ใครที่ขับรถผ่านทางด่วนผ่านมาแถวย่านหมอชิต จตุจักร หรือนั่งรถไฟผ่านสถานีบางซื่อก็คงเห็นโครงสร้างอาคารขนาดมหึมาที่กำลังก่อสร้างกันไม่หยุดหย่อนมาหลายปี มันใหญ่มากเสียจนดึงดูดสายตาทุกครั้งเวลานั่งรถผ่าน และแน่นอนว่าหลายคนคงมีคำถามในหัวว่าเจ้าโครงสร้างยักษ์นี่มันคืออะไรกัน

สถานีกลางบางซื่อ

บอกไปจะเชื่อไหมว่ามันคือสถานีรถไฟ และจะเป็นสถานีรถไฟที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยด้วย

มันมีชื่อว่า ‘สถานีกลางบางซื่อ’ ว่าที่สถานีรถไฟศูนย์กลางของระบบรถไฟทางไกลที่จะมาแทนที่สถานีรถไฟกรุงเทพหรือหัวลำโพงที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก 

นี่ไม่ใช่เรื่องสมมติแต่อย่างใด แต่มันคือเรื่องจริงที่เรากำลังจะได้ใช้งานอะไรใหม่ๆ จากรถไฟไทยกันแล้ว

สถานีกลางบางซื่อ

รถไฟฟ้าสายสีแดง

หากพิจารณาแผนที่รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ แล้วคงต้องหิวลูกกวาดแน่ๆ เพราะมันมีสารพัดสี ทั้งม่วง น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง ชมพู ทอง 

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเป็นหนึ่งในรถไฟฟ้าสารพัดสีของกรุงเทพฯ แตกต่างจากรถไฟสายอื่นคือมันไม่ใช่รถไฟในเมือง (Metro) แต่มันเป็นรถไฟชานเมือง (Commuter)

แผนแม่บทเส้นทางรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ซึ่งสายสีแดงเป็นระบบรถไฟชานเมืองต่างจากระบบอื่นๆ ที่เป็นรถไฟ Metro

รถไฟในเมืองคือรถไฟที่วางตัวอยู่ในเมือง มีเสกลเล็กที่สุด สถานีใกล้กัน รถไฟรอบถี่ ประตูเปิดทีก็มีแต่คนเข้าออกมหาศาล ส่วนรถไฟชานเมืองวางตัวออกจากในเมืองไปสู่รอบนอกของเมืองใหญ่ มีเสกลอัพขึ้นไปหน่อย ระยะทางไกลกว่า สถานีห่างกว่า รถไฟวิ่งเร็วกว่า แต่รอบน้อยกว่า ที่ผ่านมา เราคุ้นเคยกับรถไฟฟ้าเช่น BTS และ MRT ซึ่งเป็นรถไฟในเมือง ส่วน Airport Rail Link คือรถไฟฟ้าชานเมืองระบบแรกในประเทศไทย จากที่เคยมีแค่รถไฟชานเมืองของ รฟท. ซึ่งเป็นรถไฟธรรมดาวิ่งไปจังหวัดในรัศมีไม่เกิน 200 กม. โดยมีรถไฟในเมืองรับหน้าที่เป็นตัวป้อน (Feeder) คนเข้าสู่เมืองชั้นในอีกที

รถไฟฟ้าสายสีแดงก็เลยเป็นรถไฟฟ้าชานเมืองระบบที่ 2 แบ่งออกเป็น 2 สาย มี 2 สี

แผนที่โครงข่ายรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงแบบเต็มโครงการ

สายสีแดงเข้ม วางตัวแนวเหนือ-ใต้ มีศูนย์กลางอยู่ที่สถานีกลางบางซื่อ ทางทิศเหนือวิ่งไปตามแนวรถไฟสายเหนือ ผ่านดอนเมืองไปสุดสายที่รังสิต และมีแผนต่อขยายไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยุธยา และแตะขอบสระที่บ้านภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ส่วนด้านทิศใต้ พุ่งออกจากสถานีกลางบางซื่อ ผ่านสามเสน ยมราช ปลายทางที่สถานีรถไฟกรุงเทพซึ่งอนาคตจะเปลี่ยนชื่อเป็นหัวลำโพงตามภาษาปากสักที และมีส่วนต่อขยายข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปโผล่คลองสาน วงเวียนใหญ่ มหาชัย ไปสุดสายที่ปากท่อ ตามแนวทางรถไฟสายแม่กลองเป๊ะๆ

สายสีแดงอ่อน วางตัวแนวตะวันตก-ตะวันออก มีศูนย์กลางที่สถานีกลางบางซื่อเหมือนกัน ฝั่งตะวันตกนั้นวิ่งขนานไปกับทางรถไฟสายใต้ผ่านบางซ่อน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางกรวย ไปสุดที่ตลิ่งชันและมีแผนต่อขยายไปศาลายา นครปฐม นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีเส้นแยกเข้าซอยจากตลิ่งชันไปโรงพยาบาลศิริราช

ส่วนแนวตะวันออกก็วิ่งคู่กับสายสีแดงเข้มผ่านสามเสน ผ่านสถานีรถไฟจิตรลดา ซึ่งเป็นอุโมงค์ 2 ชั้น ไปออกมักกะสัน สุดที่หัวหมาก และมีแผนต่อขยายไปลาดกระบัง สุดสายที่ฉะเชิงเทรา

ซึ่งทั้งสองเส้นนั้นมีสถานีกลางบางซื่อเป็นเซ็นเตอร์

ส่วนรถไฟที่จะวิ่งในสายนี้ เป็นรถไฟฟ้าที่ผลิตจาก Hitachi ประเทศญี่ปุ่น รับพลังงานไฟฟ้าจากสายส่งเหนือหัว มีความยาวแบบ 4 ตู้ และ 6 ตู้ ใช้ความเร็วในการบริการที่ 120 กม. / ชม. ใช้ระบบอาณัติสัญญาณยุโรป ETCS Level 1 เพื่อให้สอดคล้องกับรถไฟทางไกล

ลองพิจารณาจากแผนที่และรูปแบบการเดินรถจะเห็นได้ว่านี่มันแนวเดียวกับเส้นทางรถไฟปกติชัดๆ นั่นก็แปลว่ารถไฟฟ้าสายสีแดงนั้นก็คือการอัพเกรดรถไฟปู๊นๆ ในระยะชานเมืองให้เป็นรถไฟฟ้านั่นเอง ซึ่งมันคล่องตัวกว่า ไวกว่า สบายกว่ารถไฟชานเมืองแบบเดิมที่มีแต่รถพัดลมและรอบน้อย ถึงแม้ว่าระยะแรกทางเหนือจะไปสุดแค่รังสิต และทางตะวันตกจะสุดแค่ตลิ่งชัน (ส่วนทางใต้และตะวันออกยังไม่ได้สร้าง) ก็น่าจะช่วยบรรเทาความช้ำชอกที่ต้องติดอยู่บนถนนทุกเช้าทุกเย็นได้พอควรเลยล่ะ

แล้วสายสีแดงนี่มีแต่รถไฟฟ้าแค่นั้นหรือ?

ยกรถไฟไทยไปไว้ข้างบน

ในส่วนของรถไฟธรรมดา (aka รถไฟปู๊นๆ) เองนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเหมือนกัน จากที่เคยวิ่งปุเลงๆ อยู่ข้างล่าง ผ่านถนนตรงไหนก็ต้องชะลอเพราะไม้กั้นยังไม่ลง แถมวันดีคืนดีต้องหยุดรอรถยนต์นานแสนนานจนสงสัยว่าประเทศไทยนั้นเป็นชาติเดียวหรือไม่ที่รถไฟจอดรอรถยนต์ ซึ่งเจ้าสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้รถไฟไทยเสียเวลาโดยไม่มีเหตุอันควรเลยในเขตกรุงเทพมหานคร 

นี่คือปัญหาที่ทั้งการรถไฟและคนนั่งรถไฟต้องพบเจอ 

วิธีการแก้ปัญหานั้นง่ายนิดเดียว ก็เอารถไฟที่มันต้องเจอกับรถยนต์หนีออกจากกันซะเลย ทำทางรถไฟให้เป็นทางเอกเทศไม่ต้องวิ่งปะปนกับใคร ให้เห็นหน้ากันแค่รถไฟอย่างเดียวแค่นี้ก็จบแล้ว ทางออกของเรื่องนี้ก็คือเอารถไฟธรรมดาไปวิ่งร่วมกับรถไฟฟ้าสายสีแดงซะก็หมดเรื่อง 

โครงสร้างทางสายสีแดงช่วงจตุจักร-ดอนเมือง เป็นทางยกระดับวิ่งร่วมกันระหว่างรถไฟฟ้าและรถไฟทางไกล

รถไฟฟ้า รถไฟดีเซล รถไฟจักรไอน้ำ สามารถวิ่งร่วมกันได้ตราบใดที่ขนาดทางเท่ากันและติดตั้งระบบควบคุมการเดินรถเพื่อให้สามารถจัดการจราจรได้ แบบนี้ในต่างประเทศก็มีให้เห็นอยู่อย่างเช่นที่ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมนี 

โครงสร้างทางรถไฟสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต จึงเป็นทางยกระดับที่ออกแบบให้วางทางรถไฟไปได้ถึง 4 ทาง ซึ่งแบ่งกันคนละครึ่งระหว่างรถไฟฟ้า 2 ทาง และรถไฟทางไกล 2 ทาง โดยจัดให้รถไฟฟ้าวิ่งทางที่ 1 และ 4 จอดทุกสถานี ส่วนรถไฟทางไกลซึ่งจอดน้อยกว่าให้วิ่งทางที่ 2 และ 3 และจอดแค่บางสถานีเท่านั้น

แน่นอนว่าเมื่อเป็นทางรถไฟยกระดับก็ไม่ต้องเจอกับถนนแล้ว รถไฟจะวิ่งได้คล่องตัวมากขึ้น ลดเวลาในการเดินทางได้พอสมควร ส่วนสายสีแดงอ่อนนั้นรถไฟฟ้ากับรถไฟธรรมดาจะใช้ทางวิ่งร่วมกันเลย นั่นเป็นเพราะสายใต้มีขบวนรถไฟทางไกลไม่ได้มากนักไม่ได้กระทบมากเหมือนสายเหนือและอีสานที่มีรถค่อนข้างถี่กว่า

ส่วนช่วงในเมืองนั้นทางรถไฟจะลดระดับลงให้ต่ำกว่าพื้นดินเหมือนรถไฟใต้ดินแต่โครงสร้างไม่ได้เป็นอุโมงค์ มีแบริเออร์ มีรั้วกั้น ซึ่งโครงสร้างนี้เรียกว่า ‘คลองแห้ง’ โดยรถไฟโดยสารจะใช้คลองแห้งเป็นทางวิ่ง ส่วนรถไฟสินค้าจะใช้ทางรถไฟเดิมซึ่งตัดผ่านกับถนนตามปกติ แต่จะไม่สร้างผลกระทบต่อการจราจรเพราะมันมี Traffic น้อยและส่วนใหญ่วิ่งเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น

โครงสร้างทางช่วงเข้าในเมือง ทางรถไฟโดยสารจะลดระดับลงคลองแห้ง บางส่วนเป็นอุโมงค์ซ้อน ส่วนทางรถไฟเดิมใช้เฉพาะรถสินค้า

สถานีกลางบางซื่อ

สถานีกลางบางซื่อ

สถานีกลางบางซื่อถูกกำหนดให้เป็นสถานีรถไฟต้นทางของรถไฟทางไกล รถไฟฟ้าความเร็วสูง และเป็นสถานีศูนย์กลางของรถไฟฟ้าสายสีแดงซึ่งทั้งสีแดงเข้มและสีแดงอ่อนก็จะมีบรรจบกันที่สถานีนี้ ซึ่งอัพเกรดมาจากสถานีรถไฟชุมทางบางซื่อ ซึ่งแต่เดิมเป็นสถานีรถไฟระหว่างทางที่มีความสำคัญไม่แพ้สถานีกรุงเทพ

สถานีนี้มี 4 ชั้น แต่ละชั้นมีพื้นที่ใช้งานต่างกัน

สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ

ตั้งแต่ย่อหน้านี้เป็นต้นไป เราอยากให้ทุกคนใช้จินตนาการตามเรา

ตอนนี้เราขับรถเข้ามาที่สถานีกลางบางซื่อ ข้างหน้าคือสถานีรถไฟที่ประดับด้วยกระจกขนาดใหญ่ ใต้หลังคาโค้งนั้นมีนาฬิกาเรือนใหญ่ประดับอยู่ลอกแบบมาจากสถานีกรุงเทพเป๊ะๆ ถ้าใครขับรถมาเขาคงกำลังลงไปจอดชั้นใต้ดินที่เป็นลานจอดรถขนาดใหญ่ 

สถานีกลางบางซื่อ
โถงทางเข้าหลักสถานีกลางบางซื่อ มีหลังคาทรงโค้งเลียนแบบสถานีกรุงเทพที่เป็นสัญลักษณ์ของรถไฟไทย

เมื่อเข้ามาในชั้น 1 ที่เป็นชั้นระดับพื้น จะพบกับโถงสถานีที่ใหญ่และกว้างขวาง มันมีเคาน์เตอร์ขายตั๋วของรถไฟไปต่างจังหวัด มีเครื่องขายตั๋วของรถไฟฟ้าสายสีแดง มีที่นั่งคอย มีทางเชื่อมกับรถไฟใต้ดิน มีร้านค้าหลากหลายที่ชั้นลอยให้ซื้อของก่อนเดินทาง 

สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ
โถงทางเข้าสถานี

“โปรดทราบ ผู้โดยสารของขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถีปลายทางสถานีเชียงใหม่ โปรดรอการโดยสารชานชาลาที่ 9 ค่ะ” 

สิ้นเสียงประกาศเรียก ผู้โดยสารค่อยๆ ทยอยกันไปที่บันไดเลื่อน มันค่อยๆ พาทุกคนขึ้นไปชานชาลาที่อยู่ชั้น 2 มันเป็นชั้นชานชาลารถไฟทางไกลและรถไฟฟ้าสายสีแดง บนชั้นนี้มี 12 ชานชาลา มันถูกแบ่งเป็นชานชาลารถไฟทางไกล 8 ชานชาลา รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม 2 ชานชาลา และรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน 2 ชานชาลา 

รถไฟที่คุ้นตาจอดเต็มไปหมด บันไดเลื่อนแต่ละตัวพาผู้โดยสารมาขึ้นรถไฟในแต่ละชานชาลา แต่ละคนเดินเข้าไปบนรถอย่างง่ายดายเพราะชานชาลาเสมอระดับพื้นรถโดยสาร ไม่ต้องปีนขึ้นปีนลงบันไดอย่างสถานีรถไฟแบบเก่าแล้ว 

สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ

บันไดเลื่อนพามาชั้นบนสุดที่มีความโอ่โถงสุดๆ หลังคาโครงเหล็กสูงสุดสายตา มันโปร่ง โล่งและสว่างกว่าชั้น 2 มาก บนนี้มีรถไฟความเร็วสูงหน้าตาโฉบเฉี่ยวจอดอยู่เต็มเลย มันคือชั้นของชานชาลารถไฟความเร็วสูงสายเหนือ สายอีสาน สายใต้ สายตะวันออก รวมแล้วตั้ง 12 ชานชาลา

สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ
ชั้น 3 ชานชาลารถไฟความเร็วสูง

มาพูดถึงนอกสถานีกันบ้าง หากนั่งอยู่บนรถไฟที่ค่อยๆ เคลื่อนออกจากชานชาลา เมื่อมันพ้นตัวอาคารสถานีแล้วภาพที่เห็นคือทางรถไฟที่ยั้วเยี้ยตัดไขว้ไปมาทั้งด้านข้างและด้านบน เราทึ่งคนออกแบบมากที่วาดเส้นทางรถไฟให้สลับไปสลับมาและแยกออกไปตามสายต่างๆ ของตัวเอง 

สถานีกลางบางซื่อ
ทางวิ่งออกจากสถานีกลางบางซื่อไปทางทิศเหนือ
ด้านบนของภาพคือทางสายใต้ที่วิ่งแยกตัวออกไป ส่วนด้านล่างคือสายเหนือและอีสานที่วิ่งร่วมกับรถไฟสายสีแดง เมื่อสร้างเสร็จจุดแยกต่างระดับนี้จะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญที่ใครต่อใครก็ละสายตาไปไม่ได้แน่ๆ
สถานีกลางบางซื่อ
ทางวิ่งสถานีกลางบางซื่อออกไปทางทิศใต้

ทางรถไฟสายใต้ค่อยๆ แยกตัวออกไปทางซ้ายและค่อยๆ ห่างออกไป จุดแยกต่างระดับนี้มีความสูงลดหลั่นกันไปเหมือนทางต่างระดับบนทางด่วน แต่เปลี่ยนจากถนนเป็นทางรถไฟ ซึ่งเราเชื่อว่าเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจุดต่างระดับนี้จะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ผู้โดยสารรถไฟคงละสายตาไปไม่ได้เลย

สิ่งที่ทุกคนจินตนาการตามเราไปเมื่อกี้นี้มันกำลังจะเห็นเป็นภาพจริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นี่คงเป็นสิ่งที่คนไทยอยากเห็นจากรถไฟไทยมานานนับตั้งแต่เกิดมาแล้วเห็นแต่ภาพสถานีรถไฟแบบเดิมๆ ไม่ใช่แค่สถานีกลางบางซื่อแต่รวมถึงรถไฟทางคู่สายต่างๆ ที่กำลังก่อสร้าง ทั้งเป็นชานชาลาสูง สถานีที่ออกแบบมาให้เป็นระบบปิด ทางรถไฟระบบปิดที่มีรั้วกั้นตลอดสองข้างทาง รวมถึงการรองรับการติดตั้งระบบไฟฟ้าสำหรับจ่ายไฟให้รถไฟที่เคยรองรับแค่ระบบดีเซลมาเกือบจะทั้งชีวิต นี่คือสิ่งที่จะสนับสนุนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของประเทศไทยให้เติบโตขึ้นหลังจากที่ชะงักงันและเดินอย่างเชื่องช้ามาหลายทศวรรษ 

อนาคตใหม่ของรถไฟไทยกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว มานับถอยหลังเพื่อเข้าสู่ยุคสถานีกลางบางซื่อกันเถอะ

สถานีกลางบางซื่อ

อีกนิดอีกหน่อย

  1. ในช่วงแรกนั้นรถไฟทางไกลจะยังไม่ย้ายไปที่สถานีกลางบางซื่อทั้งหมด จะขึ้นรถไฟอาจจะต้องดูตั๋วดีๆ ว่ารถไฟขบวนที่เราขึ้นนั้นออกที่สถานีไหน ระหว่างสถานีกรุงเทพและสถานีกลางบางซื่อ ไม่งั้นขึ้นผิดไม่รู้ด้วยนะ
  2. สถานีกรุงเทพหรือที่คุ้นเคยกันว่าหัวลำโพงก็ไม่ได้หายไปไหน แต่จะลดบทบาทลงเป็นสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มส่วนทิศใต้ (บางซื่อ-หัวลำโพง) และมีหน้าที่ที่ 2 คือการเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟไทยอย่างเต็มภาคภูมิ
  3. นอกจากการสร้างสถานีรถไฟแล้ว พื้นที่รอบๆ สถานีกลางบางซื่อก็จะถูกพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงแรม ศูนย์การค้า บ้านพัก คอนโดมิเนียม และอื่นๆ อีกมากมายเป็นเหมือนมหานครย่อมๆ จัดจ้านในย่านบางซื่อ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ขับรถยนต์ก็ต้องขับตามป้าย แล้วขับรถไฟมีป้ายให้ขับตามเหมือนรถยนต์หรือเปล่า

คำถามนี้เป็นจดหมายจากทางบ้านที่ถามเยอะพอ ๆ กับรถไฟติดไฟแดงหรือเปล่า (แน่นอนมันมีติดไฟแดง) ผนวกกับมีหลายต่อหลายคนที่นั่งรถไฟแล้วไม่ได้หลับ ชอบดูวิวนอกหน้าต่างแล้วสายตาไปป๊ะเข้ากับสารพัดป้ายที่ปักอยู่ข้างทางรถไฟ บางก็เป็นตัวเลข บ้างก็เป็นตัวอักษร แต่ไม่มีใครตอบได้ว่านั่นคือป้ายที่เกี่ยวกับการเดินรถไฟหรือไม่

ตามความเข้าใจของคนทั่วไปหรือเปล่าเราไม่แน่ใจ เคยมีคนบอกว่ารถไฟก็แค่วิ่งไปตามทางของมัน ถึงสถานีแล้วก็จอด พอคนขึ้นลงเสร็จมันก็ไป แล้วก็ขับไปเรื่อย ๆ เหยียบไปเท่าไหร่ก็ได้คล้ายคลึงกับการขับรถบนท้องถนน

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก

เอาล่ะ รีเซ็ตกันใหม่

รถไฟต้องขับตามความเร็วที่กำหนดไว้ (Speed Limit) เพราะมีผลต่อการคำนวณเวลาเดินรถ ความปลอดภัย และภูมิประเทศ

รถไฟต้องปฏิบัติตามป้ายข้างทาง ทั้งรูปแบบของตัวเลขและตัวอักษร ซึ่งมีความหมายที่เข้าใจเฉพาะคนขับรถไฟ (และคนชอบรถไฟ)

รถไฟต้องขับตามสัญญาณไฟจราจร ซึ่งแตกต่างจากไฟจราจรของรถยนต์ตรงที่ รถยนต์จะบอกแค่ ไฟเขียวไปได้ ไฟเหลืองเตรียมตัวหยุด ไฟแดงหยุด เพื่อจัดการความคล่องตัวของการจราจร แต่สำหรับรถไฟแล้ว เหมือนกันตรงคอนเซ็ปต์เขียวไป แดงหยุด เหลืองระวัง 

แต่มีนอกเหนือกว่านั้นคือ ทางรถไฟถูกแบ่งไว้เป็นตอน ๆ (Block) แต่ละตอนมีสัญญาณไฟจราจรทำหน้าที่เป็นตัวบอก ว่าตอนนั้นหรือช่วงนั้นเป็นทางปิดหรือทางเปิด ถ้าหากเป็นทางเปิดโล่งสะดวก สัญญาณไฟจะโชว์สีเขียวออกมาให้รถไฟวิ่งต่อไปได้ หากทางข้างหน้าไม่สะดวก ไฟแดงจะส่องสว่างกระจ่างจิต ให้รถไฟต้องหยุด ก่อนจะได้รับสัญญาณอนุญาตให้เดินทางต่อไปได้

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายจราจรรถไฟไทย
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายจราจรรถไฟมาเลเซีย

ป้ายนั้นมีเยอะมาก ทั้งเจอได้ทั่วไปและเป็นป้ายแบบพิเศษที่นาน ๆ ทีจะเจอที งั้นวันนี้เรามารู้จักป้ายข้างทางที่เป็นตัวบังคับและกำหนดให้รถไฟที่เรากำลังนั่งอยู่เดินทางได้ปลอดภัยจนถึงปลายทาง และเป็นป้ายที่เจอบ่อยชนิดไปที่ไหนก็เจอ ไหน ๆ ก็เจอก็เห็นแล้วมารู้ความหมายของมันกัน

ป้ายพิกัดความเร็วสูงสุดในทางประธาน

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าพิกัดความเร็วสูงสุด รถดีเซลราง 120 กม./ชม. รถจักรลาก 100 กม./ชม.
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
แบบความเร็วเท่ากันทั้ง 2 ประเภทรถ ด้วยสภาพภูมิประเทศจำกัด

เอาแบบเข้าใจง่ายคือ ป้ายที่บอกว่าทางรถไฟตรงนี้ กำหนดความเร็วสูงสุดเอาไว้เท่าไหร่ วิ่งได้สูงสุดเท่านี้นะ หน้าตาของป้ายเป็นรูปแปดเหลี่ยมอันเดียวหรือซ้อนกัน 2 อัน ซึ่งตัวเลขเท่ากันหรือต่างกันตามประเภทรถ

ถ้าขอบป้ายเป็นสีดำ นั่นคือความเร็วสูงสุดที่รถดีเซลราง รถไฟที่ไม่ต้องใช้หัวรถจักรลากวิ่งได้

ถ้าขอบป้ายเป็นสีเหลือง นั่นคือความเร็วสูงสุดที่รถไฟที่ใช้หัวรถจักรลากจะวิ่งได้

รถดีเซลรางใช้ความเร็วสูงสุดได้มากกว่ารถไฟที่ใช้รถจักรลาก เนื่องจากน้ำหนักของรถเบากว่า ความคล่องตัวสูงกว่า และการเบรกที่มีระยะสั้นกว่า จึงทำให้ใช้ความเร็วสูงสุดได้มากกว่าตาม

ความเร็วสูงสุดนั้นปัจจุบันอยู่ที่ รถดีเซลราง 120 กม./ชม. และรถจักรลาก 100 กม./ชม. แต่หากเป็นทางภูเขาที่มีโค้งเยอะหรือลาดชัน ความเร็วก็จะลดลงมาให้สัมพันธ์กับความปลอดภัย เพราะว่าจะมีผลกับการเบรกเมื่อลงเขาให้ปลอดภัย และการเข้าโค้งที่รถจะไม่หลุดออกนอกรางด้วย

ถ้าเห็นป้ายนี้เมื่อไหร่ ให้รู้โดยอัตโนมัติได้เลยว่า นี่คือความเร็วสูงสุดที่รถไฟจะวิ่งได้ในช่วงทางนั้น

ป้ายอนุญาตให้ใช้ความเร็วผ่านประแจ

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าความเร็ววิ่งทางตรง 70 กม./ชม. ความเร็วเข้าประแจ (สับราง) 15 กม./ชม.

อ่านแล้วงงไหม อะใช่ ถ้าคุณไม่ใช่ Geek รถไฟคุณงงแน่

ประแจ หมายความว่าจุดที่เปลี่ยนทิศทางรถไฟได้ หากว่ากันง่าย ๆ มันคือจุดสับราง

ความหมายคือป้ายที่บอกความเร็วเวลาคุณเจอจุดสับราง ถ้าจุดสับกำหนดให้วิ่งตรงไปจะใช้ความเร็วได้เท่าไหร่ หากตัวสับรางนั้นสับให้รถไฟเปลี่ยนทิศทางวิ่งต้องใช้ความเร็วเท่าไหร่

หน้าตาของมันเป็นป้ายรูปแปดเหลี่ยมถูกผ่าซีก เลขด้านบนคือความเร็วที่วิ่งทางตรง ส่วนเลขด้านล่างคือความเร็วที่ต้องเปลี่ยนทางวิ่ง ซึ่งเราจะพบป้ายนี้ก่อนถึงจุดสับรางนั่นเอง

มีหลักในการจำอย่างหนึ่ง ถ้าสถานีนั้นมีจุดสับรางเพียงอันเดียว ความเร็วในการสับรางจะอยู่ที่ 40 – 30 กม./ชม. แต่ถ้ามีตัวสับรางหลายตัวก็จะลดเหลือ 15 กม./ชม. เพราะถ้าวิ่งเร็ว ๆ ตอนเปลี่ยนทางวิ่งคนในรถคือเซเทกระจาดแน่นอน

ป้ายจำกัดความเร็ว

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าจำกัดความเร็ว 45 กม./ชม.

ป้ายรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดพื้นสีขาว มีตัวเลขสีดำกำหนดเอาไว้ ซึ่งตัวเลขความเร็วจะต่ำกว่าป้ายความเร็วสูงสุด และป้ายชนิดนี้เป็นป้ายถาวร ใช้กับพื้นที่ที่ต้องการให้รถไฟลดความเร็วในช่วงระยะทางสั้น ๆ และเป็นการลดความเร็วแบบถาวรด้วยข้อจำกัดด้านสถานที่และภูมิประเทศ เช่น เป็นโค้งรัศมีแคบที่ใช้ความเร็วสูงสุดไม่ได้ วิ่งเร็วตามพิกัดสูงสุดไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเป็นพื้นที่ชุมชนที่ต้องลดความเร็ว

ระยะทางที่ยาวที่สุดของป้ายนี้ที่เคยเห็นคือโค้งด้านทิศใต้ของสถานีเพชรบุรี ที่ลดความเร็วเหลือ 70 กม./ชม. กับการวิ่งผ่านโค้งแคบจำนวน 4 โค้ง รวมถึงทางรถไฟสายใต้ที่มีโค้งรัศมีแคบหลายจุดก็พบป้ายนี้ประปรายเช่นกัน

ป้ายลดความเร็ว

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าให้ลดความเร็วเหลือ 50 กม./ชม. ระยะทาง 700 เมตร
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าให้ลดความเร็วเหลือ 20 กม./ชม. ระยะทาง 400 เมตร จากการเบี่ยงทางวิ่ง

เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า ‘ป้ายเบาทาง’

ป้ายนี้เป็นป้ายที่คนขับรถไฟไม่ชอบ คนนั่งรถไฟที่รู้ความหมายก็ไม่ชอบ มันเป็นป้ายวงกลมพื้นสีเขียวตัวเลขสีขาวกำหนดเอาไว้ เป็นป้ายชั่วคราว (แต่บางป้ายก็อยู่ชั่วนาตาปี จนสงสัยว่าชั่วคราวของเราน่าจะไม่เท่ากัน)

ป้ายเบาทางใช้สำหรับเส้นทางที่ชำรุด กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง หรือแม้กระทั่งช่วงหลังซ่อมบำรุงที่รอทางเซ็ตตัวให้กลับไปสู่สภาพใช้งานได้ตามปกติ ตัวเลขบนป้ายเบาทางเป็นตัวเลขที่ใช้คำว่าคลานมากกว่าวิ่ง ช่วงนี้จะเห็นป้ายนี้ได้บ่อยตรงพื้นที่การสร้างทางคู่ที่มีการเบี่ยงแนวเส้นทางวิ่งไปมา หรือการก่อสร้างที่ทำให้โครงสร้างทางไม่แข็งแรงมากพอที่จะรับความเร็วได้มาก ซึ่งมีระยะทางได้ตั้งแต่ไม่กี่เมตรจนถึงหลักกิโลเมตร บางป้ายก็มีกำกับไว้ด้วยว่า ระยะทางที่ต้องลดความเร็วนั้นมีความยาวเท่าไหร่

ป้ายเตือนระบุความเร็ว

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายเตือนบอกว่าพิกัดสูงสุดของทางวิ่งได้ 80 กม./ชม. ของสายตะวันออก
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายเตือนบอกว่าด้านหน้ามีลดความเร็ว 35 กม./ชม.

ป้ายนี้เป็นป้ายที่บอกให้ทราบล่วงหน้า หน้าตาจะเหมือนกับป้ายความเร็วชนิดต่าง ๆ ที่จะต้องควบคุมให้ลดความเร็ว แต่จะต่างกันที่มันจะมีสีเหลืองขอบดำ มีตัวอักษร ‘ต’ กำกับ พร้อมป้ายความเร็วสีเหลืองขอบดำระบุตัวเลขที่ต้องให้ลดความเร็วลง

เนื่องจากรถไฟหยุดทันทีไม่ได้ ต้องมีการเตือนก่อนล่วงหน้าประมาณ 800 เมตร ซึ่งเป็นระยะเบรกปกติ ป้ายเตือนเหล่านี้จึงทำหน้าที่บอกคนขับว่า เตรียมชะลอได้แล้ว ข้างหน้าอีกประมาณ 800 เมตร เธอต้องใช้ความเร็วเท่านี้นะ ห้ามเกิน ห้ามฝ่า โดยก่อนหน้าที่จะเจอป้ายนี้ก็มีป้ายรูปสามเหลี่ยมสีเหลืองพร้อมตัวอักษร ต คอยเตือนก่อนเช่นกัน

ป้ายปกติ

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
ป้ายบอกว่าด้านหน้าใช้ความเร็วได้ปกติหลังจากลดความเร็วมาแล้ว

มาถึงป้ายนี้กันบ้าง ป้ายที่จะเป็นตัวบอกระยะสิ้นสุดของการลดความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการลดความเร็วที่เกิดจากป้ายจำกัดความเร็ว (ป้ายรูปข้าวหลามตัด) หรือป้ายเบาทาง (ป้ายวงกลมสีเขียว) โดยหน้าตาของมันจะเหมือนกับป้ายที่ถูกบังคับใช้ตอนแรกเป๊ะ ๆ แล้วมีตัวอักษรเขียนกำกับไว้บนป้ายตัวเบ้อเริ่มว่า ‘ปกติ’

หน้าที่ของมันคือบอกสถานะว่าจุดลดความเร็วสิ้นสุดแล้ว และหลังจากที่ท้ายขบวนผ่านป้ายนี้ไปก็ใช้ความเร็วปกติตามพิกัดทางได้เลย

ป้ายหยุด

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

ป้ายบอกให้หยุด บังคับใช้เฉพาะขบวนรถที่ระบุในกรอบล่าง เช่น รถพิเศษโดยสาร รถจักรดีเซลตัวเปล่า รถยนต์ราง

ป้ายนี้นาน ๆ จะเจอที แต่ทางภูเขาจะเจอบ่อยมาก เป็นป้ายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสพื้นสีขาวมีคำว่า ‘หยุด’ หราอยู่บนนั้น หน้าที่ของมันคือสั่งให้รถไฟหยุด ใช่ ฉันสั่งให้เธอหยุด เธอต้องหยุด

แต่ก็มีเงื่อนไขย่อยลงไปอีก คือ

ขอบป้ายสีแดง เรียกว่าป้ายหยุดรถขอบแดง รถทุกขบวนต้องหยุดที่ป้ายนี้ เมื่อได้รับสัญญาณธงเขียวก็ให้เคลื่อนที่ต่อไปได้

ขอบป้ายสีดำ เรียกว่าป้ายหยุดรถขอบดำ ต่างกับขอบแดงคือจะมีป้ายเล็ก ๆ กำหนดไว้ว่าขบวนไหนที่ต้องหยุดที่ป้ายนี้บ้าง เช่น รถสินค้า รถจักรที่วิ่งมาคันเดียว ขบวนรถงาน หรือรถบำรุงทาง ด้วยเหตุผลคือเป็นทางลงเขาลาดชัน เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการเบรกไม่อยู่ ต้องให้รถที่มีน้ำหนักมากหยุดที่ป้ายนี้ก่อน เพื่อเซ็ตความเร็วให้เป็น 0 ก่อนจะเดินทางต่อหลังจากหยุดสนิทแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ป้ายทางลาดชัน

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
ป้ายบอกว่าด้านหน้ามีทางลาดชัน ทั้งเป็นทางขึ้นและทางลง

ป้ายรูปแปดเหลี่ยมสีขาว มีไอคอนรถจักรไอน้ำหน้าตาน่ารักเชิดขึ้น 45 องศา หรือหัวทิ่มลง 45 องศา เป็นป้ายแบบเดียวที่ใช้ Pictogram ในการสื่อความหมาย มีหน้าที่บอกว่าทางข้างหน้าหลังจากเลยป้ายนี้จะเป็นทางรถไฟที่เป็นทางลงหรือทางขึ้นที่มีความลาดชัน ซึ่งเราพบเห็นป้ายนี้ได้มากที่สุดคือสายเหนือ รองลงมาคือสายอีสาน และสายใต้ ตามลำดับ

อารมณ์เดียวกับรูปรถบรรทุกของป้ายจราจรทางถนนนั่นแหละ

ตัวเลขบนเสาโทรเลข

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
พิกัด กม.ที่ 513 (จากกรุงเทพ) เสาต้นที่ 16 ของ กม. นั้น

อันนี้ไม่เชิงว่าเป็นป้าย แต่มันคือตัวเลขที่อยู่บนเสาโทรเลขข้างทางรถไฟ ซึ่งตีตัวคู่ขนานไปตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง แม้ว่าในปัจจุบันจะเป็นการโยงสายสื่อสาร สายโทรศัพท์ สายไฟเบอร์ออปติกแล้ว เจ้าเสาโทรเลขก็ยังมีอีกหน้าที่หนึ่งที่สื่อสารกับคนขับรถไฟได้

ลองมองไปที่เสา คุณจะเห็นตัวเลขเรียงลงมา แล้วมีขีดคั่น และต่อด้วยตัวเลขอีกตัวหนึ่ง เช่น 123/5 123/6 123/7

เลขก่อนเส้นคั่น คือหลักกิโลเมตรจากสถานีกรุงเทพ ด้านหลังเส้นคั่นคือลำดับเสาโทรเลขที่อยู่ใน กม.นั้น เช่น 123/5 คือ กม.ที่ 123 เสาต้นที่ 5 ไล่ไปเรื่อย ๆ และสิ้นสุดที่เสาต้นที่ 16 แล้วจึงขึ้น กม. ใหม่พร้อมเลขลำดับที่ 1

ใน 1 กิโลเมตรบนทางราบมีเสาโทรเลข 16 ต้น ส่วนทางภูเขาก็จะมากขึ้นไปอีกตามแต่สภาพแวดล้อม อาจได้ถึง 20 – 30 ต้นเลยทีเดียว ทีนี้เจ้าตัวเลขนี้ช่วยเรายังไง มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับหลักกิโลเมตร แต่เป็นเวอร์ชันที่ละเอียดขึ้นมาหน่อย ใช้ประโยชน์ได้ในเวลาที่เกิดเหตุแล้วต้องแจ้งพิกัด

ป้ายหวีดรถจักร

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

เป็นป้ายที่เชื่อว่าหลายคนมีคำถามมาโดยตลอด และที่สำคัญคือเป็นป้ายที่เจอบ่อยที่สุดแล้วในบรรดาป้ายทั้งหมด แถมเดายากด้วยว่าหมายถึงอะไร เพราะเป็นป้ายรูปวงกลมสีขาว มีตัวอักษร ‘ว’ ประทับ

ว หมายถึงอะไร วัดหรือเปล่า หรือว่าให้ส่งเสียงออกมาว่า “ว้าววววว”

อันนั้นก็แฟนตาซีไป จริง ๆ แล้ว ว ตัวนี้ย่อมาจาก ‘หวีดรถจักร’ ซึ่งก็คือหวูดที่เราคุ้นเคยนั่นแหละ แต่ในภาษารถไฟจะใช้คำว่า หวีด ซึ่งมีที่มาจากเสียงที่แหลมสูงตั้งแต่สมัยรถจักรไอน้ำ แถมก็คล้องกับของต่างประเทศที่ใช้คำว่า Whistle โดยป้ายลักษณะนี้ในต่างประเทศก็จะใช้คำเต็มมั่ง หรือหากย่อก็จะเป็นตัวอักษร W

ป้ายหวีดรถจักรมีสปีชีส์ย่อยลงมาอีก และแต่ละแบบก็จะบอกใบ้ให้เราทราบแตกต่างกันไป เริ่มจาก

‘ป้ายหวีดรถจักรทั่วไป’ หน้าตาก็เบสิกเลยคือเป็นป้ายวงกลมสีขาว ตัวอักษร ว เต็มวงกลมนั้น หมายถึงเป็นการเตือนทั่วไป เมื่อคนขับขับมาถึงตรงนี้และเห็นป้าย ก็เปิดหวีดรถจักร ปู๊น ๆ เข้าไปเป็นเสร็จพิธี

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

‘ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟ ไม่มีเครื่องกั้นถนน’ อันนี้คล้ายเมื่อกี้ ต่างกันแค่มีเส้นใต้ตัวอักษร ว พาดยาวจนเหมือน ว แหวน ขีดเส้นใต้ หมายถึงด้านหน้ามีถนนตัดผ่าน และตรงนั้นไม่มีเครื่องกั้นหรืออุปกรณ์กั้นถนนใด ๆ ให้เพิ่มความระมัดระวังเข้าไป

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

‘ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟมีเครื่องกั้นถนน แต่ไม่มีสัญญาณผ่านเสมอระดับทาง’ โอ้โหชื่อยาวมาก แต่จำง่าย ๆ ว่า ข้างหน้ามีถนน มีที่กั้นด้วยนะ แต่ไม่มีสัญญาณบอกให้ผ่าน คืออาจจะเป็นถนนที่ตัดผ่านและกั้นด้วยคน ต้องอาศัยดูสัญญาณธงหรือสัญญาณไฟจากคนกั้นถนนเอง อันนี้มีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เดี๋ยวนี้เจอได้น้อยแล้ว

หน้าตาของมันคือป้ายวงกลม ว แหวน เหมือนทุกป้าย พร้อมออปชันเสริมด้านล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าพร้อมกากบาทเต็มใบ

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟมีเครื่องกั้นถนน และมีสัญญาณผ่านเสมอระดับทาง’ อันนี้เจอบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นที่กั้นมีคนกั้นหรือที่กั้นอัตโนมัติ ถ้าตัวกั้นนั้นเป็นระบบไฟฟ้าจะเชื่อมกับสัญญาณบอกรถไฟว่า ถนนกั้นเรียบร้อยแล้ว เป็นสัญญาณไฟสีขาวจำนวน 5 ดวง ซึ่งเจ้าป้ายนี้ก็จะมีรูปวงกลม 5 วง บอกไว้ว่าข้างหน้ามีเจ้าสัญญาณหน้าตาแบบนี้เลย ให้สังเกตไว้ ถ้ามันไม่ติด ไม่สว่าง ไม่กะพริบ จงชะลอและหยุดรถบัดเดี๋ยวนี้ เพราะที่กั้นยังไม่ลง

ถ้าหากเครื่องกั้นทำงานเรียบร้อย เจ้าไฟ 5 ดวงนั้นก็จะกะพริบวาบ ๆ เป็นกระสือให้รถไฟรู้ว่า ถนนกั้นแล้ว ผ่านเลยลูกพี่

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

สุดท้าย ‘ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟมีเครื่องกั้น ถนนสัมพันธ์กับสัญญาณประจำที่ไม่มีสัญญาณผ่านถนนเสมอระดับทาง’ ยกให้อันนี้ชื่อยาวสุด มันมีรูปสัญญาณไฟจราจรเพิ่มเข้ามา ซึ่งหมายความว่า เจ้าถนนข้างหน้าน่ะมันมีเครื่องกั้นนะ แต่เจ้าเครื่องกั้นนี้มันสัมพันธ์กับสัญญาณไฟ ถ้าหากไฟไม่เขียวก็ห้ามวิ่งต่อล่ะ แต่ถ้าไฟเขียวเมื่อไหร่ก็คือผ่านได้เลย เครื่องกั้นทำงานเรียบร้อยแล้ว

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

รถไฟก็เช่นเดียวกันกับรถยนต์ที่ต้องขับตามป้ายจราจรกำหนด ซึ่งแม้ว่าป้ายรถไฟนั้นจะดูเป็นป้ายเฉพาะความหมายจริง ๆ เราก็สนุกไปกับการนั่งรถไฟและดูป้ายคำสั่งนั้นได้ และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรถไฟหรือรถยนต์ การขับขี่ตามป้ายจราจรและป้ายสัญญาณคือสิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load