“โรงพยาบ้าน มาจากที่เราทำโรงพยาบาลให้เหมือนบ้าน มีความอบอุ่น เป็นมิตร น่าอยู่” 

คอลัมน์ Pubilc Space คราวนี้ แอน-อิสริยา ปุณโณปถัมภ์ สถาปนิกชุมชนจากอาศรมศิลป์กลับมาพูดคุยกับเราอีกครั้ง พร้อมกับพา เกรส-วิลาสินี ยมสาร หนึ่งในทีมออกแบบ นำโปรเจกต์ปรับปรุงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ที่ทุกคนตั้งใจปั้นกันร่วมปีมาเล่าให้เราฟัง

โปรเจกต์นี้ไม่ใช่การรีโนเวตที่เราเคยเห็นโดยทั่วไป หากเป็นการ ‘เชื่อมประสาน’ ระหว่างโรงพยาบาลและชุมชนรายรอบ

ทั้งทางกายภาพ – ทั้งความสัมพันธ์ทางใจ

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

ศูนย์ฟื้นฟูชุมชน

“เป้าหมายของจังหวัดนนทบุรี คืออยากให้โรงพยาบาลนี้รองรับการเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด มีแผนว่าจะทำ Master Plan ใหม่ วางแผนพัฒนาพื้นที่โรงพยาบาล ปรับพื้นที่ ทางเข้าออก และขยายให้รองรับได้ถึง 200 เตียง จากเดิมที่มี 30 เตียง” แอนเริ่มเล่าด้วยการย้อนไปถึงที่มาตอนเริ่มต้น 

เมื่อทราบเป้าหมายของจังหวัด ทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 จึงยกเรื่องนี้ไปปรึกษากับทาง สสส. ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะ ซึ่ง สสส. ก็ได้ชักชวนทีมอาศรมศิลป์ที่คุ้นเคยกันจากโปรเจกต์อื่น เข้ามาร่วมเป็นทีมออกแบบให้โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ทันที

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

“ไซต์ของโรงพยาบาลอยู่ใกล้กับชุมชนมาก มีทั้งชุมชนเก่าและชุมชนใหม่เลยค่ะ” เกรสอธิบายบริบทของโรงพยาบาลให้เข้าใจตรงกัน “คาดการณ์ว่าในอนาคตชุมชนจะโตขึ้น แล้วโรงพยาบาลก็จะเป็นพื้นที่รองรับผู้คนที่มาใช้งาน”

ภาพตรงหน้า แสดงให้เห็นถึงแผนผังแสดงพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาล ซึ่งสองสถาปนิกพยายามขีดให้เราดูตำแหน่งของชุมชนที่รายล้อม

เช่นเดียวกับภาพรวมของประเทศไทย ตอนนี้นนทบุรีและพื้นที่ใกล้โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 เรียกได้ว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุ มีผู้สูงอายุจำนวนมากอาศัยในละแวกนั้น ทว่าไม่มีพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสมให้คุณตาคุณยายเหล่านี้ไปใช้งาน มีเพียงพื้นที่ในหมู่บ้านจัดสรรหรือโรงเรียนที่ไม่ได้เปิดให้ทุกคนเข้าไปได้ ชาวบ้านบางส่วนจึงเข้ามาออกกำลังกายในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นที่ที่คนแถวนี้รับการรักษาอยู่เป็นประจำ

ทั้ง สสส. และอาศรมศิลป์ จึงคิดตรงกันว่า นอกจากต้องการขยายขนาดเป็น 200 เตียง หรือปรับให้เป็นโรงพยาบาลที่เน้นเรื่องการฟื้นฟูสุขภาพแล้ว ยังอยากให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อกิจกรรมของชุมชนโดยรอบ และทำให้โรงพยาบาลเป็นศูนย์รองรับการดูแลผู้สูงอายุด้วย

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

คุยคุ้ยปัญหา

หลังจากผ่านการสำรวจเก็บข้อมูล ทำความเข้าใจพื้นที่โครงการและผู้ใช้งานมาแล้วประมาณหนึ่ง ‘กระบวนการออกแบบ’ ตามสไตล์ของอาศรมศิลป์ก็เริ่มต้นขึ้น

ทางทีมได้เข้าไปพูดคุยเรื่องแนวคิดการทำให้โรงพยาบาลเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชน ซึ่งผู้บริหารก็รับฟัง และยินดีติดต่อบุคลากรแผนกต่าง ๆ รวมถึงชาวบ้านในชุมชนรอบ ๆ เพื่อมาร่วมให้ข้อมูลตามคำขอของทีมออกแบบ โดยกระบวนการนี้จะเริ่มด้วยการเข้าไปพูดคุยกับบุคลากรในโรงพยาบาลเป็นอันดับแรก

“โรงพยาบาลมี 10 กว่าแผนก เราก็เข้าไปคุยกับบุคลากรทีละแผนก” เกรสอธิบาย ทีมอาศรมศิลป์ให้ทุกฝ่ายในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ สะท้อนปัญหาการใช้งานที่ประสบมา เพื่อนำไปใช้ในการทำแบบรีโนเวต

แม้ว่าบุคลากรในโรงพยาบาลจะงง ๆ บ้าง เพราะไม่แน่ใจว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ได้งบประมาณมาจากไหน แต่เมื่อทีมออกแบบเล่าให้ฟังถึงเจตนาของโปรเจกต์ ทุก ๆ คนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“ห้องพักแพทย์ไม่พอ ห้องพักเจ้าหน้าที่ก็ไม่พอ” เพราะบรรยากาศการพูดคุยเป็นกันเอง เหล่าบุคลากรจึงรู้สึกสบาย ๆ กับการออกความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทางลาดเข้าอาคารชันเกินไป ใช้ไม่ได้จริง เรื่องการไม่มีที่พักคอยของคนป่วย ต้องยืนออกันที่โถงด้านหน้า เรื่องห้องน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ หรือเรื่องอากาศในโรงพยาบาลไม่ถ่ายเท

โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 สร้างมาจากแปลนโรงพยาบาล 30 เตียงที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้เป็นมาตรฐาน แปลนนี้อาจจะเหมาะกับบางพื้นที่ แต่สำหรับที่นี่ ได้มีการต่อเติมตามการใช้งานไปไม่น้อย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น อากาศไม่ถ่ายเท ก็มาจากการต่อเติมอาคารที่ว่า

“สำหรับภายนอกอาคาร ปัญหาหลัก ๆ คือความเปลี่ยว แสงสว่างไม่เพียงพอ” นอกจากภายในแล้ว ด้านนอกก็มีปัญหาของตัวเองเช่นกัน 

ทั้งหมดนี้ ทีมออกแบบก็ได้ตั้งใจเก็บข้อมูลไปใช้ต่ออย่างเต็มที่

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

ไอเดียชาวบ้าน

จากนั้นก็ถึงคราวลงพื้นที่ไปคุยกับชุมชน ซึ่งหมู่ 7 และหมู่ 8 เป็นสองชุมชนแรกที่อาศรมศิลป์ได้สัมผัส

“ชาวบ้านเน้นพูดถึงการบริการเป็นส่วนใหญ่” เกรสเล่ายิ้ม ๆ

“รีโนเวตโรงพยาบาลเขาก็คิดว่าสำคัญนะ แต่เขาจะโฟกัสเรื่องให้ปรับปรุงการบริการมากกว่า เราเลยเห็นว่าควรเข้าไปสร้างทัศนคติที่ดีต่อกัน” แอนเสริมขึ้นมา แม้แต่หมู่ 8 เองซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาล และมีชาวบ้านเข้าไปใช้พื้นที่มากที่สุด ทุกคนก็ยังไม่ได้สนิทสนมกับโรงพยาบาลเท่าไหร่นัก

พอมานั่งทบทวนการจัดกระบวนการที่ได้ทำมา ทางอาศรมศิลป์สรุปได้ว่า จริง ๆ แล้วชาวบ้านไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาพื้นที่ แต่พวกเขารู้สึกว่าให้ข้อมูลไปก็เท่านั้น เพราะโครงการอาจไม่เกิดขึ้นจริง

“เราต้องคุยให้เขาเห็นภาพชัดเจนว่าเขาจะมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ได้ยังไง แล้วโครงการนี้จะดีต่อเขายังไง” อาศรมศิลป์พยายามสรุปทิศทางการทำงานต่อ

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

‘เล่าเคสตัวอย่างให้ฟัง’ เป็นวิธีที่ทีมออกแบบเลือกใช้ในการเข้าไปคุยกับชุมชนถัด ๆ ไป อย่างหมู่ 5 และหมู่ 6

เคสแรก คือโรงพยาบาลราชพฤกษ์ ตัวอย่างที่ดีของการออกแบบอาคารและสภาพแวดล้อมให้อบอุ่น เหมือนเดินเข้าไปในบ้าน

เคสถัดมา คือการปรับปรุงพื้นที่อนามัยท่าฉลอม ที่ทำให้เห็นว่าแม้พื้นที่จะมีขนาดเล็ก แต่ชาวบ้านก็มีส่วนร่วมในการออกแบบ ทำให้เป็นพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรมของชุมชนได้

เคสสุดท้าย โครงการลานกีฬาพัฒน์ ซึ่งใช้พื้นที่ใต้ทางด่วนอุรุพงษ์ ให้ชุมชนมุสลิมมาร่วมกันปรับปรุงและบริหารจัดการพื้นที่

สมความตั้งใจ การเล่าเคส (โดยเฉพาะสองเคสหลัง) ทำให้ชาวบ้านทั้งสองหมู่ ‘เก็ต’ ขึ้นมา ว่าพวกเขาเข้าไปมีส่วนร่วมในการปรับปรุงพื้นที่ด้วยการเสนอไอเดีย รวมถึงเมื่อพื้นที่นั้นสร้างเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็เข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ได้ด้วย

“พอเขาเก็ต ไอเดียก็เริ่มไหลออกมาเยอะแยะ” เกรสว่า

ชุมชนเกษตรกรรมเสนอจะเข้าไปช่วยปลูกต้นไม้ให้บรรยากาศร่มรื่น บ้างก็เสนอสวนผักสมุนไพร ปลูกไว้ให้โรงพยาบาลใช้ แล้วก็มีตลาดนัดเกษตรกรรม ขายพืชผักปลอดภัย ประเด็นที่ชาวบ้านเห็นว่าโรงพยาบาลขาดแคลนร้านอาหาร ญาติมาเยี่ยมแล้วไม่มีอะไรกิน ชาวบ้านก็ปิ๊งไอเดียว่าให้เปิดโซนร้านค้าชุมชน ประเด็นที่เด็ก ๆ ไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ก็มีการเสนอให้สร้างสนามเด็กเล่น และสุดท้ายที่สำคัญ คือพื้นที่ออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ อย่างที่กล่าวไปในตอนแรกว่าชุมชนโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยคุณตาคุณยาย

“ที่ผ่านมากายภาพเองก็มีผล เวลาเข้าโรงพยาบาลไปแล้วมันอุดอู้ ไม่มีที่พักคอย ร้อน ก็ทำให้บรรยากาศพูดคุย การบริการไม่ค่อยดี ตอนแรกที่เราเข้าไป ชาวบ้านเลยยังไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมในการปรับปรุงโรงพยาบาลได้แค่ไหน”

สถาปนิก ผู้ถือได้ว่าเป็นตัวกลางระหว่างสองฝ่าย ได้สะท้อนความความตั้งใจของผู้บริหารโรงพยาบาลไปว่า ทางโรงพยาบาลเห็นความสำคัญของชุมชน และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของทั้งชาวบ้านและบุคลากร เมื่อได้รู้เช่นนั้น ชาวบ้านก็คลายความไม่แน่ใจ และร่วมกันออกไอเดียอย่างเป็นธรรมชาติ

“กระบวนการมีส่วนร่วม เหมือนเป็นการสร้างทัศนคติที่ดี โดยใช้เครื่องมือเป็นการออกแบบ มาชวนพูดคุยสร้างความเข้าใจกัน” 

จากครั้งนี้ ทางอาศรมศิลป์ก็ได้วิธีการเล่าเคสตัวอย่างและการสื่อสารความตั้งใจจริง ไปเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่ดี ที่จะนำไปใช้คุยกับชุมชนต่อ ๆ ไปได้ในอนาคต

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

ภาพฝันร่วมกัน

เริ่มด้วยการลงพื้นที่สำรวจ สู่การรับฟังความเห็นจากบุคลากรในโรงพยาบาล การสนทนากับชาวบ้าน แล้วก็วนกลับมาที่การพูดคุยกับผู้บริหารอีกครั้ง

อาศรมศิลป์ได้แสดง Site Analysis หรือแผนที่พร้อมบทวิเคราะห์ที่ตั้งโรงพยาบาล ชี้แจงความสำคัญของพื้นที่โรงพยาบาลต่อชุมชนโดยรอบให้ผู้บริหารเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงนำข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยกับผู้ใช้งานพื้นที่อย่างบุคลากรและชาวบ้านมาเล่าด้วย

“เราเล่าว่าชุมชนมีข้อเสนออะไร อยากจะให้โรงพยาบาลปรับปรุงอะไรบ้าง แล้วเขาอยากจะมีส่วนร่วมในการเข้ามาช่วยพัฒนาอะไรบ้าง” แอนกล่าวถึงการเป็นตัวกลาง ทำหน้าที่ถ่ายทอดความคิดจากชาวบ้านสู่ผู้บริหารโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อเหล่าผู้บริหารได้ฟัง ก็เต็มใจอย่างยิ่งที่จะพิจารณาข้อเสนอของชาวบ้าน

หลังจากที่ได้รู้ความต้องการของแต่ละฝ่ายแล้ว อาศรมศิลป์ก็ทำการออกแบบทั้งหมด 3 ส่วน

ส่วนแรก ปรับปรุงตัวอาคารเดิมที่เป็นอาคารผู้ป่วยนอก ให้เป็นโรงพยาบาลที่อบอุ่น แม้กายป่วยใจไม่ป่วย

ส่วนที่สอง ปรับปรุงภูมิทัศน์โรงพยาบาล เพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายของชุมชน

  และส่วนที่สาม ทำผังแม่บท เพื่อวางแผนรองรับการพัฒนาเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของโรงพยาบาล พร้อมออกแบบอาคารใหม่เพิ่มมาให้รองรับได้ 200 เตียง

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน
โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

“พอเราออกแบบแล้วนำกลับไปเสนอบุคลากร เราเห็นความเปลี่ยนแปลงในแววตาเขาเลยนะ” เกรสเล่าถึงบรรยากาศการฉายภาพฝันในรูปแบบ Perspective และ Master Plan ให้ทุกคนดู

“จากที่เขาคิดว่ามันดูเป็นไปไม่ได้ ก็เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นมา แล้วเสนอไอเดียต่อยอดจากแบบที่เราทำได้ อย่างเรื่องพื้นที่สาธารณะในโรงพยาบาล เขาก็มีความเห็นในวิธีออกแบบเพื่อความปลอดภัยของคนไข้”

จากที่บุคลากรจะนิ่งเงียบ เมื่อพูดถึงพื้นที่อื่นที่ไม่เกี่ยวกับแผนกของตัวเอง ในที่สุดก็ถึงบรรยากาศที่ทุกคนร่วมระดมความคิด จนได้สโกแกนน่าภูมิใจอย่าง ‘โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 โรงพยาบาลกลางธรรมชาติ กลางใจเราทุกคน’ และ คืนสวน คืนสุข สู่ชุมชน  

“ตอนเราเสนอโซนนิ่งให้ส่วนของชุมชนอยู่ด้านหน้า ส่วนรักษาอยู่ตรงกลาง บุคลากรก็บอกกันว่าให้ชุมชนเข้ามาทำกิจกรรมตรงกลางด้วยได้นะ ทำให้เห็นว่าบุคลากรยอมรับแล้วก็จัดสรรพื้นที่ให้ชุมชนมาใช้ในโรงพยาบาลมากกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก” แอนกล่าว “มันสะท้อนจากโซนนิ่ง”

ไม่เพียงชาวบ้านเท่านั้นที่รู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนร่วมออกไอเดีย บุคลากรในโรงพยาบาลเองก็เช่นกัน อาศรมศิลป์ได้เข้าไปพูดคุย และให้ความสำคัญกับความเห็นของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะตำแหน่งเล็ก ใหญ่ หรือว่าทำงานมานานแค่ไหน

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

แบบสุดท้ายของโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ได้แก้ปัญหาที่เคยเป็น อย่างเรื่องทางลาดที่ไม่ได้มาตรฐาน เรื่องห้องพัก-ห้องน้ำไม่เพียงพอ หรือเรื่องอากาศไม่ถ่ายเท ส่วนประเด็นการไม่มีพื้นที่พักคอยซึ่งเป็นปัญหาที่ชาวบ้านทุกคนพูดถึง สถาปนิกก็ได้ออกแบบชานที่เหมาะสมและมีพื้นที่สีเขียวให้ 2 อาคารโรงพยาบาลใช้ร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีการแยกทางเข้าให้โรคอุบัติใหม่ด้วย

สำหรับพื้นที่สาธารณะในโรงพยาบาลนั้น ด้านนอกสุดจะเป็นลานกิจกรรมชุมชน ใช้ออกกำลังกาย พักผ่อน หรือจัดงานเทศกาล ส่วนด้านในก็จะเป็นสเปซเอาต์ดอร์บรรยากาศดี ๆ ให้คนไข้และชาวบ้านใช้ร่วมกัน โดยมีพื้นที่สวนสมุนไพร-ผักสวนครัวที่ทางชุมชนเสนอจะปลูกให้โรงพยาบาลใช้ทำอาหารอยู่ในบริเวณนั้น

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน
โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

“มีเจ้าหน้าที่เอกซเรย์คนหนึ่งชื่อป้าจวน เดินขึ้นมาจับมือ แล้วบอกว่าอีก 3 – 4 ปีเขาจะเกษียณแล้วนะ เขาเห็นแบบแล้วอยากให้เกิดขึ้นจริง” เกรสเล่าความประทับใจปิดท้าย

“เขาคิดว่าถ้ามันปรับแล้ว โรงพยาบาลก็จะมีสภาพแวดล้อมที่ดี ดีต่อใจเจ้าหน้าที่ด้วย ดีต่อชาวบ้านด้วย กลายเป็นโรงพยาบาลของชุมชนที่ทุกส่วนมาใช้งานร่วมกันได้จริง ๆ”

ปัจจุบันโปรเจกต์ปรับปรุงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 อยู่ในขั้นตอนของบประมาณก่อสร้าง และจะค่อย ๆ ดำเนินการไปทีละส่วน ท่ามกลางการรอคอยอย่างใจจดใจจ่อของบุคลากรในโรงพยาบาลและชาวบ้าน

‘โรงพยาบ้าน’ ของชาวนนทบุรี กำลังจะเกิดขึ้นจริงแล้ว

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

โรงพยาบาลบางบัวทอง 2

ที่ตั้ง : เลขที่ 8/88  หมู่ที่ 8 ถนนเลียบคลองตาชม ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110 (แผนที่)

เปิดทำการ 24 ชั่วโมง

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

2 พฤศจิกายน 2560

ทำไมเราถึงไม่มีพื้นที่สีเขียวกินได้?

อันที่จริง สวนสมุนไพรหรือต้นกะหล่ำริมทางเท้าที่สวยแปลกตาไม่ใช่เรื่องใหม่ ในนิวยอร์กมีพื้นที่สาธารณะสีเขียวมากมาย และหลายที่ก็ปลูกพืชพันธุ์ที่กินได้ แต่มีกฎว่าห้ามเด็ด แตะต้อง หรือเคลื่อนย้าย ต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะ  แล้วทำไมเราถึงปลูกต้นไม้ที่กินได้ในพื้นที่ที่เราแตะต้องต้นไม้ไม่ได้? นี่อาจดูเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าที่จะตอบ แต่แล้วก็มีแสงสว่างเล็กๆ ที่ปลายอุโมงค์เมื่อ Mary Mattingly (แมรี่ แมททิงลีย์) วิชวลอาร์ติสท์ชาวนิวยอร์ก ไปเจอว่า ไม่มีกฎข้อไหนห้ามแตะต้องของที่อยู่ในน้ำ

งั้นเราก็เอาของกินได้ไปลอยน้ำซะเลยสิ!

“ศิลปะมันมักจะตั้งคำถามกับคน ความแตกต่างของศิลปินกับนักออกแบบคือ นักออกแบบออกแบบเพื่อตอบคำถาม ขณะที่ศิลปินสร้างงานศิลปะเพื่อตั้งคำถาม”

แมรี่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ของคน สิ่งของ และธรรมชาติ ผลงานของเธอเลยมักจะพูดถึงประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เธอเชื่อว่า พื้นที่สาธารณะนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อทุกคน และมันจะยั่งยืนได้ดีที่สุดด้วยการจัดการของคนในพื้นที่ซึ่งพึ่งพาอาศัยกัน เชื่อใจกัน และทำงานร่วมกันเพื่อดูแลพื้นที่ของพวกเขาเอง รวมถึงเชื่อว่า อาหารก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สาธารณะ

เทรนด์พื้นที่สีเขียวกินได้กำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ พอได้ข่าวว่า Swale โครงการพื้นที่สีเขียวกินได้ในรูปแบบเรือลอยน้ำของแมรี่จัดดินเนอร์ปาร์ตี้ในสวนผัก แถมเจ้าสวนนี้มันลอยน้ำเเละเคลื่อนที่ไปรอบตัวเมืองนิวยอร์ก ก็ยิ่งทำให้เราตื่นเต้นขึ้นไปอีก สารภาพว่าภาพแรกในหัวตอนที่ได้ยินนั้นคิดว่าเป็นแคมเปญเก๋ๆ ของร้านอาหารที่จัดดินเนอร์ผักออร์แกนิกบนเรือ มีสวนผักเล็กๆ สำหรับทำสลัด และนั่งชมวิวตึกสูงในแมนฮัตตันบนแม่น้ำฮัดสัน โห โคตรฮิป!

เราไม่ได้ไปดินเนอร์เพราะติดเรียนค่ะ แต่เข้าไปส่องดูโปรเจกต์นี้ ก่อนจะตามไปจุดจอดล่าสุดที่ South Bronx เซาธ์บรองซ์) พอไปถึงของจริงนั้น ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับที่คิดเลยยยยย ไม่ใช่ไม่ดี แต่มันฮิปกว่านั้นมากต่างหาก!

เรานั่งรถไฟไปเกือบสุดสาย The Bronx ลงที่สถานี Whitlock ave. เป็นที่รู้กันดีว่าย่านบรองซ์นั้นขึ้นชื่อเรื่องอาชญากรรมและอันตราย แต่นอกจากนั้นย่านเซาธ์บรองซ์ ยังได้ชื่อว่าเป็นทะเลทรายของอาหาร (food desert) ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของอเมริกา ซึ่งเมื่อระบบตอบสนองความต้องการพื้นฐานไม่แข็งแรงก็ย่อมส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนไม่แข็งแรงไปด้วย ซึ่งนำไปสู่อาชญากรรมไงเล่า เราเดินมุ่งหน้าไป Concrete Plant Park สวนริมน้ำเล็กๆ ที่แม้เช้านี้ฝนตกและท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาๆ แต่ก็มีผู้คนออกมานั่งเล่น ตกปลา และทำกิจกรรม กันพอสมควร

Swale ซึ่งดัดแปลงมาจากเรือบรรทุกสินค้าเก่าจอดเทียบท่าอยู่ เนื่องจากช่วงนี้เริ่มเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ต้นไม้เลยแลดูบางตาไปบ้าง Amanda (อะแมนด้า) ภัณฑารักษ์ของที่นี่ พาเราเดินดูต้นไม้ต่างๆ เด็ดนั่นนี่มาให้ดม พอรู้ว่าเป็นคนไทย เธอก็เดินไปเด็ดใบโหระพามาให้ แล้วก็ปีนไปเก็บใบโหระพาอิตาเลียนมาให้ดมเปรียบเทียบ หลังจากเธอเดินไปเดินมา มุดโน่นเก็บนี่มาให้เราดูสักพัก ก็คงเริ่มจับได้ว่ามีคนไทยสองคนยืนงงอยู่ว่ามันคืออะไร เธอเลยอธิบายว่า ต้นไม้ของที่นี่ปลูกแบบผสมกันเพื่อให้มันเติบโตไปแบบธรรมชาติที่สุด และคัดมาแล้วว่าพวกมันจะอยู่รอดได้ในช่วงฤดูหนาว ถ้าเป็นเด็กๆ มาใหม่ก็จะสนุกกับการหาต้นโน้นต้นนี่ ส่วนเธอทำงานที่นี่มานานจนจำได้แล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน เด็กบางคนที่มาที่นี่ก็ได้มาเห็นต้นไม้ตัวจริงจากที่ปกติเคยเห็นแต่บนพิซซ่า อย่างเช่นออริกาโน (เราก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก) ครึ่งหนึ่งของคนที่มาที่นี่เป็นคนในชุมชน ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวพาลูกๆ มาเรียนรู้ อีกส่วนเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากย่านอื่น

เราอาจจะคุ้นเคยกับการเห็นป้ายห้ามเด็ด หรือห้ามเหยียบในสวน แต่ที่นี่กลับเชิญชวนให้เรามาเด็ด มาหยิบกลับบ้าน ไปจนถึงเอามาปลูก

ต้นไม้ของที่นี่หลากหลาย ตั้งแต่โหระพา มินต์ ออริกาโน กะหล่ำปลี บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ เคล ต้นหอม ไปจนถึงแอปเปิ้ล (ที่จริงมันมีเยอะกว่านี้แหละ แต่หลายต้นเราก็ไม่รู้จัก) แม้ว่าต้นไม้ทุกต้นจะกินได้ เรื่องความปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้เช่นกันหากจะเปิดให้คนกิน ที่นี่จึงให้ความสำคัญในการทำป้ายเพื่อให้ความรู้ด้วย และ Swale ยังต้องหาคำตอบในเรื่องว่าถ้าเปิดพื้นที่สาธารณะให้คนเข้ามาเก็บได้อย่างเสรีแล้วมันจะเป็นการทำลายต้นไม้ และส่งผลต่อระบบแลนด์สเคปหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เขาก็กำลังหาคำตอบร่วมกันกับองค์กรผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญ คือให้ความรู้คนในชุมชน เพื่อหาคำตอบร่วมกันในด้านการจัดการและดูแลด้วย นับว่า Swale ขยายนิยามคำว่า สวนสาธารณะ ออกไปกว้างกว่าการเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับการพักผ่อนของทุกคน สู่การเป็นพื้นที่ที่เราทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา พัฒนา และใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

หลังจากไปจอดที่ Governors Island และ Brooklyn Bridge Park Swale กลับมาจอดที่ Concrete Plant Park อีกครั้งเนื่องจากเสียงตอบรับที่ดีของโครงการ ทำให้หน่วยงานรัฐมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะสร้างสวนสาธารณะที่กินได้ขึ้นมาจริงๆ ปีนี้ Swale ร่วมมือกับ Bronx River Alliance, The Point และ the New York City Parks Department เป็นพี่เลี้ยงให้โครงการ Foodway ที่รัฐตั้งใจจะเปลี่ยนสวนริมแม่น้ำบรองซ์ให้กลายเป็นสวนครัวสาธารณะของชุมชน และไม่ใช่แค่สวนนี้นะ แต่ยาวไป 23 ไมล์ตลอดทั้งแม่น้ำเลย

เล่าแล้วก็นึกถึงตอนที่คุณป้ากั้นรั้วเพื่อไม่ให้มะม่วงตกไปบ้านข้างๆ หรือบางปีที่มะม่วงออกลูกดกจนไม่รู้จะเอาไปแจกใคร… ยิ่งคิดก็… ยิ่งอยากกินข้าวเหนียวมะม่วง

Swale จึงกลายเป็นสวนสาธารณะกินได้แห่งแรกของเมืองนิวยอร์ก เป็นพื้นที่ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมดูแลพื้นที่ของตัวเอง เป็นโมเดลที่ผลักดันให้เกิดสวนทดลองที่สนับสนุนโดยภาครัฐและกำลังผลักดันไปสู่นโยบายของรัฐ และขอพูดอีกครั้งว่า Swale เริ่มจากการเป็นงานศิลปะที่เกิดจากวิชวลอาร์ติสท์ผู้หญิงคนหนึ่งที่เชื่อและลงมือทำ ย้อนกลับไปที่คำถามว่า ทำไมเราถึงไม่มีพื้นที่สีเขียวกินได้? แมรี่อาจไม่มีอำนาจพอจะเปลี่ยนคำตอบบางอย่าง

แต่เธอทำให้เห็นว่า คำตอบมีได้หลากหลายกว่านั้น

“Swale is an artwork. Art is integral to imagining new worlds. By continuing to create and explore new ways of living, we hope that Swale will strengthen our ways of collaborating, of cooperating, and of supporting one another.” – Swale website

 

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปอ่านได้ที่

www.swaleny.org

 

ที่ตั้งของสวน

Writer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load