“ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ เพียงเรามองลึกเข้าไปในความสามารถของตนเองว่า จะดึงเอาทักษะเหล่านั้นมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน” ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ เอ่ยขึ้น 

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

เธอคือนักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทยผู้อยู่เบื้องหลังภารกิจออกแบบ Face Shield ประสิทธิภาพสูง ร่วมกับวิศวกรกระดาษอีก 2 สัญชาติคือสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เพื่อเป็นเกราะให้เหล่านักรบเสื้อกาวน์ แนวหน้าในการต่อกรกับ การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษอย่าง COVID-19

Face Shield หรือหน้ากากปกป้องละลองฝอย คือหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยปกป้องใบหน้าของผู้สวมใส่จากสารคัดหลั่ง ซึ่งการสัมผัสสารคัดหลั่งนี่เองคือสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อ COVID-19 มันจึงเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ สำหรับทีมแพทย์ที่ต้องอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

ต่ายทำงานออกแบบบรรจุภัณฑ์และสร้างสรรค์กระดาษมากว่าสิบปี ทำให้ในวันนี้ ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบ การพับ ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ และทักษะสร้างความเข้าใจผู้ใช้งานที่เธอสั่งสม นำมาพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยปกป้องทีมแพทย์ได้ เธอบอกว่าหน้าที่ของบรรจุภัณฑ์คือการปกป้อง และนั่นคือวัสดุประสงค์เดียวกับ Face Shield

และนี่คือ ‘เราจะชนะ!’ โปรเจกต์สร้างนวัตกรรม Face Shield ของวิศกรกระดาษจาก 3 มุมโลก ด้วยการออกแบบอย่างถูกหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ทำให้รับกับสรีระของคนแต่ละชาติพันธุ์ นอกจากนี้ยังผลิตขึ้นจากวัสดุที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าลดอาการบาดเจ็บได้เมื่อต้องใส่เป็นเวลานาน เพื่อเสริมประสิทธิภาพขณะปฏิบัติงานของทีมแพทย์ 

โดยตอนนี้ Face Shield ผลิตและแจกจ่ายไปตามโรงพยาบาลทั่วกรุงเทพฯ นครนิวยอร์ก เกาะคิวชู และกำลังขยายการจัดส่งไปทั่วประเทศ เพื่อขยายประสิทธิภาพการปกป้องออกไปให้กว้างไกลที่สุด

ภารกิจข้ามทวีป 

ต่ายเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ว่า เธอได้พบกับ เชลบี อาร์โนลด์ (Shelby Arnold) อดีตวิศวกรกระดาษของ Robert Sabuda สตูดิโอออกแบบหนังสือ Pop-up กระดาษชื่อดังแห่งนครนิวยอร์ก ในเพจ Paper Engineers Unite! ที่ทั้งคู่เป็นสมาชิกอยู่ เชลบีเป็นหนึ่งในทีมวิจัย Face Shield ของ Columbia Technology Ventures มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่กำลังเร่งออกแบบและผลิต Face Shield เพื่อแจกจ่ายให้ทีมแพทย์ในสหรัฐอเมริกา

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“การทำงานของวิศกรกระดาษ เมื่อออกแบบเสร็จ จะต้องทำโมเดลต้นแบบขึ้นมาเพื่อทดสอบประสิทธิภาพ เชลบีที่ตอนนั้นออกแบบ Face Shield ชุดแรกเสร็จจำนวนแปดชิ้น ก็ต้องทำโมเดลต้นแบบขึ้นมาเช่นกัน แต่เนื่องจากไม่มีเครื่องตัดที่มีประสิทธิภาพพอ เธอจึงโพส SOS ขอความช่วยเหลือไว้ในเพจ ให้ใครก็ได้ที่มีเครื่องตัดพร้อม จะตัดด้วยมือหรือเครื่องจักรชนิดไหนก็ได้ ช่วยนำไฟล์ผลงานการออกแบบ Face Shield ของเธอไปทดลองตัดและประกอบให้ที”

ต่ายอธิบายว่าที่เชลบีตัดโมเดลต้นแบบเองไม่ได้ เพราะเมื่อ 2 ปีก่อน เธอติดเชื้อไวรัสในเส้นประสาทจนต้องรับการผ่าตัดและสูญเสียความสามารถในการใช้แขน ทุกวันนี้เธอทำได้เพียงเขียนแบบในคอมพิวเตอร์เท่านั้น

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“เราทำงานด้านนี้ มีโรงงานออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์อย่าง Bangkok Pack อยู่แล้ว จึงมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม เมื่อเห็นข้อความ SOS ของเชลบี เราจึงนำไฟล์เข้าเครื่องตัดและประกอบเป็นโมเดลต้นแบบขึ้นมา และส่งข้อความกลับไปหาเชลบี เธอประหลาดใจมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากคนอีกซีกโลก อย่างไรก็ตามเมื่อตัดและประกอบเสร็จ Face Shield แปดชิ้นแรกของเชลบี ไม่มีชิ้นไหนใช้งานได้จริง เราจึงตกลงที่จะช่วยกันพัฒนาแบบ Face Shield ต่อ”

ต่ายเล่าต่อว่า จริงๆ แล้วช่วงนั้น เธอและทีมนักออกแบบของ Bangkok Pack ก็กำลังหาข้อมูลและขึ้นโมเดลต้นแบบของ Face Shield กันอยู่เช่นกัน เพราะได้ไปเห็นวิดีโอที่การทำ Face Shield แบบ DIY ของพยาบาล โดยใช้ฟองน้ำและแผ่นใสที่หาได้ทั่วไปในท้องตลาด ใช้เทปสองหน้าติดฟองน้ำไว้ที่บริเวณหน้าผาก และนำชิ้นส่วนต่างๆ มายึดติดกันด้วยตัวเย็บ

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“พอเห็นขั้นตอนในวิดีโอ ก็เกิดคำถามขึ้นในใจมากมาย ขั้นตอนต่างๆ ดูซับซ้อนยุ่งยาก ทำให้คุณพยาบาลต้องมาเสียเวลามากพอควรในการทำ Face Shield สักชิ้น มันน่าจะมีวิธีที่ง่ายกว่านี้ ใช้เวลาน้อยกว่านี้ในการประกอบ ผลิตในระบบอุตสาหกรรมที่ไม่สร้างขยะส่วนเกิน และใช้วัสดุอะไรบางอย่างแทนฟองน้ำ ที่รู้กันอยู่ว่าเป็นอมเชื้อโรค ทำความสะอาดไม่ได้

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

“เราเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ มีความเชี่ยวชาญเรื่องวัสดุและการออกแบบ เราน่าจะช่วยอะไรทีมแพทย์ได้บ้างจากความสามารถของเรา ตอนนั้นจึงระดมทีมกันทำรีเสิร์ช และก็ได้พบกับเชลบีพอดี จึงกลายเป็นโปรเจกต์พัฒนาแบบ Face Shield ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือปกป้องทีมแพทย์ระหว่างปฏิบัติงานให้ได้มากที่สุด”

การปกป้องที่สมบูรณ์แบบ

ต่ายเกิดในครอบครัวหมอชนบท คุณพ่อเป็นแพทย์ คุณแม่เป็นพยาบาล ทำให้ในวัยเด็กเธอใช้ชีวิตคลุกคลีในโรงพยาบาล 

“เพราะอาศัยในบ้านพักโรงพยาบาล ทำให้เราวิ่งเล่นในโรงพยาบาลตั้งแต่เล็กๆ คุณพ่อจึงปลูกฝังวิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคอยู่เสมอ โดยเฉพาะวิธีล้างมือที่เน้นย้ำเป็นพิเศษจนจำขึ้นใจ” 

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

“เราเห็นภาพทีมแพทย์ของเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ใส่หน้ากากอนามัยและ Face Shield จนเป็นแผลเต็มหน้า จึงไปสอบถามคุณหมอว่าจำเป็นต้องใส่หน้ากากนานขนาดนั้นเลยหรอ คุณหมอบอกว่าการผ่าตัดไม่ใช่แค่ยี่สิบถึงสามสิบนาที บางทีเป็นชั่วโมงๆ แถมถ้าขนาดไม่พอดี ป้องกันไม่ดี ต้องเอาเทปปิดแผลมาปิด เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองได้รับเชื้อ ทำให้เกิดการเสียดสีและกดทับผิวหนังกลายเป็นแผล โดยเฉพาะเนื้อเยื่อใต้ดวงตา

“ข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงในทีนี้คือคุณหมอบอกเราว่า Face Shield ทุกแบบที่หาได้ จะป้องกันเฉพาะด้านหน้า เปิดช่องว่างบริเวณใบหูไว้ การป้องกันอย่างสมบูรณ์ควรจะปกปิดจากหูข้างหนึ่งไปถึงหูอีกข้าง 

“เราเลยไปหาข้อมูลเพิ่มด้านการยศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยวัดสัดส่วนของคนทั่วโลก ว่าคนที่ตัวเล็กที่สุดกับตัวใหญ่ที่สุด ระยะเส้นรอบศีรษะ ระยะจากหน้าผากถึงคาง ระยะจากใบหูถึงใบหู มีขนาดเท่าไหร่ เราต้องรู้สัดส่วนที่แตกต่างกันของคนตะวันออกและตะวันตก เพื่อออกแบบ Face Shield ที่ฟิตกับใบหน้าของทุกคนได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย”

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled
เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ต่ายอธิบายต่อว่า อีกปัญหาใหญ่ที่คุณหมอทุกคนเจอ คือ Face Shield เป็นฝ้า ลองนึกถึงความทรงจำวัยเด็ก เมื่อเราเอาจมูกไปแตะกระจกในวันฝนตกแล้วหายใจ กระจกจะกลายเป็นฝ้า เช่นเดียวกับ Face Shield ที่เมื่อกลายเป็นฝ้า มันบดบังทัศนวิสัย แถมยังกำจัดออกไม่ได้ง่ายๆ นี่จึงเป็นปัญหาที่เหมือนก้อนกรวดในรองเท้า วิธีแก้อยู่ที่การคำนวณระยะห่างระหว่างพลาสติกกับจมูกผู้สวมใส่ให้เหมาะสม ไม่ชิดหรือห่างเกินไป ซึ่งต้องมีการทดสอบอยู่หลายต่อหลายรอบจึงจะได้ระยะที่ดีที่สุด

วัสดุที่ใช้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ต่ายเชี่ยวชาญเรื่องวัสดุ เพราะอยู่ในแวดวงออกแบบบรรจุภัณฑ์มานาน “Face Shield แบบ DIY มักใช้อะซิเตท (Acetate) ซึ่งเป็นแผ่นพลาสติกใสที่มีปัญหาใหญ่คือมันไม่ใสจริง เพราะมีความเป็นคลื่นอยู่ในเนื้อวัสดุ ทำให้ทัศนวิสัยที่เกิดขึ้นกับผู้สวมใส่เหมือนการสวมแว่นเลนส์ไม่ดี เป็นอีกสาเหตุว่าทำไมเมื่อใส่ไปนานๆ คุณหมอถึงมีอาการเวียนหัว เพราะภาพที่เห็นมันบิดเบี้ยวนั่นเอง ดังนั้นการต้องเพ่งมองผ่านวัสดุใส โดยเฉพาะระหว่างปฏิบัติการการแพทย์ วัสดุต้องใสจริงและไม่ทำให้ภาพผิดเพี้ยน”

ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19

หลังจากพัฒนาแบบข้ามไทม์โซนกันมาพักใหญ่ ในที่สุดต่ายและเชลบีก็สร้างโมเดลต้นแบบ Face Shield ที่แก้โจทย์ปัญหาเรื่องการใช้งานทั้งหมดสำเร็จ ต่ายจึงส่งตัวอย่าง Face Shield จำนวนหนึ่งไปให้ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยตรง และศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

“คุณหมอบอกว่าปกป้องดีจัง ออกแบบมาดีมาก สวมใส่สบายมากเลย” ต่ายเล่าพร้อมรอยยิ้ม

เราจะชนะ!

จากความร่วมมือ 2 ประเทศ เพิ่มมาเป็น 3 เมื่อต่ายชักชวนเพื่อนชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักออกแบบมีดตัดสำหรับงานบรรจุภัณฑ์มาร่วมทีมด้วย 

“มองย้อนกลับไปยังโจทย์ตั้งต้น นอกจากประสิทธิภาพแล้ว เราอยากแก้ปัญหาเรื่องความซับซ้อนยุ่งยากในการประกอบ Face Shield เพราะไม่อยากให้ทีมแพทย์ต้องเสียเวลามาก ตัวเกี่ยวหรือตะขอที่ยึด Face Shield ไว้ด้วยกันคือกุญแจสำคัญ เพื่อนชาวญี่ปุ่นคนนี้จึงมาช่วยเคลียร์ในจุดนี้ ให้ทางเราเองก็ผลิตได้ง่ายขึ้น และทางทีมแพทย์ที่ได้รับ Face Shield ไปก็ประกอบได้ง่ายขึ้นเช่นกัน” จึงกลายเป็นการทำงานร่วมกัน 3 ประเทศ

ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19
ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19

ต่ายเล่าว่าเนื่องจากทีมวิจัย Face Shield ของ Columbia Technology Ventures รับทุนจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมื่อการออกแบบใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ทางมหาวิทยาลัยจึงแจ้งว่า ต้องการจดสิทธิบัตร Face Shield ที่ออกแบบร่วมกันในโปรเจกต์นี้ แต่ทั้งต่ายและเชลบีไม่เห็นด้วยนัก 

“เราอยากส่งแบบไปให้คนในหลายๆ ประเทศ หลายๆ พื้นที่ผลิตและใช้กันได้ทั่วไป การจดสิทธิบัตรเท่ากับเราจะส่งแบบไปให้ที่อื่นไม่ได้”

ดังนั้น นักออกแบบทั้ง 3 ประเทศจึงตัดสินใจแยกย้ายกันไปปิดแบบ Face Shield ของตัวเอง ต่างคนต่างมีลิขสิทธิ์งานออกแบบเป็นของตัวเอง ไม่ผูกขาดกับทางมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยมีหลักการปกป้องจรดหน้าผากและหูเหมือนกัน แต่ในรายละเอียดการออกแบบนั้นแตกต่างกัน

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

Face Shield เราจะชนะ! ประกอบไปด้วยชิ้นส่วน 3 ชิ้น ชิ้นแรกคือส่วนใสด้านหน้า ทำจากวัสดุ PET ที่ความหนามากกว่าอะซิเตทมากกว่า 2 เท่า ไม่เกิดรอยยับขณะใช้งาน และมีคุณสมบัติโปร่งใสมาก จนคุณหมอนำไปใช้อัลตราซาวด์หรือผ่าตัดส่องกล้องขนาดเล็กได้

ชิ้นต่อมาแผ่นปะหน้าบริเวณหน้าผาก ทำจากพลาสติกอ่อนสีขาวด้าน ที่เลือกใช้วัสดุชนิดนี้เพราะคุณหมอหลายคนบอกต่ายว่า ถ้าคาดพลาสติกเนื้อใสนานๆ จะทำให้เจ็บและปวดศีรษะ เธอจึงเปลี่ยนมาใช้วัสดุเนื้อด้านที่นิ่มและมีความยืดหยุ่น

และชิ้นสุดท้ายคือยางยืดขนาดใหญ่คล้องด้านหลังศีรษะ ลักษณะคล้ายยางคาดของหน้ากาก N95 แต่กว้างและหนากว่าเพื่อลดอาการบาดเจ็บเมื่อต้องคาดเป็นเวลานาน เมื่อใช้เสร็จ ทั้ง 3 ชิ้นส่วนถอดล้างทำความสะอาดได้ด้วยสบู่และแอลกอฮอล์ ตากให้แห้งได้ทุกชิ้นส่วน ช่วยลดปริมาณขยะติดเชื้อที่จะเกิดขึ้นได้

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled
เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ต่ายเล่าอย่างภาคภูมิใจต่อว่า ตัวอักษร ‘เราจะชนะ!’ ที่พิมพ์อยู่บน Face Shield ออกแบบโดย อาจารย์ไพโรจน์ ธีระประภา นักออกแบบตัวอักษรผู้คร่ำหวอดในวงการกราฟิกไทยและออกแบบฟอนต์ไทยมาแล้วมากมาย อาจารย์ไพโรจน์คือปรมาจารย์ศิลปินผู้ต้องการให้ศิลปะแบบไทยๆ จับต้องและเข้าถึงได้ง่าย

จากตัวเองสู่สังคม

ตอนนี้หน้ากาก Face Shield เราจะชนะ! ผลิตและแจกจ่ายไปยังทีมแพทย์ทั่วประเทศแล้วนับหมื่นชิ้น จากวันแรกๆ เขาใช้งบประมาณส่วนตัวอย่างเดียว ทุกวันนี้มีเพื่อนๆ พี่น้อง และอีกหลายคนมาช่วยบริจาคเงินสมทบทุนผลิต เพื่อส่ง Face Shield ไปให้ทีมแพทย์ตามพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะโรงพยาบาลแถวตะเข็บชายแดน เพราะนอกจากแพทย์ด่านหน้าที่ต้องรับมือกับโรค COVID-19 แล้ว บุคลากรการแพทย์ในแขนงอื่นๆ อย่างทันตแพทย์ที่ต้องรับน้ำลายและเลือดของคนไข้ตลอดเวลาก็ล้วนมีความเสี่ยงเช่นกัน

“เราทำงานให้สมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย ทำให้รู้จักหน่วยงามสมาคมบรรจุภัณฑ์ประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชียหลายประเทศ เราก็ส่งข้อความไปหาว่าต้องการผลิต Face Shield เรายินดีส่งมอบแบบที่พัฒนาแล้วไปให้ เพื่อเขาจะได้นำไปผลิตในประเทศได้ ในสถานการณ์แบบนี้แค่หาวัสดุให้พอหรือทำการผลิตให้ราบรื่น ก็ยากกว่าสถานการณ์ปกติแล้ว”

ข่าวคราวล่าสุดจากเชลบีและเพื่อนชาวญี่ปุ่น ตอนนี้ที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นก็กำลังเร่งผลิต Face Shield เพื่อจัดส่งให้ทีมแพทย์กันอย่างขะมักเขม้น อาจมีความยุ่งยากกว่าที่เมืองไทยนิดหน่อย เพราะต้องหาวัสดุและผู้ผลิตมารับหน้าที่เดียวกับ Bangkok Pack แต่ทุกอย่างก็กำลังดำเนินไปได้อย่างดี เช่นเดียวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่กำลังดีขึ้นทุกขณะ

ต่ายกล่าวทิ้งท้ายว่า “ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่หน้าที่ของแพทย์หรือของใคร แต่มันเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะใช้ศักยภาพของตัวเองนี่แหละ ดูว่าเราทำอะไรได้ คนทำอาหารได้ก็ทำอาหารไปแจกคนด้อยโอกาส ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เอาทักษะความสามารถมาช่วยเหลือกัน เพื่อให้ทุกส่วนที่มีปัญหารอดพ้นวิกฤตกันไปได้”

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ผู้สนใจสั่งซื้อหรือต้องการบริจาคเงินสมทบทุน เพื่อผลิต Face Shield เราจะชนะ! แจกจ่ายทีมแพทย์ทั่วประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokpack.com

Facebook : Patra Khunawat
Facebook : Bangkokpack

Line ID : momomamy
Tel: 08 1403 6156

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load