ในทุกปี เกษตรกรไทยมักต้องเผชิญปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ตลาดปรับตัวไม่เหมือนตอนที่เริ่มปลูก หรือดินฟ้าแปรปรวนไม่เป็นใจให้เกิดผลผลิตตามต้องการ ทำให้สูญเสียรายได้ยังชีพ แม้จะพยายามลงแรงอย่างหนักแล้วก็ตามที

ซ้ำร้าย ช่วงปีที่ผ่านมายังเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้การซื้อวัตถุดิบไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและท่องเที่ยวน้อยลงจนน่าใจหาย

ในวิกฤตเช่นนี้ หากพวกเขามีพื้นที่ทางการตลาด ให้ผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูกอย่างพิถีพิถันส่งถึงมือผู้บริโภคที่ต้องการ คงจะช่วยบรรเทาความทุกข์ให้อุ่นใจขึ้นไม่น้อย

หนึ่งในวิธีแก้ไขปัญหานี้คือ การอาศัยพลังสนับสนุนของบริษัทใหญ่ที่มองเห็นคุณค่าเรื่องการพัฒนาธุรกิจไปพร้อมกับชุมชน ช่วยสร้างตลาดขึ้นมาและเติบโตไปด้วยกัน

นี่คือสิ่งที่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พยายามผลักดันเสมอมา ตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2527 ด้วยความเชื่อที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอขององค์กร ว่าธุรกิจและสังคมต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ‘Evolving Greenovation’ ที่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทุกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แน่นอนว่ารวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย

หนึ่งในแคมเปญที่บางจากฯ จัดทำต่อเนื่องมายาวนานกว่า 23 ปี คือการสนับสนุนช่องทางการตลาดให้ผลิตภัณฑ์ชุมชน คัดสรรและรับซื้อผลิตภัณฑ์หลากหลายจากกลุ่มต่างๆ มอบให้ลูกค้าเป็นของสมนาคุณที่สถานีบริการน้ำมันในเครือข่าย

พ.ศ. 2564 ผลิตภัณฑ์ที่บางจากฯ เลือกสนับสนุนและสื่อสารเรื่องราวคือ ‘เผือกอิ่มใจ’ ที่แปรรูปจากเผือกหอมของเกษตรกรในจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลิตเป็นขนมทานเล่นกรอบอร่อยให้เราหยิบกินรองท้องเวลาขับรถ ร่วมมือกับผู้ผลิตที่เชี่ยวชาญอย่างบริษัท กรีนเดย์ โกลบอล จำกัด

เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23

เรานัดพบ สมชัย เตชะวณิช ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาดของบางจากฯ เพื่อพูดคุยถึงความตั้งใจของธุรกิจใหญ่ที่เลือกจะไม่หลงลืมชุมชน และพยายามสนับสนุนให้เกิดโปรเจกต์ดีๆ ในสังคมอยู่เรื่อยมา

ด้วยความมุ่งมั่นว่างาน CSR จะไม่เป็นเพียงเรื่องเฉพาะกิจ แต่อยู่ในทุกกระบวนการขององค์กร

ธุรกิจและชุมชนเติบโตไปด้วยกัน

บางจากฯ เริ่มต้นการมอบของสมนาคุณจากผลิตภัณฑ์ชุมชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2541 หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น ด้วยแนวคิดว่าธุรกิจจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคม ตั้งแต่วันที่คำว่า CSR ยังไม่ค่อยถูกเป็นที่พูดถึงในไทย

“ถ้าองค์กรธุรกิจอยู่รอด แต่สังคมอ่อนแอ คงไม่ใช่เรื่องดี เราจึงคิดว่าถ้าเรามีอะไรที่ช่วยเหลือเศรษฐกิจชุมชนและสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ เราจะทำแน่นอน เป็นสิ่งที่ผู้บริหารคิดมาตั้งแต่ปีแรกของบริษัท” สมชัยกล่าว

บางจากฯ มองเห็นว่าธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่มีอยู่เป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์ซึ่งเข้าถึงผู้คน หน่วยสื่อสารการตลาดจึงริเริ่มการสรรหากลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำหรือล้นตลาด เข้าไปให้คำแนะนำและทำงานร่วมกัน จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถแจกจ่ายให้ผู้บริโภคได้อย่างตอบโจทย์

เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23
เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23

“สินค้าที่เลือกมาจากหลายปัจจัย ทั้งคุณภาพ รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ดูว่าลูกค้าจะชอบไหม ค้นคว้าทดสอบกันหลายรอบ แต่ที่สำคัญคือ ดูว่าเกษตรกรมาจากแหล่งที่ได้รับผลกระทบหรือเปล่า เราจะช่วยตรงนี้ก่อน” สมชัยเสริม โดยปกติบางจากฯ มักได้รับการติดต่อจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ สหกรณ์ชุมชน และธุรกิจจำนวนมากอยู่เรื่อยๆ จึงมีโอกาสมากมาย แต่ในแคมเปญนี้ พวกเขาตั้งใจเลือกผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ สลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละปีตามความเหมาะสม

เช่น ลูกหยีกวนจากกลุ่มแม่บ้านในสามจังหวัดชายแดนใต้ 

กล้วยเส้นอบกรอบจากกลุ่มเกษตรกรเขาบายศรี จังหวัดจันทบุรี
และกล้วยอบเนยจากสหกรณ์ที่กงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย 

“ของชุมชนหลายอย่างดีอยู่แล้ว เรามาช่วยเสริมเรื่องการตลาดและให้คำแนะนำ เช่นเรื่องแพ็กเกจจิ้งหรือพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ทำให้กลุ่มเขาขยายและมีรายได้มากขึ้น อาจไม่มากเท่าธุรกิจในกรุงเทพฯ แต่มันเป็นรายได้ที่ทำให้เขาสามารถส่งลูกเรียน เราเห็นแบบนี้ก็คิดว่าต้องส่งเสริมต่อ เช่น ที่จันทบุรี บางจากฯ ขอซื้อกล้วยเป็นร้อยตัน ทางกลุ่มก็ดีใจและปรับตัวครั้งใหญ่ ตอนนี้ขยายไปใหญ่โตแล้ว”

เผือกอิ่มใจ

“ช่วงที่ COVID-19 เริ่มระบาด ไม่มีคนเข้ามารับซื้อเผือกที่แปลงเลย ตลาดมันเงียบมากจนพะวงกันว่าจะอยู่อย่างไร” รุ่งนภา รจนา ตัวแทนชุมชนเกษตรกรผู้ปลูกเผือกจังหวัดสุโขทัย ช่วยเล่าบรรยากาศที่เกิดขึ้นในแปลงช่วงปีที่ผ่านมา ป้าๆ ลุงๆ ต่างเป็นกังวลว่าจะหาทางออกอย่างไรดี

รุ่งนภาและชุมชนของเธอปลูกเผือกเป็นอาชีพกันมานาน เพราะดูแลไม่ยากในบริบทพื้นที่ที่เป็นอยู่และทนทานต่อโรค โดยเฉลี่ยปลูกกันคนละ 2 – 5 ไร่ ใช้ระยะเวลาปลูกทั้งหมดประมาณ 6 – 7 เดือนจนเป็นเผือกหัวใหญ่ ก่อนขุดและปอกเปลือกเพื่อส่งขาย โดยกลุ่มเกษตรกรจะวางแผนร่วมกันเพื่อสลับกันปลูกให้มีผลผลิตตลอดทั้งปี

แต่หากเกิดเหตุให้ต้องปล่อยเผือกทิ้งไว้ในแปลงนานเกินกว่าช่วงเวลานี้ คุณภาพจะลดลง และสิ่งที่เกษตรกรลงทุนมาทั้งหมดจะสูญเปล่าทันที 

เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23
เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23

ในภาวะที่ทุกอย่างเหมือนแย่ลง กรีนเดย์ ผู้ผลิตสินค้าจากผักและผลไม้มานานกว่า 40 ปี เข้ามาเห็นศักยภาพของพื้นที่และชุมชน จึงจับมือร่วมกับบางจากฯ ที่มีพันธกิจตรงกัน ผลักดันให้เกิดเป็นเผือกอิ่มใจ โดยกรีนเดย์รับหน้าที่แปรรูป ส่วนบางจากฯ รับซื้อเป็นตลาดให้เกษตรกรอุ่นใจ

“บางจากฯ เข้ามาช่วยรับซื้อเป็นการช่วยเราอย่างมาก เขารับในราคาที่ค่อนข้างดีกว่าท้องตลาดทั่วไป พอรู้ว่ามีคนรับซื้อ เรารีบหาคนมาช่วยกันขุดและปอกเปลือกส่งเลย พวกเขาก็มีรายได้เพิ่มเหมือนกัน เผือกหนึ่งไร่ อาจต้องใช้คนขุดเกือบยี่สิบคน รู้สึกว่าเขามาช่วยจริงๆ ในสถานการณ์ที่ลำบาก” เกษตรกรมืออาชีพกล่าว

เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23

ผลิตภัณฑ์ปลายทางกลายเป็นขนมบรรจุซองขนาดพกพา หนัก 12 กรัม ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานการส่งออกต่างประเทศ ทอดด้วยน้ำมันรำข้าวให้รสกลมกล่อมและกรอบ แคลอรี่ต่ำ แจกจ่ายให้ลูกค้าที่เติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ครบทุก 600 บาท ตลอดเดือนเมษายน รวมแล้วสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนมากกว่า 1,000 ครัวเรือนในพื้นที่สุโขทัย อุตรดิตถ์ และจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

“ตอนนี้ทุกคนยิ้มได้แล้ว เราทำงานในแปลง เห็นบางคนยิ้มทั้งน้ำตาเลย ดีใจที่มีหน่วยงานเข้ามาช่วยจริงๆ และเกิดรายได้ อยากให้มีโครงการดีๆ แบบนี้ต่อไป ไม่จำเป็นต้องทำงานกับกลุ่มเราก็ได้ แต่ช่วยฟาร์มหรือจังหวัดอื่นที่เจอเหตุการณ์อย่างเรา” 

CSR in Process 

เมื่อพูดถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ธุรกิจใหญ่อาจเจอความเคลือบแคลงใจจากทั้งชุมชนและประชาชนทั่วไป ถูกมองว่าเป็นการทำเพื่อชื่อเสียงระยะสั้นหรือแสวงผลประโยชน์ แต่สำหรับบางจากฯ พวกเขาผ่านการทำงานร่วมกับชุมชนมานาน มีการจัดตั้งสถานีบริการน้ำมันโดยสหกรณ์ชุมชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2533 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี และขยายจนมี 613 แห่งจากทั้งหมด 1,243 แห่ง ทำให้มีความคุ้นเคยในการทำงานร่วมกับชุมชน

“ในการพัฒนาธุรกิจ เราไม่ได้มองแค่ว่าให้สถานีบริการน้ำมันเป็นที่ขายน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่จะทำอย่างไรให้เป็นจุดนัดพบทำกิจกรรมของผู้คนในชุมชน และมีธุรกิจที่มากกว่าแค่น้ำมัน เช่น ขายสินค้าชุมชนพรีเมียม ทำให้เราไม่ได้ทำงานกับชุมชนเพราะเป็นเรื่อง CSR แต่เราตั้งใจช่วยเศรษฐกิจชุมชนและสังคมด้วยธุรกิจเลย” สมชัยเน้นย้ำ

ส่วนในแคมเปญของสมนาคุณจากผลิตภัณฑ์ชุมชนนี้ บางจากฯ ไม่เพียงเป็นแค่ผู้รับปลายทางเท่านั้น แต่ตั้งใจลงไปช่วยส่งเสริมและเคียงข้างทั้งกระบวนการ “เราคุยกับเขาอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นว่าตั้งใจมาช่วยกัน จะทำให้เขาขายของได้มากขึ้น คนมีงานทำ ก็ทลายความเคลือบแคลงใจไปได้มาก ระหว่างทางก่อนที่เขาจะแปรรูปส่งของให้เรา เราจะประกบคอยช่วยเขาตลอด เกษตรกรอาจไม่เคยเจอออเดอร์เยอะ เราก็ต้องช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น มันเป็นการเรียนรู้และทำงานร่วมกัน”

เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23

รับเผือกอิ่มใจฟรี หลังเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ครบทุก 600 บาท สนับสนุนเกษตรกรจากจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (1 ซอง 12 กรัม มูลค่า 12 บาท) ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 เมษายนนี้ หรือจนกว่าของจะหมด

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ : www.bangchakmarketplace.com

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

31 สิงหาคม 2560
21 K

กี่ครั้งแล้วที่ต้องเสียน้ำตาให้กับหนังโฆษณาของไทยประกันชีวิต

ต่อให้ผ่านบททดสอบความแข็งแกร่งจากบทเรียนชีวิตมาเท่าไร ยอมรับก็ได้ ว่าใจไม่แข็งแรงพอที่จะนั่งดูหนังโฆษณานี้ในที่สาธารณะได้ เหตุผลเดิมๆ อย่างอาการง่วงเหงาหาวนอนจนน้ำออกจากตาก็ไม่เคยปกปิดสีหน้าและจมูกแดงๆ ได้สักนิด

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่เราดู #ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้ หนังโฆษณาขนาดยาวเรื่องใหม่ล่าสุดของไทยประกันชีวิต ก็เกิดความสงสัยว่า นอกจากจะไม่ร้องไห้แบบแต่ก่อนแล้ว หัวใจเรายังแอบเต้นผิดจังหวะ

นั่นเป็นเพราะหนังเรื่องนี้สร้างความประหลาดใจแก่เราด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบใหม่ จากเดิมที่คนดูอย่างเรารู้จังหวะปล่อยน้ำตาเมื่อเพลงบรรเลงขึ้นพร้อมฉากเฉลยปมเรื่องราวทั้งหมด มาคราวนี้ไม่เพียงปล่อยหมัดให้จุกอกอย่างไม่รู้ตัว ยังเล่นกับความรู้สึกของคนดูในทุกมิติ เซอร์ไพรส์ตั้งแต่นาทีแรกของเรื่องไปจนจบ พาให้เราอยู่ 9 นาทีนี้อย่างไม่รู้สึกตัว

เราชวน คุณนพดล ศรีเกียรติขจร รองประธานกรรมการ จาก Ogilvy & Mather Advertising Thailand และ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับ 100 ล้านจากภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง และหนังโฆษณาล่าสุด #ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้ มาพูดคุยถึงกระบวนการทำงานและแนวคิดของโฆษณาที่เราขอเรียกว่าเป็นโฆษณาแนวทดลองที่สนุกที่สุด เราอยากรู้เหลือเกินว่า สูตรใหม่ในการเรียกน้ำตาจากคนดูของพวกเขาคืออะไร

#ถ้ามีโอกาสจะขอให้ลองดูพร้อมกันอีกสักครั้ง

ก่อนที่จะไปฟังแนวคิดการทำงานเบื้องหลังทั้งหมด เราอยากให้คุณรับชมหนังโฆษณาชุดนี้อีกสักครั้ง

#ถ้ามีโอกาสจะสื่อสารใหม่ใจความเดิม

โจทย์ที่ทาง Ogilvy ได้รับจากบริษัทไทยประกันชีวิตซึ่งทำงานร่วมกันมามากว่า 10 ปี  ยังเป็นการสื่อสารประเด็นเดิม คือการเห็นคุณค่าของชีวิตและความรัก ซึ่งลงลึกในความรู้สึกของชีวิตและการมีชีวิต ถ่ายทอดผ่านโครงเรื่องที่สร้างการจดจำของคนทั่วไป ความท้าทายของทีมงานก็คือทำยังไงถึงจะนำเสนอแนวคิดเดิมด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

หากสงสัยว่า ทำไมแบรนด์ถึงเลือกพูดเนื้อหาเดิมๆ มากกว่า 10 ปี คุณนพดลอธิบายว่า “เมื่อมันเป็นมากกว่าการขายของ เรื่องเหล่านี้จึงไม่เคยล้าสมัย” และสารที่อยู่ในโฆษณาของไทยประกันก็ยังเป็นความรู้สึกสากลที่เข้าถึงคนทุกชาติได้ นักโฆษณาและนักการตลาดระดับโลก รวมถึงฟิลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์ด้านการตลาดอันดับต้นๆ ของโลก ต่างพร้อมใจกันยกเคสหนังโฆษณาของไทยประกันให้เป็น Sadvertising หรือโฆษณาสะเทือนอารมณ์

#ถ้ามีโอกาสจะตีโจทย์นี้ยังไง

คุณนพดลบอกว่า ลูกค้าอยากให้คนเห็นคุณค่าของชีวิต ลุกขึ้นมาให้โอกาส รักษาโอกาสที่ผ่านมาในชีวิต เพื่อทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นและให้โอกาสคนอื่นเพื่อให้สังคมดีขึ้น ทางทีมครีเอทีฟจึงตีโจทย์ออกมาว่า อยากทำหนังสารคดีที่พูดถึงแง่มุมที่ดีงามของการมีชีวิตอยู่ เป็นเรื่องของ 3 ครอบครัวซึ่งพบได้ทั่วไปในสังคมยุคปัจจุบัน ได้แก่ เรื่องของพ่อที่เข้มงวดและตั้งความหวังในตัวลูกชาย แต่รับไม่ได้ที่ลูกเป็นเกย์จึงทะเลาะกันจนลูกชายหนีออกจากบ้าน เรื่องราวของสาววัยทำงานที่ใช้เวลาทั้งหมดไปกับงานจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว จนวันหนึ่งพบว่าโอกาสที่ใช้เวลากับครอบครัวไม่มีอีกแล้ว และสุดท้ายเรื่องราวของหนุ่มที่ไม่มีโอกาสใช้เวลากับลูกหลังจากเลิกกับภรรยา และเพื่อให้เล่าเรื่องได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้หนังโฆษณาเรื่องนี้ยาวกว่าเรื่องก่อนๆ

เหตุผลที่ทางทีมครีเอทีฟเลือก บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ มาเป็นผู้กำกับก็เพราะ บาสเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ที่มีมุมมองการถ่ายทอดเรื่องราวในแบบตัวเอง เคยกำกับหนังของไทยประกันชีวิตแล้ว เรื่องลูกชายคนกวาดขยะ (Garbage Man) พ.ศ. 2558 และเรื่องคอนเสิร์ตข้างถนน (Street Concert) พ.ศ. 2557 ทางครีเอทีฟจึงมั่นใจว่าบาสจะช่วยพัฒนาหนังให้มีเสน่ห์มากขึ้นกว่าเดิม โดยที่ยังคงเอกลักษณ์ของหนังไทยประกันชีวิตไว้ได้

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะเล่าเรื่องแบบ documentary drama

โจทย์จากทีมครีเอทีฟที่ส่งมาให้บาสคือทำ documentary drama สัมภาษณ์คนที่มีตัวตนจริง 3 คน หน้าที่ของบาสคือตีโจทย์ออกมาเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่มีมิติขึ้น ซึ่งบาสอธิบายความแตกต่างระหว่างหนังสารคดีที่เล่าอย่างมีอารมณ์กับสารคดีทั่วไปว่า “หนังสารคดีทั่วไปมีความจริงมากกว่านี้ ไม่กระตุ้นอารมณ์คนมากมาย แต่เมื่อมาเจอกับดราม่า เราต้องกำหนดขอบเขตอะไรบางอย่าง กำหนดความคิดของตัวละครเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ทางอารมณ์หรือสารที่ต้องการจะสื่อ

“จากเดิมในยุคที่หนังโฆษณาของไทยประกันชีวิตเป็น fiction เล่าเรื่องและกระตุ้นอารมณ์อย่างมีชั้นเชิงจนเกิดเป็นมาตรฐานการทำหนังโฆษณาในเชิงอารมณ์ มาถึงจุดหนึ่ง เมื่อมองจากสายตาคนนอก เรารู้สึกว่าคนปัจจุบันไม่ชอบการถูกชักจูงอารมณ์มากเกินไป คือรู้นะว่าเรื่องมันเศร้า แต่อย่ากระตุ้นอารมณ์เศร้าไปมากกว่านี้ ถ้าอยากจะรู้สึกอะไร ขอรู้สึกด้วยตัวเอง พอเป็น documentary ก็อาศัยความจริงของเรื่องเพื่อให้คนรู้สึกว่า นี่เป็นเรื่องจริงนะ ไม่ได้แต่งขึ้นมา ลองดูชีวิตของเขาสิ ค่อยๆ ชักจูงไป”

งานนี้บาสทดลองทำงานด้วยวิธีการใหม่ๆ นั่นก็คือ อะไรที่อยากให้คนดูรู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริงก็จะบอกเลยว่าไม่จริง เช่น การให้เห็นทีมงานและกองถ่ายอยู่หน้าบ้าน หรือการเอาเทปตอนคัดเลือกตัวแสดงของตัวละครที่เล่นเป็นแม่มาใส่ในหนังเพื่อให้เห็นว่าจัดฉากขึ้นซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านความรู้สึกจริงๆ ของตัวละคร

บาสบอกว่า ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะให้ทุกส่วนเข้าใจและยอมรับการทำงานในแนวทางนี้

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะออกตามหานักแสดง

บาสบอกว่า การกำกับหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรยากเลย ยกเว้นคัดเลือกนักแสดง

เรื่องพี่จ๋าที่ไม่เคยพาแม่ไปเที่ยว ตอนฟังบรีฟจากลูกค้าบาสรู้สึกจี๊ดขึ้นมาทันที เพราะตัวเขาเองก็เป็น เลยคิดว่าจะจี๊ดขึ้นไหมถ้าคนนั้นทำงานเป็นผู้นำทัวร์พาคนอื่นไปเที่ยวตลอดเวลา ตัวละครบิ๊กที่เป็นทีมงานฝ่ายคัดเลือกตัวแสดงที่แยกกับลูกหลังเลิกกับภรรยาก็เป็นเพื่อนของบาส ซึ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับโจทย์ที่ได้รับมาก แล้วก็ทำงานในกองถ่ายอยู่แล้วด้วย พอทุกคนรู้ความตั้งใจที่หนังต้องการจะสื่อ ก็ยินดีให้ความร่วมมือเปิดเผยชีวิตตัวเอง

ตัวละครและสถานการณ์ที่หายากที่สุดคือ เรื่องของเดียร์ ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเจอคนที่ทะเลาะกับพ่อแล้วหนีออกจากบ้าน เรื่องของเดียร์มีมิติและความลึกมากกว่านั้น แต่บาสเลือกหยิบมาแค่มุมที่ไม่กระทบกับเจ้าตัวมากจนเกินไป

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะติดตามไปออกกอง

บาสเล่าว่า การถ่ายทำเรื่องนี้ไม่ยากเลย เพราะเขาแทบไม่ต้องออกแบบมุมกล้อง ไม่ต้องถ่ายเผื่อเยอะ ไม่ต้องเตรียมเสื้อผ้า ไม่ต้องเซ็ตฉากให้ใหญ่โต ทุกอย่างมันจริงมาก เขาแค่ออกแบบการทำงานและความรู้สึกของตัวเองตอนถ่าย เพราะเรื่องสำคัญอยู่ที่การได้รับความรู้สึกแท้จริงที่มีต่อคำว่าโอกาสของตัวละครทั้งสามคน

“เรื่องนี้เราพยายามให้จริงที่สุด ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ในเรื่องนี้ 90 เปอร์เซ็นต์มาจากตัวละครจริงๆ เราได้ไก่ (ณฐพล บุญประกอบ) ซึ่งเก่งมากเรื่องการทำสารคดีมาช่วย ด้วยบุคลิกของไก่และการจัดเรียงคำถามดึงให้ตัวละครพูดในสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆ เราทำงานร่วมกับไก่ก่อนว่าจะใช้วิธีการและคำถามแบบไหนเพื่อพาเรื่องราวไปในทิศทางที่อยากให้เป็น สุดท้ายแล้วเทกเดียวผ่าน ได้คำตอบแบบไหนเราก็ใช้แบบนั้น ทุกอย่างที่ได้ยินในหนังไม่มีสคริปต์ ไม่มีการเขียนก่อนล่วงหน้า เราต้องมีสติกับการถ่ายมากๆ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะตอบอย่างไร เราไม่รู้ว่าลูกตัวจริงเปิดประตูมาหาพ่อแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราต้องมีสติรับมือกับเรื่องตรงหน้าให้ได้”

บาสเล่าต่อว่า กระบวนการที่ยากที่สุดคือ การตัดต่อ ซึ่งได้ มานพ บุญวิภาส  ผู้ลำดับภาพมือฉมังที่ตัดต่อหนังโฆษณามากว่า 20 ปีและตัดต่อหนังโฆษณาไทยประกันชีวิตให้พี่ต่อ (ธนญชัย ศรศรีวิชัย) ทั้งหมด เรื่องนี้ไม่มี shooting board มีแค่สคริปต์คร่าวๆ บทพูดที่ได้มาจริงก็ไม่ตรงกับสคริปต์ บาสกับมานพเลยต้องพยายามหาวิธีตัดต่อที่ลงตัวร่วมกัน

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะหนีออกจาก safe zone

บาสพยายามหลีกเลี่ยงการถ่ายด้วยท่ามาตรฐานในหนังทั่วไปเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น พยายามไม่ถ่ายสัมภาษณ์ระยะครึ่งตัว พยายามจับภาพแคบแค่หน้า เห็นแค่แววตา เพราะบาสรู้สึกว่า หนังสัมภาษณ์คือหนังที่คนพูดกับคน เวลาที่คนปกติคุยกัน ถ้าอยากมองตาตาเราก็โฟกัสอยู่แค่ตรงนี้ เราไม่ได้เห็นอย่างอื่น เราไม่ได้สนใจว่าเขานั่งอยู่ที่ไหน

แล้วเขาก็ยังตั้งใจละลายกล้องให้หายไป เพื่อไม่ให้นักแสดงรู้สึกว่ามีกล้องจับจ้องอยู่ อย่างซีนที่เห็นแค่หน้าตัวละครมุมแคบ กล้องตั้งอยู่ไกลมาก บาสขอให้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ พื้นที่ในการทำงานจึงมีแค่ตัวละคร ไก่ และแอ็กติ้งโค้ช กล้องจะซ่อนอยู่หลังตู้ หลังประตู เกือบทั้งหมด

สิ่งหนึ่งที่บาสรู้ว่าเสี่ยงมากแต่ก็ขอลองก็คือ เรื่องของพี่จ๋ากับแม่ปลอม ทีแรกทีมงานคิดกันว่าฉากเที่ยวทะเลน่าจะถ่ายที่บางแสนหรือริมทะเลที่ไหนสักแห่ง แล้วจัดองค์ประกอบให้ดูคล้ายต่างประเทศ แต่ถ่ายไปสักพักบาสรู้สึกว่าถ้าทำแบบนั้นก็ยังผิดจากความตั้งใจที่อยากใช้ความจริงให้มากที่สุด เช้าวันต่อมาบาสเลยบอกโปรดิวเซอร์และลูกค้าว่า ขอลองทางนี้ได้ไหม

“ผมไม่ไปถ่ายที่ทะเลแล้ว แต่ให้พี่จ๋าและแม่ไปเที่ยวทะเลกันจริงๆ ขอซื้อทัวร์ให้เขาไปบาหลีกัน แล้วส่งแค่ไก่และทีมงานอีกคนไปเก็บภาพจากที่ไกลๆ ก่อนไปเราให้พี่จ๋ากับตัวแสดงที่เล่นเป็นแม่มาเวิร์กช็อปสร้างความสัมพันธ์แม่ลูกจริงๆ ให้เขาเชื่อมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วบอกไก่ว่าให้อยู่ห่างๆ พวกเขาเลยนะ ที่บอกว่าเสี่ยงเพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะได้ฟุตเทจแบบไหนมา สุดท้ายคือภาพที่ออกมาจากช่วงที่ถ่ายทำที่บาหลีออกมาดีมาก”

บาสสรุปว่า “เราไม่ได้ feed หนัง แต่หนังต้อง feed เรา” เพราะในงานกำกับหนังปกติ ผู้กำกับทำหน้าที่เป็นเหมือนวาทยากรควบคุมวงออเคสตร้า แต่เรื่องนี้สิ่งที่ควบคุมทุกอย่างในหนังก็คือ ตัวแสดงจริง ผู้กำกับต้องตามตัวละครให้ทัน

เพลงประกอบเรื่องนี้ คือเพลง แค่เพียง ของ Yellow Fang ซึ่งบาสชอบอยู่แล้ว เพราะมีมิติด้านอารมณ์และเนื้อหาลึกมาก ช่วงที่กำลังพัฒนาบท อยู่ดีๆ เพลงนี้ก็ลอยมาในหัวบาสซึ่งมันเข้ากันพอดี แต่ตอนนั้นบาสยังไม่มั่นใจว่าจะใช้เพลงนี้ได้ เพราะกลัวลูกค้าจะมองว่าฮิปสเตอร์ไปสำหรับสินค้า แต่เอาเข้าจริงทุกคนก็ชอบมาก เพราะมันเสริมความรู้สึกลึกๆ ของตัวละคร

พิม มือเบสวง Yellow Fang เคยแสดงรับบทเป็นคุณครูประจำชั้นในโฆษณาไทยประกับชีวิตชุดลูกชายคนกวาดขยะ (Garbage Man) มาแล้วด้วย

ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่ารักจริงๆ

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะแบ่งปันเรื่องราว

นอกจากหนังโฆษณาที่เล่าเรื่องด้วยรูปแบบใหม่แล้ว แคมเปญ #ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้ ยังเปิดโอกาสให้คนร่วมแบ่งปันเรื่องราวซึ่งต่างจากแคมเปญที่ผ่านมาที่จะมีแค่หนังโฆษณาที่พูดเรื่องคุณค่าของชีวิตเท่านั้น

“หนังชุดนี้จะทำให้ผู้ชมจมดิ่งไปกับเรื่องราวของทั้งสามครอบครัวจริงที่เคยมีโอกาสแต่รักษาเอาไว้ไม่ได้ ดังนั้นเมื่อดูหนังโฆษณานี้จบลง คนจะกลับคิดถึงโอกาสของตัวเอง เรามองว่าการชวนให้คนร่วมแบ่งปันโอกาสที่เขาอยากที่จะรักษามันไว้เป็นเหมือนตัวกระตุ้นที่ทำให้คนลุกขึ้นไปใช้ ‘โอกาส’ ไปแสดงออก นั่นคือการทำให้เขาใช้ชีวิตให้มีคุณค่า ซึ่งก็กลับมาสู่แก่นของแบรนด์ที่อยากให้คนเห็นคุณค่าของชีวิตและความรัก” คุณนพดลกล่าวทิ้งท้าย

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้

การตัดสินใจทำงานชิ้นนี้ถือเป็นการรักษาโอกาสเหมือนกันหรือเปล่า เราถามบาส

“อาจจะฟังดูหล่อนะ แต่เราขอบคุณลูกค้าทั้งทางเอเจนซี่และไทยประกันชีวิตที่ไว้ใจเรา เพราะแม้กระทั่งตอนที่เราไปขายเรายังไม่ค่อยไว้ใจตัวเองเลย บางคนก็ยังนึกภาพไม่ออกแต่เขาก็ยอมไปกับเราเพราะเขาไว้ใจเรา เป็นโอกาสที่เราได้รับมาแล้วเรารู้สึกว่าเราต้องทำให้ดีที่สุด โชคดีที่ลูกค้าเชื่อใจ เปิดกว้าง และเข้าใจหนังมากพอ”

แม้เราจะจำโอกาสที่อยากรักษาไว้ไม่ได้ทั้งหมดตอนนี้ แต่นั่นก็พอย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของปัจจุบัน เพราะบ่อยครั้งที่เราปล่อยให้โอกาสที่มีผ่านไป หรือเผลอทำบางสิ่งโดยไม่คิดถึงผลต่อความรู้สึกของใคร

จะว่าไปเราไม่มีทางรู้หรอกว่าโอกาสที่ได้รับจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายหรือไม่

ภาพ : Ogilvy & Mather Advertising Thailand

credit

Agency
Ogilvy & Mather Advertising Thailand

Production
House
SuperUber Film

Creative Team
นพดล ศรีเกียรติขจร
ไกร กิตติกรณ์
ธนชัย ชวิตรานุรักษ์
ณัทฐคง แจ้งเสม
กฤตน์ การ์ฟอร์ด สปินเล่อร์

Client Service Team
จิรวรา วีรยวรรธน
ฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์
มรกต เหรียญทอง
ปราณปรียา อรุณจินดาตระกูล
ดลฤทัย นิมิตรปัญญา

Integrated Unit
ธนวัฒน์ จงมหากุล
ณัฏฐวุฒิ สมสุข
ศุภฤกษ์ กุลินทรประเสริฐ
ธนิดา ปรีชาวิภัทร

Strategic Planning Team
วานิช จิระสุวรรณกิจ
ศศิภา มงคลนาวิน

Social Planning Team
วรันย์ ศิริประชัย

Agency Producer
ยุทธพงศ์ วรานุเคราะห์โชค

Film Director
นัฐวุฒิ พูนพิริยะ (SuperUber Film)

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load