15 กุมภาพันธ์ 2562
74 K

ถนนนครสวรรค์ 2442

กรุงเทพฯ ปี 2442 หรือ ค.ศ. 1899 บริเวณริมถนนนครสวรรค์ใกล้กับแยกสะพานผ่านฟ้ามีการก่อสร้างคฤหาสน์แบบยุโรปขึ้นเพื่อเป็นเรือนหอของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ผู้เป็นคนวางรากฐานด้านการศึกษาของประเทศไทย และเป็นผู้ริเริ่มให้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ โดยมีสถาปนิกผู้ออกแบบบ้านคือ มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) คนเดียวกับที่ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคมและห้องสมุดเนลสันเฮย์

ทำให้ตัวอาคารมีลายปูนปั้นทั้งตามเสา คาน ซุ้มประตู หน้าต่าง และช่องลม พื้นชั้นล่างก็กรุด้วยหินอ่อน ชั้นสองของอาคารก็ใช้ไม้เป็นวัสดุหลักภายในอาคาร มีการประดับตกแต่งที่งดงามไม่แพ้ชั้นล่างของบ้านเลย

หลังจากที่ท่านลาออกจากราชการ จึงร่วมกับลูกสาวใช้ที่ดินแปลงข้างกันมาเปิดเป็นโรงเรียนสตรีจุลนาค ภายหลังจากที่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีถึงแก่อสัญกรรม ทายาทซึ่งเห็นถึงความแออัดของนักเรียนในโรงเรียนจึงอนุญาตให้ทางโรงเรียนเข้ามาใช้พื้นที่ชั้นล่างของบ้านในกิจการของทางโรงเรียนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

และแม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานร่วมร้อยกว่าปีแต่ตัวบ้านก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ดีมากๆ เช่นเดิม

บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899 บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899

บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899

ถนนนครสวรรค์ 2562

บ้านหลังเดิมของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีนั้นกำลังจะเกิดการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ในช่วงหลังๆ กระแสความตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์บ้านและอาคารเก่านั้นค่อนข้างเป็นที่สนใจของคนกลุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้ยินเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอาคารเก่า หลายคนอาจจะตื่นเต้นรอดูสิ่งที่จะเกิดขึ้น และอีกหลายคนอาจจะกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคฤหาสน์ทรงยุโรปที่เหมือนเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองแห่งนี้ จะถูกทุบแล้วสร้างใหม่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกแด่นักท่องเที่ยวหรือเปล่า การปรับปรุงจะยังคงเก็บเสน่ห์ของอาคารเดิมไว้ไหม ฯลฯ

และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมเดินทางมายังที่แห่งนี้เพื่อมาพบกับ คุณโจ-พงศ์พรหม ยามะรัต เจ้าของบ้าน, คุณซูซานนา Susannah Tantemsapya ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของโครงการ Bangkok 1899 และ คุณปอง-ปองขวัญ ลาซูส  ทั้งหมดนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของบ้านหลังนี้

และบทสนทนาในห้องโถงชั้นล่างก็ทำให้เราสบายใจจากคำถามต่างๆที่ค้างคาอยู่ในหัวเมื่อเราได้ยินถึงการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีแห่งนี้จะยังคงอยู่เหมือนเดิม และเพิ่มเติมว่าจะเปิดตัวบ้านและตึกด้านหลังให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาในบ้านได้เป็นครั้งแรกอีกด้วยภายใต้บทบาทใหม่ในการเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งประกอบไปด้วยที่พักสำหรับศิลปินนานาชาติ, “Na Café” พื้นที่สร้างสรรค์ที่มาในรูปแบบของร้านกาแฟเพื่อสังคม, พื้นที่สวนสาธารณะ, พื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการและการเป็นต้นแบบในด้านความยั่งยืน ภายใต้ชื่อของโครงการว่า “BANGKOK 1899”

และวิธีคิดเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงก็น่าสนใจเสียจนเราอยากจะนำมาเล่าให้ทุกๆ คนได้ฟังกันต่อ

พร้อมแล้วใช่ไหมครับ ผมขอเชิญทุกคนค่อยๆ เดินเข้ามาด้านในของบ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีแห่งนี้พร้อมๆ กัน และนี่คือเรื่องราวการปรับเปลี่ยนของบ้านแห่งนี้ครับ

บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899

บ้านของเจ้าพระยาผู้พัฒนาระบบการศึกษาของประเทศ

ก่อนหน้าที่เราจะพูดถึงอนาคตของบ้านหลังนี้ ผมเริ่มชวนทั้งสามคนคุยถึงอดีตที่ผ่านมาของบ้านหลังนี้ก่อน โดยโจได้เริ่มเล่าที่มาของบ้านหลังนี้ว่า เป็นของคุณทวดซึ่งตอนนั้นจบการศึกษามาจากอังกฤษ และตั้งใจอยากจะให้เกิดระบบการศึกษาขึ้นในประเทศไทย ด้วยธรรมชาติของคนที่พัฒนาด้านการศึกษา ซึ่งไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหนต่างก็อยู่ในสถานะที่ไม่ต่างกันเลย นั่นก็คือไม่ค่อยจะมีเงินมากมายนัก

“บ้านหลังนี้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นบ้านของตระกูลคุณทวด (เทพหัสดิน ณ อยุธยา) แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ทั้งหมด ตอนคุณทวดจะแต่งงานกับคุณย่าทวดนั้นแกไม่มีเงินสร้างเรือนหอ ทางฝั่งพ่อตาแกเห็นถึงความตั้งใจที่อยากจะพัฒนาประเทศด้วยการศึกษาก็เลยอยากช่วยสนับสนุนโดยออกเงินสร้างบ้านหลังนี้ให้แก่ท่าน

“หลังจากนั้นเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเลยได้ทำตามสัญญาที่ท่านให้ไว้ นั่นก็คือเรื่องของการศึกษา ท่านตั้งใจจะพัฒนาประเทศด้วยการสร้างการศึกษาให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะการศึกษาคือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เป็นเหมือนกับประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน

“แนวคิดแรกที่ท่านต้องการจะทำให้เกิดขึ้นก็คือ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจนจะต้องไม่เกิดความแตกต่างด้านการศึกษา ท่านเลยลงมือทำโรงเรียนสตรีจุลนาคขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นได้ดูเป็นแนวทาง ซึ่งความพิเศษของโรงเรียนแห่งนี้ก็คือ เป็นโรงเรียนแรกที่เจ้ากับคนธรรมดาได้มาเรียนอยู่ด้วยกัน

“วันที่เปิดโรงเรียนนั้นคุณทวดก็ไปเชิญคนรู้จักซึ่งก็เป็นเจ้าให้ส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่ แต่ในขณะเดียวกัน ก็กันพื้นที่ในห้องเรียนบางส่วนไว้เพื่อให้กับเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในชุมชนรอบข้างอย่างนางเลิ้งได้มาเรียนด้วยกัน” โจอธิบายถึงประวัติที่มาของบ้านคุณทวด

บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899 บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899

จากบ้านเจ้าพระยาสู่พื้นที่สาธารณะและศูนย์การเรียนรู้

แล้วจุดเริ่มในการเปลี่ยนบ้านคุณทวดให้กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะแก่ชุมชนแบบนี้มันเกิดจากอะไร ผมถามทายาทของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีต่อ

“มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นผมกับพี่ปองและท่านอื่นๆ รวมกันก่อตั้งกลุ่ม BIG TREES ขึ้นมา ซึ่งเป้าหมายจริงๆ ของกลุ่มก็คือการสร้างเมืองอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable City ซึ่งความยั่งยืนมันไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่มันคือทุกๆ เรื่องในสังคม เพราะทุกๆ เรื่องมันเชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฝุ่น PM2.5 พื้นที่สีเขียว มลภาวะ

“แต่เราเองก็ไม่ได้มีความรู้ไปทุกเรื่อง เราก็เลยใช้กลุ่ม BIG TREES นี่แหละเป็นเหมือนโรงเรียนเพื่อให้เราเรียนรู้เรื่องต่างๆ ทั้งชุมชน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ในตอนนี้เราก็เลยมองว่ามันควรจะมีพื้นที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเพื่อมอบความรู้พวกนี้คืนให้กับสังคม” โจอธิบายต่อ

“เรื่องของการอนุรักษ์ตึกเก่านั้นเริ่มกลายมาเป็นแนวคิดที่เป็นกระแสของสังคม คือเริ่มมีคนทำการอนุรักษ์ตามย่านต่างๆ ซึ่งการที่เราจะอนุรักษ์บ้านสักหลังหนึ่ง เราก็ต้องมองไปถึงประวัติของบ้านหลังนั้นๆ เพื่อดึงออกมาเป็นจุดเด่นของโครงการด้วย

“อย่างบ้านหลังนี้ก็ถือว่าเกี่ยวข้องกับการศึกษาเพราะเจ้าของเดิมเป็นผู้ริเริ่มการทำการศึกษาแบบสมัยใหม่ ดังนั้น การต่อยอดให้บ้านหลังนี้กลับมามีชีวิตใหม่จึงควรให้ยังคงเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องของการศึกษา

“พอโจมีไอเดียเรื่องอยากจะให้มีพื้นที่เพื่อมอบความรู้ เราก็เลยคล้ายกันเรื่องปรับให้บ้านหลังนี้กลายมาเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่คนทั่วไป ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ผ่านเครือข่ายของบรรดาเหล่าธุรกิจเพื่อสังคม เช่น เรื่องของการใช้ชีวิตโดยปราศจากขยะ หรือ zero waste คือเราสนใจในเรื่องของเนื้อหากิจกรรมด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญและจะทำให้สถานที่นี้ยั่งยืนขึ้นด้วย” ปองเสริมในส่วนของวิธีคิดในการปรับเปลี่ยนบ้านเก่า

บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899 บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899

ในฐานะของเจ้าของที่ดินการมีบ้านที่หน้าตาราวกับวังแบบนี้ ทำไมถึงเลือกที่จะยกให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่บริหารจัดการงานโดยไม่ได้หวังผลกำไร ผมสงสัย

“อาจเพราะเราเป็นเจ้าของที่ดินที่ใหญ่ที่สุดในละแวกย่านเมืองเก่า ก่อนหน้านี้เลยมีคนมาติดต่อขอทั้งเช่าหรือซื้อบ้านหลังนี้อยู่เยอะมากๆ มีทั้งคนสนใจเอาไปทำโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็ถือว่าเป็นข้อเสนอที่ดีมาก เพราะต่างก็เป็นร้านและโรงแรมที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น ยิ่งเห็นราคาที่เขาเสนอมา ผมฟังแล้วยังรู้สึกตกใจเลย” โจเกริ่นเล่าถึงผลประโยชน์มหาศาลที่จะเกิดขึ้นจากบ้านหลังนี้ซึ่งมีผลต่อมาถึงวิธีคิดในการปรับเปลี่ยนบ้าน

“แต่เราก็ปฏิเสธไปหมด เพราะถ้าตอบรับไปสุดท้ายก็มีแต่ผมคนเดียวที่ได้ประโยชน์แต่สาธารณะไม่มีใครได้อะไร คือพูดกันแบบจริงๆ เลยเนี่ย ถ้ากรุงเทพฯ มันดีกว่านี้ผมก็คงจะปล่อยให้คนเช่าไปรับเงินมาใช้จ่าย แต่กรุงเทพฯ ไม่ได้ดีแบบนั้นไงผมเลยคิดว่าไม่เอาดีกว่า

“ตัวผมเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมาก แค่พอมีพอกิน ไม่ได้ลำบาก ถ้าบ้านหลังนี้เป็นศูนย์รวมของบรรดาธุรกิจเพื่อสังคม มันจะช่วยสร้างคนที่มีคุณภาพให้กับประเทศ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์กว่า

“และเรามองไปไกลถึงว่าจะสร้างคนที่มีคุณภาพเป็นพันเป็นหมื่นคนกลับคืนสู่สังคม ถ้ามีคนคุณภาพขนาดนั้นแล้ว สังคมก็จะต้องถูกยกระดับขึ้นมาอย่างแน่นอน”

บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899

บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899

ผมฟังแล้วจึงสงสัยว่า ทำไมโจถึงเชื่อมั่นในกิจการเพื่อสังคมขนาดนั้น

“ผมไม่ได้แค่เชื่อมั่นนะครับ แต่กิจการเพื่อสังคมคือสิ่งที่ใช่ในโลกยุคปัจจุบันที่เกิดการ Disruption ภาครัฐของทุกที่ทั่วโลกกำลังพัง ทุกเมืองใหญ่อย่างลอนดอน ปารีส เกิดปัญหาแบบเดียวกันหมด เพราะการบริหารจัดการเมืองแบบเดิมๆ ที่เคยทำมามันไม่ได้ผลอีกแล้ว

“อย่างการสร้างเมืองที่ทำทุกสิ่งมาให้คนใจกลางเมืองอย่างเดียวมันผิด มันควรจะสร้างทุกอย่างกระจายกันออกไปในทุกๆ เขต ซึ่งถ้ามันไม่ได้ผลเราก็ไม่ควรจะทำอีกต่อไปต้องหาหนทางใหม่

“หรือก็คือกิจการเพื่อสังคมนี่แหละ อย่างปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 นั้น ถ้าเชิญองค์กรเพื่อสังคมมารวมกันหาวิธีแก้ใน 3 วัน เราก็จะแก้มันไม่ได้ แต่เราจะมีวิธีแก้ปัญหาออกมาเลย” โจอธิบายถึงสิ่งที่เขาเชื่อมั่น

หลังจากนั้นทั้งสามคนก็อธิบายถึงตัวโครงการทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น โครงการแรกคือ BANGKOK 1899 ที่ได้รับทุนสนับสนุนโดยมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์(Rockefeller Foundation) และกองทุนฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี โดยครอบคลุมพื้นที่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือบริเวณพื้นที่ชั้นล่างและพื้นที่โดยรอบของบ้าน ที่จะถูกปรับให้เป็น Café, สวนหย่อมสาธารณะ และพื้นที่สำหรับการจัดอีเวนท์ อีกส่วนคือพื้นที่ชั้นบนที่จะกลายเป็นที่พักสำหรับศิลปินนานาชาติ, พื้นที่สำหรับจัดอีเวนท์ และพื้นที่สำนักงานของ BANGKOK 1899

อีกโครงการซึ่งตั้งอยู่ที่ตึกเรียนด้านหลังของตัวบ้านก็คือ ศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม หรือ Ford Resource and Engagement Center อันเกิดจากความร่วมมือระหว่างกองทุนฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี และหน่วยงานเอ็นจีโอหลายองค์กร โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาชุมชนนางเลิ้งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของย่านนี้

บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899 บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899

จากบ้านสู่คาเฟ่ที่เป็นมากกว่าคาเฟ่

ซูซานนา อธิบายให้เราฟังถึงรูปแบบของ Na Café ที่แม้จะมีการตกแต่งสวยงามเหมือนคาเฟ่อื่นๆ เพื่อให้เป็นเหมือนแลนด์มาร์กชวนให้คนทั่วไปได้เข้ามารู้จักโครงการอื่นๆ แต่ที่นี่จะเป็นคาเฟ่ที่เป็นมากกว่าคาเฟ่ คือเป็นเหมือนกับพื้นที่สาธารณะที่ให้แรงบันดาลใจแก่สังคมในด้านต่างๆ (Creative Social Impact Café) เช่นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านอาหารและเครื่องดื่ม  ผ่านการจัดกิจกรรม เวิร์คชอปหรือมื้ออาหารในโอกาสพิเศษต่างๆ ไปจนถึงการทำงานร่วมกันระหว่างเชฟและศิลปินแลกเปลี่ยน

“ในช่วงแรกที่กิจกรรมของโครงการจะเน้นไปที่เรื่องของการไม่สร้างขยะ หรือ Zero Waste ในคาเฟ่นี้เองก็จะมีการจัดการให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นการใช้พื้นที่รอบๆ คาเฟ่ปลูกผักกินเอง ในอนาคตก็จะมีแผนจะติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ให้ครอบคลุมการใช้งานภายในร้านด้วย

“หลายๆ คนอาจจะไม่เห็นภาพว่าเราสามารถใช้ชีวิตอยู่โดยปลอดขยะได้ยังไง แต่ถ้ามาเจอและได้แลกเปลี่ยนกับคนที่ใช้ชีวิตแบบนั้นก็อาจจะทำได้ง่ายขึ้น และเมื่อทำได้พอคนอื่นๆ รอบๆ ตัวเรามองเห็น มันก็จะค่อยๆ กระจายออกไปสู่วงกว้าง แล้วสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ และในอนาคตเราจะขยายไปสู่เรื่องอื่นๆ” ซูซานนาอธิบายเพิ่มเติมถึงอนาคตของคาเฟ่แห่งนี้

บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899 บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899

จากบ้านสู่ที่แสดงงานและที่พักของศิลปิน

พื้นที่ชั้นบนของบ้านที่มีสภาพแสนสวยงามอยู่แล้วได้ถูกปรับปรุงในส่วนที่จำเป็นอย่างห้องน้ำ เพื่อให้เป็นพื้นที่แกลเลอรี่และที่พักของศิลปิน โดยเน้นไปที่การแลกเปลี่ยนศิลปินกับประเทศอื่นๆ

ซูซานนาเล่าให้เราฟังว่า การที่มีศิลปินจากประเทศไหนมาก็หมายถึงจะมีศิลปินไทยได้เดินทางไปทำงานศิลปะที่ประเทศนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งเหมือนเป็นช่องทางที่ให้คนไทยได้ไปสร้างงานศิลปะในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยศิลปินคนแรกที่มาแลกเปลี่ยนและพักที่นี่นั้นเป็นศิลปินชาวนิวซีแลนด์ที่ทำงานศิลปะผ่านดนตรี

บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899 บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899

บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899 บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899

จากตึกเรียนเก่าสู่ศูนย์กลางของกิจการเพื่อสังคม

ตึกเรียนเก่าที่อยู่ด้านหลังของตัวบ้านนั้น (ศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม) จะกลายมาเป็นศูนย์กลางและที่ทำงานของบรรดา NGO และกิจการเพื่อสังคมที่ดูแลงานไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัตว์ป่า พื้นที่สีเขียว ต้นไม้ในเมือง

บรรดาองค์กรเหล่านี้อาจจะทำงานกันอยู่ที่บ้านตัวเองหรือในชุมชนที่ตัวเองไปทำงานด้วย ซึ่งพอการที่ไม่มีจุดศูนย์กลางที่จะทำให้คนเหล่านี้ได้มาเจอกันก็จะทำให้ไม่ค่อยมีการพัฒนาต่อยอดงานไปข้างหน้า

“เราพบว่าในประเทศเราเองนั้นมีคนตัวเล็กๆ ที่ทำอะไรเพื่อสังคมเต็มเลย แล้วแนวโน้มก็จะมีมากขึ้นไปอีกเพราะว่าโลกมันแย่ลง แต่กลับไม่มีสถานที่ให้คนพวกนี้มาพบเจอกันเพื่อต่อยอดแลกเปลี่ยนอะไรกันได้ เราเลยตั้งใจจะทำให้ที่นี่เป็นเป็นแหล่งขับเคลื่อนผลักดัน (Incubator & Accelerator) สำหรับกิจการเพื่อสังคมที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ชั้นใน ที่มีพร้อมด้วยคน พื้นที่ และเครือข่ายหรือแหล่งข้อมูล

เรามองว่าที่นี่คือสถานที่แรกในกรุงเทพฯ ที่สร้างปัจจัยทั้งสามอย่างนี้ เพื่อช่วยให้การทำงานและต่อยอดของเหล่ากิจการเพื่อสังคมนั้นเกิดขึ้นได้ และจะเป็นประโยชน์ให้ทุกคน ทั้งชุมชนในละแวกนี้ เขต กรุงเทพมหานคร ไปจนถึงระดับประเทศด้วย” โจทิ้งท้ายถึงอนาคตของพื้นที่นี้

บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899 บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899

บ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านของผู้วางรากฐานด้านการศึกษาของประเทศ แม้เวลาจะผ่านล่วงเลยมาเป็นร้อยปี แต่เจตนารมณ์เรื่องการใช้การศึกษาพัฒนาประเทศของเจ้าของบ้านนั้นกลับยังไม่ได้สูญหายไป และดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นอีกด้วยซ้ำ

ผมคงไม่ได้คิดไปเองคนเดียวว่าอยากจะกลับมาเยือนที่นี่อีกหลายๆ ทีหลังจากสถานที่แห่งนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 นี้

บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899 บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, Bangkok 1899

Bangkok 1899 และ Na’ cafe จะเปิดให้คนทั่วไปได้เยี่ยมชมตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้าของวันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

หากใครได้ติดตาม Bangkok Design Week ปีก่อน ๆ และได้เห็นแผนที่ของงานปีนี้ ก็คงได้เห็นแล้วว่ามีย่านใหม่ ๆ ที่ไม่เคยจัดงานอะไรกับเขาเลยผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ชนิดว่าแม้ว่างทุกวันก็อาจจะไปเยือนไม่ครบ

สำหรับเรา ‘บำรุงเมือง’ เป็นหนึ่งในย่านใหม่ที่น่าเลือกไป

หลังจากที่ Urban Ally (มิตรเมือง) ศูนย์ออกแบบและวิจัยเรื่องเมือง จัดงานดีไซน์วีกครั้งแรกที่ย่านพระนครไปเมื่อปีที่แล้ว พวกเขากลับมาใหม่ในปีนี้กับย่านบำรุงเมือง ใช้ชื่อธีมฮิป ๆ ว่า ‘มิตรบำรุงเมือง’ ด้วยเป้าหมายว่าทำงานกับพื้นที่ที่ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ (Underused) แต่มีศักยภาพสูง

“บำรุงเมืองเป็น 1 ใน 3 ถนนสายแรก ซึ่งชื่อก็พูดถึงการเป็นเมืองที่ดี” แม่งานพูดกับเรา

จุดหลักในบำรุงเมืองมี 3 จุด คือหอประติมากรรมต้นแบบ ม.ศิลปากร ลานคนเมือง และประปาแม้นศรี อย่างหลังสุดคือแลนด์มาร์กที่เราสนใจเป็นพิเศษ

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

ด้วยความเป็นหอเก็บน้ำประปาแห่งแรกในประเทศไทย

ด้วยความเป็นพื้นที่ที่คนไร้บ้านเคยเข้ามาใช้พักพิง

ด้วยความเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ในเมือง ท่ามกลางชุมชนที่อยู่เบียดเสียด

เราคิดว่าเรื่องราวของประปาแม้นศรีน่านำไปคิดต่อ และตั้งคำถามถึง Public Space รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้คนทุกเพศทุกวัยด้วยประการทั้งปวง

ดร.พีรียา บุญชัยพฤกษ์ อาจารย์ภาควิชาการออกแบบและวางผังชุมชนเมือง และรองผู้อำนวยการศูนย์มิตรเมือง Urban Ally คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จะมาพูดคุยถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ กับเรา

รู้จักประปาแม้นศรี

‘ประปาแม้นศรี’ ไม่ได้มีประวัติโดยตรงบันทึกไว้มากนัก

หากจะเล่าถึงที่นี่คงต้องย้อนไปถึงที่มาที่ไปของการประปาแห่งประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ยุคแห่ง Urbanization ที่ผู้คนมากมายตบเท้าเข้ามาทำงานในเมือง

พีรียาเล่าว่า เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ประพาสยุโรป ได้เห็นคุณภาพชีวิตดี ๆ ที่ผู้คนมีน้ำประปาใช้ จึงดำริให้ประเทศไทยพัฒนาระบบขึ้นมาบ้าง เริ่มให้วิศวกรต่างชาติวางระบบท่อ เริ่มจากคลองขุดที่ส่งน้ำมาจากปทุมธานี ไหลมาถึงโรงกรองน้ำที่สามเสน แล้วจึงนำมาพักที่หอเก็บน้ำประปาแม้นศรี 2 หอนี้ เพื่อแจกจ่ายน้ำให้คนทั้งพระนครต่อไป ซึ่งสมัยรัชกาลที่ 6 ก็เป็นยุคที่การประปากรุงเทพฯ เริ่มต้นอย่างแท้จริง

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

“ถือเป็นถังน้ำประปาใหญ่แห่งแรกในพระนคร และเป็นที่ตั้งของการประปานครหลวง” พีรียาพานั่งลงที่แคร่ข้างหอเก็บน้ำ แล้วอธิบายให้เราฟัง

หอเก็บน้ำนี้เป็นโบราณสถานไปแล้ว หากเราเดินขึ้นบันไดวนไป (ใช้คำว่าปีนดีกว่า) ก็จะพบกับสเปซมืด ๆ มีช่องหน้าต่างที่มองไปเห็นวิวรอบ ๆ ได้ และแทงก์เก็บน้ำข้างบน แม้จะอายุเกือบ 100 ปีได้แล้ว แต่โครงสร้างหอก็ยังแข็งแรงมาก ๆ ด้วยเทคโนโลยีก่อสร้างสมัยนั้น

นอกจากหอทั้งสองนี้ อาคารในบริเวณนั้นก็น่าสนใจไม่น้อย อย่างอาคารที่ใช้เก็บปั๊มน้ำ หรืออาคารที่เป็นโดมรูปตัว L ที่มีการก่อสร้างแบบยุโรปยุคอุตสาหกรรม ก็มีการนำเหล็กมาใช้ที่ประตู หน้าต่าง ทั้งยังมีอาคารออฟฟิศสร้างใหม่ในยุคโมเดิร์น ราว ๆ พ.ศ. 2500 ซึ่งเชื่อมโยงกับอาคารอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงอย่างธนาคารมหานครและธนาคารนครหลวงไทย

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023
ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

“ที่นี่เป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งแรก ๆ ที่พูดถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม คือการมีน้ำสะอาดให้คนใช้” เธอกล่าว “บ้านอาจารย์อยู่แถวแม้นศรี ตอนเด็ก ๆ เคยมาทันที่ออฟฟิศยังเปิดอยู่ ก็ได้เข้ามาเล่นอยู่ตอนนั้น แล้วเขาก็ปิดไปเกือบ 20 ปีแล้ว”

เรานึกภาพตามอาจารย์เล่า เช้านี้เรานัดกับอาจารย์ที่หอเก็บน้ำ แต่เมื่อมาถึงเรากลับพบว่าประตูปิดอยู่ พร้อมเขียนป้ายใหญ่เบ้อเริ่มติดอยู่ในเชิงห้ามเข้า เมื่อถามคุณลุงชาวบ้านแถวนั้น ก็ได้คำตอบว่า “เขาเลิกใช้ที่นี่ไปนานแล้วนะครับ” เป็นคำตอบ จนต้องรอให้อาจารย์และทีมที่จัดงานมาเปิดประตูให้

พื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ เคยมีฟังก์ชันที่สำคัญต่อกรุงเทพฯ ขนาดนั้น เราจะปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นจริงเหรอ – นี่คือประเด็นสำคัญ

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

ทิ้งร้าง เก็บรักษา หรือปรับปรุง

จะว่าพื้นที่ประปาแม้นศรีโดยรวมร้างมาตลอด 20 ปีก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะระหว่างที่เป็นพื้นที่รอการบูรณะ ก็มีการใช้งานชั่วคราวอยู่เรื่อย ไม่ว่าจะเป็นที่พักคนไร้บ้าน ที่พักพิงสุนัขจรจัดช่วงน้ำท่วม รวมถึงเคยใช้เป็นศูนย์พักคอยรองรับผู้ป่วยของ กทม. ตอนที่โควิด-19 กำลังระบาดหนัก ๆ ด้วย

“ที่นี่เป็นพื้นที่สำหรับสถานการณ์จำเป็น ฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นพื้นที่กว้างขนาดใหญ่ในเมือง” พีรียาเอ่ย

แม้ว่าจะไม่ใหญ่เท่าที่นี่ แต่โครงสร้างหอเก็บน้ำแบบนี้ยังมีอีกหลายที่ทั่วประเทศ และส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้างเอาไว้ จะมีก็แต่ที่ ‘ท่าฉลอม’ ที่เราเคยเขียนถึงเอาไว้ในคอลัมน์ Public Space เมื่อปีที่แล้ว ที่นั่น เหล่าสถาปนิกชุมชนแห่งสถาบันอาศรมศิลป์ได้รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าเป็นห้องสมุด บอกเล่าเรื่องราวของการประมงให้ลูกหลานและผู้มาเยือนรู้จัก และใช้พื้นที่โดยรอบหอเป็นพื้นที่ออกกำลังกาย

หากพูดถึงต่างประเทศ นอกจากตัวหอเก็บน้ำจะเป็นเหมือนแลนด์มาร์กของเมืองแล้ว ก็มีเคสที่เอาไปใช้เป็นบ้านของคนชนชั้นกลาง เป็นโรงแรม เป็นร้านอาหาร บ้างก็เป็นห้องสมุดเหมือนที่ท่าฉลอม

“มีหลายอย่าง บางคนก็สอดสเปซไปตามคาน แล้วกั้นเป็นห้องไปเลย หรือไม่ก็ทำให้ลอยออกมา”

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

สำหรับที่ประปาแม้นศรี เราเองก็เคยเห็นธีสิสปริญญาโทของผู้สนใจเมืองเก่าคนหนึ่ง ที่นำตัวหอเก็บน้ำไปทำเป็นเหมือน Community Space ให้คนทุกเพศทุกวัย จึงถามความเห็นอาจารย์พีรียาบ้าง ว่าสำหรับเธอแล้ว หอเก็บน้ำควรปรับเป็นสเปซแบบนั้นไหม

“โดยส่วนตัว ไม่ได้คิดว่าเราขาดแคลนพื้นที่มากขนาดนั้นนะ โครงสร้างตรงนี้มีประวัติศาสตร์ของมันอยู่” อาจารย์ตอบ “ถ้าตอนนี้ยังไม่มีอะไรต้องเร่งรีบชัดเจนที่ต้องใช้โครงสร้างนี้จริง ๆ อาจารย์คิดว่าเก็บอย่างที่มันเป็น แล้วเล่าเรื่องราวว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นอะไรดีกว่า”

พีรียาเห็นว่า สิ่งที่ควรนำไป ‘ทำอะไรสักอย่าง’ คืออาคารสำนักงานโดยรอบและสเปซที่ว่างที่มี ซึ่งสำหรับทีมผู้จัดงานทั้งหลาย งานดีไซน์วีกครั้งนี้นี่แหละจะเป็นใบเบิกทางสู่หนทางใหม่ ๆ ของประปาแม้นศรี

ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด

ธีมของประปาแม้นศรีคือ Living Room หรือพื้นที่นั่งเล่นของเมือง

“เราว่ามันเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่อยู่ในเมืองเก่า แล้วแถวนี้ค่อนข้างอยู่กันอย่างแออัด หนาแน่น เป็นพื้นที่ตึกแถวที่ไม่ได้มี Open Space นัก เราอยากให้ที่นี่เป็น Third Place ของคน ให้เขาเข้ามานั่งคุย นั่งทำอะไรก็ได้” พีรียาให้เหตุผล เมื่อเราถามว่าทำไมต้องเลือกธีมนี้

จากเดิมที่ใช้การได้แค่ประตูเซอร์วิส ในครั้งนี้ทีมก็จัดการหาช่างมาซ่อมประตูใหญ่ด้วย เพื่อให้เข้าจากถนนบำรุงเมืองได้

ด้วยความเป็นห้องนั่งเล่น นิทรรศการที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นมู้ดสบาย ๆ เช่น ส่วนจัดแสดงรูปถ่ายแทงก์น้ำทั่วประเทศ ซึ่งมีรูปทรง-วัสดุแตกต่างกันไป และทำหน้าที่เป็นเหมือนแลนด์มาร์กของเมือง

Urban Ally หยิบพื้นที่ประปาแม้นศรี หอเก็บน้ำแรกในไทยที่ถนนบำรุงเมือง มาเป็น Public Space ใหม่ของย่าน

มีงานที่เรียกว่า ‘A Place, A Situation, Negotiation of Flow’ ของกลุ่ม SP/N ที่นำฟิล์มยืดมากั้นตามส่วนต่าง ๆ ของงาน เพื่อสื่อสารถึง Flow ของผู้คนที่เข้ามาในพื้นที่ซึ่งปกติไม่มีคนอยู่ โดยพวกเขามองว่าสิ่งนี้น่าสนใจในเชิงเมือง

มีงานออกแบบเสียงของ Hear & Found ที่ได้เก็บเรื่องราวเสียงในย่านมานำเสนอ ทั้งเสียงธรรมชาติในสวนสราญรมย์ เสียงวิถีชิวิต อาชีพของคนในย่าน อย่างคนตีทอง คนทำบาตรพระ ให้คนภายนอกได้รู้จักย่านผ่านการฟังเสียง

ทั้งยังมีงานเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียวของกลุ่ม A R C A N E มีงาน Typography ในเมืองเก่าของกลุ่มอักษรสนาม มี Pop-up Cafe รวมถึงกิจกรรมสนุก ๆ ชื่อ ‘Chair to Chair’ ที่ให้คนนำเก้าอี้จากบ้านมาทำให้ที่นี่กลายเป็นห้องนั่งเล่นจริง ๆ

“อาจารย์จะเอาเก้าอี้ของคุณปู่ทวดกับหลานมาวางด้วยกัน สองคนนี้ไม่เคยเจอกันนะ คุณปู่เสียไปก่อน” ฟังดูน่าสนุก

Urban Ally หยิบพื้นที่ประปาแม้นศรี หอเก็บน้ำแรกในไทยที่ถนนบำรุงเมือง มาเป็น Public Space ใหม่ของย่าน

อาจารย์คาดหวังอะไรเมื่องานดีไซน์วีกจบลงบ้าง – เราถาม

“อยากให้คนมาแล้วตั้งคำถามว่า พื้นที่นี้จะเป็นอะไรได้บ้าง” อาจารย์ค่อย ๆ ตอบ “ไม่ใช่แค่ที่นี่นะ เจ้าของพื้นที่ร้างว่างเปล่าหลาย ๆ ที่ ถ้าเขามาเห็นก็อาจจะนำไปต่อยอดได้ เปิดชั่วคราวได้ไหม ให้คนเข้าไปใช้ได้ไหม อยากให้คนเห็นความเป็นไปได้ของที่รกร้าง” 

พีรียาพูดต่ออีกว่า ในเมืองของเรามีสเปซว่าง ๆ แทรกอยู่เยอะมาก อาจจะนำนิทรรศการศิลปะเข้าไปในชุมชนได้ หรือแม้แต่บางทีแค่พื้นที่หน้าตึก ศาลเจ้า วัด ก็นำมาใช้เป็น Social Space ของชุมชนโดยรอบได้เช่นกัน

แล้วสำหรับอาจารย์ คิดว่าที่นี่ควรเป็นอะไรดี – เราถามต่อ

“อาจจะทำเป็น Weekday Home แบบเมืองนอก ให้คนมาเช่าอยู่ในเมืองช่วงวันธรรมดา แล้วเสาร์อาทิตย์เขาก็กลับไปอยู่ต่างจังหวัด

“หรือเป็น Creative Space สำหรับคนรุ่นใหม่ มีพื้นที่ทดลอง พื้นที่สร้างเครือข่ายคนทำงาน อาจจะเป็นคลินิกทางการออกแบบก็ได้ เหมือนที่เราเคยทำที่อารีย์ เปิดให้ชุมชนชาวบ้านที่อยากทำธุรกิจหรือรีแบรนด์เล็ก ๆ เข้ามาปรึกษาดีไซเนอร์ได้ คงจะดีถ้ามีพื้นที่แบบนี้กระจายไปอยู่ตามชุมชน”

ซึ่งในส่วนนี้ พีรียาได้เสริมถึงโปรเจกต์ Creator in Residence ของ Urban Ally ร่วมกับ Double B Hostel และ Once Again Hostel ซึ่งให้นักออกแบบเข้าไปพักและเชื่อมโยงกับชุมชนโดยรอบ นี่ก็เป็นอีกโปรเจกต์ที่แนวคิดคล้ายคลินิกที่เธอว่า

อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าที่นี่ไม่ควรเป็นพื้นที่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง หากต้องมีความหลากหลาย และมองปัญหาของคนโดยรอบเป็นอันดับแรก ๆ ซึ่งอาจสำรวจเจอว่าชุมชนต้องการที่จอดรถก็เป็นได้

ในปีนี้ Urban Ally ตั้งใจจะเชื่อมต่อกับชุมชนให้มากขึ้น และทำงานที่จะทำให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในระยะยาว หวังว่าอนาคตเราจะได้เห็นพื้นที่ประปาแม้นศรีกลายเป็นพื้นที่สาธารณะถาวร ซึ่งคนเข้าไปใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ ในสักวัน

Urban Ally หยิบพื้นที่ประปาแม้นศรี หอเก็บน้ำแรกในไทยที่ถนนบำรุงเมือง มาเป็น Public Space ใหม่ของย่าน

งาน Bangkok Design Week ย่านพระนครในธีม ‘มิตรบำรุงเมือง’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 12 กุมภาพันธ์ 2566 ติดตามรายละเอียดได้ทาง Urban Ally และ www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2023

ภาพ : foto_momo

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load