วันหนึ่งเราต้องไปขายงานแถวเซ็นทรัลเวิลด์ (ตอนนั้นยังไม่ได้ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่คนเริ่มซาๆ แล้ว ยังไม่ได้ประกาศปิดศูนย์การค้าอะไร)

เซ็นทรัลเวิลด์เป็นเหมือนบ้านที่เรารักมากที่สุดหลังหนึ่ง เราใช้ชีวิตที่นั่นมา 5 – 6 ปีตอนทำงานที่เก่า ทำให้เราค่อนข้างคุ้นชินกับภาพคนเยอะๆ และวุ่นวาย แม้จะเป็นตอนกลางคืนก็ยังวุ่นวาย 

หลังจากนั้น เราลองสังเกตจนพบว่า สถานที่ที่เราเดินผ่าน ไม่ว่าจะเป็นสกายวอล์ก รถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ มาบุญครอง หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หลายๆ ที่ในชีวิตประจำวันของเราเริ่มมีบางอย่างค่อยๆ เปลี่ยนไป คนที่เราเดินสวนไปมาบ่อยๆ ก็หายไป มันคือความรู้สึกไม่คุ้นชิน เราเลยอยาก Capture โมเมนต์และความรู้สึกนี้ไว้ ในมุมมองที่วิกฤตนี้ได้เข้ามาเปลี่ยนความคึกคักของกรุงเทพฯ ในแบบที่เห็นไม่ได้ง่ายๆ

แต่ถ้ามองในบริบทสะท้อนสังคม เรารู้สึกหดหู่ เพราะมันทำให้เห็นถึงความไม่พร้อมของคนกรุงเทพฯ ที่จู่ๆ ต้องเจอการเปลี่ยนแปลงหนักขนาดนี้ คนตั้งรับไม่ทัน กรุงเทพฯ เลยกลายเป็นเมืองร้างแบบค่อยๆ โดนกลืนกิน เชื่อว่าบทเรียนแห่งธรรมชาตินี้จะพาให้พวกเราปรับตัวได้ในเร็ววันและเข้มแข็งในที่สุด

*หมายเหตุ Photo Series นี้เป็นการถ่ายภาพศิลปะเชิงแนวคิด (Conceptual Art)

ถ้าคุณมีเซ็ตภาพถ่ายที่อยากมาอวดในคอลัมน์นี้ ช่วยส่งเซ็ตภาพพร้อมคำบรรยาย(แบบไม่ยาวมาก) รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Photo Essay

ถ้าเซ็ตรูปของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ


Writer & Photographer

วรันย์ ศิริประชัย

Nick Name ในการถ่ายภาพ "Bearly" มีอาชีพเป็นนักโฆษณาทำเกี่ยวกับวางแผนกลยุทธ์โฆษณาในประเทศไทย จากวันแรกที่จับกล้องจนถึงตอนนี้ Bearly มีความมุ่งมั่นและทุ่มเทเรื่องการถ่ายภาพมากๆ และยกให้เป็นงานอดิเรกที่จริงจังไม่แพ้หน้าที่การงานในอาชีพหลักของตัวเอง สิ่งที่ Bearly ชอบคือภาพที่มีความเป็นกวี ภาพที่สร้างความน่าสงสัย สะท้อนอะไรบางอย่างให้กับผู้คนตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นภาพ ภาพที่มองได้ไม่รู้จักเบื่อและสามารถค้นหาความหมายในภาพได้

Photo Essay

เรื่องเล่าผ่านภาพถ่าย

28 พฤศจิกายน 2565
435

ผมเฝ้ามองและหลงรักการถ่ายภาพหน้าต่าง

นอกจากหน้าต่างอาคารจะทำหน้าที่สำคัญ เปิดรับแสง สร้างความสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมแล้ว สำหรับผม หน้าต่างคือดวงตาที่สวยงาม

ถ้าอาคารมีชีวิต มันก็คงใช้หน้าต่างนี่แหละมั้งในการเฝ้ามองสิ่งต่าง ๆ รายรอบ ผมผู้พกกล้องถ่ายรูปเก่าเก็บอายุสิบกว่าปีติดตัวตลอดเวลา ราวกับมันเป็นสมาร์ทโฟน ไม่เคยอดใจขับรถผ่านไปเฉย ๆ ได้เลย หากผมเจอดวงตาคู่ หรือเดี่ยว หรือหมู่ ของอาคารต่าง ๆ 

หน้าต่างที่สะกดผมไม่จำเป็นต้องสวยงามหยดหยาด รุ่มรวยประดับทองหรือเกล็ดกระจก ไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าต่างบานดังที่ใคร ๆ ต่างก็ไปเช็กอิน ผมชอบหน้าต่างบ้าน ๆ ของบ้านจริง ๆ ที่มีคนอาศัยอยู่ หน้าต่างเรียบ ๆ ที่เจ้าของบ้านเปิดรับอากาศอุ่นตอนตรู่ หน้าต่างบ้านที่ตากผ้าเช็ดครัว หน้าต่างเรียบ ๆ ที่แฝงเส้นสายและทรงกราฟิก หน้าต่างที่พอดูก็จะสัมผัสได้เลยว่าไม่เคยถูกเปิดมาเนิ่นนาน เจ้าของบ้านคงกลัวฝุ่น 

แล้วถ้าหน้าต่างเปรียบเสมือนดวงตาอย่างผมว่า มันจะหลับตาปุ๋ยแบบนี้อยู่ตลอดเลยหรือ จะว่าไป หลับแบบนี้ก็น่ารักดีของมัน ผมไม่ขอให้เปลี่ยนแปลงอะไรหรอก อ้อ หน้าต่างห้องครัวหรือร้านอาหาร ผมก็ชอบนะ 

น่าแปลกที่หลายอาคารที่มีคนพลุกพล่านและวุ่นวายอยู่ภายใน พอถ่ายภาพหน้าต่างออกมาแล้ว กลับพบว่ามันสงบและเหงาอย่างประหลาด ราวกับเป็นดวงตาที่เรียบนิ่ง เฝ้ามองพวกเราเดินไปมา ใช้ชีวิตตามหาสิ่งหลงใหลอย่างคุ้นชินไม่ยินดียินร้าย มันเข้าใจความเป็นไปของโลก

แต่บางครั้งผมก็รู้สึกว่าหน้าต่างพวกนั้นขยิบตาและมองผมที่กำลังถือกล้องตัวโต พยายามโฟกัสพวกมันอยู่อย่างคนคุ้นเคย แม้ว่าเราจะเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก พิลึกจริง

Writer & Photographer

ก้องเกียรติ สำอางศรี

เภสัชกร ถ่ายภาพทุกวัน ชาร์จแบตกล้องถ่ายรูปทุกคืน พกกล้องไปด้วยทุกที่ ชอบกาแฟและการทำอาหารเช้าทานเอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load