“ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ เพียงเรามองลึกเข้าไปในความสามารถของตนเองว่า จะดึงเอาทักษะเหล่านั้นมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน” ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ เอ่ยขึ้น 

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

เธอคือนักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทยผู้อยู่เบื้องหลังภารกิจออกแบบ Face Shield ประสิทธิภาพสูง ร่วมกับวิศวกรกระดาษอีก 2 สัญชาติคือสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เพื่อเป็นเกราะให้เหล่านักรบเสื้อกาวน์ แนวหน้าในการต่อกรกับ การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษอย่าง COVID-19

Face Shield หรือหน้ากากปกป้องละลองฝอย คือหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยปกป้องใบหน้าของผู้สวมใส่จากสารคัดหลั่ง ซึ่งการสัมผัสสารคัดหลั่งนี่เองคือสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อ COVID-19 มันจึงเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ สำหรับทีมแพทย์ที่ต้องอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

ต่ายทำงานออกแบบบรรจุภัณฑ์และสร้างสรรค์กระดาษมากว่าสิบปี ทำให้ในวันนี้ ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบ การพับ ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ และทักษะสร้างความเข้าใจผู้ใช้งานที่เธอสั่งสม นำมาพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยปกป้องทีมแพทย์ได้ เธอบอกว่าหน้าที่ของบรรจุภัณฑ์คือการปกป้อง และนั่นคือวัสดุประสงค์เดียวกับ Face Shield

และนี่คือ ‘เราจะชนะ!’ โปรเจกต์สร้างนวัตกรรม Face Shield ของวิศกรกระดาษจาก 3 มุมโลก ด้วยการออกแบบอย่างถูกหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ทำให้รับกับสรีระของคนแต่ละชาติพันธุ์ นอกจากนี้ยังผลิตขึ้นจากวัสดุที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าลดอาการบาดเจ็บได้เมื่อต้องใส่เป็นเวลานาน เพื่อเสริมประสิทธิภาพขณะปฏิบัติงานของทีมแพทย์ 

โดยตอนนี้ Face Shield ผลิตและแจกจ่ายไปตามโรงพยาบาลทั่วกรุงเทพฯ นครนิวยอร์ก เกาะคิวชู และกำลังขยายการจัดส่งไปทั่วประเทศ เพื่อขยายประสิทธิภาพการปกป้องออกไปให้กว้างไกลที่สุด

ภารกิจข้ามทวีป 

ต่ายเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ว่า เธอได้พบกับ เชลบี อาร์โนลด์ (Shelby Arnold) อดีตวิศวกรกระดาษของ Robert Sabuda สตูดิโอออกแบบหนังสือ Pop-up กระดาษชื่อดังแห่งนครนิวยอร์ก ในเพจ Paper Engineers Unite! ที่ทั้งคู่เป็นสมาชิกอยู่ เชลบีเป็นหนึ่งในทีมวิจัย Face Shield ของ Columbia Technology Ventures มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่กำลังเร่งออกแบบและผลิต Face Shield เพื่อแจกจ่ายให้ทีมแพทย์ในสหรัฐอเมริกา

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“การทำงานของวิศกรกระดาษ เมื่อออกแบบเสร็จ จะต้องทำโมเดลต้นแบบขึ้นมาเพื่อทดสอบประสิทธิภาพ เชลบีที่ตอนนั้นออกแบบ Face Shield ชุดแรกเสร็จจำนวนแปดชิ้น ก็ต้องทำโมเดลต้นแบบขึ้นมาเช่นกัน แต่เนื่องจากไม่มีเครื่องตัดที่มีประสิทธิภาพพอ เธอจึงโพส SOS ขอความช่วยเหลือไว้ในเพจ ให้ใครก็ได้ที่มีเครื่องตัดพร้อม จะตัดด้วยมือหรือเครื่องจักรชนิดไหนก็ได้ ช่วยนำไฟล์ผลงานการออกแบบ Face Shield ของเธอไปทดลองตัดและประกอบให้ที”

ต่ายอธิบายว่าที่เชลบีตัดโมเดลต้นแบบเองไม่ได้ เพราะเมื่อ 2 ปีก่อน เธอติดเชื้อไวรัสในเส้นประสาทจนต้องรับการผ่าตัดและสูญเสียความสามารถในการใช้แขน ทุกวันนี้เธอทำได้เพียงเขียนแบบในคอมพิวเตอร์เท่านั้น

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“เราทำงานด้านนี้ มีโรงงานออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์อย่าง Bangkok Pack อยู่แล้ว จึงมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม เมื่อเห็นข้อความ SOS ของเชลบี เราจึงนำไฟล์เข้าเครื่องตัดและประกอบเป็นโมเดลต้นแบบขึ้นมา และส่งข้อความกลับไปหาเชลบี เธอประหลาดใจมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากคนอีกซีกโลก อย่างไรก็ตามเมื่อตัดและประกอบเสร็จ Face Shield แปดชิ้นแรกของเชลบี ไม่มีชิ้นไหนใช้งานได้จริง เราจึงตกลงที่จะช่วยกันพัฒนาแบบ Face Shield ต่อ”

ต่ายเล่าต่อว่า จริงๆ แล้วช่วงนั้น เธอและทีมนักออกแบบของ Bangkok Pack ก็กำลังหาข้อมูลและขึ้นโมเดลต้นแบบของ Face Shield กันอยู่เช่นกัน เพราะได้ไปเห็นวิดีโอที่การทำ Face Shield แบบ DIY ของพยาบาล โดยใช้ฟองน้ำและแผ่นใสที่หาได้ทั่วไปในท้องตลาด ใช้เทปสองหน้าติดฟองน้ำไว้ที่บริเวณหน้าผาก และนำชิ้นส่วนต่างๆ มายึดติดกันด้วยตัวเย็บ

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

“พอเห็นขั้นตอนในวิดีโอ ก็เกิดคำถามขึ้นในใจมากมาย ขั้นตอนต่างๆ ดูซับซ้อนยุ่งยาก ทำให้คุณพยาบาลต้องมาเสียเวลามากพอควรในการทำ Face Shield สักชิ้น มันน่าจะมีวิธีที่ง่ายกว่านี้ ใช้เวลาน้อยกว่านี้ในการประกอบ ผลิตในระบบอุตสาหกรรมที่ไม่สร้างขยะส่วนเกิน และใช้วัสดุอะไรบางอย่างแทนฟองน้ำ ที่รู้กันอยู่ว่าเป็นอมเชื้อโรค ทำความสะอาดไม่ได้

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

“เราเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ มีความเชี่ยวชาญเรื่องวัสดุและการออกแบบ เราน่าจะช่วยอะไรทีมแพทย์ได้บ้างจากความสามารถของเรา ตอนนั้นจึงระดมทีมกันทำรีเสิร์ช และก็ได้พบกับเชลบีพอดี จึงกลายเป็นโปรเจกต์พัฒนาแบบ Face Shield ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือปกป้องทีมแพทย์ระหว่างปฏิบัติงานให้ได้มากที่สุด”

การปกป้องที่สมบูรณ์แบบ

ต่ายเกิดในครอบครัวหมอชนบท คุณพ่อเป็นแพทย์ คุณแม่เป็นพยาบาล ทำให้ในวัยเด็กเธอใช้ชีวิตคลุกคลีในโรงพยาบาล 

“เพราะอาศัยในบ้านพักโรงพยาบาล ทำให้เราวิ่งเล่นในโรงพยาบาลตั้งแต่เล็กๆ คุณพ่อจึงปลูกฝังวิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคอยู่เสมอ โดยเฉพาะวิธีล้างมือที่เน้นย้ำเป็นพิเศษจนจำขึ้นใจ” 

ต่าย-ภัทรา คุณวัฒน์ นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวไทย

“เราเห็นภาพทีมแพทย์ของเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ใส่หน้ากากอนามัยและ Face Shield จนเป็นแผลเต็มหน้า จึงไปสอบถามคุณหมอว่าจำเป็นต้องใส่หน้ากากนานขนาดนั้นเลยหรอ คุณหมอบอกว่าการผ่าตัดไม่ใช่แค่ยี่สิบถึงสามสิบนาที บางทีเป็นชั่วโมงๆ แถมถ้าขนาดไม่พอดี ป้องกันไม่ดี ต้องเอาเทปปิดแผลมาปิด เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองได้รับเชื้อ ทำให้เกิดการเสียดสีและกดทับผิวหนังกลายเป็นแผล โดยเฉพาะเนื้อเยื่อใต้ดวงตา

“ข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงในทีนี้คือคุณหมอบอกเราว่า Face Shield ทุกแบบที่หาได้ จะป้องกันเฉพาะด้านหน้า เปิดช่องว่างบริเวณใบหูไว้ การป้องกันอย่างสมบูรณ์ควรจะปกปิดจากหูข้างหนึ่งไปถึงหูอีกข้าง 

“เราเลยไปหาข้อมูลเพิ่มด้านการยศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยวัดสัดส่วนของคนทั่วโลก ว่าคนที่ตัวเล็กที่สุดกับตัวใหญ่ที่สุด ระยะเส้นรอบศีรษะ ระยะจากหน้าผากถึงคาง ระยะจากใบหูถึงใบหู มีขนาดเท่าไหร่ เราต้องรู้สัดส่วนที่แตกต่างกันของคนตะวันออกและตะวันตก เพื่อออกแบบ Face Shield ที่ฟิตกับใบหน้าของทุกคนได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย”

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled
เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ต่ายอธิบายต่อว่า อีกปัญหาใหญ่ที่คุณหมอทุกคนเจอ คือ Face Shield เป็นฝ้า ลองนึกถึงความทรงจำวัยเด็ก เมื่อเราเอาจมูกไปแตะกระจกในวันฝนตกแล้วหายใจ กระจกจะกลายเป็นฝ้า เช่นเดียวกับ Face Shield ที่เมื่อกลายเป็นฝ้า มันบดบังทัศนวิสัย แถมยังกำจัดออกไม่ได้ง่ายๆ นี่จึงเป็นปัญหาที่เหมือนก้อนกรวดในรองเท้า วิธีแก้อยู่ที่การคำนวณระยะห่างระหว่างพลาสติกกับจมูกผู้สวมใส่ให้เหมาะสม ไม่ชิดหรือห่างเกินไป ซึ่งต้องมีการทดสอบอยู่หลายต่อหลายรอบจึงจะได้ระยะที่ดีที่สุด

วัสดุที่ใช้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ต่ายเชี่ยวชาญเรื่องวัสดุ เพราะอยู่ในแวดวงออกแบบบรรจุภัณฑ์มานาน “Face Shield แบบ DIY มักใช้อะซิเตท (Acetate) ซึ่งเป็นแผ่นพลาสติกใสที่มีปัญหาใหญ่คือมันไม่ใสจริง เพราะมีความเป็นคลื่นอยู่ในเนื้อวัสดุ ทำให้ทัศนวิสัยที่เกิดขึ้นกับผู้สวมใส่เหมือนการสวมแว่นเลนส์ไม่ดี เป็นอีกสาเหตุว่าทำไมเมื่อใส่ไปนานๆ คุณหมอถึงมีอาการเวียนหัว เพราะภาพที่เห็นมันบิดเบี้ยวนั่นเอง ดังนั้นการต้องเพ่งมองผ่านวัสดุใส โดยเฉพาะระหว่างปฏิบัติการการแพทย์ วัสดุต้องใสจริงและไม่ทำให้ภาพผิดเพี้ยน”

ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19

หลังจากพัฒนาแบบข้ามไทม์โซนกันมาพักใหญ่ ในที่สุดต่ายและเชลบีก็สร้างโมเดลต้นแบบ Face Shield ที่แก้โจทย์ปัญหาเรื่องการใช้งานทั้งหมดสำเร็จ ต่ายจึงส่งตัวอย่าง Face Shield จำนวนหนึ่งไปให้ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยตรง และศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

“คุณหมอบอกว่าปกป้องดีจัง ออกแบบมาดีมาก สวมใส่สบายมากเลย” ต่ายเล่าพร้อมรอยยิ้ม

เราจะชนะ!

จากความร่วมมือ 2 ประเทศ เพิ่มมาเป็น 3 เมื่อต่ายชักชวนเพื่อนชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักออกแบบมีดตัดสำหรับงานบรรจุภัณฑ์มาร่วมทีมด้วย 

“มองย้อนกลับไปยังโจทย์ตั้งต้น นอกจากประสิทธิภาพแล้ว เราอยากแก้ปัญหาเรื่องความซับซ้อนยุ่งยากในการประกอบ Face Shield เพราะไม่อยากให้ทีมแพทย์ต้องเสียเวลามาก ตัวเกี่ยวหรือตะขอที่ยึด Face Shield ไว้ด้วยกันคือกุญแจสำคัญ เพื่อนชาวญี่ปุ่นคนนี้จึงมาช่วยเคลียร์ในจุดนี้ ให้ทางเราเองก็ผลิตได้ง่ายขึ้น และทางทีมแพทย์ที่ได้รับ Face Shield ไปก็ประกอบได้ง่ายขึ้นเช่นกัน” จึงกลายเป็นการทำงานร่วมกัน 3 ประเทศ

ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19
ทีมแพทย์ที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลศิริราช ที่ดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19

ต่ายเล่าว่าเนื่องจากทีมวิจัย Face Shield ของ Columbia Technology Ventures รับทุนจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมื่อการออกแบบใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ทางมหาวิทยาลัยจึงแจ้งว่า ต้องการจดสิทธิบัตร Face Shield ที่ออกแบบร่วมกันในโปรเจกต์นี้ แต่ทั้งต่ายและเชลบีไม่เห็นด้วยนัก 

“เราอยากส่งแบบไปให้คนในหลายๆ ประเทศ หลายๆ พื้นที่ผลิตและใช้กันได้ทั่วไป การจดสิทธิบัตรเท่ากับเราจะส่งแบบไปให้ที่อื่นไม่ได้”

ดังนั้น นักออกแบบทั้ง 3 ประเทศจึงตัดสินใจแยกย้ายกันไปปิดแบบ Face Shield ของตัวเอง ต่างคนต่างมีลิขสิทธิ์งานออกแบบเป็นของตัวเอง ไม่ผูกขาดกับทางมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยมีหลักการปกป้องจรดหน้าผากและหูเหมือนกัน แต่ในรายละเอียดการออกแบบนั้นแตกต่างกัน

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

Face Shield เราจะชนะ! ประกอบไปด้วยชิ้นส่วน 3 ชิ้น ชิ้นแรกคือส่วนใสด้านหน้า ทำจากวัสดุ PET ที่ความหนามากกว่าอะซิเตทมากกว่า 2 เท่า ไม่เกิดรอยยับขณะใช้งาน และมีคุณสมบัติโปร่งใสมาก จนคุณหมอนำไปใช้อัลตราซาวด์หรือผ่าตัดส่องกล้องขนาดเล็กได้

ชิ้นต่อมาแผ่นปะหน้าบริเวณหน้าผาก ทำจากพลาสติกอ่อนสีขาวด้าน ที่เลือกใช้วัสดุชนิดนี้เพราะคุณหมอหลายคนบอกต่ายว่า ถ้าคาดพลาสติกเนื้อใสนานๆ จะทำให้เจ็บและปวดศีรษะ เธอจึงเปลี่ยนมาใช้วัสดุเนื้อด้านที่นิ่มและมีความยืดหยุ่น

และชิ้นสุดท้ายคือยางยืดขนาดใหญ่คล้องด้านหลังศีรษะ ลักษณะคล้ายยางคาดของหน้ากาก N95 แต่กว้างและหนากว่าเพื่อลดอาการบาดเจ็บเมื่อต้องคาดเป็นเวลานาน เมื่อใช้เสร็จ ทั้ง 3 ชิ้นส่วนถอดล้างทำความสะอาดได้ด้วยสบู่และแอลกอฮอล์ ตากให้แห้งได้ทุกชิ้นส่วน ช่วยลดปริมาณขยะติดเชื้อที่จะเกิดขึ้นได้

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled
เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ต่ายเล่าอย่างภาคภูมิใจต่อว่า ตัวอักษร ‘เราจะชนะ!’ ที่พิมพ์อยู่บน Face Shield ออกแบบโดย อาจารย์ไพโรจน์ ธีระประภา นักออกแบบตัวอักษรผู้คร่ำหวอดในวงการกราฟิกไทยและออกแบบฟอนต์ไทยมาแล้วมากมาย อาจารย์ไพโรจน์คือปรมาจารย์ศิลปินผู้ต้องการให้ศิลปะแบบไทยๆ จับต้องและเข้าถึงได้ง่าย

จากตัวเองสู่สังคม

ตอนนี้หน้ากาก Face Shield เราจะชนะ! ผลิตและแจกจ่ายไปยังทีมแพทย์ทั่วประเทศแล้วนับหมื่นชิ้น จากวันแรกๆ เขาใช้งบประมาณส่วนตัวอย่างเดียว ทุกวันนี้มีเพื่อนๆ พี่น้อง และอีกหลายคนมาช่วยบริจาคเงินสมทบทุนผลิต เพื่อส่ง Face Shield ไปให้ทีมแพทย์ตามพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะโรงพยาบาลแถวตะเข็บชายแดน เพราะนอกจากแพทย์ด่านหน้าที่ต้องรับมือกับโรค COVID-19 แล้ว บุคลากรการแพทย์ในแขนงอื่นๆ อย่างทันตแพทย์ที่ต้องรับน้ำลายและเลือดของคนไข้ตลอดเวลาก็ล้วนมีความเสี่ยงเช่นกัน

“เราทำงานให้สมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย ทำให้รู้จักหน่วยงามสมาคมบรรจุภัณฑ์ประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชียหลายประเทศ เราก็ส่งข้อความไปหาว่าต้องการผลิต Face Shield เรายินดีส่งมอบแบบที่พัฒนาแล้วไปให้ เพื่อเขาจะได้นำไปผลิตในประเทศได้ ในสถานการณ์แบบนี้แค่หาวัสดุให้พอหรือทำการผลิตให้ราบรื่น ก็ยากกว่าสถานการณ์ปกติแล้ว”

ข่าวคราวล่าสุดจากเชลบีและเพื่อนชาวญี่ปุ่น ตอนนี้ที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นก็กำลังเร่งผลิต Face Shield เพื่อจัดส่งให้ทีมแพทย์กันอย่างขะมักเขม้น อาจมีความยุ่งยากกว่าที่เมืองไทยนิดหน่อย เพราะต้องหาวัสดุและผู้ผลิตมารับหน้าที่เดียวกับ Bangkok Pack แต่ทุกอย่างก็กำลังดำเนินไปได้อย่างดี เช่นเดียวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่กำลังดีขึ้นทุกขณะ

ต่ายกล่าวทิ้งท้ายว่า “ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่หน้าที่ของแพทย์หรือของใคร แต่มันเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะใช้ศักยภาพของตัวเองนี่แหละ ดูว่าเราทำอะไรได้ คนทำอาหารได้ก็ทำอาหารไปแจกคนด้อยโอกาส ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เอาทักษะความสามารถมาช่วยเหลือกัน เพื่อให้ทุกส่วนที่มีปัญหารอดพ้นวิกฤตกันไปได้”

เราจะชนะ! ความร่วมมือของวิศวกรกระดาษจาก 3 มุมโลกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Face Shiled

ผู้สนใจสั่งซื้อหรือต้องการบริจาคเงินสมทบทุน เพื่อผลิต Face Shield เราจะชนะ! แจกจ่ายทีมแพทย์ทั่วประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokpack.com

Facebook : Patra Khunawat
Facebook : Bangkokpack

Line ID : momomamy
Tel: 08 1403 6156

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

“ปริญญาของเราคือความสุข แรงบันดาลใจ และมิตรภาพที่เกิดจากพื้นที่ตรงนี้ที่เราร่วมกันสร้าง” เสียงของ สัญญา มัครินทร์ หนึ่งในครูผู้ก่อตั้งมหา’ลัยไทบ้าน ตอบคำถามข้อสุดท้ายของการสนทนา ว่าอะไรคือปริญญาของมหาลัยกลางทุ่ง

ถึงจะไม่ได้ไปเห็นด้วยตา แต่ตลอดการพูดคุยร่วมชั่วโมง เราสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของครูในระบบคนนี้ที่กำลังจะออกมาอยู่นอกระบบในไม่ช้า หลังก่อร่างศูนย์การเรียนรู้แห่งใหม่ในชุมชนมากว่า 2 ปี 

สัญญาเป็นคนสีชมพูโดยกำเนิด เกิดในอำเภอที่ไกลที่สุดของจังหวัดขอนแก่น ในยุคสมัยที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแม้แต่น้อย เขามีโอกาสได้เข้ามาศึกษาในตัวเมืองก็ตอนมัธยมปลาย พบเจอคุณครูที่เล่าเรื่องชีวิตในวัยเด็กของตัวเองแทนการสอน บรรยากาศในห้องพลันสนุกสนานจากที่เคยเคร่งเครียด สัญญาบอกกับเราว่ายังคงประทับใจการเรียนที่โรงเรียนขามแก่นนครในวันนั้น เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขานึกฝันอยากเป็นครู 

“พอเป็นเด็กบ้านนอก เราก็จะมีความเป็นอื่นหน่อย ๆ เข้าไปอยู่ในเมือง สำเนียงเราก็ไม่เหมือนใคร เขาพูดภาษากลาง เราพูดลาว เคยเข้าใจว่าเป็นเด็กเก่งนะที่บ้านนอก แต่พอไปอยู่ในเมืองคือเรากระจอกมาก”

แม้เขาจะเรียนไม่เอาอ่าว ตามเพื่อนไม่ค่อยทัน เพราะต้นทุนที่น้อยกว่าตั้งแต่แรก แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้ตัวดีและบรรดาอาจารย์ก็มองเห็น คือสัญญาเป็นคนชอบทำกิจกรรม ชอบอาสา ชอบมีส่วนร่วม มีโอกาสก้าวขาเข้ามาในวงการนักกิจกรรมผ่านการเข้าค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อนตัดสินใจเดินทางออกจากชนบทเพื่อมาใช้ชีวิตอยู่ในตัวเมืองนับ 20 ปี หลังผ่านการผจญภัยบนพื้นคอนกรีตและกำแพงปูนมาอย่างโชกโชน สิ่งที่เขาคิดถึงคือการกลับมาอยู่บ้าน 

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด
ภาพ : พนัสบดินทร์

แบบ ฝึก หัด

“เราโตมากับการศึกษาที่ครูพาไปรู้จักคนรากหญ้า คนเล็กคนน้อย ที่ระบบการศึกษากระแสหลักไม่ค่อยให้เราได้เห็นเขา พอกลับมาอยู่บ้านเกิด เห็นเลยว่าบ้านเรามีศักยภาพ มีทรัพยากร มีความงาม แต่เราก็เห็นว่า จากไป 20 ปี ถนนก็ยังคงแย่ สารเคมีก็หนักกว่าเดิม มีปัญหาขยะ ฝุ่นเยอะมาก ทั้งความงามและความจริงมันยังคงอยู่ ตอนทำงานในเมืองเรามีเครือข่ายพอสมควร ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ไปชวนเพื่อนกลับมาทำงานที่บ้าน เริ่มจากทำท่องเที่ยวชุมชน อย่างน้อยให้คนรู้ว่าบ้านเรามันมีดี”

ขณะเพื่อนที่โตมาด้วยกันหลั่งไหลเข้าเมือง สัญญากลับมาประกอบอาชีพครูที่บ้านเกิด ว่างเว้นจากการทำงาน เขาหยิบโทรศัพท์จับแฮนด์จักรยานคันโปรด ชวนลูกศิษย์ไปตระเวนถ่ายภาพรอบหมู่บ้าน สำรวจชุมชนของตนตามภาพความทรงจำในวัยเด็ก แล้วโพสต์เรื่องราวลงบนเฟซบุ๊กของเขาเอง จนคนในพื้นที่เห็นและตั้งคำถามหนึ่งกับเขาว่า “นี่ขอนแก่นเหรอ บ้านฉันมีแบบนี้ด้วยเหรอ” สัญญาจึงค่อย ๆ มั่นใจว่าเขากำลังมาถูกทาง

ก่อตั้งเพจ เที่ยววิถีสีชมพู โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ยินดีเปิดบ้านสีชมพูรอรับนักท่องเที่ยวเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิต ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ในบรรยากาศที่ห้อมล้อมด้วยภูเขาป่าไม้ สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ตลอดทั้งปี เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เดินหน้า 

การทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ เพื่อคนรุ่นใหม่ด้วยกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้รับความสนใจจากสื่อมากมาย รวมถึงผู้มีอำนาจในการปกครองส่วนต่าง ๆ ที่พอจะมีทุนเกื้อหนุนให้เพจนี้ดำเนินต่อไป ชื่อเสียงของพวกเขาจึงไม่ได้ดังก้องแค่ในหุบเขา และไม่ได้มีภาพถ่ายจากมือถือของสัญญาเท่านั้นอีกแล้ว

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

ผู้ร่วมขบวนการไม่ใช่คนที่ไหนไกล ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เขายังใช้ชีวิตในตัวเมือง ‘ก่อการครู’ คือใครคนนั้น โครงการที่ให้มากกว่ามิตรภาพ แต่ส่งต่อวิสัยทัศน์บางประการที่เปลี่ยนทัศนคติของเขาไปโดยสิ้นเชิงด้วยเช่นกัน

“เขามีชุดความเชื่อว่า เอาเข้าจริง ครูนี่ทุกข์มากนะ ถ้าความทุกข์ของครูไม่ถูกคลี่คลาย มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เขาเลยเอาครูมาเขย่าความคิดร่วมกัน

“เราเป็นอาชีพที่ถูกสังคมเรียกร้อง เป็นจำเลยสังคม ว่าทำไมไม่ขยับไปไหนหรือถอยหลังลงเรื่อย แต่จริง ๆ แล้วครูคือมนุษย์นะ ครูมีความทุกข์เหมือนกัน ครูเองก็เป็นเหยื่อ ลึก ๆ เรามีความเชื่อร่วมกันว่า อยากสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่เราต้องเชื่อก่อนว่าถ้าเราเปลี่ยนหนึ่งคน ห้องเรียนมันจะเปลี่ยน เมื่อห้องเรียนเปลี่ยน สังคมก็จะเปลี่ยน ซึ่งห้องเรียนก็คือสังคมขนาดย่อม

“สิ่งที่เราพยายามทำ คือ ใช้วิธีการเล่าเรื่องนี่แหละ เราอยากเล่าให้เด็กเห็นว่า พวกเอ็งเจ๋งนะเว้ย พวกเอ็งมีศักดิ์ศรีมาก แล้วก็โชคดีมากที่ได้มีโอกาสนั่งเรียนด้วยกัน ใช้พื้นที่ห้องเรียนให้เขาได้เล่าความเป็นตัวเขา ให้เป็นห้องที่ปลอดภัยพอที่จะสนุกกับเรื่องราวของกันและกัน ซึ่งค่อนข้างสวนกระแสครูในระบบพอสมควร เราไม่ได้เชียร์ให้เด็กเก่ง แข่งขันเป็นเลิศ เรากำลังสอนเด็กให้รู้ว่า จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างสันติยังไง และจะดีมากถ้าเอ็งอยู่อย่างมีความหมาย”

เมื่อสัญญาตกตะกอนความคิดได้จากการเป็นครูแกนนำ บวกกับการท่องเที่ยววิถีชุมชนที่เขาทำอยู่เดิม จึงเกิดเป็น ‘มหา’ลัยไทบ้าน’ การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ไม่มีที่ไหนในแก่นนคร

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

ผลัดกันเรียน เปลี่ยนกันสอน

“ตลอดชีวิต เห็นชัดเลยว่าการศึกษาบ้านเรามันให้คุณค่ากับเรื่องไกลตัวมาก เช่น เรารู้จักเรื่องกรุงเทพฯ มากกว่าเรื่องขอนแก่น เรารู้จักขอนแก่นมากกว่าอำเภอสีชมพู เพราะเราถูกสอน ถูกเรียน จากตำราที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราเท่าไร ระบบการศึกษาก็ยังมาจากศตวรรษก่อน คือการออกแบบคนให้ไปเป็นแรงงานหลักของประเทศ แบบที่รัฐอยากให้เป็น แม้กระทั่งหลักสูตรท้องถิ่น ก็ไม่นำพาให้คนเห็นว่าบ้านเขามีปัญหาหรือความดีอะไร 

“เราว่าการเรียนรู้มันคือชีวิต เป็นองค์รวมที่ควรเห็นภาพและขยับร่วมกัน เราเลยอยากทำให้การศึกษาไม่แยกส่วน ชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ควรเป็นองค์รวมที่ผู้เรียน ครู คนในชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ไม่ได้แยกปัญหาของใครของมัน 

“หน้าที่ของเราไม่ใช่นักแก้ปัญหา แต่เป็นคนที่เอาตัวละครที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน เพื่อมองเห็นปัญหาและหาทางออกร่วมกันอย่างยั่งยืน”

แน่นอนว่ามหาลัยที่แหกเหล่ากอระบบการศึกษาย่อมไม่ได้รับความมั่นใจจากคนรอบข้าง ความท้าทายที่สัญญาต้องรับมือตั้งแต่ยังปั้นน้ำไม่เป็นตัวมี 2 ประการด้วยกัน คือ หนึ่ง การอธิบายให้คนในพื้นที่เข้าใจว่าอะไรคือ มหา’ลัยไทบ้าน และ สอง คือเรื่องเงิน

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด
สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

ประการแรก มหา’ลัยไทบ้าน คือพื้นที่การศึกษาที่จะพาผู้เรียนไปสู่ความเป็นไท

ไท แปลว่าอิสระ สอดคล้องกับคำว่าไทบ้าน คือเรียบง่าย ให้คุณค่ากับความจริงใจ รวมกันเป็นการศึกษาที่ง่าย ไม่ต้องมีกรอบที่ทำให้รู้สึกอึดอัดหรือถูกควบคุม เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่อิสระ สนุก ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ บนรากของเรา ก็คือบ้านหรือชุมชน

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงยังไม่หายสงสัยว่า มหา’ลัยไทบ้าน ที่ว่าแปลกไม่เหมือนใคร สอนอะไรแน่

หลักสูตรของที่นี่คือการกินอยู่ร่วมกันเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน มีด้วยกัน 4 หมวด ได้แก่

ไทมุง คือ เวทีสร้างความสัมพันธ์ เน้นทำความรู้จัก พูดคุย ต่อยอดไอเดียร่วมกัน

ไททอล์ก คือ การเรียนการสอนจากประสบการณ์ของกันและกัน เชิญคนนอกหรือคนในพื้นที่ที่มีเรื่องราวน่าแบ่งปัน มาร่วมแลกเปลี่ยนชีวิต

ไททำ คือ การเรียนรู้ภาคปฏิบัติ เน้นการมีส่วนร่วมกับชุมชน เช่น ชวนผู้เข้าร่วมไปลองทำสาโท หาปลา ทำกับข้าวด้วยวัตถุดิบในพื้นที่ หรือการสร้างสรรค์ศิลปะจากหินในธรรมชาติ

ไททริป คือ การชวนกันไปเที่ยวสมชื่อ ตะลอนไปตามพื้นที่ในชุมชนที่น่าสนใจ เช่น เกษตรกรที่หันมาทำคาเฟ่ สร้างรายได้รายวัน หรือครูในชุมชนที่เปลี่ยนบ้านตัวเองให้เป็นห้องเรียนธรรมชาติ เป็นต้น

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

หลักสูตรเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก มหา’ลัยเถื่อน โดยมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) ที่สัญญาเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิก พวกเขาเชื่อว่าการศึกษาไม่จำเป็นต้องมีใครมารองรับ อยากเรียนอะไรก็ออกแบบหลักสูตรเองเลย ผลัดกันเรียน เปลี่ยนกันสอน ไม่มีอาชีพ ไม่มีอายุ ใครก็เป็นครูและนักเรียนที่นี่ได้อย่างเสรี ครูที่อายุน้อยที่สุดของ มหา’ลัยไทบ้าน แห่งนี้จึงเป็นเพียงเด็กขอนแก่นวัย 13 ปีเท่านั้น

“น้องยูโตะ เป็นนักเรียน ม.1 เขาเขียนหนังสือเรื่อง แมววัด กับสำนักพิมพ์ผีเสื้อ อ่านแล้วประทับใจมาก เพราะมันคือสายตาของเด็กที่มองแมวแล้วได้อะไรกับชีวิต แล้วก็มีเรื่องการศึกษา เรื่องการเลี้ยงดูของแม่ เลยชวนมาคุยเบื้องหลังความคิด สร้างแรงบันดาลใจให้กันต่อ หรือพี่นพมาศ เขาชวนคนแก่สานไม้ไผ่ จนกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ราคา 5,000 บาท ขายแต่กลุ่มลูกค้าตลาดบน เราชวนมาคุยเรื่องการทำงานกับชาวบ้าน โดยเฉพาะคนแก่ที่มีอัตตาเยอะ ซึ่งมันจะสะท้อนว่าการทำงานกับคนในชุมชนมีเทคนิคแบบไหน”

ความท้าทายที่สอง เป็นอย่างต่อไปที่สัญญาจะเล่าให้ฟัง

“เราไม่รู้เอาความเชื่อมั่นมาจากไหน พยายามนำพาเพื่อนว่าทุกอย่างคือการเรียนรู้ จากความล้มเหลว จากความมึนงง เราต้องคุยกับทีมพอสมควรว่ามันเป็นเรื่องใหม่ ต้องทดลองไปด้วยกันนะ แต่เราเชื่อว่ามันจะสร้างความเป็นไปได้ หลังงานเกิด ก็เลยสนุกในการหาเงิน ความยากคือทำให้เพื่อนไปต่อกับเรา เห็นภาพร่วมกัน”

เขาอาศัยความสนุกเชื้อชวนคนรุ่นใหม่ ว่าหาโอกาสไม่ง่ายที่จะรวบรวมคนน่าสนใจมาขึ้นเวที ร่วมแบ่งปันความรู้ เปิดบ้านอันสวยงามของพวกเขาให้คนนอกได้เข้ามาสัมผัส เป็นเหมือนพื้นที่แสดงศักยภาพของคนในทีม เกิดการจับจ่ายใช้สอยในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเที่ยววิถีสีชมพู

สำคัญมากไปกว่านั้น คือสัญญาอยากทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ และนั่นต้องพึ่งพาพลังของคนหนุ่มสาวกลับบ้านอย่างเสียมิได้

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้
ภาพ : แมนเลนส์ไทบ้าน

ลำพังตัวเขาเองก็ลงมือทำล่วงหน้าไปบ้าง ด้วยความที่ยังเป็นครูในระบบ สัญญาเปิดหลักสูตรห้องเรียนธรรมชาติและชุมชน ใช้เวลา 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการพาเด็ก ๆ ไปทำกิจกรรมร่วมกับคนในพื้นที่ เช่น ดูต้นน้ำ ทำกะลามะพร้าว เที่ยววัดวาอาราม เก็บเกี่ยวมิตรภาพระหว่างการลงมือทำ จากพ่อ ๆ แม่ ๆ ที่เคยให้หยิบยืมถ้วยชามสำหรับรองรับนักท่องเที่ยว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังทำอะไร ก็กลายมาเป็นสมาชิกอีกคนของมหา’ลัยไทบ้าน แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการแปรรูปสินค้าจากผลผลิตทางการเกษตรร่วมกันไปแล้ว

เรื่องเงินจะมีปัญหาก็กับคนใจอาสาแต่มีรายได้ทางเดียว สัญญายอมรับว่ามีลูกทีมบางคน ตั้งใจกลับบ้านมาทำงานร่วมกับเขาทันทีที่เรียนจบ ทำได้ไม่นานนักก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริง ว่างานแบบนี้ไม่ได้สร้างเม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำตลอดปี 

การทำให้มหา’ลัยไทบ้าน เป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่อยู่รอดได้อย่างมั่นคง จึงเป็นหมุดหมายต่อไปที่เขาอยากไปให้ถึง รวมทั้งการกรุยทางด้วยการพูดคุยกับโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล เรื่องทิศทางในอนาคตของพวกเขาด้วย

“เขาเชื่อเรื่อง Nature Based Learning เหมือนกัน พอเขามาเกื้อกูลส่งเสริมเรา ก็จะรู้สึกว่าเฮ้ย ไอ้บ้าน ๆ เนี่ย มันมีคนมองเห็นแล้ว

“เรามีเพื่อน มีพันธมิตร เราไม่ได้ทำโดดเดี่ยวนะ มีศูนย์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการศึกษา ชุมชน สิ่งแวดล้อม 30 ที่ทั่วประเทศ เทรนด์การศึกษาในระบบมันก็ไปต่อได้แหละ แต่จะมีคนที่ปฏิเสธการเรียนในกระแสหลักมากขึ้น เราก็จะเป็นทางเลือกให้เขา

“แล้วเราก็จะทำงานเชิงปัญญากับคน ให้น้อง ๆ ในชุมชนเห็นว่ามันทำได้จริง มีรายได้ ใช้พื้นที่นี้สร้างโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ เป็นโมเดลเล็ก ๆ ที่สร้าง NGO ในพื้นที่ต่อไป โดยใช้ฐาน ใช้บ้านของเรา เป็นสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมพวกเขา เพื่อให้กลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดของตัวเอง”

แม้บทเรียนหนึ่งที่ได้จากมหา’ลัยไทบ้าน จะสอนเขาว่า แนวคิดคนรุ่นใหม่กลับบ้านเป็นเรื่องในอุดมคติและไม่โรแมนติกเลยก็ตาม

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้
หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้

วิชาชีวิต

“ถ้านั่งชิลล์​ เราจะมองว่าพื้นที่สวย แต่พออยู่จริง ๆ มันโคตรร้อน บางทีก็เงียบจนเหงา การกลับบ้านต้องดูด้วยว่า เข้าใจบ้านเรามากกว่าภาพที่ถูกฉายทางสื่อไหม เพราะเขาจะฉายแต่ภาพความสำเร็จ คนเลยกลับมาพร้อมความหวัง พร้อมภาพที่สื่อนำเสนอ แต่ในมุมหนึ่งก็มีความเจ็บปวด ความสัมพันธ์ของคนในทีม ของผู้นำ คนในชุมชนที่ไม่เห็นด้วย หรือเราไปแตะนายทุน แตะความเชื่อของกลุ่มอำนาจเก่า เราต้องประเมินความเสี่ยงและอุปสรรคที่ต้องเจอ แล้วเราจะอยู่ร่วมกับมันยังไง

“เราว่าทุกคนอยากกลับบ้านแหละ มีคนรุ่นใหม่มาถามเราหลายคน เราชวนคุยต่อเลยว่าเขากลับมาทำไม ต้องถามตัวเองให้ชัด เรากลับมา เราจะรอดอย่างไร เราจะทำอะไร เราเชื่ออะไรอยู่ สำคัญคือการมีเพื่อน เราจะไม่โดดเดี่ยว เพื่อนจะคอยพยุงเรา แล้วเราก็จะอยู่รอด ถ้าคนไหนยังไม่พร้อม อย่าเพิ่งมา เพราะการกลับบ้านไม่โรแมนติก มีราคาที่ต้องจ่าย”

สำหรับสัญญา ผู้ต้องจ่ายความเหนื่อยยากเต็มจำนวนทุกวัน หลังเปิดพื้นที่กลางทุ่งของเขาให้คนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ มหา’ลัยไทบ้าน สอนเขามากกว่าตำราในห้องเรียนหลายเท่านัก เราทุกคนคงทราบแล้วว่าสัญญาอยากเป็นครูมาแต่ไหนแต่ไร และอาชีพครูที่เขาอยากเป็นทำหน้าที่มากกว่าแค่สอนหนังสือ รับเงินเดือนเท่านั้น 

สัญญาอยากเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งกาจ เหมือนครั้งที่เด็กชายสัญญามีประกายในแววตาเมื่อฟังเรื่องเล่าของครูในห้อง เขาหอบความหวัง ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ กลับอำเภอสีชมพูที่เขารักมากไม่แพ้ใคร พร้อมความคิดอยากเป็นครูผู้นำ ที่คนในชุมชนจะพึ่งพาและเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดได้ เขาเชื่อว่าในท้องทุ่งนี้ยังมีคนแก๋ว ๆ อีกมากที่อยากส่องไฟไปให้ถึง

ปริญญาของมหา’ลัยไทบ้านที่เราตั้งคำถาม จึงไม่ได้มาในรูปแบบของเกียรติยศหรือกระดาษแผ่นใด ไม่มีขอบเขต ไม่กำหนดกฎเกณฑ์ ไม่มีจุดสิ้นสุดว่าจะหยุดเมื่อไร 

สัญญาให้คำตอบว่าคือความสุข แรงบันดาลใจ มิตรภาพ ได้มองเห็นตัวเองมากขึ้น กลับไปที่รากเหง้าของพื้นดินที่เหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้า และเริ่มลุกมาสร้างอะไรบางอย่างแบบที่เขากำลังทำ

“ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส เราชอบมากเลยนะ เพราะเราเกิดที่นี่ เราเห็นความน่ารักของมันที่ให้คุณค่ากับคนรุ่นใหม่ ขอนแก่นน่าอยู่เพราะคน

“ด้วยความที่เมืองไม่ใหญ่ คนสร้างสรรค์ คนเก่ง ๆ ก็ได้เห็นหน้าเห็นตากันบ่อยมาก เราก็ได้โอกาสศึกษาจากเขา ได้เป็นเพื่อน เป็นลูกศิษย์ เป็นคนที่ริเริ่มอะไรใหม่ ๆ ให้เมือง แต่ในอีกมุม เราก็มีเพื่อนที่ต่อสู้เรื่องสิทธิ ทำงานกับภาคประชาชน ได้เรียนรู้ปัญหารากหญ้าที่ถูกครอบด้วยโครงสร้างอำนาจหรือแหล่งทุน เราว่าเราโชคดีที่ได้เห็นความหลากหลาย 

“ถึงจะไม่ชอบ แต่ลึก ๆ เรารักมันมาก ต่อให้มีความดีงาม หรือความน่าเกลียดน่าชังบางอย่าง แต่เราอยากจะเป็นคนหนึ่งที่ทำให้เมืองของเราน่าอยู่มากขึ้น” ครูบ้านนอกทิ้งท้ายอย่างคนไม่หมดหวัง

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load