ใครที่ขับรถผ่านทางด่วนผ่านมาแถวย่านหมอชิต จตุจักร หรือนั่งรถไฟผ่านสถานีบางซื่อก็คงเห็นโครงสร้างอาคารขนาดมหึมาที่กำลังก่อสร้างกันไม่หยุดหย่อนมาหลายปี มันใหญ่มากเสียจนดึงดูดสายตาทุกครั้งเวลานั่งรถผ่าน และแน่นอนว่าหลายคนคงมีคำถามในหัวว่าเจ้าโครงสร้างยักษ์นี่มันคืออะไรกัน

สถานีกลางบางซื่อ

บอกไปจะเชื่อไหมว่ามันคือสถานีรถไฟ และจะเป็นสถานีรถไฟที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยด้วย

มันมีชื่อว่า ‘สถานีกลางบางซื่อ’ ว่าที่สถานีรถไฟศูนย์กลางของระบบรถไฟทางไกลที่จะมาแทนที่สถานีรถไฟกรุงเทพหรือหัวลำโพงที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก 

นี่ไม่ใช่เรื่องสมมติแต่อย่างใด แต่มันคือเรื่องจริงที่เรากำลังจะได้ใช้งานอะไรใหม่ๆ จากรถไฟไทยกันแล้ว

สถานีกลางบางซื่อ

รถไฟฟ้าสายสีแดง

หากพิจารณาแผนที่รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ แล้วคงต้องหิวลูกกวาดแน่ๆ เพราะมันมีสารพัดสี ทั้งม่วง น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง ชมพู ทอง 

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเป็นหนึ่งในรถไฟฟ้าสารพัดสีของกรุงเทพฯ แตกต่างจากรถไฟสายอื่นคือมันไม่ใช่รถไฟในเมือง (Metro) แต่มันเป็นรถไฟชานเมือง (Commuter)

แผนแม่บทเส้นทางรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ซึ่งสายสีแดงเป็นระบบรถไฟชานเมืองต่างจากระบบอื่นๆ ที่เป็นรถไฟ Metro

รถไฟในเมืองคือรถไฟที่วางตัวอยู่ในเมือง มีเสกลเล็กที่สุด สถานีใกล้กัน รถไฟรอบถี่ ประตูเปิดทีก็มีแต่คนเข้าออกมหาศาล ส่วนรถไฟชานเมืองวางตัวออกจากในเมืองไปสู่รอบนอกของเมืองใหญ่ มีเสกลอัพขึ้นไปหน่อย ระยะทางไกลกว่า สถานีห่างกว่า รถไฟวิ่งเร็วกว่า แต่รอบน้อยกว่า ที่ผ่านมา เราคุ้นเคยกับรถไฟฟ้าเช่น BTS และ MRT ซึ่งเป็นรถไฟในเมือง ส่วน Airport Rail Link คือรถไฟฟ้าชานเมืองระบบแรกในประเทศไทย จากที่เคยมีแค่รถไฟชานเมืองของ รฟท. ซึ่งเป็นรถไฟธรรมดาวิ่งไปจังหวัดในรัศมีไม่เกิน 200 กม. โดยมีรถไฟในเมืองรับหน้าที่เป็นตัวป้อน (Feeder) คนเข้าสู่เมืองชั้นในอีกที

รถไฟฟ้าสายสีแดงก็เลยเป็นรถไฟฟ้าชานเมืองระบบที่ 2 แบ่งออกเป็น 2 สาย มี 2 สี

แผนที่โครงข่ายรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงแบบเต็มโครงการ

สายสีแดงเข้ม วางตัวแนวเหนือ-ใต้ มีศูนย์กลางอยู่ที่สถานีกลางบางซื่อ ทางทิศเหนือวิ่งไปตามแนวรถไฟสายเหนือ ผ่านดอนเมืองไปสุดสายที่รังสิต และมีแผนต่อขยายไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยุธยา และแตะขอบสระที่บ้านภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ส่วนด้านทิศใต้ พุ่งออกจากสถานีกลางบางซื่อ ผ่านสามเสน ยมราช ปลายทางที่สถานีรถไฟกรุงเทพซึ่งอนาคตจะเปลี่ยนชื่อเป็นหัวลำโพงตามภาษาปากสักที และมีส่วนต่อขยายข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปโผล่คลองสาน วงเวียนใหญ่ มหาชัย ไปสุดสายที่ปากท่อ ตามแนวทางรถไฟสายแม่กลองเป๊ะๆ

สายสีแดงอ่อน วางตัวแนวตะวันตก-ตะวันออก มีศูนย์กลางที่สถานีกลางบางซื่อเหมือนกัน ฝั่งตะวันตกนั้นวิ่งขนานไปกับทางรถไฟสายใต้ผ่านบางซ่อน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางกรวย ไปสุดที่ตลิ่งชันและมีแผนต่อขยายไปศาลายา นครปฐม นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีเส้นแยกเข้าซอยจากตลิ่งชันไปโรงพยาบาลศิริราช

ส่วนแนวตะวันออกก็วิ่งคู่กับสายสีแดงเข้มผ่านสามเสน ผ่านสถานีรถไฟจิตรลดา ซึ่งเป็นอุโมงค์ 2 ชั้น ไปออกมักกะสัน สุดที่หัวหมาก และมีแผนต่อขยายไปลาดกระบัง สุดสายที่ฉะเชิงเทรา

ซึ่งทั้งสองเส้นนั้นมีสถานีกลางบางซื่อเป็นเซ็นเตอร์

ส่วนรถไฟที่จะวิ่งในสายนี้ เป็นรถไฟฟ้าที่ผลิตจาก Hitachi ประเทศญี่ปุ่น รับพลังงานไฟฟ้าจากสายส่งเหนือหัว มีความยาวแบบ 4 ตู้ และ 6 ตู้ ใช้ความเร็วในการบริการที่ 120 กม. / ชม. ใช้ระบบอาณัติสัญญาณยุโรป ETCS Level 1 เพื่อให้สอดคล้องกับรถไฟทางไกล

ลองพิจารณาจากแผนที่และรูปแบบการเดินรถจะเห็นได้ว่านี่มันแนวเดียวกับเส้นทางรถไฟปกติชัดๆ นั่นก็แปลว่ารถไฟฟ้าสายสีแดงนั้นก็คือการอัพเกรดรถไฟปู๊นๆ ในระยะชานเมืองให้เป็นรถไฟฟ้านั่นเอง ซึ่งมันคล่องตัวกว่า ไวกว่า สบายกว่ารถไฟชานเมืองแบบเดิมที่มีแต่รถพัดลมและรอบน้อย ถึงแม้ว่าระยะแรกทางเหนือจะไปสุดแค่รังสิต และทางตะวันตกจะสุดแค่ตลิ่งชัน (ส่วนทางใต้และตะวันออกยังไม่ได้สร้าง) ก็น่าจะช่วยบรรเทาความช้ำชอกที่ต้องติดอยู่บนถนนทุกเช้าทุกเย็นได้พอควรเลยล่ะ

แล้วสายสีแดงนี่มีแต่รถไฟฟ้าแค่นั้นหรือ?

ยกรถไฟไทยไปไว้ข้างบน

ในส่วนของรถไฟธรรมดา (aka รถไฟปู๊นๆ) เองนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเหมือนกัน จากที่เคยวิ่งปุเลงๆ อยู่ข้างล่าง ผ่านถนนตรงไหนก็ต้องชะลอเพราะไม้กั้นยังไม่ลง แถมวันดีคืนดีต้องหยุดรอรถยนต์นานแสนนานจนสงสัยว่าประเทศไทยนั้นเป็นชาติเดียวหรือไม่ที่รถไฟจอดรอรถยนต์ ซึ่งเจ้าสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้รถไฟไทยเสียเวลาโดยไม่มีเหตุอันควรเลยในเขตกรุงเทพมหานคร 

นี่คือปัญหาที่ทั้งการรถไฟและคนนั่งรถไฟต้องพบเจอ 

วิธีการแก้ปัญหานั้นง่ายนิดเดียว ก็เอารถไฟที่มันต้องเจอกับรถยนต์หนีออกจากกันซะเลย ทำทางรถไฟให้เป็นทางเอกเทศไม่ต้องวิ่งปะปนกับใคร ให้เห็นหน้ากันแค่รถไฟอย่างเดียวแค่นี้ก็จบแล้ว ทางออกของเรื่องนี้ก็คือเอารถไฟธรรมดาไปวิ่งร่วมกับรถไฟฟ้าสายสีแดงซะก็หมดเรื่อง 

โครงสร้างทางสายสีแดงช่วงจตุจักร-ดอนเมือง เป็นทางยกระดับวิ่งร่วมกันระหว่างรถไฟฟ้าและรถไฟทางไกล

รถไฟฟ้า รถไฟดีเซล รถไฟจักรไอน้ำ สามารถวิ่งร่วมกันได้ตราบใดที่ขนาดทางเท่ากันและติดตั้งระบบควบคุมการเดินรถเพื่อให้สามารถจัดการจราจรได้ แบบนี้ในต่างประเทศก็มีให้เห็นอยู่อย่างเช่นที่ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมนี 

โครงสร้างทางรถไฟสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต จึงเป็นทางยกระดับที่ออกแบบให้วางทางรถไฟไปได้ถึง 4 ทาง ซึ่งแบ่งกันคนละครึ่งระหว่างรถไฟฟ้า 2 ทาง และรถไฟทางไกล 2 ทาง โดยจัดให้รถไฟฟ้าวิ่งทางที่ 1 และ 4 จอดทุกสถานี ส่วนรถไฟทางไกลซึ่งจอดน้อยกว่าให้วิ่งทางที่ 2 และ 3 และจอดแค่บางสถานีเท่านั้น

แน่นอนว่าเมื่อเป็นทางรถไฟยกระดับก็ไม่ต้องเจอกับถนนแล้ว รถไฟจะวิ่งได้คล่องตัวมากขึ้น ลดเวลาในการเดินทางได้พอสมควร ส่วนสายสีแดงอ่อนนั้นรถไฟฟ้ากับรถไฟธรรมดาจะใช้ทางวิ่งร่วมกันเลย นั่นเป็นเพราะสายใต้มีขบวนรถไฟทางไกลไม่ได้มากนักไม่ได้กระทบมากเหมือนสายเหนือและอีสานที่มีรถค่อนข้างถี่กว่า

ส่วนช่วงในเมืองนั้นทางรถไฟจะลดระดับลงให้ต่ำกว่าพื้นดินเหมือนรถไฟใต้ดินแต่โครงสร้างไม่ได้เป็นอุโมงค์ มีแบริเออร์ มีรั้วกั้น ซึ่งโครงสร้างนี้เรียกว่า ‘คลองแห้ง’ โดยรถไฟโดยสารจะใช้คลองแห้งเป็นทางวิ่ง ส่วนรถไฟสินค้าจะใช้ทางรถไฟเดิมซึ่งตัดผ่านกับถนนตามปกติ แต่จะไม่สร้างผลกระทบต่อการจราจรเพราะมันมี Traffic น้อยและส่วนใหญ่วิ่งเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น

โครงสร้างทางช่วงเข้าในเมือง ทางรถไฟโดยสารจะลดระดับลงคลองแห้ง บางส่วนเป็นอุโมงค์ซ้อน ส่วนทางรถไฟเดิมใช้เฉพาะรถสินค้า

สถานีกลางบางซื่อ

สถานีกลางบางซื่อ

สถานีกลางบางซื่อถูกกำหนดให้เป็นสถานีรถไฟต้นทางของรถไฟทางไกล รถไฟฟ้าความเร็วสูง และเป็นสถานีศูนย์กลางของรถไฟฟ้าสายสีแดงซึ่งทั้งสีแดงเข้มและสีแดงอ่อนก็จะมีบรรจบกันที่สถานีนี้ ซึ่งอัพเกรดมาจากสถานีรถไฟชุมทางบางซื่อ ซึ่งแต่เดิมเป็นสถานีรถไฟระหว่างทางที่มีความสำคัญไม่แพ้สถานีกรุงเทพ

สถานีนี้มี 4 ชั้น แต่ละชั้นมีพื้นที่ใช้งานต่างกัน

สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ

ตั้งแต่ย่อหน้านี้เป็นต้นไป เราอยากให้ทุกคนใช้จินตนาการตามเรา

ตอนนี้เราขับรถเข้ามาที่สถานีกลางบางซื่อ ข้างหน้าคือสถานีรถไฟที่ประดับด้วยกระจกขนาดใหญ่ ใต้หลังคาโค้งนั้นมีนาฬิกาเรือนใหญ่ประดับอยู่ลอกแบบมาจากสถานีกรุงเทพเป๊ะๆ ถ้าใครขับรถมาเขาคงกำลังลงไปจอดชั้นใต้ดินที่เป็นลานจอดรถขนาดใหญ่ 

สถานีกลางบางซื่อ
โถงทางเข้าหลักสถานีกลางบางซื่อ มีหลังคาทรงโค้งเลียนแบบสถานีกรุงเทพที่เป็นสัญลักษณ์ของรถไฟไทย

เมื่อเข้ามาในชั้น 1 ที่เป็นชั้นระดับพื้น จะพบกับโถงสถานีที่ใหญ่และกว้างขวาง มันมีเคาน์เตอร์ขายตั๋วของรถไฟไปต่างจังหวัด มีเครื่องขายตั๋วของรถไฟฟ้าสายสีแดง มีที่นั่งคอย มีทางเชื่อมกับรถไฟใต้ดิน มีร้านค้าหลากหลายที่ชั้นลอยให้ซื้อของก่อนเดินทาง 

สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ
โถงทางเข้าสถานี

“โปรดทราบ ผู้โดยสารของขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถีปลายทางสถานีเชียงใหม่ โปรดรอการโดยสารชานชาลาที่ 9 ค่ะ” 

สิ้นเสียงประกาศเรียก ผู้โดยสารค่อยๆ ทยอยกันไปที่บันไดเลื่อน มันค่อยๆ พาทุกคนขึ้นไปชานชาลาที่อยู่ชั้น 2 มันเป็นชั้นชานชาลารถไฟทางไกลและรถไฟฟ้าสายสีแดง บนชั้นนี้มี 12 ชานชาลา มันถูกแบ่งเป็นชานชาลารถไฟทางไกล 8 ชานชาลา รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม 2 ชานชาลา และรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน 2 ชานชาลา 

รถไฟที่คุ้นตาจอดเต็มไปหมด บันไดเลื่อนแต่ละตัวพาผู้โดยสารมาขึ้นรถไฟในแต่ละชานชาลา แต่ละคนเดินเข้าไปบนรถอย่างง่ายดายเพราะชานชาลาเสมอระดับพื้นรถโดยสาร ไม่ต้องปีนขึ้นปีนลงบันไดอย่างสถานีรถไฟแบบเก่าแล้ว 

สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ

บันไดเลื่อนพามาชั้นบนสุดที่มีความโอ่โถงสุดๆ หลังคาโครงเหล็กสูงสุดสายตา มันโปร่ง โล่งและสว่างกว่าชั้น 2 มาก บนนี้มีรถไฟความเร็วสูงหน้าตาโฉบเฉี่ยวจอดอยู่เต็มเลย มันคือชั้นของชานชาลารถไฟความเร็วสูงสายเหนือ สายอีสาน สายใต้ สายตะวันออก รวมแล้วตั้ง 12 ชานชาลา

สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อ
ชั้น 3 ชานชาลารถไฟความเร็วสูง

มาพูดถึงนอกสถานีกันบ้าง หากนั่งอยู่บนรถไฟที่ค่อยๆ เคลื่อนออกจากชานชาลา เมื่อมันพ้นตัวอาคารสถานีแล้วภาพที่เห็นคือทางรถไฟที่ยั้วเยี้ยตัดไขว้ไปมาทั้งด้านข้างและด้านบน เราทึ่งคนออกแบบมากที่วาดเส้นทางรถไฟให้สลับไปสลับมาและแยกออกไปตามสายต่างๆ ของตัวเอง 

สถานีกลางบางซื่อ
ทางวิ่งออกจากสถานีกลางบางซื่อไปทางทิศเหนือ
ด้านบนของภาพคือทางสายใต้ที่วิ่งแยกตัวออกไป ส่วนด้านล่างคือสายเหนือและอีสานที่วิ่งร่วมกับรถไฟสายสีแดง เมื่อสร้างเสร็จจุดแยกต่างระดับนี้จะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญที่ใครต่อใครก็ละสายตาไปไม่ได้แน่ๆ
สถานีกลางบางซื่อ
ทางวิ่งสถานีกลางบางซื่อออกไปทางทิศใต้

ทางรถไฟสายใต้ค่อยๆ แยกตัวออกไปทางซ้ายและค่อยๆ ห่างออกไป จุดแยกต่างระดับนี้มีความสูงลดหลั่นกันไปเหมือนทางต่างระดับบนทางด่วน แต่เปลี่ยนจากถนนเป็นทางรถไฟ ซึ่งเราเชื่อว่าเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจุดต่างระดับนี้จะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ผู้โดยสารรถไฟคงละสายตาไปไม่ได้เลย

สิ่งที่ทุกคนจินตนาการตามเราไปเมื่อกี้นี้มันกำลังจะเห็นเป็นภาพจริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นี่คงเป็นสิ่งที่คนไทยอยากเห็นจากรถไฟไทยมานานนับตั้งแต่เกิดมาแล้วเห็นแต่ภาพสถานีรถไฟแบบเดิมๆ ไม่ใช่แค่สถานีกลางบางซื่อแต่รวมถึงรถไฟทางคู่สายต่างๆ ที่กำลังก่อสร้าง ทั้งเป็นชานชาลาสูง สถานีที่ออกแบบมาให้เป็นระบบปิด ทางรถไฟระบบปิดที่มีรั้วกั้นตลอดสองข้างทาง รวมถึงการรองรับการติดตั้งระบบไฟฟ้าสำหรับจ่ายไฟให้รถไฟที่เคยรองรับแค่ระบบดีเซลมาเกือบจะทั้งชีวิต นี่คือสิ่งที่จะสนับสนุนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของประเทศไทยให้เติบโตขึ้นหลังจากที่ชะงักงันและเดินอย่างเชื่องช้ามาหลายทศวรรษ 

อนาคตใหม่ของรถไฟไทยกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว มานับถอยหลังเพื่อเข้าสู่ยุคสถานีกลางบางซื่อกันเถอะ

สถานีกลางบางซื่อ

อีกนิดอีกหน่อย

  1. ในช่วงแรกนั้นรถไฟทางไกลจะยังไม่ย้ายไปที่สถานีกลางบางซื่อทั้งหมด จะขึ้นรถไฟอาจจะต้องดูตั๋วดีๆ ว่ารถไฟขบวนที่เราขึ้นนั้นออกที่สถานีไหน ระหว่างสถานีกรุงเทพและสถานีกลางบางซื่อ ไม่งั้นขึ้นผิดไม่รู้ด้วยนะ
  2. สถานีกรุงเทพหรือที่คุ้นเคยกันว่าหัวลำโพงก็ไม่ได้หายไปไหน แต่จะลดบทบาทลงเป็นสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มส่วนทิศใต้ (บางซื่อ-หัวลำโพง) และมีหน้าที่ที่ 2 คือการเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟไทยอย่างเต็มภาคภูมิ
  3. นอกจากการสร้างสถานีรถไฟแล้ว พื้นที่รอบๆ สถานีกลางบางซื่อก็จะถูกพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงแรม ศูนย์การค้า บ้านพัก คอนโดมิเนียม และอื่นๆ อีกมากมายเป็นเหมือนมหานครย่อมๆ จัดจ้านในย่านบางซื่อ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เราเห็นโลเคชันท่องเที่ยวและถ่ายรูปใหม่เกิดขึ้นมาแบบงงๆ ว่าทำไมอยู่ๆ สถานที่นี้ถึงฮิตขึ้นมาได้ จนกระทั่งได้ความมาว่า เพราะอินสตาแกรมของ ใหม่ ดาวิกา ไปถ่ายรูปที่โลเคชันนี้ คนก็เลยแห่แหนไปตามรอย เพราะถ่ายออกมาแล้วสวยเหมือนต่างประเทศ และก็มีบล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวอีกมากมายออกมารีวิวกันจนแชร์โพสต์แทบไม่ทัน

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ที่นี่คือทางรถไฟลอยน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ลพบุรี ประเทศไทย

อ้าว มันไม่ได้ฮิตอยู่แล้วหรอ ใครๆ ก็รู้จักนี่ ขนาดตั๋วรถไฟนำเที่ยวก็ยังมียอดจองถล่มทลายจนเต็มไปหลายอาทิตย์

แต่เดี๋ยวก่อน มันไม่ใช่หน้าน้ำหน้าท่องเที่ยวน่ะสิ แต่เป็นช่วง Low Season ของเขื่อนที่มันไม่มีน้ำต่างหาก ปกติแทบไม่ค่อยมีใครสนใจ ไม่ค่อยมีคนมาทำกิจกรรม หรือไม่ค่อยมีคนรู้ด้วยซ้ำ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนมักเข้าใจว่าน้ำจะอยู่ในเขื่อนยาวๆ ไม่มีช่วงพร่องจนเห็นทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา เมื่อภาพแบบ Unseen (จริงๆ) ถูกเผยแพร่ออกมาปั๊บ ที่นี่ก็กลายเป็นอีกหมุดหมายการเดินทางไปเยือนแบบถล่มทลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (ใช่ เราก็สงสัยอยู่พักใหญ่เลยว่าทำไมอยู่ๆ มีแต่คนแห่ไป) 

ภาพของทุ่งหญ้ากว้าง มีแอ่งน้ำประปราย ท้องฟ้าโล่งสดใสกับแสงสีทองของพระอาทิตย์อัสดง ชักชวนให้อยากไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งจริงๆ

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ในฐานะคนชอบรถไฟระดับแพลตินัม เราอาจจะไม่รู้สึกแปลกกับการเห็นรถไฟที่เขื่อนป่าสักฯ ทั้งหน้าน้ำและหน้าแล้ง แต่สำหรับคนทั่วไปนั้น ภาพจำเขื่อนป่าสักฯ ของเขาคือรถไฟที่วิ่งผ่านท้องน้ำกว้างใหญ่ ปกติแล้วเดอะแก๊งรถไฟก็จะชอบออกไปถ่ายรูปรถไฟเล่นอยู่แล้ว เขื่อนป่าสักก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ไปกันประจำ ไปกันจนชาวบ้านน่าจะจำหน้าได้แล้ว 

มุมประจำจริงๆ จะมีไม่กี่มุมที่มองเห็นรถไฟเต็มขบวนได้ชัดที่สุด แต่ถ้าจุดที่แฟนรถไฟระดับเดนตายลงความเห็นกันแล้วว่า ‘เหมาะสมที่สุดและลงตัวที่สุด’ กับการตั้งป้อมยิงภาพรถไฟ นั่นคือคันกั้นน้ำตรงสถานีรถไฟโคกสลุง ซึ่งต่อมากลายเป็นสถานที่ยอดฮิตนี้นี่แหละ ด้วยชัยภูมิของมันที่ลมโกรกมากกกก ตัวบางๆ คือปลิวได้ บวกกับความโล่งของพื้นที่ที่มองเห็นภูเขาเป็นฉากหลัง ยามน้ำเต็มก็ดูยิ่งใหญ่สวยงาม พอน้ำแห้งก็แปลกตาไปอีกแบบ

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน
เขื่อนป่าสักตอนน้ำเต็ม 
ภาพ : สิริพร เชื้อทอง
รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน
เขื่อนป่าสักตอนน้ำแห้งและเป็นทุ่งเลี้ยงวัว 
ภาพ : กิตติธัช กีรตินิจกาล

หากใครที่จะนั่งรถไฟมาเพื่อมาดูทุ่งรถไฟลอยฟ้านั้นคุณคิด… ผิด

อย่ามารถไฟ ขับรถมาเถอะ เพราะเส้นทางนี้มีรถไฟวิ่งผ่านค่อนข้างน้อย การเดินทางไป-กลับ ที่มีโจทย์ว่าต้องซึมซับกับบรรยากาศให้มากที่สุดขอให้ตัดชอยส์รถไฟออกได้เลย การนั่งรถไฟนั้นควรกระทำแค่การมาเที่ยวรถไฟลอยน้ำเท่านั้น 

เราและเพื่อนขับรถจากกรุงเทพฯ ผ่านสระบุรี และมาตามถนนหมายเลข 21 ผ่านพัฒนานิคม ตั้งจุดหมายเอาไว้ที่ตำบลโคกสลุง ซึ่งเป็นจุดใกล้กับสะพานรถไฟมากที่สุด สิ่งแรกที่อยากให้ทำคือ มาแวะเที่ยวสถานีรถไฟโคกสลุงและชุมชน ก่อนจะไปทุ่งหญ้าใต้สะพานรถไฟในช่วงเย็น 

ก่อนจะไปถึงที่หมาย มารู้จักกับโคกสลุงกันก่อนในฐานะชุมชนเจ้าบ้าน 

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ย้อนกลับไปหลายปีก่อนเขื่อนป่าสักฯ จะเกิด ชุมชนหลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ริมแม่น้ำป่าสัก ส่วนหนึ่งของอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ที่เรียกได้ว่าไกลจากตัวเมืองพอสมควร พื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างแห้งแล้ง มีแม่น้ำสายเดียวที่ไหลผ่านนั่นคือแม่น้ำป่าสัก จนกระทั่งโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักเกิดขึ้น มีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทำให้พื้นที่ราบบางส่วนซึ่งเป็นที่ต่ำต้องกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ ชุมชนที่กระจายไปทั่วก็มารวมกลุ่มตั้งหมู่บ้านใหม่บริเวณตำบลโคกสลุงนอกเขตคันกั้นน้ำ

โคกสลุงเป็นชุมชนเก่าแก่ที่อยู่ในย่านนี้มานานมาก จากการค้นพบโบราณวัตถุและหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ บอกได้ว่าบริเวณเขื่อนป่าสักเป็นแหล่งชุมชนโบราณหลายยุค ไม่ว่าจะเป็นภาชนะดินเผาบริเวณบ้านเกาะพระแก้ว หรือศิลาแลงและหินทรายที่ตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยม เพื่อใช้ประกอบเป็นอาคารตามสถาปัตยกรรมแบบเขมรในยุคอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร-ลพบุรี 

ที่มาของชื่อโคกสลุงนั้นสันนิษฐานว่ามาจากคำว่า ‘ถลุง’ เนื่องจากมีการค้นพบโบราณวัตถุสำคัญในละแวกนี้ รวมถึงก้อนเศษเหล็กที่สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ถลุงแร่ของชาวบ้านในสมัยก่อน จึงมีชื่อเรียกว่า ‘โคกถลุง’ ก่อนจะเพี้ยนเป็น ‘โคกสลุง’

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยเบิ้ง 
ภาพ : ชุมชนไทยเบิ้งโคกสลุง – Khoksalung (thaibuengkhoksalung.com)

ในแง่วัฒนธรรม ชาวชุมชนโคกสลุงเป็นชาวไทยเบิ้งที่เคลื่อนย้ายมาจากโคราช มีลักษณะเด่นทางภาษาที่พูดคล้ายไทยภาคกลาง แต่มีเอกลักษณ์ตรงเสียงเหน่อแบบโคราชที่หลงเหลืออยู่ รวมถึงคำลงท้ายเช่น เบิ้ง เหว่ย เด้อ ฯลฯ และถ้าเป็นคนโคกสลุงดั้งเดิมเลยก็จะมีนามสกุลลงท้ายด้วย ‘สลุง’ 

อาชีพหลักของชาวโคกสลุงคือการทำเกษตรกรรม ประมง หาของป่า และที่เรียกว่าเป็นเอกลักษณ์จริงๆ คือการทอผ้า โดยเฉพาะผ้าขาวม้าที่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของการแต่งตัว ซึ่งหลงเหลือให้เห็นในคนเฒ่าคนแก่ 

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
ชุมชนโคกสลุงหลังการสร้างเขื่อนเสร็จ 
ภาพ : ชุมชนไทยเบิ้งโคกสลุง – Khoksalung (thaibuengkhoksalung.com)

ปัจจุบันโคกสลุงเปลี่ยนไปมากหลังจากที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์สร้างเสร็จ หมู่บ้านที่กระจัดกระจายไปทั่วได้มารวมกลุ่มกันนอกคันกั้นน้ำจนเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ความเป็นอยู่ก็เริ่มเปลี่ยนไป รวมถึงอาชีพที่มีการประมงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การแปรรูปปลา การปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงการทำนา ทำขนมซึ่งมีข้าวแต๋นน้ำแตงโมเป็นอาหารขึ้นชื่อ ที่เมื่อไหร่รถไฟนำเที่ยวเดินทางมาถึงสถานีรถไฟโคกสลุงก็จะต้องซื้อติดมือกลับกรุงเทพฯ ไปทุกครั้ง รวมถึงผ้าขาวม้าทอมือซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของชุมชนโคกสลุงอีกด้วย

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

ถ้ามาถึงที่นี่แล้วไม่พูดถึงทางรถไฟกับสถานีก็คงไม่ได้ เพราะพระเอกคือทางรถไฟ!

ทางรถไฟเส้นที่ก่อให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยงามนี้ คือทางรถไฟสายแก่งคอย-บัวใหญ่ หนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สร้างขึ้นในยุคหลัง โดยหลักๆ แล้วรถไฟที่ผ่านสายนี้จะเป็นรถทางไกลที่วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ- หนองคาย และรถท้องถิ่นระยะสั้นที่วิ่งในสายนั้นจากแก่งคอยไปบัวใหญ่ หรือแก่งคอยไปลำนารายณ์ แล้วก็มีรถสินค้าวิ่งผ่านประปราย โดยทางรถไฟเดิมก็พาดผ่านพื้นที่บนพื้นราบน่ะแหละ รอบๆ ก็เป็นไร่บ้าง ป่าบ้าง ทุ่งบ้าง แล้วพอจะสร้างเขื่อนนั้นเอง ด้วยความที่มันอยู่ในพื้นที่ที่น้ำต้องท่วม ก็เลยต้องปรับให้ทางรถไฟยกสูงขึ้นกว่าน้ำ บางช่วงเป็นคันดิน บางช่วงเป็นสะพานยาวลัดเลาะไปตามขอบของอ่างเก็บน้ำ ก็เลยกลายเป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดในประเทศไทยอย่างที่เรารู้จักกัน

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

สถานีนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายแก่งคอย-บัวใหญ่ ตัวสถานีดั้งเดิมตั้งอยู่บนพื้นในชุมชนโคกสลุงเลย แต่พอมีการปรับแนวทางรถไฟเพื่อยกหนีน้ำ ทางรถไฟเดิมที่ยกสูงแล้วคงไม่สามารถโฉบลงมาระดับพื้นเพื่อมาจอดสถานีโคกสลุงได้ ไม่งั้นจะกลายเป็นรถไฟเหาะแน่ๆ สถานีโคกสลุงเลยต้องปรับตัวตามทางรถไฟ ย้ายจากที่เดิมเขยิบมานิดหน่อย แล้วยกสูงขึ้นในระดับเดียวกับแนวสะพาน จนกลายเป็นสถานีรถไฟยกระดับบนคันดินที่เรียกว่าเป็นจุดสูงสุดของตำบลนี้ เอาเป็นว่าถ้าอยู่บนสถานีมองไปรอบๆ จะเห็นบ้านทุกหลังต่ำกว่าสถานีแน่นอน

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

วันที่มาถึงอากาศค่อนข้างร้อน แดดก็แรงซะเหลือเกิน พอรถมาจอดปั๊บ พี่นายสถานีที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ก็กุลีกุจอมาหาและทักทายในฐานะคนคุ้นเคย เพราะในช่วงเวลาที่รถไฟนำเที่ยวเขื่อนป่าสักฯ ยังวิ่งอยู่ เรามากับขบวนนี้บ่อยมาก 

สถานีในวันนี้ค่อนข้างเงียบ แตกต่างจากช่วงมีรถไฟนำเที่ยว เพราะถ้าเป็นฤดูท่องเที่ยวนั้น สถานีโคกสลุงจะทำหน้าที่เป็นตลาดนัดปลายทางระหว่างที่รถไฟกลับทิศทางหัวรถจักร หลังจากพาผู้โดยสารชมวิวบนรถไฟลอยน้ำเรียบร้อยแล้ว เกิดจากการที่ว่าการกลับทิศหัวรถจักรในแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณหนึ่ง บวกกับต้องรอหลีกให้รถไฟอีกขบวนวิ่งผ่านไป ไอ้ครั้นจะให้ผู้โดยสารนั่งรอเฉยๆ ก็ไม่ได้ประโยชน์ การรถไฟกับชาวบ้านเลยออกไอเดียปิ๊งปั๊งว่า วันไหนที่มีรถไฟนำเที่ยวก็มาตั้งตลาดให้คนช้อปปิ้งกันบนชานชาลาไปเลยสิ นอกจากจะให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อของกินที่หาในเมืองยากๆ ยังกระจายรายได้ให้กับชาวบ้านอีกต่างหาก 

สถานีรถไฟโคกสลุงก็เลยมีภาพจำเป็นตลาดนัดสถานีรถไฟไปโดยทันที

แต่สำหรับในวันที่ไม่มีรถไฟนำเที่ยว สถานีนี้ก็เงียบเชียบแบบนี้นี่แหละ ไม่อึกทึก ไม่วุ่นวาย และยังเป็นที่นั่งชมวิวตอนเย็นๆ ได้สบายอกสบายใจ

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

พวกเราคุยกับพี่นายสถานีอยู่นานจนรู้สึกว่าแดดเริ่มร่ม พี่เขาเลยแนะนำว่าให้ขับรถผ่านไปทางวัดโคกสลุง แล้วเลาะชายขอบอ่างเก็บน้ำไปเรื่อยๆ บรรยากาศจะดีมาก ถนนตรงนั้นจะพาวกกลับมาตรงจุดที่เขานิยมไปถ่ายรูปกัน

ก่อนจากกันไป พี่เขายังแซวเลยว่า “มาตามคุณใหม่หรอ” 

เราขับรถชมวิวมาเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เขาฮิตกัน ภาพแรกที่เห็นคือ คน คน คน และคน 

เออ มันแมสกว่าที่คิดแฮะ และเราก็ไม่อยากอยู่ตรงคนเยอะๆ นี้ด้วย เลยเลือกที่จะขับลงไปข้างล่างโดยทันที เพื่อหามุมที่มองเห็นทางรถไฟชัดที่สุดจากพื้นล่าง (คนชอบรถไฟก็ต้องดูรถไฟสิ จริงไหม) 

ปกติแล้วถ้าในช่วงหน้าแล้งไม่มีน้ำ คนโคกสลุงจะขับรถลงมาตรงทุ่งใต้สะพานรถไฟ ส่วนใหญ่เขาไม่ได้มาปิกนิกกันหรอก แต่จะขับต่อไปจนถึงจุดที่ยังมีน้ำขังอยู่ บ้างมาเล่นน้ำ บ้างมาตกปลา บ้างเอาวัวมากินหญ้า บรรยากาศที่ดีที่สุดคงเป็นเวลาประมาณ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป จนกว่าพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เมื่อเราลงมาถึงพื้นดินแล้ว ภาพที่เห็นจะค่อนข้างแปลกตาและไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ 

เป็นทุ่งกว้างมีหญ้าสีเขียวอ่อน มีแอ่งน้ำบ้างประปรายตามสภาพภูมิประเทศ ด้านหน้าเป็นสะพานรถไฟทอดยาวข้ามจากด้านขวาไปด้านซ้าย 

ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ประปราย ทำให้ภาพของทุ่งดูไม่แห้งแล้งและโดดเด่นดูมีมิติขึ้นมา ไกลๆ นั้นคือแนวเทือกเขาที่กั้นภาคกลางกับภาคอีสานเอาไว้ มีแอ่งน้ำในเขื่อนที่กว้างสุดลูกหูลูกตาส่องประกายวิบวับล้อกับแสงแดดยามอาทิตย์อัสดง เหมือนประกายของเพชรที่ธรรมชาติรังสรรค์ไว้

สวยขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงแห่กันมา

บ้างก็ว่านี่เป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย (คงเพราะทุ่ง ไม่ใช่อากาศ)

บ้างก็ว่าทางรถไฟสายนี้เหมือนแถบทิเบต (ก็เป็นเพราะทุ่งโล่งเช่นกัน)

จริงๆ ไม่ต้องไปเปรียบกับที่ไหนหรอก เพราะยังไงโคกสลุงก็คือโคกสลุง ที่นี่มีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่แล้ว

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

กิจกรรมหลักๆ คงไม่พ้นการนั่งละเลียดกินของอร่อยไปเรื่อยๆ แล้วมองบรรยากาศท้องฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีจากฟ้าสดไปสู่สีส้ม มองนกบินผ่าน มองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า บ้างก็เดินลงไปเล่นน้ำในเขื่อนที่ไม่ได้ลึกมาก หรือขับรถเลาะไปตามทางที่พอสังเกตเห็นได้บ้าง ออกไปถ่ายรูปอาทิตย์อัสดง ตากลมเย็นๆ ที่พัดมาตลอดอย่างไม่ขาดสาย 

และกิจกรรมหนึ่งที่ทุกคนแทบจะตั้งตารอเลย คือการได้เห็นรถไฟขบวนยาวที่นานๆ จะโผล่มาที วิ่งผ่านบนสะพานเหนือทุ่งหญ้านั้น และโบกมือให้กับคนบนรถไฟ เสียงคำรามของเครื่องยนต์รถไฟและเสียงล้อกระทบรางดัง ควบคู่ไปกับเสียงคนจากในทุ่งที่ส่งเสียงแข่งกลับไปเพื่อทักทายรถไฟขบวนนั้น

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เราขอไม่แนะนำเป็นพิเศษว่ามาที่นี่แล้วต้องทำอะไร แต่ขอให้ทุกคนทำตามความรู้สึกของตัวเองในการซึมซับบรรยากาศแบบนี้ บรรยากาศที่หาไม่ได้เลยในเมืองหลวง บรรยากาศที่เอื้อกับการนอนรับลมชมวิวและดูพระอาทิตย์ค่อยๆ ตกลับขอบฟ้า

พวกเราออกจากที่นี่ตอนประมาณ 2 ทุ่ม ตามความตั้งใจที่จะรอรถไฟสินค้าขบวน 555 แหลมฉบัง-หนองคาย ที่จะผ่านราวๆ ทุ่มครึ่ง พวกเราไม่สามารถถ่ายรูปได้เพราะไม่เหลือแสงแล้ว เราเลือกมองดูมันวิ่งผ่านหัวไป แล้วใช้สมองจดจำภาพรถไฟคอนเทนเนอร์ความยาว 10 กว่าตู้วิ่งบนสะพาน โดยมีฉากหลังคือท้องฟ้าสีดำ มีดาวระยิบระยับกระจายเต็มไปหมด ซึ่งเป็นอะไรที่วิเศษมาก และรู้สึกว่าอยากกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับความหวังที่ว่ามันจะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่อไป โดยที่สภาพแวดล้อมไม่เพี้ยนไปจากเดิม

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เกร็ดท้ายขบวน

  1. ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการมานั่งปิกนิกที่ทุ่งกว้างนี้ คือช่วงตั้งแต่ 4 โมงเย็นไปจนถึงราวๆ 2 ทุ่ม และเดือนที่น้ำแห้งให้พอทำกิจกรรมได้ คือช่วงตั้งแต่เมษายนจนถึงราวๆ สิงหาคม
  2. ช่วงเวลาที่รถไฟผ่านที่นี่สามารถตรวจสอบได้กับสถานีโคกสลุง เนื่องจากรถสินค้าก็มีกำหนดเวลาไม่แน่นอน
  3. ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีห้องน้ำ จึงไม่เหมาะกับการพักค้างคืน
  4. ผู้มาเยือนอย่าลืมรักษาความสะอาด เก็บขยะและสิ่งแปลกปลอมให้หมดทุกชิ้น 
  5. ข้าวแต๋นน้ำแตงโมที่โคกสลุง อร่อยมากกกกกกกกก

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load