ใครที่ขับรถผ่านทางด่วนผ่านมาแถวย่านหมอชิต จตุจักร หรือนั่งรถไฟผ่านสถานีบางซื่อก็คงเห็นโครงสร้างอาคารขนาดมหึมาที่กำลังก่อสร้างกันไม่หยุดหย่อนมาหลายปี มันใหญ่มากเสียจนดึงดูดสายตาทุกครั้งเวลานั่งรถผ่าน และแน่นอนว่าหลายคนคงมีคำถามในหัวว่าเจ้าโครงสร้างยักษ์นี่มันคืออะไรกัน

สถานีกลางบางซื่อ

บอกไปจะเชื่อไหมว่ามันคือสถานีรถไฟ และจะเป็นสถานีรถไฟที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยด้วย

มันมีชื่อว่า ‘สถานีกลางบางซื่อ’ ว่าที่สถานีรถไฟศูนย์กลางของระบบรถไฟทางไกลที่จะมาแทนที่สถานีรถไฟกรุงเทพหรือหัวลำโพงที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก 

นี่ไม่ใช่เรื่องสมมติแต่อย่างใด แต่มันคือเรื่องจริงที่เรากำลังจะได้ใช้งานอะไรใหม่ๆ จากรถไฟไทยกันแล้ว

สถานีกลางบางซื่อ

รถไฟฟ้าสายสีแดง

หากพิจารณาแผนที่รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ แล้วคงต้องหิวลูกกวาดแน่ๆ เพราะมันมีสารพัดสี ทั้งม่วง น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง ชมพู ทอง 

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเป็นหนึ่งในรถไฟฟ้าสารพัดสีของกรุงเทพฯ แตกต่างจากรถไฟสายอื่นคือมันไม่ใช่รถไฟในเมือง (Metro) แต่มันเป็นรถไฟชานเมือง (Commuter)

แผนแม่บทเส้นทางรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ซึ่งสายสีแดงเป็นระบบรถไฟชานเมืองต่างจากระบบอื่นๆ ที่เป็นรถไฟ Metro

รถไฟในเมืองคือรถไฟที่วางตัวอยู่ในเมือง มีเสกลเล็กที่สุด สถานีใกล้กัน รถไฟรอบถี่ ประตูเปิดทีก็มีแต่คนเข้าออกมหาศาล ส่วนรถไฟชานเมืองวางตัวออกจากในเมืองไปสู่รอบนอกของเมืองใหญ่ มีเสกลอัพขึ้นไปหน่อย ระยะทางไกลกว่า สถานีห่างกว่า รถไฟวิ่งเร็วกว่า แต่รอบน้อยกว่า ที่ผ่านมา เราคุ้นเคยกับรถไฟฟ้าเช่น BTS และ MRT ซึ่งเป็นรถไฟในเมือง ส่วน Airport Rail Link คือรถไฟฟ้าชานเมืองระบบแรกในประเทศไทย จากที่เคยมีแค่รถไฟชานเมืองของ รฟท. ซึ่งเป็นรถไฟธรรมดาวิ่งไปจังหวัดในรัศมีไม่เกิน 200 กม. โดยมีรถไฟในเมืองรับหน้าที่เป็นตัวป้อน (Feeder) คนเข้าสู่เมืองชั้นในอีกที

รถไฟฟ้าสายสีแดงก็เลยเป็นรถไฟฟ้าชานเมืองระบบที่ 2 แบ่งออกเป็น 2 สาย มี 2 สี

แผนที่โครงข่ายรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงแบบเต็มโครงการ

สายสีแดงเข้ม วางตัวแนวเหนือ-ใต้ มีศูนย์กลางอยู่ที่สถานีกลางบางซื่อ ทางทิศเหนือวิ่งไปตามแนวรถไฟสายเหนือ ผ่านดอนเมืองไปสุดสายที่รังสิต และมีแผนต่อขยายไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยุธยา และแตะขอบสระที่บ้านภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ส่วนด้านทิศใต้ พุ่งออกจากสถานีกลางบางซื่อ ผ่านสามเสน ยมราช ปลายทางที่สถานีรถไฟกรุงเทพซึ่งอนาคตจะเปลี่ยนชื่อเป็นหัวลำโพงตามภาษาปากสักที และมีส่วนต่อขยายข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปโผล่คลองสาน วงเวียนใหญ่ มหาชัย ไปสุดสายที่ปากท่อ ตามแนวทางรถไฟสายแม่กลองเป๊ะๆ

สายสีแดงอ่อน วางตัวแนวตะวันตก-ตะวันออก มีศูนย์กลางที่สถานีกลางบางซื่อเหมือนกัน ฝั่งตะวันตกนั้นวิ่งขนานไปกับทางรถไฟสายใต้ผ่านบางซ่อน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางกรวย ไปสุดที่ตลิ่งชันและมีแผนต่อขยายไปศาลายา นครปฐม นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีเส้นแยกเข้าซอยจากตลิ่งชันไปโรงพยาบาลศิริราช

ส่วนแนวตะวันออกก็วิ่งคู่กับสายสีแดงเข้มผ่านสามเสน ผ่านสถานีรถไฟจิตรลดา ซึ่งเป็นอุโมงค์ 2 ชั้น ไปออกมักกะสัน สุดที่หัวหมาก และมีแผนต่อขยายไปลาดกระบัง สุดสายที่ฉะเชิงเทรา

ซึ่งทั้งสองเส้นนั้นมีสถานีกลางบางซื่อเป็นเซ็นเตอร์

ส่วนรถไฟที่จะวิ่งในสายนี้ เป็นรถไฟฟ้าที่ผลิตจาก Hitachi ประเทศญี่ปุ่น รับพลังงานไฟฟ้าจากสายส่งเหนือหัว มีความยาวแบบ 4 ตู้ และ 6 ตู้ ใช้ความเร็วในการบริการที่ 120 กม. / ชม. ใช้ระบบอาณัติสัญญาณยุโรป ETCS Level 1 เพื่อให้สอดคล้องกับรถไฟทางไกล

ลองพิจารณาจากแผนที่และรูปแบบการเดินรถจะเห็นได้ว่านี่มันแนวเดียวกับเส้นทางรถไฟปกติชัดๆ นั่นก็แปลว่ารถไฟฟ้าสายสีแดงนั้นก็คือการอัพเกรดรถไฟปู๊นๆ ในระยะชานเมืองให้เป็นรถไฟฟ้านั่นเอง ซึ่งมันคล่องตัวกว่า ไวกว่า สบายกว่ารถไฟชานเมืองแบบเดิมที่มีแต่รถพัดลมและรอบน้อย ถึงแม้ว่าระยะแรกทางเหนือจะไปสุดแค่รังสิต และทางตะวันตกจะสุดแค่ตลิ่งชัน (ส่วนทางใต้และตะวันออกยังไม่ได้สร้าง) ก็น่าจะช่วยบรรเทาความช้ำชอกที่ต้องติดอยู่บนถนนทุกเช้าทุกเย็นได้พอควรเลยล่ะ

แล้วสายสีแดงนี่มีแต่รถไฟฟ้าแค่นั้นหรือ?

ยกรถไฟไทยไปไว้ข้างบน

ในส่วนของรถไฟธรรมดา (aka รถไฟปู๊นๆ) เองนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเหมือนกัน จากที่เคยวิ่งปุเลงๆ อยู่ข้างล่าง ผ่านถนนตรงไหนก็ต้องชะลอเพราะไม้กั้นยังไม่ลง แถมวันดีคืนดีต้องหยุดรอรถยนต์นานแสนนานจนสงสัยว่าประเทศไทยนั้นเป็นชาติเดียวหรือไม่ที่รถไฟจอดรอรถยนต์ ซึ่งเจ้าสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้รถไฟไทยเสียเวลาโดยไม่มีเหตุอันควรเลยในเขตกรุงเทพมหานคร 

นี่คือปัญหาที่ทั้งการรถไฟและคนนั่งรถไฟต้องพบเจอ 

วิธีการแก้ปัญหานั้นง่ายนิดเดียว ก็เอารถไฟที่มันต้องเจอกับรถยนต์หนีออกจากกันซะเลย ทำทางรถไฟให้เป็นทางเอกเทศไม่ต้องวิ่งปะปนกับใคร ให้เห็นหน้ากันแค่รถไฟอย่างเดียวแค่นี้ก็จบแล้ว ทางออกของเรื่องนี้ก็คือเอารถไฟธรรมดาไปวิ่งร่วมกับรถไฟฟ้าสายสีแดงซะก็หมดเรื่อง 

โครงสร้างทางสายสีแดงช่วงจตุจักร-ดอนเมือง เป็นทางยกระดับวิ่งร่วมกันระหว่างรถไฟฟ้าและรถไฟทางไกล

รถไฟฟ้า รถไฟดีเซล รถไฟจักรไอน้ำ สามารถวิ่งร่วมกันได้ตราบใดที่ขนาดทางเท่ากันและติดตั้งระบบควบคุมการเดินรถเพื่อให้สามารถจัดการจราจรได้ แบบนี้ในต่างประเทศก็มีให้เห็นอยู่อย่างเช่นที่ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมนี 

โครงสร้างทางรถไฟสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต จึงเป็นทางยกระดับที่ออกแบบให้วางทางรถไฟไปได้ถึง 4 ทาง ซึ่งแบ่งกันคนละครึ่งระหว่างรถไฟฟ้า 2 ทาง และรถไฟทางไกล 2 ทาง โดยจัดให้รถไฟฟ้าวิ่งทางที่ 1 และ 4 จอดทุกสถานี ส่วนรถไฟทางไกลซึ่งจอดน้อยกว่าให้วิ่งทางที่ 2 และ 3 และจอดแค่บางสถานีเท่านั้น

แน่นอนว่าเมื่อเป็นทางรถไฟยกระดับก็ไม่ต้องเจอกับถนนแล้ว รถไฟจะวิ่งได้คล่องตัวมากขึ้น ลดเวลาในการเดินทางได้พอสมควร ส่วนสายสีแดงอ่อนนั้นรถไฟฟ้ากับรถไฟธรรมดาจะใช้ทางวิ่งร่วมกันเลย นั่นเป็นเพราะสายใต้มีขบวนรถไฟทางไกลไม่ได้มากนักไม่ได้กระทบมากเหมือนสายเหนือและอีสานที่มีรถค่อนข้างถี่กว่า

ส่วนช่วงในเมืองนั้นทางรถไฟจะลดระดับลงให้ต่ำกว่าพื้นดินเหมือนรถไฟใต้ดินแต่โครงสร้างไม่ได้เป็นอุโมงค์ มีแบริเออร์ มีรั้วกั้น ซึ่งโครงสร้างนี้เรียกว่า ‘คลองแห้ง’ โดยรถไฟโดยสารจะใช้คลองแห้งเป็นทางวิ่ง ส่วนรถไฟสินค้าจะใช้ทางรถไฟเดิมซึ่งตัดผ่านกับถนนตามปกติ แต่จะไม่สร้างผลกระทบต่อการจราจรเพราะมันมี Traffic น้อยและส่วนใหญ่วิ่งเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น

โครงสร้างทางช่วงเข้าในเมือง ทางรถไฟโดยสารจะลดระดับลงคลองแห้ง บางส่วนเป็นอุโมงค์ซ้อน ส่วนทางรถไฟเดิมใช้เฉพาะรถสินค้า

สถานีกลางบางซื่อ

สถานีกลางบางซื่อ

สถานีกลางบางซื่อถูกกำหนดให้เป็นสถานีรถไฟต้นทางของรถไฟทางไกล รถไฟฟ้าความเร็วสูง และเป็นสถานีศูนย์กลางของรถไฟฟ้าสายสีแดงซึ่งทั้งสีแดงเข้มและสีแดงอ่อนก็จะมีบรรจบกันที่สถานีนี้ ซึ่งอัพเกรดมาจากสถานีรถไฟชุมทางบางซื่อ ซึ่งแต่เดิมเป็นสถานีรถไฟระหว่างทางที่มีความสำคัญไม่แพ้สถานีกรุงเทพ

สถานีนี้มี 4 ชั้น แต่ละชั้นมีพื้นที่ใช้งานต่างกัน

สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ

ตั้งแต่ย่อหน้านี้เป็นต้นไป เราอยากให้ทุกคนใช้จินตนาการตามเรา

ตอนนี้เราขับรถเข้ามาที่สถานีกลางบางซื่อ ข้างหน้าคือสถานีรถไฟที่ประดับด้วยกระจกขนาดใหญ่ ใต้หลังคาโค้งนั้นมีนาฬิกาเรือนใหญ่ประดับอยู่ลอกแบบมาจากสถานีกรุงเทพเป๊ะๆ ถ้าใครขับรถมาเขาคงกำลังลงไปจอดชั้นใต้ดินที่เป็นลานจอดรถขนาดใหญ่ 

สถานีกลางบางซื่อ
โถงทางเข้าหลักสถานีกลางบางซื่อ มีหลังคาทรงโค้งเลียนแบบสถานีกรุงเทพที่เป็นสัญลักษณ์ของรถไฟไทย

เมื่อเข้ามาในชั้น 1 ที่เป็นชั้นระดับพื้น จะพบกับโถงสถานีที่ใหญ่และกว้างขวาง มันมีเคาน์เตอร์ขายตั๋วของรถไฟไปต่างจังหวัด มีเครื่องขายตั๋วของรถไฟฟ้าสายสีแดง มีที่นั่งคอย มีทางเชื่อมกับรถไฟใต้ดิน มีร้านค้าหลากหลายที่ชั้นลอยให้ซื้อของก่อนเดินทาง 

สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ
โถงทางเข้าสถานี

“โปรดทราบ ผู้โดยสารของขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถีปลายทางสถานีเชียงใหม่ โปรดรอการโดยสารชานชาลาที่ 9 ค่ะ” 

สิ้นเสียงประกาศเรียก ผู้โดยสารค่อยๆ ทยอยกันไปที่บันไดเลื่อน มันค่อยๆ พาทุกคนขึ้นไปชานชาลาที่อยู่ชั้น 2 มันเป็นชั้นชานชาลารถไฟทางไกลและรถไฟฟ้าสายสีแดง บนชั้นนี้มี 12 ชานชาลา มันถูกแบ่งเป็นชานชาลารถไฟทางไกล 8 ชานชาลา รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม 2 ชานชาลา และรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน 2 ชานชาลา 

รถไฟที่คุ้นตาจอดเต็มไปหมด บันไดเลื่อนแต่ละตัวพาผู้โดยสารมาขึ้นรถไฟในแต่ละชานชาลา แต่ละคนเดินเข้าไปบนรถอย่างง่ายดายเพราะชานชาลาเสมอระดับพื้นรถโดยสาร ไม่ต้องปีนขึ้นปีนลงบันไดอย่างสถานีรถไฟแบบเก่าแล้ว 

สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ

บันไดเลื่อนพามาชั้นบนสุดที่มีความโอ่โถงสุดๆ หลังคาโครงเหล็กสูงสุดสายตา มันโปร่ง โล่งและสว่างกว่าชั้น 2 มาก บนนี้มีรถไฟความเร็วสูงหน้าตาโฉบเฉี่ยวจอดอยู่เต็มเลย มันคือชั้นของชานชาลารถไฟความเร็วสูงสายเหนือ สายอีสาน สายใต้ สายตะวันออก รวมแล้วตั้ง 12 ชานชาลา

สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ
ชั้น 3 ชานชาลารถไฟความเร็วสูง

มาพูดถึงนอกสถานีกันบ้าง หากนั่งอยู่บนรถไฟที่ค่อยๆ เคลื่อนออกจากชานชาลา เมื่อมันพ้นตัวอาคารสถานีแล้วภาพที่เห็นคือทางรถไฟที่ยั้วเยี้ยตัดไขว้ไปมาทั้งด้านข้างและด้านบน เราทึ่งคนออกแบบมากที่วาดเส้นทางรถไฟให้สลับไปสลับมาและแยกออกไปตามสายต่างๆ ของตัวเอง 

สถานีกลางบางซื่อ
ทางวิ่งออกจากสถานีกลางบางซื่อไปทางทิศเหนือ
ด้านบนของภาพคือทางสายใต้ที่วิ่งแยกตัวออกไป ส่วนด้านล่างคือสายเหนือและอีสานที่วิ่งร่วมกับรถไฟสายสีแดง เมื่อสร้างเสร็จจุดแยกต่างระดับนี้จะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญที่ใครต่อใครก็ละสายตาไปไม่ได้แน่ๆ
สถานีกลางบางซื่อ
ทางวิ่งสถานีกลางบางซื่อออกไปทางทิศใต้

ทางรถไฟสายใต้ค่อยๆ แยกตัวออกไปทางซ้ายและค่อยๆ ห่างออกไป จุดแยกต่างระดับนี้มีความสูงลดหลั่นกันไปเหมือนทางต่างระดับบนทางด่วน แต่เปลี่ยนจากถนนเป็นทางรถไฟ ซึ่งเราเชื่อว่าเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจุดต่างระดับนี้จะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ผู้โดยสารรถไฟคงละสายตาไปไม่ได้เลย

สิ่งที่ทุกคนจินตนาการตามเราไปเมื่อกี้นี้มันกำลังจะเห็นเป็นภาพจริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นี่คงเป็นสิ่งที่คนไทยอยากเห็นจากรถไฟไทยมานานนับตั้งแต่เกิดมาแล้วเห็นแต่ภาพสถานีรถไฟแบบเดิมๆ ไม่ใช่แค่สถานีกลางบางซื่อแต่รวมถึงรถไฟทางคู่สายต่างๆ ที่กำลังก่อสร้าง ทั้งเป็นชานชาลาสูง สถานีที่ออกแบบมาให้เป็นระบบปิด ทางรถไฟระบบปิดที่มีรั้วกั้นตลอดสองข้างทาง รวมถึงการรองรับการติดตั้งระบบไฟฟ้าสำหรับจ่ายไฟให้รถไฟที่เคยรองรับแค่ระบบดีเซลมาเกือบจะทั้งชีวิต นี่คือสิ่งที่จะสนับสนุนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของประเทศไทยให้เติบโตขึ้นหลังจากที่ชะงักงันและเดินอย่างเชื่องช้ามาหลายทศวรรษ 

อนาคตใหม่ของรถไฟไทยกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว มานับถอยหลังเพื่อเข้าสู่ยุคสถานีกลางบางซื่อกันเถอะ

สถานีกลางบางซื่อ

อีกนิดอีกหน่อย

  1. ในช่วงแรกนั้นรถไฟทางไกลจะยังไม่ย้ายไปที่สถานีกลางบางซื่อทั้งหมด จะขึ้นรถไฟอาจจะต้องดูตั๋วดีๆ ว่ารถไฟขบวนที่เราขึ้นนั้นออกที่สถานีไหน ระหว่างสถานีกรุงเทพและสถานีกลางบางซื่อ ไม่งั้นขึ้นผิดไม่รู้ด้วยนะ
  2. สถานีกรุงเทพหรือที่คุ้นเคยกันว่าหัวลำโพงก็ไม่ได้หายไปไหน แต่จะลดบทบาทลงเป็นสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มส่วนทิศใต้ (บางซื่อ-หัวลำโพง) และมีหน้าที่ที่ 2 คือการเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟไทยอย่างเต็มภาคภูมิ
  3. นอกจากการสร้างสถานีรถไฟแล้ว พื้นที่รอบๆ สถานีกลางบางซื่อก็จะถูกพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงแรม ศูนย์การค้า บ้านพัก คอนโดมิเนียม และอื่นๆ อีกมากมายเป็นเหมือนมหานครย่อมๆ จัดจ้านในย่านบางซื่อ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

รับน้องขึ้นดอยที่ว่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมรับน้องของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แต่อย่างใด

น้องที่ว่านี้เป็นเฟรชชี่ที่ไม่ใช่คน และแน่นอนอยู่แล้วว่าถ้าเราเล่าเรื่องนี้น้องใหม่ที่ว่าก็คือรถไฟ

เรื่องมีอยู่ว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติกันจะเป็นระเบียบแล้ว หากมีการสร้างหรือผลิตรถไฟขึ้นมาใหม่ จะต้องเอารถไฟน้องใหม่ไปทดสอบสมรรถนะในเส้นทางรถไฟสายเหนือ ถ้าทดสอบสมรรถนะแล้วไม่ผ่าน ก็ถือว่าน้องใหม่ไม่ได้ไปต่อ ต้องไปปรับปรุงตัวใหม่ให้ผ่านด่านทดสอบไปให้ได้

ทำความรู้จักหัวรถจักรรุ่นใหม่เอี่ยมของรถไฟไทย QSY หรือ คิวซี่ อุลตร้าแมน แพนด้าแดง

แล้วทำไมต้องเป็นสายเหนือ

เพราะเส้นทางรถไฟสายเหนือของไทยถือได้ว่าเป็นด่านความโหดที่สุด ทรหดกว่าทุก ๆ สาย ด้วยทางโค้งรัศมีแคบที่มีกันอย่าง Non stop หลายจุด บวกกับความลาดชันของทางรถไฟที่มากที่สุดในประเทศ แถมด้วยสถานีที่ตั้งอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง 500 กว่าเมตร และไม่ว่ายังไงแล้วทางรถไฟสายเหนือคือด่านทดสอบของน้องใหม่ที่เข้ามาประจำการในประเทศ

การออกแบบต้องคำนึงถึงการใช้งานในระดับสูงสุด และดอยขุนตาลก็ดูเหมือนว่าจะเป็นขอบเขตที่สุดที่ใช้ในการออกแบบเพื่อได้มาซึ่งรถไฟที่มีคุณภาพการใช้งานที่ดี สเปกรถทุกอย่างจะมีค่าสูงสุดที่กำหนดไว้เพื่อใช้ในการผลิตเสมอ รวมถึงการทดสอบหลังจากผลิตแล้ว ทางรถไฟสายเหนือกับดอยขุนตาลคือด่านสำหรับการทดสอบสมรรถนะ และการนำขบวนรถไฟเข้ามาทดสอบในเส้นทางนี้ก็ถูกเรียกชื่อกันลำลองว่า ‘รับน้องขึ้นดอย’

ทำความรู้จักหัวรถจักรรุ่นใหม่เอี่ยมของรถไฟไทย QSY หรือ คิวซี่ อุลตร้าแมน แพนด้าแดง
ทำความรู้จักหัวรถจักรรุ่นใหม่เอี่ยมของรถไฟไทย QSY หรือ คิวซี่ อุลตร้าแมน แพนด้าแดง
ฝูงรถจักร QSY 20 หัวแรก เก็บไว้ที่สถานีชุมทางศรีราชา

พ.ศ. 2565 รถจักรน้องใหม่ชื่อว่า ‘QSY’ จะมาประจำการที่ประเทศไทย หลังจากรุ่นพี่ที่ชื่อว่า CSR Qishuyan ที่เป็นพี่ใหญ่ลากรถสินค้าเดินทางนำหน้ามาก่อน 7 ปี ถ้าเรียกให้ถูกคือ ‘คิว เอส วาย’ ถ้าเรียกเอาง่ายก็ ‘คิวซี่’ แต่ก็มีชื่ออื่นถูกเรียกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ‘อุลตร้าแมน’ เพราะสีสันเหมือนอุลตร้าแมน หรือแม้กระทั่งบางคนก็เรียก ‘แพนด้าแดง’ เพราะเป็นรถจักรที่สั่งผลิตจากบริษัทของจีนและมีสีแดง อะ ก็จินตนาการและว่ากันไป ใครใคร่เรียกแบบไหนตามสะดวก

รถจักร QSY มีสมาชิก 50 หัว

20 หัวแรกข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงไทยแล้ว และจะเข้าคลาสทดสอบพร้อมรับน้องขึ้นดอย ก่อนที่ทีมถัดไปอีก 30 หัวจะเดินทางตามมา

รถจักร QSY มีหน้าตาที่แตกต่างจากรถจักรรุ่นอื่น ๆ ที่วิ่งกันขวักไขว่ หน้าตาของมันมีส่วนโค้งมนไม่เหลี่ยมเหมือนรุ่นพี่ ๆ เรือนร่างที่ใหญ่โตกำยำ หน้าตาที่จะดุดันก็ไม่ใช่ บ้องแบ๊วก็ไม่เชิง แถมเป็นรถจักรรุ่นแรกในช่วงหลัง พ.ศ. 2530 เลยก็ว่าได้ที่หน้ารถไม่ได้เป็นสีเหลือง รถก่อนหน้านั้นเกือบทั้งหมดของไทยถูกเพนต์หน้ารถเป็นสีเหลืองเป็นหลัก ด้วยเหตุผลว่าสีเหลืองมองเห็นได้จากระยะไกลในทุกสภาพสายตา ทั้งตาปกติ ตาบอดสี และตาฝ้าฟาง ตัวบอดี้ของเจ้าน้องใหม่ยืนหลักที่สีเงินและมีแถบสีแดงสดพาดทั้งหน้าและข้าง พร้อมตัวอักษร SRT ขนาดจัมโบ้ ย่อมาจาก State Railway of Thailand (การรถไฟแห่งประเทศไทย) เป็นการบอกว่า ‘ฉันเป็นรถจักรของการรถไฟนะ’

ทำความรู้จักหัวรถจักรรุ่นใหม่เอี่ยมของรถไฟไทย QSY หรือ คิวซี่ อุลตร้าแมน แพนด้าแดง

อีกหนึ่งความพิเศษที่เจ้าน้องใหม่นี้มี คือการติดตั้งระบบการควบคุมรถไฟแบบยุโรป (European Train Control System Level 1: ETCS lv.1) มากับรถเลย ซึ่งรุ่นอื่น ๆ ไม่มี ต้องติดตั้งเพิ่ม ความพิเศษของระบบ ETCS lv.1 คือช่วยให้การเดินรถไฟมีความปลอดภัยมากขึ้น ควบคุมและหยุดขบวนรถได้หากสูญเสียการควบคุม วิ่งความเร็วเกินที่ Speed Target กำหนด หรือแม้แต่การฝ่าสัญญาณไฟ ซึ่งวิ่งร่วมทางกับรถไฟฟ้าสายสีแดงได้ เพราะเขาคุยกันรู้เรื่องด้วยภาษา ETCS lv.1 เหมือนกัน

สำหรับพละกำลังของน้อง QSY ก็ไม่เบา ด้วยพลังขนาด 3,218 แรงม้า มากกว่ารถจักรรุ่นพี่ที่ลากรถโดยสารอยู่เป็นนิจอย่างฮิตาชิที่และยีอีเอมีกำลัง 2,500 แรงม้า แต่ก็ยังเป็นรอง CSR Qishuyan ที่มีพลัง 3,800 แรงม้า รวมถึงความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มากกว่ารถจักรอื่น ๆ ที่สปีดสุด ๆ แค่ 100

ด้วยพละกำลังมหาศาลขนาดนี้ จึงเป็นขุมพลังสำคัญที่จะใช้ลากขบวนรถไฟได้ยาวขึ้น ลดการใช้หัวรถจักร 2 คันลากขึ้นเขาได้ หรือแม้แต่อัตราการขัดข้องระหว่างทางก็ที่ต่ำกว่ารถจักรที่ใช้งานมาก่อนหน้า

แต่น้องใหม่จะออกทำงานไม่ได้จนกว่าจะผ่านบททดสอบ และการขึ้นดอยคือหนึ่งในบททดสอบนั้น

ทำความรู้จักหัวรถจักรรุ่นใหม่เอี่ยมของรถไฟไทย QSY หรือ คิวซี่ อุลตร้าแมน แพนด้าแดง
สองพี่น้อง CSR (ซ้าย) และ QSY (ขวา) มีต้นแบบเดียวกันแต่ต่างกันที่รายละเอียด โดยรถจักร CSR ใช้เฉพาะรถสินค้า มีแรงม้าและน้ำหนักกดเพลาที่มากกว่า

ก่อนวันรับน้อง

ตั้งแต่น้อง QSY เดินทางถึงไทย (เราจะเรียกรถไฟว่าน้อง แม้ว่าจะแก่แค่ไหนตาม) น้องพักผ่อนอยู่ที่สถานีชุมทางศรีราชา เพื่อทดสอบสมรรถนะตั้งแต่ระดับเล็กน้อย ไปจนถึงระดับการวิ่งด้วยหัวเดียวด้วยความเร็วสูงสุด การทดสอบลากตู้โดยสารจำนวนสูงสุด 26 ตู้ ซึ่งการทดสอบบนทางราบนั้นผ่านฉลุยอย่างไม่มีข้อสงสัย ด่านต่อไปคือการรับน้องขึ้นดอยขุนตาล และทดสอบการลากจูงในเส้นทางที่เต็มไปด้วยภูเขาอย่างสายเหนือ

การทดสอบแบ่งออกเป็น 2 เงื่อนไข

เงื่อนไขแรกคือการทดสอบวิ่งหัวเดียวที่ภาษารถไฟเรียกว่า ‘ตัวเปล่า’ ขึ้นทางลาดชัน รวมถึงการทดสอบหยุดระหว่างทางบนทางลาดชัน เงื่อนไขที่สองคือการลากตู้รถพ่วงในหน่วยลากจูงที่เต็มพิกัดแบบเต็มเมตรเต็มหน่วยด้วยหัวเดียว ซึ่งโดยปกติแล้วขบวนรถไฟที่ปุเลง ๆ ขึ้นดอยขุนตาลจะต้องบวกหัวรถจักรเพิ่มมาอีกหนึ่งเสมอสำหรับรถที่มีหน่วยลากจูงสูง (ตู้ยาว น้ำหนักเยอะ) ด้วยค่าความลาดชันของดอยนี้ที่มีค่าสูงสุดอยู่ที่ 26 เปอร์มิล (ระยะทาง 1 กิโลเมตร ยกสูงขึ้น 26 เมตร) ถือว่าลาดชันมากเกินกว่าหัวเดียวจะลากรถหนัก ๆ ขึ้นได้ แม้แต่ด่วนพิเศษอุตราวิถีที่วิ่งอยู่ประจำก็ต้องต่อหัวอีก 1 หัวลากขึ้นดอยเหมือนกันเพื่อแรงส่งที่ดี ไม่ติดทางลาดชันหรือภาษาบ้าน ๆ ที่เรียกว่าติดเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหน้าฝนที่ติดเขากันเป็นว่าเล่น

ก่อนวันรับน้อง เจ้า QSY สองหน่อหมายเลขรถ 5207 จับมือกับ 5217 ลากตู้โดยสารสำหรับการทดสอบความยาว 17 คันเดินทางจากกรุงเทพฯ​ ไปนครลำปาง เพื่อทดสอบการลากขบวนรถจริง ๆ ผ่านเส้นทางสายเหนือไปลำปาง จากนั้นก็จะแยกออกเป็น 2 ทีม 

ทีมแรกคือขบวนเต็มลากด้วยรถจักรหมายเลข 5217 เดินทางจากนครลำปาง-ขุนตาน-ทาชมภู สำหรับทีมที่ 2 เป็นรถจักรหมายเลข 5207 ทดสอบแบบบินเดี่ยวบนทางลาดชันในเส้นทางเดียวกัน ก่อนจะผลัดให้รถจักรหมายเลข 5207 ลากทั้งขบวนทดสอบในเส้นทางเดิมมุ่งหน้ากลับไปลำปาง แล้วให้รถจักรหมายเลข 5217 ทดสอบตัวเปล่าตามกลับไป เหมือนผลัดกันทำข้อสอบชุดเดียวกันคนละรอบ เมื่อทั้ง 2 ทีมถึงลำปางแล้ว ก็จะวิ่งเป็นขบวนเต็ม ๆ ไปนอนค้างที่เชียงใหม่

ญาติสนิทมิตรสหายคนรักรถไฟเดินทางมาพร้อมกันที่สถานีกรุงเทพโดยนัดหมายบ้างไม่นัดหมายบ้าง ทุกคนพกกล้องกันมาด้วยเพราะอยากเห็นน้อง QSY ตัวเป็น ๆ เจ้าน้องเลยเหมือนเป็นดาราหน้าปกหนังสือมีคนรายล้อมพร้อมถ่ายรูปก่อนที่แสงตะวันยามเย็นจะหมดลง

พอค่ำขบวนพิเศษทดลองก็ออกจากสถานีกรุงเทพ ด้วยความที่เราเองก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของการรับน้องขึ้นดอยด้วย เลยจับรถไฟไปขุนตานขบวนที่ออกตามหลัง ด้วยความที่อยากเห็นน้องแบบชัด ๆ เลยนั่งรถไฟสายสีแดงไปดักรอดูที่สถานีรังสิต เพราะคิดว่าคนน่าจะไม่เยอะ

ทำความรู้จักหัวรถจักรรุ่นใหม่เอี่ยมของรถไฟไทย QSY หรือ คิวซี่ อุลตร้าแมน แพนด้าแดง

ผลคือผิดคาด มีชาว Railfan (แฟนรถไฟ) ตั้งกล้องรออยู่เพียบ สถานีรังสิตก็คับคั่งไปด้วยคนที่มารอดูเจ้าน้องใหม่ ไม่นานนัก ไฟหน้าสีขาวสว่างจ้าก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากฝั่งดอนเมือง เจ้า QSY ค่อย ๆ วิ่งเข้ามาเทียบชานชาลาสถานีรังสิต

เหล่า Railfan ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เสียงเครื่องเงียบมาก”

ใช่ มันเงียบจริง ๆ ไม่แผดคำรามจนหนวกหูเหมือนรถจักรรุ่นพี่ มีเสียงคำรามต่ำ ๆ ดังหึ่ง ๆ ผสมกับเสียงวี้ ๆ ของพัดลมระบายอากาศขนาดยักษ์เท่านั้น เอาจริง ๆ เสียงเครื่องแอร์ของรถนอนรุ่นเก่า หรือเสียงล้อบดรางยังดังกว่าเลย วิศวกรของรถไฟเคยเล่าให้ฟังว่า ที่ออกแบบห้องเครื่องมีขนาดใหญ่ มีตะแกรงระบายอากาศกว้าง พร้อมพัดลมขนาดยักษ์ช่วยให้การระบายความร้อนมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม

เสียงหวีดดังกังวาน ไฟหน้าสาดแสงจนสว่างไปทั่วชานชาลา เสียงเครื่องเริ่มดังขึ้นอยู่ในระดับสบายหู ขบวนรถพิเศษทดลองค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานีรังสิต ด้วยความเร็วที่รู้สึกได้ว่าการออกตัวต่างจากของเดิมมาก ท้ายยังไม่ทันพ้นชานชาลาก็วิ่งฉิวก่อนจะค่อย ๆ ลับสายตาไปในความมืด ไม่นานนักขบวนรถด่วนพิเศษ 13 กรุงเทพ-เชียงใหม่ ที่เราต้องเดินทางก็ตามมาเทียบที่ชานชาลาเดียวกัน คืนนี้ขอนอนไปกับรถไฟบนเตียงนุ่ม ๆ กับผ้าอุ่น ๆ ให้เต็มที่ก่อนใช้พลังงานเยี่ยงช้างสารกับการดูกิจกรรมรับน้อง QSY ขึ้นดอยในวันถัดไป ซึ่งรถของเราแซงขบวนทดลองไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ มารู้อีกทีตอนเช้าว่าขบวนทดลองตามหลังขบวนของเรามา

ทำความรู้จักหัวรถจักรรุ่นใหม่เอี่ยมของรถไฟไทย QSY หรือ คิวซี่ อุลตร้าแมน แพนด้าแดง
ทำความรู้จักหัวรถจักรรุ่นใหม่เอี่ยมของรถไฟไทย QSY หรือ คิวซี่ อุลตร้าแมน แพนด้าแดง

วันรับน้องขึ้นดอย

รถด่วนพิเศษขบวน 13 จอดเทียบชานชาลาสถานีขุนตาน พร้อมกับเหล่าน้องหมาที่อยู่กันเต็มดอยออกมารับผู้โดยสารกันหน้าสลอน

สถานีขุนตานคือการปักหลักแรกในวันนี้ พรายกระซิบบอกมาว่าขบวนรถทดลองถึงนครลำปางแล้ว กำลังจะแยกร่างออกมาเตรียมการทดสอบ ตัวขบวนเต็มจะออกมาก่อนแล้วตามมาด้วยหัวรถจักรเปล่าไล่กันมา ในหัวเราต้องคอยหามุมถ่ายรูปและคลิปที่คิดว่าสวยที่สุด เพราะไม่ใช่โอกาสบ่อยนักที่จะเห็นรถไฟขบวนยาวขึ้นเขามาด้วยหัวเดียว และซ้ำยังเป็นน้องใหม่เครื่องแรงนี่อีก คนน่าจะตื่นเต้นกันน่าดูถ้าโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย

มุมแรกที่เราเลือกเป็นมุมโคตรมหาชน นั่นคือหน้าอุโมงค์ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นที่หมายปองของเหล่า Railfan ที่มารับเจ้าน้องใหม่ เราทุกคนตกลงกันว่าใครจะอยู่มุมไหนหรืออยากได้ภาพแบบไหนเพื่อไม่ให้แย่งมุมกันหรือบังกัน ซึ่งเป็นมารยาทของ Railfan ที่เราต้องถ่ายรูปกันด้วยความเคารพและไม่รบกวนกัน พอประจำจุดก็จะตะโกนถามกันเป็นระยะ ๆ ว่าตรงนี้บังไหม ตรงนี้เข้าไปในเฟรมไหม จะได้หลีกเลี่ยงเพื่อไม่ต้องขวางกันให้ภาพเสีย

ทำความรู้จักหัวรถจักรรุ่นใหม่เอี่ยมของรถไฟไทย QSY หรือ คิวซี่ อุลตร้าแมน แพนด้าแดง
ทำความรู้จักหัวรถจักรรุ่นใหม่เอี่ยมของรถไฟไทย QSY หรือ คิวซี่ อุลตร้าแมน แพนด้าแดง

สัญญาณจากสถานีดังขึ้น เป็นนิมิตหมายอันดีว่ารถพิเศษออกจากสถานีแม่ตานน้อยซึ่งเป็นสถานีก่อนหน้ามาแล้วหลังจากที่รอกันมาเป็นชั่วโมง สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ต้นไม้หน้าอุโมงค์ หากต้นไม้หน้าอุโมงค์ไหวเอนเหมือนยืนกลางลมพายุ นั่นหมายความรถไฟเข้ามาในอุโมงค์แล้ว ยิ่งลมแรงเท่าไหร่แสดงว่ารถใกล้ถึงหน้าอุโมงค์มากขึ้น อึดใจเดียวแสงสว่างจากไฟหน้ารถก็ชัดขึ้นแล้วน้อง QSY ก็ปรากฏตัวมาจากความมืดนั้น

เสียงชัตเตอร์ระรัวยิ่งกว่าเสียงล้อกระทบราง น้องหยุดนิ่งสนิทบนสถานีที่สูงที่สุดในประเทศไทยเพื่อเช็กระบบเบรก ก่อนจะได้สัญญาณให้เดินทางต่อไปปลายทางแรกของการทดสอบคือสถานีทาชมภู น่าทึ่งที่นะหัวเดียวลาก 17 ตู้ขึ้นทางลาดชันได้อย่างสบาย ๆ แรงไม่ตก แถมสัมผัสได้ถึงความชิลล์ ๆ ในการลากอีกต่างหาก

รถจักร QSY  : ตามทริปรับน้องขึ้นดอยไปรู้จัก 'หัวรถจักรอุลตร้าแมน' หัวรถจักรรถไฟฟ้าน้องใหม่ของไทย
รถจักร QSY  : ตามทริปรับน้องขึ้นดอยไปรู้จัก 'หัวรถจักรอุลตร้าแมน' หัวรถจักรรถไฟฟ้าน้องใหม่ของไทย
รถจักร QSY  : ตามทริปรับน้องขึ้นดอยไปรู้จัก 'หัวรถจักรอุลตร้าแมน' หัวรถจักรรถไฟฟ้าน้องใหม่ของไทย

สถานีบอกเราว่ารถด่วน 51 จะมาถึงก่อนแล้วรอหลีกกับรถท้องถิ่น 408 เชียงใหม่-นครสวรรค์ หัวรถจักรตัวเปล่าถึงจะตามมา ช่วงนี้ก็จะได้พักเบรกกันหน่อย เหล่า Railfan เริ่มตั้งวงสนทนากัน เพื่อนบางคนรู้จักกันมานับสิบปี และบางคนที่เพิ่งได้มาเจอหน้ากัน บทสนทนาทั่วไปก็ไม่พ้นเรื่องรถไฟ เรามีความเห็นเหมือนกันว่าอยากเห็นรถโดยสารใหม่ ๆ เข้ามาประจำการแล้ว โดยเฉพาะรถนั่งที่ส่วนใหญ่ตอนนี้มีแต่รถพัดลมหัวโกรกฟู แถมลงจากรถไฟแล้วต้องตัวเหม็นกลิ่นเหล็กอีก

จริง ๆ แล้วรถไฟมันได้เปรียบมากกับการเดินทางระยะกลางที่ไม่ยาวมาก ถ้ามีรถนั่งแบบชั้นประหยัดกับแบบเอนได้พร้อมระบบปรับอากาศ ที่นั่งที่รองรับกายภาพของคนนั่งไม่ต้องหลังตรง 90 องศา มีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ และระบบแจ้งเตือนข้อมูลที่ดี แค่นี้คนก็เลือกใช้รถไฟกันมากโขแล้ว

รถไฟเจ้าถิ่น 2 ขบวนผ่านไป ก็ถึงเวลาไปตั้งป้อมถ่ายเจ้าหัวเปล่า ต่างคนต่างแยกย้ายไปประจำมุมของตัวเองเพื่อเก็บภาพเจ้าน้องขึ้นดอย เมื่อสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วเราก็ไปหามุมใหม่สำหรับรอขบวนขากลับ ซึ่งเป็นภารกิจสุดท้ายบนขุนตานก่อนที่จะไปสถานที่ต่อไป

รถจักร QSY  : ตามทริปรับน้องขึ้นดอยไปรู้จัก 'หัวรถจักรอุลตร้าแมน' หัวรถจักรรถไฟฟ้าน้องใหม่ของไทย

เราเลือกไปที่ปลายสุดของสถานีด้านทิศเหนือซึ่งไม่เคยใช้มุมตรงนี้ถ่ายรูปมาก่อน มุมนี้ถือว่าดีเพราะเป็นทางโค้งขึ้นเนินมา และอย่างน้อยมุมก็จะไม่จำเจกับรอบแรก พระพิรุณโปรยฝนลงมาบาง ๆ สถานีส่งสัญญาณมาอีกครั้งว่ารถเที่ยวกลับขึ้นดอยมาแล้ว เราปักหลักรออยู่ตรงหัวโค้งพอดี พร้อมระรัวชัตเตอร์ต้อนรับน้องใหม่ด้วยมุมที่ไม่เคยถ่ายมาก่อน

เวลาผ่านไประยะหนึ่งพร้อมกับความเงียบ มีเพียงเสียงฝนเปาะแปะและเสียงลมหวีดหวิวเท่านั้น ใจหนึ่งอยากเดินกลับไปไปถามที่สถานีว่ารถมันขึ้นดอยมาได้ใช่ไหม กับอีกใจหนึ่งก็กลัวว่าถ้าเดินไปแล้วจังหวะรถมาพอดีก็จะสูญสิ้นทุกอย่างที่ตั้งใจไว้

“แป๊น!” ราวกับตอบคำถาม เสียงหวีดของน้องดังผ่านเหลี่ยมเขามา หันหน้าไปอีกที เห็นน้องตีโค้งเข้ามาเสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่เรียกได้ว่าเบากว่าที่คิดมาก สำหรับความเร็วนั้นถือว่ายอดเยี่ยมทีเดียว การที่หัวรถจักรหัวเดียวลากรถยาว 17 ตู้ด้วยความเร็วในระดับแรงไม่ตกมาเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตรจากตีนดอย ถือได้ว่าการทดสอบครั้งนี้มีแนวโน้มความสำเร็จสูง

รถจักร QSY  : ตามทริปรับน้องขึ้นดอยไปรู้จัก 'หัวรถจักรอุลตร้าแมน' หัวรถจักรรถไฟฟ้าน้องใหม่ของไทย
รถจักร QSY  : ตามทริปรับน้องขึ้นดอยไปรู้จัก 'หัวรถจักรอุลตร้าแมน' หัวรถจักรรถไฟฟ้าน้องใหม่ของไทย

สถานที่ต่อไปที่เราจะเดินทางไปเพื่อรอถ่ายภาพขบวนทดสอบรอบบ่าย นั่นคือ สะพานทาชมภู

จากสถานีขุนตานไปสะพานทาชมภู ไม่มีขนส่งสาธารณะใด ๆ นอกจากมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนที่ต้องขับลงจากดอยผ่านเขตอุทยาน หมู่บ้าน เพื่อมุ่งหน้าไปที่จุดหมายที่สอง

Tetris Cafe คือสถานที่ปักหลักการรับน้องประจำวันนี้ คาเฟ่ที่นี่เป็นตึกสูง 3 ชั้น ชั้นล่างเป็นร้านกาแฟน่ารัก ๆ พร้อมสวนให้นั่งพักผ่อน ชั้นที่สองเป็นแกลเลอรี่ศิลปะ และชั้นที่สามเป็น Rooftop ที่เหมาะเหม็งกับการส่องรถไฟเป็นอย่างมาก ภาพทางรถไฟเข้าโค้งเป็นตัว S มีสะพานทาชมภูสีขาวอยู่ตรงกลางสีตัดกับทุ่งหญ้าและขุนเขาสีเขียวที่เป็นฉากหลังพร้อมปอยหมอกจากฝนที่ลอยตัวเอื่อย ๆ อยู่บนยอดดอย ลองนึกภาพว่าถ้ารถไฟเลื้อยผ่านมามันจะสวยขนาดไหนกัน

ทำความรู้จักหัวรถจักรรุ่นใหม่เอี่ยมของรถไฟไทย QSY หรือ คิวซี่ อุลตร้าแมน แพนด้าแดง

ที่เลือกสะพานทาชมภูเพราะได้แรงบันดาลใจมาจากภาพการทดสอบรถจักรฮิตาชิเมื่อ พ.ศ. 2536 และภาพรถไฟในการ์ดชุดความรู้วันเด็กของธนาคารออมสิน อีกอย่างสะพานทาชมภูเองเป็นจุดสุดท้ายของดอยขุนตาลที่เรียกได้ว่าอยู่ตีนดอยพอดี เหมือนกับเส้นชัยของน้อง QSY ที่ถ้าผ่านมาถึงตรงนี้ได้ก็เท่ากับน้องได้เข้าเส้นชัยแล้ว

จากลำปางกลับมาทาชมภูใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ๆ การฆ่าเวลาของชาว Railfan ที่ยึดทาชมภูเป็นป้อม คือการนั่งไขว่ห้างจิบกาแฟดูวิวทางรถไฟสวย ๆ พร้อมกับส่องรถขนปูนซีเมนต์กับรถท้องถิ่นวิ่งผ่านมา บ้างก็นั่งคุยกัน บ้างก็งีบหลับเอาแรง อากาศดี มีฝนปรอย ๆ ลงมาให้คลายร้อน จะว่าไปแล้วร้าน Tetris Cafe เหมือนสร้างมาเพื่อสนองนี้ดคนรักรถไฟเลยก็ว่าได้ ด้วยโลเคชันอยู่ตรงโค้งรูปตัว S แบบพอดิบพอดี แถมถ่ายรูปขบวนรถไฟได้มุมสวยอีกต่างหาก เอาจริง ๆ ถ้าเป็นขาจรที่แวะมาเที่ยวสะพาน ก็น่าจะเป็นอีกที่หนึ่งที่พักแรงชมวิวชมรถไฟได้สบาย ๆ

ทำความรู้จักหัวรถจักรรุ่นใหม่เอี่ยมของรถไฟไทย QSY หรือ คิวซี่ อุลตร้าแมน แพนด้าแดง

แต่จะว่าไปการรอดูรถไฟนอกเขตสถานีก็ทำให้พวกเราคลาดสายตาไม่ได้เหมือนกัน ไม่มีใครบอกกล่าวล่วงหน้าได้เลยว่า ขบวนพิเศษทดลองจะโผล่มาตอนไหน นอกจากการใช้ประสาทสัมผัสที่ไวกับรถไฟเป็นพิเศษของพวกเราแทน ตาคอยจับจ้องตรงหัวโค้งที่มีต้นไม้บังทางรถไฟ หูคอยฟังเสียงเครื่องหรือเสียงล้อบดรางที่อาจจะดังก้องสะท้อนในป่า

เหมือนน้องรู้งานว่ามีคนคอย จู่ ๆ เสียงดัง “แป๊น!” ก็ดังมาจากในป่า ทุกคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เด้งตัวขึ้นมาประจำที่ หัวรถจักรสีเทา/แดง ค่อย ๆ ปรากฏตัวผ่านแผงต้นไม้ของดอยขุนตาล สาดโค้งเบา ๆ ข้ามสะพานสีขาว แล้วค่อย ๆ ผ่านโค้งสุดท้ายที่ด้านหน้าคาเฟ่เป็นรูปตัว S สวยงาม

มันสวยจริง ๆ สวยขนาดเรารัวชัตเตอร์ไม่หยุด และคนข้าง ๆ ก็เช่นกัน อารมณ์ตอนนี้เหมือนกับเรากำลังรอน้องใหม่ที่ผ่านพิธีกรรมรับน้องที่มีด่านทดสอบสารพัดระหว่างทาง และน้องใหม่ก็ผ่านด่านนั้นมาได้อย่างฉลุยจนอยากจุดพลุฉลองการเข้าเส้นชัย

รถจักร QSY  : ตามทริปรับน้องขึ้นดอยไปรู้จัก 'หัวรถจักรอุลตร้าแมน' หัวรถจักรรถไฟฟ้าน้องใหม่ของไทย
ทำความรู้จักหัวรถจักรรุ่นใหม่เอี่ยมของรถไฟไทย QSY หรือ คิวซี่ อุลตร้าแมน แพนด้าแดง
รถจักร QSY  : ตามทริปรับน้องขึ้นดอยไปรู้จัก 'หัวรถจักรอุลตร้าแมน' หัวรถจักรรถไฟฟ้าน้องใหม่ของไทย

ความอิ่มเอมของภาพที่เห็น (ซึ่งสวยกว่าในภาพถ่ายมาก) ทำให้พวกเรายืนคุยกันอยู่นานมาก ต่างคนต่างแชร์ความรู้สึกของตัวเองที่ได้เห็นเจ้าน้องใหม่ ก่อนที่จะแยกย้ายกัน โดยเราต้องรีบเข้าเมืองเชียงใหม่เพื่อไปอาบน้ำ หาของกิน และไปสนามบินเพื่อบินกลับกรุงเทพฯ ในค่ำวันนี้เลย

จากการถามไถ่ข้อมูลนั้น จะมีการทดสอบที่สำคัญที่สุดอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม นั่นคือการทดสอบเดินรถจักร QSY บนทางเดียวกับรถไฟสายสีแดงเพื่อทดสอบระบบ ETCS lv.1 ซึ่งเป็นคีย์สำคัญที่จะทำให้การเดินรถไฟจากสถานีกลางบางซื่อร่วมกับสายสีแดงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน ตามที่มีการอัปเกรดทางรถไฟเดิมให้กลายเป็นทางคู่ก็จะมีการติดตั้งระบบ ETCS นี้เข้าไปด้วย เพื่อให้การเดินรถไฟของไทยในอนาคตมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากขึ้น นอกจากเจ้า QSY ที่มีระบบ ETCS แล้ว รถจักรและดีเซลรางรุ่นก่อนหน้าที่ยังไม่มีแผนปลดระวาง ก็ต้องติดตั้งระบบนี้เข้าไปด้วยเพื่อให้การเดินรถมีความคล่องตัว และปลอดภัยภายใต้ระบบป้องกัน เหลือเพียงแค่รอรถโดยสารใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาเสริมกำลังในวันที่โครงสร้างพื้นฐานของรถไฟอัปเกรดเป็นทางคู่ที่มีระยะทางมวกกว่าเดิม รวมถึงทางสายใหม่ที่จะไปเชียงราย เชียงของ และไปมุกดาหาร นครพนม เสร็จเรียบร้อย หวังว่าเราจะได้มารับน้องรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นดอยบ่อยขึ้น

ขอฝากน้องใหม่ไว้ในอ้อมใจด้วย

รถจักร QSY  : ตามทริปรับน้องขึ้นดอยไปรู้จัก 'หัวรถจักรอุลตร้าแมน' หัวรถจักรรถไฟฟ้าน้องใหม่ของไทย
รถจักร QSY ในพื้นที่ย่านสถานีเก็บรถสถานีกลางบางซื่อ 
ภาพ : นราธิป แสงน้อย

เกร็ดท้ายขบวน

1. รถจักร QSY จะใช้งานกับขบวนรถโดยสารเป็นหลัก และจะวิ่งในทุกเส้นทางหลักทั่วประเทศไทย

2. รถโดยสารที่จะใช้รถจักร QSY ลากก่อนเป็นพวกแรก ๆ คือรถด่วนพิเศษซีรีส์ชื่อยาว ทั้งอุตราวิถี (เชียงใหม่) อีสานวัตนา (อุบลราชธานี) อีสานมรรคา (หนองคาย) และทักษิณารัถย์ (หาดใหญ่)

3. รถจักร CSR Qishuyan เป็นรถจักรเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่ได้ทดสอบบนเส้นทางขุนตาน เพราะมีบางสะพานยังไม่รองรับน้ำหนักของน้องที่มีแรงกด 20 ตัน ต่อเพลา

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load