ก่อนจะเริ่มบทความนี้ ผมอยากให้ผู้อ่านทุกท่านอย่าเพิ่งเปิดไปดูเนื้อหาในส่วนอื่นๆ ค่อยๆ อ่านกันก่อนครับ ทีนี้ อยากให้ลองใช้จินตนาการกันสักนิดหนึ่งกับคำถามที่ว่า “ถ้าพูดถึงมัสยิด คุณจะนึกถึงอาคารที่หน้าตาประมาณไหน” ผมเชื่อว่าเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะ 90 เปอร์เซ็นต์ ของผู้อ่านน่าจะนึกถึงอาคารที่มียอดเป็นโดม บางท่านอาจจะเพิ่มหอคอยเข้าไปด้วย แน่นอนว่าลักษณะเด่นทั้งสองน่าจะเป็นภาพจำภาพหนึ่งของมัสยิดที่โดดเด่นที่สุดในความคิดของคนส่วนใหญ่ ทีนี้ลองดูภาพข้างล่างครับ

มัสยิดบางหลวง มัสยิดหนึ่งเดียวในไทยที่สร้างด้วยสถาปัตย์วัดพุทธจนคนไทยพุทธหลงยกมือไหว้

ผมเชื่อว่าหลายท่านน่าจะคิดว่านี่คือวัดพุทธ เพราะไม่ว่าหน้าจั่ว รูปทรง ดูยังไงก็วัดพุทธแน่ๆ แต่บอกเลยว่าสิ่งที่ท่านกำลังเห็นอยู่นี้คือมัสยิดครับ นี่คือมัสยิดเพียงหนึ่งเดียวที่นำสถาปัตยกรรมแบบวัดไทยมาสร้าง และมัสยิดแห่งนี้ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครนี่เอง เราจะไปทำความรู้จักกับมัสยิดบางหลวงพร้อมๆ กันครับ

มัสยิดบางหลวง หรือกุฎีขาว เป็นมัสยิดของชุมชนมุสลิมนิกายซุนนีที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีทั้งแขกจาม (กลุ่มมุสลิมจากจามปา ปัจจุบันอยู่ในประเทศเวียดนาม) และแขกแพ (กลุ่มมุสลิมที่อาศัยอยู่ในเรือนแพ) มัสยิดหลังแรกสันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นโดยโต๊ะหยี พ่อค้าชาวมุสลิมในสมัยรัชกาลที่ 1 ก่อนจะมีการสร้างมัสยิดหลังปัจจุบันขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 

หากมองจากภายนอกตัวอาคารมัสยิดจะดูเหมือนวัดไทยพุทธชนิดแยกไม่ออก เหมือนขนาดชาวชุมชนมัสยิดบางหลวงเล่าให้ฟังว่า เคยมีคนไทยพุทธเดินผ่านมาแล้วยกมือไหว้มัสยิดหลังนี้ด้วยความเข้าใจผิดเลยด้วยซ้ำ ตัวมัสยิดเป็นอาคารสีขาวชั้นเดียว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ กุฎีขาว หลังคาจั่วมุงกระเบื้อง หน้าบันประดับลายปูนปั้นดอกโบตั๋นหรือดอกพุดตาน ดอกไม้ที่นิยมประดับหน้าบันวัดในสมัยรัชกาลที่ 3 มีพาไล ทางเดินโดยรอบ ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดนี้เป็นลักษณะของวัดในสมัยรัชกาลที่ 3

มัสยิดบางหลวง มัสยิดหนึ่งเดียวในไทยที่สร้างด้วยสถาปัตย์วัดพุทธจนคนไทยพุทธหลงยกมือไหว้

 แล้วจะมีอะไรที่แยกมัสยิดหลังนี้จากวัดได้บ้าง ถ้ามองจากภายนอก จะมี 2 จุดที่พอสังเกตได้ อย่างแรกคือ สีของกระเบื้องมุงหลังคา ถ้าเป็นหลังคาวัดมักจะใช้กระเบื้องมากกว่า 1 สี อาจจะเป็นสีส้มกับสีเขียว หรือน้ำเงิน เหลือง แดง แต่มัสยิดหลังนี้ใช้หลังคาสีเขียวสีเดียว 

มัสยิดบางหลวง มัสยิดหนึ่งเดียวในไทยที่สร้างด้วยสถาปัตย์วัดพุทธจนคนไทยพุทธหลงยกมือไหว้

อีกจุดหนึ่งก็คือบนหน้าบัน ถ้าเป็นวัดสมัยรัชกาลที่ 3 จะประดับด้วยลายพันธุ์พฤกษาหรือดอกไม้เต็มพื้นที่ หรือ อาจจะใช้สัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์คือพระนารายณ์ทรงครุฑมาประดับ แต่ที่นี่ประดับกึ่งกลางหน้าบันด้วยรูปพานที่ใช้ลายใบอะแคนธัส (Acanthus) ซึ่งนิยมใช้กับหัวเสาในศิลปะตะวันตก มารองรับดอกบัวที่ภายในบรรจุตัวอักษรที่อ่านว่า อัลลอฮฺ นามของพระเป็นเจ้าในศาสนาอิสลาม โดยใช้วิธีการเล่นอักษร เขียนคำเดียวกันแบบสองด้าน ซึ่งเป็นเทคนิคที่นิยมและพบได้ทั่วไปในศิลปะอิสลาม

มัสยิดบางหลวง มัสยิดหนึ่งเดียวในไทยที่สร้างด้วยสถาปัตย์วัดพุทธจนคนไทยพุทธหลงยกมือไหว้

เมื่อเทียบกับด้านนอกแล้ว ภายในมัสยิดน่าจะแตกต่างจากภายในโบสถ์หรือวิหารอย่างชัดเจนที่สุด เพราะมุสลิมไม่มีการประดิษฐานรูปเคารพ ดังนั้น ภายในโถงละหมาดจะเป็นห้องโล่ง ผนังมีการตกแต่งด้วยชามและกรอบภาพที่นำเข้าจากประเทศมุสลิม ด้านในสุดเป็นที่ตั้งของมิห์รอบ (ออกเสียงว่า เมี๊ยะหรอบ) และมิมบัร มิห์รอบเป็นสิ่งที่ใช้ระบุทิศกิบละฮฺ หรือทิศที่มุสลิมทั่วโลกจะหันไปเวลาละหมาด นั่นก็คือหินดำ หรือกะอ์บะฮ์ ที่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย และเนื่องจากซาอุฯ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศไทย ดังนั้น มัสยิดทุกหลังในประเทศไทยจะหันไปทางทิศตะวันตกทั้งหมด ส่วนมิมบัร หรือแท่นยืนสำหรับให้อิหม่ามหรือคอเต็บขึ้นแจ้งข่าวสารหรือปราศรัย อารมณ์คล้ายๆ ธรรมาสน์ของวัดไทยครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่มัสยิดทุกหลังมี 

มัสยิดบางหลวง มัสยิดหนึ่งเดียวในไทยที่สร้างด้วยสถาปัตย์วัดพุทธจนคนไทยพุทธหลงยกมือไหว้

แต่สิ่งที่จะไม่เหมือนกันก็คือการออกแบบครับ มิมบัรและมิห์รอบของมัสยิดหลังนี้เป็นสิ่งที่เจ้าสัวพุก พ่อค้ามุสลิมชาวจีนต้นตระกูลพุกภิญโญ ได้สร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 6 แทนที่ของเดิมที่ชำรุด มิห์รอบของมัสยิดหลังนี้เป็นซุ้มสามยอดประดับกระจกสี และยังประดับด้วยลายพันธุ์พฤกษาที่ผสมผสานศิลปะไทย จีน และตะวันตก เข้าด้วยกัน รูปทรงดูคล้ายซุ้มประตูของอุโบสถวัดอนงคารามวรวิหาร ซึ่งอาจเป็นแรงบันดาลใจของช่างในการออกแบบมิห์รอบนี้ ส่วนมิมบัรมีลักษณะเป็นขั้นบันไดตั้งอยู่ภายในมิห์รอบอีกทีหนึ่ง

มัสยิดบางหลวง มัสยิดหนึ่งเดียวในไทยที่สร้างด้วยสถาปัตย์วัดพุทธจนคนไทยพุทธหลงยกมือไหว้

พอชมงานศิลปะอันงดงามตรงหน้าแล้ว ขอให้แหงนขึ้นไปดูเหนือหัวด้วย มัสยิดแห่งนี้มีของสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือตะเกียงโบราณ ตะเกียงนี้มีความสำคัญเพราะเป็นตะเกียงที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเป็นที่ระลึก เนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือเครื่องสังเค็ดในงานพระเมรุมาศนั่นเอง ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ที่มัสยิดแห่งนี้ ยังมีที่มัสยิดอีกหลายแห่ง เช่น มัสยิดต้นสน มัสยิดตึกแดงที่กรุงเทพมหานคร หรือจะเป็นมัสยิดตะเกี่ยโยคิณฯ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

มัสยิดบางหลวง มัสยิดหนึ่งเดียวในไทยที่สร้างด้วยสถาปัตย์วัดพุทธจนคนไทยพุทธหลงยกมือไหว้

ด้านหลังมัสยิดหลังนี้ยังมีกุโบร์ หรือสุสานของชาวมุสลิมอยู่ด้วย กุโบร์ของชาวมุสลิมค่อนข้างเรียบง่าย และมีหออะซานที่ใช้ประกาศเรียกคนในชุมชนให้มาละหมาด ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มัสยิดจะต้องมี ขาดไปไม่ได้เลยครับ

มัสยิดหนึ่งเดียวในไทยที่สร้างด้วยสถาปัตย์วัดพุทธจนคนไทยพุทธหลงยกมือไหว้
มัสยิดหนึ่งเดียวในไทยที่สร้างด้วยสถาปัตย์วัดพุทธจนคนไทยพุทธหลงยกมือไหว้

มัสยิดบางหลวงแห่งนี้จึงถือเป็นหลักฐานสำคัญของการประยุกต์เอางานสถาปัตยกรรมในท้องถิ่นที่ชาวมุสลิมเข้าไปอาศัย มาใช้ในการก่อสร้างมัสยิด ไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องสร้างเป็นโดมเสมอไป เพราะมัสยิดเป็นอาคารที่มีรูปทรงค่อนข้างยืดหยุ่นไปตามสภาพสังคม วัฒนธรรม พื้นที่ สภาพอากาศ ดังนั้น จึงมีการสร้างมัสยิดแบบท้องถิ่นอีกหลากหลายรูปแบบเลยครับผม

เกร็ดแถมท้าย

  1. มัสยิดบางหลวงตั้งอยู่ตรงข้ามมัสยิดต้นสนแค่ข้ามคลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวงเท่านั้น แค่ข้ามสะพานมาก็ถึงแล้วครับ ฝั่งตรงข้ามถนนมีตรอกเล็กๆ ที่เดินไปยังวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารและชุมชนกุฎีจีนได้เลยครับ ทางเข้ามัสยิดอยู่ริมถนน เดินไปตามทางไม่ไกล มัสยิดจะอยู่ทางซ้ายมือครับ
  2. ปกติมัสยิดไม่ได้เปิดให้เข้าไปชมด้านใน ถ้าอยากเข้าไปชมต้องลองติดต่อกับอิหม่ามของมัสยิดดู หรือรอเข้าไปชมหลังช่วงที่เขาละหมาดก็ได้ครับ 
  3. ถ้าใครอยากชมมัสยิดรูปทรงแปลกๆ ในกรุงเทพมหานคร อีกสักหลังที่แนะนำเป็นกุฎีเจริญพาศน์ครับ มัสยิดของกลุ่มมุสลิมนิกายชีอะห์แห่งนี้เป็นอาคารทรงมะนิลาหลังคามุงกระเบื้อง ไม่มีโดมเช่นกัน หรือถ้าใครไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เขาก็มีมัสยิดทรงพื้นเมืองตามเมืองเก่าเหมือนกัน เช่น ปีนัง มะละกา

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

ใกล้จะถึงวันคริสต์มาสกันแล้วครับ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการหาโบสถ์คริสต์งามๆ ชม เพราะจะเป็นช่วงที่โบสถ์คริสต์หลายแห่งมีการประดับประดาอย่างสวยงาม วันนี้เลยจะมานำเสนอสถาปัตยกรรมโบสถ์คริสต์งามๆ สักหลัง แต่โบสถ์คริสต์หลังนี้ไม่ได้อยู่วัดคริสต์แต่อย่างใด กลับมาอยู่ในวัดพุทธครับ ผมเชื่อว่าหลายคนรู้จักวัดนี้ แต่เอาเป็นว่าเราลองมาชมแบบละเอียดๆ กันสักหน่อยเป็นอย่างไรครับ กับ ‘วัดนิเวศธรรมประวัติ’

วัดนิเวศธรรมประวัติตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศใต้ของพระราชวังบางปะอิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้สร้างขึ้นสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับยังพระราชวังบางปะอิน ใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 ปี 22 วันจึงแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2421 และมีการจัดงานสมโภชใหญ่ถึง 4 วัน 4 คืนด้วยกัน

โปรดให้ใช้สถาปัตยกรรมแบบโบสถ์ฝรั่งโดยมีพระราชดำริว่า “ซึ่งทรงพระราชดำริให้สร้างโดยแบบอย่างเปนของชาวต่างประเทศ ดังนี้ ใช่จะมีพระราชหฤไทยเลื่อมไสนับถือสาสนาอื่นนอกจากพุทธสาสนั้นหามิได้ พระราชดำริห์ในพระราชประสงค์ จะทรงบูชาพระพุทธสาสนาด้วยของแปลกประหลาดแลเพื่อจะให้อาณาประชาราษฎรทั้งปวงชมเล่นเปนของประหลาด ไม่เคยมีในพระอารามอื่น แลเปนของมั่นคงถาวร ภอสมควร เปนพระอารามในหัวเมือง” ตัวสะกดแปลกๆ ที่ไม่เห็นนี้ไม่ใช่ภาษาชาวเน็ตหรือผมตั้งใจพิมพ์ให้ผิดแต่อย่างใด ข้อความนี้ปรากฏอยู่ในจารึกของวัด ถ้าใครอยากอ่านข้อความฉบับเต็มสามารถไปชมได้ภายในพระอุโบสถของวัดนี้ครับ

สิ่งที่ถือเป็นจุดเด่นที่สุดของวัดแห่งนี้ก็คือพระอุโบสถของวัดที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบโกธิคทั้งภายนอกและภายใน แม้แต่กำแพงแก้วที่ตั้งหลักเสมาก็ยังใช้ลวดลายแบบตะวันตกเลยครับ ซึ่งแน่นอนว่าผู้วางแผนออกแบบวัดแห่งนี้ย่อมไม่ใช่ช่างชาวไทยอย่างแน่นอน แต่เป็นสถาปนิกชาวตะวันตกนาม โยอาคิม กราซี (Joachim Grassi) ลองคิดเล่นๆ นะครับ ถ้าผมไม่บอกว่าที่นี่เป็นวัดพุทธ ใครเห็นอาคารสีเหลืองผนังเจาะช่องหน้าต่างยอดแหลม มีหอระฆังยอดแหลมแบบนี้ ก็ต้องว่าที่นี่คือโบสถ์คริสต์แหงๆ จริงไหมครับ

วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา

พอเข้าไปข้างในเราก็ยังเห็นว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าก็ยังเป็นศิลปะแบบตะวันตก ไม่ว่าจะงานตกแต่งภายใน บานประตูหน้าต่างประดับกระจกสลับสี ซุ้มเรือนแก้วประดิษฐานประติมากรรม แต่สิ่งที่ประดิษฐานอยู่ภายในซุ้มด้านในคือ ‘พระพุทธนฤมลธรรโมภาส’ พระพุทธรูปประธานของวัดแห่งนี้ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษญวรการ เป็นผู้ออกแบบ ปั้นหุ่น และหล่อ ขึ้นใน พ.ศ. 2420 และถือเป็นผลงานชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของพระองค์ท่าน พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปแบบกึ่งสมจริงแบบที่นิยมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยพระพุทธรูปนี้ไม่มีอุษณีษะและจีวรมีริ้วยับย่นอย่างสมจริง ขนาบสองฝั่งด้วยพระอัครสาวก พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ

วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา

แต่ทั้งสององค์ไม่ใช่พระสาวกคู่เดียวที่อยู่ภายในพระอุโบสถหลังนี้ ยังมีพระสาวกอีก 6 องค์อยู่ตามแนวเสาโดยดีไซน์ของพระสาวกทั้ง 8 องค์เหมือนกันเป๊ะ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นใคร ง่ายมากครับ พระสารีบุตรเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย พระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา ดังนั้น ทั้งสององค์จะอยู่ขนาบพระพุทธรูปตามตำแหน่งนี้ ส่วนอีก 6 องค์นั้นให้ลองสังเกตด้านล่างของพระสาวก จะมีแผ่นจารึกที่ระบุชื่อ ทิศ และคำนมัสการของพระสาวกนั้นๆ เอาไว้แล้วครับ เพราะฉะนั้น อ่านเอาได้เลย แต่คุณต้องมีสกิลการอ่านอักษรขอมไทยก่อน ถึงจะอ่านคำนมัสการได้นะครับ

วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา

ภายในพระอุโบสถยังมีของน่าสนใจอื่นๆ เช่น จารึกที่กล่าวถึงการสร้างวัดนิเวศธรรมประวัติแห่งนี้ แต่ของสำคัญชิ้นหนึ่งที่อยู่ภายในพระอุโบสถหลังนี้ก็คือพลับพลาทรงฝรั่งขนาดกำลังดี ประดับรูปช้างเผือก 3 เศียร ซึ่งหมายถึงสยามเหนือ สยามกลาง สยามใต้ ซึ่งพบบนตราพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน พลับพลานี้เป็นพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราวเสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินครับ

แต่ไฮไลต์ของพระอุโบสถหลังนี้ยังไม่หมดเท่านี้ครับ ถ้าหันหลังกลับไปที่ทางเข้าแล้วแหงนหน้าขึ้นไปจะเห็นกระจกสียอดแหลมอยู่ใต้ Rose Window กระจกสีในกรอบวงกลมที่พบได้ทั่วไปตามโบสถ์คริสต์ทั่วไป ซึ่งกระจกสียอดแหลมนี้ทำเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ หรือภาพเหมือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ฉลองพระองค์ครุยอย่างไทยประทับนั่งบนบัลลังก์ ด้านล่างมีจารึกระบุว่า ‘Chulalongcorn Rex Siamensis’ ซึ่งแปลว่า จุฬาลงกรณ์ กษัตริย์สยาม แต่เนื่องจากภาพมีขนาดไม่ได้ใหญ่มากทำให้จารึกยิ่งเล็กลงไปอีก ถ้าใครจะดูของจริงก็คงต้องพึ่งกล้องส่องทางไกลหรือเลนส์ซูมของกล้องถ่ายรูปสักหน่อยครับ ผมเลยขอนำมาให้ชมกันแบบชัดๆ ไปเลย

วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา

ทีนี้เราลองออกไปชมข้างนอกบ้าง มีของน่าสนใจอีกหลายอย่างเลย เริ่มกันด้วยสุสานหลวงดิศกุลอนุสรณ์ ที่บรรจุอัฐิของราชสกุล ‘ดิศกุล’ เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เจ้าจอมมารดาชุ่มในรัชกาลที่ 5 รวมทั้งหม่อมเจิม ดิศกุล และพระราชโอรส-ธิดาของพระองค์ ที่นี่ยังมีพระตำหนักสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระตำหนัก 2 ชั้นสีเหลืองหลังคามุงกระเบื้องประดับลายฉลุซึ่งพระองค์ท่านประทับเมื่อครั้งที่ทรงผนวชและจำพรรษที่วัดแห่งนี้ ระหว่างที่ท่านประทับอยู่ที่นี่ท่านยังได้ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือเด็กขึ้นที่วัดแห่งนี้ ทำให้ทรงนิพนธ์ตำรา แบบเรียนเร็วเล่ม 1 เพื่อใช้สอนนักเรียนที่โรงเรียนของวัด ปัจจุบันที่นี่เป็นพิพิธภัณฑสถานส่วนพระองค์ของพระองค์ท่านอีกด้วย

วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา

จริงๆ ภายในวัดแห่งนี้ยังมีของดีให้ดูอีกเยอะแยะเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาแดดซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ช่างอิตาลีนำมาจากเมืองมิลานและจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2421 หอพระพุทธรูปศิลาซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรกศิลปะขอมที่อัญเชิญมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หอพระคันธารราษฎร์ หรือแม้แต่หมู่กุฏิของวัดที่มีความหลากหลายและสวยงามแปลกตา เรียกได้ว่าถ้าใครไปชมพระราชวังบางปะอินแล้วมีเวลาเหลือ ที่นี่เป็นอีกที่หนึ่งซึ่งไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ แต่ถ้าจะให้ดี ควรชมทั้งสองที่ภายในวันเดียวกันเลยครับผม

วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดนิเวศธรรมประวัติอยู่ใกล้พระราชวังบางปะอิน เราสามารถไปชมวันเดียวกันกับพระราชวังปะอินได้เลยครับ โดยจะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถบัสจากหมอชิต หรือรถไฟ ก็ได้ เลือกการเดินทางที่ท่านชอบได้เลย
  2. เนื่องจากวัดนิเวศธรรมประวัติตั้งอยู่บนเกาะ วิธีการเดียวที่จะไปถึงก็ยังต้องนั่งกระเช้าข้ามไป โดยกระเช้าสามารถนั่งได้ประมาณ 6-8 คน ใช้เวลาประมาณนาทีเดียวก็ถึงแล้วครับ
  3. ถ้าใครรู้สึกความเป็นตะวันตกในวัดพุทธที่วัดแห่งนี้ยังแปลกไม่พอ ผมขอแนะนำวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ อีกสักวัดหนึ่ง ถึงแม้ว่าสถาปัตยกรรมภายนอกจะเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณี แต่ภายในกลับใช้งานตกแต่งแบบโบสถ์คริสต์มาใช้ การผสมผสานนี้เจอแค่ที่นี่ที่เดียวเช่นกันครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load