ้ำจะไม่มี เขามองว่าจะยั่งยืนได้ในแบบที่ชุมชนต้องเลือกได้ว่าเรามีทรัพยากรอะไร แล้วเรามองหาคนกลุ่มไหน เมื่อใช้แล้วต้องให้กลับคืนธรรมชาติด้วย และไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย อวดรูปโฉมสวยงามแค่สินค้าหรือสถานที่เท่านั้น แต่ต้องทำให้คนพื้นที่และคนที่มาเข้าใจจุดประสงค์ตรงกัน พร้อมจะทำความรู้จักพื้นที่ไปด้วยกัน เช่น เวลาวิ่งรถ คนขับจะรู้เลยว่าบ้านไหนทำอะไร พานักท่องเที่ยวแวะได้เลย ไม่จำเป็นต้องทำสินค้าไปเร่ขาย แต่เสน่ห์ในกระบวนการต่างหากที่ดึงดูดคนให้เดินเข้ามาเอง

“ถ้าคุณซื้อกะปิ 1 กระปุก 100 บาท แพงนะ แต่ถ้ามาเห็นจะรู้ว่ามูลค่า 100 มันน้อยไปด้วยซ้ำ” นั่นคือเรื่องราว เรื่องเล่า และวิถีชีวิตที่อยู่ในนั้น กว่าจะได้สินค้าแต่ละชิ้นมา มีประวัติ ตำนาน วิธีการมากมาย

สุดท้ายเกษตรกรต้นแบบในนามวิทยา ปรารถนาอยากให้การส่งเสริมบ้านเกิดของตัวเอง เกิดขึ้นกับชุมชนอื่น ๆ จังหวัดอื่น ๆ โดยแนะนำว่าต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน ความเชื่อและความเข้าใจต้องเกิดขึ้นอย่างปราศจากความกังขาใด ๆ ด้วยใจของตัวเอง

“เราต้องทำให้คนรอบข้างศรัทธาตัวเราให้ได้ มันต้องรู้จักการเสียสละ ใจรักจริงไหม เริ่มจากที่บ้านเราเองก่อน ทำบ้านตัวเองและทำให้คนมาเริ่มเที่ยวบ้านเรา ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ มีคนเข้ามาศึกษาบ่อย พอคนเข้ามา เราก็เริ่มเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น เราก็ต้องทำให้เขาเห็นว่า กระบวนการที่คนเข้ามามันคือโอกาสสำหรับเขา เขาเอาของมาขายได้นะ และเราต้องเปิดใจให้คนอื่นมาเป็นส่วนหนึ่งกับเราให้ได้”

ที่สำคัญที่สุดต้องเชื่อมั่นในอัตตา และเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี

“เพราะไม่ว่าคลื่นที่เข้ามาจะหนักหนาแค่ไหนก็ตาม ฟองคลื่นจะคงอยู่เสมอ และมันจะอยู่ได้ตลอดไป”

เกษตรกรต้นแบบแห่งทับสะแก ผู้ขับเคลื่อนการเกษตรและทรัพยากรท้องถิ่น ผ่านวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านทุ่งประดู่ ประจวบคีรีขันธ์

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load